***
๑. ใครคือผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก
ท่านอาจารย์ซินเตา (Ven. Dharma Master Hsin Tao) เกิดที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบทแห่งหนึ่งของพม่าในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ บิดามารดามีเชื้อสายจีน เมื่อท่านอาจารย์มีอายุได้ ๔ ขวบ บิดาของท่านเสียชีวิต และไม่นานจากนั้นมารดาของท่านก็จากไปอีกคนหนึ่ง กล่าวกันว่าเมื่อเติบโตจนอายุ ๙ ขวบ ท่านอาจารย์ได้ประสบเรื่องราวพระภิกษุรูปหนึ่งแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์เหาะได้ให้ท่านเห็น เหตุการณ์นี้เองจูงใจให้เด็กกำพร้ายากจนคนหนึ่ง ซึ่งดำรงชีวิตตามลำพังท่ามกลางความไม่สงบสุขจากสงคราม และความไม่แน่นอนของชีวิตปวารณาการฝึกและบ่มเพาะจิตวิญญาณของตนเอง
เด็กหนุ่มเชื้อสายจีนคนนี้สามารถหลบหนีรอดพ้นออกจากพม่า และเดินทางไปยังไต้หวันมีชีวิตใหม่ในฐานะพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ท่านได้โกนศีรษะออกบวชขณะอายุ ๒๕ ปี โดยยึดมั่นการปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตและช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพันธกิจสำคัญ ด้วยแรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าถึงแก่นแท้แห่งเซนและการบรรลุธรรม ท่านอาจารย์จึงมุ่งสู่วิถีแห่งธุดงควัตร ในปี ๒๕๑๗ ขณะอายุ ๒๖ ปี ท่านอาจารย์ปลีกวิเวกไปจำศีลในอาคารรกร้างทรุดโทรมแห่งหนึ่งนอกกรุงไทเป ช่วงเวลานั้นมีคำถามที่ก่อกวนใจท่านอยู่คำถามหนึ่งคือ "ทำไมการอยู่คนเดียวลำพังจึงทำให้เกิดความกลัวได้มากมายเหลือเกิน" การที่ท่านพยายามเอาชนะความกลัวทำให้ท่านสามารถวางรากฐานการปฏิบัติเซนได้ อย่างไรก็ดี ท่านได้ย้ายไปจำศีลยังป่าช้าแห่งหนึ่งเพื่อค้นหา และทำความเข้าใจเรื่องชีวิตและความตายให้ลึกซึ้งหนักแน่นยิ่งขึ้น ท่านใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนอยู่กับกองกระดูกและเถ้าถ่าน ท่านได้เพ่งดูวิถีชีวิตของแมลง สิ่งมีชีวิตรอบข้าง รวมทั้งภูติผีวิญญาณในโลกอื่นที่มาเยี่ยมเยือนยามดึก
การได้เผชิญความโหดร้ายหวาดกลัวที่มีอยู่ และเป็นอยู่เช่นนี้ ทำให้ท่านบำเพ็ญจนสามารถปลดปล่อยตัวตนจากความกลัว และบรรลุความจริงสูงสุดของชีวิตมนุษย์ได้ในที่สุด หลังจากนั้นท่านอาจารย์ซินเตาได้สร้างวัดริวฮวนที่อี้หลานประเทศไต้หวัน และเริ่มต้นสั่งสอนถ่ายทอดธรรมะแก่บรรดาลูกศิษย์ของท่าน แต่เนื่องจากท่านยังรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมของท่านยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านจึงได้สร้างกุฏิหลังใหม่ในป่าช้าอีกแห่งหนึ่งและกำหนดตัวเองเพื่อการฝึกฝนด้วยวิธีปลีกวิเวกและอดอาหาร ความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาสถานที่ที่สงบเงียบและโดดเดี่ยว ผลักดันให้ท่านไปปักหลักเพื่อปฏิบัติธรรม ณ ถ้ำแห่งหนึ่งบนเนินเขาสูงที่เรียกชื่อว่า ภูเขาหลิงเยียว (ภูเขาแร้งศักดิ์สิทธิ์) บริเวณนี้ต่อมาคือที่ตั้งของวัดวูเช็ง "วัดไร้ตัวตน" (non-being) วัดนี้ตั้งอยู่บนภูเขาสูงริมชายฝั่งทะเลอันงดงามทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน มีภิกษุและภิกษุณีจำพรรษามากกว่า ๙๐ รูป
