เกริ่นนำ
บทความนี้เราเขียนให้แม่ เพราะอยากจะส่งแม่เข้าประกวดเป็นแม่ดีเด่นกะเค้าบ้าง แต่สงสัยเรื่องอาจจะยังไม่เศร้าพอ เลยยังไม่เข้าตากรรมการ แต่ไหน ๆ ก็เขียนไว้แล้ว เลยอยากให้คนอื่น ๆ อ่านบ้าง เผื่อว่าจะทำให้คิดถึงแม่ของคุณ ๆ กันบ้าง ...
***
แม่ของฉันชื่อ นางธนวรรณ นุเรมรัมย์ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ แม่เกิดในครอบครัวของชาวนา ไม่ว่าจะเป็นปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง และตัวของแม่ ทุกคนล้วนเป็นชาวนาโดยสายเลือด ส่วนตาของฉันเสียชีวิตตั้งแต่แม่อยู่ในท้องของยาย ปัจจุบันญาติพี่น้องส่วนใหญ่ทางฝ่ายแม่ก็ยังคงยึดอาชีพทำนาอยู่
สุขภาพของแม่ตอนเด็ก ๆ นั้น ไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก เพราะทางบ้านมีฐานะยากจนมาก ทำให้แม่เป็นโรคขาดสารอาหาร จึงมีรูปร่างที่ผอม แกร็น แต่แม่ก็ไม่เคยน้อยใจในความไม่สมบูรณ์ของร่างกายในวัยเด็ก หากแต่แม่สามารถใช้ชีวิตเช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป รวมทั้งแม่ยังต้องรับภาระในการเลี้ยงดูน้องอีก ๗ คน ในฐานะที่เป็นพี่สาวคนที่ ๒ ของบ้าน
ตอนเด็ก ๆ แม่เป็นคนที่ตั้งใจเรียน ดูได้จากสมุดพกที่แม่ยกให้ฉันเก็บรักษาเอาไว้ เมื่อแม่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ป้าทองม้วนซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ของยาย ได้ขอแม่ไปเลี้ยง โดยพาไปอยู่ที่อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ตอนนั้นแม่เห็นเด็ก ๆ ไปโรงเรียนกัน จึงขอให้ป้าทองม้วนช่วยส่งให้แม่ได้เรียนหนังสือ ป้าทองม้วนเห็นความตั้งใจของแม่จึงส่งให้แม่ได้เรียนหนังสือทั้งที่ป้าเองก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากนัก ระหว่างที่แม่เรียนชั้น มศ.๑ ป้าทองม้วนสอบบรรจุเข้ารับราชการได้ จึงจำเป็นต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่ตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์ แต่ไม่สามารถนำแม่ไปอยู่ด้วยได้ แม่จึงต้องกลับมาเรียนที่โรงเรียนราษีวิทยา จังหวัดศีรษะเกษ ซึ่งระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนประมาณ ๕ กิโลเมตร แต่ด้วยความยากจนไม่มีเงินที่จะซื้อแม้แต่จักรยาน ทำให้แม่ต้องเดินไป-กลับทุกวัน รวมแล้วเดินกว่าวันละ ๑๐ กิโลเมตร เพื่อให้ตนเองได้รับการศึกษา และด้วยระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนที่ห่างไกลกัน อีกทั้งสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงของแม่ ทำให้ยาย และญาติ ๆ เสนอให้แม่เลิกเรียนหนังสือ แต่แม่ก็ยังคงไม่ละทิ้งความตั้งใจเดิมที่อยากจะเรียนหนังสือ ในที่สุดก็สามารถเรียนจบชั้น มศ.๓ ได้
หลังจากจบ มศ. ๓ แม่ก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะยายไม่มีเงินทุนพอที่จะให้แม่เรียนหนังสือ อีกทั้งน้อง ๆ บางส่วน ก็เป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนเหมือนกัน แม่จึงเสียสละไม่เรียนหนังสือ เพื่อให้น้อง ๆ ของตนเองได้รับการศึกษากันอย่างทั่วถึง ในช่วงนั้นป้าทองม้วนแต่งงานและมีลูกเล็ก ๆ อีก ๒ คน จึงรับแม่ให้ไปช่วยเลี้ยงลูก แม่จึงต้องกลับมาอยู่ที่สุรินทร์อีกครั้ง
ระหว่างที่แม่อยู่บ้านป้าทองม้วน แม่ต้องทำงานบ้านทุกอย่าง อีกทั้งต้องเลี้ยงเด็กเล็ก ๆ อีก ๒ คน และในยามที่ว่างจากงานบ้าน แม่ได้เรียนตัดเย็บที่โรงเรียนการสารพัดช่าง ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของป้าทองม้วน ทำให้แม่สามารถตัดเย็บผ้า และทำงานการฝีมือได้
