ศาสนาคริสต์สามารถสนับสนุนให้มีความรุนแรงได้มั๊ย แต่ที่เรารู้มาว่าศาสนาคริสต์สอน เรื่องความรัก ให้อภัยแม้กระทั่งศัตรู ในความจริงมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายที่คนคริสต์ฆ่ากันเอง เรากำลัง จะเรียนเรื่อง The Nuclear Crisis
The Nuclear Crisis : วิกฤตการณ์นิวเคลียร์
For all of recorded history there have been wars, but the present threat of nuclear war is a new situation. มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามีสงครามเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันนี้คือเรื่องสงครามนิวเคลียร์ เมื่อก่อนรบกันโดยใช้มีดใช้ดาบเป็นอาวุธ แต่ปัจจุบันนี้ที่อันตรายคือสถานการณ์สงครามนิวเคลียร์ สงคราม นิวเคลียร์เป็นอันตรายเพราะ
The human race is now capable of committing what Chapter Five called "human ocide," the destruction of the entire human race. This new possibility of communal suicide has resulted from the invention of nuclear weapons and the continuation of the arms race by the world's superpowers. มนุษย์ชาติปัจจุบันนี้สามารถที่จะทำสิ่งที่ ในหนังสือเล่มนี้เรียกว่า human ocide คือการฆ่ามนุษย์ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (the destruction of the entire human race คือการทำลายเผ่าพันธุ์ทั้งหมดของมนุษย์)
สงครามนิวเคลียร์ให้นึกถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นถูกบอมบ์ที่ฮิโรชิมากับนางาซากิ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม เพราะเกาะทั้งเกาะหายไปเลย นั่นคือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ญี่ปุ่นทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาจริยศาสตร์ว่าทำได้หรือทำไม่ได้ เพราะเรารู้ว่าในทางศาสนาคริสต์สอนว่าห้ามฆ่าและสอนให้มีความรัก แล้วสงครามนิวเคลียร์เกิดขึ้นได้อย่างไร
"systematic theology." : Theology คือวิชาที่เกี่ยวกับพระเจ้า แต่ systematic คือการทำให้เป็นระบบ สรุปได้ว่า systematic theology คือการเรียนวิชาที่เกี่ยวกับพระเจ้าที่แบ่งคำสอน ออกเป็นหมวดหมู่ให้เป็นระบบ วิชานี้มีความพยายามที่จะทำ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของวิชานี้ที่ 2 ประการคือ
Systematic theology attempts to relate the various Christian doctrines to one another in a coherent and systematic way. หนึ่ง
พยายามที่จะเกี่ยวพันกับคำสอนต่าง ๆ ของศาสนาคริสต์ กับวิชาอื่น ๆ ที่ให้เป็นระบบ (systematic) พูดง่าย ๆ ว่า ศาสนาคริสต์จะต้องสามารถสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ศาสตร์อื่น ๆ ได้ เหมือนกับความพยายามของท่านเจ้าคุณธรรมปิฎก ท่านพยายามเกี่ยวเนื่องอธิบาย พุทธศาสนา กับศาสนา กับศาสตร์อื่น ๆ เช่น รัฐศาสตร์ แพทยศาสตร์ สังคมศาสตร์ จิตวิทยา ท่านพยายามที่จะเชื่อมโยงคำอธิบายของศาสนาพุทธให้เข้ากับศาสตร์อื่น ๆ ได้ ไม่ใช่ว่าศาสนาเป็นเรื่อง ของความงมงาย หรือแบ่งแยกตัวเองออกไปอีกโลกนึง ซึ่งงานของ Systematic theology ก็เป็นแบบเดียวกันนี้ คือพยายามจะเกี่ยวเนื่องเรื่องของศาสนาคริสต์ให้เข้ากับศาสตร์อื่น ๆ
It also attempts to draw out the implications of these doctrines for the way Christians ought to live. In a nuclear age, สอง
หน้าที่ของ Systematic theology คือมันพยายามจะวาดภาพให้เห็นว่า, พยายามจะให้คำสอนว่าชาวคริสต์นั้นควรจะอยู่อย่างไร นี่คือหน้าที่ของ Systematic theology ที่เค้าพูดอันนี้ขึ้นมาเพราะเค้าพยายามที่จะอธิบายว่าใน Systematic theology นี้ เป็นประโยชน์ต่อการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างไร เช่น เหตุการณ์ที่มีสงคราม ศาสนาคริสต์จะอธิบายอย่างไร โดยหน้าที่ของ
หน้าที่ของ Systematic theology คืออธิบาย doctrine / คำสอนให้เกี่ยวเนื่อง กับศาสตร์อื่น ๆ และขณะเดียวกันก็สามารถจะนำศาสตร์นั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันได้
The principle moral task, on the other hand, is perceived to be an exposition of the (individual and collective) behavior appropriate to saving the human race and the planet from annihilation. งานที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ moral task นี่เป็นเรื่องของเราแล้ว, งานที่เป็นทางศีลธรรมมีไว้เพื่อ ที่จะบอก ควบคุมความประพฤติส่วนบุคคล (individual) และความประพฤติที่เป็นส่วนรวม (collective) ที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์และสิ่งที่อยู่บนดางดวงนี้รอดพ้นจากการทำลายล้าง เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ คือ ถ้าเป็น theology จะบอกถึงทฤษฎี ตีความคำสอน แต่ถ้าเป็น moral task จะบอกถึงความประพฤติ ที่ควรกระทำ
These churches, as well as others, assert that Christian faith is active in love. In the current context, in which the present and all future generations are threatened with extinction, they acknowledge that Christian love must work for global peace. ศาสนจักรได้บอกว่าความเชื่อแบบชาวคริสต์ มีความเข้มแข็ง มีความกระตือรือร้นในเรื่องความรัก ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่า Christian love must work for global peace ความรักแบบคริสต์ จะต้องมีไว้เพื่อความสันติของชาวโลก
These churches also recognize that American Christians have a prominent role to play in the resolution of the nuclear threat
อเมริกันที่เป็นคริสเตียนจะต้องมีบทบาทในการที่ช่วยแก้ปัญหา การคุกคามทางนิวเคลียร์ในโลกนี้
Many Christians believe that the church has an important and distinctive contribution to make to the resolution of the nuclear crisis. ชาวคริสต์หลาย ๆ คนเชื่อว่าศาสนจักรมีคุณูปการสำคัญที่จะแก้ปัญหาวิกฤติการณ์เรื่องนิวเคลียร์
They hold that insofar as the church is called to be an instrument of the kingdom of God in history, the Christian church must make the peace of God's reign more visible in our time. ชาวคริสต์เชื่อว่าศาสนจักรถูกเรียก เพื่อเป็นเครื่องมือของอาณาจักรของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของศาสนจักรถูกเรียกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือของอาณาจักรของพระเจ้าในโปรแตสแตนท์ และ Christian church จะต้องนำ, ทำ, สร้างสันติภาพที่มีเหมือนกับพระเจ้าเป็นผู้ปกครอง ในเวลาปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นถ้านับถือศาสนาคริสต์แล้ว ศาสนจักรมีหน้าที่โดยตรงคือ ทำโลกนี้ให้มีสันติภาพ เป็นสันติภาพ ที่จำลองสันติภาพที่จะพบใน Kingdom of God
***
The Morality of Warfare : ศีลธรรมเกี่ยวกับเรื่องสงคราม
มีสองทางเลือกในศาสนจักรที่ปัจจุบันนี้ใช้อยู่
