EUTHANASIA มาจากภาษากรีก EUTHANASIA คืออะไร EUTHANASIA นี้แปลตามศัพท์ มันมาจากภาษากรีกว่า EU บวกกับ THANATOS แปลรวมตามความหมายว่า EASY OR GENTLE DEATH ความตายอย่างง่ายๆ หรือ ความตายอย่างสุภาพ เป็นอย่างไร ? ถ้าแปลเป็นภาษาไทยนั้นใช้หลายคำ เมตตามรณะ ก็ใช้ การุญฆาต ก็ใช้ EUTHANASIA แปลเป็นภาษาไทยว่า เมตตามรณะ หรือ การุญฆาต เห็นภาษาไทยก็บอกได้เลยว่า มรณะ คือความตาย ตายอย่างใช้เมตตา ให้เขาตายด้วยความเมตตา การุญฆาต การุญ ก็คือ กรุณา ฆาต ก็คือ ฆาตกรรม แปลรวมว่าการฆ่าอย่างกรุณา
EUTHANASIA การตายอย่างง่ายๆ และสุภาพ มีอยู่ ๒ ชนิด คือ
Compulsory or involuntary Euthanasia ก็คือ เมตตามรณะอย่างที่ชั่วคราว หรือ ว่า Involuntary คือว่า ไม่ได้เต็มใจ เป็นทางเลือก Involuntary คือว่าเป็นเมตตามรณะอย่างที่ไม่เต็มใจ คือคนที่ถูกทำให้ตายนี่ เขาไม่ได้เต็มใจที่จะตาย มันเกิดขึ้นอย่างไร คือมันมีความหมายเท่ากับ With out the sick person consent. ไม่ใช่ปราศจากความตายยินยอมพร้อมใจ ความดีใจ ความพอใจของป่วย ลักษณะนี้จะใช้ศัพท์ว่า เด็กในท้องนี่อาจจะถูกจัดอยู่ในกรณี EUTHANASIA ก็ได้ ถือว่ามีความเมตตาต่อเด็กในท้อง รู้ว่าเด็กเขาพิการ แม่เป็นหัดเยอรมัน แล้วแม่ตั้งท้อง แล้วก็รู้ว่า ลูกคนนี้แน่นอนว่าจะต้องพิการ และพิการขั้นร้ายแรงที่จะรักษาไม่หายด้วย คนอื่นก็เลยคิดได้ก่อนว่า อย่างก็จะต้องช่วยลูกคนนี้ เด็กคนนี่ยังไม่เกิดนี้ ให้ไม่ลำบาก ให้เกิดมาพิการ และมีปมด้วยเป็นปัญหาสังคม หรืออะไรอย่างนี้ ก็เลยคิดว่า น่าฆ่า ก็เลยจัดการทำแท้ง การทำแท้งในลักษณะนี้ก็เรียกว่าเป็น Compulsory หรือว่า Involuntary Euthanasia ก็คือการทำเมตตามรณะอย่างที่ตนไข้ไม่ได้เต็มใจ เด็กที่เป็น Fetus คือเป็นตัวอ่อน ไม่ได้เต็มใจ ไม่ได้อนุญาติ ไม่ได้เป็นความประสงค์ของตัวอ่อน หรือในกรณีที่ คนไข้หมดสติ ไร้สติแล้ว การตัดสินใจว่า จะให้เขาอยู่ต่อไปหรือไม่อยู่ต่อไป มันเป็นการตัดสินใจของญาติหรือหมอ แสดงว่าตัวคนไข้ได้แสดงความประสงค์เลยว่า อยากจะตาย ก็จัดอยู่ในพวกนี้ เพราะฉะนั้น คือ จำกัดความเขาว่า คือ Give them (คนไข้) a speedy (เร่งทำให้เร็ว) and gentle release ทำให้ให้ปล่อยไปอย่างสุภาพ would be an act merciful kindness to them มันจะเป็นการกระทำของความเมตตาต่อคนไข้และรู้ต่อ Membership of their family สมาชิกในครอบครัว หมายความว่า เราเห็นคนไข้รายสุดท้ายซึ่งดูแล้วไม่มีทางรักษาหาย แต่ดูเขาคงทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย ด้วยความเมตตาก็เลยอยากช่วยให้เขาตาย Speedy and gentle release เค้าจะได้หมดทุกข์ ทั้งๆที่ถ้าเกิดคนคนนั้นพูดได้ เขาอาจจะบอกว่า ขอให้เขามีชีวิตอยู่อยู่นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ โดยวิธีใดก็ตาม อันนี้เป็น Compulsory or involuntary Euthanasia คือเป็นการกระทำเมตตามรณะ ใจดีกับคนไข้ แต่คนไข้ไม่ได้ยินยอมด้วย หรือ พูดไม่ได้ หรือไม่ได้มีซิกแนว อะไรเลยว่าเขายินยอม ซึ่งอันนี้ผิดหรือไม่ผิด ผิดเพราะ Christian teaching หลักคำสอนของศาสนาคริสต์ บอกว่า มันขัดกับ Christian teaching บอกว่า The right to life สิทธิในการมีชีวิตอยู่ is god given เป็นการให้ของพระเจ้า เช่นการให้จากพระเจ้า และก็ and it is not within our moral competence และก็การมีชีวิตอยู่ มันไม่ได้อยู่ภายในความสามารถทางศีลธรรมของเราเลย delustely อย่างมีอิสระภาพ and it directly โดยตรง to take the life of way innocent human being ที่จะเราชีวิตของผู้บริสุทธิ์ either with his or her consent ไม่ว่าจะด้วยความยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตาม ผิดในความหมายคริสเตียน ผิดทั้งทั้งหมดในความหมายของคริสเตียน เช่นว่าคนไข้อยากให้ช่วยให้ตายเร็วๆ หรือคนไข้ไม่อยากให้ช่วยให้ตายเร็วๆ ถ้าทำไปด้วยเมตตามรณะเมื่อไร ผิดกฎของคริสเตียนทั้งหมด เพราะ คริสเตียน ถือว่าชีวิตนั้นเป็น God given : The right to life is God given สิทธิในการมีชีวิตอยู่เป็นการให้จากพระเจ้า และมนุษย์ใช้ความสามารถโดยอิสระ หรือโดยตรงของมนุษย์ ชีวิตของมนุษย์อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้กำหนด เพราะฉะนั้นเราจะไปตัดสินว่า เราเห็นคนไข้ทรมานมากเลย มีสายน้ำเหลือ ให้ท่อออกซิเจน ขับถ่ายทางถุงหน้าท้อง แล้วเราเกิดสงสารเขา เราอยากให้เขาหมดทุกข์ทรมาน หมอทำได้ ๒ วิธี คือ
