ประวัติการรับนับถือศาสนาอิสลามของชนชาติปาทาน
 

ที่ม?: หนังสื?“รวมบทความและรายงานพิเศษ ศาสนาและปรัชญา?
ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โด?อณัส อมาตยกุล
อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

ตลอดประวัติศาสตร์อิสลามที่ยาวนานรา?1400 กว่าปีนั้น ได้มีชนชาติต่า??ที่พากันเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามด้วยความศรัทธานับจากคริสตศตวรรษที่ 7 มาจนถึงคริสตศตวรรษที?21 นี้เป็นจำนวนมากมาย อาทิ อาหรับ เปอร์เชียน(อิหร่า? เบอร์เบอร์ เคิร์ด เติร์ก และชาวอินเดี?เป็นต้?ชนชาติต่าง?เหล่านี้ต่างได้มีส่วนช่วยกันสรรค์สร้างประวัติศาสตร์ของประชาคมอิสลามที่ผ่านวันเวลาของความรุ่งโรจน?ความร่วงโร?สันติภาพ สงคราม ความอ่อนโยนที่มนุษย์มีต่อกัน และความรุนแร?เฉกเช่นที่ชนชาติปาทานได้กลายเป็นชนชาติล่าสุดในโลกมุสลิ?ที่เป็นหนึ่งในตัวเอกของเหตุการณ์ที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร?เมื่อพวกเขาได้รับผลของความรุนแรงอันเกิดจากสงครามที่สหรัฐอเมริกากระทำขึ้นในอัฟกานิสถา?เพื่อโค่นล้มรัฐบาลตอลิบานซึ่งมีแกนนำคนสำคัญๆ ของรัฐบา?กองทัพ แล?ฐานเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากชนชาติปาทานที่เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน ชื่อของชนชาติปาทานจึงได้กลับมาสู่ความสนใจของชาวโลกอีกครั้ง

ในส่วนของประเทศไทยก็ปรากฏว่า ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายปาทา?ได้กลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่ในหมู่ชาวไทยมุสลิม บทบาทของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายปาทานก็ได้ทวีความสำคัญขึ้นเป็นลำดั?ภายในเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษที่คนเหล่านี้ได้เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะจากช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกทั้?2 ครั้?และเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที?2 อังกฤษได้แบ่งอินเดียออกเป็นประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก ชาวปาทานจำนวนมากได้อพย?เข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเวลานี?และกลายเป็นบรรพบุรุษของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายปาทานในประเทศไท?การศึกษาทำความรู้จักถึงความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี?จึงมีความสำคัญต่อโลกของเราใบนี้ที่กำลังตกอยู่ในภาวะไร้พรมแดน และแก่ประเทศไทยของเราด้วยเช่นกัน

ชนชาติปาทา?/p>

ชนชาติปาทานคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางใต?และทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน และทางภาคตะวันตกของปากีสถา?ภาษาของผู้คนกลุ่มนี้คื?ภาษาปุชโ?(Pushto) หรือ ปาชต?(Pashto) ชาวปาทานส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาอิสลามสายสุนนี?(Sunni) ในหมู่พวกปาทานเหล่านี้ มีกลุ่มที่เข้มแข็งจนสามารถตั้งวงศ์กษัตริย์ขึ้นปกครองราชอาณาจักรอัฟกานิสถานได?จนถึงกึ่งศตวรรษที่ 20 นอกจากภายในอัฟกานิสถานแล้ว พวกปาทานยังได้ปกครองเมืองและแคว้นต่า??ในที่ราบของอินเดียด้วย