On the one hand, some Christian have insisted on strict obedience to Jesus' command to love everyone, including one's enemies. On the one hand เป็นสำนวน ที่พูดของสองอย่าง On the one hand จะใช้ในกรณีแรก ในทางด้านหนึ่ง คริสเตียนกลุ่มหนึ่งยืนกรานที่จะ เชื่อฟังคำสั่งของพระเยซูที่ให้รักทุกคน รวมทั้งรักศัตรูด้วย เพราะฉะนั้นแสดงว่าพวกนี้ต่อต้านสงคราม นิวเคลียร์ เค้ายืนกรานที่จะไม่ให้มีสงคราม
These Christians, usually called pacifists, conclude that the moral presumption against the use of force is an absolute duty admitting no exceptions. On the other hand, other Christians have held that the duty to love all admits exceptions. Pacifists คือผู้รักสงบ กลุ่มนี้จะต่อต้านสงคราม พวกนี้จะตั้งข้อสมมติฐานไว้ก่อนเลยว่า against / ต่อต้านการใช้กำลังและพวกนี้จะไม่ยอมรับ การมีสงครามหรือการใช้กำลังใด ๆ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะรักทุกคนไม่มีข้อยกเว้น
When one self or one's country is unjustly attacked, or when an innocent victim is threatened by another, there Christians hold that they are no longer bound not to use force against the aggressor. กลุ่มที่สองนี้ก็ยังยอมรับกฎของพระเยซู เพราะเรามีหน้าที่จะรักทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าตัวเองหรือประเทศของตัวเอง is unjustly attacked / ถ้าถูกโจมตีอย่างไม่ยุติธรรมแล้ว หรือว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มี innocent victim / เหยื่อที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เหยื่อผู้บริสุทธิ์ถูก threatened / คุกคาม โดยคนอื่น คริสเตียนเหล่านี้ก็จะเชื่อว่าไม่มีข้อผูกมัดในเรื่องห้ามใช้กำลังต่อต้าน คนที่ใช้กำลังคุกคามต่อไป
จริยธรรมเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรง คริสเตียนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก บอกว่าจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของพระเยซูตลอดไป ให้รักเพื่อนบ้าน รักแม้กระทั่งศัตรู เพราะฉะนั้นพวกนี้ทุกรูปแบบ ไม่มีการใช้กำลัง จะต่อต้านการใช้กำลังทุกรูปแบบ
กลุ่มสอง เชื่อคำสอนอันนั้น แต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามประเทศของตัวเองถูกคุกคามอย่างไม่ยุติธรรม ก็จะต้องต่อต้าน
Christians representing both positions can be found in the various periods of the church's history. Christian pacifists, for example, existed in the early church. In fact, pacifists may have constituted the majority position in the first few centuries. These early pacifists included those who refused to join the Roman imperial army as well as those (martyrs, for instance) who refused to use physical violence to protect their own lives. ชาวคริสต์เป็นตัวแทนของคนสองกลุ่มนี้ กลุ่มที่เป็น Pacifists เช่นในสมัยคริสเตียนตอนต้น ๆ คือพวกที่เป็น martyrs / มา-ทาย พวกนี้คือพวกรักสงบ พวกนี้คือ บุญราศี คือพวกคริสต์ในสมัยตอนต้น ๆ ตอนแรกศาสนาคริสต์เกิดในสังคมยิว และเมื่อแผ่ ประกาศศาสนาไปก็ถูกต่อต้าน พวกนี้จะถูกจับทรมาน และก็ถูกฆ่าเพื่อให้เลิกนับถือศาสนาคริสต์ พวกนี้เรียกว่า martyrs หรือมา-ตี มีคนที่ถูกฆ่าตาย และถูกทรมาน เพราะการไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา จะยังเชื่อพระเยซูอยู่เรียกว่า มา-ทาย ซึ่งอันนี้เป็นตัวอย่างของคริสต์เตียนที่เป็น pacifists คือถึงแม้ตัวเองจะลำบาก ตัวเองจะถูกทรมาน หรือจะต้องเสียชีวิตของตัวเองก็จะไม่ใช้กำลังตอบโต้ทุกรูปแบบ พวกนี้คือ pacifists / รักสงบ
The Majority of Christian in every age,
These Christians include the medieval Crusaders, who sought to rout the "infidel" Muslims and to reclaim the Holy Land, as well as those people throughout the ages who have believes that a just cause does permit Christians to kill others. กลุ่มที่สองคือพวกที่บอกว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คริสเตียนถูกรังแกโดยไม่ยุติธรรม พวกนี้จะต่อสู้ถึงแม้จะขัดกับคำสอนของพระเยซูที่สอนว่าให้รักแม้กระทั่งศัตรูก็ตาม พวกนี้คือ Crusaders คือผู้ที่ไปรบในสงครามครูเสส คือพวกในรบเพื่อศาสนา ในสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่รบระหว่างคริสเตียน กับมุสลิม และพวกที่ไปรบจะติดเครื่องหมายไม้กางเขน เพราะคำว่าครูเสสมีตัวย่อมาจากคำว่า cross / ไม้กางเขน พวก Crusaders หาทางที่จะต่อสู้ เป็นผู้ที่ต่อสู้กับพวกมุสลิมที่ไม่ซื่อสัตย์ / infidel Muslims และต้องการที่จะ to reclaim the Holy Land ในตอนนั้นดินแดนปาเลสไตน์เป็นดินแดนที่พระเยซูเกิด ดินแดนที่พระเยซูไปเปิดเผยศาสนาถูกครอบครองโดยพวกมุสลิม เพราะฉะนั้นพวกนี้ต้องการจะไปขับไล่ มุสลิมจึงเกิดสงครามครูเสส และก็เป็นคำสอนสนับสนุนจากศาสนจักรที่ว่าถ้าทำบุญในโลกนี้แล้ว ก็จะสามารถล้างบาปได้ เพราะฉะนั้น ทำบุญในโลกนี้ก็คือไปตายเพื่อศาสนา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สงครามครูเสสไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่ามุสลิม หรือคริสต์ขัดกันในเรื่องคำสอน แต่สงครามครูเสสเกิดขึ้นเพราะ ธรรมชาติของมนุษย์ และเกิดขึ้นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ ความขัดแย้งทางศาสนาเลย เพราะฉะนั้น พวก Crusaders เป็นคริสต์กลุ่มที่สอง คือถ้าไม่ได้รับความยุติธรรมก็จะสู้ นี่คือตัวอย่าง
The Idea of a Just War
มาถึงความคิด คำสอนที่สนับสนุนว่าทำให้คริสเตียนถึงสู้ได้ เพราะมันขัดกับที่เราเรียนมา เพราะศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งความรัก แต่ก็ยังมีการรบกันจนตาย รบกันเป็นสิบ ยี่สิบปี ก็เนื่องมาจาก idea เรื่อง a just war คือสงครามที่ยุติธรรม แนวคิดนี้ทำให้คริสต์เตียนออกไปรบ เพื่อ
Although the ides of a "just war" is rooted in ancient Stoic philosophy, St.Augustine (354-430) formed this ides into a Christian approach to the use of force. ปรัชญาสโตอิค เป็นปรัชญายาสาขาหนึ่ง คนหนึ่งที่อยู่ในสาขานี้คนนึงคือ St.Augustine ก็ได้ตั้ง idea / ความคิดนี้ขึ้นมาในความคิดของคริสต์เตียนที่จะใช้กำลัง (to the use of force)
As the U.S. Catholic bishops point out in their 1983 pastoral statement The Challenge of Peace, Augustine was convinced that war was a consequence of sin in the world. เหมือนอย่างที่คาทอริค บิช๊อป เขียนในหนังสือชื่อ The Challenge of Peace ออกัสตินได้ยืนยันว่า war was a consequence of sin in the world ออกัสตินยอมรับว่าสงครามนั้นเป็นเงื่อนไข เป็นผลมาจากบาปในโลกนี้ สงครามเป็นผลมาจากบาปในโลกนี้ ในศาสนาคริสต์เชื่อว่า อดัมกับอีฟ เป็นมนุษย์คู่แรก แล้วได้ขัดขวางคำสั่งของพระเจ้า ไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า เพราะฉะนั้น จึงเกิดความบาปขึ้น ก็มีความชั่วร้ายต่าง ๆ ตามมาและสงครามนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากบาป ที่มนุษย์คู่แรกทำไว้ ซึ่งออกัสตินเชื่ออย่างนี้