ต่อมา แม่สามารถสอบบรรจุเป็นลูกจ้างประจำได้ที่หน่วยมาลาเรียที่ ๕ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งรับราชการอยู่ ๔ ปี จึงแต่งงานกับพ่อของฉัน ในเวลานั้น พ่อของฉันรับราชการอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพธนบุรี ทำให้พ่อกับแม่ต้องอยู่ห่างกัน นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของบ้านก็เพิ่มขึ้น ทำให้บางครั้งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต พ่อกับแม่จึงตัดสินใจว่าจะเดินทางเข้ามาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พ่อกับแม่บอกกับฉันว่า ตัดสินใจมาตายเอาดาบหน้า เพราะถ้ายังอยู่ ที่นั่น ลูก ๆ ก็คงจะไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา และชีวิตของลูกก็จะลำบากเหมือนกับที่พ่อกับแม่ประสบมา
ดังนั้น แม่จึงลาออกจากราชการ แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อม ๆ กับพ่อ โดยมาขออาศัยอยู่กับญาติของพ่อที่ชุมชนหลังวัดใหม่ทองเสน แม่ทำหน้าที่แม่บ้านและเลี้ยงลูก แต่ค่าครองชีพก็ยังไม่เพียงพอ เพราะพ่อมีรายได้เพียงคนเดียว แม่จึงรับจ้างถักโครเช หรือถักลูกไม้ทุกชนิดตามที่มีคนมาว่าจ้าง เช่น ถักปลอกหมอน ผ้าม่าน ผ้าคลุมโทรทัศน์-ตู้เย็น และรับจ้างทั่วไปอยู่ประมาณ ๔ ปี แม่จึงสอบบรรจุเป็นลูกจ้างประจำที่กรมสรรพาวุธทหารบก ในระหว่างนั้น แม่คงใช้ชีวิตเหมือนเดิมคือยามว่างก็รับจ้างถักลูกไม้ทุกชนิดเหมือนเก่า รับจ้างสอนหนังสือเด็กอนุบาลข้าง ๆ บ้านไปพร้อมกับสอนลูกสาวของตนเองอีก ๒ คน นอกจากนี้ แม่มีอาชีพใหม่เพิ่มคือรับจ้างทำความสะอาดห้องน้ำในโรงงาน ชส.๒
ตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่กรมสรรพาวุธทหารบก แม่ลำบากมากเพราะงานเข้าตั้งแต่เวลา ๗ .๐๐ น. เลิกงานเวลา ๑๗.๐๐ น. ทำให้ต้องฝากลูกเล็กๆ ๒ คนไว้กับเพื่อนบ้าน และด้วยความที่พยามยามตั้งใจทำงานเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ลูกสาวคนที่ ๒ ก็เสียชีวิตเนื่องจากเป็นโรคน้ำท่วมปอด แม่เสียใจมากคิดว่าจะไม่มีลูกอีกแล้วเพราะความจน
จนกระทั่งวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ แม่สอบบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในตำแหน่งผู้คุมชั้น ๒ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ประกอบกับในปีที่แม่บรรจุเข้ารับราชการ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แยกการเบิกจ่ายเงินงบประมาณต่างๆ ออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมแม่จึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่งานการเงินและบัญชี โดยทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินเดือน, ค่าจ้างประจำ, ค่ารักษาพยาบาลทั้งไข้นอกและไข้ใน, ค่าเล่าเรียน , บำเหน็จบำนาญ
