พุทธจริยศาสตร์กับแนวคิดเรื่องสงครามที่เป็นธรรม
 

ที่ม?: หนังสื?“รวมบทความและรายงานพิเศษ ศาสนาและปรัชญา?
ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โด?ดวงเด่?นุเรมรัมย์
นักศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษ?สาขาจริยศาสตร์ศึกษ?nbsp;
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล


***

               การที่มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคม และดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอดนั้น ย่อมจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกั?ซึ่งในบางครั้งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์มิได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น หรือเป็นระเบียบแบบแผ?ทั้งนี?เนื่องมาจากความแตกต่างกันของมนุษย์ในหลาย ?ด้าน ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อ?การศึกษา และพื้นฐานทางความคิด เป็นต้?จากความแตกต่างดังกล่าวนี?บางครั้งก่อให้เกิดความขัดแย้?และรูปแบบหนึ่งของการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ก็คื?“สงคราม”

               จากการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาต?การทำสงครามดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ?ซึ่งนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบันการทำสงครามมีมูลเหตุนานาประกา?อาทิ การต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงหรือแสวงหาอำนา?สงครามเพื่อรักษาดุลอำนาจ สงครามกลางเมือ?บ้างก็เป็นไปในรูปสงครามจักรวรรดินิยม เพื่อขยายอำนาจอิทธิพ?และดินแด?และบ้างก็เป็นสงครามในแบบป้องกันตัว (ทหารมองสงครามโลก, ๒๕๓๔: ๒๔)

               สำหรับประเทศไท?ยึดถือนโยบายการใช้กำลังทหารเพื่อการป้องกันตนเองเป็นหลั?รัฐบาลไม่มีนโยบายรุกรานผู้ใด และไม่มีนโยบายที่จะส่งกำลังทหารออกไปปฏิบัติการนอกประเท?เว้นแต่เมื่อมีความจำเป็นอย่างแท้จริง เช่นการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อประเทศพันธมิต?หรือเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศ (กรมศิลปากร, ๒๕๒๕: ๑๓? ดังจะเห็นได้ว่ามีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ หมวด ?ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตร?๗๒ ความว่?

               รัฐจะต้องจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติและการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ

               ท่าทีดังกล่าวดูจะสอดคล้องกับความเป็น “เมืองพุทธ” ของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญกับความเมตตากรุณ?อหิงสา สันติภาพ และการให้อภั?อีกทั้งพระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่ห้ามการฆ่าทุกสิ่งที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉานอื่??ดังจะเห็นได้ในศีลข้อหนึ่งที่ว่?“ปาณาติปาต?เวรมณี” (ทีฆนิกาย ปาฏิวรรค. ๑๑/๒๘?๑๙? ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้วว่?การฆ่าสัตว์ทุกชนิดที่มีชีวิตมีแต่ความเสียหายแก่มนุษย์โลก เสียหายแก่ตัวผู้ฆ่าเอง เสียหายแก่สังค?และเสียหายแก่ผู้ถูกฆ่า (ดิเร?ชัยนาม, ๒๕๐๙: ๔๙?

               อย่างไรก็ตาม ในอันที่จริงแล้วก็ยังมีช่วงเวลาที่ประเทศไทยใช้หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา มาสร้างความชอบธรรมให้กับการทำสงครามเช่นกัน กล่าวคือ ในช่วงระยะสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที?? ทรงประกาศสงครามกับเยอรมน?และออสเตรี?ฮังการ?สมเด็จพระมหาสมณเจ้?กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพิจารณาเห็นว่าการสงครามครั้งนี้เป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรมตามหลักพระพุทธศาสน?ทั้งนี้เพราะจุดมุ่งหมายของสงครามครั้งนี้อยู่ที่การปกป้องรักษาธรร?ดังที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้?กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีรับสั่งว่?

               สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้?ในนามแห่งประเทศสยา?ทรงตัดความสัมพันธ์ฉันมิต?และประกาศสงครามกับจักรวรรดิเยอรมัน และฮังการี-ออสเตรีย ทรงยกเลิกสันติภาพเพราะพระองค์ทรงประสงค์จ?ธำรงรักษาความชอบธรรมระหว่างประเทศเมื่อบุคคลระลึกถึงพระพุทธพจน์ ที่ว่า 'บุคค?ควรสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต เมื่อสถานการณ์เรียกร้อ?ให้รักษาธรรม' นโยบายอื่นใด นอกจากประกาศสงคราม ก็ใช้ปฏิบัติไม่ได้ (สมเด็จพระมหาสมณเจ้?กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (???) อ้างถึงใ?พระมหาประยูร ธมฺมจิตฺโต, ๒๕๓๒: ๔๑)

และสำหรับรัชกาลที่ ?ก็ได้ทรงแสดงทรรศนะเกี่ยวกับพระพุทธศาสนากับความชอบธรรมในการทำสงครามไว?ดังจะพิจารณาได้จากพระราชนิพนธ์ เรื่องเทศนาเสือป่า ใจความตอนหนึ่งดังนี้

