ประชุมปฏิบัติการเรื่องศาสน?และความรุนแร?(Religion and Violence)
 

ที่ม?: หนังสื?“รวมบทความและรายงานพิเศษ ศาสนาและปรัชญา?
ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โด?ปาริชา?สุวรรณบุบผ?
อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รายงานนี้ได้จากการเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติกา?ซึ่งจัดโดย สากลสภาแห่งคริสตจักร
(The World Council of Churches) ในระหว่างวันที?8-12 กุมภาพันธ์ 2545 ฟลอริด?สหรัฐอเมริกา


***

สากลสภาแห่งคริสตจักร (The World Council of Churches) หรือ WCC เป็นองค์กรคริสตจัก?โดยเฉพาะในฝ่ายของโปรเตสแตนท์ ออร์ธอดอกซ?รวมทั้งคาทอลิกบางกลุ่มมาร่วมมือกันประกอบกิจกรรมต่างๆเพื่อความเป็นเอกภาพในหมู่คริสตชนด้วยกั?มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีว?ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการในลักษณะการเสวนาระหว่างศาสนิกชนของศาสนาของโลกทั้งห้าศาสน?ได้แก่ศาสนาพุท?คริสต์ อิสลาม ฮินด?และยูดาย การประชุมครั้งนี้จัดที่เมืองเซนต์ปิเตอร์สเบิร์?รัฐฟลอลิดา ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ร่วมสัมมนาจำนวน 17 คน ประกอบด้วยนักวิชาการศาสนาและกลุ่มนักกิจกรรมจากคริสตศาสนา 7 คน ศาสนาอิสลา?3 คน ศาสนาฮินดู 3 คน ศาสนายูดาย 2 คน และศาสนาพุทธ 2 คน

วัตถุประสงค์ของการจัดการเสวนาในครั้งนี?สืบเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในส่วนต่าง?ของโลก ผู้เข้าร่วมเสวนาจากศาสนาต่าง ?ตระหนักว่าศาสนาของตนต่างก็ได้เสนอหลักคำสอนและวิธีปฏิบัติที่สามารถทำให้เกิดความยุติธรรม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลก แต่เนื่องจากบริบทบางประการที่ถูกกำหนดโดยความคับแคบทางการเมือ?ทางเศรษฐกิ?ทางการทหารและความเป็นชาตินิยมทำให้เกิดการเอาเปรียบ และความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นที่ศาสนิกชนของศาสนาทั้งหลายจะกลับมาพิจารณ?และวิพากษ์วิจารณ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในศาสนาของตนเอ?และหาหนทางที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้ศาสนามีบทบาทในการลดความรุนแรงดังกล่า?

การเสวนาครั้งนี้ประกอบด้วยการนำเสนอบทความของแต่ละศาสนา หลังจากนั้นที่ประชุมจะซักถามถกเถียงในรูปแบบของการเสวนา การแบ่งกลุ่มย่อยอภิปรายและกลับมานำเสนอผลการประชุมของกลุ่มย่อยต่อที่ประชุ?การเสวนาครั้งนี้ได้กล่าวถึงประเภทต่างๆ ของความรุนแร?เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้เข้าใจความสลับซับซ้อนของปรากฏการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแร?และที่ประชุมได้สรุปรูปแบบต่า??ของความรุนแรงดังต่อไปนี้

1.ความรุนแรงทางกายภา?/strong> (Physical Violence) ได้แก่ ความรุนแรงที่ปรากฏในรูปของสงคราม รวมทั้งการก่อการร้ายโดยบุคคล หรือกลุ่มบุคคล รวมทั้งการใช้กำลังในรูปแบบต่าง ?เช่น การทุบตี และความรุนแรงในครอบครั?เป็นต้?