ปาทานในประวัติศาสตร์

ต้นกำเนิดของชนชาติปาทานยังคงเป็นปริศนาและประเด็นการถกเถียง แต่ลักษณะทางภาษาศาสตร์เป็นประจักษ์พยานที่ดีว่า ภาษาของปาทานเป็นภาษา อินโ?ยูโรเปีย?ในขณะที่ปาทานบางเผ่ามีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับชนชาติเซมิติ?(ยิ?- อาหรับ) ทั้งนี้เพราะดินแดนในอัฟกานิสถา?ตะวันออกของอิหร่าน และตะวันตกของอินเดีย เป็นหนึ่งในดินแดนที่มีการรบพุ่งรุกรานมากที่สุดในประวัติศาสตร?ซึ่งในจำนวนผู้เคยเข้ามารุกรานดินแดนนี้มี อิ หร่า?กรีก พวกฮินดูราชวงศ์ต่างๆ จากอินเดีย เติร์ก มองโกล อุซเบก ซิกข?อังกฤษ รัสเซี?แล?ผู้เข้ามาล่าสุดในตอนต้นของสหัสวรรษนี้คืออเมริกัน

ชาวปาทานได้รับการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อป??? 982 ว่าเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขาสุลัยมา?ผลงานที่เป็นที่ปรากฏเป็นลำดับแรกของปาทานที่แสดงต่อชาวโลกก็คื?การเป็นทหารในกองทัพของสุลต่า?มะห์มู?แห่งฆอสน?กษัตริย์มุสลิมเติร์ก ผู้ทำสงครามพิชิตอินเดียจากมหาราชาฮินดู ทางตอนเหนือของอินเดี?เมื่อประมา??? 1000 และตั้งวงศ์กษัตริย์อาฟกันปกครองอินเดียถึ?300 ปี ไม่ว่าราชวงศ์คอลญี หรือ ราชวงศ์โลด?ที่เสียแผ่นดินให้แก่ จักรพรรดิ์บาบั?แห่งวงศ์โมกุ?เมื่อคริสตศตวรรษที?16 ก็ล้วนเป็นวงศ์กษัตริย์ปาทานทั้งสิ้?

กล่าวได้ว่าชาวปาทานประสบความสำเร็จในการปกครองอินเดียก่อนที่จะได้ปกครองดินแดนในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเสียอีก นั่นคือเมื่อ ?? 1747 เมื่?อะห์มั?ชาฮ์ อับดาล?ได้รวบรวมพลจากฐานที่ตั้งอยู่ในกันดาฮาร?และพิชิตรวบรวมดินแดนที่อยู่ระหว่างอินเดี?อิหร่า?และอัฟกานิสถาน ขึ้น จากนั้นคนในราชวงศ์ของพระองค์ และกลุ่มตระกูลบริวารก็ได้ปกครองประเทศนี้มาจนถึ???1973

อังกฤษได้เริ่มมีบทบาทต่อดินแดนของปาทานในช่วงที่อังกฤษต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนในอินเดีย ทำให้เกิดสงครา?อังกฤษ - อาฟกัน ขึ้นในปี 1879 สงครามสิ้นสุดลงโดยอังกฤษยอมรับอำนาจของปาทา?และตกลงที่จะไม่ล่วงล้ำอธิปไตยของปาทา?ที่ตั้งอยู่หลังเส้นแบ่งเขตดูรันด์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียของอังกฤษ

มาตุภูมิของปาทาน

ชนชาติปาทานตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานและทางตะวันออกเฉียงใต้ของ เฮรั?เมืองสำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเท?ชุมชนของชาวปาทานยังกระจายไปไกลในทิศตะวันออกจนถึงแม่น้ำสินธ?และทางใต้พวกเขายังกระจายกันอยู่ในบริเว?ซิบี (Sibi) แล?กิวเอตต้?(Quetta) จนถึงกันดาฮาร์ หรือคันธาราราษฎร?(Qandahar)

ปาทานบางกลุ่มอาศัยอยู่ตามขอบดินแดนอิทธิพลของตน ที่อยู่ติดกับพรมแดนนานาชาต?เช่น เผ่าโมฮ์มันด?(Mohmand) เผ่าซูเลมันเคล (Sulemankhel) แล?อาคาคซายส์ (Achakzais) ภูมิประเทศในแถบนี้มักเป็นเทือกเขาสูงใหญ่ เช่น เทือกเขา อัลไพน?- หิมาลายา ที่พาดผ่านตอนกลางของอัฟกานิสถา?ไปจนถึ?เทือกเขาสุไลมา?(Sulaiman) ในปากีสถาน ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกปาทานอาจอยู่ไกลออกไปตลอดทางตะวันออ?ถึงที่ราบในแคว้นสินธ?และทางใต้จนถึงที่ราบสูงอิหร่าน