๑. ฉีดยา หรือทำอะไรก็ได้ที่ให้อายุสั้นลงไปเลย คือตายเลย
๒. งดให้ยา ให้น้ำ หรืออาหารที่จำเป็น คนไข้ก็ตาย
ถ้าจะฆ่าให้ตายโดยวิธีมี ๒ วิธีนี้ คนไข้ที่เป็นไข้แย่แล้ว ทำได้อยู่ ๒ วิธี คือ
๑. เคยเลี้ยงด้วยหลอดเลือด หรือ ออกซิเจน ก็หยุดให้ ก็ตาย ถอดเครื่องหายใจออก ถอดหลอดอาหารออก ก็ตาย
๒. ฉีดยาให้ตาย หรือให้ยาอะไรที่เกิน
เพราะฉะนั้นลักษณะของการทำให้ตายในลักษณะของ Euthanasia ๒ ประการ ประการแรกหมอหยุดการให้สิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย เช่า อากาศ ออกซิเจน หรือ อาหาร ประการที่สอง ฉีดยาที่เป็นตัวเร่งให้ตายเร็ว คนไข้ก็ตาย
ตอนนี้เรากำลังพูดถึง Euthanasia แบบที่ ๑ คนไข้ไม่ยินยอม หรือคนไข้ไม่ได้แสดงเจตจำนงว่าจะให้ตาย เขาบอกว่าผิดกฎคริสต์ เพราะว่าชีวิตเป็นสิ่งทีประทานจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นผิดตรงไหนบ้าง ผิดคือ Injustice คือไม่ยุติธรรม toward the sick person เป็นการไม่ยุติธรรมต่อชีวิตของคนไข้ การทำให้ตายแบบนี้เป็นการที่ไม่ยุตธรรม Injustice ต่อคนไข้ และ impiety ไม่เป็นคนใจบุญ เป็นคนไม่ใจบุญต่อพระเจ้า ไม่ได้เป็นคนอยู่ในหลักในเกณฑ์ ไม่เป็นคนมีศีลธรรม ทำแบบนี้ถึงจะบอกว่าเมตตามรณะ ก็ไม่ใจบุญ ลักษณะเดียวกันเป็นการไม่ยุติธรรมต่อตัวคนไข้เอง แล้วบาปอันนั้นเป็น The grave sin of murder การช่วยให้คนไข้ตายโดยวิธีที่หนึ่ง ถ้าคนไข้ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจด้วย หรือไม่ได้แสดงเจนจำนงว่าอยากตาย เป็นอะไร ถูกมองว่าเป็น The grave sin of murder
อันที่สอง จะเรียกว่าอะไร ตรงนี้เข้าใจไหม เมตตามรณะคืออะไร การุญฆาต คืออะไร Euthanasia คืออะไร Mercy killing คืออะไร ก็คือการที่มีใจดี เห็นคนไข้หรือคนที่ยังไม่เกิดก็ตาม คนใดคนหนึ่ง ชีวิตมนุษย์ตกทุกข์ได้ยากมีความลำบาก และมีความเมตตาอยากจะให้เขาหมดทุกข์ ก็เลยทำให้เขาเสียชีวิต แต่การทำนั้นไม่มีหนังสือรับรอง หรือว่ามีได้มีพินัยกรรม หรือไม่มีการพูด หรือเป็นแสดงความจำนงของคนไข้เลยว่าอยากให้ทำอย่างนี้ อันนี้เป็น Euthanasia แบบที่หนึ่ง โดยไม่รับการยินยอม
Euthanasia แบบที่สองคืออะไร Voluntaryๆ ด้วยความสมัครใจ หมายความว่าคนไข้อนุญาติให้หมอ The mean วิธีที่จะ terminate แปลว่าทำให้จบ ทำให้สิ้น ทำให้หยุด his or her own life เป็นวิธีที่เรียกให้หมอจบชีวิตของเขา his or her own life สังเกตไหมทำไมต้องใช้ทั้ง his ทำไมต้องใช้ her เ ข้าได้หลีกเลี่ยงการไม่รวมผู้หญิงเข้าไป เห็นไหมขนาดเขียนเล็กๆ ขนาดนี้ ใช้ทั้ง his or her ถ้าใช้ his เฉยๆ มันรวมแค่ผู้ชาย ที่ใช้ his or her คนไข้อาจจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ to authority แปลว่าทำให้มีอำนาจ a doctor by a signed โดยใช้การเซ็นชื่อหรือเซ็นสัญญา an witnesied หรือการให้เป็นพยาน Declaration คือการประกาศ หมายความว่าคนไข้จะส่งสัญญาณให้หมอรู้ด้วยวิธีหนึ่ง หรือโดยให้มีการประกาศเซ็นพินัยกรรม มีการลงนาม มีพยาน ว่ายินยอมให้ตาย อันนั้นเป็น Voluntary Euthanasia ทำได้อย่างไร อันนี้มี กรณีจริงว่าคนไข้ ประสบความเดือดร้อนเรื่องความเจ็บป่วย และก็รู้ว่ารักษาไม่หาย ก็ไปบอกหมอให้ time นักศึกษาเคยได้ยินไหม นายแพทย์คิลเลอร์ รับจ้างฆ่า รับจ้างทำให้จบชีวิต แต่ตอนนี้ติดคุกอยูเขาตั้งเวลาให้คนไข้ แล้วใช้มือตนเองกดปุ่มคอมพิวเตอร์ หยุดเครื่องช่วยหายใจ อะไรๆทั้งหมด แล้วคนไขก็ตาย แต่ว่าพอดีว่ากฎหมายในรัฐนั้นไม่อนุญาติให้ทำแบบนั้น