***
การทำงานอยู่ในหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาจริยศาสตร์ศึกษา ทำให้มีโอกาสที่จะได้พบกับปัญหาด้านการทำวิจัยในสาขานี้เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา จึงเห็นควรที่จะพิจารณาปัญหาเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขเบื้องต้น ทั้งนี้ มีความมุ่งหวังว่าบทความชิ้นนี้จะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทัศนะ และมีการปรับปรุงแนวทางที่เสนอเพื่อนำไปใช้ต่อไป
อนึ่ง โดยปกติควรจะมีการบรรยายลักษณะและขอบเขตของปัญหาก่อนที่จะเริ่มการพิจารณา แต่ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวยากที่จะบรรยายตั้งแต่ต้นเนื่องจากขาด "ภาษา" หรือความเข้าใจที่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ ณ ที่นี้คร่าวๆว่าปัญหาสำคัญก็คือว่ามีการวิจัยหลายเล่มที่ปรากฏอยู่ในรูปของ "หัวมงกุฎ ท้ายมังกร" กล่าวคือ ผู้ที่มีความรู้ทางปรัชญาก็ไม่ยอมรับอย่างเต็มปากว่าวิทยานิพนธ์ที่นักศึกษาทำเป็นงานทางปรัชญา เนื่องจากมีการแสวงหาข้อมูลเชิงประจักษ์มาเกี่ยวข้อง เช่น การสำรวจข้อเท็จจริง หรือการศึกษาภาคสนาม ในขณะที่ผู้ที่มีความรู้ทางสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อาศัยวิธีการศึกษาเชิงปริมาณ ก็ไม่ยอมรับอย่างเต็มปากว่างานดังกล่าวอยู่ในสาขาตน เนื่องจากมีเรื่องของการวิเคราะห์วิพากษ์เชิงปรัชญา หรือการให้น้ำหนักของการวิจัยภาคเอกสารมากกว่าที่คาดหวังกันในการทำวิจัยเชิงปริมาณ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงมุ่งไปที่การอธิบายว่าทั้งสองจะมาอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานใด หรืออีกนัยหนึ่ง อะไรคือการวิจัยในสาขาจริยศาสตร์ศึกษา
1.ความหมายและขอบเขตของจริยศาสตร์ศึกษา: นิยามเบื้องต้น
ถึงแม้การนิยามความหมายและขอบเขตของจริยศาสตร์ศึกษาจะคำนึงถึงความสอดคล้องกับหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาจริยศาสตร์ศึกษา[1] และมีความสัมพันธ์กับบริบทวิชาการไทย แต่นิยามที่ให้ก็มีพื้นฐานอยู่บนหลักวิชาการสากล
1.1. ข้อพิจารณาประการแรกก็คือว่ามักมีผู้เข้าใจผิดว่าจริยศาสตร์ศึกษาคือจริยศึกษา ทั้งที่ในอันที่จริงแล้วทั้งสองต่างกัน จริยศึกษาเป็นเรื่องของศึกษาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีจริยธรรม ในขณะที่จริยศาสตร์ศึกษามีเนื้อหาสาระกว้างกว่านั้น อีกทั้งยังครอบคลุมจริยศึกษาไว้ได้ด้วย ดังจะได้เห็นดังต่อไปนี้
1.2. การทำความเข้าใจจริยศาสตร์ศึกษาขึ้นอยู่กับความเข้าใจเกี่ยวกับ "จริยศาสตร์" หากจะเข้าใจโดยง่าย "จริยศาสตร์" คือการศึกษาเกี่ยวกับจริยธรรม เมื่อเป็นดังนี้ จึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าอะไรคือวิธีการศึกษา และอะไรคือ"จริยธรรม"
1.2.1. "จริยธรรม" หมายถึงระบบคุณค่าเกี่ยวกับการกระทำและการดำเนินชีวิต ความหมายที่ให้จะชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณา1.2.2. อนึ่งในที่นี้จะถือว่าจริยธรรมและศีลธรรมเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ โดยไม่นำการแบ่งแยกตามที่ใช้กันอยู่ในบริบทของวงวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเข้ามาพิจารณา ทั้งนี้เพราะว่าจุดประสงค์ของบทความนี้กว้างกว่าการพิจารณาในบริบทนั้น