2. ความรุนแรงทางการเมือ?/strong> (Political Violence) เกิดขึ้นเมื่อกฏหมายถูกใช้ประโยชน์ในทางการเมืองอันนำไปสู่การละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย?คุณค่าและความเท่าเทียมกันระหว่างบุคค?/p>

3. ความรุนแรงที่มีรัฐเป็นผู้กระทำ (State -Sponsored Violence) เช่นความรุนแรงที่เกิดจากการวิสามัญฆาตกรร?การทรมาน การทำให้สูญเสียอิสรภาพ การจับกุมโดยปราศจากขั้นตอนและขบวนการทางกฏหมายที่เหมาะส?/p>

4.ความรุนแรงเชิงโครงสร้า?/strong> (Structural Violence) เป็นความรุนแรงที่เกิดจากโครงสร้างสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่ไม่ชอบธรรม การมีระบบแบ่งชั้นวรรณะ ระบบสังคมแบบผู้ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ก็จัดอยู่ในความรุนแรงเชิงโครงสร้างนี?/p>

5.ความรุนแรงทางนิเวศวิทย?(Ecological Violence) เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยปราศจากความรับผิดชอบ

6.ความรุนแรงที่เกิดจากความต้องการที่จะหลุดพ้นจากความทุกข?การกดขี่และการเอารัดเอาเปรีย? (Liberative Violence) เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคค?กระทำความรุนแร?เช่น ฆ่?เพื่อตอบโต้กับการที่ถูกกดขี่ ถูกเอาเปรียบ เป็นความรุนแรงที่ปลดปล่อยตนเองหรือกลุ่มให้พ้นจากความอยุติธรร?เช่น ในกรณีที่ภรรยาถูกกระทำทารุณแล้วฆ่าสามี เนื่องจากทนการเอาเปรียบเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไ?การฆ่าสามีนั้นเป็นความรุนแรงชนิดที่เป็?Liberative Violence

สำหรับศาสนาและความรุนแรงจากมุมมองของพระพุทธศาสนานั้น ผู้นำเสนอบทควา?เป็นพระสงฆ์ของศรีลังกาและผู้วิจารณ์เป็นนักวิชาการสตรีจากประเทศไท?มีประเด็นที่เป็นข้อสงสัยของที่ประชุมที่น่าสนใจ เช่น ผู้นำเสนอบทความกล่าวถึงวรรณกรรมศาสนาบางเรื่อ?ที่เกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ในการให้กำลังใจสนับสนุนให้พระเจ้าแผ่นดินและทหารไปออกรบฆ่าข้าศึกศัตร?และเนื่องจากพระพุทธศาสนาไม่มีคำสอนที่เกี่ยวข้องกับการสงครามที่เป็นธรรม (Just War) คำถามจึงเกิดขึ้นว่าบทบาทของพระสงฆ์ดังกล่าวนั้นถูกต้องหรือไม่ และคำสอนใดที่มีส่วนในการสนับสนุนการกระทำเช่นนั้น การฆ่าที่เนื่องมาจาก Liberative Violence นั้น เป็นบาปหรือไม่ ในบริบทของประเทศในเอเซียได้รับผลกระทบเรื่องความรุนแรงเชิงโครงสร้างมากน้อยเพียงใด เหล่านี้เป็นคำถามจากที่ประชุมเสวนาซึ่งผู้ถามเป็นศาสนิกชนจากศาสนาอื่น

เป็นที่น่าสังเกตว่าการทำความเข้าใจเรื่องชนิดต่าง ?ของความรุนแรงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะบุคคลมักจะเข้าใจว่าความรุนแรงนั้นหมายถึงสงครา?และการฆ่?ว่าเป็นสิ่งที่ต้องป้องกันและแก้ไขแต่เพียงอย่างเดีย?ทำให้สังคมมองข้ามปัญหาความรุนแรงแบบซ่อนเร้นอันเป็น "ความรุนแรงแบบไม่ลงมื?quot; (Passive Violence) หรือความรุนแรงเชิงโครงสร้า?(Structural Violence) เช่น บาปของสังค?7 ประการของคานธี [1] ก็จัดเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ลัทธิการเลือกปฏิบัติทางเพศ (Sexism) ลัทธิเชื้อชาติ (Racism) ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ลัทธิทหา?Militarism) ลัทธิวัตถุนิยม (Materialism) ลัทธิคัมภีร์ (Dogmatism) และลัทธิอวดตัว (Egoism) [2] เหล่านี้เป็นความรุนแรงซ่อนเร้นที่ถูกมองข้า?ทั้ง ?ที่เป็นความรุนแรงที่สนับสนุนความรุนแรงทางกายภาพในรูปแบบอื่??