จึงถูกจำคุก ตรงนี้หมายว่าอะไร เข้าบอกว่า อันนี้ตรงข้ามกับคำสอนของศาสนาคริสต์ เพราะศาสนาคริสต์บอกว่า A human being is not the absolute of his or her own life , whose creator and redeemer is God ตรงนี้ เข้าใจไหมที่ทำอย่างนี้ ที่ต้องการทีให้มีเมตตามรณะ โดยความยินยอมพร้อมใจนั้นผิดกฎของคริสต์ เพราะอะไร เพราะคริสต์ถือว่าชีวิตมนุษย์ human being ไม่ใช่ absolute owner เป็นเจ้าของอย่าง absolute สิ้นเชิงทั้งหมด ของชีวิตตัวเอง his or her own life ถึงแม้ว่าตัวเองจะยินยอมพร้อมใจจะบอกด้วยปาก หรือทำเป็นพินัยกรรม หรือมีอะไรอันใดอันหนึ่ง หรือการพูดไว้ตั้งนานแล้วว่า ถ้าแม่ทรมานนัก ก็ให้แม่ตายไปอย่างสงบนะลูก ไม่ต้องรักษาพยาบาล รักษาให้ยุ่งวุ่นวาย อะไรอย่างนี้ อันนั้นเป็น Euthanasia แบบยินยอมพร้อมใจ แต่ในทางคริสต์บอกว่ามนุษย์เราไม่เป็นเจ้าของชีวิตเองสมบูรณ์ หรือ absolute โดยสิ้นเชิง ไม่เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ตัวเองยินยอมพร้อมใจ ตัวเองก็ไม่มีสิทธ์ เพราะชีวิตตัวเองนั้น ตัวเองไม่ได้เป็นของโดยสิ้นเชิงในสายตาคริสต์ศาสนา ตอนนี้พูดถึง Euthanasia แบบที่สอง ที่คนไข้ยินยอมพร้อมใจ แต่ก็ยังขัดกับหลักของคริสต์ เพราะเขาบอกว่า ชีวิตนั้น ตัวเอง ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตอย่างสมบูรณ์ เพราะเขาบอกว่า God นั้นเป็นผู้สร้าง และเป็นผู้ช่วยให้รอด ผู้ช่วยไถ่บาป คือพระเจ้า One has the right to protect คนมีสิทธิ์ที่จะปกป้องชีวิต แต่ but not the right แต่ไม่มีสิทธ์อย่างเต็มที่ ที่มีอำนาจที่มีเจตนา to destroy ที่จะทำลายชีวิต สรุปว่าถึงแม้จะเป็นเมตตามรณะ หรือการุญฆาตแบบยินยอมพร้อมใจของคนไข้ แต่ในทางศาสนาคริสต์แล้วถือว่าผิด เพราะทางศาสนาคริสต์ถือว่าชีวิตของมนุษย์นั้นมนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตโดยสมบูรณ์ คนที่เป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์คือพระเจ้าซึ่งเป็นพระผู้สร้างและเป็นพระผู้ช่วยให้รอด มนุษย์นั้นมีหน้าที่เพียงปกป้องชีวิตของตัวเอง แต่ว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะทำลาย การทำเมตตามรณะแบบที่สองนั้น ถ้าทำ เป็นบาปหนัก เป็นบาปหนักที่มีค่าเท่ากับการฆ่าตัวตาย Euthanasia เมตตามรณะ ศาสนาคริสต์นั้นไม่อนุญาติ
มาจากภาษไทย อาจารย์เอาจากหนังสือของคาทอลิก เค้าบอกว่า ชีวิตของผู้ป่วยที่รักษาไม่หายหรือผู้ป่วยภาวะใกล้ตาย ถูกคุกคามไม่น้อยเช่นกัน สภาพสังคม ทำให้มนุษย์สมารถเผชิญและรับความปวดได้ยาก มีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาความทุกข์ทรมานโดยการขจัดสาเหตุของความทุกข์ด้วยการเร่งความตาย ก็คือวิธีอันหนึ่งที่หมอจะทำ Euthanasia เมตตามรณะได้ให้เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมที่สุด นี่เป็นการผิด เพราะว่า หน้าที่ของมนุษย์จะต้องปกป้องชีวิตและส่งเสริมชีวิต ผิดเพราะอะไร ผิดเพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องปกป้องและส่งเสริมชีวิต และก็แสดงความเคารพและความรักต่อชีวิตคือหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่มนุษย์แต่ละคน ทรงเรียกในฐานะที่เป็น ภาพลักษณ์ที่มีชีวิตของพระองค์ให้มีส่วนร่วมในการปกครอง เหนือโลก เขาบอกว่าพระเจ้าทรงอวยพระพรแก่อดัมกับอีฟ ในตอนต้นที่สร้างโลก และตรัสไว้ใน Genesis บทที่ ๑ ข้อที่ ๒๘ คือบทปฐมกาล เป็นคำสั่งของพระเจ้าให้มนุษย์นั้นทำอะไรให้มนุษย์มีลูกดก สนับสนุนให้มีลูก เห็นไหม เขาสั่งชัดเจน คาทอลิก คุมกำเนิดไม่ได้ ขัดกับพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างชัดเจน เลยที่บอกว่าจงมีลูกดก และทวีจำนวนขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงปกครองแผ่นดิน จงเป็นนายเหนือปลาในทะเล นกบนอากาศและสัตว์ทุกชนิดที่เคลื่อนไหวอยู่บนแผ่นดิน จำบทนี้ไว้นะ เพราะบทนี้เป็นบทที่เป็นปัญหาที่สุดสำหรับคริสต์ เดี๋ยวเราจะเรียนต่อไปว่าเป็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะเป็นคำสั่งบอกว่าจงมีลูกดก จึงห้ามคุมกำเหนิดและทวีจำนวนให้มากขึ้นด้วย ลูกเกิดอย่างเดี่ยวไม่พอ ต้องทวีจำนวนขึ้นด้วยจนเต็มแผ่นดิน ดิน จงปกครองแผ่นดิน จงเป็นนายเหนือปลาในทะเล นกบนอากาศและสัตว์ทุกชนิดที่เคลื่อนไหวอยู่บนแผ่นดิน คำว่าเป็นนายนี้แย่หน่อย เพราะเป็นที่มาของปัญหาว่า มนุษย์ในศาสนาคริสต์เป็นนายของสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นศาสนาพุทธเชื่อว่า ให้มองทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ใต้กฎแห่งกรรม กฎธรรมชาติ แต่ว่าศาสนาคริสต์ให้เป็นนานเหนือธรรมชาติ ความที่มนุษย์เป็นผู้มีอำนาจจะทำอะไรก็ได้
ถาม : ส่งเสริมให้มีลูกดกและทวีจำนวนมากขึ้น เสร็จแล้วบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ บอกว่าส่งเสริมให้เป็นสร้างบาป เพราะว่าศาสนาคริสต์บอว่า การที่มีมนุษย์ ๒ คนแรก คืออดัมกับอีฟร่วมเพศกันก็ถือว่าผิด
ตอบ : เปล่าไม่ใช่ ร่วมเพศกันแล้วผิด ที่คืออดัมกับอีฟผิดเพราะไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า พระเจ้าห้ามไม่ให้กินผลไม้ต้องห้าม แต่ไปกิน แต่ว่าไม่ใช่ผิดเพราะไปมีเพศสัมพันธ์ ผิดเพราะเป็นการกบฎต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟังที่ยั่วยวนให้ขัดคำสั่งพระเจ้าไปกินผลไม้ต้องห้ามในสวน แล้วหลักจากนั้น ผลต่อมาก็คือ อดัมกับอีฟ ก็เกิดความรู้สึกทางเพศ แล้วก็มีเพศสัมพันธ์กันก็เลยเกิดลูก
ถาม : ถ้า อดัมกับอีฟ ไม่กินผลไม่ต้องห้าม แสดงว่าความต้องการทางนั้นไม่มี
ตอบ : ใช่ อันนั้นมันเป็นขั้นตอนต่อมา แต่ พระเจ้าก็สร้างให้อีฟเป็นเพื่อนของอดัม ก็มีจุดประสงค์กลายๆ อยู่แล้ว ไม่ได้ห้าม ศาสนาคริสต์ไม่ได้ห้ามเรื้องการแต่งงาน การแต่งงานเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ แต่ที่มีบาป นั้นคือการทีมนุษย์กบฎต่อพระเจ้า หันหลังให้พระเจ้า ไม่ฟังคำสั่ง เลือกใช้เสรีภาพในทางที่ผิด นั้นคือบาป เป็นบาปอันแรก แต่ว่าที่มีเพสสัมพันธ์กัน มีลูกต่อมานั้นไม่ใช่ มันเป็นธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างคน ๒ คนขึ้นมา เพราะฉะนั้นไม่เป็นไร มีบทปฐมกาล Genesis บทที่ ๒ ข้อที่ ๑๘
พระเจ้าตรัสว่า ไม่ดีที่มนุษย์อยู่ตามลำพัง เมื่อแรกนั้นทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง ทรงปรารถนาให้มนุษย์มีส่วนช่วยพิเศษบางประการ ในการสร้างสรรของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงอวยพรชายและหญิงผู้นั้นวา จงมีลูกและทวีจำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้นมนุษย์มีความรับผิดชอบโดยเฉพราะที่มนุษย์ต้องมีต่อชีวิตในมนุษย์ในฐานะเป็นชีวิตมนุษย์
ชายและหญิงที่แต่งงานแล้วให้กำเนิดโดยการเจริญพันธ์ ตรงไม่ได้ผิด การที่มนุษย์ชาย หญิงมีเพศสัมพันธ์กันไม่ได้ผิดในสายตาของชาวคริสต์ แต่ตรงที่ผิดคือการเป็นกบฎต่อพระเจ้า
ครูจะอ่านตรง Euthanasia ว่าศัพท์เค้าว่าอย่างไร เมตตามรณะ เขาบอกว่า พระเจ้าเป็นบันดาลชีวิตและความตาย เพราะฉะนั้น โศกนาฏกรรมของการทำเมตตามรณะ หลังจากกล่าวถึงชีวิตมนุษย์ในระยะเริ่มแรกมาแล้ว เราจะพิจารณาบั้นปลายชีวิต เมื่อมนุษย์ที่ชายหญิงเผชิญกับความล้ำลึกของความตาย ในปัจจุบันนี้ความเจริญก้วหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทญ์ และค่านิยมทางวัฒนธรีรมใหม่นี่ไม่คำนึงถึงภาวะอุตตมภาวะ ทำให้ภวะของการเผชิญควราตายมีลักษณะหใหม่เมื่อคนส่วนใหญ่มีแนวโน้มให้คุมชีวิต เฉพาะแต่ชีวิตที่สามารุนำความสุข และสะดวกสบายมาสู่ตน ความทุกข์ เป้นความพ่ายแพ้ที่สุดจะทนได้ เป็นสิ่งที่มนุษย์เราต้องหลีกเลี่ยงโดยทุกวิถีทาง มักจะคิดว่าความตายได้ความหมาย ถ้าทำให้ชีวิตมีความเหงามีอนาคตปละประสบการณ์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ หยุดชะงักลาโรยและคิดว่าความตายเป็นการปลดเปลื้องที่ถูกต้อง