http://www.duangden.com
สมจศ 570 จริยศาสตร์คริสตศาสนา
[ SHES 570 Christian Ethics ]

Catholic Ethics
 


***

นิกายใหญ่ ๆ ของศาสนาคริสต์ มี ๓ นิกาย คือ
           ๑. กรีกออโธดอกซ์ Greek Orthodox
          ๒. โรมัน คาทอริค Roman Catholic
          ๓. โปรแตสแตนท์ Protestant

- Orthodox กับ Catholic มีความใกล้เคียงกัน เกิดในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ประมาณศตวรรษที่ ๕ - ๖

- Orthodox ได้แก่พวกคริสต์ที่อยู่ในรัสเซีย, กรีก และกลุ่มยุโรปตะวันออก พวกนี้จะเน้นความลึกลับ mystical กับพระเจ้า แต่เป็นคริสต์อย่างเดียวกัน เชื่อคำสอนดั้งเดิมในส่วนกลางเหมือนกัน แต่พวก Orthodox เวลามองพระเยซูจะมองว่าพระเยซูลงมาช่วยให้รอด และไปเน้นในเรื่องการลงมาเกิดของพระเยซู เพราะฉะนั้นการตายของพระเยซูเป็นความร่าเริงมากกว่า Catholic

- Catholic มองว่าพระเยซูลงมาตายเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ ดูแล้วเหมือนกับท่านทรมาน และ Catholic จะเน้นพิธีกรรมเรื่องธรรม รับศีลทั้งหลายซึ่งเยอะมาก

- Protestant เกิดขึ้นทีหลังในศตวรรษ ๑๖ เป็นพวกที่ปฏิรูปต่อต้าน Orthodox กับ Catholic เพราะ Protest แปลว่าต่อต้าน กล่าวคือเป็นการต่อต้านศาสนจักรคาทอริคในสมัยนั้นที่นักบวชหรือคุณพ่อเรียกเก็บเงินทำบุญ และโฆษณาชวนเชื่อว่าทุกคนมีบาป ถ้าบริจาคเงินซื้อใบไถ่บาปแล้วมนุษย์จะมีทางช่วยให้รอด การซื้อใบไถ่บาปหมายถึงการบริจาคเงินทำบุญกับโบสถ์ แล้วคุณพ่อจะออกใบไถ่บาปให้เพื่อแสดงว่าคนนี้ได้ล้างบาปไปแล้วหนึ่งขั้น Martin Luther King เป็นนักบวชชาวเยอรมัน แต่เดิมท่านเป็นพระคาทอริค ที่เกิดความคิดเห็นแตกต่างออกไปว่าในคำสอนทำไมจึงไปบกกับมนุษย์ว่าให้มนุษย์ไถ่บาปด้วยการซื้อใบบุญไถ่บาป โดย Luther ได้โต้แย้งว่ามนุษย์สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ด้วยความสามารถของมนุษย์เอง โดยไม่ต้องผ่านพระหรือนักบวชทั้งหลาย ประกอบกับสมัยนั้นมีการ…..เจริญก้าวหน้า ใบการแปลไบเบิ้ลเป็นภาษาท้องถิ่น เพราะเมื่อก่อนคนที่จะอ่านไบเบิ้ลได้เข้าใจก็ต้องอาศัยพวกนักบวชที่รู้ภาษาละติน, ภาษากรีก ซึ่งเป็นภาษาโบราณที่ใช้ในการจารึกพระคัมภีร์ เพราะฉะนั้นหน้าที่ในการตีความ หรือในการเข้าใจพระคัมภีร์ ก็จะเป็นหน้าที่ของนักบวชโดยเฉพาะ แต่ต่อมาการพิมพ์เจริญก้าวหน้า และการแปลก็เจริญก้าวหน้า จึงมีการแปลพระคัมภีร์จากภาษายาก ๆ หรือแปลจากภาษาโบราญใหญ่เป็นภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้น มนุษย์สามารถติดต่อกับพระเจ้าโดยตรง เพราะฉะนั้นพวกโปรแตสแตนท์จะตัดขั้นตอนของนักบวชออกไป แต่บอกว่ามนุษย์มีความสามารถจะเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้าโดยตรง เพราะฉะนั้นพวกโปรแตสแตนท์นี้จะไม่มีนักบวช / คุณพ่อ แต่จะมี pastor ภาษาไทยเรียกว่า ศาสนจารย์, ศิษยาภิบาล เป็นผู้ดูแลอยู่ในโบสถ์ พวกนี้เป็นนักบวช แต่เป็นนักบวชที่สามารถแต่งงานได้ เพราะลูเธอร์ต้องการประท้วงศาสนจักรคาทอริค ที่คาทอริค บอกว่าเป็นพระต้องถือศีล ๓ ข้อ คือ
           ๑. ศีลยากจน,
           ๒. ศีลเชื่อฟัง คือเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาในคณะหรือสำนักลดหลั่นกันลงมา,
           ๓. ศีลบริสุทธิ์ (ศีลพรหมจรรย์)