สำหรับประเทศไทยความรุนแรงที่สืบเนื่องมาจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน จะเห็นได้จากการก่อการร้ายสองครั้งที่นักศึกษาพม่าบุกยึดสถานฑูตพม่าประจำประเทศไท?และการบุกยึดโรงพยาบาลราชบุรีจับคนไข้ หม?และพยาบาลเป็นตัวประกัน มีความรุนแรงทางกายภาพเกิดขึ้นทั้งการกระทำและผล กล่าวคือ ในการก่อการร้ายครั้งหลัง ผู้ก่อการได้ถูกฆ่าทั้งหม?แต่ถ้าพิจารณาถึงสาเหตุเบื้องหลังแล้วจะเห็นว่าขบวนการก่อการร้ายนี?มีสาเหตุมาจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่นักศึกษ?และชนกลุ่มน้อยในพม่าอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือ?จึงได้กระทำความรุนแรงในการบุกจับตัวประกันเพื่อเรียกร้องให้ประชาคมโลกได้รับทราบถึงการถูกเอาเปรียบ และควา?อยุติธรรมทางการเมือง

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างอีกประการหนึ่งที่สำคัญในสังคมไทยปัจจุบั?ได้แก่ ปัญหาการละเลยต่อโอกาสในการปฏิบัติธรรมของผู้หญิ?สังคมไทยและรัฐขาดการสนับสนุนโอกาสของ "สตรีผู้ปฏิบัติธรรม" เช่น แม่ช?เป็นที่ทราบว่า ถึงแม้แม่ชีบางกลุ่มจะมีความสามารถในการศึกษาและการช่วยเหลือสังคมได้เกือบเท่าหรือมากกว่าพระในบางกรณี แต่เนื่องจากแม่ชีเป็นผู้หญิงที่ไม่อยู่ในฐานะนักบวชที่แท้จริง จึงขาดการสนับสนุนทั้งด้านโอกาสและทุนทรัพย์จากรัฐและสังคมให้แม่ชีได้พัฒนาตนเอ?หรือทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคมไทยต่อไ?สิ่งนี้เป็นความไม่ยุติธรรมที่สังคมปล่อยผู้หญิงกลุ่มนี้ให้ต้องดิ้นรนช่วยเหลือตนเอ?จึงเป็นความรุนแรงที่แฝงเร้?เป็นความรุนแรงทางเชิงโครงสร้างประเภทหนึ่?ซึ่งสังคมมิได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรจะเป็?br>
อนึ่?เมื่อกล่าวถึงเรื่องความรุนแรงทางกายภาพ จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัวให้ชัดเจ?กล่าวคือ สังคมไทยยังขาดความกระตือรือร้นในการป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมความรุนแรงในครอบครัว เช่น การที่สามีทุบตีภรรยาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและบางรายถึงแก่ชีวิต ตลอดจนการทำร้ายและทารุณกรรมลูกหลานในครอบครัว เป็นต้?สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวเหล่านี?เป็นการทำร้ายทารุณ และเป็นความรุนแรงที่ซ้ำซาก และมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่อ?"ส่วนตั?quot; หรือ เป็นเรื่องภายในของ "สามีภรรย?quot; เป็นเหตุการณ์ปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วไป โดยข้อเท็จจริง ทัศนคติของสังคมและช่องโหว่ทางกฏหมา?อาจเป็นส่วนประกอบให้ความรุนแรงทางกายภาพเช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็กในสังคมไทยทุกระดั?ไม่เลือกระดับการศึกษ?ฐานะทางเศรษฐกิ?และสังคม นับเป็นสิ่งที่บุคลากรทางศาสนาและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆควรจะหาทางป้องกันและแก้ไ?โดยถือเป็นปัญห?"สำคั?quot; ของสังคม มิใช่ปัญหา "ส่วนตั?quot; ของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอีกต่อไป