               ผู้ที่กระทำการในหน้าที่นักรบ บางคนเขาก็กล่าวว่าจะประพฤต?อยู่ในทางธรรมไม่ได้อยู่เองแล้ว โดยเหตุที่กิจธุระโดยตรงซึ่งจะต้องกระทำก็คือการฆ่าค?ซึ่งเป็นของผิดด้วยศีลองค์ที่หนึ่งของพระพุทธศาสนาอยู่แน่แท้แล้ว เพราะฉะนั้นนักรบก็เป็นอันถือศีลไม่ได้อยู่เองแล้ว ข้อนี้ผู้ที่แลดูพระพุทธศาสนาโดยเผิ??ชอบหยิบยกเอามาพู?และชาวเราที่แสดงตนเป็นพุทธศาสนิกชนก็พลอยอือออกับเขาไปด้ว?แท้จริงพระพุทธเจ้าของเราย่อมทรงเข้าพระทั?อยู่ดีว่าการป้องกันชาติบ้านเมืองเป็นความจำเป็นโดยแท้ และผู้ที่มีหน้าที่กระทำกิจการเช่นนั้?จะนับว่าเป็นบุคคลที่ประกอบการเลี้ยงชีพโดยไม่ชอบธรรมนั้?หามิได?ข้อที่ควรอ้างเป็นพยานได้มีอยู่หลายประการเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นได้ว่?การรบเพื่อป้องกันชาติบ้านเมืองไม่เป็นข้อที่พระพุทธองค์ทรงห้ามปรามเลย ถ้าทรงห้ามปรามหรือแม้ไม่ทรงเห็นชอบด้วยแล้ว ที่ไหนเลยจะทรงบังคับให้ทหารซึ่งหนีจากกองทัพของพระเจ้าพิมพิสารเข้าไปอุปสมบทนั้น สึกออกไป เข้ารับราชการในกองทัพตามเดิม ทั้งในพระวินัยบัญญัติก็มีคำอนุญาตไว้ชัดเจนให้พระภิกษุไปกับกองทัพได?เพื่อกระทำกิจการเทศนาสั่งสอนทหาร ควรมีขีดอยู่แต่เพียงว่าไม่ให้อยู่ในกองทหารติ??กันเกินกว่??ราตรีเท่านั้?อีกประการหนึ่ง พระสงฆ์ประน้ำมนต์ธงชัยและทหา?กับทั้งลงเลขยันต?ในเครื่องรางต่าง ?เป็นแบบธรรมเนียมมีติดต่อมาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงทุกวันนี้ ถ้าพระพุทธองค์ไม่ทรงพอพระทัยในกิจเช่นนี้ จะมิได้มีข้อห้ามไว้ในพระวินัยบัญญัติแล้วหรือ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๓๖: ๕๘-๕๙)

               ด้วยเหตุที่ว่า ดูจะมีความขัดแย้งระหว่างคำสอนในศาสนาพุทธ และการนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การทำสงครา?จึงทำให้เกิดคำถามว่าแท้จริงสามารถใช้คำสอนของพระพุทธศาสนามาสนับสนุนการทำสงครามได้หรือไม?ด้วยเหตุใด และในกรณีที่ศาสนาพุทธยินยอมให้มีการทำสงครามได้ จะยอมรับในเงื่อนไขใดบ้าง อีกนัยหนึ่งคือ ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนาเมื่อใดการทำสงครามจึงชอบธรรม ทั้งนี้การศึกษาจะพิจารณาทรรศนะในบริบทสังคมไทยร่วมสมัยที่สนับสนุน และคัดค้านความคิดที่ว่าพระพุทธศาสนายอมรับเรื่องสงครามที่เป็นธรรมด้วย

               จากการทบทวนแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องพบว่า ทรรศนะเกี่ยวกับการยอมรับการมีอยู่ของสงครามที่เป็นธรรมของพระพุทธศาสนาสามารถแบ่งได้สองกลุ่?กล่าวคือ กลุ่มที่เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับการมีอยู่ของสงครามที่เป็นธรร?และกลุ่มที่เห็นว่ามีสงครามที่เป็นธรร?/p>

               ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมูลเหตุของสงครามในทรรศนะของพระพุทธศาสนา ทั้งที่พบโดยตรงในเอกสารซึ่งนักวิชาการต่า??ได้กล่าวถึงไว้ และที่วิเคราะห์ได้จากเรื่องราวของสงครามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้?พบว่ามีแต่แนวคิดที่น่าจะโน้มเอียงไปทางจุดยืนที่ว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับว่ามีสงครามที่เป็นธรร?ทั้งนี้เพราะว่าข้อมูลที่ได้ต่างชี้ว่าสงครามต่า??ล้วนแต่เกิดจากอกุศลมูลทั้งสิ้น ผลที่ตามมาก็คือว่าการทำสงครามใ??ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ดังที่เกณฑ์หลักในการวินิจฉัยความถูกผิดของการกระท?ระบุองค์ประกอบหนึ่งว่าเกี่ยวข้องกับลักษณะของเจตนาว่าประกอบด้วยกุศลมูลหรืออกุศลมู?หากประกอบด้วยกุศลมูล ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้อง หากประกอบด้วยอกุศลมู?ก็เป็นการกระทำที่ผิด นอกจากนี้สามารถกล่าวได้ว่า การมีเจตนาเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการทำสงครามเป็นการผิดศีลข้อปาณาติบา?

               อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามความเป็นจริ?การพิจารณามูลเหตุของสงครามในลักษณะดังกล่าวน่าจะแคบไป ทั้งนี้เพราะมีกรณีของการทำสงครามเพื่อป้องกันตนเองจากการรุกรา?หรือเพื่อช่วยเหลือประเทศอื่นจากการรุกราน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการทำสงครามเช่นนี้อาจจะมีมูลเหตุจากความเมตตา ที่ไม่ต้องการให้ประเทศชาติถูกรุกรา?ไม่ต้องการให้ญาติพี่น้องหรือสมาชิกในสังคมต้องถูกข้าศึกข่มเหง เหตุผลของการทำสงครามเช่นนี้จึงน่าจะเป็นไปตามหลักพรหมวิหา?ทั้งนี้นอกจากเรื่องของความเมตตากรุณาแล้ว บางครั้งยังมีการอ้างถึงการสละชีวิต เพื่อรักษาธรรม ว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เจตนานั้นอยู่บนพื้นฐานของกุศลมู?ไม่ถือเป็นปาณาติบา?

               ดังนั้?จะเห็นได้ว่าเรื่องเจตนาเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาเพื่อตัดสินว่?พระพุทธศาสนายอมรับว่ามีสงครามที่เป็นธรรมหรือไม?คำถามที่สำคัญก็คือว่าสงครามที่เกิดจากเจตนาที่จะเบียดเบีย?เช่น แย่งชิงดินแด?ผิดศีลข้อปาณาติบาต แต่สงครามที่เกิดจากเจตนาที่จะช่วยเหลือคนกลุ่มหนึ่งหรือต้องการรักษาสิ่งมีค่?เช่น พระธรร?ด้วยการเบียดเบียนคนอีกกลุ่มนั้?ถือว่าผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม?

               ทั้งนี้ก่อนที่จะพิจารณาคำถามนี้โดยตร?ควรที่จะพิจารณาเหตุผลอื่??ที่ยกมาเพื่อสนับสนุนว่าการทำสงครามเพื่อรักษาประเทศชาติหรือเพื่อรักษาธรรม ไม่ถือว่าผิดศีลธรร?ซึ่งในบทความนี้จะขอศึกษาเฉพาะที่ปรากฏใ?เทศนาเสือป่า เนื่องจากมีเหตุผลที่แสดงจุดยืนในประเด็นดังกล่าวได้ชัดเจน เหตุผลดังกล่าวได้แก่

               ? พระพุทธเจ้าทรงขอให้ทหารซึ่งหนีจากกองทัพของพระเจ้าพิมพิสารเข้าไปอุปสมบทนั้น ลาสิกขาบทออกไปเข้ารับราชการในกองทัพตามเดิม

               ? พระวินัยบัญญัติอนุญาตให้พระภิกษุไปกับกองทัพเพื่อกระทำกิจการเทศนาสั่งสอนทหารได้ และมีข้อจำกัดอยู่แต่เพียงไม่ให้อยู่ในกองทหารติ??กันเกินกว่??คื?

                ? พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามชัดเจนเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ในการลงเลขยันต์ในเครื่องรางต่า??ให้แก่ทหารที่ไปร?

                ? พระพุทธพจน์ที่ว่?'บุคค?ควรสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต เมื่อสถานการณ์เรียกร้อ?ให้รักษาธรรม' [นรชนพึงสละทรัพย์เพราะเหตุแห่งอวัยวะอันประเสริฐ เมื่อจะรักษาชีวิตไว้ พึงสละอวัยวะ เมื่อระลึกถึงธรร?พึงสละทั้งอวัยวะ ทั้งทรัพย์ และแม้ชีวิตทั้งหมด (ขุททกนิกาย ชาดก. ๒๘/๓๘?๙๙)]

                หากเหตุผลเหล่านี้น่าเชื่อถือ ก็จะเพิ่มน้ำหนักให้ฝ่ายที่เชื่อว่าพระพุทธศาสนายอมรับว่ามีสงครามที่เป็นธรรม แต่หากไม่น่าเชื่อถือการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับเจตนาข้างต้นก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ดังนั้?เพื่อให้การพิจารณาในประเด็นดังกล่าวข้างต้นมีความชัดเจนขึ้น ผู้เขียนจึงได้ศึกษาบทบัญญัติในพระไตรปิฏก เพื่อนำมาประกอบการพิจารณ?

