มนุษย์ - ประวัติศาสตร?
 
 

ได้มีการค้นคว้าวิจัยมนุษย์ในด้านต่าง ?ในฐานะที่เป็นร่างกายด้วยสรีรศาสตร์ ในฐานะที่เป็นจิตด้วยจิตศาสตร?และในฐานะที่อยู่ร่วมเป็นประชาคมด้วยสังคมศาสตร์ ส่วนในฐานะประวัติศาสตร?เรารู้จักมนุษย์ดีขึ้นด้วยการตรวจสอบและวิเคราห์เรื่องราวที่จารึกสืบต่อกันมา ด้วยการพยายามเข้าใจความหมายของความนึกคิด และการกระทำต่า??ของมนุษย?ด้วยการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยคำนึงถึงสาเหตุ จุดประสงค์ สถานการณ?และความเป็นจริ?จริงอยู่ วิธีการค้นคว้าทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เรารู้มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับมนุษย์อย่างละเอียดลออและโดยสมบูรณ์นั้?ดูออกจะเป็นได้ได้โดยยา?หรือมิฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้เล?ถึงแม้ความก้าวหน้าในปัจจุบันจะรุดไปไกลเพียงไ?

เมื่อกล่าวถึงมนุษย์ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงโลกด้วย "มนุษย์และโลก" คำเชื่อม "แล? นี้มีความสำคัญต่อมนุษย?แต่ไม่มีความจำเป็นต่อโลก เพราะเราคิดแยกโลกธรรมชาติให้ดำรงอยู่ตามลำพังโดยไม่ต้องมีความสัมพันธ์กับชีวิตนั้นไ้ด้ แต่ไม่อาจนึกภาพมนุษย์ได้โดยปราศจากโล?เรามีชีวิตอยู่ตั้งแต่ลมหายใจแรกจนถึงลมหายใจสุดท้ายพัวพันอยู่กับโลก เรามาสู่โล?ไม่ใช่โลกมาสู่เร?และเราจากโกไปในขณะที่โลกยังดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่แยแสกับเรา

โลกซึ่งเราอยู่ในและอยู่กับนี?มิใช่จะเป็นโลกแห่งประวัติศาสตร?และมนุษย์ก็มิใช่จะเป็นมนุษย์ในแง่ของประัวัติศาสตร์โดยอัตโนมัติเสียทีเดีย?การเขียนประวัติศาสตร์มิใช่การเขียนประวัติชีวิตของบุคคลหรือของกลุ่มสังคมใดสังคมหนึ่?แต่เป็นเหตุุการณ์ทาง การเมืองซึ่งกระทบกระเทิอนต่อการกระทำ และโชคชะตาของประชาชาตินั้น ?และเพราะเกี่ยวกับเหตุการ์ืทางการเมือ?ประวัติศาสตร์จึงพัวพันเป็นประการสำคัญอยู่กับสาวะแวดล้อมของการปกครอ?ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามวิถี สงครามโลกทั้งสองครั้งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าประวัติศาสตร์มิใช่ประวัติแห่งวัฒนธรรม หรือประวัติผลงานทางสติปัญญาความนึกคิ?มิใช่ประวัติแห่งความคิดเห็?หรือประวัติปัญหาทั้งหลายแหล่ แต่เป็นประวัติศาสตร์โลกตามความหมายทางการเมือ?แม้แต่สงครามซึ่งอ้างการขัดแย้งทางศาสนาเป็นต้นเหต?ก็เป็นต้นเหตุผิวเผินที่ปรากฏอยู่เบื้องบน แต่สาเหตุลึกซึ้งที่แท้จริงนั้นมิอาจหลีกเลี่ยงการเมืองไปได้

