เหตุเริ่มต้นของปรัชญ?/div>
 
 

ประวัติปรัชญาในฐานะที่เป็นระบบความคิดนั้นมีจุดเริ่มต้นหลายฟันปีมาแล้?แต่จุดเริ่มต้นมิใช่เหตุเริ่มต้?จุดเริ่มต้นเป็นประวัติศาสตร์และสมมติฐานมากมายหลายประการสำหรับคนรุ่นหลั?เพราะเป็นผลงานของความนึกคิ?แต่เหตุเริ่มต้นเป็นพลังแรกเริ่มที่ผลักดันมาสู่ปรัชญา

เหตุเริ่มต้นมีหลายประการด้วยกั?จา?ความประหลาดใ?ทำให้เกิดคำถาม และผลคือความรู?จา?ความสงสัยแคลงใ?ในสิ่งที่รู้แล้วทำให้เกิดการตรวจสอบอย่างละเอียดลออ และผลคือความกระจ่างแจ้งแน่นอ?จา?ความสะเทือนใจของมนุษย์ และจาก จิตสำนึกในความโดดเดี่ยวของมนุษย์ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับตัวเอ?

ประการแร?/span>

ปลาโตกล่าวไว้ว่า เหตุเริ่มต้นของปรัชญาคือความประหลาดใ?ดวงตาของเราทำให้เราเห็นดวงอาทิตย์และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว การเห็นทำให้เกิดแรงปรารถนาที่จะค้นคว้าเกี่ยวกับจักรวาล จากจุดนี้ปรัชญาก็เริ่มเติบโต

ความแปลกใจ การถามตัวเองนำไปสู่ความรู้ ในความแปลกใจว่?ทำไม เหตุไฉนฉันจึงตระหนักในความไม่รู้ของตัวเอ?หลังจากนั้นฉันพยายามที่จะรู้ แต่ทว่าเพียงเพื่อต้องการรู้เท่านั้?มิใช่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อันใดทั่ว ?ไปก็หาไม

ความคิดคำนึงทางปรัชญาเปรียบเสมือนการตื่นตัวหรือการพ้นจากพันธะของความต้องกา?และความจำเป็นของชีวิ?การหลุดพ้นดังกล่าวเกิดจากการพินิจดูสิ่งต่า??ท้องฟ้าและโล?ถามว่า "สิ่งเหล่านั้นคืออะไร ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร" คำถามซึ่งคำตอบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใดโดยเฉพาะ แต่ทว่าเพื่อให้ใจตัวเองสงบ

ประการที่สอง

เมื่อเราหายแปลกใ?หายประหลาดใจ โดยการได้ทรา?ได้มีความรู้เกี่ยวกับการ "ดำรงอยู่" หรือ "เป็นอยู่" ของสิ่งนั้นแล้?ขั้นต่อไปเราก็เริ่มสงสัยและแคลงใ?จริงอยู่เราเพิ่มความรู้ขึ้นมากมา?แต่เมื่อตรวจสอบอย่างพินิจพิเคราะห์เราเห็นว่าไม่มีอะไรที่แน่นอน การรับรู้ของเราขึ้นอยู่กับประสาทสัมผัสทั้ง ?ซึ่งอาจหลอกเราได?อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องตรงตามความเป็นจริงในตัวของมันเองซึ่งอยู่นอกตัวเราและไม่ขึ้นอยู่กับตัวเร?ความคิดของเราก็เช่นกัน ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของมนุษย์ซึ่งมีขอบเขตจำกัดและเต็มไปด้วยข้อขัดแย้งซึ่งกันและกั?ทุกแห่งหนมีการยืนยันอย่างหนึ่งที่คัดค้านการยืนอีกอย่างหนึ่?เมื่อเะรายิ่งพินิจพิเคราะห์เรายิ่งเพิ่มความสงสัย และเมื่อพยายามคิดให้ถึงขึ้นสุดท้าย ก็จะทำให้เิกิดความรู้สึกที่จะปฏิเส?และไม่ยอมรับโดยสิ้นเชิ?หรือมิฉะนั้นก็มาถึงคำถามที่ว่า "ความแน่นอนอยู่ที่ไหนเล่า ที่จะทำให้ความสงสัยแคลงใจสายตัวไ?และที่จะสามารถยืนหยัดต่อการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายแหล่ได้ดี"