ความแตกต่างระหว่าง "อาฟกัน" กั?"ปาทา?quot;

ในภาพรวมแล้ว คำว่?"อาฟกัน" อาจหมายรวมถึ?"ปาทา?quot; ได?ดังจะเห็นว่าบางครั้งเคยมีความหวั่นเกรงว่?การยึดอำนาจของกลุ่มตอลิบานในอัฟกานิสถา?อาจมีผลให้ประเทศนี้นอกจากจะเป็นรัฐอิสลามแล้ว ยังอาจเป็นรัฐปาทาน หรือ ปาทานิสถาน อีกด้ว?

นักวิชาการบางคนมีทรรศนะว่า คำว่?"อาฟกัน" มีความหมายเฉพาะพวกดุรรอนีย?(Durranis) อันเป็นตระกูลของชนชั้นปกครองในอัฟกานิสถา?และสายตระกูลต่าง ?ที่เกี่ยวดองกันเท่านั้?ส่วนคำว่?"ปาทา?quot; หมายถึ?มหาสาขาของตระกูลต่าง ?โดยทั่วไ?ของผู้ตั้งถิ่นฐานในอัฟกานิสถาน แนวคิดของทฤษฎีนี้เริ่มไม่มีน้ำหนักแล้วในศตวรรษใหม่ เนื่องจากมีแนวคิดที่ว่?ทั้ง "อาฟกัน" แล?"ปาทา?quot; เป็นชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ที่เรียกต่างกันก็เพียงความหมายทางภาษาและวรรณคดี ที่ใช้เรียกพวก "ปาทา?quot; ที่เป็นชนชั้นปกครองประเท?ว่?"อาฟกัน" สิ่งที่มาสนับสนุนทฤษฎีนี?ก็คื?การที่เผ่าขนาดใหญ่ และมีอิทธิพล อย่างพวก ฆอลซาย (Ghalzai) นั้น ผู้คนก็รวมเรียกพวกเขาว่า "ปาทา?quot; เช่นกั?เผ่าอื่น ๆที่นับว่าสูงศักดิ?อย่า?อาฟริด?(Afridi) บางกาษ (Bangash) ฆาฏั?(Khatak) วาซีรีย์ (Waziri) กาการ์ (Kakar) ฆันฑาปูร?(Gandapur) ชีรานีย์ (Sherani) อุซตะราน?(Ustarani) แล?เผ่าอื่น ?ก็รวมเรียก "ปาทา?quot; ด้วย

ภาษา

จากการสำรวจเมื่อปี 1987 มีผู้ใช้ภาษาปุชโตอยู่ในโลกนี้ราว 20 ล้านคน ในจำนวนนี้ 11 ล้านคนเป็นพลเมืองปากีสถา?อี?9 ล้านคนอยู่ในอัฟกานิสถา?แต่ผลจากสงครามกลางเมือ?สงครามต่อต้านโซเวียต แล?สงครามระหว่างกลุ่มมุญาฮิดีนต่างๆ ทำให้ปาทานอีกราว 2 ล้านคน อพยพจากอัฟกานิสถานเข้ามาในปากีสถาน

การที่ชาวปาทานมีจำนวนถึง 50 - 60 เปอร์เซ็นต์ในอัฟกานิสถาน ทำให้พวกเขาเป็นชนชาติที่ใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุด จนสามารถมีเผ่าปาทานต่างๆหมุนเวียนเข้ามามีอิทธิพลปกครองอัฟกานิสถานในรูปของราชวงศ์กษัตริย์ หรือแกนนำของรัฐบาลมาจนถึงสมัยรัฐบาลตอลิบานในต้นศตวรรษที่ 21 นี?รวมเวลาได้ได้ราวสองร้อยป?/p>