แต่ลูเธอร์ปฏิวัติ, ต่อต้านคาทอริคหมดเลย ว่าไม่มีนักบวชแล้ว ต่อไปนี้มนุษย์สามารถเข้าใจพระวจนะ, พระประสงค์ของพระเจ้าโดยการอ่านไบเบิ้ลด้วยตัวเอง แล้วก็คิด และติดต่อกับพระองค์ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านนักบวชแล้ว ลูเธอร์จึงลาออกจากความเป็นนักบวชของคาทอริคและแต่งงาน ซึ่งเป็นที่มาของโปรแตสแตนท์ในเวลาต่อมา

เพราะฉะนั้นคำสอนของโปรแตสแตนท์จะเน้นพระหรรษทาน ( grace ) คือพระคุณของพระเจ้าอย่างเดียว ไม่ว่ามนุษย์จะทำดีขนาดไหนก็ไม่สามารถจะหลอกล่อให้พระเจ้ามาช่วยมนุษย์ให้รอดได้ แต่มนุษย์จะมีทางรอดต้องจากพระหรรษทาน คือพระคุณจากพระเจ้าอย่างเดียว เพราะฉะนั้นพระเจ้าจะช่วยพรองค์ก็ช่วย แต่มนุษย์ไม่มีการซื้อใบไถ่บาปแล้วได้ไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้า ตรงนี้คืองานของลูเธอร์ที่ปฏิวัติคาทอริค แล้วแยกออกมาเป็นโปรแตสแตนท์ เพราะฉะนั้นนิกายต่อ ๆ มาที่เกิดขึ้นทีหลังจะถูกนับรวมเป็นโปรแตสแตนท์หมดเลย เพราะฉะนั้นมอมอน (momon ) ที่เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ โดนรัฐบาลไทยก็เป็นโปรแตสแตนท์

เพราะฉะนั้นเราต้องจำไว้ว่า

- Orthodox คือพวกที่มีนักบวชเหมือนกันกับ catholic แต่ว่านักบวชของ orthodox จะเน้นในเรื่องความลึกลับกับพระเจ้า

- Catholic ให้นึกถึงศาสนจักรวาติกัน พระสันตปาปาเป็นผู้นำสูงสุด

- Protestant ให้นึกถึงมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่ประท้วง ต่อต้านคำสอนเดิมของคาทอริคว่ามนุษย์สามารถมีทางรอดโดยการทำบุญมาก ๆ โดยการซื้อใบบุญไถ่บาปมาก ๆ ก็จะมีทางรอดได้ เพราะฉะนั้นนิกายที่เกิดทีหลังทั้งหมดนี้ไม่ว่านิกายใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น ยธโฮวา วิคเนส, เพรสไบทิเรียน, มอมอน, สิทธิชนยุคสุดท้าย, เซเว่นเด่ย์ แอสแวนติส, Church of England ทั้งหมดนี้จะถูกนับรวมเป็นโปรแตสแตนท์หมดเลย แม้กระทั้งนิกายในกรีก

The Church of England เป็นโปรแตสแตนท์ที่ต่อต้านคาทอริค ด้วยสาเหตุคนบะอย่างกับโปรแตสแตนท์ ของลูเธอร์ สาเหตุเพราะกษัตริย์ของอังกฤษต้องการแต่งงานใหม่ แต่ตามกฎของคาทอริคห้ามหย่า แล้วแต่งงานใหม่ แต่เพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ต้องการจะแต่งงานใหม่ ดังนั้นจึงต้องต่อต้านกฎเดิมของคาทอริค เพราะฉะนั้นพวกนี้เป็นโปรแตสแตนท์ แต่ด้วยสาเหตุอย่างอื่น ไม่ใช่สาเหตุทางคำสอน เพราะฉะนั้นในรูปแบบแล้ว The Church of England มีความใกล้เคียงกับคาทอริคอย่างมาก เพียงแต่ว่าไม่ยอมรับกฎของคาทอริคในบางข้อ

