ทำไมเราควรศึกษาวิชาปรัชญ?/div>
 
 

ตั้งแต่กรีกสมัยโบราณ ปรัชญาตะวันตกเป็นวิชาที่ศึกษากันแพร่หลายในมหาวิทยาลัยในยุโรปและอเมริกา แม้ปัจจุบันวิชาการต่าง ?จะแยกออกจากวิชาปรัชญาแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังเรียกผู้ที่จบการศึกษาวิชาสาขาต่าง ?ในขั้นสูงสุดว่?Doctor of Philosophy หรือ Ph.D. (Philosophiae Doctor) ปัญหาที่เราอดจะถามไม่ได้ คื?ทำไมเราควรศึกษาวิชาปรัชญาด้ว? มีเหตุผลหลายประการ เหตุผลประการหนึ่งก็คือ วิชานี้มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมา?ที่เน้นข้อนี้ก่อ?เพราะคนส่วนมากมักคิดว่าวิชาปรัชญาไม่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันเล?ก่อนที่จะชี้ให้เห็นว่าวิชานี้มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร เราควรเข้าใจก่อนว่าอะไรที่ทำให้วิชาแต่ละวิชามีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน? คงไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่าข้อเท็จจริ?(facts) ซึ่งเราเรียนรู้จากวิชาต่าง ?ลองถามพวกบัณฑิตแต่ละปีซิว่?ได้ใช้ข้อเท็จจริงที่เล่าเรียนมาในชีวิตประจำวันบ่อยหรือเปล่? ผู้ที่ประกอบอาชีพตามทางที่เล่าเรียนมาโดยตรงก็จะตอบว่?ได้ใช้สิ่งนั้นในอาชีพของตน แต่ก็จะมีบัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่รับว่าลืมความรู้ที่เคยเล่าเรียนมาหมดแล้ว ดังนั้?จึงไม่สามารถนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าวิชาต่าง ?(นอกจากวิชาชี? ที่เล่าเรียนมาไม่มีประโยชน์เลย ในหนังสื?The Aims of Education อัลเฟร?ไว้ท์เฮด (Alfred N. Whitehead) อธิบายว่?การศึกษาคือสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ เมื่อเราลืมสิ่งที่เล่าเรียนมาแล้?สิ่งที่คงเหลืออยู่ในตัวเรา (หากเราศึกษาวิชาปรัชญ? ก็คือนิสัยในการคิด การพูด และการกระท?ปรัชญาไม่ได้ให้สิ่งที่เรียกว่าข้อเท็จจริงแก่ผู้ศึกษา เช่นวิชาวิทยาศาสตร?เพราะว่านักปรัชญาสนใจคนละสิ่งกับวิทยาศาสตร?สิ่งที่นักปรัชญาสนใจไม่ใชสิ่งที่จะหาคำตอบได้ง่าย หรือคำตอบตายตัวแน่นอ?นักปรัชญาแต่ละคนมีความเห็นแตกต่างกัน ปรัชญาเป็นเรื่องของการใ้ช้ความคิ?หากคนคิดเหมือนกันหมดก็ไม่มีความคิดขึ้น ผู้ศึกษาปรัชญาไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกับความคิดของนักปรัชญาที่ศึกษา แต่ต้องการปลูกฝังให้เกิดนิสัยต่า??เช่น นิสัยในการการแสวงหาความรู้ และนิสัยของการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง (ซึ่งจะทำให้นักศึกษาไม่เป็นเหยื่อของขนบธรรมเนีบ?ประเพณ?ศาสน?และความเชื่อต่าง ?ที่มีอยู่ในสังคม) และมีความเชื่อที่ม?เหตุผลของตนเอง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเหตุผลที่เกิดขึ้นในตัวผู้ศึกษาเท่านั้?แต่รวมถึงเหตุผลที่ผู้อื่?(เช่นนักปรัชญาที่ศึกษ? เสนอมา และเขายอมรับหลังจากที่ได้คิดทบทวนพิจารณาแล้วอย่างรอบคอ?ดังนั้?ผู้ที่ศึกษาปรัชญาจึงไม่จำเป็นจะต้องมีโลกทัศน?(? โลกทัศน์ : World-view หมายถึ?ความเชื่อต่า??ที่แต่ละคนมีอยู่) ที่แตกต่างจากคนอื่?เขาอาจมีโลกทัศน์ที่คนทั่??ไปมีอยู่ก็ได?หากเขาเห็นด้วยกับทัศนะนั้นหลังจากที่ตรวจสอบพิจารณาดูพื้นฐานของโลกทัศน์นั้นแล้ว และรับมาเป็นของต?

เราไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ทั้ง ?ที่ไม่เคยศึกษาวิชาปรัชญา แต่เราก็ต้องยอมรับด้วยว่ามีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่ยังไม่มีโอกาสได้สร้างนิสัยวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดขึ้นในตัวเอ?วิชาปรัชญาช่วยให้บุคคลเหล่านี้ (ซึ่งเติบโตมาในสังคมที่ประกอบด้วยวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณ?และความเชื่อต่าง ?ที่มีอยู่ก่อนการเกิด และการเจริญเติบโตของเข? เริ่มสร้างนิสัยของการวิพากษ์วิจารณ?(โดยกระตุ้นให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริ?หรือคุณค่าของสิ่งต่า??เหล่านั้? และให้รู้จักตีค่าสิ่งที่ศึกษาเล่าเรียนมา

คนมักจะพูดว่?วิชาปรัชญา่ทำให้ผู้ศึกษาหมดความเชื่อในขนบธรรมเนียมประเพณีต่า??ไม่มีศรัทธาในสิ่งใดแม้แต่ศาสนา มีแต่ความสงสัย (skepticism) หากเราเป็นคนช่างสังเกต จะเห็นว่ามีคนหลายคนที่หมดศรัทธาในความเชื่อเก่า ?ของตนโดยไม่ได้ศึกษาปรัชญาเลย เป็นการนอกประเด็?หากจะค้นหาสาเหตุที่ทำให้บุคคลเหล่านี้หมดความเชื่อในสิ่งที่เคยเชื่อถือมาก่อ?ในที่นี้ต้องการจะชี้ให้เห็นแต่เพียงว่า สิ่งที่บุคคลเหล่านี้แสวงหาคื?ความจริงที่ไม่ขัดกับประสบการณ์ของต?หากมีโอกาสได้ศึกอ่าน ได้ศึกษาปรัชญาและพิจารณาดูความสงสัยและปัญหาต่า??ที่มีอยู่ในตัวเขาด้วยวิธีการทางปรัชญ?ก็มีทางที่เขาจะมีความเชื่อ และค่านิยมที่เหตุผลของเขาเองสนับสนุน ดังนั้?เราเห็นได้ว่าปรัชญาไม่ใช่เป็นวิชาที่มุ่งหมายสร้างคนให้หมดศรัทธาในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ช่วยให้ผู้ศึกษามีความเป็นเอกลักษณ์ของคนในทางปัญญา จิตใจวิพากษ์วิจารณ์ที่ปรัชญาสร้างให้เกิดเป็นนิสัยในตัวเรานั้?มีจุดหมายในทางสร้างสรรค์ต้องการให้ได้คำตอบที่ถูกต้องและที่เป็นจริง เพราะว่าปัญญาของเราไม่พอใจแต่เพื่อการวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อต่าง ?เท่านั้น แต่ต้องการมีความเชื่อที่ถูกต้องด้ว?

นอกจากนั้น ปรัชญายังมีความมุ่งหมายที่จะฝึกฝนผู้ศึกษาให้มีวินัยในความคิด คื?ให้คิดอย่างมีประเด็นและมีเหตุผ?เหตุผลเป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้?วิชาอื่น เช่น คณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร?ก็มีความมุ่งหมายเช่นนี?แต่ปรัชญาต่างกับวิชาเหล่านี้ในข้อที่ปรัชญาช่วยให้เรามีความคิดกระจ่าง และเป็นประเด็นใน สิ่งที่มีอยู่ในตัวเร?และที่เรามักมีอคติอยู่แล้ว เมื่อเราเรียนเกี่ยวกับเส้น หรือจุ?หรือตัวเลข เรามักมีความกระจ่างในสิ่งต่า??เหล่านั้นอยู่แล้?หรือหากไม่มีความกระจ่างในความคิดทางคณิตศาสตร?หรือวิทยาศาสตร?เราก็อาจหาความกระจ่างได้ด้วยการดูคำจำกัดความ หรือคำอธิบายต่าง ?ที่นักคณิตศาสตร์ หรือนักวิทยาศาสตร์ให้ไว้ แต่เมื่อเราศึกษาความคิดทางปรัชญา เช่น เสรีภา?ความถูกหรือความยุติธรร?เราต้องเข้าใจความคิดเหล่านี้อย่างชัดเจนด้ว?ความพยายามของเราเอ?เรามักไม่มีอคติต่อทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร?แต่น้อยคนที่จะไม่มีอคติเกี่ยวกับความคิดเรื่องความดีหรือเสรีภาพ การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหัวข้อเหล่านี้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันมากกว่าทฤษฎีทางคณิตศาสตร?หรือวิทยาศาสตร?