ปลายปี ๒๕๒๑ เป็นช่วงที่ฐานะทางบ้านพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง และแม่ก็พร้อมที่จะมีลูกเล็ก ๆ และพร้อมที่จะ ดูแลลูกได้อ่างเต็มที่ ดังนั้นแม่จึงมีลูกสาวเพิ่มมา ๑ คนคือฉันนางสาวดวงเด่น นุเรมรัมย์ และปี ๒๕๒๓ แม่มีลูกสาวเพิ่มมาอีก ๑ คน คือนางสาวเดือนเด่น นุเรมรัมย์ แม่ฟูมฟักเลี้ยงดูลูก ๆ ให้การอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ให้การศึกษาลูกทุกคนเท่าที่กำลังความสามารถที่แม่มี บางครั้งแม่ต้องกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงมหาดไทย จำกัด เพื่อใช้จ่ายในการลงทะเบียนเรียนของลูก แม่บอกลูกตลอดเวลาว่าแม่เรียนมาน้อยมีงานทำเงินเดือนก็น้อยตามทำให้ลำบาก แต่แม่ยอมเหนื่อยในการที่จะหาเงินในทางสุจริตทุกอย่างเพื่อเก็บไว้เป็นทุนให้ลูกได้เรียนสูง ๆ จะได้มีงานทำดี ๆ ไม่ต้องเหนื่อยยากเหมือนแม่
ตั้งแต่จำความได้ฉันเห็นแม่สู้งานหนักมาตลอด ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ๒๕๓๔ เป็นเวลา ๑๗ ปี แม่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านพักลาดยาว (เขตจตุจักร) กับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เขตพระนคร) แม่ตื่นนอนเวลา ๐๕.๐๐ น.เตรียมอาหารเช้าให้ทุกคนในบ้าน เตรียมข้าวกล่องให้ลูกทั้ง ๓ คน ห่อไปรับประทานที่โรงเรียน เตรียมห่อข้าวสำหรับตนเองไปทานในตอนเที่ยงวัน หลังเลิกงานตอนเย็นกลับจากการทำงานแม่จะทำอาหารไว้สำหรับทุกคนในบ้าน เสร็จแล้วแม่จะไปรับจ้างทำบัญชีรายการอาหารดิบให้เจ้ไน้ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านพักลาดยาวตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ ๒๑.๐๐ น. ทุกวัน ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ แม่จะทำข้าวแกงไปขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร เย็นกลับจากขายข้าวแกงก็ไปทำบัญชีตามปกติ ช่วงไหนมีการประมูลอาหารแม่ต้องอยู่ทำรายการอาหารจนดึกเพื่อให้เจ้ไน้ฯ ส่งรายการอาหารให้ทันการยื่นซองประกวดราคา บางครั้งแม่จะรับเสื้อผ้าเด็กนักเรียนจากทัณฑสถานหญิงกลาง เป็นโหล ๆ มานั่งเย็บเพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง
ปี ๒๕๓๕ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ย้ายไปอยู่ที่ ๓๓ ถนนงามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งใกล้กับบ้านพัก แม่เริ่มรับจ้างทำอาหารตามสั่งให้เพื่อนที่เข้าเวรยามตอนเย็น และส่งอาหารร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังตามใบสั่ง ซึ่งบางวันก็ตก ๑๐๐ ถุง และบางวัน ๒๐ ๓๐ ถุง โดยส่งขายในราคาถุงละ ๑๕ บาท แต่ถูกหักเปอร์เซ็นต์เข้าหลวงร้อยละ ๑๐ บาท อาหารที่แม่ทำมีผัดมะกะโรนีและ ผัดซีอิ้ว แม่ตื่นนอนตอนตี ๕ ทำอาหารให้เสร็จทันส่งเวลา ๗.๓๐ น.ของทุกวัน ในเวลาเดียวกันแม่ก็จะเตรียมอาหารเช้าให้ทุกคนในครอบครัว ตัวแม่เองจะนำอาหารที่ทำเสร็จแล้วไปส่งที่เรือนจำ แล้วย้อนกลับไปตลาดประชานิเวศน์ เตรียมซื้อก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่, เนื้อไก่, คะน้า, มะกะโรนี, หอมหัวใหญ่และมะเขือเทศ เตรียมไว้ทำอาหารส่งเรือนจำในวันถัดไป พอถึงเวลา ๐๘.๐๐ น. แม่จะทิ้งงานบ้านไว้ก่อน เตรียมอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานพร้อมห่อข้าวสำหรับมื้อเที่ยงของแม่ เลิกงานตอนเย็นแม่จะรีบกลับบ้านล้างกระทะล้างจาน กวาดเช็ดถูบ้านเตรียมอาหารเย็นสำหรับทุกคน ดึงก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ หั่นคะน้า ลวกมะกะโรนี เตรียมไว้ทำอาหารในวันรุ่งขึ้น โดยแม่ทำอย่างนี้มาจนถึงปัจจุบัน
ในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ แม่จะเดินขายผ้าไหม ขายถั่วอบสมุนไพร ตามบ้านพักและตลาดนัด หากมีเวลาแม่จะไปเดินออกกำลังกายที่สนามโรงเรียนรัตนโกสินทร์ หรือบ่ายวันอาทิตย์แม่จะไปวัดสวนแก้วไปฟังพระพยอมเทศน์และทำบุญ แม่ปฏิบัติตัวเป็นกิจวัตรมาตลอด ไม่เคยปริปากบ่นว่าเหนื่อยหรือท้อ ลูก ๆ จะเจอแต่รอยยิ้มของแม่ตลอดเวลา ซึ่งการปฏิบัติตัวของแม่ประทับและฝังใจของลูกตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน
ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ แม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร วิริยะ อุสาหะ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยอาศัยอำนาจหน้าที่เบียดบังหรือแสวงหาผลประโยชน์จากทางราชการ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ จนถึงปัจจุบันแม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ๒ ขั้น ๙ ครั้ง ขั้นครึ่ง ๓ ครั้ง เนื่องจากแม่ความรู้น้อย มัวแต่ก้มหน้าหาเงินไว้เป็นทุนการศึกษาของลูก โดยที่แม่ไม่มีโอกาสหาความรู้เพิ่มเติมสำหรับตนเอง จึงเป็นแค่ข้าราชการ ซี ๕ แก่ ๆ มีเงินเดือนพอใช้จ่ายไม่ถึงกับสุขสบายเพราะยังเป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงมหาดไทย จำกัด แม่บอกว่าถึงแม้จะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ก็ภูมิใจที่เกิดมาได้รับใช้ประเทศชาติถือว่าเป็นบุญและโชคดีที่ได้เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตั้งใช้จะรับใช้ชาติและ พระองค์ท่านไปจนเกษียณอายุราชการ
ในส่วนครอบครัวแม่บอกว่าชีวิตแม่ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะแม้ว่าแม่จะเป็นข้าราชการจน ๆ ที่ต้องกู้เงินหลวงมาส่งให้ลูกเรียน เพื่อสร้างอนาคตให้กับลูก ๆ แต่ลูกสาว ๓ คน ของแม่ถือว่าเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติเช่นกัน ไม่เคยสร้างปัญหาหรือนำความเดือดร้อนมาให้แม่หนักใจ ทุกคนตั้งใจเรียนหนังสือจนจบระดับปริญญาโท ตามลำดับคือ
- รุ่งฤดี (นุเรมรัมย์) ห่อนาค สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาจารย์สอนพิเศษมหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษตามหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
- ดวงเด่น นุเรมรัมย์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันรับราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
- เดือนเด่น นุเรมรัมย์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานด้านส่งเสริมการขาย ให้กับกลุ่มบริษัท สยามพิวัท จำกัด
แม่ของฉันไม่ได้เลี้ยงดูแต่ครอบครัวของตัวเองเท่านั้น แม่ยังเลี้ยงดูครอบครัวปู่ย่าตายาย คือในสมัยที่ปู้ย่าตายายท่านยังมีชีวิต แม่จะส่งเสียเงินทองข้าวของเครื่องใช้ให้ตลอด แม้แต่ปู่ท่านใกล้จะเสียชีวิตก็ยังโทรศัพท์ให้แม่ไปรับปู่จากจังหวัดสุรินทร์ มารักษาตัวที่กรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลที่ว่า หากจะตายก็ขอให้ตายใกล้ ๆ แม่ของฉัน จนที่สุดปู่ก็ได้อยู่ใกล้แม่และตายใกล้แม่สมใจ ฉันไม่แปลกใจว่าทำไมปู่ท่านรักแม่ฉันมาก เพราะว่าแม่ฉันเป็นคนใจดี ใจเย็นใจบุญ ชอบทำบุญทำทาน ชอบบริจาคข้าวของเงินทอง แม้แต่หนังสือเรียนของลูกแม่ยังห่อปกเรียบร้อย เสื้อผ้านักเรียนลูกที่ไม่ใช้จะซักรีดอย่างดี ถุงเท้ารองเท้าที่ลูกไม่ได้ใช้จะซักให้สะอาด ตลอดจนเข็มขัด กระเป๋าที่ลูกไม่ใช้ก็นำมาขัดจนสะอาด หรือแม้แต่เสื้อผ้าของพ่อแม่ที่ยังมีสภาพที่ใช้ได้แม่จะนำมาซักรีดเก็บรักษาไว้อย่างดี ถึงสิ้นปีจะมีเพื่อน ๆ แม่ทอดผ้าป่าโรงเรียนที่ถิ่นธุระกันดารและห่างไกลความเจริญ แม่จะนำสิ่งของดังกล่าวไปร่วมบริจาคสมทบให้โรงเรียนดังกล่าวไม่เคยขาด หรือบางทีแม่จะเก็บเสื้อผ้าที่ลูก ๆ ไม่ใช้แล้วส่งไปให้ญาติที่ต่างจังหวัด เพราะแม่จะสอนอยู่เสมอว่าอะไรที่เราจะช่วยเหลือ หรือแบ่งปันให้คนอื่นได้ ก็ควรจะทำถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี
ส่วนคุณยายซึ่งยังมีชิวิตอยู่ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี ไม่ได้เป็นข้าราชการแต่มีเงินบำนาญกิน (แม่บอก) โดยเงินบำนาญที่ว่าแม่ฉันเป็นคนจ่ายให้ยายเองเดือนละ ๒,๐๐๐.- บาท ปีใหม่หรือวันแม่จะเพิ่มบำนาญให้ยายมากกว่าเดือนอื่น ๆ นอกจากนี้ แม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนแต่หนังสือที่อ่านมากจริง ๆ มักจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ นอกจากเป็นนักอ่านยังเป็นนักเก็บตัวยง โดยเฉพาะหนังสือธรรมะ ตั้งแต่ฉันจำความได้จนถึงปัจจุบันแม่มีตู้หนังสือคือ ตู้พระธรรม อัดแน่นตู้ แต่ไม่ได้เก็บไว้อ่านคนเดียวเพื่อนฝูงคนไหนคุยถูกก็จะแบ่งหนังสือธรรมะไปให้อ่าน นอกจากนี้ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แม่ไม่เคยขายหนังสือเรียนของลูก ๆ เลย เพราะแม่ให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ
นอกจากนั้นแม้ฉันยังเป็นคนรักสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขแม่เคยเลี้ยงไว้สูงสุดถึง ๓๕ ตัว แต่ดัวยความจำเป็นบางประการจึงไม่สามารถเลี้ยงดูสุนัขเหล่านั้นได้ทั้งหมด จึงบริจาคให้เพื่อนบ้านช่วยเลี้ยง ๕ ตัว เก็บไว้เอง ๕ ตัว ยกให้กรุงเทพมหานครไป ๒๕ ตัว ปัจจุบันสุนัข ๕ ตัวที่แม่เลี้ยงไว้แก่จนจะเดินไม่ไหว แม่บอกว่าคนเลี้ยงก็แก่หมาก็แก่ จะเห็นได้ว่าแม่เป็นคนมีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดีเสมอ ฉันไม่เคยได้ยินแม่นินทาว่าร้ายผู้ใดให้เสื่อมเสีย ไม่เคยโกรธ เกลียด และไม่พยาบาทอาฆาตใคร แม้แต่เวลาที่ลูก ๆ ทำผิดแม่จะไม่ใช้อารมณ์ดุว่าลูกแรง แต่จะเลี่ยงไปใช้คำพูดว่า ลูกจำแม่ขอตำหนิหน่อยนะ (แล้วอมยิ้มเวลาพูด) แล้วแม่จะบอกว่าลูกทำนี่ไม่ถูกต้องนะ แช่ผ้านานหลายวันแล้วนะ ... แก้วน้ำที่นำเข้าไปดื่ม ในห้องนอนมันคงขึ้นราแล้วมั้ง เป็นต้น ความที่แม่ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดีนี้เองจึงดูแม่ไม่แก่ถึงแม้อายุจะย่างเข้า ๕๘ ปี แต่แม่ดูกระฉับกระเฉงยิ้มแย้มแจ่มใสทำอะไรดูคล่องตัวไปหมด
แม่เป็นคนโอบอ้อมอารีเอื้ออาทรเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าแม่จะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือมีธุระที่ไหนกลับมาจะต้องมีของฝากติดมือกลับมาฝากตลอด หรือแม้แต่ค่าเช่านาปีหนึ่งแม่เก็บได้หลายสิบกระสอบถ้าขายเป็นเงินได้หลายหมื่น แต่แม่ไม่เอาเหล่านั้นไปขาย แต่จะจ้างเขาสีแล้วนำไปแจกเพื่อนฝูงคนละถังสองถัง ถวายวัดทำบุญ จะเก็บไว้กินในครองครัวเพียงนิดหน่อยเคยถามแม่ว่าทำไมถึงไม่ขายแล้วเก็บเงินไว้ใช้ แม่จะยิ้มแล้วบอกว่าฝากเขาไว้ดีแล้ววันหน้าเราจะได้ไม่อด
แม่ของฉันไม่เพียงแต่เป็นผู้ให้กำเนิดเท่านั้น หากแต่ยังเป็นครูคนแรกที่สอนฉันอ่านเขียนตัวหนังสือ เป็นผู้อบรมคุณธรรม และจริยธรรมให้แก่ฉัน และแม่ของฉันอาจจะไม่ต่างไปจากแม่ของคนอื่น ๆ ที่รักลูกและยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อลูก ๆ ของตัวเอง และท้ายที่สุดนี้ ฉันอยากจะบอกว่า หนูรักแม่คะ
*** |