การที่มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคม และดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอดนั้น ย่อมจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งในบางครั้งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์มิได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น หรือเป็นระเบียบแบบแผน ทั้งนี้ เนื่องมาจากความแตกต่างกันของมนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อม การศึกษา และพื้นฐานทางความคิด เป็นต้น จากความแตกต่างดังกล่าวนี้ บางครั้งก่อให้เกิดความขัดแย้ง และรูปแบบหนึ่งของการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ก็คือ สงคราม
จากการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การทำสงครามดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ซึ่งนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบันการทำสงครามมีมูลเหตุนานาประการ อาทิ การต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงหรือแสวงหาอำนาจ สงครามเพื่อรักษาดุลอำนาจ สงครามกลางเมือง บ้างก็เป็นไปในรูปสงครามจักรวรรดินิยม เพื่อขยายอำนาจอิทธิพล และดินแดน และบ้างก็เป็นสงครามในแบบป้องกันตัว (ทหารมองสงครามโลก, ๒๕๓๔: ๒๔)
สำหรับประเทศไทย ยึดถือนโยบายการใช้กำลังทหารเพื่อการป้องกันตนเองเป็นหลัก รัฐบาลไม่มีนโยบายรุกรานผู้ใด และไม่มีนโยบายที่จะส่งกำลังทหารออกไปปฏิบัติการนอกประเทศ เว้นแต่เมื่อมีความจำเป็นอย่างแท้จริง เช่นการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อประเทศพันธมิตร หรือเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศ (กรมศิลปากร, ๒๕๒๕: ๑๓๙) ดังจะเห็นได้ว่ามีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ หมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๒ ความว่า
รัฐจะต้องจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติและการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ
ท่าทีดังกล่าวดูจะสอดคล้องกับความเป็น เมืองพุทธ ของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญกับความเมตตากรุณา อหิงสา สันติภาพ และการให้อภัย อีกทั้งพระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่ห้ามการฆ่าทุกสิ่งที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉานอื่น ๆ ดังจะเห็นได้ในศีลข้อหนึ่งที่ว่า ปาณาติปาตา เวรมณี (ทีฆนิกาย ปาฏิวรรค. ๑๑/๒๘๖/๑๙๖) ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้วว่า การฆ่าสัตว์ทุกชนิดที่มีชีวิตมีแต่ความเสียหายแก่มนุษย์โลก เสียหายแก่ตัวผู้ฆ่าเอง เสียหายแก่สังคม และเสียหายแก่ผู้ถูกฆ่า (ดิเรก ชัยนาม, ๒๕๐๙: ๔๙๑)
อย่างไรก็ตาม ในอันที่จริงแล้วก็ยังมีช่วงเวลาที่ประเทศไทยใช้หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา มาสร้างความชอบธรรมให้กับการทำสงครามเช่นกัน กล่าวคือ ในช่วงระยะสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงประกาศสงครามกับเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพิจารณาเห็นว่าการสงครามครั้งนี้เป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะจุดมุ่งหมายของสงครามครั้งนี้อยู่ที่การปกป้องรักษาธรรม ดังที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีรับสั่งว่า
สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ในนามแห่งประเทศสยาม ทรงตัดความสัมพันธ์ฉันมิตร และประกาศสงครามกับจักรวรรดิเยอรมัน และฮังการี-ออสเตรีย ทรงยกเลิกสันติภาพเพราะพระองค์ทรงประสงค์จะ ธำรงรักษาความชอบธรรมระหว่างประเทศเมื่อบุคคลระลึกถึงพระพุทธพจน์ ที่ว่า 'บุคคล ควรสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต เมื่อสถานการณ์เรียกร้อง ให้รักษาธรรม' นโยบายอื่นใด นอกจากประกาศสงคราม ก็ใช้ปฏิบัติไม่ได้ (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (ม.ป.ป.) อ้างถึงใน พระมหาประยูร ธมฺมจิตฺโต, ๒๕๓๒: ๔๑)