1.2.2. วิธีการศึกษาจริยธรรมสามารถแบ่งออกเป็นสองด้านคือ 1) ด้านปรัชญา 2) ด้านวิทยาศาสตร์ [2] ต่อไปจะกล่าวถึงด้านต่างๆเหล่านี้ในสองส่วน คือ วิธีการ และขอบเขตหรือสาขา อนึ่ง ไม่ว่าจะอย่างไร ความเข้าใจในด้านปรัชญาถือว่าสำคัญที่สุด ทั้งนี้ สามารถให้เหตุผลแบบกำปั้นทุบดินว่าเป็นเพราะมีปรัชญาเท่านั้นที่ศึกษาเกี่ยวกับคุณค่าของการกระทำโดยตรง มีการพัฒนาการแบ่งประเภท และมโนทัศน์เกี่ยวกับคุณค่าการกระทำมากมาย ในขณะที่ศาสตร์อื่นๆต้องอาศัยสมมุติฐานทางปรัชญาในการศึกษาจริยธรรม ไม่ว่าจะตระหนักหรือไม่ และไม่ว่าจะพยายามให้งานเป็น "ปรนัย" เพียงใดก็ตาม และเมื่อการวิจัยในศาสตร์อื่นมาถึงเรื่องการพิจารณามโนทัศน์ หรือกระบวนทัศน์ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าสู่เรื่องปรัชญาในที่สุด
1) การศึกษาทางด้านปรัชญา วิธีการที่ใช้อาศัยการวิพากษ์ชุดการอ้างเหตุผลเป็นพื้นฐานสำคัญ ขอบเขตที่ศึกษาประกอบด้วยจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน (normative ethics) อันเป็นการศึกษามาตรฐานการตัดสินค่าทางจริยธรรม ไม่ว่าจะในเชิงเป้าหมายการดำเนินชีวิต การกระทำ หรือบุคคล และ อภิจริยศาสตร์ (metaethics) อันเป็นการศึกษาลักษณะของตัวทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ใช้กันในจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการให้ความกระจ่างแก่มโนทัศน์ที่ใช้ เช่น "ดี" "ถูก"
ทั้งนี้ ขอบเขตทั้งสองสามารถแบ่งได้ว่าอยู่ในระดับการทำงานของ "จริยศาสตร์บริสุทธิ" อันเป็นการพิจารณาปัญหาจริยศาสตร์ทั่วไป หรือจริยศาสตร์ประยุกต์ (applied ethics) อันเป็นการพิจารณาปัญหาจริยศาสตร์ในบริบทเฉพาะ เช่น จริยศาสตร์ศาสนา จริยศาสตร์ชีวภาพ จริยศาสตร์สิ่งแวดล้อม จริยศาสตร์วิชาชีพ และจริยศาสตร์ธุรกิจ อนึ่ง ถึงแม้ในจริยศาสตร์ประยุกต์นั้น มีการให้ความกระจ่างแก่มโนทัศน์ที่ติดอยู่กับบริบทของการประยุกต์ เช่น "เกิด" "ตาย" "บุคคล" ในบริบทการแพทย์ แต่โดยปกติจะไม่เรียกว่าเป็นอภิจริยศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในที่นี้จะถือกว้างๆว่ามีการแบ่งระหว่างงานด้านที่เกี่ยวกับมาตรฐานตัดสินคุณค่า กับงานด้านการวิเคราะห์มโนทัศน์ และลักษณะทฤษฎี [3]
ดังที่ทราบกันดี ในระดับจริยศาสตร์บริสุทธินั้น จริยธรรมในความหมายของระบบคุณค่าเกี่ยวกับการกระทำและการดำเนินชีวิตตามที่นิยามใน 1.2.1. มีความหมายเพียงระบบคุณค่าที่ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการสร้างหรือประเมินทฤษฏีจริยศาสตร์ ไม่ว่าจะในด้านเป้าหมายชีวิตหรือมาตรฐานการตัดสินการกระทำ ผลการพิจารณาไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับจุดตั้งต้น ความยอมรับได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบคุณค่าที่มีใช้ในสังคม แต่ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของชุดการอ้างเหตุผลที่เสนอมาในกระบวนการสร้างหรือประเมินทฤษฏี หรืออีกนัยหนึ่ง ผลการศึกษาในเชิงปรัชญาจะบอกแก่เราว่า "อะไรควรเป็นอย่างไร" ไม่ใช่ "อะไรเป็นอย่างไร" อนึ่ง บางครั้งเรียกการศึกษาด้านนี้เพื่อให้มีความชัดเจนว่า "จริยปรัชญา" (moral philosophy)
2) การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ วิธีการศึกษาในด้านนี้มีหลากหลายขึ้นกับสาขา แต่เป้าหมายของวิธีการก็คือการได้มาซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจริยธรรม หรือระบบคุณค่าด้านการกระทำและการดำเนินชีวิตที่มีใช้ในสังคมหนึ่ง ๆ คำว่า "เกี่ยวกับ" ทำให้เห็นได้ว่าผลการศึกษาไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบคุณค่า หากแต่รวมถึงพฤติกรรมและการปฏิบัติของคนด้วย เช่น การศึกษาตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม อาจมีการศึกษาเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนด้วย ขอบเขตของการศึกษาคือสังคมศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น สังคมวิทยา มานุษยวิทยา นอกจากนี้ยังมีศึกษาศาสตร์ซึ่งส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับจริยศึกษาดังที่กล่าวถึงข้างต้น การศึกษาด้านนี้เรียกว่า "จริยศาสตร์เชิงการบรรยาย" (descriptive ethics)