รากของภาษา

ภาษา ปุชโ?ถือเป็?สาขาหนึ่งของภาษาอิหร่า?ในตระกูลภาษา อินโ?- ยูโร เปีย?ภาษานี้มีสำเนียงหลัก ?ซึ่งแตกต่างกันดังนี้

1. ภาษาปุชโ?ขอ?ตะวันตกเฉียงใต้ของกันดาร์ฮาร?/p>

2. ภาษาปุชโ?ขอ?ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ปุชโตของเมือ?เปชาวั?/p>

ชาวปาทานส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานจะพูดภาษาดารี ซึ่งเป็นสำเนียงหนึ่งของภาษาฟาร์ซ?หรือ เปอร์เชียน ที่เป็นภาษาที่สองรองจากปุชโต ภาษาเปอร์เชียนเองก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อปุชโต ซึ่งทั้งสองภาษานี้ต่างก็ใช้อักษรอาหรับ (อลีฟ บาอ์ ตาอ์) ในการเขียน ยกเว้นอักษรบางตัวที่ชาวเปอร์เชียนและอัฟกานิสถานต้องประดิษฐ์เพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่มีเสียงดังกล่าวในภาษาอาหรั?/p>

ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน และที่อยู่อาศัยของปาทา?/p>

แม้จะมีปาทานจำนวนหนึ่งเป็นชนชาติเร่ร่อ?แต่ปาทานส่วนใหญ่เป็นชาวเมือง ปาทานเหล่านี้จะตั้งถิ่นฐานรวมกันตั้งแต่หมู่บ้านล?2 ครอบครัว ไปจนถึ?400 ครอบครัว

การตั้งถิ่นฐานจะคำนึงถึง 1. แหล่งน้ำ 2. หญ้าเลี้ยงสัตว?3. ทำเลหรือชัยภูมิในการป้องกันตนเอง 4. เขตอิทธิพลของเผ่าหรือกลุ่มอื่น การตั้งถิ่นฐานจะเริ่มจากเครือญาติหรือเผ่าบริวา?การสร้างบ้านหรือตั้งกระโจม จะปฏิบัติตามประเพณ?คื?ตั้งล้อมบ้านหรือกระโจมของผู้อาวุโสในเผ่า

บ้านมักสร้างจากโคล?หรืออิฐดินดิ?สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือ วงกบ บานประตู แล?คานหลังค?ตามชนบ?บ้านมักสร้างคล้ายป้อมปราการและมีหอคอยอยู่ที่มุมของบ้าน จะมีผนังแบ่งกั้นพื้นที่ใช้สอยตามความเหมาะส?มีส่วนที่กั้นไว้เพื่อรับรองผู้มาเยือ?และส่วนเฉพาะภายในสำหรับสตรีตามวัฒนธรรมอิสลามที่เรียกว่?ซินานะฮ์ นอกจากนั้นยังมีส่วนของสัตว์เลี้ยงพวกแพะหรือวัวอีกด้ว?ถ้าอยู่กระโจ?ปาทานจะทอผ้ากระโจมขึ้นจากขนแพะดำที่พวกเขานิยมเลี้ยงไว้

การสืบหาที่มาของชนชาติปาทา?/p>

เป็นที่แน่นอนว่าผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ของอัฟกานิสถาน และเทือกเขาฮินดูกู?เทือกเขาสุไลมา?และที่ราบลุ่มสินธุนี?ส่วนใหญ่เป็นคนในชาติพันธุ์ อินโ?- ยูโรเปีย?หรือกล่าวรวม ?ว่าเป็นชาวอารยัน โดยมีข้อมูลสนับสนุนทางชาติพันธุ์วิทย?และหลักฐานทางภาษาศาสตร?แต่เนื่องจากดินแดนแถบนี้ถือเป็นแหล่งอารยธรรมโบรา?ที่ชนชาติต่า??เคลื่อนย้ายผ่านไปม?เพื่อทำการค้?หรือโยกย้ายแหล่งที่อยู่อาศัย และทำสงครามต่อกั?ทำให้มีชาติพันธุ์ต่า??ผสมผสานปะปนอยู่มากมายอย่างไม่อาจปฏิเสธได?