และสำหรับรัชกาลที่ ๖ ก็ได้ทรงแสดงทรรศนะเกี่ยวกับพระพุทธศาสนากับความชอบธรรมในการทำสงครามไว้ ดังจะพิจารณาได้จากพระราชนิพนธ์ เรื่องเทศนาเสือป่า ใจความตอนหนึ่งดังนี้
ผู้ที่กระทำการในหน้าที่นักรบ บางคนเขาก็กล่าวว่าจะประพฤติ อยู่ในทางธรรมไม่ได้อยู่เองแล้ว โดยเหตุที่กิจธุระโดยตรงซึ่งจะต้องกระทำก็คือการฆ่าคน ซึ่งเป็นของผิดด้วยศีลองค์ที่หนึ่งของพระพุทธศาสนาอยู่แน่แท้แล้ว เพราะฉะนั้นนักรบก็เป็นอันถือศีลไม่ได้อยู่เองแล้ว ข้อนี้ผู้ที่แลดูพระพุทธศาสนาโดยเผิน ๆ ชอบหยิบยกเอามาพูด และชาวเราที่แสดงตนเป็นพุทธศาสนิกชนก็พลอยอือออกับเขาไปด้วย แท้จริงพระพุทธเจ้าของเราย่อมทรงเข้าพระทัย อยู่ดีว่าการป้องกันชาติบ้านเมืองเป็นความจำเป็นโดยแท้ และผู้ที่มีหน้าที่กระทำกิจการเช่นนั้น จะนับว่าเป็นบุคคลที่ประกอบการเลี้ยงชีพโดยไม่ชอบธรรมนั้น หามิได้ ข้อที่ควรอ้างเป็นพยานได้มีอยู่หลายประการเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นได้ว่า การรบเพื่อป้องกันชาติบ้านเมืองไม่เป็นข้อที่พระพุทธองค์ทรงห้ามปรามเลย ถ้าทรงห้ามปรามหรือแม้ไม่ทรงเห็นชอบด้วยแล้ว ที่ไหนเลยจะทรงบังคับให้ทหารซึ่งหนีจากกองทัพของพระเจ้าพิมพิสารเข้าไปอุปสมบทนั้น สึกออกไป เข้ารับราชการในกองทัพตามเดิม ทั้งในพระวินัยบัญญัติก็มีคำอนุญาตไว้ชัดเจนให้พระภิกษุไปกับกองทัพได้ เพื่อกระทำกิจการเทศนาสั่งสอนทหาร ควรมีขีดอยู่แต่เพียงว่าไม่ให้อยู่ในกองทหารติด ๆ กันเกินกว่า ๗ ราตรีเท่านั้น อีกประการหนึ่ง พระสงฆ์ประน้ำมนต์ธงชัยและทหาร กับทั้งลงเลขยันต์ ในเครื่องรางต่าง ๆ เป็นแบบธรรมเนียมมีติดต่อมาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงทุกวันนี้ ถ้าพระพุทธองค์ไม่ทรงพอพระทัยในกิจเช่นนี้ จะมิได้มีข้อห้ามไว้ในพระวินัยบัญญัติแล้วหรือ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๓๖: ๕๘-๕๙)
ด้วยเหตุที่ว่า ดูจะมีความขัดแย้งระหว่างคำสอนในศาสนาพุทธ และการนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การทำสงคราม จึงทำให้เกิดคำถามว่าแท้จริงสามารถใช้คำสอนของพระพุทธศาสนามาสนับสนุนการทำสงครามได้หรือไม่ ด้วยเหตุใด และในกรณีที่ศาสนาพุทธยินยอมให้มีการทำสงครามได้ จะยอมรับในเงื่อนไขใดบ้าง อีกนัยหนึ่งคือ ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนาเมื่อใดการทำสงครามจึงชอบธรรม ทั้งนี้การศึกษาจะพิจารณาทรรศนะในบริบทสังคมไทยร่วมสมัยที่สนับสนุน และคัดค้านความคิดที่ว่าพระพุทธศาสนายอมรับเรื่องสงครามที่เป็นธรรมด้วย
จากการทบทวนแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องพบว่า ทรรศนะเกี่ยวกับการยอมรับการมีอยู่ของสงครามที่เป็นธรรมของพระพุทธศาสนาสามารถแบ่งได้สองกลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มที่เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับการมีอยู่ของสงครามที่เป็นธรรม และกลุ่มที่เห็นว่ามีสงครามที่เป็นธรรม
ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมูลเหตุของสงครามในทรรศนะของพระพุทธศาสนา ทั้งที่พบโดยตรงในเอกสารซึ่งนักวิชาการต่าง ๆ ได้กล่าวถึงไว้ และที่วิเคราะห์ได้จากเรื่องราวของสงครามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น พบว่ามีแต่แนวคิดที่น่าจะโน้มเอียงไปทางจุดยืนที่ว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับว่ามีสงครามที่เป็นธรรม ทั้งนี้เพราะว่าข้อมูลที่ได้ต่างชี้ว่าสงครามต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดจากอกุศลมูลทั้งสิ้น ผลที่ตามมาก็คือว่าการทำสงครามใด ๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ดังที่เกณฑ์หลักในการวินิจฉัยความถูกผิดของการกระทำ ระบุองค์ประกอบหนึ่งว่าเกี่ยวข้องกับลักษณะของเจตนาว่าประกอบด้วยกุศลมูลหรืออกุศลมูล หากประกอบด้วยกุศลมูล ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้อง หากประกอบด้วยอกุศลมูล ก็เป็นการกระทำที่ผิด นอกจากนี้สามารถกล่าวได้ว่า การมีเจตนาเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการทำสงครามเป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาต
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามความเป็นจริง การพิจารณามูลเหตุของสงครามในลักษณะดังกล่าวน่าจะแคบไป ทั้งนี้เพราะมีกรณีของการทำสงครามเพื่อป้องกันตนเองจากการรุกราน หรือเพื่อช่วยเหลือประเทศอื่นจากการรุกราน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการทำสงครามเช่นนี้อาจจะมีมูลเหตุจากความเมตตา ที่ไม่ต้องการให้ประเทศชาติถูกรุกราน ไม่ต้องการให้ญาติพี่น้องหรือสมาชิกในสังคมต้องถูกข้าศึกข่มเหง เหตุผลของการทำสงครามเช่นนี้จึงน่าจะเป็นไปตามหลักพรหมวิหาร ทั้งนี้นอกจากเรื่องของความเมตตากรุณาแล้ว บางครั้งยังมีการอ้างถึงการสละชีวิต เพื่อรักษาธรรม ว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เจตนานั้นอยู่บนพื้นฐานของกุศลมูล ไม่ถือเป็นปาณาติบาต
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเรื่องเจตนาเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาเพื่อตัดสินว่า พระพุทธศาสนายอมรับว่ามีสงครามที่เป็นธรรมหรือไม่ คำถามที่สำคัญก็คือว่าสงครามที่เกิดจากเจตนาที่จะเบียดเบียน เช่น แย่งชิงดินแดน ผิดศีลข้อปาณาติบาต แต่สงครามที่เกิดจากเจตนาที่จะช่วยเหลือคนกลุ่มหนึ่งหรือต้องการรักษาสิ่งมีค่า เช่น พระธรรม ด้วยการเบียดเบียนคนอีกกลุ่มนั้น ถือว่าผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่
ทั้งนี้ก่อนที่จะพิจารณาคำถามนี้โดยตรง ควรที่จะพิจารณาเหตุผลอื่น ๆ ที่ยกมาเพื่อสนับสนุนว่าการทำสงครามเพื่อรักษาประเทศชาติหรือเพื่อรักษาธรรม ไม่ถือว่าผิดศีลธรรม ซึ่งในบทความนี้จะขอศึกษาเฉพาะที่ปรากฏใน เทศนาเสือป่า เนื่องจากมีเหตุผลที่แสดงจุดยืนในประเด็นดังกล่าวได้ชัดเจน เหตุผลดังกล่าวได้แก่
๑. พระพุทธเจ้าทรงขอให้ทหารซึ่งหนีจากกองทัพของพระเจ้าพิมพิสารเข้าไปอุปสมบทนั้น ลาสิกขาบทออกไปเข้ารับราชการในกองทัพตามเดิม
๒. พระวินัยบัญญัติอนุญาตให้พระภิกษุไปกับกองทัพเพื่อกระทำกิจการเทศนาสั่งสอนทหารได้ และมีข้อจำกัดอยู่แต่เพียงไม่ให้อยู่ในกองทหารติด ๆ กันเกินกว่า ๗ คืน
๓. พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามชัดเจนเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ในการลงเลขยันต์ในเครื่องรางต่าง ๆ ให้แก่ทหารที่ไปรบ
๔. พระพุทธพจน์ที่ว่า 'บุคคล ควรสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต เมื่อสถานการณ์เรียกร้อง ให้รักษาธรรม' [นรชนพึงสละทรัพย์เพราะเหตุแห่งอวัยวะอันประเสริฐ เมื่อจะรักษาชีวิตไว้ พึงสละอวัยวะ เมื่อระลึกถึงธรรม พึงสละทั้งอวัยวะ ทั้งทรัพย์ และแม้ชีวิตทั้งหมด (ขุททกนิกาย ชาดก. ๒๘/๓๘๒/๙๙)]
หากเหตุผลเหล่านี้น่าเชื่อถือ ก็จะเพิ่มน้ำหนักให้ฝ่ายที่เชื่อว่าพระพุทธศาสนายอมรับว่ามีสงครามที่เป็นธรรม แต่หากไม่น่าเชื่อถือการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับเจตนาข้างต้นก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาในประเด็นดังกล่าวข้างต้นมีความชัดเจนขึ้น ผู้เขียนจึงได้ศึกษาบทบัญญัติในพระไตรปิฏก เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
ประการที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงขอให้ทหารซึ่งหนีจากกองทัพของพระเจ้าพิมพิสารเข้าไปอุปสมบทนั้น ลาสิกขาบทออกไปเข้ารับราชการในกองทัพตามเดิม
ในพระวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ได้กล่าวถึงพุทธมติในเรื่องการสงครามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยไว้สำหรับภิกษุ เรื่องห้ามบวชให้แก่ข้าราชการหรือทหาร (วินัยปิฎก มหาวรรค. ๔/๑๐๒/๑๑๙) เนื่องจากในสมัยพุทธกาลมีข้าราชการและทหารหนีราชการมาบวชเป็นจำนวนมากทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ขาดแคลนกำลังพลในการบริหารและป้องกันประเทศ และสาเหตุอีกประการหนึ่งคือ พระเจ้าพิมพิสารทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นพระวินัย ห้ามมิให้พระภิกษุบวชให้กับคนที่เป็นข้าราชการที่ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เพราะอาจมีกษัตริย์ที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเบียดเบียนภิกษุเหล่านั้นได้ จากพระวินัยข้อนี้ก่อให้เกิดธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมาถึงปัจจุบันนี้ว่า ข้าราชการทุกหมู่เหล่าที่จะบวช ต้องขออนุญาตและได้รับความเห็นชอบจากทางราชการในการลาบวชเสียก่อน
จากการศึกษาพระไตรปิฎก อาจกล่าวได้ว่าไม่มีปรากฏว่ามีเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ข้าราชการที่หนีมาบวชลาสิกขาบทออกไปรับราชการตามเดิม มีแต่เพียงการกล่าวถึงสาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นพระวินัยห้ามบวชให้ข้าราชการ คือ การที่ข้าราชการหนีมาบวชทำให้เสียราชการ และพระเจ้าพิมพิสารเกรงว่ากษัตริย์ที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอาจทำร้ายพระสงฆ์ได้ จึงได้ทูลขอพระพุทธเจ้าให้บัญญัติเป็นพระวินัยห้ามบวชให้แก่ข้าราชการ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากกษัตริย์หรือผู้มีอำนาจแทนพระองค์เสียก่อน
ประการที่สอง พระวินัยบัญญัติอนุญาตให้พระภิกษุไปกับกองทัพเพื่อกระทำกิจการเทศนาสั่งสอนทหารได้ และมีข้อจำกัดอยู่แต่เพียงไม่ให้อยู่ในกองทหารติด ๆ กันเกินกว่า ๗ คืน
จากการศึกษาพระไตรปิฎก ไม่มีการกล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับกิจของพระสงฆ์ในการไปเทศนาสั่งสอนทหารในกองทัพ และจากการค้นคว้าเอกสารเชิงประวัติศาสตร์พบว่าการที่พระสงฆ์ไปเทศนาสั่งสอนทหารในกองทัพ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง (กองทัพอากาศ: ๒๕๐๑, ๔๕) สำหรับประเทศไทย การที่พระสงฆ์เข้าไปเทศนาในกองทัพนั้น ก็ไม่ได้เป็นการสั่งสอนให้ทหารออกไปฆ่าคน หากแต่เป็นการสั่งสอนให้ทหารมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่า (ภิกขุ ปัญญานันทะ: ๒๕๐๓, ๑๐๑)
อย่างไรก็ดี ในพระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติยภาค กล่าวถึงพุทธมติของพระพุทธเจ้าในเรื่องการสงคราม ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุสงฆ์ไว้ว่า ภิกษุรูปใดดูการยกกองทัพ ถือว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์ (วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค. ๒/๕๖๒/๔๙๗) แต่ในกรณีที่พระสงฆ์มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าไปในกองทัพ พระพุทธเจ้าก็ทรงผ่อนปรนอนุญาตให้ไปในกองทัพได้เมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น ในพระไตรปิฎก กล่าวถึง การที่ภิกษุรูปหนึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางไปเยี่ยมลุงซึ่งกำลังป่วยหนักในกองทัพ จึงได้เล่าถึงเหตุจำเป็นและทูลถามพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ไปในกองทัพได้เมื่อจำเป็น (วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค. ๒/๕๖๓/๔๙๘) อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปค้างแรมในกองทัพนั้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้อยู่ได้ไม่เกินสามคืนเท่านั้น และในคืนที่สี่หลังจากพระอาทิตย์ตกดินแล้วภิกษุยังไม่ออกจากกองทัพ ถือว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์ (วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค. ๒/๕๖๘/๕๐๒) นอกจากนี้ ในขณะที่ภิกษุจำเป็นต้องอยู่ในกองทัพ ห้ามดูเขารบกัน ดูการตรวจพล หรือดูการจัดกระบวนกองทัพด้วย (วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค. ๒/๕๗๑/๕๐๓)