ที่ว่า "เหตุผล" หรือ "ปัญญ? แล?"สัตว์สังคม (การเมือง)" เป็นคุณลักษณะที่สำคัญของมนุษย์นั้น เป็นที่ประจักษ์แก่นักปราชญ์ของกรีกโบราณแล้?อริสโตเติลได้ให้คำจัำกัดความคุณลักษณะของมนุษย์ไว้สองประการ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกั?กล่าวคือ มนุษย์นั้นเป็น zoon logon echon สิ่งมีชีวิตที่สามารถพูดเป็นเหตุเป็นผลได้ แล?zoon politikon สิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันเป็นประชาคม logos จึงมีความหมายสองอย่า?คื?"เหตุผล" แล?"พู? เป็นความหายซ้อนซึ่งอาจจะรวจอยู่ในวลีว่?"ความสามารถพูดด้วยเหตุผลและเข้าใจด้วยเหตุผล" ส่วน "ความเป็นสัตว์สังคม" นั้น มีความหมายดั้งเดิมในภาษากรีกจากค?polis คือการมีชีวิตอยู่อย่างเปิดเผยในประชาคม และมีส่วนร่วมในกิจการของประชาคมนั้??ทั้งสองนี้นับว่าเป็นปัจจัยธรรมชาติของมนุษย?แต่อริสโตเติลไม่เคยกล่าวถึ?"เหตุผลทางประวัติศาสตร์" หรือ "ประวัติศาสตร์โลก" แต่อย่างใด การนำเอาประวัติศาสตร์เข้ามาพัวพันกับปัญหาทางปรัชญา ซึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของโล?และของมนุษย์นั้นเพิ่มจะเริ่มต้นด้ว?เฮเก?(Hegel) ความคิดที่ว่าปัญหาทั้งหลายทางปรัชญาจะได้รับการพิจารณาได้ก็ด้วยวิถีทางของประวัติศาตร์เท่านั้น เป็นความคิดที่เริ่มมาเพียงเมื่?๑๕?ปีที่แล้วม?แล้วก็หายไปอีก

สำหรับอริสโตเติลดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ไร้เหตุผ?ที่เอาปัญหาเกี่ยวกับเหตุผล และาวการณ์ทางการเมืองเข้ามาพัวพันกับประวัติศาสตร?และอธิบายปัญหาเหล่านั้นในแง่ของประวัติศาสตร์ สิ่งซึ่งเกิดกับเราจากรณีหนึ่งถึงอีกกรณีหนึ่ง ในระยะเวลาที่ผ่านมาตามความคิดเห็นของปราชญ์กรีกโบราณนั้?มิใช่เป็นคุณสมบัติจำเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่ที่จำเป็นและเป็นธรรมชาติวิสัย ก็คื?มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความโน้มเอียงที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกันกับผู้ที่มีความคล้ายคลึงกั?(ผิ?เชื้อชาต?ความเชื่อถือ) ใน polis หนึ่งใ?แต่ในระดับที่สูงมากกว่าระดับของฝูงผึ้ง และฝูงสัตว์เลี้ย?นอกจากความโน้มเอียงของมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันเป็นประชาคมนี้ มนุษย์ยังมีความสามารถในการเสริมสร้าง และผูกพันประชาคมไว้ด้วยกัน โดยความเข้าใจในภาษาและคำพู?

มนุษย์เป็นมนุษย์ก็ต่อเมื่อเป็นเพื่อนมนุษย์ และจะเป็นเพื่อนมนุษย์ได้ก็ต่อเมื่อได้ร่วมใช้ชีวิตของตนเองกับมนุษย์อื่นด้วยการติดต่อเข้าใจกันทางภาษ?การเข้าใจซึ่งกันและกันในสิ่งซึ่งให้คุณและให้โท?ในสิ่งซึ่งถูกต้องและผิ?ในสิ่งซึ่งยุติธรรมและอยุติธรรม ในสิ่งซึ่งจริงและไม่จริง เหล่านี้อริสโตเติลพิจารณาเห็นเป็นสิ่งผูกพันการอยู่ร่วมกหันของชีวิตมนุษย์ทั้งในด้านครอบครัวและด้านประชาคม คุณสมบัติหรือคุณลักษณะสำคัญทั้งสองของมนุษย?คื?logos แล?polis นี้มิได้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แม้แต่น้อย เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ว่าเราอาจพูดถึงมนุษย์ในแง่ที่เป็นสัตว์ที่มีเหตุผ?มีความเข้าใจ และเป็นสัตว์สังค?หรือสัตว์การเมือ?โดยไม่มีความจำเป็นต้องยุี่งเกี่ยวอ้างถึงประวัติศาสตร?ประวิตศาสตร์อาจพัวพันกับมนุษย์ แต่มิได้มีส่วนกำหนดกฎเกณฑ์ในความเป็นมนุษย์ ที่ว่ามนุษย์ดำรงอยู่ในแง่ของประวัติศาสตร์นั้?เป็นความคิดซึ่งเริ่มมาในอดีตซึ่งไำม่นานนัก แต่ทว่ามีจุดเริ่มต้นที่ไกลออกไปอีกในความเข้าใจของโลกตามเทววิทยาของคริสต์ศาสน?เมื่อจักรวาลกลายเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นม?ความนึกคิดเกี่ยวกั?"ประวัติศาตร์" ก็อาจสืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์บุรมบุรา?ซึ่งมีเรื่องการส้รางโลกและการสร้างมนุษย์ด้วย และในที่สุดก็มาให้ความสนใจในมนุษย์ในฐานะที่เป็?"ชีวิตที่ดำรงอยู่ในแง่ของประวัติศาสตร?