As such, it was sinful as well as a tragic remedy for sin some situations. ในกรณีนั้น มันเป็นบาป แล้วมันก็เป็นความเศร้าโศก เป็นการรักษาความเศร้าโศก (tragic remedy) สำหรับบาปในบางสถานการณ์
Violence and war ought to be avoided as much as possible because they are sinful, that is, destructive of our relationships with God and with one another. ตามความคิดเห็นของออกัสตินแล้ว ความรุนแรง กับสงครามต้องถูกหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (as much as possible) เพราะว่าสงครามนั้นเป็นเรื่องของความบาป นั่นคือ (that is) ทำไมสงครามจึงเป็นบาปตามความหมายของ ออกัสติน สงครามเป็นบาปเพราะเป็นการทำลายล้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า และความสัมพันธ์ของเรา กับคนอื่น ๆ ตามความคิดเห็นของออกัสติน ฟังดูแล้วมันขัด ๆ กัน เพราะตอนแรกศาสนาคริสต์ สอนให้รักทุกคน รักแม้กระทั่งศัตรู แต่ทำไมสงครามเกิดขึ้น และออกัสตินก็พยายามจะสนับสนุนว่ามี idea ของ just war แต่ตอนนี้ออกัสตินยังไม่ได้บอกว่า just war คืออะไร แต่ออกัสตินได้พูดถึงสงครามก่อนว่า สงครามนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากความบาป สงครามเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้า และเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างตัวมนุษย์กับคนอื่น ๆ
But, face with an attack on the innocent, the presumption that Christians do no harm, even to their enemy, yields to the command of love for an innocent neighbor. ถ้าจะมีการเผชิญหน้าในเรื่องการกับคนที่เป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว, การที่จะตั้งคำสมมติฐานไว้ก่อนว่าชาวคริสต์ จะไม่ทำอันตรายแม้กระทั่งศัตรู แล้วก็จะใช้กฎในเรื่องความรัก เพื่อคนที่เป็น innocent neighbor / เพื่อนบ้านที่บริสุทธิ์
In such a case, the rights of an innocent victim take precedence over the rights of an unjust attacker. ในกรณีเช่นนั้น, ถ้าเมื่อไหร่ที่มีเรื่องของเหยื่อผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้น เราจะต้องพูดถึง unjust attacker / และต้องเปรียบเทียบกับสิทธิของผู้ที่โจมตีที่ไม่ยุติธรรม
ในประการแรกออกัสตินบอกว่าสงครามนั้นเป็นเรื่องบาป เป็นเรื่องไม่ดี แต่ว่าเมื่อใดก็ตาม มีผู้ที่ถูกคุกคาม และคนผู้นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ต้องเปรียบเทียบกันระหว่างสิทธิของเหยื่อผู้บริสุทธิ์ กับสิทธิของเหยื่อผู้เข้ามาโจมตีโดยไม่ยุติธรรม ใครจะมีสิทธิมากกว่ากัน
He suggested that the use of physical force had to be just (used for defense, not for aggression against another); ออกัสตินเสนอว่า ให้ทำสงครามตอบโต้ได้ แต่การใช้ physical force / กำลังทางกายภาพ จะต้องยุติธรรม ในความหมายที่ว่า ใช้เพื่อป้องกันตัว ไม่ได้เพื่อการคุกคาม รุกรานเข้าไป (ออกัสตินบอกว่า ถ้ามีเหยื่อผู้บริสุทธิ์ให้ทำสงครามได้ แต่สงครามนั้นต้องเพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่ไปรุกรามเค้าก่อน)
idea ของ just war ประการที่หนึ่ง คือจะใช้ physical force ได้ต่อเมื่อใช้เพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่ใช้เพื่อรุกรานคนอื่น สาเหตุที่เรียกว่า just war / สงครามที่ยุติธรรมคือเพื่อป้องกันตัว
it had to be waged by a properly instituted authority (the emperor, not vigilante groups); การสงครามนั้นจะต้องถูกใช้โดยสถาบันที่มีอำนาจที่เหมาะสม เช่น กษัตริย์ ไม่ใช่พวกอันธพาล หมายความว่าคนที่จะนำการต่อสู้ได้นั้นจะต้องเป็นสถาบันที่ถูกต้อง ชอบธรรม ไม่ใช่อันธพาลยกพวกตีกัน แต่เป็นรัฐ เป็นประเทศ ถึงอนุญาตให้มี Jest war ได้
and the motive for the use of force or warfare had to be love. ประการที่สาม Motive คือแรงขับหรือแรงกระตุ้นที่จะใช้กำลังหรือจะทำให้เกิดสงคราม จะต้องมีพื้นฐานอยู่บนความรัก เช่น "cruel to be kind" คือโหดร้ายเพื่อที่จะใจดี มันอาจขัด ๆ กันอยู่
เพราะฉะนั้น องค์ประกอบของ Just War ต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการใหญ่ ๆ คือ
กฎข้อ 1 สงครามที่จะเรียกว่า just war ได้จะต้องเพื่อการป้องกันตัว ไม่ใช่เพื่อการรุกราน
กฎข้อ 2 ทำสงครามได้ แต่การประกาศสงครามนั้น, การที่จะนำไปสู่สงครามนั้น จะต้องทำด้วยสถาบัน, ผู้นำที่ถูกต้อง เช่น กษัตริย์ ไม่ได้ทำด้วยพวกโจร หรืออันธพาล ที่รวมกลุ่มกันแล้วยกกำลัง ไปทำร้ายกัน
กฎข้อ 3 เป็นการทำสงครามอยู่บนพื้นฐานของความรัก หมายความว่า เค้ารัก จึงต้องทำอย่างนั้น เพื่อตัดไปแต่ต้นลม นั่นคือโหดร้ายเพื่อความรัก, ด้วยเจตนาดีอยู่เบื้องหลัง เจตนาดีก็คือความรัก ที่จะต้องทำ
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ในประเทศแถบแอฟริกาที่วางระเบิดสถานทูตอเมริกา โดยผู้ก่อการร้าย แล้วอเมริกาตอบโต้โดยการยิงจรวดเข้าไปในอาฟกานิสถานซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโจร ที่คิดว่าเป็นคนทำ ถามว่าผิดจริยธรรมมั๊ย เรามีสิทธิจะวิเคราะห์ได้ด้วยจริยศาสตร์คริสต์ กับแนวคิดของ Just War เราอาจตอบว่า ในความเป็นจริงศาสนาคริสต์สอนเรื่องความรัก สอนให้รักแม้กระทั่งศัตรู แต่ก็มีความคิดออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่รักความสงบยอมทุกอย่าง กับกลุ่มนึงถึงแม้จะเชื่อฟังคำสอน ของพระเยซู แต่เมื่อไหร่ที่มีบทบาทของ the innocent victim / เหยื่อผู้บริสุทธิ์เข้ามา พวกนี้ก็สามารถจะทำสงครามได้ แต่ทำสงครามได้โดยอาศัยหลัก 3 ข้อที่ได้ความหมายมาจากออกัสติน ซึ่งในตอนแรกเค้าบอกว่าสงครามนั้นเป็นบาป กฎในการต่อสู้ 3 ข้อนี้คือ
1. จะต้องเป็นการป้องกันตัว ไม่ใช่การรุกราน
2. การที่จะประกาศสงคราม หรือทำสงครามนั้นจะต้องทำด้วยสถาบันที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีความชอบธรรม เช่น กษัตริย์ ประธานาธิบดี ผู้นำกองทัพ ไม่ได้ทำสงครามเพราะอันธพาล กับอันธพาลยกพวกไปตีกัน หรือนักเลงหัวไม้ยกพวกตีกัน
3. ทำสงครามแล้วอยู่บนพื้นฐานของความรัก คือว่าโหดร้ายก่อน แต่ว่ามีความเมตตาอยู่เบื้องหลัง ที่จะทำสงคราม หรือว่าผู้ที่จะช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์นั่นเอง
ลักษณะข้อสอบ จะเอาเหตุการณ์จริงมาถามว่าทำได้ / ไม่ได้ เพราะอะไร เราก็ประมวลเอาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาในเรื่อง Norm บรรทัดฐานในเรื่องความรักของคริสต์เตียน agape แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับจริยศาสตร์การแพทย์ สิ่งที่เราจะต้องเอามาพูดมากก็คือเรื่อง Image of God คือการถูกสร้างเป็นพระฉายาของพระเจ้า เช่นเรื่อง Abortion, Euthanasia เราต้องบอกว่า ชีวิตศักดิ์สิทธิ์ เพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นในพระฉายาของพระเจ้า