1.3. สรุปเบื้องต้นได้ว่าจริยศาสตร์ศึกษาคือการศึกษาระบบคุณค่าเกี่ยวกับการกระทำ และการดำเนินชีวิตโดยอาศัยวิธีการและขอบเขตหรือสาขาทางปรัชญา และ/หรือ วิทยาศาสตร์
2. เอกลักษณ์ของการทำวิจัยสาขาวิชาจริยศาสตร์ศึกษา
2.1. เมื่อทราบความหมายและขอบเขตของจริยศาสตร์ศึกษาแล้ว ลักษณะของการทำวิจัยน่าจะชัดเจนในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น หากทำวิจัยด้านปรัชญา ก็ให้ศึกษาข้อถกเถียงทางจริยศาสตร์สาขานั้นๆด้วยวิธีการทางปรัชญา หากทำวิจัยด้านสังคมศาสตร์ ก็อาจจะศึกษาโดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยทางสถิติ อย่างไรก็ตาม มีปัญหาตามมาว่าลักษณะการทำวิจัยดังกล่าวทำให้ขาดเอกลักษณ์ของสาขาวิชา (disciplinary identity) ปัญหานี้สำคัญ เพราะทำให้ต้องกลับไปตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีจริยศาสตร์ศึกษา ทำไมไม่แยกศึกษาตามที่ทำโดยทั่วไป เช่น บางแห่งศึกษาแต่จริยปรัชญา บางแห่งศึกษาจริยศึกษาในฐานะแง่มุมหนึ่งของการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอน บางแห่งศึกษาปรากฏการณ์จริยธรรมในฐานะแง่มุมหนึ่งของการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคม
หากจะตอบว่าหลักสูตรนี้เป็นแหล่งรวมนักวิชาการด้านจริยปรัชญา ศึกษาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ที่มุ่งศึกษาด้านจริยธรรม ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะคำตอบดังกล่าวเป็นเพียงการย้ายผู้ที่ศึกษาตามแนวทางเฉพาะของตนให้มามีโต็ะทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกันเท่านั้น ในขณะที่มุมมองและระเบียบวิธีวิจัยต่างกันโดยสิ้นเชิงเช่นเดิม ปัญหาจึงยังคงอยู่ว่าหากสนใจด้านจริยธรรมเหมือนกัน แต่มีมุมมองเรื่องสิ่งที่จะศึกษาและวิธีการศึกษาต่างกัน แล้วทำไมต้องมาอยู่ด้วยกันเพื่อให้เกิด "จริยศาสตร์ศึกษา" การอยู่กับพวกของตนที่มองเหมือนกัน มีวิธีคิดแนวเดียวกัน น่าจะสบายใจกว่า และศึกษาได้มีประสิทธิภาพกว่า ดังนั้น การนิยามจริยศาสตร์ศึกษาข้างต้นน่าจะขาดบางสิ่งไป
2.2. มีผู้เสนอว่าจริยศาสตร์ศึกษามีเอกลักษณ์อยู่ที่การประยุกต์ ดังนั้น พื้นฐานของการบูรณาการ หรือการอยู่ร่วมกันของมุมมองและวิธีการที่หลากหลายอาจจะพบได้หากยอมรับว่า การทำวิจัยในสาขาจริยศาสตร์ศึกษาคือการทำวิจัยในสาขาจริยศาสตร์ประยุกต์ ข้างต้นได้ให้คำนิยามว่าจริยศาสตร์ประยุกต์คือการพิจารณาปัญหาจริยศาสตร์ในบริบทเฉพาะ แต่ในอันที่จริงแล้ว มีบางคนคิดกันว่าจริยศาสตร์ประยุกต์คือการนำเอาทฤษฎีจริยศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านมาตรฐานการตัดสินการกระทำ อย่างเช่น ประโยชน์นิยม หรือจริยศาสตร์ของค้านท์ มาประยุกต์ใช้เพื่อพิจารณาปัญหาจริยธรรมหนึ่งๆ
อย่างไรก็ตาม หากจะนิยามเช่นนี้ ก็จะเป็นการมีสมมุติฐานว่ามีทฤษฎีทางจริยศาสตร์สำเร็จรูปที่นำมาประยุกต์ใช้ได้[4] ทั้งๆที่ในอันที่จริง การพัฒนาทฤษฎีเชิงบรรทัดฐานที่เหมาะสมกับบริบทเพื่อนำมาใช้ก็ปรากฏเป็นงานหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์[5] เช่น การพัฒนาทฤษฎี Principlism ในจริยศาสตร์ชีวภาพ หรือทฤษฎี Deep Ecology ในจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อม นี่เป็นเหตุผลที่เลือกนิยามกว้างๆว่าจริยศาสตร์ประยุกต์คือการพิจารณาปัญหาจริยศาสตร์ในบริบทเฉพาะ ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่า การนิยามนี้จะช่วยทำให้เห็นภาพการทำงานของจริยศาสตร์ประยุกต์ได้ผ่านทางการทำความเข้าใจปัญหาจริยศาสตร์