                ประการที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงขอให้ทหารซึ่งหนีจากกองทัพของพระเจ้าพิมพิสารเข้าไปอุปสมบทนั้น ลาสิกขาบทออกไปเข้ารับราชการในกองทัพตามเดิม

                ในพระวินัยปิฎก เล่ม ?มหาวรร?ภา??ได้กล่าวถึงพุทธมติในเรื่องการสงครามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยไว้สำหรับภิกษ?เรื่องห้ามบวชให้แก่ข้าราชการหรือทหาร (วินัยปิฎ?มหาวรร? ?๑๐?๑๑? เนื่องจากในสมัยพุทธกาลมีข้าราชการและทหารหนีราชการมาบวชเป็นจำนวนมากทำให้ทางราชการได้รับความเสียหา?ขาดแคลนกำลังพลในการบริหารและป้องกันประเท?และสาเหตุอีกประการหนึ่งคือ พระเจ้าพิมพิสารทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นพระวินัย ห้ามมิให้พระภิกษุบวชให้กับคนที่เป็นข้าราชการที่ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญช?เพราะอาจมีกษัตริย์ที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเบียดเบียนภิกษุเหล่านั้นได?จากพระวินัยข้อนี้ก่อให้เกิดธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมาถึงปัจจุบันนี้ว่า ข้าราชการทุกหมู่เหล่าที่จะบว?ต้องขออนุญาตและได้รับความเห็นชอบจากทางราชการในการลาบวชเสียก่อน

               จากการศึกษาพระไตรปิฎ?อาจกล่าวได้ว่าไม่มีปรากฏว่ามีเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ข้าราชการที่หนีมาบวชลาสิกขาบทออกไปรับราชการตามเดิ?มีแต่เพียงการกล่าวถึงสาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นพระวินัยห้ามบวชให้ข้าราชการ คื?การที่ข้าราชการหนีมาบวชทำให้เสียราชการ และพระเจ้าพิมพิสารเกรงว่ากษัตริย์ที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอาจทำร้ายพระสงฆ์ได้ จึงได้ทูลขอพระพุทธเจ้าให้บัญญัติเป็นพระวินัยห้ามบวชให้แก่ข้าราชการ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากกษัตริย์หรือผู้มีอำนาจแทนพระองค์เสียก่อ?

               ประการที่สอง พระวินัยบัญญัติอนุญาตให้พระภิกษุไปกับกองทัพเพื่อกระทำกิจการเทศนาสั่งสอนทหารได้ และมีข้อจำกัดอยู่แต่เพียงไม่ให้อยู่ในกองทหารติ??กันเกินกว่??คื?

               จากการศึกษาพระไตรปิฎ?ไม่มีการกล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับกิจของพระสงฆ์ในการไปเทศนาสั่งสอนทหารในกองทัพ และจากการค้นคว้าเอกสารเชิงประวัติศาสตร์พบว่าการที่พระสงฆ์ไปเทศนาสั่งสอนทหารในกองทั?เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง (กองทัพอากา? ๒๕๐๑, ๔๕) สำหรับประเทศไท?การที่พระสงฆ์เข้าไปเทศนาในกองทัพนั้น ก็ไม่ได้เป็นการสั่งสอนให้ทหารออกไปฆ่าค?หากแต่เป็นการสั่งสอนให้ทหารมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่?(ภิกข?ปัญญานันทะ: ๒๕๐๓, ๑๐?

               อย่างไรก็ด?ในพระวินัยปิฎก เล่ม ?มหาวิภังค์ ทุติยภาค กล่าวถึงพุทธมติของพระพุทธเจ้าในเรื่องการสงคราม ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุสงฆ์ไว้ว่า ภิกษุรูปใดดูการยกกองทั?ถือว่าต้องอาบัติปาจิตตีย?(วินัยปิฎ?มหาวิภังค์ ทุติยภาค. ?๕๖?๔๙? แต่ในกรณีที่พระสงฆ์มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าไปในกองทัพ พระพุทธเจ้าก็ทรงผ่อนปรนอนุญาตให้ไปในกองทัพได้เมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น ในพระไตรปิฎก กล่าวถึง การที่ภิกษุรูปหนึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางไปเยี่ยมลุงซึ่งกำลังป่วยหนักในกองทัพ จึงได้เล่าถึงเหตุจำเป็นและทูลถามพระพุทธเจ้?ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ไปในกองทัพได้เมื่อจำเป็?(วินัยปิฎ?มหาวิภังค์ ทุติยภาค. ?๕๖?๔๙? อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปค้างแรมในกองทัพนั้?พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้อยู่ได้ไม่เกินสามคืนเท่านั้?และในคืนที่สี่หลังจากพระอาทิตย์ตกดินแล้วภิกษุยังไม่ออกจากกองทั?ถือว่าต้องอาบัติปาจิตตีย?(วินัยปิฎ?มหาวิภังค์ ทุติยภาค. ?๕๖?๕๐? นอกจากนี?ในขณะที่ภิกษุจำเป็นต้องอยู่ในกองทั?ห้ามดูเขารบกัน ดูการตรวจพ?หรือดูการจัดกระบวนกองทัพด้วย (วินัยปิฎ?มหาวิภังค์ ทุติยภาค. ?๕๗?๕๐?