ถ้าชีวิตที่ยังมีอยู่ไม่มีความหมายอีกแล้วก็จะอยู่ในความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส และจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานมากขึ้นไป ในสถานการณ์เช่นนี้ มีแรงจูงใจมากยิ่งขึ้นในการกระทำเมตตามรณะ คือเราควบคุมความตาย โดยการเร่งให้เกิดก่อนเวลา ทำให้ชีวิตของตนหรือของผู้อื่นจบอย่างสวบ แท้จริงสิ่งที่เหมือนสมเหตุสมผล มีมนุษยธรรม เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไร้การไตร่ตรองและขามนุษยธรรม ขณะนี้แรงเผชิญกับปรากฏการณืที่น่าสะพึงกลัวอย่างยิ่งของค่านิยมทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับความตาย ก่อนอื่นเราต้องนิยามคำว่า เมตตามรณะอย่างชัดเจน เพื่อตัดสินใจว่า เมตตามรณะ เป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ทางศีลธรรม
เมตตามรณะในความหมายที่ตรงที่สุดหมายถึง การกระทำหรือการงดเว้น ละเว้น กระทำซึ่งก่อให้เกิดความตาย เมตตามรณะคือ กมรกระทำ หรือละเว้นการกระทำที่ก่อให้เกิดความตาย กระทำคือ ฉีดยาให้ตายไป ละการกระทำ เช่น คนไข้คนนี้จำเป็นจะต้องได้เลือกได้ออกซิเจน หรืออาหารทางหลอดเลือด แต่ละเว้นไม่ให้พวกนี้เสีย คนไข้ก็ตาย
Euthanasia มีความหมายว่าเป็นการกรพทำ หรือละเว้นที่ทำให้เกิดความตาย การกระทำที่อยากให้คนไข้ตายเร็วๆ ก็ฉีดมอร์ฟีนเข้าไป คนไข้ช็อคตาย ให้ยานอนหลับเกินขนาดหรือให้ยาอันตรายเกินขนาด คนไข้ก็ตายเร็วขึ้น เมตตามรณะคือการกระทำหรือการละเว้นการการที่ก่อให้เกิดความตาย หรือ เจตนาที่ก่อให้เกิดความตาย เพื่อจุดประสงค์ในการขจัดความทุกข์ทรมานทั้งปวง คำสำคัญในการนิยามเมตตามรณะ คือ เจตนา ความจงใจ วิธีการที่ใช้
เพราะฉะนั้น เมตตามรณะ จะประกอบด้วย ๓ อย่าง คือ เจตนา ความจงใจ และวิธีการที่ใช้ เจตนาดีต้องการให้เขาหมดทุกข์ ความจงใจและวิธีการที่จะใช้ คืองดกระทำหรือกระทำ กระทำคือฉีดยาเร่งให้ตาย ให้ยาเกินขนาด งดกระทำคือคนไข้หายใจด้วยอกวิเจน ก็เอาออก กินอาหารทางหลอดเลือด ก็เอาออก ให้เลือด ให้น้ำเกลือ ก็เอาออก นี่คืองดเว้นการกระทำ) เพราะฉะนั้น ตาย แต่ตายอย่างนี้ด้วยเจตนาดี ช่วยให้คนไข้พ้นทุกข์ นี่คือเมตตามรณะ เราจะต้องแยกเมตตามรณะออกจากการละเว้นสิ่งที่เรียกกันว่าวิธีการทางแพทย์ (Aggressive medical treatment) คือวิธีการบำบัดรักษาอย่างเข้มงวดทางการแพทย์ หมอนั้นด้วยจรรยาบรรณของหมอ หมอมีหน้าที่รักษาคนไข้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นหมอจะต้องทำอย่างไร อันนี้เขาบอกว่า เราจะต้องแยกเมตตามรณะออกจากการละเว้นสิ่งที่เรียกกันว่า วิธีการบำบัดอย่างเข้มงวดทางการแพทย์ ซึ่งได้แก่ วิธีการทางแพทย์ที่ไม่ตอบสนองต่อสภาพแท้จริงของผู้ป่วย เพราะเป็นการการะทำทำให้คุ้มค่า ไม่เกิดผลเท่าที่ควรในขณะนั้น หรือเป็นภาระหนักเกินไป แก่ผู้ช่วยและครอบครัวเขา หมายความว่าอย่างนี้ ถ้าสมมติว่า คนไข้คนนั้น หมอรู้แล้วว่า เขาไม่สามารถจะหายได้ แต่หมดต้องการที่จะลองยาหรือต้องการศึกษากรณีอะไรใหม่ ก็พยายามรักษาอย่างเต็มที่เลย ใช้วิธีใหม่ๆ อันนี้เรียกว่าเป็นวิธีการบำบัดอย่างเข้มงวด เป็น Aggressive คำว่า Aggressive นี่เป็นความหมายทางลบ เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นต้องรักษาแล้ว แต่หมอด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามต้องการพยายามที่เอาให้ได้ ซึ่งมันเกิดความลำบากแต่ทั้งตัวคนไข้และตัวผู้ป่วย เขาบอกว่า เป็นภาระหนักเกินไปแก่ผู้ป่วยและครอบครัวเขา ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อความตายใกล้จะมาถึง และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราจะรู้ได้โดยมโนธรรมที่สามารถปฏิเสธวิธีการบำบัดรักษาซึ่ง แต่จะต้องเอาใจใส่ผู้ป่วย กรณีเช่นนี้ ด้วยวิธีการปกติอย่างไม่หยุดยั้ง หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าถ้าไม่ไม่มีการรอดและหมอใช้วิธี Aggressive แบบนี้ไม่จำเป็น จะไม่สนับสนุน