นอกจากนั้นที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับความรุนแรงดังต่อไปนี้

1. การเปิดเผยโฉมหน้าและต่อต้านความรุนแร?(Unmasking/ Opposing) โดยปกติศาสนิกชนของทุกศาสนาต่างตระหนักดีว่า คำสอนและข้อปฏิบัติทางศาสนาช่วยเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกั?และความสงบสุขให้แก่บุคคลและสังคมได้โดยทำหน้าที่เปิดเผยทางไปสู่สันติภาพและต่อต้านความรุนแรง ชุมชนศาสนาในทุกศาสนาแสดงบทบาทในการต่อต้านความรุนแรงภายในชุมชนของตน และเมื่อได้ทราบข่าวการกระทำความรุนแรงต่อผู้อื่?จึงรวมตัวกันต่อต้านและประณามความรุนแรง รวมถึงการก่อการร้ายในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยบุคคลกลุ่มใ?นับถือศาสนาอะไ?/p>

2. คำสอนที่สนับสนุนความไม่รุนแร?(Models of Non-Violence) ในแต่ละศาสนามีคำสอนที่สนับสนุนสันติภาพ เช่น ความรั?อหิงสา ฯล?รวมทั้งมีบุคคลที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตโดยสันติวิธี ปราศจากความรุนแร?/p>

3. การจำกัดความรุนแรง (Limiting Violence) ศาสนาทั้งหลายได้แสดงบทบาทในการตรวจสอบระดับความรุนแรง และเน้นคุณค่าของความเป็นมนุษย์เพื่อลดความรุนแรงนั้นศาสนาส่วนใหญ่จำกัดการใช้ความรุนแร?บางศาสนาจะอนุญาตให้ใช้ความรุนแรงก็ต่อเมื่อเกี่ยวข้องกับการปกป้องผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ?และเพื่อความถูกต้องชอบธรรม อย่างไรก็ตามบทบาทในข้อนี้ของศาสนาก็ยังคงอยู่บนพื้นฐานของอุดมคต?เพราะเหตุผลในการอนุญาตให้มีความรุนแรงได้ก็ยังก่อให้เกิดความรุนแรงและความสูญเสียเสม?ที่ประชุมได้ใช้คำว่า "ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องให้อภั?quot; ("thus in need of forgiveness" ) กับความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากข้ออ้างของความรุนแร?quot;ที่ชอบธรรม"ทั้งหลาย นอกจากนั้นที่ประชุมได้กล่าวถึงกรณีที่ศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนความรุนแรงต่อไปนี?/p>

• ความเงีย?(Silence) ชุมชนศาสนาบางชุมชนได้แสดงท่าทีนิ่งเฉยต่อความรุนแรง เหตุผลอาจสืบเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับความอยู่รอดของชุมชนของต?จึงไม่แสดงตนว่าฝักใฝ่ฝ่ายใ?บางครั้งเหตุผลของการนิ่งเฉยเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางวัตถุ ที่ได้รับโดยปราศจากการคำนึงถึงความเดือดร้อนของคนชนกลุ่มน้อ?ชนชายขอบของสังคมนั้น ?เช่นการสงครามในแต่ละครั้งจะมีผู้ร่ำรวยจากการค้าอาวุธ ผู้สูญเสียคือประชาชนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองต้องได้รับความทุกข์เป็นผู้อพยพไร้ที่อยู่เป็นต้?/p>

• การอ้างความถูกต้อง ความเป็นเหตุผลอันสมควร (Sanctification) มีหลายเหตุการณ์ที่ศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการก่อให้เกิดความรุนแรงในระดับต่า??ที่ประชุมได้ยกตัวอย่างของการอ้างกฎระเบียบประเพณี อำนาจทางศาสนาที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้หญิงในการมีส่วนร่วมทางศาสนาของหลา??ศาสน?/p>

