ศัพท์ทางศาสนาคริสต์ที่ตอนนี้ทั่วโลกเวลารักใคร หรือช่วยใคร ตอนนี้ก็จะต้องนึกถึง Samaritan ซึ่งคำว่า Samaritan เป็นตัวอย่างของคนดี มีศีลธรรม ในสายตาของคริสต์ศาสนา
25ดูเถิด มีบาเรียนคนหนึ่งยืนขึ้นทดลองพระองค์ ทูลถามว่า อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์ 26พระองค์ตรัสตอบว่า ในธรรมบัญญัติมีคำเขียนว่าอย่างไร ท่านได้อ่านเข้าใจอย่างไร 27เขาทูลตอบว่า จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลัง และสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง 28พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า ท่านตอบถูกแล้ว จงกระทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต 29แต่คนนั้นปรารถนาจะแก้ตัว จึงทูลพระเยซูว่า ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า 30พระเยซูตรัสตอบว่า มีชายคนหนึ่งลงไปจากกรุงเยรูซาเล็ม จะไปยังเมืองเยรีโค และเขาถูกพวกโจรปล้น โจรนั้นได้แย่งชิงเสื้อผ้าของเขาและทุบตี แล้วก็ละทั้งเขาไว้เกือบจะตายแล้ว 31เผอิญปุโรหิตคนหนึ่งเดินลงไปทางนั้น เมื่อเห็นคนนั้นก็เดินเลยไปเสียอีกฝั่งหนึ่ง 32คนหนึ่งในพวกเลวีก็ทำเหมือนกัน เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง 33แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง เมื่อเดินทางมาถึงคนนั้น ครั้งเห็นแล้วก็มีใจเมตตา 34เดินเข้าไปหาเขาเอาพ้าพันบาดแผลให้พลางเอาน้ำมันกับเหล้าองุ่นเทใส่บาดแผลนั้น แล้วให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง พามาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง และรักษาพยาบาลเขาไว้ 35วันรุ่งขึ้นเมื่อจะไป เขาก็เอาเงินสองเดนาริอันมอบให้เจ้าของโรงแรม บอกว่า จงรักษาเขาไว้เถิด และเงินที่จะเสียเกินนี้ เมื่อกลับมาฉันจะใช้ให้ 36ในสามคนนั้นท่านคิดเห็นว่าคนไหนปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น 37เขาทูลตอบว่า คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด ( Luka 10 : 25-37 )
เพราะฉะนั้น ใครคือเพื่อนบ้าน
ใครก็ได้ Samaritan ไม่ได้เป็นคนยิว แต่เป็นพวกนอกศาสนา แต่ชาว Samaritan คนนั้นกลับช่วยเหลือคนที่ถูกโจรปล้นจนไม่เหลืออะไรเลย แล้วยังนำเขาไปรักษาพยาบาล ช่วยจ่ายเงินให้ด้วย เพราะฉะนั้น พระเจ้า / พระเยซูบอกว่า เวลาเขาใช้คำว่า Good Samaritan หมายความว่า เราจะต้องเป็นคนที่ดีมีเมตตากับคนอื่น ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร เปรียบเหมือนกับว่า Samaritan นี้เป็นคน จริง ๆ แล้วเป็นคนตกต่ำในสายตาของพวกคริสต์ เพราะว่าไม่ได้เป็นคริสต์ และไม่ได้เป็นยิวด้วย เพราะฉะนั้น Samaritan ตอนนี้จึงได้ยินคนพูดถึงกันมาก ยกตัวอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวในตุรกี ซึ่งกรีกกับตุรกีนั้นเป็นศัตรูที่อยู่กันคนละขั้ว เคยรบกัน พอถึงครามที่ตุรกีตกทุกข์ได้ยาก กรีกก็ส่งเครื่องอุปโภคบริโภคไปช่วยตุรกี นี่เองที่เรียกว่า Good Samaritan
ฉะนั้นในเมื่อเราเรียนคริสต์ เราจึงต้องรู้ว่า Good Samaritan มีความหมายว่าอย่างไร อันนี้เป็นคำเปรียบเทียบ (parable) เล่าเพื่อให้รู้ว่าคนที่เป็นคนดีในสายตาของคริสต์ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนคริสต์ด้วยกันเสมอไป อาจจะเป็นคนนอกศาสนาก็ได้และรักแม้กระทั่งคนบาป ถ้าหากจะกล่าวไปแล้วพวกคริสต์มอกงพวกนอก Samaritan ว่าเป็นพวกคนบาป เพราะไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ เหมือนกับพวกนอกคอก เพราะไม่ได้เป็นพวกเดียวกับพวกคริสต์ ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับพวกยิว แต่กลับเป็นคนน้ำใจงาม ช่วยเหลือใครก็ได้ ไม่ได้เลือกว่าเขาจะเป็นใคร เพราะฉะนั้นเวลาเราไปเจอคำว่า Good Samaritan ที่ไหนก็ตามนั่นคือบทบาทของชาวคริสต์ที่ควรจะเป็น คือมีน้ำใจงามเหมือนพวก Good Samaritan
จากพระคัมภีร์ที่กล่าวมาแล้วนั้น สามารถสรุปคำสอนได้ว่า ชาวคริสต์ทุกคนต้องพยายามดำรงชีวิตไปสู่นิรันดร คือการไปอยู่กับพระเจ้า และขณะเดียวกันมีคำสอนที่ทำให้มีชีวิตนิรันดรได้ 2 คำสอนคือ จงรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง แล้วมีคนถามต่อไปว่า ที่ว่ารักเพื่อนบ้าน แล้วใครคือเพื่อนบ้าน
เพื่อนบ้านนั้น คือใครก็ได้ เพราะว่าทุกคนเป็นคนบาป (Sinner) เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจงรักให้ทั่วและทำตัวให้เป็น Good Samaritan คือทำตัวให้เป็นคนดีในสายตาของพระเจ้า คือรักและช่วยเหลือผู้อื่น นั่นคือความหมายของคำว่า Good Samaritan
สมมติว่ามีคนพูดว่าทำตัวเป็น Good Samaritan นี่คือมีความรักโดยไม่เลือกว่าเป็นใคร พวกนอกศาสนาก็รักได้ และพร้อมที่จะช่วยเหลือตลอดเวลา
จากคราวที่แล้วที่พูดถึง Catholic Ethics มีจุดเด่นคือ Natural Law ของ St.Thomas Aquinas ต่อไปนี้จะพูดถึง Protestant Ethics และ Abortion แล้วจะเปรียบเทียบกับ Catholic Ethics ในเรื่อง Natural Law มีหน้าร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงเป็นไปตามจังหวะ (Rhythm) ตามธรรมชาติ เป็นจังหวะของธรรมชาติ หรือคนเกิดมาแล้วก็เป็นเด็ก โตขึ้นเป็นวัยรุ่น แล้วก็แก่ ในที่สุดก็ตาย หรืออวัยวะบางอย่าง ตามเอาไว้ดู หูเอาไว้ฟัง จมูกมีไว้หายใจ อันนี้คือหน้าที่เฉพาะตามธรรมชาติ ถ้าทำอะไรที่เป็นไปตามธรรมชาติก็จะเป็นกฎของธรรมชาติ แต่ถ้าหากไปทำอะไรที่ฝืนธรรมชาติ อันนั้นก็คือการฝืนกฎของพระเจ้า จากตัวอย่างที่ยกไว้ว่า อวัยวะที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติ ให้เอาไว้สืบพันธุ์ ถ้าใครไปขัดขวาง หรือใช้อวัยวะไปในทางที่ผิด นั่นคือการขัดขวางสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นนี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไม Catholic จึงห้ามการคุมกำเนิดโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นการไปฝืนกฎธรรมชาติที่ควรจะเป็นจังหวะ ๆ Catholic มีพื้นฐานอันนี้อยู่ ฉะนั้นอะไรที่ไปขวางทางของพระเจ้า เข้าเชื่อว่าในโลกนี้มนุษย์สามารถที่จะสังเกตและใช้เหตุผลอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และการที่มนุษย์พยายามใช้เหตุผลก็คือการพยายามที่จะทำความเข้าใจว่างจะต้องมีคน ๆ หนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามจังหวะ ๆ คน ๆ นั้นเขาเชื่อว่าคือ พระเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าหากไปขัดขวางสิ่งที่เป็นจังหวะ ๆ ตามธรรมชาติแล้ว ก็เท่ากับไปขัดขวางสิ่งที่เป็นพระประสงค์ นี่คือความคิดของพวก Catholic ดังนั้นเวลาเอาไปตัดสินปัญหาว่าจะทำให้คนตายโดยเมตตากรุณา หรือว่าจะทำแท้ง หรือการคุมกำเนิดมีแนวคิดอะไรอยู่ลึก ๆ