การสงสัยแคลงใจอย่างมีระเบียบแบบแผน เป็นบ่อเกิดของการตรวจสอบอย่างวิเคราะห์ของความรู้ทุกชนิ?ด้วยเหตุฉะนี?ถ้าไม่มีการสงสัยลึกซึ้งอย่างจริงจังแล้?ก็มิอาจมีปรัชญ?หรือความคิดทางปรัชญาที่แท้จริงได?แต่ปัญหาที่สำคัญก็คื?เมื่อสงสัยแคลงใจแล้ว เราจะสามารถหาพื้นฐานของความแน่นอนได้อย่างไ?และที่ไห?

ประการที่สาม

ในขณะที่เราอุทิศตัวเพื่อความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ?ในโล?โดยใช้หลักความสงสัยเป็นทางนำไปสู่ความแน่นอนนั้?เราไม่ได้คิดถึงตัวเราเองถึงจุดหมายปลายทา?ถึงความสุข เราดูจะลืมตัวเองและมีความพึงพอใจที่จะมห้ความรู้นั้??สมบูรณ?

แต่สภาพการณ์จะเปลี่ยนแปลงไ?ถ้าเราวิเคราะห์ตัวเราเองทุกชั่วขณะ เราทุกคนจะอยู่ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งซึ่งผันแปรไปไม่คงที่อยู่ตลอดเวล?ตัวเราเองอาจมีส่วนช่วยให้สถานการณ์นี้ผันแป?แต่สถานการณ์บางอย่างนั้นสารัตถะไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าที่ปรากฏอยู่ภายนอกจะดูแตกต่างออกไ?และอิทธิพลมหาศาลของสถานการณ์นั้น ?อาจปรากฏคลุมเครือไม่ประจักษ์ชั?

ฉันจะต้องตาย ฉันจะต้องมีความทุกข์ ฉันจะต้องต่อสู?ฉันจะต้องเผชิญกับความบังเอิญ ฉันยังจะต้องพัวพันกับการทำบาปไม่มากก็น้อ?จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เหล่านี้เป็นสถานการณ์พื้นฐานของชีวิต หมายถึงสถานการณ์ที่เราทั้งไม่อาจหลีกเลี่ยง และทั้งไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นอื่นได้ การมีจิตสำนึกในสถานการณ์พื้นฐานนี้เป็นต้นเหตุที่ลึกซึ้งของปรัชญายิ่งไปกว่าความแปลกใจและความสงสัยเสียอี?ในชีวิตธรรมดาประจำวันเราพยายามบ่อยครั้งที่จะไม่นึกถึงมันโดยหลับตาเสี?และดำรงชีวิตอยู่ต่อไ?เสมือนกันบว่าไม่มีีสถานการณ์เช่นนั้้?เราลืมว่าเราต้องตา?เราลืมว่าเราอยู่ในฐานะที่จะทำผิดและทำบาป และจะต้องเผชิญกับความบังเอิญ เรามัวยุ่งอยู่กับสถานการณ์อื่น ?ซึ่งเราอาจมีอำนาจหันเหเปลี่ยนแปลงให้เป็นผลดีต่อตัวเราเอง และซึ่งเราอาจมีปฏิกิริยาโต้ตอบได?โดยการวางแผนและโดยการกระทำต่าง ?เพราะได้รับการกระตุ้นจากความปรารถน?จากผลประโยชน์ของการมีชีวิตอยู่ แต่ในกรณีสถานการณ์พื้นฐานนี้ เราอาจมีปฏิกิริยาโต้ตอบได้สองทางด้วยกั?คือแสร้งทำครุมเครือเลอะเลือนไม่สังเกตุเห็น หรือมิฉะนั้น ถ้าเราเอาจริงเอาจิงก็คือหมดความอาลัยตายอยา?และการเปลี่ยนแนวความคิดและวิถีชีวิตใหม?การเปลี่ยนจิดตสำนึกที่เกี่ยวกับชีวิต และการ "ดำรงอยู่"