ตอนเจ้าหญิงไดอาน่ามีชีวิตอยู่ เจ้าฟ้าชายชารล์ก็แต่งงานใหม่ไม่ได้ เพราะเป็นไปตามกฎของศาสนจักรคาทอริค ซึ่งเป็นกฎตามไบเบิ้ลเดิม ถ้าจะแต่งงานต้องแต่งครั้งเดียว เพราะเป็นการทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่อหน้าพระ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้า แล้วถ้าหากหย่ากับไปแล้วคนหนึ่งคนใดยังมีชีวิตอยู่อีกฝ่ายไม่สามารถแต่งงานใหม่ได้ เพราะฉะนั้นคนในสมัยที่ prince of Welt ยังอยู่เจ้าฟ้าชายชาร์ลก็ไม่สามารถแต่งงานใหม่ได้ หรือในกรณีของฟ้าหญิงแอนก็เช่นกันเจ้าฟ้าหญิงแอนจึงไปแต่งงานในโบสถ์ที่ไม่ใช่คาทอริค

สาเหตุที่มี The Church of England สาเหตุเพราะพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ต้องการจะแต่งงานใหม่ ท่านจึงปฏิรูปใหม่เองเลย ถืออำนาจกษัตริย์ตั้ง Church ของตนเองขึ้นมา

นี่คือภาพกว้าง ๆ ของศาสนาทั้ง ๓ นี้ซึ่งมีส่วนที่ไม่เหมือนกัน ในตอนนี้เราจะศึกษาของคาทอริคก่อน โดยจะศึกษา St.Thomas Aquinas ซึ่งคำสอนของท่านเป็นพื้นฐานของการคิดทางจริยศาสตร์คาทอริค

Aquinas ได้สอนเรื่องการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า แต่ในที่นี้เราจะเรียนเฉพาะเจาะจงเลยให้มาถึง Aquinas สอนว่าอะไร และมีอิทธอพลอย่างไรต่อจริยศาสตร์คริสตศาสนานิการคาทอริค เพราะฉะนั้นในที่นี้เราจะไม่พูดถึงการพิสูจน์ ๕ ขั้นของ Aquinas ซึ่งมันไกลไปจากเรื่องของเรา แต่ที่จะพูดต่อไปนี้เราสามารถนำมาใช้ได้เลย

***

Catholic Ethics

Thomas Aquinas : เป็นนักบวช, เป็นนักคิด, นักปรัชญา ซึ่งมีอิทธิพลต่อการคิดของจริยศาสตร์คริสตศาสนา นั้นคือการตั้งกฎที่เรียกว่า The Theory of Natural Law. แปลเป็นภษาไทยได้ว่า "กฎธรรมชาติ" แต่กฎธรรมชาติทางศาสนาพุทธคือเรื่อง "กรรม" กล่าวคือศาสนาพุทธนั้นเชื่อว่า กฎธรรมชาติมีอยู่แล้ , เกิดขึ้นแล้ว แต่พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้มาค้นพบเท่านั้น เหมือนกับการปาลูกบอลเข้าไป ๑๐ มันก็จะเด้งออกมา ๑๐ อันนี้คือกฎธรรมชาติ แต่ที่ Aquinas พูดถึง Natural Law อันนี้เป็นคนละอย่างกับของพุทธ เพราะ Aquinas ได้คิดให้ไปเชื่อมโยงกับพระเจ้า

- It was Aquinas's view that by using our reason to reflect on our human nature, we could discover both the specific ends toward which we naturally tend ( such as to live, to reproduce to acquire knowledge, to have a role in an ordered society, to worship God ) and the general ends for which God created us, a blessed immorality. มันเป็นการมองของ Aquinas โดยการใช้เหตุผลของมนุษย์ที่จะคิดอีกทีหนึ่ง, สะเทือนความคิดอีกทีหนึ่ง ที่จะสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ หมายความว่า เป็นกฎของ Aquinas ที่ว่ามนุษย์สามารถที่จะใช้เหตุผลในการคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของตัวเอง เพราะฉะนั้น Aquinas เน้นการใช้เหตุผล แต่เหตุผลนั้นเอามาใช้ในการคิดให้เข้าใจธรรมชาติของตัวเอง เพราะถ้าเราใช้เหตุผลมาเข้าใจธรรมชาติของตัวเองแล้ว เราจะค้นพบ ( discover ) both the specific ends และ the general ends หมายความว่า มนุษย์สามารถจะใช้เหตุผลเพื่อเข้าใจตนเอง และพอเข้าใจตนเองแล้วมนุษย์จะสามารถรู้ว่าจุดหมายพิเศษ ( the specific ends )คืออะไร และก็จะเข้าใจจุดหมายปลายทางทั่ว ๆ ไป ( the general ends ) นี่คือความคิดของ Aquinas