2.3. การพิจารณาปัญหาจริยศาสตร์เพื่อนำไปสู่ความกระจ่างเกี่ยวกับการบูรณาการ จะต้องทำในสามประเด็น กล่าวคือ ลักษณะของปัญหาจริยศาสตร์ ลักษณะของปัญหาจริยธรรม และการบูรณาการ
2.3.1. เมื่อพิจารณาลักษณะของปัญหาจริยศาสตร์อันเป็นผลจากการพิจารณาปัญหาจริยธรรม อาจแบ่งปัญหาจริยศาสตร์ได้เป็นสามด้าน 1) ปัญหาเกี่ยวกับเกณฑ์ตัดสินคุณค่าของเป้าหมาย บุคคล หรือการกระทำ 2) ปัญหาเกี่ยวกับความหมายของมโนทัศน์ 3) ปัญหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริง[6]
สำหรับ 1) นั้น มีความชัดเจนดีอยู่แล้ว แต่ 2) และ 3) ยังอาจไม่ชัดเจนพอ เพื่อให้เกิดความกระจ่างจะยกตัวอย่างง่ายๆดังนี้ สมมุติยอมรับเกณฑ์ตัดสินการกระทำร่วมกันว่า "การฆ่าคนบริสุทธิ์เป็นการกระทำที่ผิด" เราอาจพบปัญหาทางมโนทัศน์ว่า "ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์เป็นคนหรือไม่" หากเป็น ก็สรุปว่าทำแท้งไม่ได้ กระนั้น เราก็อาจถามต่อว่า "การทำแท้งเป็นการฆ่าตัวอ่อนหรือไม่" ถ้าไม่เป็นการฆ่าและตัวอ่อนเป็นคน ก็สรุปว่าทำแท้งได้
แต่จากจุดนี้เราอาจพบปัญหาทางข้อเท็จจริงต่อไปได้ เช่น สมมุติว่าเราทราบนิยามของการฆ่าแล้วว่าเป็นการทำให้เสียชีวิตโดยตรง ไม่ใช่การปล่อยให้ตาย อาจมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์ว่าการทำแท้งเป็นการทำลายตัวอ่อนโดยตรง หรือเป็นการปล่อยให้ตัวอ่อนตายนอกมดลูก หากเป็นกรณีแรกก็จะทำแท้งไม่ได้ ตรงกันข้ามกับกรณีที่สอง แต่ว่าการทำแท้งมีหลายวิธี ดังนั้นอาจตั้งคำถามต่อได้ว่ามีการทำแท้งใดหรือไม่ที่ไม่ได้การทำลายตัวอ่อนโดยตรง แต่เป็นการปล่อยให้ตัวอ่อนตาย หากมี ก็แปลว่าใช้วิธีนั้นได้เท่านั้น
ตัวอย่างท้ายสุดชี้ให้เห็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญ กล่าวคือ ถึงแม้ว่าการจัดคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเป็นปัญหาจริยศาสตร์ข้างต้นจะดูแปลก และอาจทำให้เข้าใจผิดไปได้ว่าคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดๆเกี่ยวกับจริยศาสตร์ทั้งหมด แต่ตัวอย่างก็ชี้ให้เห็นว่า คำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเป็นคำถามเชิงจริยศาสตร์เมื่อปรากฏมันเกี่ยวกับเหตุผล หรือข้ออ้างที่ใช้ในการอ้างเหตุผลสนับสนุนข้อสรุปทางจริยศาสตร์บางอย่าง เช่น คำถามที่ว่าการทำแท้งเป็นการฆ่าคนหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่ง คำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเป็นปัญหาทางจริยศาสตร์ เมื่อคำตอบต่อคำถามดังกล่าวจำเป็นในการตัดสินปัญหาทางจริยศาสตร์
2.3.2. ปัญหาจริยธรรมเป็นประเด็นให้พิจารณาในเชิงจริยศาสตร์ตามที่กล่าวถึงใน 2.3.1 ข้างต้น Internet Encyclopedia of Philosophy [7] เสนอไว้ว่าปัญหาจริยธรรมที่จะเป็นประเด็นให้พิจารณาในเชิงจริยศาสตร์ประยุกต์ได้ต้องมีสองลักษณะ กล่าวคือ 1) เป็นประเด็นที่เป็นที่สนใจในสังคม เป็นข้อขัดแย้ง มีหรืออาจนำไปสู่การถกเถียงเพื่อสนับสนุนและคัดค้าน 2) เป็นประเด็นทางจริยธรรม ไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติด้านอื่น เช่น นโยบายรัฐ กฎหมาย ถึงแม้นโยบายรัฐ หรือกฎหมาย บางครั้งจะเป็นประเด็นทางจริยธรรมด้วย แต่ก็ไม่เสมอไป ดังนั้นแม้บางประเด็นจะเป็นข้อขัดแย้ง มีผลกระทบต่อสังคม แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นทางจริยธรรม เช่น ผลดีผลเสียของนโยบายเกี่ยวกับการติดฟิล์มกรองแสงรถยนตร์ [8]
2.3.3. การบูรณาการเป็นการอาศัยปัญหาจริยธรรมเป็นจุดตั้งต้นและเป็นจุดร่วมของการพิจารณาปัญหาในเชิงจริยศาสตร์ใน 3 ลักษณะตามข้อ2.3.1.