ตัวอย่างของชนชาติต่า??ซึ่งได้ทิ้งสายสกุลผสมผสานไว้ในดินแดนแถบนี้ได้แก่ เปอร์เซียน กรีก เติร์ก มองโกล อุซเบก ฯล?แต่เชื้อสายสำคัญที่สุด และน่าสนใจศึกษ?เพื่อใช้สนับสนุนมูลเหตุการรับนับถือศาสนาอิสลามของชาวปาทานนั้นอาจได้แก่เชื้อสายอิสราเอล กรีก และอาหรั?โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ชาวปาทานมีกับช?ชาติอิสราเอล ในฐานะที่ศาสนาอิสลามยกย่องให้เกียรติชาวยิวว่าเป็?"อะห์ลุ อั?กิตา?quot; หรือ ชาวพระคัมภีร?และความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่สืบไปถึงชาวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นการสืบอ้างไปถึงท่านศาสดา นบ?มุฮัมมัด วงศ์ญาติของท่า?สหาย และสาว?(เศาะฮาบะฮ์) ของท่านศาสดา ล้วนแต่เป็นมูลเหตุ และปัจจัยอันสำคัญประการหนึ่ง ในการที่บรรพบุรุษของชนชาติปาทานพากันเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

เชื้อสายอิสราเอลในหมู่ปาทานบางกลุ่?/p>

ในการมองดูรูปร่างหน้าตาของคนในตระกูลดุรรอนีย?และฆอลซายส?นั้น เราสามารถเห็นจมูกที่โด่งยาวและงุ้มอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของชนชาติอิสราเอล โครงสร้างของเค้าหน้าคนเหล่านี้มิได้เพิ่งปรากฏในระยะหลั?หากแต่ได้เป็นเช่นนี้มานานนับพันปีแล้?ดังจะเห็นได้จากเหรียญกษาปณ์ที่มีอายุราวคริสตศตวรรษที?1 มีรูปของกษัตริย์ในราชวงศ์กุษาณ?มีพระฉายาลักษณ์ที่ปรากฏพระนาสิกโด่งงุ้มอย่างชัดเจน ขณะที่โจเซ?โวลฟ?(Joseph Wolff) ได้บันทึกไว้ว่?"บรรดายิวทั้งหมดในตุรกิสถาน เชื่อว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากโตการ์มาฮ์ (Togarmah) บุตรโฆเมอร?(Gomer) ซึ่งโฆเมอร์ผู้นี้มีชื่อปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เตารอต บทเยเนซิ?10, 3 เพียงแต่บันทึกต่าง ?ของพวกยิวถูกทำลายหมดในช่วงเวลาที่เจงกิสคานยึดครองตุรกิสตาน" (Kersten, 1983: 64)

นักเดินทางชาวฝรั่งเศ?ชื่อ จี ที วิกเน่ (G.T. Vigne) ผู้เป็นสมาชิกบัณฑิตยสภาสาขาภูมิศาสตร?ได้บันทึกเรื่องราวระหว่างการเดินทางไปชูซิน (Chuzin) แล?กาบู?(Kabul) ในอัฟกานิสถานว่า "บิดาของเอมิร่าห์ (Emirah) เป็นบิดาของพวกอาฟกันด้วย และบิดาของเอมิร่าห์นี้มีชีวิตอยู่ในรัชสมัยขอ?เนบูคัดเนซาร?(Nebuchadnezzar) กษัตริย์แห่งบาบิโล?บิดาของเอมิร่าห์มีความภาคภูมิใจต่อการสืบเชื้อสายบน?อิสรออีล เขามีบุตรถึง 40 คน ทายาทผู้สืบเชื้อสายต่อจากเขาในลำดับที่ 40 มีชื่อว่?กี?(Kys) และกีสคนนี้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับท่านศาสดา นบ?มุฮัมมัด ศ็อล?quot; (Kersten, 1983: 65)