นิกายของศาสนาคริสต์มี 3 นิกายใหญ่ ๆ คือ
๑. Greek Orthodox อยู่อาณาจักรโรมฝ่ายตะวันออก และปกครองเป็น Archbishop
๒.Roman Catholic อยู่อาณาจักรโรมฝ่ายตะวันตน มีผู้ปกครองคือ Pope ที่ศาสนจักรวาติกัน เกิดพร้อม ๆ กับ Greek Orthodox ประมาณศตวรรษที่ 5-6
๓. Protestant
Protestant เกิดขึ้นทีหลัง ประมาณศตวรรษที่ 16 โดยพระรูปหนึ่งชื่อ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านการปกครองของศาสนจักรคาทอริค Protest แปลว่า ต่อต้าน ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านผู้ที่มีอิทธิพล, ผู้มีอำนาจของคาทอริคที่อ้างว่าคนบาปสามารถล้างบาปได้ ด้วยการศื้อใบบุญไถ่บาป ซึ่งทำให้อำนาจของพระหรือนักบวชมีอิทธิพลมากเกิอนไป ซึ่งลูเธอร์ต่อต้านว่าไม่ใช่ แต่คนสามารถจะติดต่อกับพระเจ้าได้ด้วยการอ่านและเข้าใจไบเบิ้ล เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์จึงให้ความสำคัญกับไบเบิ้ลว่าเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งมีผลต่อคำสอน
คำสอนของคาทอริคบอกว่าพระเจ้ามีพระคุณ, มีพระหรรษทาน (grace) ที่จะช่วยให้มนุษย์รอดพ้น แต่ขณะเดียวกัน มนุษย์สามารถร่วมมือกับพระเจ้าได้โดยการปฏิบัติดี แต่ถ้าเป็นของโปรแตสแตนท์แล้วต้องแค่พระหรรษทานเพียงอย่างเดียว หมายความว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถจะทำบุญ ทำดี ประพฤติดีเพื่อหลอกให้พระเจ้าช่วยให้รอดได้ ต้องพระหรรษทานอย่างเดียว ตรงนี้คือจุดต่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างคาทอริคกับโปรแตสแตนท์
โปรแตสแตนท์ มนุษย์ไม่สามารถจะทำความดีทั้งหลายโดยซื้อใบบุญไถ่บาป แล้วจะมีทางรอดได้ แต่ถ้าคาทอริคนั้นทางรอดมาจากพระเจ้าแน่นอน แต่มนุษย์สามารถร่วมมือได้ เช่นมนุษย์ไปทำผิดมา มนุษย์ไปสารภาพกับคุณพ่อ คุณพ่อให้อภัยบาป คุณพ่อก็จะให้ไปเข้าเงียบ 15 วัน หรือให้ไปทำบุญช่วยเหลือคนยากจน บาปนั้นก็จะได้รับการอภัย อันนี้คือการกระทำของมนุษย์ ซึ่งลูเธอร์นั้นต่อต้านอย่างยิ่ง เพราะคนที่มีโอกาสคือคนที่มีเงิน มีกำลัง อย่างนั้นก็ไม่ยุติธรรม ดังนั้นลูเธอร์จึงตัดอำนาจของคนที่คอยบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ออกไป คือ การตัดอำนาจของนักบวชออกไป เพราะฉะนั้น โปรแตสแตนท์จึงไม่มีคุณพ่อ / บาทหลวง / brother / sister อีกต่อไป มีแค่ Pastor หรือศาสนาจารย์ หรือศิษยาภิบาล เป็นผู้ช่วย, ผู้ปกครองในโบสถ์เท่านั้น นี่คือลักษณะพิเศษของโปรแตสแตนท์
อีกอย่างหนึ่งที่เด่นคือคำว่า Sala fide แปลว่า ทางที่จะเข้าไปสู่สวรรค์นั้นไม่ได้หามาจาก High Ethical GPA, ทางไปสวรรค์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าหัวเฉลี่ยของการที่มี GPA ในเรื่องเป็นคนดีสูง หรอืไม่สูง แต่หมายความว่า การเป็นคนดี การทำดีไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะได้รับการช่วยให้รอด และไปอยู่กับพระเจ้า ในความหมายของโปรแตสแตนท์ การไปสู่สวรรค์หรือไปอยู่กับพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับ High Ethical GPA เราไม่ได้ถูกช่วยโดยบุญของเราเอง เพราะฉะนั้นการทำบุญในโปรแตสแตนท์ไม่มีผล การทำบุญในโปรแตสแตนท์ไม่ได้เป็นเครื่องหลอกล่อพระเจ้าให้ช่วยให้มนุษย์รอด แต่มนุษย์จะรอดได้จากพระหรรษทานจากพระเจ้าเท่านั้น คือ Sala fide มนุษย์จะรอดจากพระหรรษทานของพระเจ้า เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์
จะออกกฎมาว่า Justification by Grace through Faith Alone นี่คือคำของโปรแตสแตนท์ (จะใช้คำว่า Justification หรือ Salvation ก็ได้)
Justification คือการตัดสินว่าถูกผิดต้องมาจากพระหรรษทานของพระเจ้า โดยมนุษย์มีศรัทธาอย่างเดียว หมายความว่ามนุษย์จะมีทางรอดหรือไม่มีทางรอดนั้นไม่ไดึขึ้นอยู่กับมนุษย์ทำดี หรือล่อหลอกพระเจ้าขนาดไหน หรือว่ามนุษย์มีศีลธรรมดีขนาดไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าพระเจ้าจะให้พระหรรษทานต่อมนุษย์ขนาดไหนเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์ได้รับพระหรรษทานแล้ว พระเจ้าให้ความศรัทธา (faith) ด้วย เพราะฉะนั้นคำว่าศรัทธาในศาสนาคริสต์ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ศรัทธาในศาสนาคริสต์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องมาจากพระเจ้าด้วย
ตรงนี้เป็นส่วนต่างที่ยิ่งใหญ่กับศาสนาพุทธเลย เพราะศาสนาพุทธ ศรัทธา มาจากตัวมนุษย์ก่อน แต่ศรัทธาในศาสนาคริสต์นั้นมาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นทางรอดมาจากพระเจ้าอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นคาทอริคจะมี พระหรรษทานกับการกระทำ (work) พระหรรษทานมาจากพระเจ้า แต่การกระทำมาจากตัวมนุษย์ แต่โปรแตสแตนท์จะมีพระหรรษทานเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นนี่คือลักษณะความเชื่อพื้นฐานของโปรแตสแตนท์ ซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติ, ต่อศีลธรรม
เพราะฉะนั้นในทรรศนะของคาทอริคจะแน่นแฟ้นเรื่องความประพฤติ ไม่ว่าจะทำบุญ ทำดีก็จะขึ้นอยู่กับ Ethical GPA ด้วย แต่ถ้าเป็นโปรแตสแตนท์ช่วยให้รอดได้จากพระหรรษทานเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าโปรแตสแตนท์ปฏิเสธเรื่องการเป็นคนดี การเป็นคนดีในโปรแตสแตนท์ก็ยังมีความสำคัญ คือ เรื่องการประพฤติดี การทำบุญ การมีความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ หรือความจงรักภักดีในคู่สมรสก็ยังมีความจำเป็นอยู่ ซึ่งอันนี้โปรแตสแตนท์ไม่ปฏิเสธ แต่จะบอกว่าเงื่อนไขพวกนี้ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่เป็นเครื่องต่อรองว่า ถ้าทุกคนสมบูรณ์ในเรื่องพวกนี้แล้วจะได้รับการช่วยให้รอด แต่ไม่ใช่พวกโปรแตสแตนท์ปฏิเสธเรื่องความดีทั้งหลายพวกนี้แล้วจะได้รับการช่วยให้รอด แต่พวกโปรแตสแตนท์ก็ยังนับถืออยู่ เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์จึงเน้นไปที่พระหรรษทาน
