ศาสนากับสังคมการเมืองในอินโดนีเซีย
 


***

อาณาจักรหมู่เกาะอินโดนีเซียระยะแรกเป็นรัฐฮินดูกับพุทธศาสนา โดยศาสนาทั้งสองเดินทางจากอินเดียมาตามเส้นทางการค้าถึงดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต?โดยได้รับการต้อนรับจากผู้ปกครองท้องถิ่นอย่างดียิ่ง เนื่องจากพิธีกรรมของศาสนาฮินดูที่เหมาะกับราชสำนั?และแนวคิดทางปรัชญาที่ลึกซึ้งของพุทธศาสนา พุทธศาสนามีอิทธิพลเหนือหมู่เกาะอินโดนีเซียไม่น้อยกว่?600 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยอาณาจักรศรีวิชั?ซึ่งมีการสร้างพุทธสถานที่ใหญ่โตวิจิตรงดงามและพระพุทธรูปเป็นอันมา?



พุทธศาสน?/span>

อาณาจักรศรีวิชัย (ประมาณ ??1200-1800) ครอบคลุมตั้งแต่ตอนบนของแหลมมลายูรวมทั้งตอนใต้ของไทยจนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซี?เป็นอาณาจักรที่นับถือพุทธศาสนามหายาน โดยได้รับวัฒนธรรมอินเดีย 2 ทางคือ จากราชวงศ์โจฬะ (อินเดียใต้) และราชวงศ์ปาละ (เบงกอล) ซึ่งนำพุทธศาสนาวัชรยาน (Vajrayana) หรือตันตระ (Tantra) เผยแผ่มาถึงอาณาจักรศรีวิชั?br>
ภายในอาณาบริเว?30 กิโลเมตรจากยอคจาการ์ตา (Yogyakarta) ในใจกลางของเกาะชวา เป็นที่ตั้งของโบราณสถานทางศาสนาที่สำคั?2 แห่งคื?โบโรบูโดร์ (Borobudor) สถูปในพุทธศาสน?และปรัมบานาน (Prambanan) วัดในศาสนาฮินด?โบราณสถานทั้งสองแห่งนี้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที?12 และที่ 14 เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาฮินดูกับพุทธศาสน?ความรู้ทางด้านวิศวกรรมและศิลปกรรมของผู้คนในยุคนั้น นอกจากนี้ยังมีวัดอันวิจิตรงดงามอีกหลายร้อยแห่งทั่วทั้งเกาะชว?สำหรับชาวบาหลีนั้นนับถือศาสนาฮินดูเป็นส่วนใหญ่ โดยมีวัดฮินดูทั้งเก่าและใหม่นับพันแห่งทั่วทั้งเกาะบาหล?

อาณาจักรในใจกลางหมู่เกาะเป็นรัฐที่รุ่งเรืองด้วยการเพาะปลูก มีระบบการจัดเก็บภาษีด้วยพืชผลและแรงงานจากชาวนา มีระบบกฎหมายและระบบการบริหารของตนเอง มีช่างฝีมือในการก่อสร้างวัดหินขนาดใหญ่ ราชสำนักได้ส่งเสริมวัฒนธรรมชั้นสูงทางด้านดนตรี การฟ้อนร?ปรัชญา และวรรณคดี มหากาพย์ของอินเดียคื?มหาภารตะ (Mahabharata) และรามายนะ (Ramayana) ได้ถูกนำเสนอโดยนักดนตร?นักฟ้อนร?และนักเชิดหุ่นกระบอก เพื่อสื่อคุณค่าทางจริยธรรมและวัฒนธรรมของชาวชวาและชาวบาหล?ระบบการเขียนนั้นมาจากภาษาสันสกฤต และคำสันสกฤตจำนวนมากได้กลายเป็นคำในภาษาท้องถิ่?/font>



ศาสนาอิสลา?/span>

ในพุทธศตวรรษที?14 อาณาจักรมัชปาหิตซึ่งนับถือศาสนาฮินดูได้รุ่งเรืองขึ้น มีการสร้างเทวสถานเป็นอันมา?และภาษาสันสกฤตกลายเป็นภาษาราชสำนัก ต่อมาสมัยพระเจ้าองควิชัย (พุทธศตวรรษที?19) อำนาจของมัชปาหิตแผ่ขึ้นไปถึงแหลมมลาย?ทำให้อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมล?br>
ในปี ??1930 ลามุนะ อิบราฮิม พ่อค้าอาหรับได้นำศาสนาอิสลามไปเผยแพร่ที่ชวาเป็นครั้งแร?อิบราฮิมพยายามเกลี้ยกล่อมพระเจ้าองควิชัยแต่ไม่สำเร็จ จึงหันไปเกลี้ยกล่อมระเด่นปาตาซึ่งเป็นโอรสให้หันมานับถืออิสลามได้สำเร็จ ระเด่นปาตาได้กระทำปิตุฆา?สถาปนาตนเองขึ้นเป็นสุลต่าน และประกาศอิสลามเป็นศาสนาประจำอาณาจัก?ศาสนาอิสลามจึงแพร่เข้าสู่เกาะต่างๆ อย่างรวดเร็ว เจ้าเมืองต่างๆ ที่เกรงกลัวภัยต่างพากันเข้ารีตนับถืออิสลาม ส่วนผู้ที่มั่นคงในศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาได้พากันหนีภัยลงไปอยู่ที่เกาะบาหลี จนกระทั่งปัจจุบั?br>
เมื่อชาวดัตช์เดินทางมาถึงในต้นคริสต์ศตวรรษที?17 อาณาจักรส่วนใหญ่ได้กลายเป็นอิสลา?โดยมีศาสนาฮินดูตั้งมั่นที่เกาะบาหล?แต่ศาสนาอิสลามในอินโดนีเซียมีความหลากหลายทั้งระบบความเชื่อและการปฏิบัต?นับจากชาวอาเจะห์ที่เคร่งครัดในคัมภีร์อัลกุรอ่านและแสดงตนเป็นมุสลิมอย่างเปิดเผย จนถึงประชาชนในชวาภาคกลางและภาคตะวันออกที่นับถือศาสนาอิสลามโดยผสมผสานกับศาสนาที่มีมาแต่เดิม