• การแผ่ขยาย (ความเชื่อทางศาสน? (Expansion) ที่ประชุมได้ยกตัวอย่างของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการเผยแผ่ศาสนาของตน ไปสู่ชุมชนของศาสนาอื่น ประเด็นนี้มีข้อถกเถียงอย่างรุนแร?และที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกันว่าความรุนแรงที่เกิดจากการเผยแผ่ศาสนาที่ขาดความเคารพ และขาดความคำนึงถึงพหุลักษณ?(Pluralism) นับเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างชนิดหนึ่งที่ศาสนิกชนทั้งหลายควรตระหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในรูปแบบอื่นที่จะตามมา

• ความเข้าใจของศาสนิกชนในเรื่องการเป็นพระฉายาของพระเจ้?(Image of God) ศาสนิกชนบางกลุ่มอาจเกิดความเข้าใจผิดต่อภาพ (ความดุร้าย) ของพระเจ้าและการเข้าใจผิดเรื่องความหมายของมนุษย์ในฐานะเป็นพระฉายาของพระเจ้?ความเข้าใจนั้นอาจนำไปสู่การเอาเปรียบ ความรุนแรงต่อสิ่งอื่??เช่น สัตว?ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นต้?ภาพของตนเอ?(Image of Self)ก็เช่นกั?ศาสนิกชนในหลาย ?ศาสนาอาจมีส่วนในการสนับสนุนความรุนแร?เนื่องจากความเข้าใจผิดในบทบาทและคุณค่าของตนเอง อันได้แนวคิดมาจากความเข้าใจที่ไม่ครอบคลุมและเชื่อมโยงเพียงพอเกี่ยวกับหลักการศาสนาของตน อันอาจก่อให้เกิดความรุนแรงและลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่?สถานการณ์ของโลกในปัจจุบันที่เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสน?ก็อาจสืบเนื่องมาจากการเข้าใจศาสนาของตนและภาพของตนที่ไม่สมบูรณ์

ด้วยความสัมพันธ์ทั้งทางบวกและทางลบของศาสนาที่มีต่อความรุนแรง ทำให้บทบาทของศาสนาทั้งหลายในโลกนี้กำลังถูกท้าทายดังกล่าว ที่ประชุมเสวนาได้ร่วมกันเสนอทางออกดังต่อไปนี?/p>

1. การวิจารณ์ตนเอ?(Critique) เป็นหน้าที่ของศาสนิกชนในทุกศาสนา ควรหันกลับมาศึกษาและวิพากวิจารณ์ตนเอ?(Self Critical) และศาสนาของตนเองอย่างจริงจังว่?มีความเข้าใจบริบททางศาสนาที่ถูกต้องครบถ้วน เชื่อมโยงหรือไม่ เช่น ประเด็นเรื่องหลักการเผยแผ่ศาสน?(Mission) เรื่องความเข้าใจว่าเป็นชนที่ถูกเลือกโดยพระเจ้า (Chosenness) เรื่องทางรอด (Salvation) และความเข้าใจเรื่องดินแดนศักดิ์สิทธิ?(Holy Land) เหล่านี้เป็นแนวคิดที่สำคัญที่ศาสนิกชนในแต่ละศาสนาควรเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกั?เกิดความยุติธรรมและสันติภาพที่ยั่งยืนต่อไป

2. วิธีการและผล (Means and Ends) เป็นสิ่งที่ท้าทายศาสนาทั้งหลายว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดความเหมาะสมในการกล่าวอ้างถึงวิธีการที่รุนแรง เพื่อให้ได้ผลอันเป็นความสงบสุขปราศจากความรุนแร?(Violent Means and Non-Violent Ends) ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมต้องการให้มีการพิจารณาอย่างละเอียดในแต่ละศาสนา ซึ่งถ้าจะพิจารณาจากมุมมองทางจริยศาสตร์เรื่องประโยชน์นิยมในบางแง่มุมที่ถูกอ้างว่า มีเหตุผลอนุญาตให้ใช้ความรุนแรง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชนกลุ่มใหญ่มากที่สุดนั้น ที่ประชุมเห็นว่าอาจเป็นการสนับสนุน "วัฒนธรรมแห่งความรุนแรง" ( Culture of Violence) [3]