แต่หมอจะหลับมาใช้วิธีปกติรักษา หน้าที่ของมหมอ หมอยังมีหน้าที่รักษาคนไข้คือ ทำความเจ็บปวดให้น้อยลงที่สุด เช่น วิธีการรักษาโดยธรรมชาติ แต่ถ้าวิธีใดก็ตามที่เป็น Aggressive คือเป็นการรักษาอย่างเข้มงวด อันนี้ไม่มีความจำเป็น เพราะอันนั้นมันอาจจะเป็นด้วยจุดประสงค์อย่างอื่น เช่นต้องการทดลองกรณีใหม่ๆ ต้องการมีประสบการณ์ ต้องการเลี้ยงไข้ ต้องการลองยา ซึ่งอันนี้ไม่มีผลดีทั้งคนไข้และผู้ป่วย แต่หน้าที่ของหมอต้องทำการรักษาอย่างปกติ เขาบอกว่า แน่นอนเรามีหน้าที่ทางจะเอาใจใส่ดูแล และอนุญาติให้คนอื่นมาดูแลแทนเรา แต่หน้าที่เราต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่แม้จริง จำเป็นจะต้องบอกว่า วิธีการบำบัดรักษาที่สามารถให้ได้ เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริง มีความหวังสูงที่ผู้ป่วยจะดีขึ้น การละเว้นวิธีการบำบัดรักษาที่ผิดไปจากวิธีปกติธรรมดา และไม่คุ้มค่าแก่ผลที่จะเกิด นับว่าไม่เป็นการฆ่าตัวตายหรือเมตตามรณะ เป็นเพียงการแสดงว่า มนุษย์ยอมรับสภาพของตน เมื่อเผชิญกับภาวะการตาย ตรงนี้เขาพยายามแยกเมตตามรณะ กับการรักษาของหมอที่ใช้วิธีการอย่างเข้มงวดว่าไม่เป็นเดียวกัน เขาพยายามแยกว่าเมตตามรณะ กับ Aggressive ไม่ใช่อันเดียวกัน เขาบอกว่าวิธีการทางแพทย์สมัยใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น กับสิ่งที่เรากันว่าวิธีการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) นี่คือหน้าที่ของหมอสมัยใหม่ คือการ วิธีการรักษาแบบประคับประคอง เป็นความพยายามที่ให้ความทุกข์ทรมานในขั้นสุดท้ายของโรคบรรเทาเอง จนทนได้ อันนี้คือวิธีการประคับประคอง คือพูดง่ายๆ ว่าบทที่เค้าพูดมา เขาไม่สนับสนุน Aggressive การบำบัดรักษาอย่างรุนแรง แต่เขาสนับสนุนให้รักษาแบบประคับประคอง คือความพยายามที่จะให้ความุกข์ทรมานในขั้นสุดท้ายของโรคบรรเเทาลงจนทนได้ และรับรองว่าผู้ป่วยจะไม่ถูกปล่อยให้ตายเดียวดาย ไนช่วงเวลาที่ทรมาน พอเห็นภาพไหมว่า หน้าที่ของหมอ คือจะต้องให้รักษาให้ดีที่สุด ให้ผ่อนคลายความทุกข์มากที่สุด แต่จะไม่ดันทุรังใช้วิธีการรักษาแบบ Aggressive ถ้ารู้ว่าไม่หายแน่ๆ แล้วก็ทำความทุกข์ทรมานแก่คนไข้
Euthanasia แบบที่สอง นั้นถือว่าเป็นการฆ่าตัวตายที่เป็นบาปอันนี้ให้นักศึกษารู้สัพท์นี้ไว้ มนุษย์ในศาสนาคริสต์ต้องการให้มีการตายแบบ Natural death เพราะมนุษย์เป็นผู้ที่มีศักดิ์ศรี เวลามนุษย์ตายมนุษย์ควรตายที่เป็นลักษณะที่เป็น Natural death คือการตายอย่างธรรมชาติ เหมือนท่านพุทธทาส ตอนท่านตาย ถ้ารู้ว่าไม่มีทางรักษาหายได้ ก็อย่าใช้วิธีบำบัดแบบที่เรียกว่า Aggressive medical treatment การบำบัดอย่างรุนแรงไม่ได้ ผ่าตัดก็ไม่มีประโยชน์เพราะท่านไม่รอดแล้วแต่เลือกที่จะใช้วิธีการเพื่อบรรเทาความเจ็บปวย ให้ชีวิตอยู่ได้เท่านั้นเอง ให้มนุษย์นั้นมีชีวิตและก็ให้ตายอย่าง Natural death ทั้งเป็นไปตามวาระของเขา และทั้งสมศักดิ์ศรี อย่างสงบ เพราะในระยะสุดท้าย ถ้ารู้ว่าไม่มีทางหายแล้ว เขาจะส่งไปที่บ้าน เรียกว่า hospice
ถ้านักศึกษาเรียนศาสนาคริสต์แล้ว นศษ.น่าจะพูดกับคนอื่นได้ว่า ถ้าสมมติว่า คนไข้รักษาไม่หาย แล้วศาสนาคริสต์เขาจะไม่ทำอันตราย เขาจะไม่ทำการรักษาแบบ Aggressive อีต่อไป แต่จะให้บรรเทาความปวดให้พยายามให้คนไข้นั้นตายอย่างธรรมชาติที่สุด โดยเอาคนไข้นั้นไปอยู่ใน hospice ให้ดูแลแบบ Hospice care คือล้อมรอบด้วยความรัก ความเข้าใจ ให้ไปอยู่กับครอบครัวก็ได้ แต่ถ้าไปอยู่กับครอบครัว ก็อยู่กับคนที่ดูแลมุ่งมั่นให้กำลังใจ อาจจะให้นั่งสมาธิ สอนธรรมถ้าเป็นพุทธ แต่ถ้าเป็นคริสต์สอนเรื่องพระเจ้า ให้ใกล้ชิดพระเจ้าให้มากที่สุด เพื่อตัวตายอย่างอย่างสงบสุข และก็อย่างสมศักดิ์ศรี นี่คือความหมายของ Euthanasia