ทำไมชาวคริสต์ที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาแห่งความรัก แต่ทำไมจึงเกิดสงครามได้ เพราะ idea จาก Just War
Augustine regarded this last condition as the most important. Love in this context meant that Christians, remembering the inalienable human dignity even of the enemy, had to avoid unnecessary violence and that they had to pursue reconciliation with the enemy as quickly as possible. ออกัสตินมองว่าเงื่อนไขสุดท้ายสำคัญที่สุด, ความในรักในบริบทนี้หมายความว่า, จะต้องจำไว้ว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรี แม้กระทั่งเค้าเป็นศัตรูก็ตามเค้าก็มีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้นจะต้องหลีกเลี่ยง ความรุนแรงที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด แล้วเค้าจะต้องมีการประณีประนอมกับศัตรูให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงออกัสตินก็ไม่ได้ชอบสงคราม แต่ถ้ามีความจำเป็น แต่ถ้ามีเงื่อนไข ความจำเป็นของเหยื่อผู้บริสุทธิ์เข้ามา เค้าถือว่าทำได้ แค่ต้องทำบนพื้นฐานความรักให้ทากที่สุด (กฎข้อที่สาม) และแม้กระทั่งการใช้กำลังกับคนที่เป็นศัตรู ก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลังที่ไม่จำเป็น
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งสถานีโทรทัศน์ต่างประเทศถ่ายทอกออกไปว่า ทหารถีบหัวคนที่ไปร่วมประท้วง คือว่าจับเค้าแล้ว แต่ไม่มีความจำเป็นจะเอารองเท้าบูทไปย่ำบนหัวเค้า ไปเตะหัวเค้า อันนี้คือ unnecessary violent คือความรุนแรงที่ไม่จำเป็น ในเมื่อจับเค้าได้แล้ว ก็ไม่ต้องไปทำร้ายเค้า หรือเหตุการณ์ในติมอร์ ฝ่ายตรงกันข้าม เมื่อจับได้แล้วไม่จำเป็นต้องตัดหัว เสียบประจาน อันนั้นคือ unnecessary violent ซึ่งอันนี้ Just War จะต่อต้าน ทำไม่ได้ แต่ต้องทำด้วยความรัก เพราะทุกคนมี Human Dignity เมื่อพูดถึง Human Dignity ก็ต้องนึกไปถึง พระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างใน Image Of God
ออกัสตินบอกว่า ถ้ามีสงครามเกิดขึ้น ก็จะต้องยุติสงครามให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จะต้องประนีประนอม
In the course of history, additions and refinement were made to Augustine's original Theory. The Medieval Dominican Thomas Aquinas (1225-1645) and the Dutch jurist and Protestant Hugo Grotius (1583-1645) made significant contributions to the development of the idea of a just war. ออกัสตินเป็นต้นกำเนิดของ idea เรื่อง Just War ว่าถ้าหากจะทำสงครามก็ทำได้ และต่อมาก็ยังมีความสนับสนุนคือ นักบุญโทมัส อไควนัส เป็นพระในนิกายโดมินิแก้นท์ และเป็นนักปรัชญาด้วย แล้ได้เขียนสนับสนุน idea นี้ เพิ่มขึ้นมาอีก 2 criteria
อันที่ 1 the principle of proportionality / ความเป็นสัดส่วน
อันที่ 2 non-combatant immunity / ภูมิคุ้มกันที่จะไม่รบ, ข้อจำกัดหรือภุฒิคุ้มกันสำหรับ จุดที่จะไม่ทำลาย
นี่คือบางจุดใน criteria ที่เพิ่มขึ้นมาของของนักบุญอไควนัส เพื่อสนับสนุนว่ามี Just War ได้แต่ต้องเป็นไปตาม 2 กรณีนี้
The first criterion, the principle of proportionality, means two things. First, it means that the good excepted to result from taking up arms must be proportionate to the damage caused and the costs incurred by war. กฎข้อ 4 ความเป็นสัดส่วนกัน มีหมายความ 2 อย่าง ความหมายแรกคือ มันหมายความว่า (it means that) การที่จะใช้กำลังจะต้องเป็นสัดส่วน ของความเสียหายที่ถูกรุกราน มีความเป็นสัดส่วนกัน คือถ้าเค้าทำมาแรงก็แรงกลับไป ก็ต้องให้สัดส่วนกัน ในการตอบโต้ เป็นการดูความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือดู damage caused / ราคาค่าใช้จ่าย ว่าถูทำลายหนักมั๊ย ถ้าถูกทำลายหนักก็ตอบโต้ในระดับเดียวกัน ถ้าถูกทำลาย (attack) ขนาดหนัก เวลาตอบโต้ก็ควรเป็นปริมาณขนาดเดียวกัน ไม่ใช่ว่า ประเทศลาวโจมตีไทย โดยใช้ช้างเข้ามาชน โดยทำลายไร่นาของประชาชนไทยเสียหายไปประมาณ 3 จังหวัด แต่เนื่องจากไทยได้รับการสนับสนุน จากอเมริกา ไทยจึงทิ้งระเบิดไปที่ลาวพินาศหมดทั้งประเทศ อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า just war ตามความเห็นของนัอบุญอไควนัส แต่มันเปป็นการตอบโต้ที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือเหมือนกับคนทำเลาะกัน เค้าทำเรามา 5 แต่เราใส่เค้าไป 15 มันไม่เป็นสัดส่วน ที่จริงเอาไป apply ได้ อยู่เฉย ๆ ก็อยู่เฉย ๆ แต่ถ้าเค้าแรงมา 5 ก็ทำกลับไป 5 แต่ถ้าเป็นของพุทธจะบอกว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
แนวความคิดเรื่อง just war ของนักบุญอไควนัสข้อที่ 1 (กฎข้อ 4) ต้องมีความเป็นสัดส่วนกัน ความเป็นสัดส่วนในความหมายแรกคือ จะต้องดูผลที่เกิดขึ้น ถ้าผลเสียหายเท่าไหร่ก็ตอบโต้ไปเท่านั้น
Second, it means that in fighting a just war the response to aggression must be proportionate to the kind of aggression. ความเป็นสัดส่วนในความหมายที่สอง หมายความว่า ในการต่อสู้นั้น ต้องดูชนิดของการรุกราน ต้องตอบโต้ให้เหมาะสมกับชนิดของการรุกราน การรุกรานมีหลายวิธี ถ้าเข้าวิธีแบบการแทรกซึมเพื่อทำลาย เวลาเราตอบโต้ก็ควรใช้วิธีแทรกซึมเพื่อทำลายเช่นกัน ให้เหมาะสมกัน เค้าใช้วิธีอะไรมาก็ให้ตอบโต้ด้วยลักษณะอย่างเดียวกัน / the kind of aggression
การรุกรานความก้าวร้าว (the response to aggression) จะต้องเป็นสัดส่วน กับชนิดของการรุกราน / aggression (must be proportionate to the kind of aggression)
Referring to this principal, the U.S. Catholic bishops state that the destruction of civilization as w know it waging a total clear war would be a monstrously disproportionate response to aggression on the part of any nation. ในทรรศนะของนักบุญอไควนัส การที่ความเจริญรุ่งเรือง ของประชาชาติถูกทำลาย มันไม่เป็นสัดส่วนกับการที่เค้ามีสงคราม คือสิ่งที่ถูกทำลายคือความเจริญ ก้าวหน้าของประเทศทั้งประเทศ ถูกทำลายโดยระเบิดลูกเดียวซึ่งไม่เป็นสัดส่วนกัน และไม่เหมาะสมกับ ลักษณะที่ถูกทำลาย
กฎข้อ 4 ที่อไควนัสพูดขึ้นมาคือ ให้มีความเมาะสม มีความเป็นสัดส่วน สมมติว่าสาเหตุที่ถูกรุกรานจำนวนความเสียหายเท่าไหร่ ก็ตอบโต้ไปเท่านั้น และดูชนิด (kind) ของการถูกรุกรานว่าเป็นแบบใด แบบชาเย็น หรทรุกรานแบบรุนแรง หรือรุกรานโดยใช้กลยุทธ์ใด ก็ให้สาสม
A second important, yet controversial criterion for fighting a just war in modern times the principle of non-combatant immunity. ความสำคัญประการที่ 2 (กฎข้อ 6) ซึ่งข้อนี้ยังคงเป็น controversial criterion / เป็น เกณฑ์หรือบรรทัดฐานที่ถูกถกเถียงกันอยู่ immunity คือภูมิคุ้มกัน, non-combatant ไม่ใช่ในที่สู้รบ หมายความว่า