3. การเผชิญหน้าพูดคุยเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Encounter, Conversation and Solidarity) ที่ประชุมเห็นเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ที่จะต้องมีการพูดถึงปัญหาความรุนแรงที่อาจมีในแต่ละศาสน?อย่างตรงไปตรงม?จริงใจและพร้อมที่จะหาทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงนั้น ทั้งนี้ควรเน้นบทบาทของชุมชนศาสนาแต่ละแห่งที่จะให้ความสำคัญต่อการเสวนาระหว่างศาสนิกชนของต?(Intra-Religious Dialogue) และระหว่างศาสนิกชนของแต่ละศาสน?(Inter-Religious Dialogue)

4. สนับสนุนการใช้ความไม่รุนแรงต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบ?(Non-Violence Resistance) ศาสนาทั้งหลายควรสนับสนุนการย้ำเตือนวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยท่าท?และวิธีการที่ไม่รุนแรงต่อความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทำอย่างไรที่จะให้ทุกที?ทุกชุมชนใช?"ความไม่รุนแร?quot; เป็นวิธีในการแก้ปัญหาทั้งหลา?/p>

5. เตรียมเผชิญหน้ากับแนวคิดแบบสุดโต่ง (Countering Extremism) ชุมชนศาสนาควรเตรียมตัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับการเรียกร้องและอิทธิพลของกลุ่มที่สุดโต่งในทุกกรณี การกระทำที่ไม่มีความพอดี นำมาซึ่งความรุนแรงไม่ว่าเรื่องความรักชาต?รักศาสนา เรื่องการเรียกร้องความเท่าเทียมกันทางเพศ ศาสนาควรมีบทบาทในการเสริมสร้างสนับสนุน "ความเหมาะสมอันชอบธรร?quot;

6. การบำบัดความทรงจ?(Healing of Memories) หลาย ?คนและหลา??กลุ่มชนอาจเคยเป็นเหยื่อของความรุนแรงไม่ว่าความรุนแรงในรูปแบบใด ความทรงจำเหล่านั้นของบุคคลนั้นเองอาจเป็นชนวนก่อเกิดความรุนแรงกับเหยื่อที่น่าสงสารรายอื่นๆขึ้นอีกได?ศาสนาทั้งหลายจึงได้รับการท้าทายให้ทำหน้าที่หาวิธีปฏิบัติต่อความทรงจำอันเจ็บปวดเหล่านี้ เช่น เสนอคำสอนในเรื่อ?"ปัจจุบัน" "การให้อภัย" "กรรม" "การยกโทษ" "การนั่งสมาธิ" ฯล?อันอาจมีบทบาทที่จะเสริมสร้างศักด์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่รู้สึกพร่องไปได้

ความท้าทายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสังเกตบางประกา?กล่าวคือ ถึงเวลาแล้วที่ศาสนิกชนในทุกศาสนาต้องหันหน้ากลับมาวิเคราะห์การนับถื?และการเข้าใจคำสอนในศาสนาของตนว่าถูกต้องเหมาะสมเพียงไ?ตัวอย่างหนึ่งที่อาจเห็นได้ในปัจจุบัน คื?"แผลเก่?quot; อันเป็นความรู้สึกที่พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มที่เกรงกลัวต่อการรุกคืบของการเผยแผ่ศาสนาของหลา??ศาสนาทั้งทางตรงและทางอ้อ?ทั้งทางเปิดเผยและทางการเมือง เราอาจจำเป็นต้องนึกถึง "การบำบัดความทรงจ?quot; โดยวิธีการและท่าทีแบบพระพุทธศาสน?ที่ประกอบด้วยปัญญาและอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลา?ที่ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง และพุทธศาสนิกชนควรเข้าใจศาสนาของตนให้ถ่องแท้ด้วยกา?"การปฏิบัติบูชา" มากกว่าจะเป็?"อามิสบูช?quot; ซึ่งเน้นการทำบุญแต่เพียงอย่างเดียว การปฏิบัติบูชาจะนำไปสู?"ปัญญ?quot; และความกล้าที่เหมาะส?ที่จะวิจารณ์ความไม่ถูกต้องบางประการของสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาที่อาจมีในปัจจุบั?และใช้ "ปัญญ?quot; ในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง และความรุนแรงทั้งหลายด้วยสันติวิธีโดยวิธีการพูดคุย การเสวนาถึงเนื้อแท้ของปัญหาอย่างแท้จริ?/p>

นอกจากนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีความขัดแย้งเรื่องพระราชบัญญัติคณะสงฆ?กรณีการบวชสามเณรีและภิกษุณ?ก็เป็นเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงและความแตกสามัคคีในหมู่พุทธศาสนิกชนได้จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องมี "การเสวนาด้วยท่าทีแบบพุทธ"(Dialogue in the Buddhist Attitude) กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสนับสนุน เจตน?และวิธีการ ที่มีพื้นฐานเกี่ยวเนื่องกับกุศลมูลที่ห่างไกลจากความอยา?ความโกรธ ความกลัวและความหลงใด ?จึงจะนำไปสู่ผลอันพึงปรารถน?ถึงแม้ว่ามีเจตนาที่ดีและทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของพุทธศาสนิกช?แต่ถ้าวิธีการเป็นไปด้วยความรุนแรงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในบางครั้งก็ไม่อาจพิจารณาได้ว่าเป็นความชอบธรรมทางพระพุทธศาสนาได้

กล่าวโดยสรุป ถ้าจะนำผลของการเสวนาเรื่องศาสนาและความรุนแรงมาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี?อาจสรุปความท้าทายและความจำเป็นเร่งด่วนของผู้เกี่ยวข้องได?2 ประการ คื?/p>

1.การศึกษาและการวิพากย์วิจารณ์ความเข้าใจและการนับถือศาสนาของตนว่าเข้าใจถูกต้องตามแนวทา?และท่าทีแบบพระพุทธศาสนาหรือไม่

2. การเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง และปัญหาทุกอย่างตามความจำเป็นและพร้อมจะเสวนาด้วยท่าทีแบบ "พุทธ" เพื่อลดปัญหานั้น?อย่างจริงใจและซื่อสัตย์โดยปราศจา?"วาระซ่อนเร้น" (Hidden Agenda)

สุดท้ายของการเสวนาที่ฟลอริดาในครั้งนั้?ที่ประชุมได้ร่วมกันเสนอข้อตกลงที่จะนำไปสู่สันติสุข และระงับความรุนแรงกล่าวคือ ทุกคนให้การรับรองตรงกันว่า ความรุนแรงไม่ว่ารูปแบบใดคือการทำลายคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของผู้กระท?ของเหยื่?ของผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อ?และของมวลมนุษย์โดยรว?การเสวนาในครั้งนี้ที่จัดขึ้นโด?WCC นับเป็นเจตนาและความคิดที่รับผิดชอบที่จะลดปัญหาความรุนแรงในโลกและเป็นการนำทฤษฏีวิชาเสวนาระหว่างศาสน?(Inter-Religious Dialogue) นำไปปฏิบัติอย่างแท้จริ?ขั้นตอนและขบวนการเสวนานั้น ในบางครั้งอาจเกิดความขัดแย้ง ความโกรธ อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเสวนา ที่ผู้เข้าร่วมเสวนาต่างมาจากศาสนาที่มีพื้นฐานและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่เป็นความจำเป็นที่จะต้องเผชิญหน้าและพูดคุยถึงปัญหาและยอมรับฟังซึ่งกันและกันอย่างแท้จริ?