ในปัจจุบันเค้าพิจารณา ความตายกันอย่างไร Under what circumstances แปลว่าสภาพการณ์ เขาบอกว่า ในสถานการณ์อะไร should we treat a person dead ที่เราจะพิจารณาว่าคนนั้นตาย treat แปลว่าปฏิบัติ ใต้สถานการณ์อะไรเราควรปฏิบัติ a person dead ที่เราจะรู้ว่าคนนั้นตายด้วยสถานการณ์ไหน ทางการแพทย์สมัยใหม่ เขาบอกว่า individuals แปลว่าปัจเจกบุคคลแต่ละคน individuals may have totally destroyed brains เขาบอกว่า destroyed brainsสมองถูทำลาย totally โดยสิ้นเชิงทั้งหมด ให้พิจารณาความตาย ไม่ใช่ว่า หัวใจยังเต้นอยู่ แสดงว่ายังไม่ตาย แต่ถ้าพิจารณาให้ตายสนิท ด้วยการพิจารณาว่าสมองตาย may have totally destroyed brains with the irreversible แปลว่ากลับมาไม่ได้อีกแล้ว ตัวนี้มาจากคำว่า reverse พอเติม ir เข้าไป แปลว่า ไม่ คือว่ามันกลับมาไม่ได้อีกแล้ว loss แปลว่าสูญเสียอย่างกลับมาไม่ได้ loss of the ability ความสมารถ to integrate ทำให้เข้าด้วยกัน bodily คือร่างกาย functions แปลว่าหน้าที่ while แปลว่าขณะ their respiration แปลว่าการหายใจ is supported แปลว่าสนับสนุน mechanically ใช้เครื่องจักร เครื่องยนต์ หมายความว่าระบบหายใจช่วย ถูกใช้เครื่องจักร หมายความหมายใจด้วยเคาองช่วยหายใจนั่นเอง and their hearts และหัวใจดำเนินไป ยังเต้นต่อไป ถึงแม้ว่าอวัยวะยังทำงานอยู่ เพราะว่า ที่คนตายยังมีการเต้นของหัวใจอยู่ แต่ถ้าสมองตายโดยสิ้นเชิงแล้วไม่สามารถจะกลับมางานได้อีกเลย นั้นคือตาย แต่ไม่ได้พิจารณาปุ๊ปปั๊ป เขาจะต้องลองฉีดยา หรือว่าหมอเชี่ยวชาญด้านสมองอย่างน้อย ๓ คนมาดู และจะทิ้งช่วงเวลาอย่างน้อย ๒๔ ชั่วโมง ตอนนี้จะพิจารณาว่า คนไข้คนไหนตาย ก็ให้ นักศึกษารู้ได้เลยว่า เขาไม่ได้จับชีพจร เมื่อก่อนเขาบอกว่า เอามือมาอังที่จมูก ไม่มีลมหายใจแสดงว่าจาน ตอนนี้มันไม่แน่แล้ว หรือมาจับชีพจรก็ไม่ใช่ หรือ ให้วิญญาณออกจากร่าง ก็ยังไม่รู้ ทางหมามีข้อโต้แย้งเยอะมาก คนที่พิจารณาว่าตายอย่างสมบูรณ์ คือ พิจารณาว่าสมองตาย แต่พิจารณาว่าสมองตาย แกนสมองตายต้องตายอย่างสินเชิง หมายความว่า สมองไม่สามารถจะสั่งงานอวัยวะทุกอย่างได้แล้ว จะกลับมาอย่างปกติไม่ได้แล้ว ต้องมีหมออย่างน้อย ๓ คน และหมอ ๑ คน ต้องเป็นหมอ รพ.ประสาทด้วย
อาจารย์เล่าเรื่องสมเด็จย่า : การพิจารณาว่าใครตาย ทางการแพทย์ต้องรอเวลาว่า พิจารณาว่าแกนสมองตายแน่ไหม
ทำไมละ เขามีความเมตตาที่จะช่วยให้คนตายโดยสงบนี้ ทำไมถึงผิด ผิดเพราะว่า กฎนี้เลย เพราะทุกคนถูกสร้างเป็นฉายาของพระเจ้า นักศึกษาจะทิ้งมันไม่ได้ เป็นขวัญใจเลย มนุษย์ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า หมายความว่ามนุษย์มีมีอำนาจพอที่จะจะใช้เหตุผล และมนุษย์มีความสามารุที่จะเลือกทำถูกหรือผิด นี่คือความหมายรวมของคำว่า Image of God คือมนุษย์ถูกสร้างในฉายาของพระเจ้า เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันแล้ว ชีวิตของมนุษย์ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ ทำไม่ชีวิตของมนุษย์ถึงมีค่า เพราะถูกสร้างในฉายาของพระเจ้า แล้วพระเจ้าเป็นผู้ให้ชีวิต มนุษย์ไม่ได้มีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตโดยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจะทำอะไรกับชีวิตตัวเองไม่ได้ มีหน้าที่อย่างเดียวคือ ปกป้อง แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำลาย
สรุป คือว่า สิทธิในการมีชีวิตอยู่นั้นเป็นที่มาจากพระเจ้า ที่มาเกี่ยวข้องกับพระเจ้า God has given to humankind authority to exercise อันนี้กำลังพูดถึงรวมๆ ว่า พระเจ้าให้อำนาจแก่มนุษย์ to exercise dominion ปกครองมีอำนาจเหนือ over all other living thing หมายความว่าพระเจ้านั้นได้ให้อำนาจแก่มนุษย์ที่จะปกครองเหนือสิ่งมีชีวิตต่างๆ other living thing we may kill them มนุษย์สามารถฆ่าสัตว์ได้ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สำหรับอาหาร แต่เราไม่ใช้ความโลภ ความตะกละ สัตว์เป็น other living thing สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่พระเจ้าสร้างมาเหมือนกัน ตอนแรกจำได้ไหมที่เราอ่าน