This principle prohibits directly intended attacks on non-combatants and non-military targets. กฎข้อนี้ห้ามโจมตีจุดที่ไม่ได้เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งจุดยุทธศาสตร์ เช่น กองทหาร สะพาน โรงไฟฟ้า สถานีโทรทัศน์ ยกตัวอย่างสงคราม โครโซโว ที่ส่งทหารเอมริกันเข้าไปรบ พยายามจะทำลายจุดยุทธศาสตร์ ทำลายที่เป็นสื่อสารมวลชน ทำลายโรงน้ำมัน โรงไฟฟ้าเหล่านี้คือจุดยุทธศาสตร์ แต่ถ้าเป็น idea ของ just war อเมริกาจะไม่สามารถทั้งระเบิดลงหมู่บ้านของพลเรือน เพราะนั่นไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์ ถ้า idea ของ just war จะต้องทำกับที่ ๆ เป็นจุดยุทธศาสตร์ คือเป็นเป้าหมายทางการทหาร แต่จะไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์ แต่ทีนี้คนในโครโซโวฉลาด เลยไปเอาพวกคนอัลบาร์เนียไปอยู่ใกล้ ๆ จุดยุทธศาสตร์ คือเอามนุษย์เป็นโล่ห์ / human shield (โล่ห์มนุษย์) ถ้าวิเคราะห์แล้วดูเหมือนว่าเป็น just war เพราะอเมริกาทิ้งระเบิดในจุดยุทธศาสตร์ แต่พวกโครโซดวมีเทคนิคจึงทำให้อเมริกาถูกประณามว่ายิงโดนหมู่บ้าน อันนี้ไม่นับรวมเหตุการณ์ที่ระเบิดลง ผิดเป้าหมาย หรือจรวดลงผิดเป้าหมาย เพราะนั่นอาจเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ เครื่องจักร หรือคอมพิวเตอร์ที่คำนวณผิดพลาด แต่ลัลักษระที่เข้าใจว่าตรงนี้คือจุดยุทธศาสตร์แต่เข้าไปแล้วกลายเป็น ประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งผู้หญิงและเด็กตาย นี่คือสิ่งที่ just war ยอมรับไม่ได้ แต่มันคือ trick ของสงครามที่จะประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าถูกรุกรานอย่างไม่เป็นธรรม
กฎทั้ง 5 ประการนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมศาสนาคริสต์จึงยอมให้มีความรุนแรงหรือ just war ได้
Despite the complexity and difficulty of determining the application of these terms, this principle of the just war theory requires Christians to use moral means in the pursuit of a just end. ทั้ง ๆ ที่มีความซับซ้อน ความยากลำบากในเรื่องที่จะพิจารณาว่าจะใช้ idea ของ just war นี้อย่างไร, กฎของ just war นี้เรียกร้องให้ชาวคริสต์ใช้วิธีทางศีลธรรมในการที่จะทำให้เกิดจุดหมายปลายทางที่มีความยุติธรรม หมายความว่า ถ้าจะรบก็รบอย่างมีความยุติธรรม
ในศาสนาพุทธมี idea หรือคำสอนเรื่อง just war หรือแม้แต่ศาสนาอื่น ๆ เพราะศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนรักกัน แต่ทำไมชาวคริสต์ถึงไปสู้รับกัน แล้วทำไมจึงมีสงครามเกิดขึ้น แต่คริสต์ก็มีคำสอนเรื่อง just war คืออะไรในเบื้องหลังของชาวคริสต์ สมมติประเทศไทยถ้าทำสงคราม เราทำด้วยเหตุผลอะไร เพราะศีลข้อที่ 1 บอกว่าห้ามฆ่า เพราะของพุทธให้ดูที่เจตนา ถ้าเจตนาต้องทำตามหน้าที่ องค์ประกอบของการฆ่ามี 5 อย่างคือ
1. สัตว์นั้นมีชีวิต
2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
3. มีความพยายามที่จะฆ่า
4. ใช้ความพยายามที่จะฆ่า
5. ได้ใช้ความพยายามที่จะฆ่านั้น แล้วสัตว์นั้นตาย
พวกที่เป็นทหารไปรบ เขาไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะทำลายล้างคน ๆ นั้นเป็นส่วนตัว แต่เขาก็ไป ซึ่งผลของกรรมไม่หนักเพราะเขาไม่มีเจตนาที่จะทำคน ๆ นี้เป็นส่วนตัว หรือคนที่เป็นเพชรฆาตที่มีหน้าที่ ยิงนักโทษนั่นคือการใช้ความรุนแรง เค้าก็อาจมีความบาป แต่ให้ดูที่เจตนาของเขา เขาไม่ได้มีเรื่อง โกรธเคืองกับคน ๆ นั้น เพราะฉะนั้นเจตนาของเขาไม่ได้ตั้งอยู่บนความโลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้นเขามีบาปก็จริงอยู่ แต่บาปของเขาไม่หนักเท่ากับการที่โกรธแล้วฆ่า เพราะฉะนั้นสงคราม เกิดขึ้นได้ถึงแม้ในทุกศาสนาเลย แต่ที่น่าสนใจคือ just war ใน idea ของพุทธนี้มีหรือเปล่า หรือมีคำสอน, ข้อคิดของนักวิชาการ, นักปรัชญา, นักศาสนาที่มาสนับสนุน just war อิสลามก็มี เพราะมุสลิม ประกาศศาสนาด้วยคมดาบ ตายเพื่อพระเจ้า แต่การพูดอย่างนี้อาจจะไม่ถูกหรืออาจจะไม่ยุติธรรม กับศาสนาอิสลามทั้งหมด เพราะเค้ามีกฎของเขาว่าทำสงครามได้เนื่องจากสาเหตุใด
คาดว่าเขาคงมี idea ของ just war เป็นเงื่อนไขในการทำสงคราม ซึ่งของพุทธก็มี idea เรื่อง just war คือกรรม กรรมคือการกระทำถ้าไม่มีเจตนาก็จะไม่มีผลคือวิบาก เจตนานั้นก็ดูว่าเกี่ยวเนื่องกับว่าตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของโลภ โกรธ หลงหรือเปล่า ถ้ามันตั้งอยู่บน 3 ตัวนี้ ผลของมันก็แรงตามไปด้วย
ตอนนี้คงพอเห็นภาพของกฎของ just war ว่าเป็นอย่างไร เวลาเราเรียนอะไรไปแล้ว ให้ย้อนมาดูในศาสนาของตัวเองมา idea ลักษณะคล้าย ๆ อย่างนี้มั๊ย อาจจะไม่คล้ายทีเดียว แต่มีวิธีการคิดยังงัย
Critique of the Just War : การวิพากษ์ในเรื่อง just war
Pacifists have generally levelled two theological criticisms against the just war theory. 1 They accuse just war theorists of using an inappropriate method in deriving their moral conclusions. พวกรักสงบที่จะไม่ต่อสู้อะไรเลย ผู้ซึ่งไม่ยอมทำสงคราม, ต่อต้านความรุนแรง ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมที่จะนำไปสู่ข้อสรุปทางศีลธรรม กล่าวคือไม่เห็นด้วยกับการคิดของพวก just war
Specifically, pacifists complain that the just war theory replaces Jesus' direct commands of love and nonviolence with arguments draw from non-biblical sources, such as natural law. พวกรักสงบบ่นว่าแทนที่การมีสงครามนั้นแน่นอนว่าคือการแทนที่คำสั่งโดยตรงของพระเจ้าในเรื่องความรักและ nonviolence ด้วย arguments ที่ไม่ใช่ที่มาจากไบเบิ้ล หมายความว่า กลุ่มนี้โจมตีว่าเงื่อนไขหรือเหตุผลของพวก just war ที่เอามาตัดสินว่าถ้าจำเป็นต้องทำสงครามก็ทำได้ กลุ่มพวกรักสงบนี้จะบอกว่า ไม่ได้เงื่อนไขที่มาจากไบเบิ้ลแต่มาจากสิ่งอื่น เขาจะไม่ยอมรับเพราะใช้ method ไม่เหมาะสม
Pacifists, by contrast, claim to base their position on the clear, but hard sayings of Jesus, such as "do not resist one who is evil" (Mt 5:39) เนื่องจาก Pacifists ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีของ just war พวกนี้จะยกคำสอนขึ้นมาเพื่อต่อต้านพวก just war ในแมททิว บทที่ 5 ข้อ 39 ที่บอกว่า "ฝ่ายเราบอกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาท่านก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย" หมายความว่า "อย่าต่อต้านคนที่ผู้ซึ่งเป็นคนชั่วร้าย" ถึงแม้เขาจะทำผิดก็ไม่ควรจะต่อต้านเขา เพราะคำสอนของศาสนา คริสต์โดยพระเยซูนี้จะสอนให้รัก รักแม้กระทั่งศัตรู