ทวน : Aquinas คิดว่ามนุษย์มีความสามารถในการใช้เหตุผล (มนุษย์มีความสามารถจะเข้าใจว่ามีพระเจ้าอยู่จริง ) และเมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วมนุษย์สามารถที่จะรู้ว่าจุดหมายปลายทางที่พิเศษ ๆ คืออะไร ขณะเดียวกันจุดหมายปลายทางที่ธรรมดา ๆ / ทั่วไปคืออะไร ต่อไปมาดูกันว่า the specific ends คืออะไร เราสามารถจะเข้าใจทั้งจุดหมายปลายทางที่เป็นพิเศษ ซึ่งเรามีแนวโน้มที่จะไปสู่อันนั้น ( we could discover both the specific ends toward which we naturally tend ) เราจะเข้าใจว่าทำไมเราจะต้องมีชีวิตอยู่ ( such as to live ) ทำไมจึงต้องมีลูกหลาน ( to reproduce ) อันนี้คือ the specific ends จุดหมายปลายทางพิเศษ ๆ ที่เฉพาะเจาะจง เเช่น ถ้าเราใช้เหตุผลเราจะเข้าใจว่าธรรมชาตอของตัวเอราเป็นอย่างไร แล้วเราจะค้นพบว่าจุดหมายปลายทางที่พิเศษของเรานี่เป็นอย่างไร จุดหมายปลายทางที่พิเศษก็เช่น ทำไมเราจะต้องมีชีวิตอยู่, ทำไมเราจะต้องมีลูกหลาน ทำไมเราจะต้องมีการศึกษาหาความรู้ ( to acquire knowledge ) ทำไมเราจะต้องมีบทบาทในสังคมที่มีระเบียบแบบแผน ( to have a role in an ordered society ในที่นี่ order แปลว่าจัดวางให้เป็นระเบียบ ) และทำไมเราต้องบูชาพระเจ้า ( to worship God ) อันนี้คือจุดหมายปลายทางพิเศษ ซึ่งตรงนี้จะตอบคำถามและสามารถเอาไปโยงได้หลายเรื่อง อันนี้คือทรรศนะของ Aquinas บอกว่าถ้ามนุษย์ใช้เหตุผลและกลับมาคิดถึงตัวเอง, ร่างกายตัวเองแล้วมนุษย์จะรู้ว่าจุดหมายปลายทางแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นกับมนุษย์นี้มีจุดหมายปลายทางว่าอะไร เช่น ทำไมมนุษย์ต้องเกิด, ทำไมมนุษย์ต้องมีชีวิตอยู่, ทำไมมนุษย์เรียนหนังสือ, ทำไมมนุษย์บูชาพระเจ้า อันนี้คือจุดหมายปลายทางพิเศษ ๆ ขณะเดียวกันถ้ามนุษย์ใช้เหตุผล มนุษย์จะรู้แล้วเข้าใจ general ends มนุษย์จะเข้าใจจุดหมายปลายทางทั่ว ๆ ไปซึ่งพระเจ้าได้สร้างเรามา ไม่ให้เราตาย ( a blessed immortality) ไม่ให้เราตาย หมายความว่า ถ้ามนุษย์กลับไปอยู่กับพระเจ้าแล้วมนุษย์จะไม่ตาย แต่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ไม่ตาย มนุษย์ตาย แต่ถ้ามนุษย์เชื่อฟังพระเจ้า แล้วได้ไปอยู่กับพระเจ้า, อยู่บนสวรรค์แล้วมนุษย์จะมี immortality มนุษย์จะมีชีวิตนิรันดร์, มนุษย์ก็จะไม่ตาย เพราะฉะนั้นอันนี้ natural law