ภาพลักษณ์ภายนอกของ "วัดไร้ตัวตน" บนยอดเขาหลิงเยียวงดงามและยังมีคุณค่าดึงดูดความมุ่งมั่นภายในจิตใจได้เท่าเทียมกัน นับจากวันแรกที่วัดแห่งนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก็มีบรรดาผู้อุทิศตน และผู้มาเยือนต่างยึดถือเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางมาเยี่ยมเยือนและฝึกปฏิบัติอย่างไม่ขาดสาย ในปี ๒๕๓๒ วัดหลิงเยียวได้ก่อตั้ง "มูลนิธิวัฒนธรรมแห่งปัญญา" เพื่อเป็นมุทิตาจิตแด่บรรดาศาสนิกชนและผู้มาเยือน ให้ได้รับประโยชน์นอกเหนือจากชื่นชมความงดงามตามธรรมชาติของทิวทัศน์ล้อมรอบบริเวณวัด และในปี ๒๕๓๔ คณะทำงานเตรียมการได้ร่างโครงการระยะยาวเพื่อดำเนินการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก
๒. พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกคืออะไร
พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกคือ ก้าวแรกของการเผยแผ่อุดมการณ์เรื่องความรักและสันติภาพ เพื่อจูงใจให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลกที่กำลังวนเวียนอยู่ในห้วงเวลาแห่งความไม่ลงรอย และไม่สงบสุขได้หันกลับมาทบทวนค้นหาความสงบภายในจิตใจของแต่ละคน
พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกถือเป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณที่ไร้ขอบเขต และยินดีต้อนรับทุกผู้ทุกนามไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นใคร และเข้ามาเยือนด้วยเหตุผลใดก็ตาม ท่านอาจารย์ซินเตามุ่งหวังว่าผู้มาเยือนทุกท่านจะได้รับความรู้เกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วยวิธีการง่าย ๆ และเป็นธรรมชาติโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องความเชื่อและศรัทธา ดังนั้นการไปเยือนพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกจึงอาจเปรียบได้กับการไปท่องดิสนีย์แลนด์ซึ่งใครก็ได้จะไปยืน ณ จุดใดก็ได้ที่สนใจเพื่อการเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติและวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนาต่าง ๆ ท่านอาจารย์ซินเตามุ่งหวังอย่างยิ่งที่จะให้ผู้มาเยือนได้ค้นพบและเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในมวลมนุษยชาติ สมดังคำสำคัญที่ปรากฏในวารสารจดหมายข่าวพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก ฉบับปฐมฤกษ์ (Newsletter MWR, November 2001) ดังนี้
MUSEUM OF WORLD RELIGIONS
Respect for all Faiths
Tolerance for all Cultures
Love for all Lives
People of all ages, all backgrounds, and all faiths
Rediscover life's values and their spiritual equilibrium.