and "Blessed are the peacemakers, for they shall see the kingdom of God (Mt 5:9). คำสอนต่อมาคือ "บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร" การอวยชัยให้พรเป็นของคนที่ ทำสันติภาพ เพราะว่า (for แปลว่าเพื่อ, สำหรับ) คนที่เป็นผู้สร้างสันติภาพ พวกนี้จะเห็นอาณาจักรของพะเจ้า เพราะฉะนั้นพวก Pacifists จะยึดคอสอนพระเยซูในสองลักษณะนี้ จึงได้ต่อต้านการทำ just war และพวกนี้ claim ว่าสิ่งที่เขานำมาสอนเขาไม่ได้ตั้งขึ้นมาเอง หรือเขาไม่ได้สังเกต natural law อย่างอไควนัส แต่ที่เขา (Pacifists) เอามานี้เอามาจากไบเบิ้ล
Protestant theologian and pacifists John Howard Yoden insists that these sayings of Jesus do not refer simply to interior dispositions nor duties. นักเทววิทยาโปรแตสแตนท์ชื่อจอห์น โฮเวิร์ด โยเด้น ยืนกรานว่า, พวกรักสงบนี้พยายามหาเหตุผลมาปกป้องว่การกระทำหรือคำพูดเหล่านี้ของพระเยซูไม่ใช่เป็นแค่ การตั้งกฎภายใน / interior อย่างเดียว แล้วแต่ไม่ได้เป็น idea ที่อยู่เหนือหรือข้ามพ้นสิ่งที่เป็นหน้าที่ ของชาวคริสต์ เช่นสิ่งที่พระเยซูสอนเช่นเรื่องให้เป็น peacemaker หรือว่าให้ดีถึงแม้จะเป็นคนไม่ดี ซึ่งไม่ได้อยู่นอกเหนือการกระทำเลย แต่อยู่บนพื้นฐานของคริสต์เตียน เพราะฉะนั้นคริสต์เตียนจำเป็นจะต้อง รักษากฎนี้ อันนี้คือข้อ argument ข้อที่ 1 ของโปรแตสแตนท์คนนี้
2 Pacifists criticize the just war theory for implicitly denigrating trust in God's providential care of humanity and the world. ผู้รักสงบก็วิจารณ์ว่า just war theory เป็นการทำลายความซื่อสัตย์ ความไว้ในเชื่อใจในเรื่อง God's providential care หมายความว่า พระเจ้าได้ตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ ไว้ให้มวลมนุษยชาติและโลกไว้หมดแล้ว การที่ just war บอกว่าให้โลกมนุษย์สามารถทำลายร้างกันได ้เมื่อมีความจำเป็น เป็นการทำลายความเชื่อถือ วางใจในการสร้าง การเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างของพระเจ้า ซึ่งเป็นการไม่ไว้ใจในแผนการของพระเจ้า Pacifists ถือว่า just war ต่อต้านหรือทำลายแผนกา ของพระเจ้า เพราะ Pacifists เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้พระเจ้าได้วางแผนไว้หมดแล้ว ได้เตรียมไว้เพื่อมนุษยชาติ และชาวโลกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ารออีกหน่อยโดยที่ไม่ต้องใช้กำลังก็อาจจะมีทางออก เพราะพระเจ้า ได้เตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว นี่คือเหตุผลของ John Howard Yoden ว่าพวกรักสงบจะต้องมีศรัทธาแล้วเชื่อ
Surely human beings have to bear responsibility for their own defends and for promoting peace in the world. But some just war theorists, by exclusively focusing on the role of people and governments seem to leave God totally, the just war position makes the state, not God or Christ, the object of religious loyalty. แน่นอนมนุษย์จะต้องมีความรับผิดชอบ (bear responsibility) ต่อการป้องกันตัวเอง และต่อการที่จะมีการสนับสนุนให้มีสันติภาพในโลกนี้. แต่พวกที่สนับสนุนทฤษฎี just war ก็ยังให้ความสำคัญกับมนุษย์ โดยเฉพาะบทบาทของคนที่เป็นรัฐบาล ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่า ลดความสำคัญของพระเจ้าลง (leave God totally) หมายความว่า เอาพระเจ้าออกจากรูปนั้นเสีย เอาพระเจ้าออกจากความสำคัญนั้นเสีย แต่ให้ความสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้นำที่เป็นมนุษย์ (แน่นอนว่ามนุษย์มีความรับผิดชอบในการป้องกันตัวเอง แต่ว่าการที่มนุษย์ตัดสินใจฆ่ากัน ดูเหมือนเท่ากับ เป็นการลบบทบาทของพระเจ้าลงไป) ถ้าสิ่งนั้นเป็นกรณีนี้ พวก pacifists ก็จะมีข้อโต้เถียงมากมาย สำหรับตำแหน่งหรือจุดยืนของพวก just war จะทำให้เกิดรัฐ (state) ไม่สนใจพระเจ้า, พระเยซู และก็ไม่ได้เป็นวัตถุของผู้ที่เคร่งศาสนาหรือผู้ที่ซื่อสัตย์ในศาสนา
ความเห็นของคน 2 กลุ่มต่างกัน ถ้าเป็นพวกที่จะทำสงครามก็จะให้เหตุผลว่า ทำสงครามนี้เป็นการยุติธรรม จำเป็นต้องทำ แต่สำหรับพวก pacifists ที่นับถือพระเจ้าจะถือว่า ได้ดึงพระเจ้าออกไปแล้ว ไม่เห็นบทบาทของพระเจ้าที่ทรงเตรียมโลกมนุษย์ไว้แล้ว แต่มนุษย์ไม่รอจังหวะ ไม่มีความอดทนไม่มีความซื่อสัตย์
Two ethical charges have also been made against the just war theory. เป็นข้อกล่าวหาทางศีลธรรมที่ต่อต้าน just war ได้แก่ทฤษฎีต่อไปนี้
1.) Pacifists argue that the just war theory is absolute in the era of total nuclear war. Pacifists จะโต้เถียงว่า just war theory นั้นเป็นอุปสรรคและเป็นสิ่งที่นำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ล้างเผ่าพันธุ์ ในตอนแรกก็พูดถึงสงครามธรรมดาก่อน แต่ตอนนี้เป็นการนำมาเชื่องโยงกับสงครามนิวเคลียร์ การที่จะใช้ทฤษฎี just war มาอธิบายจะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์
2.) Many pactifists suggest that the just war tradition has legitimated war more effectively than it has restrained the use of lethal force. พวกรักสงบได้เสนอแนะ, แนะนำ (แต่ไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วย แต่เป็นการโต้แย้ง) ว่าคำอธิบายเรื่อง just war พยายามทำให้สงครามที่เป็นสิ่งไม่ดีกลายเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย (legitimated war) และให้มีผลบังคับ (effectively) มากกว่าการใช้กำลัง
เขาสรุปว่าการที่ตั้ง just war เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้น พวกรักสงบจะไม่เห็นด้วยกับ just war
about loving one's enemy, just war supporters recell St.Augustine's point that we is a necessity that is sometimes required because of sinful human history. ออกัสตินคิดว่าสงครามนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในบางครั้ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ที่มีบาป ในตอนแรกออกัสตินบอกว่า สงครามนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากบาป เพราะฉะนั้นออกัสติน ยอมรับว่ามีสงคราม เพราะมันอยู่ในโลกมนุษย์ มนุษย์นี้อยู่ในโลกมนุษย์ที่มีความบาป
These Christians highlight the tension between the ideal goal (God's kingdom, in which there will be peace) and the reality of present history. ชาวคริสต์เหล่านี้ประสบกับความอึดอัด (tension) กับสิ่งที่เป็นจุดหมายอุดมคติ (ideal goal) นั่นคือ kingdom of God คืออาณาจักรของพระเจ้า ที่เต็มไปด้วยสันติสุข ไม่มีสงคราม แล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
They suggest that in the real world compromises are often necessary. ในโลกปัจจุบันนี้การประนีประนอม คนที่ประนีประนอมมีความสำคัญในสภาวะปัจจุบันนี้
Just war supporters have also replied to the other charges made against them. For our purposes, however, it is Important to see what the pacifist alternative is and to identify the common ground between Christian pacifism and the just war theory. คนที่เป็นผู้สนับสนุนสงครามที่ยุติธรรมก็จะต้องตอบข้อกล่าวหาอื่น ๆ ในเรื่อง just war ตรงนี้ต้องการพูดถึงหนังสือเล่มนี้ต้องการให้เห็น common ground ระหว่าง pacifists กับ just war theory