good works do not make a good man but a good man does good work นี่คือคำพูดของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ท่านเป็นพระชาวเยอรมัน ท่านเคยเป็นพระในนิกายคาทอริคมาก่อน แล้วต่อมาก็ต่อต้านคาทอริค จึงสึกจากความเป็นพระคาทอริคแล้วก็แต่งงาน มีครอบครัว ลูเธอร์กล่าวว่า งานที่ดีไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดี แต่คนดีนั้นต้องทำดี หมายความว่า งานที่ดีได้แก่การช่วยเหลือคนอื่น บริจาคเงิน ทำในสิ่งที่เป็นเรื่องทางศีลธรรมดี ๆ อันนี้เป็น good work แต่ไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดีในสายตาของพระเจ้า เพราะฉะนั้นพวกนักบวชคาทอริคจึงนำวิ่งพวกนี้มาหลอกล่อเพื่อสร้างให้เป็นมาตรฐาน เป็นเงื่อนไขให้พระเจ้าช่วยนั้นไม่ได้ แต่แน่นอนว่าคนที่เป็น good man จะต้องทำความดีด้วย หมายความว่า โปรแตสแตนท์ไม่ได้ปฏิเสธว่าการทำความดีนั้นไม่สำคัญ การทำความดีนี้ยังมีความสำคัญอยู่ เพราะมนุษย์จะต้องอยู่ร่วมกันในสังคม การทำความดีเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต แต่การทำความดีนั้นไม่ใช่เงื่อนไขที่จะเป็นเครื่องการันตีว่าตัวเองจะได้รับการช่วยให้รอด อันนี้คือความแตกต่างระหว่างคาทอริคกับโปรแตสแตนท์
เพราะฉะนั้นถ้าโปรแตสแตนท์เชื่ออย่างนี้แล้วสามารถจะนำไปเป็นพื้นฐานในการตัดสินในอีกหลาย ๆ เรื่องได้ เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์จึงอนุญาตให้ทำแท้งได้ ในกรณีที่แม่ถูกข่มขืน, ในกรณีที่แม่เป็นโรค แล้วถ้าหากเอาลูกไว้แล้วจะเป็นอันตรายต่อชีวิตแม่ ถึงแม้จะขัดกับพระประสงค์ของพระเจ้าแต่โปรแตสแตนท์ก็ยอมทำ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีก เพราะคิดว่าการทำดีนั้นไม่ใช่เครื่องการันตีว่าจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าการทำดีไม่สำคัญ เพราะการทำดีนั้นสำคัญแต่เพียงว่าการทำดีนั้นไม่ใช่เงื่อนไขที่เป็นเครื่องยืนยันว่าคนนั้นจะถูกช่วยให้รอด เพราะการรอดหรือไม่รอดนั้นขึ้นอยู่กับพระหรรษทานของพระเจ้าเพียงอย่างเดียว นี่คือความแตกต่างของโปรแตสแตนท์
ศาสนาคริสต์โปรแตสแตนท์ไม่มีนักบวช เพราะลูเธอร์เห็นว่าบางครั้งสภาวะความเป็นนักบวชนั้นถ้าใช้ในทางที่ผิดก็จะเป็นอันตราย เช่น ไปสอนในทางที่ผิด แทนที่จะสอนเรื่องพระเจ้าโดยตรง แต่ไปล่อหลอก เพราะในสมัยขอลูเธอร์นั้นกำลังมีการซ่อมมหาวิหาร St.Peter ศาสนจักรต้องการเงินไปบำรุง เพราะฉะนั้นจึงมีพระที่ประพฤติผิดถือโอกาสเรื่องไรเงิน โดยประกาศว่าคนที่มีบาปและต้องการจะไถ่บาปก็ให้ซื้อใบบุญไถ่บาป แล้วจะได้รับการช่วยให้รอด ซึ่งอันนี้คือความผิด เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์ โดยการนำของลูเธอร์ ได้เห็นความเสื่อมของการมีสภาวะนักบวช
โปรแตสแตนท์ เชื่อว่า คนทุกคนมีหน้าที่เป็นนักบวช และเชื่อว่าคริสเตียนทุกคนนั้นมีหน้าที่ ๆ จะต้องรับใช้เพื่อนบ้าน ไม่ว่าขาคนนั้นจะเป็นใคร เพราะฉะนั้นมีความเชื่อเรื่อง The priesthood in all believer โปรแตสแตนท์เชื่อตามนี้ว่า ทุกคนมีความเป็นพระในคนที่เชื่อ เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์จึงไม่มีนักบวช เพราะทุกคนจึงมีหน้าที่ ๆ จะต้อง รับใช้คนอื่นเท่ากัน (serve) ทุกคนมีความเป็นพระ เช่น priesthood / การเป็นพระ กล่าวคือมีภาวะการเป็นพระอยู่ในตัวของบุคคลแล้ว เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์จึงไม่มีนักบวช / คุณพ่อ / บาทหลวง
ศาสนาจารย์ในนิกายโปรแตสแตนท์ทำหน้าที่เหมือนคุณพ่อนั่นเอง แต่ไม่ได้เป็นนักบวชที่เรียกกันว่า บาทหลวง เพราะคนที่เป็นบาทหลวงได้จะต้องถือศีล ๓ ข้อ คือ
๑. Poverty ศีลยากจน
๒. Chastity ศีลบริสุทธิ์
๓. obedience ศีลเชื่อฟัง
ในเมื่อบอกว่าทุกคนสามารถที่จะมีสภาวะความเป็นนักบวชได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าทุกคนจะเป็นคนที่ไม่บริสุทธิ์ หมายความว่าเป็นพรหมจรรย์ ปกติบางคนอาจแต่งงาน บางคนไม่แต่งงาน เพราะฉะนั้นใครก็ได้ ถ้าคน ๆ นั้นได้รับการฝึกฝนมา สามารถที่จะเป็นมีภาวะความเป็นคุณพ่อ / priesthood และสามารถทำหน้าที่ได้ เพราะฉะนั้นจะถือว่า pastor ทำหน้าที่เหมือนคุณพ่อทุกประการ เพียงแต่เป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นนักบวช แต่คน ๆนี้ได้รับการเรียกจากพระเจ้าเป็นกรณีพิเศษ
เรื่องที่ลูเธอร์ต่อต้านพระ นักบวชว่านักบวชเป็นผู้ที่แหลเหลว ทำให้เสื่อมเสียศีลธรรม แล้วก็สอนในทางที่ผิด เพราะฉะนั้นถ้าตัดคนที่มีอำนาจปกครองสูงสุดลงไป เพราะมนุษย์สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้โดยการอ่านไบเบิ้ลโดยไม่ต้องผ่านเพื่อให้กลุ่มนักบวช, คนอื่นมาตีความหรือมาสั่งสอน เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์จึงได้เชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะติดต่อกับพระเจ้าได้ และทุคนมีความเป็น priesthood อยู่ในตัว แต่คนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทำหน้าที่นี้ ในนิกายที่ไม่มีนักบวช เราะต่อต้านของเดิม (คาทอริค) ซึ่งเคยมีนักบวชแต่ไม่มีผล ดังนั้นโปรแตสแตนท์จึงเชื่อว่าทุกคนสามารถทำหน้าที่เป็นนักบวชได้ เพราะฉะนั้นในโบสถ์ของโปรแตสแตนท์ จึงไม่ได้เป็นโบสถ์ที่เป็นกระจกสี มีไม้กางเขน หรือรูปพระเยซูใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะถือว่าที่ไหนก็สามารถเรียนได้ ทีไหนก็สามารถที่จะทำพิธีนึกถึงพระเจ้า, บูชาพระเจ้าได้นั้น เพราะโปรแตสแตนท์จะถือเอาความเรียบง่าย ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน ได้กางเขนก็เป็นแค่ไม้กางเขนธรรมดา ไม่มีแม้กระทั้งรูปพระเยซูถูกตรึงกางเขนอยู่ ไม่มีอะไรที่เป็นพิธีการ ไม่มียศ ศักดิ์ หรือเจ้านายทั้งหลาย เพราะฉะนั้นไม้กางเขนของโปรแตสแตนท์จึงเป็นเพียงไม้ของอันไขว้กัน เป็นสัญลักษณ์ แล้วใครก็สามารถทำพิธีให้ได้ ยกเว้นแต่พิธีเป็นทางการอย่างการไปโบสถ์ ชาวโปรแตสแตนท์ก็ยังจะไปโบสถ์กันอยู่ แต่โบสถ์จะมีความเรียบง่ายมาก แล้วคนที่เป็นประธานในโบสถ์นี้ก็จะเป็นคนที่ได้รับการฝึกมา คน ๆ นี้เรียกว่า ศาสนาจารย์ หรือ pastor