ศาสนากับสังคมการเมืองในยุคสมัยใหม่

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภายหลังจากการสู้รบกับอาณาจักรอิสลามแห่งอาเจะห์ (Aceh) ยาวนานกว่า 40 ปี รัฐบาลอาณานิคม (Nethelands East Indies) ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งตั้งเมืองหลวงที่ปัตตาเวีย (Batavia) ได้เฝ้าติดตามผู้นำอิสลามอย่างระมัดระวั?โดยมีการแยกแยะระหว่างอิสลามที่เป็นศาสนากับอิสลามที่เป็นพลังทางการเมือง มีการเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่สุเหร่?โรงเรียนอิสลาม และครูสอนศาสนา เพื่อมิให้บุคคลเหล่านี้ไปปลุกระดมประชาชนเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐอาณานิคม ส่วนการนับถืออิสลามที่เป็นศาสนาไม่ถูกแทรกแซงแต่อย่างใด

นักชาตินิยมกระแสหลักในทศวรรษที?1920 แล?1930 มีความเห็นร่วมกันว่า อินโดนีเซียหลังการประกาศอิสรภาพควรเป็นรัฐทางโล?(secular state) เนื่องจากมีความหลากหลายทางศาสนาสูง แม้ว่ามุสลิมจะเป็นคนส่วนใหญ่ แต่ผู้ที่เคร่งอิสลามก็เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้น และแม้แต่มุสลิมที่เคร่งก็ยังมีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน รัฐทางโลกจะเป็นทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเหล่านี?ซูการ์โน (Sukarno) ผู้นำกลุ่มชาตินิยมได้เสนออุดมการณ์ว่?ประชาชนอินโดนีเซียจะต้องอยู่เหนือความแตกต่างทางด้านศาสนาและเชื้อชาติ เพื่อรวมตัวกันต่อต้านลัทธิอาณานิคม แต่พรรคการเมืองอิสลามบางพรรคไม่เห็นด้วยและเรียกร้องให้ใช้กฎหมายอิสลามหลังจากได้รับเอกราชแล้ว

เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองอินโดนีเซียในเดือนมีนาค???1942 ครั้งแรกชาวอินโดนีเซียรู้สึกยินดีที่ได้เป็นอิสระจากการปกครองของเนเธอแลนด?และประทับใจต่อคำโฆษณาของญี่ปุ่นที่ว่?"ญี่ปุ่นคือแสงสว่างแห่งเอเชีย" แล?"อาณาเขตความมั่งคั่งร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออก" แต่ไม่นานนักญี่ปุ่นก็แยกตัวเองออกจากสังคมอินโดนีเซียในทุกระดับ เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครา?อินโดนีเซียก็ตกเป็นของเนเธอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่?แต่หลังจากนั้นไม่นานอินโดนีเซียก็ได้รับเอกราชในวันที?17 สิงหาค???1945 โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงจาการ์ต?

ในฐานะประธานาธิบดีคนแร?ซูการ์โนได้ประกาศหลั?"ปัญจศี? (pancasila) เป็นอุดมการณ์ทางสังคมการเมือ?ประกอบด้วย "ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดีย?เอกภาพของประเท?มนุษยธรร?ประชาธิปไต?และสังคมที่เป็นธรร? หลักปัญจศีลเป็นปรัชญาผสมผสานที่คลุมเครือ แต่ก็ทำให้สามารถตีความไปได้หลากหลา?

ภายหลังสิ้นสุดระบอบเผด็จการซูฮาร์โ?(Suharto) แล้ว การเมืองอินโดนีเซียก็เข้าสู่ความสับสนวุ่นวาย ในวันที่ 23 กรกฎาค???2001 เมกาวต?ซูการ์โนบุตร?(Megawati Sukarnoputri) บุตรสาวของซูการ์โน ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อยุคคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลงแล้ว รัฐบาลและผู้นำที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกเริ่มมองเห็นว่า อิสลามที่ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่กำลังกลายเป็นภัยที่คุกคามอำนาจรั?br>
ภายใต้รัฐบาลเมกาวต?กลุ่มเจมาห?อิสลามิยาห?(Jemaah Islamiah) ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มอัลเคด้?(al Qae-da) ได้ลอบวางระเบิดสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองคูต?(Kuta) บนเกาะบาหล?เมื่อวันที?12 ตุลาคม ??2002 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่?200 คน (เป็นชาวออสเตรเลี?88 คน และชาวอังกฤษ 26 คน) นับเป็นการท้าทายนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศ และความร่วมมือกับตะวันตกในการต่อต้านการก่อการร้า?การโจมตีทำให้เกิดผลเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อบาหลี (เพีย?2 เดือนหลังการโจมต?บาหลีสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรั? และต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรว?

ปัจจุบันอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกนั้นกำลังพบกับทางสามแพร่?ระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 2,000 ปี ศาสนาอิสลามซึ่งกลายเป็นพลังทางการเมืองที่สำคัญ และโลกตะวันตกซึ่งเป็นต้นแบบเทคโนโลยีและความทันสมัย ในการแสวงหาทิศทางและเอกลักษณ์ของประเทศ

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ?กรกฎาค?๒๕๕๐ ปีที?๓๐ ฉบับที?๑๐๗๑? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Thursday 13 September, 2007 9:48 PM