ระยะเวลายาวนานถึง ๑๐ ปี นับจากจุดตั้งต้นของแนวคิด (พ.ศ. ๒๕๓๔) จวบจนกระทั่งพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกอย่างเป็นทางการในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ นั้น ท่านอาจารย์ซินเตาได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาพันธมิตรแนวร่วม ประสานสัมพันธ์และร่วมเสวนากับผู้นำศาสนาและศาสนิกของศาสนาต่างๆ ท่านได้ประกาศหลักการแห่งการเสริมสร้างความรักและสันติภาพที่ถือเป็นแนวคิดร่วมของทุกศาสนา ท่านได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากบรรดาผู้นำแห่งศาสนาและจิตวิญญาณ รวมทั้งเสียงสะท้อนที่ตอบรับจากผู้คนทุกหนทุกแห่งที่ท่านไปเยือน นอกจากนี้ผู้นำศาสนาเหล่านั้นยังได้เดินทางมาเยือนไต้หวันเป็นการตอบแทน และมอบศาสนวัตถุที่เป็นสัญญลักษณ์ของศาสนาทั้งที่เป็นของจริงและเป็นแบบจำลองเพื่อตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์
๓. พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกตั้งขึ้นทำไม
ท่านอาจารย์ซินเตากล่าวว่าประชาคมทั่วโลกได้แสดงสัญญาณอันตรายแห่งความไร้ระเบียบ และปัญหาต่าง ๆ มากมายรวมทั้งปัญหาความเชื่อและศรัทธาทางศาสนาด้วย ท่านจึงได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในฐานะพระภิกษุในพระพุทธศาสนารูปหนึ่ง ท่านจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อผ่อนคลายบรรเทาหรือระงับความขัดแย้งเหล่านั้น และนี่เองแนวคิดในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกจึงเกิดขึ้น ด้วยความมุ่งหวังให้ศาสนิกได้เรียนรู้วิธีการที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันรวมทั้ง มีความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาของคนอื่น เพราะดูเหมือนว่าความรู้ ความเข้าใจของเราที่มีเกี่ยวกับศาสนาของคนอื่นมักไม่ค่อยจะชัดเจน จนบางครั้งส่งผลต่อการเข้าใจผิดได้ง่าย ๆ ด้วย กล่าวโดยสรุป ความมุ่งหวังสูงสุดในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกจึงเป็นไปเพื่อแนวทาง ๓ ประการคือ
๑. พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก คือ แนวทางหนึ่งเพื่อการเสวนาทำความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างศาสนาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
๒. พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก คือ แนวทางหนึ่งเพื่อการปกป้องคุ้มครองศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงเหลืออยู่ และฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลาย
๓. พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก คือ แนวทางหนึ่งเพื่อส่งเสริมฝึกฝนทักษะการไม่ใช้ความรุนแรง
๔. พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกตั้งอยู่ที่ไหน
พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกในไต้หวันที่แสดงเนื้อหาเจาะจงเกี่ยวกับศาสนาสำคัญ ๆ ของโลกรวม ๑๐ ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนายูดาย ศาสนาชินโต ศาสนาฮินดู ศาสนาสิข ศาสนาของชนพื้นเมือง และศาสนาโบราณ ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับว่าแปลกน่าสนใจและท้าทายวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งอยู่บนชั้นที่ ๖ และ ๗ ของอาคารห้างสรรพสินค้าโซโกใจกลางกรุงไทเปตามที่อยู่ดังนี้
7th Floor, 236 Jungshan Rd., Yonghe, Taipei County 234
Tel: (02) 8231 - 6699 Fax: (02) 82315966
http://www.mwr.org.tw
๕. พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกจัดแสดงเรื่องราวอย่างไร
ความศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเลื่อมใสศรัทธา และการสืบทอดเรื่องราวความเชื่อที่ผ่านมายาวนานหลายปีนั้น ควรจะได้รับการบอกเล่าหรือแสดงออกอย่างสรุปรวบยอดให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ร่วมกันได้อย่างไรด้วยคำพูดสั้น ๆ บนพื้นที่ที่จำกัด
การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกเกิดขึ้นได้จากการระดมความรู้ ความคิด ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ของนักวิชาการสาขาต่าง ๆ อันได้แก่ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักพิพิธภัณฑ์วิทยา นักวิชาการศาสนา รวมทั้งสถาปนิกและมัณฑนากรร่วมสมัย ตลอดจนอาสาสมัครจำนวนมาก มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเทคโนโลยีมัลติมีเดียมาใช้ในการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมทางศาสนาของศาสนาต่าง ๆ จำนวน ๑๐ ศาสนา ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยใช้เกณฑ์ความสืบเนื่องยาวนานร่วมกับจำนวนศาสนิกของแต่ละศาสนาเป็นหลัก ศาสนาสำคัญ ๆ ได้แก่ ๑) ศาสนาพุทธ ๒) ศาสนาเต๋า ๓) ศาสนาคริสต์ ๔) ศาสนาอิสลาม ๕) ศาสนายูดาย ๖) ศาสนาชินโต ๗) ศาสนาฮินดู ๘) ศาสนาสิข ๙) ศาสนาพื้นเมือง (Indigenous Religions) และ ๑๐) ศาสนาโบราณ สำหรับศาสนาของชนพื้นเมืองและศาสนาโบราณ ซึ่งประกอบด้วยศาสนาต่าง ๆ มากมายนั้น ทางพิพิธภัณฑ์ใช้วิธีสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาแสดง ในปีแรกนี้จัดแสดงเรื่องราวความเชื่อทางศาสนาของชาวมายา และศาสนาอียิปต์โบราณ รวมทั้งอุทิศพื้นที่พิเศษจัดแสดง "ศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไต้หวัน" เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวไต้หวันด้วย
ผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกนั้น นอกจากจะได้ชื่นชมความงดงามที่จัดแสดงตามรูปแบบของการจัดพิพิธภัณฑ์ที่คุ้นเคยแล้ว ยังจะรู้สึกว่าอยู่ในบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับการได้เข้าไปในศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
พิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกมีจุดตั้งต้นเดินชมที่ทางเข้าชั้น ๗ ผู้ชมต้องเดินชมในแต่ละจุดจากชั้น ๗ ลงไปชั้น ๖ กระทั่งเวียนมาที่จุดสุดท้ายบนชั้น ๗ อีกครั้ง เนื้อหาการแสดงแบ่งออกเป็น ๑๒ จุดดังนี้
๑. "ทางเดินของผู้จาริกแสวงบุญไปยังศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์" (Pilgrim's Way)
๒. "ห้องต้นทางสีทอง" (Golden Lobby)
๓. "ห้องสร้างสรรค์" (Creations)
๔. "ก้าวย่างของชีวิต" (Hall of Life's Journey)
๕. "การตื่น" (Awakenings)
๖. "ห้องปฏิบัติธรรม" (Meditation Gallery)
๗. "โลกแห่งอวตัมสกะ" (Avatamsaka World)
๘. "ห้องศาสนาทั้ง ๑๐ ของโลก" (Great Hall of World Religions)
๙. "กำแพงแห่งมุทิตาจิต" (Wall of Gratitude)
๑๐. "พรอันศักดิ์สิทธิ์" (Blessings)
๑๑. "ห้องบริการคอมพิวเตอร์และภาพถ่าย" (Broadcast Studio)
๑๒. "ศูนย์ค้นคว้าสำหรับเด็ก" (Children's Center)
(ร้านขายของที่ระลึก (Museum Shop) และ ภัตตาคาร (Restaurant and Cafe Services) อยู่ที่ชั้น ๗ บริเวณทางเข้า - ออก)
รายงานพิเศษเรื่องนี้คงจะทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการภาพของพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน และหากท่านใดต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ตามที่อยู่และเว็บไซต์ที่แจ้งไว้ข้างต้น หรือหาโอกาสไปเยี่ยมชมด้วยตัวเองถ้าเป็นไปได้ ผู้เขียนขอ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ซินเตา และกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ที่ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสพิเศษครั้งหนึ่งในชีวิตในการเข้าร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลกแห่งนี้ ผู้เขียนหวังว่ารายงานพิเศษเรื่องนี้จะมีพลังพอสมควรในอันที่จะก่อให้เกิดแนวร่วมทางความคิด ความเชื่อ และจิตวิญญาณเกี่ยวกับการทำความเข้าใจและความกลมเกลียวกันในระหว่างศาสนาและศาสนิกทั้งมวล. |