ตอนนี้คงพอจะเห็นภาพแล้วว่าทำไมศาสนาคริสต์ที่สอนเรื่องความรักถึงเกิดสงครามขึ้น และแต่ละฝ่ายก็จะมีเหตุผลของตัวเอง
Christian Pacifism : ความรักสงบแบบคริสเตียน
เป็นการกล่าวถึง Sermon on the Mount (Mt 5-7) เป็นการเทศนาบนภูเขา สอนเรื่องการประพฤติปฏิบัติบนโลกนี้ว่าถึงแม้จะยากจน material แต่ถ้ามี spiritual ที่ดีแล้ว ก็สามารถที่จะมี kingdom of God ได้ เพราะฉะนั้นพวกนี้ต้องอดทนทำความดี รักเพื่อนมนุษย์ทำตามคำสั่งสอน
พวกที่เป็นคริสเตียนแบบรักสงบจะต้องเชื่อตาม Jesus's Sermon on the Mount ว่าเป็นพื้นฐานของ, ตำแหน่งของเขา
In light of Jesus's words, the proper Christian response is to obey Jesus's command to put up our swords and to adopt a spirit of universal fellowship (that is, loving all people as our brothers and sisters). ในคำของพระเยซู การตอบโต้ที่เหมาะสมของคริสต์เตียนจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของ พระเยซูที่จะวางดาบและดัดแปลงความรู้สึกนึกคิดที่เป็น Spirit of universal หมายความว่า คนทั้งโลกนี้เป็นสากล กล่าวคือกฎของ Christian Pacifists จะต้องถือตามคำของพระเยซูคือจะต้องรัก มวลมนุษย์ทั้งหมด รักทุกคนเหมือนเป็นพี่เป็นน้อง
Christian pacifists have put these words into action throughout the ages. ชาวคริสต์เตียนที่รักสงบจะต้องเอาคำไปเป็นการกระทำ หมายความว่า คนคริสต์ที่ดีไม่ใช่เชื่ออย่างเดียว เพราะเมื่อฟังคำสั่งสอนแล้วต้องนำไปปฏิบัติ คือพระเยซูบอกให้รักทุกคนเหมือนกับพี่กับน้อง นี่คือคำสอน แต่จะต้องนำไปปฏิบัติ (นำไปเป็นการกระทำ)
From the pacifist perspective, the suffering they have endured because of their faithfulness to Jesus' commands reflects the suffering Jesus endured for preaching his message. จากมุมมองของพวกรักสงบ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นในโลกนี้เจาจะต้องอดทน เขาจะต้องซื่อสัตย์ ต่อคำสั่งของพระเยซู เพราะมันจะสะท้อนถึงพระเยซูผู้ซึ่งทนทุกข์ทรมานเพื่อประกาศข่าวดี (คำสั่งสอน) หมายความว่าให้แบกไม้กางเขนเหมือนพระเยซู คำพูดที่ว่า "การแบกไม้กางเขน" หมายความว่า การเลียนแบบชีวิตของพระเยซูที่ทนลำบากเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ ดังนั้น พวกนี้ถึงแม้จะถูกรุกรานก็ต้อง อดทน จะไม่ตอบโต้ด้วยกำลัง เพราะดูพระเยซูเป็นตัวอย่าง แม้พระองค์จะทุกข์ทรมานแต่พระองค์ ก็ใช้ความอดทน เพราะซื่อสัตย์ที่จะช่วยเหลือมวลมนุษย์
True Christian discipleship entails suffering. ความเป็นสาวกของชาวคริสต์ที่แท้จริงนั้น จะต้องยอมรับเรื่องความทุกข์ ซึ่งอันนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าทุกศาสนาพูดถึงปัญหาของมนุษย์ ซึ่งปัญหาอันหนึ่งของมนุษย์ก็คือความทุกข์ ซึ่งศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือทุกข์ แต่เวลาชาวตะวันตกมองเข้ามาจะมองว่าศาสนาพุทธมองโลกในแง่ร้าย แต่ในศาสนาคริสต์ก็ยังยอมรับว่า คนที่เป็นชาวคริสตีที่แท้จริงจะต้องยอมรับและอดทนในความทุกข์ให้ได้ เพราะเหมือนกับเราเลียนแบบชีวิต ที่ทนทุกข์ทรมานของพระเยซู ที่ยอมตาย, ยอมทรมานเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์
Consequently, pacifists insist that God's presence is to be more readily found in the community that suffers for Christ's sake that among the powerful who rule the globe. เป็นลำดับกันมา (เมื่อพูดอันนี้แล้วก็มีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกัน) พวกรักสงบยืนกรานว่า (insist) พระเจ้าสิงสถิตอยู่และจะพบได้ในชุมชนที่มีคนที่เดือนร้อน หรือทุกข์ทรมานเพื่อช่วยเหลือคนอื่นเลียนแบบ พระเยซู มากกว่าจะพบพระเจ้าอยู่ท่ามกลางคนที่มีอำนาจและปกครองโลก
พวกรักสงบพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนว่าห้ามทำสงครามแม้ว่าจะถูกรุกราน ถึงแม้จะ ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่นั่นเป็นสถานที่ ๆ จะพบพระเจ้าได้ง่ายกว่าสถานที่ ๆ มีแต่คนกดขี่ หรือคนที่มีอำนาจ (Powerful) ในการปกครอง นี่คือการให้กำลังใน และเป็นการคิดแบบพวกรักสงบ
It is important to notice, however, that Christian pacifism is not the same things as passivity. เป็นที่น่าสังเกต / มันสำคัญที่น่าจะสังเกตว่าคริสเตียนที่รักสงบไม่ใช่พวกที่อ่อนระโหยโรยแรง หรือเป็นพวกที่ไม่ยอมทำอะไรเลย เพราะฉะนั้น พวกรักสงบไม่ใช่พวกที่ยอม ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำหรือยอมให้เขากระทำอย่างเดียว
Christian Pacifists are generally passionately committed to the defend of the rights of all human beings. พวกคริสต์เตียนรักสงบจะมีข้อผูกมัดกับการป้องกันสิทธิของมนุษย์ทั้งหมด หมายความว่า ไม่ได้ให้เขารังแกทั้งหมด แต่จะต้องมี dignity คือเกียรติศักดิ์ จะต้องปกป้องสิทธิของมนุษย์ทั้งหมด
The difference is that they choose to defend those rights and to resist injustice through nonviolent means. Civil disobedience, boycotts, and public demonstrations are all viable, yet nonviolent means for actively promoting peace and justice. คริสเตียนที่รักสงบไม่ใช่เป็นพวกที่ ถูกกระทำอย่างเดียว แต่เขาจะปกป้องสิทธิที่จะถูกย่ำยีความแตกต่างสิทธิของมนุษย์ทั้งหมด แต่วิธีการ เท่านั้นที่จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งวิธีการนั้นจะใช้วิธีการที่ไม่ใช้กำลัง แต่จะใช้วิธีการอะไร ก็ได้ เช่น การไม่เชื่อฟัง (Civil disobedience), ต่อต้านแบบประท้วง (boycotts) จะใช้วิธีการสงบในการ ตอบโต้ เพราะฉะนั้น พวกนี้ไม่ได้ยอมให้ใครมาย่ำยีได้ง่าย ๆ แต่จะปกป้องสิทธิของมนุษย์ทุกคน เพียงแต่วิธีการที่ใช้นั้น ไม่ใช่วิธีการที่รุนแรงตอบโต้ไป แต่จะใช้วิธีการที่ตอบโต้ เช่น วิธีการอดข้าวประท้วง ไม่ซื้อสินค้า
ยกตัวอย่าง การต่อต้านที่จะไม่ไปเที่ยวเกาะบาหลีที่อินโดนีเซีย จากนักสิทธิมนุษยชน ที่ขอให้บริษัทนำเที่ยวระงับการนำเที่ยวเกาะบาหลี นี่คือมาตรการตอบโต้ของพวกรักสงบชาวคริสต์ ที่ตองการที่จะต่อต้านการใช้ความรุนแรงของ, การใช้กำลังของอินโดนีเซีย อันเป็นผลพวงจากสงคราม แบ่งแยกดินแดนที่หมู่เกาะติมอร์ เกาะนี้อยู่กับออสเตรเลีย เดิมติมอร์คือส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย แล้วอินโดนีเซียก็เคยถูกปกครองโดยโปรตุเกตุ แล้วต่อมาพลเมืองของเกาะนี้เรียกร้องขอเอกราช โดยจะไม่อยู่ภายใต้การปกครองของอินโดฯ อีกต่อไป และสหประชาชาติก็ได้จัดหยั่งเสียงลงมติ ฝ่ายเรียกร้องเอกราชก็ชนะ แต่ทางอินโนฯ ไม่ยอม แต่ไม่ยอมเปิดเผยอย่างออกหน้า แต่ที่จริงแล้ว ก็ใช้กำลังทหารของอินโดฯ ทำลายล้างข่มขวัญพลเมืองติมอร์ เพื่อไม่ให้คนต่อต้านแล้วแยกตัว ออกไปเป็นอิสระ จากกรณีนี้ ถ้าหากเป็นพวกคริสต์เตียนที่รักสงบ ก็จะต้องทำการบีบบังคับอินโดนีเซีย ทุกรูปแบบโดยไม่ใช้กำลังทหาร ไม่ต่อสู้ แต่จะเป็นการบีบบังคับด้วยการไม่ขายสินค้าจำเป็นให้ ไม่ขากน้ำมันให้ และไม่สนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อเป็นการประท้วง / boycotts ในความไม่ชอบธรรม ของอินโดฯ นี่คือมาตรการของพวกคริสต์ที่รักสงบที่ต้องการจะปกป้อง human right ของชาวติมอร์ ตะวันออก เขาไม่ได้พวกที่จะยอมให้ใครรุกรานได้ง่าย ๆ แต่วิธีการที่เขาต้องการจะตอบโต้กับ ความไม่ยุติธรรมนั่นคือตอบโดต้ด้วยวิธีการที่สงบ