ต่อไปนี้คือบทสรุปของ natural law " Natural Law : understanding of God's plan for us, built into our nature by his act creation." Natural Law ในศาสนาคริสต์คือการเข้าใจ หรือความเข้าใจถึงแผนการของพระเจ้าที่มีไว้สำหรับมนุษย์ และแผนการนั้นถูกสร้างอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งรวมอยู่ในการสรางของพระเจาทั้งหมด นี่คือ Natural Law ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์มีความสามารถในการใช้เหตุผล ในการสังเกต เพราะฉะนั้นมนุษย์จะสังเกตว่า Aquinas เกิดอยู่ในโลกตะวันตก ตะวันตกนั้นมี ๔ ฤดูกาล Aquinas ก็ใช้เหตุผลในการสังเกตและก็ใช้เหตุผลต่อไปว่าถ้าเป็นหน้าหนาว ก่อนที่จะถึงหน้าหนาวใบไม่จะร่วง อากาศเริ่มเย็นลง ใบไม้ก็เริ่มจะร่วง แสดงว่ากำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง พอถึงหน้าหนาวต้นไม้ก็ทิ้งใบหมด แต่ต้นไม่ไม่ได้ตาย หลังจากนั้นพอหน้าหนาวค่อย ๆ จางหายไปก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เมื่อไม่มีความหนาวใบไม่ที่หายไปก็จะเริ่มผลิอีก พอหน้าร้อนก็จะสะพรั่งไปด้วยดอกไม้ เหล่านี้ Aquinas ก็ใช้เหตุผลของมนุษย์แบบนี้สังเกตก็จะเห็นว่าธรรมชาตินั้นเป็นจังหวะ เช่น เกิดฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน แล้วก็จะวกกลับมาใหม่ อย่างนี้เองที่เรียกว่าจังหวะ ๆ

เพราะฉะนั้น Aquinas จึงอธิบายว่าถ้ามนุษย์สามารถจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจังหวะ ๆ แล้วมนุษย์ก็จำทำอะไรเป็นจังหวะ ๆ และ Aquinas คิดว่าคนที่ทำอะไรให้เป็นจังหวะ ๆ การที่ธรรมชาติมีอะไรที่พิเศษ ๆ เป็นจังหวะ ๆ จะต้องมีคนสร้าง มีคนกำหนด และ Aquinas ก็อธิบายว่าคนที่กำหนดนั้นคือพระเจ้า มนุษย์ก็เหมือนกัน Aquinas มองตัวอมนุษย์ว่ามนุษย์เริ่มจากเป็นเด็ก แล้วค่อย ๆ เจริญเติบโต หัดคลาน หัดเดิน หัดนั่ง หรืออะไรก็ตามแล้วค่อย ๆ โตขึ้นเป็นวัยรุ่น วัยรุ่นตอนต้น ตอนปลาย และเป็นผู้ใหญ่ และเป็นวัยกลางคน และเป็นคนแก่ และเป็นคนแก่มาก เพราะฉะนั้นชีวิตมนุษย์จะเป็นจังหวะ ๆ อย่างนี้ อันนี้คือการใช้การสังเกต และใช้เหตุผลของมนุษย์ Aquinas อธิบายว่าคนที่จะเป็นคนทำทุกอย่างนี้ได้ต้องเป็นคนที่วางแผนอะไรไว้ล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี และรู้ว่าอะไรเป็นอย่างดี นั่นคือพระเจ้า Aquinas คิดอย่างนี้ นั่นคือพระเจ้าเป็นผู้วางแผนลักษณะนี้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น Aquinas จะบอกว่าถ้ามนุษย์สังเกตอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ถ้ามนุษย์ไม่เป็นผู้ฝืนกฎแบบนี้มนุษย์ก็จะไม่ทำผิด นี่คือพื้นฐานเบื้องต้น

ถาม Natura Law คืออะไร ทำไมจึงสำคัญต่อจริยศาสตร์ของคาทอริค

ตอบ ดูต่อไป :O>

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า Aquinas ค้นพบเรื่อง natural law / กฎธรรมชาติ ของ aquinas มีอิทธิพลต่อจริยศาสตร์คาทอริค ต่อไปต้องมารู้ในเบื้องต้นก่อนว่า natural law นั้นคือความสามารถในการเข้าใจแผนการของพระเจ้า ว่าพระเจ้าได้สร้างอะไรไว้ในมนุษย์, ได้เตรียมการสร้างของพระองค์ไว้ในมนุษย์แล้วเมื่อเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราจะเข้าใจจุดประสงค์พิเศษว่าทำไมเราจึงต้องเกิดมา ทำไมเราจึงต้องตาย อันนี้คือจุดประสงค์พิเศษ แล้วจุดประสงค์ทั่ว ๆ ไปที่รวมกว้าง ๆ ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ นี่คือจุดประสงค์ทั่ว ๆ ไป นี่คือ natural law ที่สามารถนำมาใช้ได้ในจริยศาสตร์คริสต์ได้