อริสโตเติล ผู้ที่อันที่จริงได้คิดใคร่ครวญใหความเห็นไว้เกี่ยวกับทุกเรื่อ?และทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องเกี่ยวกับฟ้?ดิ?ต้นไม้ สัตว?การเมือง ศาสตร์ที่ว่าหลักศีลธรร?(ethics) ศิลปะแห่งการพูดและเขียนเพื่อชวนใจคนฟัง (rhetoric) ร้อยกรอง และเรื่องอื่??ก็ยังมิได้เขียนอะไรไว้เลยเกี่ยวกับประวัติศาสตร?ถึงแม้อริสโตเติลจะเป็นพระสหายของอเล็กซานเดอร์มหารา?ซึ่งขยายอาณาจักรเข้าไปถึงตะวันออกไกล และนับว่าเป็นผู้สร้างราชอารณาจักรที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์โล?คำกลอนต่าง ?นั้นตามความเห็นของอริสโตเติลแล้วเป็นปรัชญามากกว่าประวัติศาสตร์เสียอี?เพราะประวัติศาสตร์มิใช่อื่นไกลนอกจากรายงานของสิ่งซึ่งเกิดขึ้นครั้งเดีย?และเป็นเหตุการณ์บังเอิ?หาใช่สิ่งซึ่งจะเป็นเช่นนั้นและดำรงอยู่เช่นนั้นเสมอไป ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่?และถึงแม้อริสโตเติลจะคิดเปรียบเทียบที่มีความหมายทางประวิตศาสตร์บ้า?เช่น เกี่ยวกับการเปรียบเทียบระบบการปกครองของรัฐต่าง ?หรือคำสอนเก่??เกี่ยวกั?"physis" อริสโตเติลก็มิได้พิจารณาเนื้อหาลึกซึ้งในแง่ของประวัติศาสตร?ประวัติศาสตร์สำหรับอริสโตเติลมีหน้าที่เพียงเตรียมปัญหาทางด้านสาร?ความรู้เกี่ยวกับสถาบันทางการเมืองซึ่งมีมากมายหลายชนิดตามยุคสมัยในประเทศต่า??หรือเกี่ยวกับบทเรียนมากหลายก่อนนี้เกี่ยวกั?phisis นั้น ในตัวของมันเองแล้วหาใช่การตระหนักหรือจิตสำนึ?หรือการคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไม?แต่เป็นเพียงพื้นฐานสำหรับปัญหาที่ว่าอะไรที่พอจะเป็ยระบบทางการเมืองที่ปฏิบัติได้ผลด?หรือคำจำกัดความอันใดของธรรมชาติที่ตรงตามความเป็นจริงขอ?polis แล?physis แต่การที่จะกำหนดว่าอะไรคือ polis แล?physis ในความเป็นจริงนั้นมิใช่เป็นเรื่องของการใคร่ครวญทางประวัติศาสตร?แต่การพิจารณาค้นคว้าและการรู้แจ้งทางปรัชญา