เมื่ออยู่ในภาวะที่สุขสบา?เราก็ยินดีปรีดาเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่ มีความไว้เนื้อเชื่อใจโดยปราศจากการไตร่ตรอง ไม่รู้จักสิ่งอื่นใดนอกจากปัจจุบั?ในความทุกข?ความหมดอำนาจ ความอยู่ในฐานะที่ไม่อาจจะทำอะไรได้ เราก็ต้องอยู่ในห้วงของความหมดหวั?แต่ถ้าเราผ่านพ้นมาได้และยังมีชีวิตอยู่ ไม่ช้าเราปล่อยให้ตัวเราเองลื?และค่อยกลับไปหาชีวิตที่สนุกต่อไป

แต่มนุษย์ดูฉลาดขึ้นจากประสบการณ์ดังกล่าว การได้รับการคุกคามบังคับให้มนุษย์พยายามแสวงหาสิ่งยึดมั่น และคิดไปว่าการเอาชนะธรรมชาติและประชาคมของมนุษย์เองจะเป็นสิ่งประกันชีวิตและการดำรงอยู?

มนุษย์ต้องการเอาชนะธรรมชาต?และด้วยความรู้และเทคนิคของมนุษย์ ธรรมชาติความเป็นประโยชน์และเป็นที่พึ่งพาอาศัยที่แน่นอนได้ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไยังไม่สามารถเอาชนะหรือควบคุมธรรมชาติได้อย่างที่ใจนึ?ธรรมชาติยังอยู่ในฐานะที่จะคุกคามและทำลาย มนุษย์ยังไม่สามารถขจัดความลำบากยากแค้น ความเจ็บป่วย ความชร?และความตาย ธรรมชาติที่มนุษย์สามารถควบคุมให้ยังความมั่นคงเป็นที่เชื่อถือได้เป็นเพียงส่วนน้อยภายในธรรมชาติซึ่งหาขอบเขตมิได้ และซึ่งอยู่นอกเหนือความเอาชนะของมนุษย์ และอยู่ในฐานะที่จะคุกคามมนุษย์ได้ทุกเมื่?

นอกจากนั้น มนุษย์ยังรวมกันเป็นประชาคม โดยพยายามที่จะลดระดับและปริมาณการต่อสู?ซึ่งไม่มีวันสิ้นสุดให้ลดน้อยลง และในที่สุดให้หมดสิ้นไ?หวังว่าโดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกั?มนุษย์จะได้มาซึ่งความมั่นคงปลอดภัย

ผลสำเร็จอขงความพยายามดังกล่าวก็มีขอบเขตจำกัด เพราะในรัฐที่มีพลเมืองทุกคนยืนหยัดปฏิบัติต่อเพื่อนพลเมืองคนอื่นเสมอเหมือนกัน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริงแล้วจึงจะเกิดความยุติธรรมและเสรีภาพเป็นส่วนรวมในรัฐนั้?เมื่อใดที่อธิรรมเกิดขึ้น และพลเมืองทุกคนยืนหยัดต่อสู่เป็นคน ?เดีย?เมื่อนั้นสังคมจึงจะให้ความมั่นคงปลอดภัยที่แน่นอนได?แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น จะมีเพียงมนุษย์เป็นส่วนน้อยที่ยืนหยัดช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อื่น ?อย่างแท้จริง และจนถึงที่สุด ไม่มีรัฐใด ศาสนจักรใด หรือสังคมใ?ที่ให้การปกป้องอย่างเต็มที่และอย่างสมบูรณ์ การปกป้องเช่นนั้นเป็นเพียงการหลงผิดที่งดงา?เกิดขึ้นในระยะเวลาที่บ้านเมืองหรือสังคมนั้นมีความราบรื่น แต่เป็นเพียงความฝันซึ่งไม่อาจเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได?

ทางด้านหนึ่งนั้นมีความไม่อาจยึดมั่นเชื่อถื?ความไ่ม่แน่นอนของโลก แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังมีสิ่งที่ทรงคุณค่าควรแก่การเชื่อถื?สิ่งที่ก่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ พื้นฐานที่ยังความสำคัญแก่ชีวิตและการดำรงอยู่ บ้านเกิดเมืองนอนและภูมิประเท?บิดามารดาและบรรพบุรุ?ญาติพี่น้องและมิตร ครอบครัว นอกจากนี้ยังมีมรดกที่ตกทอดมา ภาษา ศาสน?งานที่สำคัญทางวรรณคด?ปรัชญา และศิลปะต่าง ?