การใช้ปัญหาจริยธรรมตามนิยามใน 2.3.2. ในฐานะจุดตั้งต้นของการวิจัยเป็นการตอบสนองต่อนัยยะของการกล่าวว่าเอกลักษณ์ของจริยศาสตร์ศึกษาคือการประยุกต์ นัยยะนั้นคือการให้ความสนใจกับความเป็นไปของสังคม หรือการตอบสนองต่อความจำเป็นของสังคม[9] นอกจากนี้ ปัญหาจริยธรรมดังกล่าวยังสามารถใช้เป็นจุดร่วมของการพิจารณาปัญหาในเชิงจริยศาสตร์ กล่าวคือ ปัญหาเชิงจริยธรรมหนึ่งๆอาจต้องศึกษามากกว่าหนึ่งแง่ขึ้นไป เช่น ศึกษาทั้งในแง่ของเกณฑ์ตัดสินคุณค่า และข้อเท็จจริง เป็นต้น ซึ่งในกรณีนี้ การศึกษาเกณฑ์ตัดสินคุณค่าต้องใช้วิธีการและทบทวนวรรณกรรมในสาขาของจริยปรัชญา ในขณะที่การศึกษาข้อเท็จจริงอาจจะต้องใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งทางสังคมศาสตร์
อาจมีคำถามว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องศึกษาปัญหาเชิงจริยศาสตร์ในสองลักษณะพร้อมกัน น่าจะเป็นไปได้ที่จะศึกษาแยกจากกัน คำตอบก็คือว่า หากตั้งเป้าหมายว่าจะตอบสนองความจำเป็นของสังคมด้านจริยธรรม ตัวเลือกของปัญหาจะต่างจากการศึกษาปัญหาในเชิงจริยปรัชญาล้วนๆ และต่างจากการศึกษาในเชิงสังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ล้วนๆ ยกตัวอย่างเช่น คำถามทางอภิ จริยศาสตร์บางอย่างอาจจะไม่เป็นตัวเลือกในการทำวิจัยของจริยศาสตร์ศึกษาเลย และการเรียกร้องให้ต้องตอบสนองความจำเป็นของสังคมนั้น บางครั้งทำให้ต้องมีการศึกษาข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วย
นอกจากนี้ ตามเหตุผลกำปั้นทุบดินข้างต้น และตามประสบการณ์ที่พบมา การวิจัยในเชิงสังคมศาสตร์ที่ต้องการศึกษาปรากฏการณ์ทางจริยธรรมนั้น ก็อาจจะต้องพึ่งพิงจริยปรัชญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมที่จะศึกษายังไม่ชัดเจน หรืออีกนัยหนึ่ง ในกรณีที่ศึกษาสิ่งที่ยังไม่มีใครตั้งกรอบแนวคิดเอาไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น บางทีมีผู้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์เชิงจริยธรรมทางเพศ การศึกษาอาจไม่สามารถใช้หลักจริยธรรมตามความเชื่อของคนในสังคม เนื่องจากมีปัญหาว่ามีลักษณะทวิปทัสฐานระหว่างหญิงชาย (กล่าวคือ บางครั้งบังคับใช้กับหญิงเท่านั้น) และอาจไม่สามารถใช้หลักจริยธรรมทางเพศที่ "เป็นธรรม" ที่ปรากฏใช้อยู่ เนื่องจากมักจะเป็นเรื่องของรัฐกับคน (เช่น ผู้หญิงควรมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์) มากกว่าที่จะเป็นมิติของคนกับคน หากผู้วิจัยต้องการพิจารณาจริยธรรมทางเพศในมิติความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ก็ต้องอาศัยจริยศาสตร์เข้ามาช่วยตั้งหลัก จริยธรรมให้ใหม่ ก่อนที่จะทราบว่าจะลงไปสำรวจอะไรในภาคสนาม
2.4. สรุปได้ว่าเอกลักษณ์ของการวิจัยในสาขาจริยศาสตร์ศึกษาคือการวิจัยในประเด็นที่เป็นหรือสามารถเป็นข้อขัดแย้ง ปัญหา หรือความจำเป็นด้านจริยธรรมของสังคม หรือแวดวงหนึ่งๆ และในการทำวิจัยจะมีการศึกษาปัญหาจริยศาสตร์มากกว่าหนึ่งลักษณะเพื่อตอบปัญหาการวิจัย
อนึ่ง มีประเด็นที่ต้องชี้ให้ชัดว่าถึงแม้จะมีการอ้างถึงจริยศาสตร์ประยุกต์ เพื่อให้ความกระจ่างกับเอกลักษณ์ของจริยศาสตร์ศึกษา แต่มิได้หมายความว่าผลที่ได้จะเป็นสิ่งเดียวกับจริยศาสตร์ประยุกต์ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ทั้งนี้พอจะชี้แจงคร่าว ๆ ว่าอย่างน้อยจริยศาสตร์ประยุกต์ ก็ยังจำกัดขอบเขตของการศึกษาของตนอยู่กับปัญหาจริยศาสตร์ในด้านมาตรฐานตัดสินคุณค่า หรือในด้านการให้ความกระจ่างกับมโนทัศน์ มากกว่าที่จะลงมือสำรวจข้อเท็จจริง
3.ข้อจำกัดของคำนิยาม