               จากการศึกษาพระไตรปิฎ?อาจกล่าวได้ว่าไม่ปรากฏพระวินัยบัญญัติที่ห้ามพระสงฆ์อยู่ในกองทัพเกินเจ็ดวัน แต่มีเพียงอนุญาตให้อยู่ในกองทัพได้ไม่เกินสามคืนเท่านั้?ซึ่งเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ไปในกองทัพได้นั้นก็ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความจำเป็?เช่น เยี่ยมญาติที่ป่วยในกองทั?ไม่ใช่เรื่องของการไปเพื่องานเกี่ยวกับสงครา?อีกทั้งการที่พระพุทธเจ้าทรงไม่อนุญาตให้อยู่ในกองทัพเกินสามคืนนั้?ก็เพื่อป้องกันคำติเตียนจากชาวบ้านผู้พบเห็น ดังนั้นพระองค์จึงบัญญัติเป็นข้อห้ามในพระวินั?

               ประการที่สาม พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ในการลงเลขยันต์ในเครื่องรางต่า??ให้แก่ทหารที่ไปร?ในพระสุตตันตปิฏก เล่ม ?ทีฆนิกาย สีลขันธวรร?ได้กล่าวถึงพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้?ความว่?

               ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชี?โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิช?เช่นอย่างสมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพว?ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้?ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิช?เห็นปานนี้ คื?ทายอวัยว?ทายนิมิต ทายอุปบา?ทำนายฝัน ?เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผ?เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน… (ทีฆนิกาย สีลขันธวรร? ?๑๑?๖๔)

               จากพุทธพจน์ข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติมิให้ภิกษุเลี้ยงชีพด้วยการกระทำดังกล่าวข้างต้?อันรวมถึงข้อห้ามมิให้ภิกษุกระทำการลงเลขยันต์ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นติรัจฉานวิช?ดังนั้นการยกเหตุผลว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงห้าม หรือไม่ได้บัญญัติเป็นพระวินัยเกี่ยวกับการห้ามทำเครื่องรางหรือยันต์นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากพระไตรปิฎกระบุไว้ชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นติรัจฉานวิช?

               อนึ่?จากการศึกษาเอกสารเชิงประวัติศาสตร์ การทำเครื่องรางหรือยันต์ มิใช่พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หากแต่เป็นเป็นธรรมเนียมประเพณีของศาสนาพราหมณ?ซึ่งมีมาก่อนการกำเนิดขึ้นของพระพุทธศาสนา ต่อมาภายหลังจากศาสนาพุทธถือกำเนิดขึ้นในโลก จึงมีผู้ผสมผสานแนวคิดและพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์เข้าเป็นวิถีปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เช่น การทำเครื่องรางของขลัง การทำให้อยู่ยงคงกระพัน และการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นต้?(กองทัพอากา? ๒๕๐๑, ๑๕)

               ประการที่สี่ พระพุทธพจน์ที่ว่?'บุคค?ควรสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต เมื่อสถานการณ์เรียกร้องให้รักษาธรร?

               จากพระพุทธพจน์ที่กล่าวถึ?“การสละชี?เพื่อรักษาธรรม” ซึ่ง “ธรรม” ในที่นี้หมายความถึ?“บรมสุข หรือนิพพาน” ซึ่งเป็นเรื่องของการสละชีวิตในทางโลก หรืออุทิศตนเพื่อแสวงหาความจริงอันสูงสุ?และนำความจริงที่ค้นพบเหล่านั้นมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงทุกข์ อันได้แก?เกิด แก?เจ็บ และตาย (พระมหาบุญถึง ชุตินฺธโ? สัมภาษณ์ ๒๕ ?? ๔๕) ดังนั้?การยกเรื่อ?“การสละชีวิตเพื่อรักษาธรร?#148; ไปสนับสนุนการทำสงครามจึงทำไม่ได้ เพราะพระพุทธพจน์บทนี้มีจุดมุ่งหมายให้คนสละชีวิตในทางโลกเพื่อบรรลุนิพพา?มากกว่าการสละชีวิตเพื่อรักษาสถาบันทางศาสนาอย่างที่ถูกกล่าวอ้างมา

               การพิจารณาข้างต้นชี้ว่?เหตุผลที่ยกมาสนับสนุนความชอบธรรมในการทำสงครามตามที่พบในการทบทวนวรรณกรรมนั้?ไม่มีน้ำหนักที่จะแสดงได้ว่าพระพุทธศาสนายอมรับว่ามีสงครามบางครั้งที่เป็นธรร?ดังนั้?จึงควรพิจารณาในประเด็นเรื่องเจตนาในการทำสงครามเป็นสำคั?