เดิมศีลของศาสนคริสต์มี ๗ ข้อ แต่โปรแตสแตนท์ตัดออกเกือบหมดเหลือเพียง ๒ ข้อ ที่สำคัญ ๆ คือศีลบัพมาติส (baptism) คือศีลล้างบาครั้งแรก เพราะชาวคริสต์เชื่อว่าทุกคนมีบาปตกทอดมาจากอดัมกับอีฟ ถ้าการล้างบาปครั้งแรกคือการประกาศตนเข้าเป็นสมาชิกของศาสนจักรคริสต์ เพราะฉะนั้นการล้างบาปจึงมีหลายวิธี ตั้งแต่เอาน้ำพรม หรือถ้าเป็นเด็กก็เอาน้ำราดหน้าผาก หรือทำได้แม้กระทั่งเอาไปยืนในบ่อแล้วลงไปแล้วขึ้นมา ก็คือการล้างบาป เป็นการเอาตัวล้างแล้วขึ้นมาจากน้ำ แล้วก็จะมีชีวิตใหม่ นี่คือการล้างบาป ซึ่งเป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่าบาปมีมาตั้งแต่สมัยอดัมกับอีฟแล้ว และบาปนั้นก็ได้ถูกล้างไปแล้วจากพิธีล้างบาป และเป็นสัญลักษณ์ว่าคน ๆ นี้ได้ถูกรวมเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มคริสตจักรไปแล้ว อันนี้เป็นสิ่งสำคัญของโปรแตสแตนท์ที่ยังคงอยู่
ศีลอีกข้อนึงที่ยังคงอยู่นั่นคือศีลที่กินเหล้าไวน์กับแผ่นปัง อันนี้เป็นศีลที่ทำเพื่อระลึกถึงและเลียนแบบเหตุการณ์ของพระเยซู ก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงไม้กางเขน วันสุดท้ายที่พระองค์มี The Last Suffer คือการกินอาหารเย็นครั้งสุดท้ายร่วมกับสาวก ๑๒ คน วันนั้นพระเยซูรู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพระองค์ต่อไป พระองค์ก็หยิบขนมปัง, แผ่นปังขึ้นมา แล้วก็บิแล้วท่านก็ให้สาวกดูนะว่าขนมปังนี้จะแทนกายเนื้อของพระองค์ แล้วเหล้าองุ่นนี้จะแทนโลหิตของพระองค์ เมื่อใดที่เจ้านึกถึงก็ให้ทำสัญลักษณ์นี้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นที่มาว่าพวกคริสต์ไปทำมิซซา (missa) ก็คือการไประลึกถึงการที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนแล้วก็ตายเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์ นี่คือทุกคนไปทำพิธีที่เป็นสัญลักษณ์ว่าไปกินแผ่นปัง แล้วก็ไปกินเหล้าองุ่น อันนี้โปรแตสแตนท์ก็ยอมรับอยู่ เพราะถือว่าสำคัญ
เพราะฉะนั้น ๒ พิธีนี้คือศีล Baptism กัน Eucharist หรือ communion นี้คือศีลที่กินขนมปัง, เหล้าไวน์ แค่ถือเป็นคาทอริคจะเรียกพิธีมิสซา หรือ mass แต่อย่างไรก็ตามคืออันเดียวกัน
โปรแตสแตนท์ - Eucharist, communion
คาทอริค - Mass, Missa
ภาษาไทยจะเรียกว่าศีลมหาสนิท คือสนิทกับพระเจ้า ไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนมีเลือดมีเนื้อ ยอมตายเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ นั่นคือพิธีศีลมหาสนิท แต่คาทอรอคเรียกว่ามิซซา นี่คือศีลของคาทอริคที่โปรแตสแตนท์ยอมรับอยู่ ๒ ข้อ
คาทอริคถือศีล ๗ ข้อ คือ
๑. Baptism
๒. ศีลมหาสนิท, Mass, Missa
๓. ศีลกำลัง คือการล้างบาปอีกครั้ง
๔. ศีลแต่งงาน
๕. ศีลบวช
๖.ศีลเจิมคนไข้
๗. ศีลสารภาพบาป
แต่โปรแตสแตนท์จะเรียบง่ายกว่า เพราะถือเฉพาะศีลที่สำคัญเพียง ๒ ข้อ คือ Baptism กับศีลมหาสนิท เพราะถือว่าตัดเอาภาระ, ตัดบทบาทของนักบวชออกไป เพราะเชื่อว่าคนธรรมดาสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ นี่คือพื้นฐานของโปรแตสแตนท์ โดยมีศาสนาจารย์เป็นผู้ปกครอง แต่ศาสนาจารย์, Pastor กับสุตตบุรุษต้องได้รับการเทรน หมายความว่าต้องเรียนเรียนวิชาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์อย่างน้อย ๔ ปี เพราะฉะนั้นเขาจะมีความรู้มากกว่าชาวบ้านธรรมดา เพราะเชื่อว่าเขาได้รับการเรียกจากพระเจ้าโดยเฉพาะ ให้มาทำหน้านี้ เพราะฉะนั้นเขาได้รับการรักมากกว่าคนธรรมดา และเขาจะได้รู้วิธีการปกครอง, รู้หลักการปกครอง, รู้ทฤษฎีเทววิทยามากกว่าคนธรรมดา แต่ถ้าไม่มีคนพวกนี้คนเราเองที่เป็นคริสตศาสนิกชนก็สามารถทำพิธีแทนได้ แต่ถ้าเป็นศาสนาจารย์แล้วจะได้รับการฝึกมาเพื่อทำหน้าที่นี้ เพราะมีระบบการปกครองของเค้าเหมือนกัน ว่ามี bishop มี pastor มีระบบการปกครองที่ลดหลั่นกันลงมา
สรุป : จริยศาตร์คริสตศาสนาของโปรแตทแตนท์ เป็นเรื่อง
๑. พระหรรษทาน ( Grace ) การกระทำ ( work ) ไม่มีความหมาย และเน้นในเรื่อง good works do not make a good man but a good man does good work
๒. ศาสนาคริสต์โปรแตสแตนท์ ถึงแม้จะไม่มี good work แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการทำความดี เพราะเชื่อว่าการที่พระเจ้ามีพระหรรษทานให้มนุษย์นั้น เป็นผลสืบเนื่องให้มนุษย์จะต้องทำความดีที่เป็นในเรื่องศีลธรรม เหมือนกับถ้าว่าพระเจ้ารักแล้ว เราจะต้องนำความรักนั้นไปให้กับคนอื่น อันนี้คือหลักของโปรแตสแตนท์ เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์ไม่ได้ต่อต้านการเป็นคนดีมีศีลธรรมดี เพราะฉะนั้นเมื่อมนุษย์ได้รับพระหรรษทานแล้ว เป็นผลสืบเนื่องให้มนุษย์เป็นคนดีต่อไป พูดง่าย ๆ ว่าเมื่อ We love ( help ) because he first love us. คำว่า love นี้มีคามหมายเท่ากับคำว่า help ด้วย เรารักเพราะว่าพระเจ้าได้รักเรามาก่อน เพราะฉะนั้นเราช่วยเหลือคนอื่นเพราะเราได้รับการช่วยเหลือพระเจ้ามาก่อน อันนี้เป็นสิ่งที่ดีเป็นคุณธรรม เป็น ethical เป็นศีลธรรม เป็นจริยธรรมที่ดี เป็นความประพฤติที่ดีทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นที่เราทำดีกับคนอื่นสืบเนื่องมาจากพระหรรษทานที่ได้รับจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นพระหรรษทานนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความดีต่อ ๆ มา เพราะเราได้รับความดี, ได้รับความรัก เพราะฉะนั้นเราก็จะทำความดีต่อคนอื่น เพราะฉะนั้นในศาสนาคริสต์นิการโปรแตสแตนท์ถึงแม้ไม่ได้เป็นเรื่อง action, work แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการเป็นคนดี การทำความดี ความซื่อสัตย์ การช่วยเหลือ เพราะถือว่าพระหรรษทานนั้นมีผลสืบเนื่องให้เกิด ethical action โดยถือกฎว่า เรารักเพราะพระเจ้ารักเราก่อน ( We love because he first love us.) he ในที่นี้หมายถึงพระเจ้า เพราะฉะนั้นเราก็จะรักคนอื่นต่อ ๆ ไป ตรงนี้เป็นการเน้นว่าโปรแตสแตนท์ไม่ได้ปฏิเสธศีลธรรมที่ดีทั้งหลาย เหมือนกับคาทอริค เพียงแต่มันไม่ได้เป็นเงื่อนไขสำหรับที่จะเป็นทางรอดเท่านั้นเอง นี่คือส่วนหนึ่งของ Protestant ethics