จากการศึกษาพระไตรปิฎก อาจกล่าวได้ว่าไม่ปรากฏพระวินัยบัญญัติที่ห้ามพระสงฆ์อยู่ในกองทัพเกินเจ็ดวัน แต่มีเพียงอนุญาตให้อยู่ในกองทัพได้ไม่เกินสามคืนเท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ไปในกองทัพได้นั้นก็ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความจำเป็น เช่น เยี่ยมญาติที่ป่วยในกองทัพ ไม่ใช่เรื่องของการไปเพื่องานเกี่ยวกับสงคราม อีกทั้งการที่พระพุทธเจ้าทรงไม่อนุญาตให้อยู่ในกองทัพเกินสามคืนนั้น ก็เพื่อป้องกันคำติเตียนจากชาวบ้านผู้พบเห็น ดังนั้นพระองค์จึงบัญญัติเป็นข้อห้ามในพระวินัย
ประการที่สาม พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ในการลงเลขยันต์ในเครื่องรางต่าง ๆ ให้แก่ทหารที่ไปรบ ในพระสุตตันตปิฏก เล่ม ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ได้กล่าวถึงพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้า ความว่า
ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างสมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน
เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน
(ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค. ๙/๑๑๔/๖๔)
จากพุทธพจน์ข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติมิให้ภิกษุเลี้ยงชีพด้วยการกระทำดังกล่าวข้างต้น อันรวมถึงข้อห้ามมิให้ภิกษุกระทำการลงเลขยันต์ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นติรัจฉานวิชา ดังนั้นการยกเหตุผลว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงห้าม หรือไม่ได้บัญญัติเป็นพระวินัยเกี่ยวกับการห้ามทำเครื่องรางหรือยันต์นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากพระไตรปิฎกระบุไว้ชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นติรัจฉานวิชา
อนึ่ง จากการศึกษาเอกสารเชิงประวัติศาสตร์ การทำเครื่องรางหรือยันต์ มิใช่พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หากแต่เป็นเป็นธรรมเนียมประเพณีของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีมาก่อนการกำเนิดขึ้นของพระพุทธศาสนา ต่อมาภายหลังจากศาสนาพุทธถือกำเนิดขึ้นในโลก จึงมีผู้ผสมผสานแนวคิดและพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์เข้าเป็นวิถีปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เช่น การทำเครื่องรางของขลัง การทำให้อยู่ยงคงกระพัน และการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น (กองทัพอากาศ: ๒๕๐๑, ๑๕)
ประการที่สี่ พระพุทธพจน์ที่ว่า 'บุคคล ควรสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต เมื่อสถานการณ์เรียกร้องให้รักษาธรรม'
จากพระพุทธพจน์ที่กล่าวถึง การสละชีพ เพื่อรักษาธรรม ซึ่ง ธรรม ในที่นี้หมายความถึง บรมสุข หรือนิพพาน ซึ่งเป็นเรื่องของการสละชีวิตในทางโลก หรืออุทิศตนเพื่อแสวงหาความจริงอันสูงสุด และนำความจริงที่ค้นพบเหล่านั้นมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงทุกข์ อันได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ และตาย (พระมหาบุญถึง ชุตินฺธโร, สัมภาษณ์ ๒๕ ก.พ. ๔๕) ดังนั้น การยกเรื่อง การสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม ไปสนับสนุนการทำสงครามจึงทำไม่ได้ เพราะพระพุทธพจน์บทนี้มีจุดมุ่งหมายให้คนสละชีวิตในทางโลกเพื่อบรรลุนิพพาน มากกว่าการสละชีวิตเพื่อรักษาสถาบันทางศาสนาอย่างที่ถูกกล่าวอ้างมา
การพิจารณาข้างต้นชี้ว่า เหตุผลที่ยกมาสนับสนุนความชอบธรรมในการทำสงครามตามที่พบในการทบทวนวรรณกรรมนั้น ไม่มีน้ำหนักที่จะแสดงได้ว่าพระพุทธศาสนายอมรับว่ามีสงครามบางครั้งที่เป็นธรรม ดังนั้น จึงควรพิจารณาในประเด็นเรื่องเจตนาในการทำสงครามเป็นสำคัญ
ในส่วนของเจตนานี้ มักจะเป็นเหตุผลที่ยกมาโต้แย้งว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าสามารถจะมีสงครามใดที่เป็นธรรม ด้วยเหตุที่การทำสงครามนั้นเกี่ยวข้องกับเจตนาในการทำลายชีวิตมนุษย์เสมอ หรืออีกนัยหนึ่ง การทำสงครามเป็นการทำปาณาติบาต