ดร.เจมส?บรีเย่ (James Bryee) แล?เค?จอห์นสัน (Keith Johnson) เขียนไว้ในหนังสือของเข?หน้า 25 ในหัวข้อ อัฟกานิสถา?ดังนี้ : "ชาวอาฟกันระบุว่า ตนเองสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ซาอูลแห่งอิสรออีล และเรียกตนเองว่า บน?อิสรออีล" (Kersten, 1983: 66)

การสืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบ?มุฮัมมัด

นอกจากทรรศนะที่มีต่อการเป็นเชื้อสายชาวอิสราเอล หรือ บน?อิสรออีล ของอาฟกั?หรือ ปาทานบางกลุ่มแล้วยังมีความเชื่ออีกว่?คนเหล่านี้อีกบางกลุ่มสืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดา นบ?มุฮัมมัด เช่น พว?เชรรานีย?(Sherrnis) หรือ เชรวานีย?กาการ์ (Kakars) การรานีย?(Karrani) ดาวา?(Dawai) ตาริ?(Tarin) มิยานา (Miyana) แล?บาตานี (Batani) พว?ฆันดาปูร?(Gandapur) แล?อุซตาราน?(Ustarana) เป็นกลุ่มซัยยิดเช่นกัน เพราะแตกออกมาจากเชรรานีย?ส่วนพวกบังกา?อ้างว่ามีที่มาจากพวกกุรอยช?(The Encyclopaedia of Islam, 1987) คำว่?"ซัยยิด" นี?เป็นคำภาษาอาหรับ หมายถึ?เจ้านา?ต่อมาคำนี้มักนิยมใช้เรียกขาน คนในตระกูลของหลา??ท่านศาสด?นบ?มุฮัมมัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกลางและศตวรรษต้??ของสมัยใหม?ปัจจุบันคำนี้ใช้ในความหมายว่?"คุ?quot; หรือ "นา?quot; ในสำนวนเขียนและพูดของภาษาอาหรั?แต่สำหรับมุสลิมในเอเชียใต้แล้ว คำนี้ยังคงใช้ในความหมายของลูกหลานท่า?ศาสด?นบ?มุฮัมมัด อยู่

ทฤษฎีต่า??เกี่ยวกับการเข้ารับอิสลามของชนชาติปาทา?/p>

ศาสนาอิสลามเริ่มเข้าสู่ดินแดนอัฟกานิสถาน ที่เป็นมาตุภูมิของชาวปาทาน ตั้งแต่สมั?เคาะลีฟะห์ (กาหลิบ) อุษมาน บุตร อัฟฟาน (644 - 56 ) ทั้งนี้อาจมิได้หมายถึงดินแดนอัฟกานิสถานส่วนกลา?หากแต่เป็นดินแดนทางตะวันตกของอัฟกานิสถาน ที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิ์เปอร์เซีย

ในครั้งนั้?เคาะลีฟะห์ อุษมาน ได้สั่?อับดุล เราะห์มา?บุตร สมุเราะห?ข้าหลวงเมืองบัสร?(แคว้นอิรัค) ให้เข้ายึดดินแดนที่อยู่ในอาณัติของเปอร์เซียทันทีหลังการล่มสลายของราชวงศ์สัสซานิด อาณาจักรเปอร์เซียถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรอิสลา?อับดุลเราะห์มา?ได้ล้อมเมืองซารานด์ซึ่?ปัจจุบันคือเมือง ซาฮิดา?ไว้ระยะหนึ่ง ก่อนจะสามารถยึดเมืองได?จากนั้นจึงรุกคืบไปยังเมืองต่าง ?เช่น กี?อาราโคเซีย แล?ดาวาร์ ปัจจุบันคือเมือง ซามีนดาวาร?จนถึงดินแดนของอาณาจักรกุษาณะ ของอินเดีย

กษัตริย์องค์สุดท้ายของวงศ์กุษาณะได้เข้ารับอิสลาม (The Encyclopaedia of Islam, 1987: 161) และถือเป็นข้อสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าการเข้ารับอิสลามของผู้นำประเทศ ทำให้พลเมืองกลุ่มต่า??ในประเทศ ซึ่งรวมถึงชนชาติต่าง ?ซึ่งต่อมาได้ผสมผสานกันเข้าเป็นชนชาติปาทา?พากันเข้ารับอิสลามตามผู้นำรั?