ถึงแม้ในสิ่งเหล่านี้ ก็ใช่ว่าจะมีความปลอดภั?มั่นคง แน่นอน และก่อให้เกิดความยึดมั่นเชื่อถือได้เต็มที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏต่อเรา ประจักษ์แก่เรา และตกทอดมาถึงเรา ต่างเป็นผลงานของมนุษย์เองทั้งสิ้?และต่างก็มีปัญหาในตัวเอง ทุกยุคทุกกาลสมัย มนุษย์ก็คงต้องพยายามหาอยู่ต่อไปว่าอะไำรคือความแน่นอน อะไรที่คงอยู่และไม่สลา?และอะไรคือสิ่งที่ยึึดถือได?แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกชี้ให้เห็นแต่สิ่งตรงข้า?ชี้ให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่พอดีพองาม ไม่มีอะไรที่เป็นการเพียงพอ

สถานการณ์พื้นฐาน อัันได้แก่ ความตา?ความบังเอิ?บาปและความผิ?และควาไม่แน่นอทั้งหลายในโล?ชี้ให้ฉันเห็?ถึงความผิดหวังและความล้มเหลว ฉันจะทำอย่างไรดีท่ามกลางความผิดหวังและความล้มเหลวดังกล่า?ในการพินิจพิเคราะห์ที่ไม่หลอกลวงตัวเองแล้ว ฉันย่อมไม่อาจเห็นเป็นอย่างอื่น

สิ่งที่สำคัญสำหรับมนุษย์ก็คื?เรามีความรู้สึกได้รับการกระทบกระเทืิอนอย่างไรแค่ไหนที่ต้องเผชิญกับความผิดหวังล้มเหลว ประสบการณ์นี้ยังคงมีความหมายคลุมเครือไม่ประจักษ์แจ้ง หรือว่าเราสามารถมองเห็?เข้าใจ และซาบซ่านในความหมายของประสบการณ์นี้อย่างกระจ่างแจ้ง และพิจารณาเห็นเป็นขอบเขตจำกัดการดำรงอยู่ของเรา หรือว่าภายหลังประสบการณ์เราสามรถค้นพบการแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมและด้วยเหตุนี้จึงพบความสงบทางจิตใจ หรือว่าเป็นประสบการณ์ที่ยังความกระทบกระเทือนใจก็จริงอยู่ แต่ทว่าจำต้องรับเอาโดยไม่ปริปากในความเงียบ เพราะเพียงแต่ตระหนักว่ากำลังเผชิญอยู่กับสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ มนุษย์มีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์พื้นฐานนี้ ก็จะเป็นแนวความคิดแก่ตัวเราเองว่?มนุษย์นั้นเกิดมาเพื่ออะไ?

กล่าวโดยสรุปแล้ว ประสบการณ์ในสถานการณ์พื้นฐานอาจทำให้มนุษย์มองเห็นความไมีมีอะไร ความไร้สาร?และความว่างเปล่า หรือมิฉะนั้นก็อาจทะให้เกิดความรู้สึกว่?ถึงแม้สิ่งทั้งหลายแหล่ที่เกี่ยวกับโลกจะไม่เที่ยงแท้แน่นอ?ก็น่าจะมีอะรที่อยู่เหนือโลกออกไป อีกนัยหนึ่?มนุษยืแสวงหาความช่วยเหลื?ความปลอดัย ความหลุดพ้?และความแน่นอ?และศาสนาที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างก็ได้เสนอสิ่งที่มนุษย์แสวงห?ตลอดจนแนะแนวที่มนุษย์จะได้มาซึ่งสิ่งนั้น โดยประกันในความจริงและความเป็นจริงของควมหลุดพ้?หรือความปลอดภัยแน่นอนดังกล่า?การประกันเช่นนี้ปรัชญามอาจกล้าหยิบยื่นให?ถึงกระนั้นก็ตา?ความคิดทางปรัชญาทั้งหลายก็นับว่าเป็นความพยายามที่จะเอาชนะโลก อยู่เหนือโลก จุดประสงค์ก็อาจจะคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับศาสนา เมื่อคำนึงถือภาวะของปรัชญายุคปัจจุบั?ซึ่งนับว่าเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงกว้้างขวางลึกซึ้งที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก ต้นเหต??ประการที่ทำให้เกิดปรัชญา ความแปลกประหลาดใ?ความสงสัยแคลงใ?และความตระหนักหรือการมีจิตสำนึกในสถานการณ์พื้นฐานเหล่านี?ถึงแม้ว่าจะยังใช้ได้อยู่ แต่ก็อาจไม่เพียงพอเสียแล้ว เพราะควา?"ยังใช้ได้อยู? ทั้ง ?ข้อนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง คือการติดต่อให้เข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างมนุษย?(Communication)