จงมีลูกดก มีแผ่ขยายเต็มแผ่นดิน และจงปกครองอะไรพวกนั้น ก็ดูเหมือนว่ามนุษย์มีสิทธิ์ที่จะปกครอง มีอำนาจปกครองสัตว์มีชีวิตอื่นๆ เพราะฉะนั้น เราอาจฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่นสัตว์เป็นอาหาร แต่เราจะต้องไม่ใช้มันด้วยความโลภ ความตะกละ ความเห็นแก่ตัว หรือฆ่ามันด้วยความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น ตรงนี้สามารถแทรกให้นักศึกษาเห็นว่า ถึงแม้ว่าศาสนาคริสต์ ใน O. T. ในบัญญัติ ๑๐ ประการจะบอกว่า จงอย่าฆ่า หมายความว่า จงอย่าฆ่ามนุษย์ แต่ฆ่าสัตว์ได้เพื่อเป็นอาหาร ก็ทำตามพระเจ้าที่พระเจ้าบอกว่ามนุษย์มีสิทธิ์ท่จะะปกครองเหนือสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะฆ่าเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ คือเอามาเป็นอาหาร แต่ว่ามนุษย์จะต้องไม่ฆ่าด้วยความโลภ และก็ไม่ทำให้มีเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น การฆ่าเพื่อเอามาเป็นอาหาร จะต้องใช้วิธีให้มันเจ็บปวดน้อยที่สุด เช่น ยิ่งทันที่ ไม่ใช้วิธีค่อยๆ เชือด ทรมาน อย่างนั้นมันทารุณ
การฆ่าของพุทธมีองค์ประกอบอะไรบ้าง คือ ๑. สัตว์มีชีวิต ๒. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต ๓. มีเจตนา ๔. มีความพยายามฆ่า ๕. สัตว์นั้นตายด้วยความพยายาม ถ้ามีความพยายามครบ ๕ ประการอย่างนี้ถือว่าผิด แต่ของคริสต์นั้นฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะทำตาคำสั่งของพระเจ้า มนุษย์ปกครองฝูงสัตว์ เพราะฉะนั้นมนุษย์สามารถเอาสัตว์มาเป็นอาหารได้
Necessary Needs and Artificial want ๒ คำนี้ต่างกัน
Necessary Needs คือความจำเป็นจริงๆ เช่นความจำเป็นในชีวิต อาหาร เคาองนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย พวกนี้คือ Needs ถ้าไม่มีพวกนี้ เราตาย หรืออยู่ไม่ได้อย่างมีความสุข
Artificial want คือความต้องการจอมปลอม หมายความว่า ถ้าเราไม่ซื้อ เราก็มีชีวิตอยู่ได้ เพราะฉะนั้นต้องรู้จักแยกความแตกต่างซึ่งเป็นหน้าที่ทางศาสนาด้วย ที่จะต้องให้มนุษย์รู้จักแยกความแตกต่างระหว่าง Necessary Needs and Artificial want
ถ้ามนุษย์สามารถแยกความแตกต่างของทั้งสองได้ มันจะลดภาพวัตถุนิยมกับบริโภคนิยม แล้วเหตุการณ์ที่เป็นวัตถุนิยม กับบริโภคนิยม เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาระบบนิเวศวิทยา เราจะเรียนต่อไปไปอีกหัวข้อหนึ่ง หลังจากที่เราพูดถึง Euthanasia แล้ว เรากำลังเข้าไปสู่ปัญหาจริยธรรมสิ่งแวดล้อม ถ้ามนุษย์แยกความแตกต่างว่าอันไหนคือสิ่งจำเป็น กับอันไหนคือความต้องการแบบไม่มีที่สิ้นสุดแบบปลอมๆ ถ้าแยกความแตกต่างทั้งสองคำนี้ออก จะลดปัญหาเรื่องวัตถุนิยม บริโภคนิยม ทำไม วัตถุนิยม บริโภคนิยม เป็นปัญหา ก็เพราะว่า ถ้าเราจะต้องมีการผลิต เราต้องมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เราต้องใช้แหล่งพลังงาน ไปใช้ถ่านหินมาสร้างพลังงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดน้อยลง อันเราจะเข้าไปสู่จริยศาสตร์ สิ่งแวดล้อม นักศึกษาพอเข้าใจ Euthanasia หรือยัง เอาเท่านี้ก่อน Euthanasia คืออะไร Mercy killing คืออะไรและผิดหลักคริสต์อย่างไร
***
Ecology
Ecology คือวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างเป้นระบบวิทยาศาสตร์ ให็เห็นว่ามนุษย์กับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร
Eco justice คือยุติธรรมทางนิเวศวิทยา ปัจจุบันเราต้องพยายามให้เกิด Eco justice คือแยกความยุติธรรมในทางนิเวศวิทยา
ศาสนา๔กโจมตีอย่างยิ่งว่าสอนให้มนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยบัญญัติ จงมีลูกดก ปกครอง จะต้องเปลี่ยนข้อคิดใหม่
Thomas berry เป็นนักเทววิทยาด้วยนักสิ่งแวดล้อมด้วย ได้ให้ แนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับ
๑. We need to recognize nature
(ยังไม่จบ...แต่ขี้เกียจพิมพ์แล้ว...)
***