พระพุทธศาสนามีเกณฑ์สำหรับวินิจฉัยว่า การกระทำใดที่ถือว่าเป็นปาณาติบาตหรือไม่ โดยให้พิจารณาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ สัตว์นั้นมีชีวิต ผู้ฆ่ารู้ว่าสัตว์มีชีวิต ผู้ฆ่ามีเจตนาจะฆ่า ผู้ฆ่ามีความพยายามที่จะฆ่า และสัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น ดังนั้น การกระทำใด ๆ ที่ไม่ครบทั้งองค์ห้าไม่ถือเป็นปาณาติบาต (สารัตถทีปนี ฎีกาพระวินัย ภาค ๒, ๒๕๔๒: ๓๗๕)
จะเห็นได้ว่าถึงแม้บางครั้งคนจะฆ่าผู้อื่นเพื่อป้องกันตัว หรือป้องกันผู้บริสุทธิ์ หรือเพื่อความถูกต้อง แต่การฆ่านั้นย่อมครบองค์ประกอบทั้งห้า อีกนัยหนึ่งคือ แม้แต่การฆ่าเพื่อป้องกันตัวหรือผู้บริสุทธิ์ต่างก็ผิดศีลธรรมทั้งสิ้น ดังนั้น หากมีการนำเรื่องเจตนาในการป้องกันประเทศมาอ้างเพื่อให้ความชอบธรรมแก่การทำสงคราม ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าการทำสงครามนี้ไม่ผิดศีลข้อปาณาติบาต เพราะในการรบเพื่อป้องกันประเทศนั้นย่อมมีเจตนาที่จะหยุดยั้งศัตรูด้วยอาวุธ ซึ่งทำให้เกิดการทำลายชีวิต การใช้อาวุธเพื่อการดังกล่าวย่อมครบองค์ห้าของปาณาติบาต หรืออีกนัยหนึ่ง เจตนาที่จะช่วยเหลือคนกลุ่มหนึ่งหรือต้องการรักษาสิ่งมีค่า เช่นพระธรรม ด้วยการเบียดเบียนคนอีกกลุ่มนั้น ถือว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต แต่ก็อาจมีข้อพิจารณาว่าวิบากของการกระทำปาณาติบาตนั้นมีมากเพียงใด กล่าวคือ ถึงแม้การฆ่าจะเป็นบาป แต่การฆ่าแต่ละครั้งก็มีโทษไม่เท่ากัน พระพุทธศาสนามีเกณฑ์สำหรับพิจารณาโทษของปาณาติบาต ว่าการกระทำแบบใดมีบาปมากหรือบาปน้อย ดังนี้
๑. พิจารณาที่ตัวสัตว์นั้นว่ามีคุณมากหรือคุณน้อย เป็นการพิจารณาว่าสัตว์นั้น ๆ มีศักยภาพในการทำความดีมากหรือน้อย ซึ่งการฆ่ามนุษย์ซึ่งถือว่ามีศักยภาพในการทำความดีมาก ก็เป็นบาปมากกว่าฆ่าสัตว์เดียรัจฉาน ซึ่งมีศักยภาพในการทำความดีได้น้อย
๒. พิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำ ว่าทำด้วยเจตนาหรือความรู้สึกเช่นไร ถ้าผู้กระทำทำด้วยเจตนาที่รุนแรง มีความรู้สึกเกลียดชัง เคียดแค้น มุ่งร้าย มุ่งทำลาย กลั่นแกล้ง รังแก ข่มเหง เบียดเบียน ถือว่าเป็นบาปมาก แต่ถ้ามีเจตนาไม่รุนแรงหรือมีเจตนาในทางที่ดีก็มีโทษน้อย เช่น การต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอง
๓. พิจารณาที่ความพยายามของผู้ฆ่า ถ้ามีการเตรียมการ มีการวางแผนการอย่างจริงจังมีขั้นตอน ทำด้วยความมุ่งมั่นที่จะฆ่าให้ตายด้วยความอาฆาตอย่างรุนแรง ก็เป็นบาปมาก แต่ถ้าทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แม้จะมีกิเลสรุนแรงก็มีบาปเบากว่า (พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ๒๕๓๘: ๒๔-๒๖)
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าแม้การทำสงครามจะเป็นการทำบาป แต่หากเหตุผลของการทำสงครามเป็นไปเพื่อป้องกันตัว เพื่อรักษาผู้บริสุทธิ์ หรือความถูกต้อง บาปย่อมจะน้อยซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) (๒๕๓๘: ๔๘) ได้เสนอว่า ในกรณีที่ผู้ทำมีเจตนาไม่รุนแรง เช่น ทหารที่ทำสงครามป้องกันตัวในสนามรบ โดยเป็นการทำเพื่อป้องกันตัว ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่มุ่งร้าย หรือมีเจตนาที่อาฆาต และไม่ได้มีเจตนาที่จะไปเบียดเบียนผู้อื่น ก็จะถือว่าเป็นบาปน้อย