ในมัยก่อ?ความผูกพันระหว่างมนุษ์ืกับมนุษย์นับเป็นสิ่งธรรมดาในประชาคมที่สมาชิกไว้เนื้อเชื่อใจหันหน้าเข้าหากัน ในสถาบันต่าง ?และในกลุ่มชนที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน ถึงกระนั้นก็ตามยังมีผู้ที่มีความคิดโดดเดี่ยวอยู่เสมอในปัจจุบัน ข้อสังเกตที่ยังความตระหนกมากที่สุด ก็คื?มนุษย์มีจำนวนมากขึ้นทุกทีที่ไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน เผชิญกันแล้วก็แยกย้ายหันหลังให้กัน ถึงจะร่วมกันแต่ก็ด้วยความเฉยเม?ความสัตย?ความภักด?ความเป็นสมาชิกประชาคมที่ดี มิใช่เป็นสิ่งธรรมดาสามัญเสียแล้ว

อาจเป็นไปได้ ที่ในความโดดเดี่ยวนั้นมีความจริงประหารหนึ่งซึ่งมีความหมายลึกซึ้งสำหรับฉั?ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่ามีความพอเพีย?และความลำบากอันเกิดจากการขาดการติดต่?หรือประโยชน์ของการที่มีีการติดต่ออย่างดีนั้นในตัวองมันเองแล้?ก็มิได้เก่ี่ยวข้องกระทบกระเทือนฉันในทางปรัชญ?ถ้าฉันเชื่อมั่นในความจริงและในความโดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ?แต่ทว่าฉันเป็นฉันทุกวันนี้ก็เพราะได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ติดต่อกับผู้อื่น ลำพังตัวคนเดียวฉันจะไม่เป็นอะไรเลย

การติดต่อมิใช่เพียงจากความคิดถึงความคิ?จากจิตถึงจิต แต่ทว่าจากชีวิตถึงชีวิ?มีคุณลักษณะและเหตุผลเป็นเพียงสื่?สื่อมิใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนา?แต่เพื่อมนุษย์จะได้ใกล้ความเป็นมนุษย์เข้าไปอีก ฉันเชื่อมั่นในความ "เป็น" ของตัวฉันเอง ก็ในการติดต่อและในการติดต่อนี่เองที่ความจริงทั้งหลายสามารถปรากฏให้ประจักษ์ ในการติดต่?ฉันเป็นตัวฉันเอง ในการติต่อฉันมิไำด้เพียงมีชีวิตอยู?แต่ทำหน้าที่ขแงชีวิตอย่างสมบูรณ์

ฉะนี?เหตุเริ่มต้นของปรัชญาจึงอยู่ที่ความแปลกใ?ความสงสัยประสบการณ์ของภาวะพื้นฐา?และท้า่ยที่สุด อยู่ที่ความปรารถนาเพื่อให้มีการติดต่อที่แท้จริ?เป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่?ปรัชญาทั้งหลายผลักดันตัวเองให้เป็นที่ปรากฏ ให้พูดแถลงตัวเอง ให้ได้รับการได้ยิน และแก่นของปรัชญาก็อยู่ที่ได้แจ้งแถลงไข.

***

ที่ม?: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ : ปรัชญา (ชุมนุมบทความทางวิชาการ ถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ในโอกาสที่พระชนม์ครบ ๘๐ พรรษ?บริบูรณ์)

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 3:11 PM