               ในส่วนของเจตนานี?มักจะเป็นเหตุผลที่ยกมาโต้แย้งว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าสามารถจะมีสงครามใดที่เป็นธรร?ด้วยเหตุที่การทำสงครามนั้นเกี่ยวข้องกับเจตนาในการทำลายชีวิตมนุษย์เสม?หรืออีกนัยหนึ่?การทำสงครามเป็นการทำปาณาติบา?

               พระพุทธศาสนามีเกณฑ์สำหรับวินิจฉัยว่า การกระทำใดที่ถือว่าเป็นปาณาติบาตหรือไม?โดยให้พิจารณาจากองค์ประกอบต่าง ?ได้แก่ สัตว์นั้นมีชีวิต ผู้ฆ่ารู้ว่าสัตว์มีชีวิต ผู้ฆ่ามีเจตนาจะฆ่า ผู้ฆ่ามีความพยายามที่จะฆ่า และสัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น ดังนั้?การกระทำใด ?ที่ไม่ครบทั้งองค์ห้าไม่ถือเป็นปาณาติบา?(สารัตถทีปน?ฎีกาพระวินัย ภา?? ๒๕๔๒: ๓๗?

               จะเห็นได้ว่าถึงแม้บางครั้งคนจะฆ่าผู้อื่นเพื่อป้องกันตั?หรือป้องกันผู้บริสุทธิ?หรือเพื่อความถูกต้อง แต่การฆ่านั้นย่อมครบองค์ประกอบทั้งห้?อีกนัยหนึ่งคือ แม้แต่การฆ่าเพื่อป้องกันตัวหรือผู้บริสุทธิ์ต่างก็ผิดศีลธรรมทั้งสิ้?ดังนั้?หากมีการนำเรื่องเจตนาในการป้องกันประเทศมาอ้างเพื่อให้ความชอบธรรมแก่การทำสงคราม ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าการทำสงครามนี้ไม่ผิดศีลข้อปาณาติบาต เพราะในการรบเพื่อป้องกันประเทศนั้นย่อมมีเจตนาที่จะหยุดยั้งศัตรูด้วยอาวุธ ซึ่งทำให้เกิดการทำลายชีวิต การใช้อาวุธเพื่อการดังกล่าวย่อมครบองค์ห้าของปาณาติบา?หรืออีกนัยหนึ่?เจตนาที่จะช่วยเหลือคนกลุ่มหนึ่งหรือต้องการรักษาสิ่งมีค่า เช่นพระธรร?ด้วยการเบียดเบียนคนอีกกลุ่มนั้?ถือว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต แต่ก็อาจมีข้อพิจารณาว่าวิบากของการกระทำปาณาติบาตนั้นมีมากเพียงใด กล่าวคือ ถึงแม้การฆ่าจะเป็นบา?แต่การฆ่าแต่ละครั้งก็มีโทษไม่เท่ากัน พระพุทธศาสนามีเกณฑ์สำหรับพิจารณาโทษของปาณาติบา?ว่าการกระทำแบบใดมีบาปมากหรือบาปน้อ?ดังนี้

               ? พิจารณาที่ตัวสัตว์นั้นว่ามีคุณมากหรือคุณน้อย เป็นการพิจารณาว่าสัตว์นั้น ?มีศักยภาพในการทำความดีมากหรือน้อ?ซึ่งการฆ่ามนุษย์ซึ่งถือว่ามีศักยภาพในการทำความดีมา?ก็เป็นบาปมากกว่าฆ่าสัตว์เดียรัจฉาน ซึ่งมีศักยภาพในการทำความดีได้น้อ?

               ? พิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำ ว่าทำด้วยเจตนาหรือความรู้สึกเช่นไร ถ้าผู้กระทำทำด้วยเจตนาที่รุนแร?มีความรู้สึกเกลียดชั?เคียดแค้?มุ่งร้าย มุ่งทำลา?กลั่นแกล้ง รังแ?ข่มเหง เบียดเบียน ถือว่าเป็นบาปมาก แต่ถ้ามีเจตนาไม่รุนแรงหรือมีเจตนาในทางที่ดีก็มีโทษน้อย เช่น การต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอ?