๓. คนที่มีอำนาจเด็ดขาดในศาสนาคริสต์โปรแตสแตนท์ คือ ไบเบิ้ล เพราะถือว่าไบเบิ้ล / พระคัมภีร์นั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้า เนื่องจากโปรแตสแตนท์โดย ลูเธอน์ คิง ต้องการตัดอำนาจของพวกไฮรากี้ ที่เป็นนักบวชทั้งหลาย บอกว่าไม่ต้องผ่านแล้ว มนุษย์สามารถจะติดต่อกับพระเจ้าโดยการอ่านพระคัมภีร์ ถ้าเข้าใจพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวจนะซึ่งเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า มนุษย์สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ ไม่ต้องไปอาศัยการตีความของนักบวชอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นในแง่นี้มนุษย์มีความสามารถเชื่อในความสามารถในการเข้าใจพระเจ้า เวลาอ่านพระคัมภีร์เหมือนกับเรากำลังพูดกับพระเจ้า เพราะฉะนั้น authority ในการเข้าใจพระคัมภีร์อยู่ที่พระคัมภีร์ เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์เน้นพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ส่วนคาทอริคนั้นเน้นพระคัมภีร์ด้วยและเน้นบทบาทของนักบวชด้วย และผู้ที่เป็นใหญ่ในโบสถ์เรียกว่า tradition เน้นระเบียบประเพณีด้วย นี่คือคาทอริค ซึ่งเน้นทั้งไบเบิ้ลและเน้นที่การตีความของนักบวชและผู้เป็นใหญ่ในโบสถ์ที่สืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี เน้นระเบียบประเพณีที่ผู้ใหญ่ในโบสถ์ได้ทำไว้ หรือคนที่เป็นนักบวชได้ตีความไว้
๔. คาทอริคให้เหลือที่ว่างน้อยมากสำหรับการโต้เถึยงโดยใช้เหตุผล สามัญสำนึกของมนุษย์ เพราะคาทอริคจะทำตามกฎของศาสนจักรตาม tradition เพราะฉะนั้นจะเหลือที่ว่างน้อยมากสำหรับให้มนุษย์ใช้สามาญสำนึกในการตัดสินว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ แต่โปรแตสแตนท์นั้นมีที่ว่างมากกว่าคาทอริค เพราะฉะนั้นโปรแตสแตนท์เป็นการมองไปทั่ว ๆ และกว้างมากว่า เช่น เรื่องการคุมกำเนิด
- โปรแตสแตนท์ อนุญาตให้คุมกำเนิดได้ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ก็ได้
- คาทอริค ห้ามวิธีการคุมกำเนิดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทุกชนิด แต่ให้คุมกำเนิดได้ ๒ วิธี คือ
๑.) ไม่มีเพศสัมพันธ์ เพราะการไม่มีเพศสัมพันธ์ก็จะทำให้ไม่มีการเกิดอย่างแน่นอน นั่นคือ
๒.) วิธีนับวันปลอดภัยของผู้หญิง ถ้าช่วงนั้นผู้หญิงปลอดภัย ไข่ยังไม่สุก หรืออยู่ในช่วงปลอดภัย หากมีเพศสัมพันธ์ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือวิธีการคุมกำเนิดโดยวิธีการตามธรรมชาติ
แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ใช้ห่วงคุมกำเนิด กินยาคุม หรือวิธีการใดก็ตามที่เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความสามารถของมนุษย์ที่จะไปขัดขวางกระบวนการของพระเจ้าแล้ว คาทอริคจะห้ามหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้คาทอริคจึงไม่มีที่ให้มนุษย์เป็น consent เป็นสามัญสำนึกของมนุษย์เข้าไปแทรกแซงงานของพระเจ้าเลย แต่โปรแตสแตนท์อนุญาตยอมให้มีการคุมกำเนิดโดยวิธีวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่การทำแท้ง แล้วก็ไปช่วยเหลือเด็กคนนั้นจนกระทั่งว่าเขาอ้างว่าถ้าเอาแม่ไว้ แม่จะชอกช้ำใจเพราะตนเองถูกข่มขืน ลูกไม่ได้เกิดเพราะความรัก เพราะฉะนั้นไม่เป็นไร ศาสนจักคาทอริคจะนำเด็กไปเลี้ยงดูต่อไปเอง จะไม่ยอมให้ทำแท้ง เพราะคาทอริคไม่เหลือที่ว่างให้มนุษย์สักเท่าไร แต่โปรแตสแตนท์จะเหลือที่ว่างมากกว่า
การแต่งงาน การมีเพศสัมพันธ์สามารถทำได้อย่างถูกต้อง เพราะพระเจ้าบอก เพราะพระเจ้าสร้างอดัม และบอกว่าที่สร้างอีฟขึ้นมาเพราะเจ้าอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะฉะนั้นดึงซี่โครงของอดัมออกมาแล้วเสกให้เป็นอีฟ ให้เป็นผู้หญิงมาคู่กันกับผู้ชาย และบอกว่าให้เจ้า ๒ คนนี้ปกครองและจงขยายแพร่พันธุ์ เพราะฉะนั้นศาสนาคริสต์ไม่ได้ปฏิเสธการแต่งงานและการมีเพศสัมพันธ์ แต่เมื่อมีเพศสัมพันธ์ มีลูกแล้ว แต่ไปฆ่าเด็กอันนี้เป็นบาป
ถาม ทกคนมีบาปที่ตกทอดมาจากอดัมกับอีฟ
ตอบ มนุษย์ทุกคนมีบาปดั้งเดิมตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ ถึงต้องการให้พระเยซูมาช่วยไถ่บาป มนุษย์ทำตัวเองไม่ได้ แต่เรื่องคุมกำเนิดหรือการวงแผนครอบครัวนี่ไม่เกี่ยวข้องกับว่าบาปอะไร อันนั้นมันมีอีกตอนหนึ่ง คุมกำเนิดที่คาทอริคไม่ให้คุม เพราะถือว่าไปขัดขวางแผนการตามธรรมชาติ ถ้ามนุษย์ผู้ชาย ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์กันแน่นอนว่าวันหนึ่งถ้ามีภาวะอันเหมาะสมก็ต้องมีลูก อันนี้มันคือจังหวะตามธรรมชาติ ถ้าไปขัดขวางโดยใช้ยาคุมกำเนิด หรือใช้ถุงยางนั่นคือการขัดขวางความเป็นธรรมชาติ ดังนั้นคาทอริคจึงไม่ให้คุมกำเนิด
ถาม การนับวันก็เป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติไม่ใช่หรือ
ตอบ ใช่ แต่เป็นการคุมกำเนิดโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ได้ใช้ส่องที่เป็นเรื่องของมนุษย์ไปแทรกแซง อันนี้คือธรรมชาติ ธรรมชาติบอกว่าถ้าผู้หญิงกับผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กันตอนที่ผู้หญิงใกล้ ๆ จะมีประจำเดือนก็จะไม่มีลูก เพราะฉะนั้นมนุษย์ไม่ได้ไปแทรกแซงอะไรเพราะธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น เพียงแต่มนุษย์รู้ตรงนี้ก็เลยทำตรงนี้เสียเลย เพราะฉะนั้นมนุษย์ไม่ได้ไปแทรกแซง ดังนั้นคาทอริคจึงอนุญาตให้คุมกำเนิดอย่างนี้ได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่มนุษย์กินยาคุมกำเนิด ซึ่งเป็นความตั้งใจ แทรกแซงและเอายาที่เป็นผลผลิตของมนุษย์มาจาก consent ของมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าข้อสรุปข้อสุดท้ายถ้าเป็นโปรแตสแตนท์จะมีที่ว่างมากกว่าที่จะให้มนุษย์ใช้ consent สามัญสำนึกบทบาทเข้าไปมากกว่าคาทอริค คาทอริคให้ที่ว่างน้อยมากสำหับ consent ของมนุษย์ แล้วเรื่องคุมกำเนิด ทำแท้ง ยังมีเหตุผลอื่นอีก เพราะฉะนั้นวิธีคุมกำเนินโดยวิธีธรรมชาติ เป็นภาวะล้วน ๆ ของมนุษย์ผู้ชายและผู้หญิงตามธรรมชาติแท้ ๆ นั่นคือการคุมกำเนิดโดยวิธีธรรมชาติ
ถาม ทำไมต้องไปนับวัน เพราะการนับวันถึงแม้เป็นวิธีธรรมชาติแต่ก็เป็นการคุมกำเนิด