3.1. ข้อจำกัดประการแรกของคำนิยามก็คือว่าไม่ครอบคลุมถึงอภิจริยศาสตร์ กล่าวคือ อภิจริยศาสตร์ไม่ได้ปรากฏเป็นหนึ่งในสามปัญหาทางจริยศาสตร์ที่กล่าวถึงข้างต้น ปัญหาจริยศาสตร์แรกเป็นปัญหาเชิงมาตรฐานการตัดสินคุณค่าการกระทำ จึงไม่ใช่อภิจริยศาสตร์ ปัญหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่อย่างแน่นอน ในส่วนของปัญหาจริยศาสตร์เกี่ยวกับมโนทัศน์นั้น อาจจะดูเหมือนเกี่ยวข้อง เพราะว่าอภิจริยศาสตร์ศึกษามโนทัศน์ที่จริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐานใช้ อาจจะในแง่อภิปรัชญา ในแง่ญาณวิทยา
อย่างไรก็ตาม ปัญหาจริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับมโนทัศน์นี้หมายถึงมโนทัศน์ที่ไม่ใช่จริยศาสตร์ มิฉะนั้น จะซ้ำซ้อนกับการทำหน้าที่หาคำตอบเกี่ยวกับมาตรฐานตัดสินคุณค่าการกระทำ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวจะให้เงื่อนไขตัดสินว่าเมื่อใดจะใช้เรียกการกระทำหนึ่งๆว่าดีหรือถูกได้ หรืออีกนัยหนึ่งมาตรฐานดังกล่าวชี้ว่าภายใต้เงื่อนไขใดจึงจะสามารถใช้มโนทัศน์ "ดี" หรือ "ถูก" ได้ (ยกตัวอย่างเช่น การกระทำ ก จะถูกต้อง เมื่อและก็ต่อเมื่อ การกระทำ ก นำมาซึ่งประโยชน์สุขในปริมาณที่มากที่สุด) ดังนั้น ปัญหาจริยศาสตร์ด้านมโนทัศน์ข้างต้นจึงไม่เกี่ยวข้องกับอภิจริยศาสตร์
นอกจากนี้ การจะเสนอให้แก้ปัญหาด้วยการเติมให้ปัญหาอภิจริยศาสตร์เป็นปัญหาจริยศาสตร์ปัญหาที่สี่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะข้างต้นได้นิยามไว้แล้วว่าปัญหาจริยศาสตร์เกิดจากการพิจารณาปัญหาจริยธรรมในแง่มุมต่างๆ และปัญหาที่อภิจริยศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับตัวทฤษฎีจริยศาสตร์เอง ไม่ได้เกี่ยวกับจริยธรรม
3.2. ข้อจำกัดประการที่สองก็คือว่าการนิยามให้เอกลักษณ์ของงานวิจัยในจริยศาสตร์ศึกษา เป็นการหยิบประเด็นจริยธรรมในสังคมมาศึกษาเชิงจริยศาสตร์มากกว่าหนึ่งลักษณะขึ้นไป เช่น เชิงทฤษฎีและเชิงข้อเท็จจริงพร้อมกัน นั้นเป็นการจำกัดขอบเขตการวิจัยมากเกินไป เพราะเป็นการตัดการวิจัยในลักษณะที่ปรากฏในนิยามเบื้องต้นออกไป นั่นคือ การวิจัยเฉพาะสาขา เช่น ปรัชญา สังคมวิทยา จุดนี้เป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิจัยในสาขาจริยปรัชญายังเป็นความจำเป็น เพราะปัญหาจริยศาสตร์ส่วนใหญ่ก็พิจารณาอยู่ในขอบเขตนี้ หากจะตอบว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นปัญหา เพราะนิยามยังเปิดโอกาสให้ศึกษาเชิงทฤษฎีจริยศาสตร์ และเชิงมโนทัศน์พร้อมกัน อย่างไรก็ตาม บางครั้งเพียงด้านหนึ่งด้านใดในสองด้านนี้ก็เป็นปัญหาสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว ปัญหานี้มีผลกระทบต่อการศึกษาตามแนวจริยศาสตร์ประยุกต์ด้วย เพราะดังที่กล่าวแล้วว่าจริยศาสตร์ประยุกต์ ยังจำกัดขอบเขตของการศึกษาของตนอยู่กับปัญหาจริยศาสตร์ในด้านมาตรฐานตัดสินคุณค่า หรือในด้านการให้ความกระจ่างกับมโนทัศน์ มากกว่าด้านข้อเท็จจริง (ปัญหาใน 3.1 ก็มีผลกระทบเช่นกัน)
3.3. ข้อจำกัดประการต่อไปไม่เชิงเป็นปัญหา แต่เป็นเรื่องที่ต้องตระหนัก ข้อจำกัดดังกล่าวได้แก่ความซับซ้อนของระบบจริยธรรมในปัจจุบัน ซึ่งการแบ่งระหว่างจริยศาสตร์และจริยธรรมด้วยนิยามพื้นฐานที่ใช้ข้างต้นว่า จริยศาสตร์คือการศึกษาเกี่ยวกับจริยธรรมอาจทำให้มองข้ามความซับซ้อนดังกล่าวไปได้ กล่าวคือ ในปัจจุบันมีจริยธรรมบางอย่างที่บางองค์กรใช้กัน แต่จริยธรรมนี้ไม่ใช่จริยธรรมของสังคม อย่างไรก็ตาม จะกล่าวง่ายๆไม่ได้ว่าถึงแม้ไม่ใช่ของสังคม แต่ถ้าเป็นจริยธรรม ก็เป็นสิ่งที่จริยศาสตร์ต้องศึกษาอยู่นั่นเอง ทั้งนี้เพราะควรจะตระหนักด้วยว่าจริยธรรมดังกล่าวก็วิพากษ์สังคมอยู่คล้ายกับจริยศาสตร์