               ? พิจารณาที่ความพยายามของผู้ฆ่?ถ้ามีการเตรียมกา?มีการวางแผนการอย่างจริงจังมีขั้นตอ?ทำด้วยความมุ่งมั่นที่จะฆ่าให้ตายด้วยความอาฆาตอย่างรุนแรง ก็เป็นบาปมาก แต่ถ้าทำด้วยอารมณ์ชั่ววู?แม้จะมีกิเลสรุนแรงก็มีบาปเบากว่า (พระธรรมปิฎ?(??ปยุตฺโ?, ๒๕๓๘: ๒๔-๒๖)

               ดังนั้?จึงกล่าวได้ว่าแม้การทำสงครามจะเป็นการทำบาป แต่หากเหตุผลของการทำสงครามเป็นไปเพื่อป้องกันตั?เพื่อรักษาผู้บริสุทธิ์ หรือความถูกต้อ?บาปย่อมจะน้อยซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้พระธรรมปิฎ?(??ปยุตฺโ? (๒๕๓๘: ๔๘) ได้เสนอว่า ในกรณีที่ผู้ทำมีเจตนาไม่รุนแรง เช่น ทหารที่ทำสงครามป้องกันตัวในสนามร?โดยเป็นการทำเพื่อป้องกันตั?ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่มุ่งร้าย หรือมีเจตนาที่อาฆา?และไม่ได้มีเจตนาที่จะไปเบียดเบียนผู้อื่น ก็จะถือว่าเป็นบาปน้อ?

               นอกจากเจตนาในการทำสงครามแล้ว ความหนักเบาของการทำสงครามก็ต้องพิจารณาถึงวิธีการทำสงคราม ซึ่งจัดเป็นการกระทำหรือความเพียรพยายามที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นตายด้วย ดังนั้?เมื่อไม่มีเจตนาที่จะเบียดเบียนมุ่งร้ายในการทำสงครามแล้?วิธีการที่ใช้ในการทำสงครามต้องสอดคล้องกันด้ว?เช่น อาวุธที่ใช้ในการทำสงครามต้องเป็นอาวุธที่ไม่มุ่งเบียดเบีย?ก่อให้เกิดความทรมา?และต้องหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดผลเสียแก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครา?เช่น เลี่ยงการใช้อาวุธเชื้อโร?ซึ่งอาจทำให้ทหารที่เข้าร่วมสงครามได้รับความทรมาน อีกทั้งเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายไปสู่ประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสงครามได?หากเป็นเช่นนี้ วิบากที่เกิดจากการฆ่?การทำสงครามอาจมีไม่รุนแรงเท่าเจตนาในการฆ่าที่ใช้ความพยายามอย่างลึกซึ้ง

               อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะบาปมากหรือน้อย ก็เรียกว่าบาปเหมือนกัน ดังนั้?จึงอาจมีข้อโต้แย้งว่าแม้การทำสงครามจะบาปน้อยตามข้อพิจารณาข้างต้น แต่เราก็ไม่อาจกล่าวได้ว่ามีความชอบธรรม กระนั้นก็ด?ด้วยเหตุที่พระพุทธศาสนายอมรับความเป็นจริงของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับภาวะความขัดแย้งทางจริยธรร?บางครั้งจึงมิอาจหลีกเลี่ยงการล่วงเกินชีวิตของผู้อื่น เช่น การทำสงครามเพื่อป้องกันตัว การทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตแม?หรือการฆ่าคนคลั่งยาบ้าเพื่อช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์ การกระทำเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้กับบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็น “พุทธศาสนิกช?#148;

               เมื่อได้ศึกษาทรรศนะของพระธรรมปิฎ?(??ปยุตฺโ? (๒๕๓๘: ๔๙) เกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งทางจริยธรรมต่าง ?ที่เกิดขึ้นทำให้ทราบว่าสังคมมนุษย์เป็นสังคมที่ประกอบด้วยกรรมดีและกรรมชั่?แต่ในบางครั้งเราไม่อาจหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นกรรมชั่วได้ ทั้งนี้เพราะการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นเรื่องของทางเลือก ดังนั้?การที่มนุษย์จะตัดสินใจเลือกกระทำกรรมใดก็ตามจะต้องยอมรับในความจริงของการกระทำว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่?เพราะการที่ยอมรับในการกระทำของตน จะทำให้มีความรับผิดชอบ กระทำการด้วยความระมัดระวัง ไม่ปล่อยปละละเลย และจะทำให้เพียรพยายามหาทางแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลที่ดียิ่งขึ้?

               ในกรณีที่ต้องเลือกกรรมชั่ว ก็ต้องเป็นการกระทำที่เหลือวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงได?จึงตัดสินใจกระทำ และทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือสังคมส่วนรวม และต้องยอมรับกับตนเองว่าการกระทำนั้นเป็นบา?ต่อจากนั้น อย่าให้ใจหมกมุ่นหรือเศร้าหมองกับการกระทำ แต่ควรจะเอาบาปนั้นมาเป็นฐานของการพลิกกลับที่จะตั้งใจทำความดียิ่ง ?ขึ้นไป และเมื่อนั้นเราย่อมได้กรรมที่ดีเข้ามามากขึ้นและยังเป็นการพัฒนาตนเองด้ว?(พระธรรมปิฎ?(??ปยุตฺโ?, ๒๕๓๘: ๔๙) ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า

               “ผู้ใดทำกรรมอันลาม?ผู้นั้นย่อมปิด [ละ] เสียได้ด้วยกุศ?บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไส?เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ” (ขุททกนิกาย ธรรมบท. ๒๕/๒๗/๒๗) หรือ

               “ผู้ใดเคยประมาทในตอนต้?ภายหลังเขาไม่ประมา?ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอ?ฉะนั้น บาปกรรมที่ทำไว้แล้?อันผู้ใดย่อมปิดกั้นไว้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอ?#148; (ขุททกนิกาย วิมานเถร? ๒๖/๓๙?๓๓?