ตอบ ความจริงก็ถูกในส่วนหนึ่ง ว่าการนับวันคือการที่มนุษย์เข้าไปคิดเจาะจง ระวัง แต่ว่ามนุษย์ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อะไรสักหน่อย ประการแรก commit sin เพราะมนุษย์เป็นกบฏต่อพระเจ้า หันหลังให้พระเจ้า ไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้า นั่นคือเจตนาที่มนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าเลยเกิดบาปขึ้น พอเกิดบาปขึ้นความชั่วร้ายต่าง ๆ ก็ตามมา และบาปนั้นก็ตกทอดมาถึงคนอื่น ๆ ซึ่งนั่นล้วนแต่เป็นลูกหลานของอดัมกับอีฟ
ถาม พระเยซูตามเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์
ตอบ แต่บาปนั้นยังไม่สมบูรณ์ แม้บาปนั้นพระเจ้ามาไถ่บาปให้มนุษย์แล้ว และวมนุษย์คนใดที่เชื่อว่าพระเจ้ามาไถ่บาปนั้นแสดงว่ามนุษย์เริ่มรับกเกณฑ์ของพระเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้นการไถ่บาปนั้นเริ่มขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการไถ่บาปนั้นเกิดขึ้นในปัจจุบัน ( now ) แต่ not yet
"now and not yet" เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกัน บาปนั้นได้รับการไถ่แล้วแต่ยังไม่หมด จะต้องรอจนกว่าพระเยซูกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วมาตัดสินครั้งที่ ๒ แล้วตอนนั้นแหละถ้าใครทำดี บาปจะหมดไปทันที พระเจ้าช่วยคนไหน บาปก็หมดไปทันที อันนั้นบาปหมดไปจริง ๆ แต่ตอนที่พระเยซูมาตายเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ มันเป็นการเริ่มขบวนการ ถ้ามนุษย์ผู้ใดเชื่อว่าการที่พระเยซูมาตายเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ เป็นการเชื่อว่าบาปได้ถูกไถ่ไปแล้ว แสดงว่ามนุษย์คนนั้นเริ่มรับกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ไว้ใจในพระเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนั้นบาปเป็นสัญลักษณ์ถูกไถ่ไปแล้ว เกิดขึ้นปัจจุบันแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นมนุษย์ต้องรอต่อไปจนกว่าพระเยซูจะกลับมาครั้งที่ ๒
ถาม การผสมเทียม
ตอบ ทำให้เกิดลูก (Reproduction) เป็นการแทรงแซงแต่ยังไม่ถึงกับทำลาย เพราะมันไม่ได้เป็นไปตามจังหวะตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่สนับสนุนถ้ามีเหตุจำเป็นต้องทำก็คงต้องทำ ไม่เป็นไร ถ้าเทียบกับว่าฆ่ามันร้ายแรงกว่า แต่อันนี้คือการแทรกแซงงานของพระเจ้า อย่างการทำโคลนนิ่ง ศาสนาคริสต์นั้นต่อต้านอย่างยิ่งเลย เพราะการโคลนิ่งทำให้ชีวิตหนึ่งเหมือนกับอีกชีวิตหนึ่งโดยไม่ต้องผ่านการสืบพันธุ์ โดยอาศัยเซลล์ที่ทำให้ชีวิตหนึ่งเหมือนกับอีกชีวิตหนึ่ง นี่คือการแทรกแซงงานของพระเจ้าผู้เป็นพระผู้สร้าง จึงได้รับการต่อต้าน และมีการออกกฎหมายออกมาในตอนหลังในบางประเทศ เพราะการโคลนนิ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในเรื่องเอกลักษณ์ ( identity ) ในอนาคตเราจะเรียนกันเรื่องโคลนนิ่งด้วย แต่ตอนนี้เรากำลังเรียนว่าจริยศาสตร์ของโปรแตสแตนท์ว่ามีเบื้องหลังอย่างไร ในที่สุดจะเห็นความแตกต่างระหว่างคาทอริคที่มีช่องว่างเพียงนิดเดียวที่จะให้คนเข้าไปร่วม แต่ถ้าเป็นโปรแตสแตนท์จะมีเนื้อที่กว้างมากกว่า
***
ABORTION : การทำแท้ง
บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำแท้งประกอบด้วย
๑. แม่ mother
๒. ตัวอ่อน fetus
๓. หมอรวมถึงคนผสมยา หรือคนให้ยาด้วย doctor
๔. family / friend / religious teaching / community / social
การทำแท้ง คือการทำให้ครรภ์ตกไป, ระงับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ การระงับ การหยุดการเจริญพันธุ์ จะเห็นได้ว่า abortion จะเกี่ยวข้องกับคนทั้ง ๔ คน ตอนนี้ยังไม่ได้พูดถึงพระเจ้า แต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ abortion เกี่ยวข้องอยู่ว่า abortion นั้นเป็น, และเกี่ยวเนื่องกับ
๑. procreation เป็นผลมาจาก sexuality activity การมีลูกเป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์ เสร็จแล้วจะบอกว่าคนที่เกี่ยวข้องด้วย มีลักษณะที่ว่าเรื่อง abortion เกี่ยวเนื่องกับ procreation คือการเกิดเกี่ยวกับการสร้างขึ้นมา
๒. unborn human right สิทธิของคนที่ยังไม่เกิด คือ fetus ก็คือทารกนั่นเอง
๓. right of woman
๔. interest of other ความสนใจขิงคนอื่น ๆ เช่น ครอบครัว เพื่อ คำสอนทางศาสนา หรือชุมชน
abortion เกี่ยวเนื่องกับคน ๔ กลุ่ม แต่ถ้าเกิดเราแยกความเป็นมา มันการเกิด "การเกิด" ขึ้นมาได้อย่างไร
การเกิดนั้นเนื่องมาจาก, เป็นผลมาจาก procreation / การมีการสร้างมาก่อน คือเป็นผลมาจากการมี sexual activity และแล้วก็มี unborn human right คือมี fetus เกิดขึ้นมา ก็มีสิทธิของคนที่ยังไม่ได้เกิด ยังไม่ได้เป็นมนุษย์ ขณะเดียวกันไปเกี่ยวเนื่องกับสิทธิของแม่ แล้วนำไปเกี่ยวข้องกับความสนใจของคนอื่น ๆ เช่น ครอบครัว ถ้าหากผู้หญิงท้องขึ้นมาแล้วครอบครัวพร้อมที่จะมีเด็กหรือยัง หรือแม่อยู่ในวัยเรียนหรือเปล่า ผู้ปกครองหรือญาติยินดีให้เอาเด็กไว้หรือเปล่า โรงเรียน เพื่อน เพราะลักษณะสังคมไทยเมื่อเกิดท้องขึ้นมาขณะอยู่ในวัยเรียน เพราะฉะนั้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องมีผลต่อการบอกว่าทำแท้งได้หรือไม่ได้จะเกี่ยวเนื่องอยู่ ๔ กลุ่ม เพราะฉะนั้นจึงมีปัญหาอยู่เพราะมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ ๔ กลุ่ม ซึ่งกมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือกลุ่มที่ ๒-๓ (unborn human right, right of woman ) นั่นคือเราจะมีสิทธิของคนที่ยังไม่เกิด หรือสำคัญกว่าคนที่เกิดแล้ว หรือสิทธิของคนที่เกิดแล้วสำคัญกว่าคนที่ยังไม่ได้เกิด นี่คือปัญหาใหญ่ที่โต้เถียงกันที่เกิดลักษณะที่ว่า จะท้องนั้นเป็น pro-choice หรือ pro-life
- pro-choice คือสนับสนุนการมีสิทธิเลือก สนับสนุนสิทธิของผู้หญิง ( woman right ) คือผู้หญิงมีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าจะเอาลูกไว้หรือไม่เอาลูกไว้
- pro-life คือกลุ่มที่สนับสนุนว่า unborn fetus ตัวอ่อนก็มีสิทธิในตัวของมันเอง ถึงแม้จะยังพูดไม่ได้
ปัญหาเรื่อง abortion ที่เกิดขึ้นมาในปัจจุบันนี้ เพราะมีการละเมิดสิทธิกันอยู่ ๒ กลุ่ม ในตะวันตกเรื่อง human right เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาก เพราะในตะวันตกคิดว่าผู้หญิงถูกทำให้ไม่เท่ากัน เพราะถือว่าคำสอนทางศาสนาคริสต์มีส่วนด้วย ผู้หญิงนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากส่วนหนึ่งของของอดัม (ซี่โครง) เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเครื่องหมายว่าผู้หยิงต้องรับใช้ผู้ชาย และผู้หญิงถูกสร้างทีหลังผู้ชาย และผู้หญิงถูกมองว่าเป็น helper / เป็นผู้ช่วยของผู้ชาย เพราะฉะนั้นกลุ่ม woman's liberation movement ที่เรียกสั้น ๆ ว่า woman's lib คือกลุ่มความเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อนผู้หญิง