นอกจากเจตนาในการทำสงครามแล้ว ความหนักเบาของการทำสงครามก็ต้องพิจารณาถึงวิธีการทำสงคราม ซึ่งจัดเป็นการกระทำหรือความเพียรพยายามที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นตายด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีเจตนาที่จะเบียดเบียนมุ่งร้ายในการทำสงครามแล้ว วิธีการที่ใช้ในการทำสงครามต้องสอดคล้องกันด้วย เช่น อาวุธที่ใช้ในการทำสงครามต้องเป็นอาวุธที่ไม่มุ่งเบียดเบียน ก่อให้เกิดความทรมาน และต้องหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดผลเสียแก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม เช่น เลี่ยงการใช้อาวุธเชื้อโรค ซึ่งอาจทำให้ทหารที่เข้าร่วมสงครามได้รับความทรมาน อีกทั้งเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายไปสู่ประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสงครามได้ หากเป็นเช่นนี้ วิบากที่เกิดจากการฆ่า การทำสงครามอาจมีไม่รุนแรงเท่าเจตนาในการฆ่าที่ใช้ความพยายามอย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะบาปมากหรือน้อย ก็เรียกว่าบาปเหมือนกัน ดังนั้น จึงอาจมีข้อโต้แย้งว่าแม้การทำสงครามจะบาปน้อยตามข้อพิจารณาข้างต้น แต่เราก็ไม่อาจกล่าวได้ว่ามีความชอบธรรม กระนั้นก็ดี ด้วยเหตุที่พระพุทธศาสนายอมรับความเป็นจริงของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับภาวะความขัดแย้งทางจริยธรรม บางครั้งจึงมิอาจหลีกเลี่ยงการล่วงเกินชีวิตของผู้อื่น เช่น การทำสงครามเพื่อป้องกันตัว การทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตแม่ หรือการฆ่าคนคลั่งยาบ้าเพื่อช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์ การกระทำเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้กับบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็น พุทธศาสนิกชน
เมื่อได้ศึกษาทรรศนะของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) (๒๕๓๘: ๔๙) เกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งทางจริยธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ทราบว่าสังคมมนุษย์เป็นสังคมที่ประกอบด้วยกรรมดีและกรรมชั่ว แต่ในบางครั้งเราไม่อาจหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นกรรมชั่วได้ ทั้งนี้เพราะการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นเรื่องของทางเลือก ดังนั้น การที่มนุษย์จะตัดสินใจเลือกกระทำกรรมใดก็ตามจะต้องยอมรับในความจริงของการกระทำว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว เพราะการที่ยอมรับในการกระทำของตน จะทำให้มีความรับผิดชอบ กระทำการด้วยความระมัดระวัง ไม่ปล่อยปละละเลย และจะทำให้เพียรพยายามหาทางแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลที่ดียิ่งขึ้น
ในกรณีที่ต้องเลือกกรรมชั่ว ก็ต้องเป็นการกระทำที่เหลือวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงได้ จึงตัดสินใจกระทำ และทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือสังคมส่วนรวม และต้องยอมรับกับตนเองว่าการกระทำนั้นเป็นบาป ต่อจากนั้น อย่าให้ใจหมกมุ่นหรือเศร้าหมองกับการกระทำ แต่ควรจะเอาบาปนั้นมาเป็นฐานของการพลิกกลับที่จะตั้งใจทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป และเมื่อนั้นเราย่อมได้กรรมที่ดีเข้ามามากขึ้นและยังเป็นการพัฒนาตนเองด้วย (พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ๒๕๓๘: ๔๙) ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า
ผู้ใดทำกรรมอันลามก ผู้นั้นย่อมปิด [ละ] เสียได้ด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ (ขุททกนิกาย ธรรมบท. ๒๕/๒๗/๒๗) หรือ
ผู้ใดเคยประมาทในตอนต้น ภายหลังเขาไม่ประมาท ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น บาปกรรมที่ทำไว้แล้ว อันผู้ใดย่อมปิดกั้นไว้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก (ขุททกนิกาย วิมานเถระ. ๒๖/๓๙๒/๓๓๕)