การขยายตัวของอิสลามไปสู่ผู้คนในดินแดนอัฟกานิสถานยังคงดำเนินอยู่ต่อไป แต่เนื่องจากความกว้างใหญ่ไพศาลของดินแดนและความทุรกันดา?ทำให้การขยายของศาสนาไปยังผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากเมืองหรือเส้นทางการค้าโบรา?เป็นไปได้ช้า จนถึงสมั?เคาะลีฟะห์ มุอาวิยะฮ์ บุตร อบ?ซุฟยาน (661 - 80 ) ผู้เป็นปฐมแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ได้บัญชาให้นำอิสลามไปมอบให้ถึงผู้คนในกาบูล โด?อุบัยดุลเลาะฮ์ บุตร อบ?บักเราะฮ?ได้เป็นผู้นำสาส์นไปยังราชาแห่งกาบู?แต่การแนะนำศาสนาอิสลามครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ และเขาถูกราชาแห่งกาบูล จับเป็นตัวประกัน ซึ่ง อุบัยดุลเลาะฮ์ ต้องจ่ายค่าไถ่ตนเองและผู้ติดตา?ให้แก่ราชาแห่งกาบูลเป็นเงินจำนวนถึ?700,000 ดิร์ฮั?

ระยะเวลาหลังจากนี้ไปจนถึงคริสตศตวรรษที?9 ที่วงศ์กษัตริย์ใ?วรรณะพราหมณ์แห่งกาบูลได้ล่มสลายล?เนื่องจากการกบฏของพลเมืองฮินดูในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถา?และเป็นข้อสนับสนุนแนวคิดที่ว่า เมื่อโลกทัศน์และแนวคิดแบบฮินดูในหมู่ประชาชนอัฟกานิสถานขาดผู้อุปถัมภ์ หรือขาดอำนาจรัฐและรัฐนิยมเพื่อการเกื้อกูลแล้?ชนเผ่าต่าง ?ในอัฟกานิสถา?จึงทะยอยกันเข้ารับอิสลามกันจนหมดสิ้น ยกเว้นผู้คนในแคว้นกาฟิริสถาน ที่คงเป็นฮินดูอยู่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 จากนั้นจึงเปลี่ยนมารับนับถือศาสนาอิสลา?แล?ชื่อของแคว้นนี้ก็ได้รับการเปลี่ยนเป็?นูริสถาน (หรือประเทศแห่งแสงสว่าง) แทนชื่อเดิ?(Romodin, 1985: 63) หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งว่?อัฟกานิสถานเพิ่งกลายเป็นประเทศมุสลิมครบทุกเมืองและทุกแคว้น ในปลายศตวรรษที?19 นี้เอง

แนวคิดขอ?เบอร์เนส

เอ. เบอร์เนส ( A. Burnes) ระบุว่?การปรากฏตัวของชนชาติอิสราเอลในบริเวณที่เป็นมาตุภูมิของชาวปาทาน ก็เนื่องมาจากการอพยพระลอกแล้วระลอกเล่า จากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ในปาเลสไตน?ไปสู่บริเวณที่เรียกว่า โฆเร (Ghore) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกาบูล พวกเขายังคงสืบทอดความเป็นชาวอิสราเอล หรือ บน?อิสรออีล หรือความเป็นชาวพระคัมภีร?(อะห์ลุอั?กิตา? มาจนถึงป??? 682