ยกตัวอย่างเช่น จริยธรรมเกี่ยวกับสุขอนามัยทางเพศหญิงที่กำหนดว่าหญิงมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ หญิงมีสิทธิที่จะเลือกคู่ครอง หรือหญิงมีสิทธิในร่างกายของตนเอง ซึ่งจริยธรรมนี้ออกมาคัดง้างกับจริยธรรมของสังคมที่ปิดกั้นการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องเพศของหญิง ทำให้ถูกกดขี่เอาเปรียบ จะเห็นว่าจริยธรรมแบบนี้ในแง่หนึ่งก็เป็นสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งใช้กันอย่างน้อยก็ในการกำหนดนโยบาย แต่ในอีกแง่ก็เป็นสิ่งที่วิพากษ์จริยธรรมสังคม
ในอันที่จริงแล้วจริยธรรมประเภทนี้เป็นผลมาจากการใช้ทฤษฎีจริยศาสตร์หนึ่งๆ เช่น ในที่นี้คือทฤษฎีสิทธิ มาปรับใช้กับปัญหาสังคม แต่บางครั้งแม้แต่ผู้ที่ใช้จริยธรรมเหล่านี้เองก็ไม่ทราบเรื่องนี้ และยึดถือ จริยธรรมดังกล่าวอย่างไม่ซักถาม ไม่ต่างไปจากคนในสังคมที่ยึดถือจริยธรรมของสังคม หรือซักถามได้ไม่สมบูรณ์เนื่องจากขาดความเข้าใจทฤษฎีจริยศาสตร์ จริยศาสตร์ศึกษาที่มองทั้งทฤษฎีจริยศาสตร์ และปัญหาสังคมน่าจะช่วยให้สามารถวิพากษ์ได้ว่าจริยธรรมที่ออกมานี้เหมาะสมหรือไม่ ทั้งในเชิงทฤษฎี และการตอบสนองต่อปัญหาสังคม
4. สรุป
ถึงแม้การนิยามจริยศาสตร์ศึกษาเพื่อค้นหาเอกลักษณ์ของสาขาวิชาจะมีข้อจำกัดที่จะต้องพิจารณากันต่อไป แต่อย่างน้อยนิยามดังกล่าวก็สามารถอธิบายเหตุผลได้ว่าทำไมบางครั้งวิทยานิพนธ์ในสาขานี้มีลักษณะเป็น "หัวมงกุฎ ท้ายมังกร" ตามที่ตั้งไว้ในตอนต้นได้ ทางออกที่ง่ายที่สุดในตอนนี้ก็คือ การกล่าวว่าการวิจัยในสาขาจริยศาสตร์ศึกษาครอบคลุมการวิจัยตามที่ปรากฏเป็นข้อสรุปในการนิยามเบื้องต้น และตามข้อสรุปเกี่ยวกับเอกลักษณ์ของจริยศาสตร์ศึกษา
มีข้อสังเกตว่านิยามที่ให้นี้ไม่ได้ขัดกับหลักวิชาการสากล เพราะเราสามารพบการทำวิจัยเกี่ยวกับประเด็นทางจริยธรรมด้วยการพิจารณาปัญหาจริยศาสตร์มากกว่าหนึ่งลักษณะ ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น หนังสือที่รวบรวมงานวิจัยเรื่อง Science, Politics and Morality [10] และในทางตรงกันข้าม ปัญหาเกี่ยวกับนิยามพื้นฐานที่ว่าจะมีการแยกงานกันทำได้โดยเด็ดขาดก็มีปรากฏเป็นตัวอย่างในวารสาร Bioethics และ Journal of Philosophy and Medicine ที่ไม่ได้มีบทความเชิงทฤษฎีจริยศาสตร์และการให้ความกระจ่างแก่มโนทัศน์ ตามที่วารสารปรัชญาหรือจริยปรัชญาโดยทั่วไปจะมีอยู่เท่านั้น แต่ยังมีบทความหรือรายงานการวิจัยเกี่ยวกับจริยศาสตร์เชิงการบรรยาย หรือการศึกษาข้อเท็จจริงด้านปรากฏการณ์ทางจริยศาสตร์ตีพิมพ์รวมอยู่ด้วย
เชิงอรรถท้ายเรื่อง
[1] วิชาบังคับของหลักสูตรมีดังนี้ 1)พฤติกรรมทางจริยธรรมของคนไทย 2)ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมทางจริยธรรมของมนุษย์ 3)ระเบียบวิธีวิจัย (ทางสังคมศาสตร์) 4) จริยศาสตร์และจริยศึกษา 5)พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์ 6) สัมมนาจริยศาสตร์ 7)พัฒนาการความคิดทางจริยศาสตร์ 8)แนวคิดทางจริยศาสตร์ในสังคมไทย วิชา4) 6) และ7) จะมีเนื้อหาทางจริยปรัชญา นอกนั้น เป็นสังคมศาสตร์
[2] อนึ่ง ในอันที่จริงมีวิธีการศึกษาแบบอื่นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขามนุษย์ศาสตร์ เช่น วิธีการของวรรณคดีวิจารณ์ แต่ในที่นี้จะไม่ขอนำมาพิจารณา เพื่อไม่ให้ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