ดังนั้นการเสวนาครั้งนี้จึงเป็น "การเสวนาเพื่อชีวิต" (Dialogue of Life) ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้พัฒนาคุณภาพทางจิตวิญญาณของตนเองไปพร้อมๆ กับความพยายามในการแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริง นั่นคือปัญหาเรื่องความรุนแรงในรูปแบบต่าง ?ทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่แต่ละคนได้เรียนรู้ปัญหาความรุนแรงของกันและกั?เข้าใจความรู้สึกของศาสนิกชนของศาสนาที่ไม่เน้นหนักในการเผยแผ่ศาสนาได้สื่อสารให้งานมิชชั่น (Mission) ทั้งหลายได้มีท่าทีที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ได้เข้าใจความรู้สึกของศาสนิกชนของศาสนาที่ถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับความรุนแร?ทั้งฝ่ายที่ถูกกล่าวอ้างว่ากระทำและถูกกระทำได้อธิบายเหตุผ?จุดยืนและความเข้าใจอันเกี่ยวเนื่องกับหลักการศาสนาของตน การเสวนาครั้งนี้ได้น?"ปัญห?quot; ที่ไม่ว่าศาสนิกชนของศาสน?ใด ?กำลังเผชิญอยู่นั่นคือความรุนแรงในรูปแบบต่า??ที่ได้กล่าวข้างต้นมาพิจารณาและทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่?/p>

อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงของกา?quot;เสวนาแบบประสบการณ์" (Dialogue of Experience) ทำให้ได้ตระหนักถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังไม่อาจยอมรับกันและกันได้อย่างสมบูรณ?กล่าวคือ ในแต่ละเช้าของการเสวนา ตัวแทนของแต่ละศาสนาจะประกอบพิธีศาสนา ด้วยการนำสวดมนต์ ด้วยการอ่านและกล่าวข้อความตามความเชื่อของศาสนาของต?เนื่องจากศาสนาต่าง ?ต่างมีความเชื่อและการแสดงออกตลอดจนพิธีกรรมทางศาสนาต่างกั?เมื่อผู้เข้าร่วมเสวนาต้องม?quot;ส่วนร่วม" ในพิธีที่ไม่คุ้นเคยและอาจขัดกับความเชื่อและวิธีปฏิบัติของต?จึงเป็นโอกาสอันดีที่ได้เรียนรู?"ธรรมชาติ" ของมนุษย์อย่างแท้จริ?นั่นคื?ได้ทดสอบการน?quot;ทฤษฎ?quot;ของการเสวนามาใช้จริง และได้เรียนรู้การให้ความสำคัญของการฝึกความเคาร?การมีความอดกลั้น ใจกว้างและยอมรับซึ่งกันและกันของผู้ร่วมเสวนาจากศาสนาอื่น?ได้มากน้อยเพียงใ?(Mutual Respect, Tolerance and Acceptance)

สิ่งที่ขาดไปจากการเสวนาครั้งนี้คือ การได้ไปสัมผัสกิจกรรมที่เป็นรูปธรร?อันเกี่ยวเนื่องกับบทบาทของศาสนาที่มีต่อปัญหาความรุนแรง นั่นคือการเยี่ยมชมกิจกรรมของศาสนสถานท้องถิ่นที่ได้มีบทบาทต่อการลดปัญหาความรุนแรงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่?อย่างไรก็ตามการเสวนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นการเสวนาอยู่กับที?แต่ก็นับว่าประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่?กล่าวคือทำให้เข้าใจปัญหาความรุนแรงตลอดจนทางออกอันนำไปสู่บทบาทที่เหมาะส?ผู้ร่วมเสวนาแต่ละคนก็พร้อมที่จ?"ส่งผ่า?quot; ความตั้งใจและเจตนาอันดีของ WCC ที่จะช่วยให้ศาสนาทุกศาสนาได้มีบทบาทนำสันติภาพมาสู่มวลมนุษย์อย่างแท้จริ?/p>

เชิงอรรถท้ายเรื่อง

[1] บาปของสังค?7 ประการ ได้แก่ เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักกา?หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิ?ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ทำงาน มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลหลักธรร?วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ และบูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ (คำแปลของ เรืองอุไ?กุสลาสัย)

[2] โปรดดูรายละเอียดใน อนุช อาภาภิรม. (2543). ฉากความรุนแรงในยุคโลกาภิวัฒน?/u> . กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์.

[3] คำว่?"วัฒนธรรม" ในภาษาไทยให้ความหมายเชิงบวกจึงไม่ควรใช้กับความรุนแรง แต่ในที่นี้แปลตามคำศัพท์ภาษาอังกฤษ "Culture of Violence"

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 8:34 PM