It clearly gives powerful witness to Christ. In addition. It reminds the church that, in order for it to express prophetic criticism of society, it must make the interests of God's kingdom, not those of the earthly kingdom, its primary concern. Despite differences between Christian pacifism and the just war theory, both of these response to violence share important common ground. ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันระหว่างการให้เหตุผลของพวกคริสเตียนรักสงบ (ต่อต้าน just war) กับพวกที่ให้เหตุผลสนับสนุนการทำ just war แต่จะต้องมี common ground ต้องคิดถึงพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นจุดหมายปลายทาง
First,
Both groups start from the moral presumption against the use of force. จริง ๆ แล้วสองกลุ่มนี้ทั้งพกที่รักสงบ และพวกที่สนับสนุนการทำสงคราม ในเบื้องแรกนั้น คิดเหมือนกันคือไม่ต้องการให้ละเมิดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ just war ไม่ได้ต้องการให้มีสงคราม แต่ถ้าเมื่อใด ก็ตามที่ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ หรือถูกรุกรานเขาถึงจะสู้ เพราะฉะนั้น moral presumption เหมือนกัน คือต้องการที่จะต่อต้านการใช้กำลัง (the use of force)
Second, both pacifists and just war defends have critical reservations about the common place fascination with war. Both groups demands that instead of using our imaginations to dream up more ingenious weapons systems (both offensive and defensive), we ought to develop the positive requirements for peace in the world. แม้พวกรักสงบจะไม่ได้เป็นพวกที่ สนับสนุนสงคราม แต่ไม่ได้สนับสนุนให้มีการละเมิดสิทธิของคนอื่น ส่วนพวก just war สนับสนุนให้มีการ สงครามเมื่อมีการถูกรุกราน แต่ทั้งสองกลุ่มนี้ก็ยังแชร์เรื่องการพัฒนาข้อจำเป็นในเบื้องต้นที่เป็นบวกสำหรับ เสริมสร้างสันติภาพในโลก พวกนี้ยังเรียกร้องหาสันติภาพถึงแม้เขาจะเป็นพวก just war ก็ตาม แต่ว่าจะต้องหาบทสรุปร่วมกันที่จะทำให้เกิดสันติภาพ
And finally, the tenets of both Christian positions are structured to limit the kinds of total claims to obedience and loyalty that nations may make in the name of military or political necessity. กลุ่มทั้งสองนี่ที่เป็นคริสต์เตียนจะต้องจำกัดข้ออ้าง (claim) ว่าที่ทำไปนี้เป็นการซื่อสัตย์ เป็นการเชื่อฟัง ในนามของความจำเป็นของสาเหตุทางทหารและการเมืองนั่นเอง หมายความว่าการสงครามนั้น ทั้งสองกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มที่รักสงบและกลุ่มที่สนับสนุนทฤษฎี just war อย่าอ้างความจำเป็นทางการทหาร และความจำเป็นทางการเมืองเข้ามาทำสงคราม
ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของเรา ที่สืบเนื่องมาจากการเรียนจริยศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องความรุนแรง ว่าทำไมศาสนาคริสต์สอนในเรื่องความรัก สอนให้รักศัตรูจึงอนุญาตให้มีสงครามได้ ตอนนี้เราได้เรียน Idea เรื่อง just war 5 ข้อ 3 ข้อแรกมาจากออกัสติน, อีก 2 ข้อหลังมาจากอไควนัส หน้าที่ของเราจะต้องคิด ต่อไปในเรื่อง Capital Punishment คือการลงโทษคดีอาญา การลงโทษตัดสินประหารชีวิตว่าทำไมจึงทำได้ / ไม่ได้ ให้ใช้ความคิด (Capital คือ เกี่ยวกับประเทศเมืองหลวง, เป็นของรัฐ / Punishment คือ การลงโทษ) การลงโทษที่มีการตัดสินประการชีวิต เช่น การยิงเป้า, การนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า, การฉีดยาให้ตาย อันนี้คือความรุแรง แล้วขัดกับเรื่องความรัก, การฆ่า, ชีวิตหรือไม่
ยกตัวอย่างประเทศฟิลิปปินส์ ที่ปกครองโดยประธานาธิบดี ก่อนที่ ปธน. เอสตราด้า จะเข้ามาหาเสียงไว้ว่า หากได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจะปราบปรามคอรัปชั่น, ความไม่สงบในสังคม แต่เหตุการณ์หนึ่งที่เป็นความไม่สงบในสังคมคือการปล้นและการข่มขืนฆ่า และมีนักโทษคนหนึ่งที่เป็น ฆาตกรถูกตัดสินประหารชีวิต แล้วมีการขออภัยโทษจาก ปธน. ในตอนแรก ปธน.ปฏิเสธไม่อภัยโทษให้ เพราะต้องการทำอย่างที่ตัวเองรับปากไว้ตอนหาเสียง จึงเป็นประเด็นว่าศาสนาคริสต์คาทอริคอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้มีการลงโทษประหารชีวิต ถ้าหากมองจากมุมมองของจริยศาสตร์แล้วเราเห็นด้วยหรือไม่ วิธีการตอบจากพื้นฐานของจริยศาสตร์คริสต์ เอาทฤษฎีคริสต์มาพูดถึงให้หมด เช่น norm คืออะไร, image of God, Kingdom of God, agape เอามาพูดว่าได้หรือไม่ได้ตามทฤษฎีของจริยศาสตร์ แล้วที่เหลือนี้ เป็นการวิจารณ์ว่าในส่วนตัวเราเห็นด้วยมั๊ย เรามีสิทธิจะวิจารณ์จากสองแง่มุม แง่มุมหนึ่งจากที่เราเรียนมา เช่น end ethics, duty ethics, responsibility ethics
- end ethics นึกถึง "ผล" ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าตัดสินใจทำแล้วผลคือเกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ มากที่สุด ถึงแม้บางคนจะต้องเสียชีวิตก็จะทำ เช่นการทิ้งระเบิกลงที่นางาซากิที่มีทั้งเด็กและผู้หญิง ซึ่งไม่ได้รู้เรื่องด้วยตามเป็นจำนวนมาก ก็ยอมทำเพราะเห็นว่า ถ้าไม่ระงับสงครามด้วยวิธีนี้คนทั้งโลก จะต้องตายมากกว่านี้ นี่คือการคิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
- duty ethics จริยศาสตร์ที่เน้นว่าจะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้จะบอกว่า จะทำสงครามก็ได้ แต่จะทำเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งพวกนี้จะตรงกับพวก pacifists / พวกรักสงบ จะหลีกเลี่ยงการทำร้าย ผู้บริสุทธิ์ เน้นที่วิธีการแต่ไม่ได้เน้นที่ผลสุดท้าย
- responsibility ethics จะพิจารณาว่าจะทำ / ไม่ทำสงคราม หรือพิจารณาว่าจะลงโทษประหารชีวิต หรือไม่ โดยจะดูสถานการณ์เป็นราย ๆ เอาเหมาะสมที่สุดมาตัดสินกัน
เพราะฉะนั้นเวลาทำข้อสอบ
1. ให้ตัดสอนจากทฤษฎีจริยศาสตร์คริสต์ก่อนก็เอาทฤษฎีเข้ามาตอบ โต้แย้งและแสดงเหตุผล
2. - วิจารณ์โดยเอามาจากทฤษฎีจริยศาสตร์ต่าง ๆ ว่าเราเห็นด้วยกับทฤษฎีไหน
- วิจารณ์จากสถานภาพของเราเองที่เป็นชาวพุทธ เป็นพระ ผู้หญิง หรือโดยส่วนตัวเราเห็นด้วยหรือไม่กับโทษประหาร ชีวิตหรือไม่ อย่างไร เช่น จำเป็นต้องมีการตัดสินประหารชีวิต เพราะ
***