[3] Partridge(1999) เรียกงานด้านนี้ว่า "critical ethics" ซึ่งมีข้อดีตรงที่ทำให้สามารถเลี่ยงคำว่าอภิจริยศาสตร์ไปได้ แต่มีข้อเสียที่งานของปรัชญาถือว่าเป็นเรื่องการวิพากษ์ (critical) เป็นสำคัญ ดังนั้น หากใช้คำนี้อาจทำให้ดูเหมือนว่าเฉพาะอภิจริยศาสตร์เท่านั้นที่มุ่งตรวจสอบการใช้เหตุผล ในขณะที่ส่วนอื่น เช่น จริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน ไม่ทำ ซึ่งจะทำให้สับสน
[4] ดูตัวอย่างการถกเถียงเกี่ยวกับสมมุติฐานนี้ที่เป็นผลตามมาจากการรับนิยามข้างต้นใน Rosenthal, David M. and Shehadi, Fadlou. (Eds.). (1988). Part One: General Issue. Applied Ethics and Ethical Theory. Salt Lake City: University of Utah Press, pp. 3- 187.
[5] ใช้คำว่า "ปรากฏ" เพราะว่าในวงการจริยศาสตร์ประยุกต์เองมีนักปรัชญาบางกลุ่มเสนอว่า หน้าที่จริยศาสตร์ประยุกต์คือการให้ความกระจ่างกับกรณีปัญหาเพื่อช่วยการตัดสินใจเท่านั้น
[6] Harris, Jr., C. E.(1992). Applying Moral Theories. Second edition. Belmont, California: Wadsworth, pp.3-7.
[7] ดู Applied Ethics ใน Internet Encyclopedia of Philosophy (1997) อนึ่งในการนำเสนอนี้ จะมีการขัดเกลาบ้างเพื่อให้ยืดหยุ่น
[8] อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราก็สามารถมองเห็นแง่มุมปัญหาเชิงจริยธรรมได้จากปัญหาที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องฟิล์มกรองแสงนี้ เคยได้ยินคนตั้งคำถามจริยศาสตร์ว่าเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลหรือไม่ ดังนั้น ลักษณะที่สองนี้น่าจะเป็นข้อเตือนใจให้ระวังเท่านั้น เพราะบางครั้งจะสับสนว่าเรื่องใดๆที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกมากต่างก็เป็นเรื่องทางจริยธรรมทั้งสิ้น
[9] เรื่องนี้อาจดูไม่สำคัญ แต่สำหรับผู้ที่ถือว่าจริยศาสตร์เป็นจริยปรัชญาแล้วน่าจะสำคัญ เพราะการทำวิจัยในสาขานี้ดูจะไม่มีข้อเรียกร้องเช่นนี้ หัวข้อการวิจัยอาจจะเป็นนามธรรมสูง ไม่เกี่ยวกับความจำเป็นของสังคม เป็นแบบ"ความรู้เพื่อความรู้"
[10] von Schomberg, Rene. (Ed.). (1993). Science, Politics and Morality. Dordrecht: Kluwer Academic Publishing.
บรรณานุกรม
1. Fox, Richard M. and Demarco, Joseph P. (1986). The Challenge of Applied Ethics. New Directions in Ethics. New York: Routledge.
2. Harris, Jr., C. E. (1992). Chapter 1: What is Ethics?. Applying Moral Theories. Second edition. Belmont, California: Wadsworth.
3. Internet Encyclopedia of Philosophy. (1997). Applied Ethics, [Online]. Available: http://www.utm.edu/research/iep/a/appliede.htm [2001, September 24]
4. Ozawa, Teruhiko. (1996). What is Applied Ethics?, [Online]. Available: http://www.kochi-u.ac.jp/~ozawa/what-text.html#contents [2001, October 2]
5. Partridge, Ernest. (1999). Environmental Ethics: An Introduction, [Online]. Available: http://www.igc.org/gadfly/e-ethics/Intro-ee.htm [2001, October 2]
6. Rosenthal, David M. and Shehadi, Fadlou. Eds. (1988). Part One: General Issue. Applied Ethics and Ethical Theory. Salt Lake City: University of Utah Press.
7. Singer, Peter. (1995). Applied Ethics . Xrefer, [Online]. Available: http://www.xrefer. com/entry/551303 [2001, September 24]
8. Taylor, Paul W. (1975). Chapter 1: What is Ethics. Principles of Ethics. Belmont, California: Wadsworth. |