ถาม คำว่า "สิทธิ" น่าจะโยงไปเกี่ยวกับกฎหมายมากกว่าศาสนา
ตอบ มีหลายพื้นฐาน เวลาเราตัดสินปัญหา abortion จะมีมาตรฐาน ๓ มาตรฐาน คือ
ตัดสินโดยใช้มาตรฐาน
- ทางศาสนา เป็นอันดับ ๑
- ทางกฎหมาย เป็นอันดับ ๒
- ทางการแพทย์ เป็นอันดับ ๓
- ทางค่านิยมของสังคม เป็นอันดับ ๔
- ทฤษฎีทางจริยศาสตร์ เป็นอันดับ ๕
- ถ้าหากเราจะบอกว่า abortion ถูกหรือไม่ถูก เราจะต้องย้อนกลับไปว่าเราจะตัดสินบนพื้นฐานของอะไร - ถ้าให้ตัดสินบนพื้นฐานของศาสนา เราต้องย้อนมาดูว่าศาสนาอะไร ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ก็ต้องดูว่าค่ายไหน (โปรแตสแตนท์ หรือคาทอริค) ในส่วนของกฎหมายต้องดูว่ากฎหมายของรัฐใด ประเทศใด
- ในส่วนของการแพทย์นี้ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ การแพทย์นี้ยังมีส่วนรวม เห็นคล้าย ๆ กัน
- ค่านิยมของสังคมก็ต้องดูว่าเป็นบริบทของสังคมไหน เพราะฉะนั้นถ้ามีคำถามเราก็ต้องอธิบายและแสดงความเห็นเรื่องการทำแท้ง
- ว่าตัดสินโดยใช้มาตรฐานของจริยศาสตร์ค่ายไหน หรือทฤษฎีทางจริยศาสตร์ว่าเป็นแบบไหน เราต้องย้อนถามว่าจะให้เราตัดสินว่าทำแท้งได้หรือไม่ ถูกหรือผิด จะให้เราตัดสินอยู่บนพื้นฐานของอะไร ต้องแยกให้ออกจากกัน
- เพราะที่อาจารย์ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ถ้าเราตัดสินบนพื้นฐานของกฎหมาย ก็แสดงว่าทำได้เพราะกฎหมายไทยอนุญาตให้ทำแท้งได้ ในกรณีที่แม่ถูกข่มขืน เกิดท้องและเอาลูกไว้ ถ้าท้องแล้วเป็นอันตรายทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะตัวเองถูกข่มขืนแล้วยังมีลูกเป็นพยานอีก เห็นหน้าลูกทีไรก็นึกถึงว่าตัวเองถูกข่มขืนตลอด ซึ่งทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้เป็นแม่ เพราะฉะนั้นศาลจะอนุญาตให้ทำแท้งได้ หรือในกรณีที่แม่เป็นหัดเยอรมัน แล้วหัดเยอรมันนั้นมีผลต่อลูก เพราะมีโอกาศเสี่ยงสูงที่ลูกจะออกมาแล้วพิการอย่างที่ไม่สามารถจะรักษาได้ อันนี้กฎหมายจะยอมให้ทำแท้งได้ หรือถ้าหากเอาลูกไว้แล้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพของแม่ หรือแม่อาจจะเป็นโรคอะไรสักอย่าง เช่นโรคความดันโลหิตสูง และแม่ก็สามารถทำแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย นี่คือพื้นฐานในการตัดสินบนพื้นฐานของกฎหมาย
- และถ้าเป็นจริยศาสตร์ค่ายทั่ว ๆ ไป ต้องดูอีกว่าค่ายไหน ซึ่งจะมีจริยศาสตร์ ๓ ค่ายใหญ่ ๆ คือ
๑. end ethics : ตัดสินเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของคนหมู่มากที่สุด เอา end เป็นที่ตั้ง end หมายความว่า "จุดหมายปลายทาง" การตัดสินประเภทนี้จะเป็นพวกประโยชน์นิยม จริยศาสตร์กลุ่มที่ตัดสินอะไรสักอย่างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ หรือประโยชน์ของคนหมู่มาก เช่น เหตุการณ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ประธานาธิบดี ทรูแมน ตัดสินใจทิ้งระเบิดที่เกาะนางาซากิ ถามว่าการตัดสินนี้มันถูกหรือผิดศีลธรรมในสายตาของ ปธน. ๆ อาจบอกว่าถูกศีลธรรมเพราะด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าไม่ทิ้งระเบิดที่เกาะของญี่ปุ่นคอืเกาะฮิโรชิมา กับนางาซากิแล้วญี่ปุ่นก็คงไม่ยอมแพ้สงคราม แล้วสงครามจะขยายไปทั่วโลก และจะต้องมีคนตายมากกว่านี้อีก เพราะฉะนั้นยอมให้คนกลุ่มหนึ่งทั้งเด็กและผู้หญิง คนแก่ที่ไม่ใช่ผู้ชายที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้ตายดีกว่า ปธน.จึงอ้างว่าทำได้ ในกรณีของการทำแท้งก็เช่นเดียวกัน ในกรณีนี้ถ้าใช้กฎแบบประโยชน์นิยม ถ้าเอาเด็กไว้แม่เด็กก็อาจจะต้องออกจากโรงเรียน หรือถ้าหากเด็กเกิดขึ้นมาในบ้านที่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินส่งเสีย หากเด็กเกิดมาก็ต้องเป็นปัญหาสังคม ซึ่งมันจะส่งผลกระทบไปยังคนส่วนใหญ่อีก เพราะฉะนั้นจึงตัดสินใจรักษาประโยชน์ส่วนใหญ่ไว้ให้มากที่สุด จึงทำแท้งได้ นี่คือทฤษฎีจริยศาสตร์ ก็ต้องถามตัวเองว่าถ้าจะให้ตัดสินใจว่าทำแท้งได้หรือไม่ได้นั้นต้องดูว่าอยู่บนพื้นฐานของอะไร ถ้าหากให้ตัดสินบนพื้นฐานของจริยศาสตร์ธรรมดาก็ต้องดูว่าจริยศาสตร์ค่ายไหน ถ้าหากเป็นจริยศาสตร์ค่าย end ethics ก็สามารถทำแท้งได้ เพราะคำนึงถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ให้เอาแม่ไว้ เพราะแม่สามารถมีลูกต่อไปได้ในวันข้างหน้าหากพร้อม
ends ethics เป็นจริยศาสตร์มุ่งประโยชน์ส่วนใหญ่ ความสุขมากที่สุดของคนส่วนใหญ่
๒. means ethics : เป็น "วิธีการ" ที่ไม่ใช้ผลแล้ว เช่นในเรื่องการทิ้งระเบิดที่ญี่ปุ่นเดียวกันนี้ ในกลุ่ม end ethics จะบอกว่าจะไม่ทิ้งระเบิด แต่ถ้าจะทิ้งระเบิดแต่จะทั้งเฉพาะในส่วนที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นกลุ่ม end ethics ไม่ได้บอกว่าต่อต้านสงคราม แต่ยังยอมรับสงครามอยู่ แต่จะทิ้งระเบิดในสถานที่ ๆ ไม่มีผู้บริสุทธิ์ และไม่ได้เป็นไปเพื่อทำลายผู้บริสุทธิ์คือเด็กผู้หญิง และถ้าจะสู้รบกัน ก็จะสู้กันในจุดยุทธศาสตร์ หรือค่ายทหาร เพราะฉะนั้นถ้าจะทิ้งระเบิดแล้วบอกว่าไม่ผิด เป็นความชอบธรรมที่ทิ้งระเบิด ก็จะทั้งระเบิดในส่วนที่เป็นค่ายทหาร หรือจุดยุทธศาสตร์ และจะหลีกเลี่ยงการทำลายผู้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นถ้าเอาไปใช้กับปัญหาการทำแท้ง พวกนี้จะคิดถึง means คือวิธีการ พวกนี้จะหลีกเลี่ยงวิธีทำร้ายผู้ยริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นจริยศาสตร์ค่ายนี้จะไม่ทำแท้ง เพราะถือว่าฟีตัสเป็นผู้บริสุทธิ์
means ethics จะเน้นที่วิธีการ พวกนี้จะไม่ทำร้าย, หลีกเลี่ยงการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และจะไม่ทำแท้ง เช่นการทำแท้งก็จะเลือกทำในจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น