เราจะมีวินัยในความคิ?และมีความกระจ่างในความคิดต่า??ที่กล่าวมาได?ก็ต่อเมื่อเราควบคุมอารมณ์ความรู้สึกไว้ได?จิตของคนมีการศึกษาต่างจากผู้ที่ไม่มีการศึกษา คือจิตที่ได้รับการอบรมจากการศึกษาจะมีความคิด มีเหตุผล มีอารมณ์ความรู้สึกน้อยที่สุด ไม่เชื่ออะไรง่าย ?ตามอารมณ?หรือปราศจากเหตุผ?หรือตามที่ได้ยินได้ฟังมาโดยปราศจากการใช้เหตุผลวิเคราะห์ความเชื่อนั้น การศึกษาวิชาปรัชญาช่วยให้เรามีจิตใจวิพากษ์วิจารณ?มีความสามารถคิดแบบมีประเด็นและมีเหตุผล จะมีอะไรอีกหรือที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และที่การศึกษาจะให้แก่เราที่ดีกว่าคุณสมบัติทั้งสองนี?

ประการที่สอง เรามีความต้องการวิชาปรัชญา หากเราต้องการจะอยู่ในโลกปัจจุบันแบบคนฉลา?ในปัจจุบันนอกจากจะมีวิทยาการใหม่จำนวนมากมายแล้?วิทย?โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสา?และหนังสือต่าง ?ยังนำความคิดใหม่ ?มาสู่ตัวเร?จนบางครั้งเราคิดว่าเราควรรู้ทุกสิ่งทุกอย่า?เช่น เราควรรู้เรื่องเกียวกับปากีสถานและอินเดี?เกี่ยวกับสภาพสังคมในสหรัฐอเมริกา เป็นต้?เราจะทำอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งต่า??เหล่านี้? ประมาณหนึ่งในเก้าของสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันแบบคนฉลาด แต่แม้ว่าเราจะเลือกส่วนที่สิ?เราก็จะต้องสามารถอธิบายความหมายของส่วนนั้นได้อย่างถูกต้อ?วิชาปรัชญาช่วยให้เรา รู้จักคิ? สามารถละทิ้งสิ่งที่ไม่สำคั?และตีความหมายสิ่งที่สำคัญได้ เราจะเห็นได้ว่านักปรัชญายุคปัจจุบั?เช่น ไวท์เฮ?และจอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ไม่ได้คงแก่เรียนมากกว่าคนในสมัยเดียวกั?แต่เรารู้สึกว่าทั้งสองคนนี้มีจิตใจสมัยใหม่มา?มีความรู้กว้างขวาง อยู่ในโลกแบบคนฉลาด ทั้งนี้ก็เพราะทั้งไว้ท์เฮด และดิวอี้มีจิตใจเป็นนักปรัชญ?คือรู้จั?เลือ? แล?คิ?

เหตุผลทั้งสองประการที่กล่าวม?ไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมเราควรศึกษาวิชาปรัชญ?เหตุผลที่สำคัญที่สุดคื?ปรัชญาเป็นอาหารธรรมชาติของคนที่มีความหิวในการแสวงหาความรู้ ผู้ที่ใช้ความคิดในการดำเนินชีวิตจะมีความหิวนี้อยูี่ไม่มากก็น้อ?เช่นอย่างน้อยที่สุดเราก็อยากรู้ว่าเราคือใค?อยู่ในโลกนี้ในฐานะเช่นใด? ชีวิตที่ดีคือชีวิตแบบไหน? คนหลายคนเข้าหาศาสนาเพื่อหาคำตอบของคำถามนี้ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่เราเรียกว่?"นักปรัชญ? หรือ "ผู้รักความรู? พยายามหาคำตอบด้วยวิธีการของเหตุผลและใช้ปรัชญาเ็้ป็นผู้นำชีวิ?

***

ที่ม?: พินิ?รัตนกุ? บรรณาธิการ. (๒๕๑๕). ปรัชญา . กรุงเทพฯ.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 3:30 PM