               กล่าวโดยสรุป หลังจากการศึกษาเรื่องเจตนาทำให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเห็นว่าการฆ่าเป็นสิ่งที่ผิ?ซึ่งรวมไปถึงการกระทำในสงครามด้วย เนื่องจากเป็นการทำปาณาติบา?แต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นไปได้ที่การฆ่าอาจมีความชอบธรรมในบางกรณ?เช่น การฆ่าฝ่ายตรงข้ามเพื่อป้องกันตัว หรือป้องกันประเทศชาต?ทั้งนี้เพราะในบางครั้งชีวิตมนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางจริยธรรม ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างการรักษาหลักศีลธรรมของศาสน?และการทำตามความจำเป็นในชีวิตได?แต่อย่างไรก็ตา?การกระทำผิ?หรือการฆ่านั้น ต้องกระทำอย่างมีสติและปัญญ?กล่าวคือ รู้เท่าทันความเป็นจริงว่าตนกำลังทำอะไร เพราะการที่มนุษย์ระลึกรู้ในการกระทำของตน ย่อมทำให้มนุษย์มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ตลอดจนต้องยอมรับผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าด้ว?

               สรุปได้ว่า เหตุผลที่ยกมาสนับสนุนว่าพระพุทธศาสนาเห็นว่ามีการทำสงครามที่ชอบธรรมตามที่ปรากฏในเอกสารเชิงประวัติศาสตร์ต่าง ?นั้น เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ายังมีน้ำหนักไม่เพียงพ?ขณะที่เหตุผลเรื่องปาณาติบาตที่บุคคลทั่วไปคิดว่าสามารถนำมาสนับสนุนความคิดที่ว่า พระพุทธศาสนาไม่มีคำสอนเกี่ยวกับสงครามที่เป็นธรรมนั้น ก็ไม่สามารถชี้ชัดว่าในบางกรณีพระพุทธศาสนาปฏิเสธสงครามที่เป็นธรรมเช่นกั?ทั้งนี้เนื่องจากพระพุทธศาสนายอมรับความเป็นจริงของมนุษย์ที่ต้องเผชิญความขัดแย้งทางจริยธรร?อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบางเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับสงครามที่เป็นธรรม แต่สงครามเหล่านี?ซึ่งเป็นบาปจะถือว่ามีความชอบธรรมในการปฏิบัติได้ก็ต่อเมื่อมีเจตนาที่ไม่เบียดเบียนมุ่งร้าย ห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปว?ประกอบด้วยสติปัญญา

***

บรรณานุกรม

กรมการศาสน? (๒๕๒๕). พระไตรปิฎกฉบับหลวง. เล่มที??๔๕. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมการศาสน?

ดิเร?ชัยนาม. (๒๕๐๙). ความสัมพันธ์ระว่างประเทศ เล่ม ?/u>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไท?

ธรรมปิฎก, พร?(??ปยุตฺโ?. (๒๕๓๘). ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไ?ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร? การทำแท้งในทัศนะของพระพุทธศาสน?/u>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ : บริษัท สหธรรมิก จำกั?

บุญถึง ชุตินฺธโ? พระมหา. ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕. ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิ?มหาวิทยาลั?จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. สัมภาษณ์.

ประยูร ธมมฺจิตโ?(มีฤกษ์), พระมหา. (๒๕๓๒). พุทธวิธีสร้างสันติภา?/u>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้?กรุ๊?

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หั? พระบาทสมเด็จพร? (๒๕๓๖). เทศนาเสือป่า. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: บริษัท อักษรเจริญทัศน?จำกั?

กรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาต? (๒๕๒๕). ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร? เล่ม ??? ๒๔๗๕ - ปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์. (คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร?๒๐?ปี จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐?ปี พุทธศักราช ๒๕๒๕).

สารีบุตรเถระ, พร? (๒๕๔๒). สารัตถทีปน?ฎีกาพระวินัย ภา??และภาค ?/u>. (สิริ เพ็ชรไชย, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพยวิสุทธิ?

สุชี?ปุญญานุภาพ. (๒๕๓๙). พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาช?/u>. (พิมพ์ครั้งที?๑๖). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์.

The Christian Classics Ethereal Library. (2000). St. Thomas Aquinas : The Summa Theologica. [Online]. Available: http://www. ccel.org/a/aquinas/summa/home.html [2000, October 11].

The Internet Encyclopedia of Philosophy. (1998). Just War Theory [Online]. Available: http://www.utm.edu/research/ iep/j/justwar.htm [2000, October 13].

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 8:10 PM