๓. responsibility ethics : จะดูเงื่อนไข / situation ที่ดีที่สุด อะไรที่เหมาะสม, สมควรกับเงื่อนไขที่ดีที่สุดก็จะตัดสินใจตามเงื่อนไขนั้น สรุปว่า responsibility ethics จะตัดสินใจด้วยความรับผิดชอบ และจะดูเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดกับเหตุการณ์นั้น ๆ
ถาม กฎหมายทั่วโลกสามารถทำแท้งได้หมดมั๊ย
ตอบ ส่วนมากทำได้ แต่ไม่ใช่ทุกที่ บางที่อนุญาตให้ทำแท้งเสรีได้ เช่น จีน มีกฎหมายสนับสนุนการทำแท้งเสรี เพราะจีนต้องควบคุมจำนวนประชากร จึงอนุญาตให้มีลูกได้เพียงคนเดียว อินเดียก็ให้ทำได้ หรือประเทศแถบสแกนดิเนเวียก็อนุญาตให้ทำแท้งได้ แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่ออกกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้ แม้แต่ประเทศเดียวกันอย่างสหรัฐฯ ก็ยังมีบางรัฐเท่านั้นที่อนุญาตให้ทำแท้งได้ เพราะฉะนั้นปัญหาการทำแท้งก็ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ศานาส่วนใหญ่ต่อต้านการทำแท้ง แต่ก็มีข้อปลีกย่อย ที่อธิบายว่าทำแท้งได้เพราะอะไร อย่างโปรแตสแตนท์อนุญาตให้ทำแท้งได้ ในกรณีที่แม่ถูกข่มขืน หรือในกรณีที่แม่อาจเป็นอันตราย เพราะ
ถาม ศาสนาส่วนใหญ่ต่อต้านการทำแท้ง แต่หมายความว่าถ้ากรณีที่บอกว่าทำได้ เพราะอะไร หมายความว่าเอากฎหมายเข้ามาจับแล้ว หมายความว่าใช้ศาสนาก่อนทำไม่ได้ แต่ว่าที่ทำได้เพราะกฎหมาย เอากฎหมายมาว่า
ตอบ ถูกครึ่ง ไม่ถูกครึ่ง เพราะบางทีจะไม่ต้องฟังกฎหมายเลยก็ได้ แต่สมมติว่าหลักสากลว่าในกรณีใด ๆ บ้าง แม่ลูกเป็นอย่างโรคอย่างร้ายแรง ถ้าเอาลูกไว้แม่จะตาย ดังนั้นจึงยอมให้ทำแท้ง เพราะ
(โดยไม่ได้อิงกฎหมาย) แต่คิดตามหลักของความเชื่อ แต่ต้องถามว่าทำแท้งนี้ชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ จะมีคำว่า ensoul และ ensoulment เหมือนกับว่าไข่กับสเปิร์มผสมกันแล้วเกิดมีวิญญาณตั้งแต่ตอนนั้นเลยหรือเปล่า ตรงนี้คือปัญหาว่า คาทอริคกับโปรแตสแตนท์มองไม่เหมือนกัน ในกรณีของออกัสตอนจิบอกว่าฟีตัสจัมีชีวิตเมื่อวันที่ ๔๖ ในตอนที่ไข่กับสเปิร์มผสมกันยังไม่มีวิญญาณเข้าไป แต่ในวันที่ ๔๖ นั้นถึงจะมีวิญญาณ เพราะฉะนั้น คนจึงอาศัยช่องโหว่ตรงนี้และบอกว่าถ้าจะต้องทำแท้งในกรณีที่อันตรายอยางยิ่งถ้าเอาลูกไว้ จะเป็นอันตรายต่อชีวิตของแม่ก็ให้ทำได้ในเวลา ๔๖ วัน เพราะตอนนั้นยังไม่มีวิญญาณ ยังไม่มีมนุษย์นั่นเอง เพราะเป็นเพียงแค่ไข่กับสเปิร์มผสมกัน ยังไม่มี ensoul เข้าไป
โดยส่วนมากกฎหมายกับศาสนาในประเทศเดียวกันจะไปด้วยกัน สำหรับประเทศไทยในความเป็นจริงกฎหมายไทยอนุญาตให้ทำแท้งได้ในกรณีที่แม่ถูกข่มขืน หรือหากเอาลูกไว้แล้วอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ กายและในของมารดา
ประเทศคาทอริคไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ทำแท้งไม่ได้เด็ดขาด มี ๕ ประเทศ คือ ชิลี เพราะทั้งกฎหมายและศาสนาไม่ให้ทำแท้ง แต่ในทางปฏิบัติคนก็ยังทำแท้งกันอยู่ดี เพราะเอาเด็กไว้ไม่ได้จริง ๆ ถ้าเอาไว้แล้วแม่ตายก็คงไม่มีใครยอม ตรงนี้เองเขาจึงอธิบายว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ไขตรงนี้ได้ เอาคำสอนอะไรมาเปลี่ยนใจผู้บริหารที่เป็นคาทอริค เอาใหม่
มี ๕ ประเทศในโลกนี้ที่เป็นพวกคาทอริค และประเทศมุสลิม ๑ ประเทศ ที่บอกว่าห้ามทำแท้งในทุกกรณี ไม่ว่ากรณีใด ๆ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังทำอยู่ดี
ประเทศไทยไม่ได้สนับสนุนการทำแท้งเสรีคำว่า "ทำแท้งเสรี" หมายความว่า ใครก็สามารถทำแท้งได้ และทำได้อย่างถูกกฎหมายด้วย เพราะเมื่อใดที่เกิดท้องขึ้นมา แล้วไม่ต้องการสามารถทำแท้งได้ทันที และแม่กับหมอก็ไม่ผิดกฎหมายด้วยเพราะนี่คือการทำแท้งเสรีแต่สำหรับประเทศไทยให้ทำแท้งได้เป็นกรณี ๆ ไป เช่นในกรณีที่แม่ถูกข่มขืน หรือมีอันตรายต่อสุขภาพของแม่จึงให้ทำแท้งได้ เพราะฉะนั้น ปัญหาขงประเทศไทยคือเกิดคลินิคเถื่อนขึ้น และแม่ก็ไม่ได้เข้าข่าย ๒ กรณีนี้ แต่แม่ยังเป็นวัยรุ่น หรือแม่ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจแล้วผิดพลาดในการคุมกำเนิด และไม่มีความจำเป็นที่ต้องเอาลุกไว้ เพราะไม่สามารถเลี้ยงได้ จึงทำแท้ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาจึงไปทำแท้งกับหมอเถื่อน อย่างในภาคเหนือที่มีคลินิคเถื่อน ที่ทำโดยหมอที่มีความรู้จริง ๆ แต่ก็ยังอันตรายอยู่ดี แล้วหาดว่าไปทำแท้งกับหมอที่ไม่มีความรู้จึงเป็นการเสี่ยงกับการตกเลือด หาดว่าไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ทำให้ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจของผู้หญิง เพราะฉะนั้นกลุ่ม woman ' lib จึงโต้แย้งว่าในเมื่อผู้หญิงต้องแบกภาระทุกสิ่งทุกอย่าง ท้องก็ลำบาก เมื่อท้องแล้วยังต้องเลื้องดูลูกอีกด้วย แล้วทำไมจึงไม่ให้สิทธิในการตัดสินใจแก่ผู้หญิงว่าจะเอาเด็กไว้หรือไม่ นี่คือปัญหา
จะเห็นว่าปัญหาการทำแท้งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่ยังหาทางแก้ไขไม่ได้ว่าจะมีบทสรุปอย่างไร สำหรับปัญหาการทำแท้งในประเทศไทย เมื่อท้องขึ้นมาระหว่างเรียนหนังสือแล้วต้องไปทำแท้ง เพราะสถิติที่มีการวิจัยมาผู้หญิงที่ทำแท้งส่วนมากจะเป็นผู้หญิงดี ๆ เพราะผู้หญิงที่สำส่อนมักจะรู้ในวิธีการคุมกำเนิด ดังนั้นผู้หญิงที่ไปทำแท้งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงดี ๆ ที่เรียบร้อย แล้วเกิดพลาดพลั้งกับคนรัก จึงเกิดปัญหาตามมาและไม่สามารถเอาลูกไว้ได้เพราะเรียนหนังสืออยู่ จึงเป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไรดี เพราะนี่เป็นปัญหาทางศีลธรรม เพราะอย่างไรก็เอาเด็กไว้ไม่ได้อยู่แล้วเพราะผู้ปกครองไม่ยอมแน่นอน เรียนหนังสือก็ไม่ได้จึงหมดอนาคตไป ทั้งนี้เพราสังคมไทยไม่ยอมรับ ขณะเดียวกันหากจะไปทำแท้งก็ดูจะเสี่ยงจนเกินไป เจ็บทั้งร่ายกายและจิตใจถูกตราหน้า
ในโปรแตสแตนท์อนุญาตให้ทำแท้งได้ ถ้าจำเป็นต้องทำแท้ง เพราะ ชีวิตมนุษย์จะมีวิญญาณ หลัง ๔๖ วัน แต่สำหรับอริสโตเติ้ล เชื่อว่าวิญญาณจะเข้ามาสิง ๔๐ วันสำหรับผู้ชาย และ ๙๐ วันสำหรับผู้หญิง เพราะฉะนั้นการทำแท้งตามเวลานี้อริสโตเติ้ลเชื่อว่าเป็นบาป สำหรับโปรแตสแตนท์ถ้าหากจะทำแท้งก็จะนำข้ออ้างเหล่านี้มาอ้าวว่าทำแท้งไม่บาป
ในคราวหน้าจะเรียนเรื่องคำสอนในคริสตศาสนาในไบเบิ้ลที่กล่าวถึงเรื่องทำแท้งไว้ว่าอย่างไร แต่เขาอาจจะไม่ได้พูดถึงโดยตรง แต่มีคำสอนที่เกี่ยวเนื่องว่าทำได้หรือไม่ได้.
***