กรีกโบราณมีความประทับใจอย่างลึกซึ้?ในกณเกณฑ์ความเป็นระเบียบแบบแผนที่หมุนเวียนอยู่ชั่วนิจนิรันดร?ไม่มีผู้ใดสมัยนั้นที่จะให้ระบบจักรวาลที่ได้รับการจัดแจงเป็นระเบียบเรียบร้อยดีแล้วนี้ มีความสัมพันธ์กับความผันแปรไม่แน่นอนของสิ่งต่า??ที่เกี่ยวกับมนุษย์ในประวัติศาสตร์ของโล?(Herodot, Thukydides แล?Polybios) ต่างรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์และการกระทำที่ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยของตนไำว้ แต่สงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย ระหว่างอะเธนส์กับสปาร์ตา และความเจริญรุ่งเรืองของโรมจนมีอำนาจเป็นศูนย์กลางของโล?เหล่านี้ ไม่เป็นต้นเหตุให้นักปรัชญาสมัยนั้นประดิษฐ์โครงสร้างปรัชญาทางประวัติศาสตร์ขึ้?เหตุผลที่ไม่มีปรัชญาทางประวัติศาสตร์นี้มิใช่เพราะความเพิกเฉยไม่ไยดีต่อเหตุการณ์ที่สำคั?แต่เป็นเพราะได้รู้แจ้งเห็นจริงและตระหนักว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเพียงครั้งเดีย?และการเปลี่ยนแปลงต่า??นั้นอย่างดีก็เพียงให้รายงานข่า?เป็นเรื่องรา?หรือีกนัยหนึ่งเป็นประวัติศาสตร?แต่มิอาจเป็น "ความรู้ที่แท้จริ? ได?

มีข้อคิดอยู่เพียงประการเดียว ถึงกระนั้นก็ค่อนข้างสำคั?ซึ่งนักประวัติศาสตร์กรีกเน้น และเป็นข้อคิดของ ทิวซิดิดีส (Thukydides) ที่ว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอันเป็นจารึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์นั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย?เพราะธรรมชาตินี้จะไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยโดยหลักการ จึงเป็นที่ประจักษ์สำหรับ ทิวซิดิดีสว่?เหตุการณ์ทำนองนี้ในอดีตและปัจจุบันจะเกิดขึ้นเช่นกันในอนาคต ในวิถีทางเดียวกันและคล้ายคลึงกัน อนาคตไม่อาจนำมาซึ่ึ่งสิ่งที่ใหม่อย่างสมบูรณ์ ในเมื่อเป็นธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างที่จะมีขึ้นแล้วก็สูญหายไป ส่วน โพลิบิอั?(Polybios) คิดถึงกฎทั่วไปของประวัติศาสตร์ทางการเมือ?คือวงโคจรของการเปลี่ยนแปลงการปกครอ?และการผันแปรอย่างปัจจุบันทันด่วนจากชัยชนะสู่การพ่ายแพ้ แม้แต่ชาวโรมันซึ่งมีความตระหนักในบทบาททางประวัติศาสตร์ของตนเป็นอย่างดี ก็ยังไม่หลงผิดไปตามความคิดเห็นทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่เห็นว่าทางเดินของประวัติศาสตร์เป็นการก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายอันใดอันหนึ่ง การที่ทุกชาต?ทุกรัฐ ทุกเมือง และทุกบุคคลผู้ทรงอำนาจทั้งหลายจะต้องประสบกับจุดจบที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้น สำหรับความเข้าใจและความรู้สึกของชาวกรีกและโรมันโบราณมีความหมายเช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่?มนุษย์ทุกคนต้องตาย ขณะที่ Scipio กำลังได่รับชัยชนะและทำลายเมืองคาร์เธชอยู่นั้?ก็ไม่เกรงที่จะกล่าวว่า โชคชะตาเดียวกันนี้ ซึ่งอำนาจของกรุงโรมกำลังก่อกรรมให้แก่ศัตรูอยู่บัดนี้ สักวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องได้แก่กรุงโรมเอ?เช่นเกียวกับทีไ่ด้ประสบกรุงทรอยมาครั้งหนึ่?และขณะนี้กำลังเป็นโชคชะตาของกรุงคาร์เธ?โพลิบิอั?ซึ่งเป็ยเพื่อนขอ?สกิปปิโอ (Scipio) ได้บันทึกคำกล่าวนี้และเพิ่มเติมว่า เป็นการยากยิ่งที่จะหาคำพูดใด ?ที่แสดงทั้งความเป็นรัฐบุรุษและความสุขุมลึกซึ้งได้มากไปกว่านี?