?เวลานี้เองที?เช?คอลิ?บุตร อับดุลลอฮ์ เดินทางมาถึงอัฟกานิสถา?และท่านได้เทศนาเชิญชวน บน?อิสราอีล แห่งอัฟกานิสถานนี้ ให้เข้ารับอิสลาม ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้?ในขณะที่ชาวปาทานอื่น ?ที่มิได้อ้างเชื้อสายมาจา?ชาวอิสราเอ?เช่น กลุ่มชาติพันธุ์อารยั?หรือ อินโ?- ยูโรเปีย?อื่น ?ได้รับแสงสว่างและทางนำของอิสลา?ตั้งแต่สมัยท่า?อุษมาน บิ?อัฟฟาน?ผู้ได้อนุญาตให?อับดุล - เราะห์มา?บุตร สมุเราะห?ข้าหลวงเมืองบัสร?แคว้นอิรัค นำกองทัพไปพิชิตซิจิสตา?ซึ่งในครั้งนั้?อับดุล - เราะห์มา?บุตร สมุเราะห?สามารถยึดซารันญ์ หรือ ซาฮิดานในปัจจุบั?(Kersten, 1983: 64)

แนวคิดของเบอร์เน?มีข้อน่าสังเกตและน่าสนใจในประเด็นที่ว่?บรรพบุรุษของชนชาติปาทา?รับนับถือศาสนาอิสลามอย่างสันติด้วยความสมัครใ?และด้วยความศรัทธ?จากการเชิญชวนของบุคค?นั่นคื?เช?คอลิ?แนวคิดหรือทฤษฎีการรับอิสลามของชนชาติต่าง ?ผ่านมือของศรัทธาชนผู้เคร่งครัด อย่า?เช?คอลิ?ผู้นี้ ยังมีอีกมากและมิใช่แนวคิดใหม?หรือเป็นการนำเสนอทฤษฎีการขยายตัวอิสลามโดยไร้ความรุนแรง เพื่อลดภาพพจน์เดิม ?ที่ผู้คนมักนึกถึงการแผ่ขยายของศาสนาอิสลา?เพียงแต่อาจเป็นปรากฏการณ์และพัฒนาการของศาสนาอิสลาม ที่นักวิชาการทั้งมุสลิ?และผู้มิใช่มุสลิมให้ความสำคัญน้อยกว่าปรากฏการณ์และพัฒนาการทางด้านอื่??อย่างเช่?รัฐศาสตร?/p>

สรุป

การรับนับถือศาสนาอิสลามของชนชาติปาทา?จึงอาจสรุปได้ในประเด็นต่าง ?ดังนี้

1. ความผูกพันทางสายเลือดและชาติพันธุ์ที่ชาวปาทานส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่า ตนเองสืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของชาวอิสราเอล พวกเขาจึงเป็?อะห์ลุ อั?กิตา?หรือ ชาวพระคัมภีร?และพวกเขาควรศรัทธาต่อศาสดา นบ?มุฮัมมัด ในฐานะศาสดาท่านสุดท้ายที่พระคัมภีร์ต่า??ของชาวอิสราเอลโบราณระบุไว้ว่าท่านจะมาปรากฏในภายภาคหน้า

2. ความผูกพันทางสายเลือดและชาติพันธุ์ ที่ชาวปาทานส่วนหนึ่งเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากหลา??ของท่านศาสดา นบ?มุฮัมมัด หรือจากสหายและสาวก (เศาะฮาบะฮ์) ของท่านศาสดาหรือแม้แต่จากชาวอาหรับ ก็ทำให้พวกเขาไม่รีรอที่จะรับนับถือศาสน?ที่ศาสดาเป็นชาวอาหรับและพระคัมภีร์เป็นภาษาอาหรับ

3. บทบาทของผู้นำศาสนา หรือบุคคลผู้มีความเคร่งครัดในศาสนา ดังตัวอย่างของ เช?คอลิ?ที่ทำให้ชาวปาทานพากันรับนับถือศาสนาอิสลามด้วยศรัทธาและความพึงพอใ?/p>

บรรณานุกรม

Kersten, H. (1983). Jesus Lived in India. Munich: Langen Muller.

Romodin, V. A. (1985). A History of Afghanistan. Moscow: Progress Publishing .

The Encyclopaedia of Islam. (1987). "Afghanistan". Vol. 1. Leyden: E.J.Brill.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 8:29 PM