กล่าวโดยสรุป หลังจากการศึกษาเรื่องเจตนาทำให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเห็นว่าการฆ่าเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งรวมไปถึงการกระทำในสงครามด้วย เนื่องจากเป็นการทำปาณาติบาต แต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นไปได้ที่การฆ่าอาจมีความชอบธรรมในบางกรณี เช่น การฆ่าฝ่ายตรงข้ามเพื่อป้องกันตัว หรือป้องกันประเทศชาติ ทั้งนี้เพราะในบางครั้งชีวิตมนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางจริยธรรม ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างการรักษาหลักศีลธรรมของศาสนา และการทำตามความจำเป็นในชีวิตได้ แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำผิด หรือการฆ่านั้น ต้องกระทำอย่างมีสติและปัญญา กล่าวคือ รู้เท่าทันความเป็นจริงว่าตนกำลังทำอะไร เพราะการที่มนุษย์ระลึกรู้ในการกระทำของตน ย่อมทำให้มนุษย์มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ตลอดจนต้องยอมรับผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าด้วย
สรุปได้ว่า เหตุผลที่ยกมาสนับสนุนว่าพระพุทธศาสนาเห็นว่ามีการทำสงครามที่ชอบธรรมตามที่ปรากฏในเอกสารเชิงประวัติศาสตร์ต่าง ๆ นั้น เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ายังมีน้ำหนักไม่เพียงพอ ขณะที่เหตุผลเรื่องปาณาติบาตที่บุคคลทั่วไปคิดว่าสามารถนำมาสนับสนุนความคิดที่ว่า พระพุทธศาสนาไม่มีคำสอนเกี่ยวกับสงครามที่เป็นธรรมนั้น ก็ไม่สามารถชี้ชัดว่าในบางกรณีพระพุทธศาสนาปฏิเสธสงครามที่เป็นธรรมเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากพระพุทธศาสนายอมรับความเป็นจริงของมนุษย์ที่ต้องเผชิญความขัดแย้งทางจริยธรรม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบางเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับสงครามที่เป็นธรรม แต่สงครามเหล่านี้ ซึ่งเป็นบาปจะถือว่ามีความชอบธรรมในการปฏิบัติได้ก็ต่อเมื่อมีเจตนาที่ไม่เบียดเบียนมุ่งร้าย ห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวง ประกอบด้วยสติปัญญา
***
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา. (๒๕๒๕). พระไตรปิฎกฉบับหลวง. เล่มที่ ๑-๔๕. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมการศาสนา.
ดิเรก ชัยนาม. (๒๕๐๙). ความสัมพันธ์ระว่างประเทศ เล่ม ๒. (พิมพ์ครั้งที่ ๑). กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.
ธรรมปิฎก, พระ (ป.อ.ปยุตฺโต). (๒๕๓๘). ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร? การทำแท้งในทัศนะของพระพุทธศาสนา. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพฯ : บริษัท สหธรรมิก จำกัด.
บุญถึง ชุตินฺธโร, พระมหา. ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕. ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. สัมภาษณ์.
ประยูร ธมมฺจิตโต (มีฤกษ์), พระมหา. (๒๕๓๒). พุทธวิธีสร้างสันติภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ ๑). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊พ.
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๓๖). เทศนาเสือป่า. (พิมพ์ครั้งที่ ๙). กรุงเทพฯ: บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด.
กรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. (๒๕๒๕). ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์. เล่ม ๓ พ.ศ. ๒๔๗๕ - ปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์. (คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๕).
สารีบุตรเถระ, พระ. (๒๕๔๒). สารัตถทีปนี ฎีกาพระวินัย ภาค ๑ และภาค ๒. (สิริ เพ็ชรไชย, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพยวิสุทธิ์.
สุชีพ ปุญญานุภาพ. (๒๕๓๙). พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน. (พิมพ์ครั้งที่ ๑๖). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์.
The Christian Classics Ethereal Library. (2000). St. Thomas Aquinas : The Summa Theologica. [Online]. Available: http://www. ccel.org/a/aquinas/summa/home.html [2000, October 11].
The Internet Encyclopedia of Philosophy. (1998). Just War Theory [Online]. Available: http://www.utm.edu/research/ iep/j/justwar.htm [2000, October 13].