ในขณะที่ได้รับชัยชนะใหญ่หลวง บุคคลใดยังมีจิตหวนคิดถึงการเปลี่ยนแปรของโชคชะต?บุคคลนั้นย่อมมีคุณค่าควรแก่การเคารพนับถือและระลึกถึง และนี่เป็นความฉลาดสุขุมคัมภีรภาพขั้นสูงสุดของนักการเมืองที่สามารถคิด หรือกระทำโดยปราศจากการหลงผิดและหลวกลวงตัวเอง ดูเหมือนจะต้องใ้ช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อจะนึกถึงรัฐบุรุษสมัยใหม่ผู้ใดไว่ว่าจะในตะวันตกหรือตะวันออ?ผู้ซึ่งหลังจากชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่สองจะได้กล่าวไว้ว่?"โชคชะตาเดียวกันนี้ ซึ่งเราได้ทำต่อเบอร์ลิ?ในวันหนึ่งข้างหน้าจะกลับมาประสบกับมอสโกหรือวอชิงตันเอง" เพราะความตระหนักในทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมาร์?(Marx) หรือกองต?(Comte) เริ่มสอน ไม่ได้พยายามเข้าใจอีกต่อไปแล้วว่าครั้งหนึ่งในอนาคตจะพบกับอีกครั้งหนึ่งในอดีต เพราะท่านทั้งสองไม่ต้องการยอใรับข้อเท็จจริงที่ว่?ทุกอย่างในโลกนี้ซึ่งอุบัติย่อมผันแปรสลายไป

ความผันแปรลายตัวไปขแงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นมนุษย?ที่เกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งผิดแปลกอย่างเห็นได้ชัดจากความแน่นอนของการโคจรของดวงดาวในท้องฟ้านี้ เป็นเหตุผลที่ง่ายและกระจ่างแจ้?ซึ่ง โฮโรโดต์?(Herodot) อ้างในการรายงานสงครามเปรอ์เซีย เขาค้นคว้าและบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้?มิใช่เพราะมีความเห็นเช่นนักปรัชญาทางประวัติศาสตร์สมัยใหม?กล่าวคือ ประวัติศาสตร์เป็?"Fortschrtii in Bewusstsein der Feriheit" (Hegel) ความก้าวหน้าภายใต้จิตสำนึกของเสรีภาพหรือเพราะประวัติศาสตร์ มีจุดหมายปลายทางที่จะสร้างสรรค์สังคมที่ปราศจากชั้นวรรณ?ภายใ?"อาณาจักรแห่งเสรีภา? (Marx) หรือเพราะว่าจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์เสริมให้เกิด "การวิพากษ์วิจารณ์ปัจจุบันเพื่อก่อสร้างอนาค? (Troeltsch) แต่เพราะเฮโรโดต์?เห็นว่าตัวเขาเองในฐานะที่เป็นกรี?ซึ่งคำที่ใช้เรีย?"มนุษย์" มีความหมายเป็นคำเดียวกับ "ผู้ที่ต้องตา? อันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงและลึกซึ้งสำหรับคำวามผันแปรไม่แน่นอ?ความอนิจจังของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นมนุษย์ที่เกี่ยวกับมนุษย์ เขารู้สึกจำเป็นที่จะต้องจารึการกระทำ หรือเหตุการณ์ืั้ยิ่งใหญ่ไว้เป็นประวัติศาสตร์ เป็นความพยายามเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นอมตะไม่มากก็น้อย เพราะถ้าปราศจากประวัติศาสตร์ไว้ช้าเหตุการณ์เหล่านี้ก็จะจมลงสู่ห้วงที่ว่างเปล่าแห่งความลื?เพราะมนุษย์ไม่มีส่วนร่วมในความเป็นอมตะของพระเจ้า การกระทำของมนุษย์จึงต้องการประวิตศาสตร?เพื่อที่ว่าการกระทำหรือเหตุการณ์เหล่านี้จะมีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์ซึ่งเป็นผู้กระทำและเป็นผู้ก่อเหตุการณ์เอง.

***

ที่ม?: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ : ปรัชญา (ชุมนุมบทความทางวิชาการ ถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ในโอกาสที่พระชนม์ครบ ๘๐ พรรษ?บริบูรณ์)

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 3:14 PM