- When we discover these ends, it is then possible for us to determine the means required to achieve them. เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ได้ค้นพบจุดหมายปลายทางอย่างนี้ หมายความว่าตอบคำถามได้ว่าทำไมเราจะต้องเกิดมา ทำไมเราจะต้องมีชีวิตอยู่ ทำไมเราจะต้องมีลูก ออกหลาย มันเป็นไปได้สำหรับเราที่จะตัดสินใจวิธีการ ( the means ) ที่จะตัดสินใจให้เห็นหนทางหรือวิธีการที่จะทำให้วัตถุประสงค์อันนั้นสำเร็จ สรุปตรงนี้ได้ว่า Aquinas ได้ออกกฎ natural law ว่ามนุษย์ต้องเข้าใจแผนการของพระเจ้าว่าพระองค์เตีรยมการอะไรไว้ให้เรา และเมื่อเรารู้จุดประงค์เหล่านี้แล้วมนุษย์ก็สามารถที่จะหา หรือตัดสินถึงวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง หมายความว่ามนุษย์จะรู้วิธีการ ( determine to means ) มนุษย์จะรู้วิธีการที่จำเป็นที่จะทำให้จุดประสงค์นั้นสำเร็จ

- The human person as a whole has a function, and that the various human organs and capacities have their functions which subserve the good functioning of the whole. มนุษย์มนฐานะที่มองรวม ๆ ทั้งหมดนี้มีหน้าที่ แล้วมนุษย์ก็มีอวัยวะแตกต่างกันไปมากมาย และมีความสามารถ เพราะฉะนั้นมนุษย์สามารถที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่ เพื่อที่จะทำหน้าที่ให้อย่างดีที่สุดโดยทั้งหมด สรุปได้ว่า อวัยวะแต่ละอย่างของมนุษย์มีหน้าที่ในร่างกายในส่วนรวม ถ้าดูในส่วนรวมเราคิดว่ามันอยู่ได้ แต่ถ้าเราแยกตาไว้ดู จมูกไว้ดมกลิ่น ถ้าเราสามารถแยกแต่ละอย่าง เราจะรู้ว่าอวัยวะแต่ละอย่างของมนุษย์มีหน้าที่และมีความสามารถที่จะทำอะไรเพื่อบรรลุจุดหมายปลายทาง เพราะฉะนั้นก็กลับไปที่ Aquinas สอนว่าให้มนุษย์สังเกตว่ามนุษย์สามารถที่จะสังเกตและใช้เหตุผลเพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางนั้น เมื่อรู้ว่าจุดหมายปลายทางนั้นคืออะไรแล้ว มนุษย์ก็จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์นั้นได้ ตรงนี้อาจยังไม่เข้าใจเพราะเป็นนามธรรมมาก

แต่ตรงนี้ให้เข้าใจไว้ก่อนว่า Aquinas เชื่อว่า

๑. มนุษย์สามารถใช้เหตุผลได้

๒. เชื่อว่าพระเจ้าได้เป็นพระผู้สร้าง

๓. เชื่อว่าถ้ามนุษย์เข้าใจจุดหมายปลายทางแล้วมนุษย์จะสามารถหาวิธีที่เหมาะสม เพื่อจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้

๔. มนุษย์รู้ว่าแต่ละอย่างของตัวเองมีหน้าที่ เมื่อรู้ว่ามีหน้าที่อะไรแล้วต้องใช้ให้ถูกทาง ก็จะสามารถทำให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์

- An examination of the proper functioning of each human capability leads to the derivation of moral duties. การที่พิจารณาถึงหนาที่ ๆ เหมาะสม ( The proper functioning ) ของความสามารถของมนุษย์นั้น อาจนำไปสู่การมาถึง morality duty ตรงนี้คือหัวใจที่เอาไปใช้กับจริยศาสตร์อย่างไร…หมายความว่า ถ้าเรากลับมาพิจารณาใช้อวัยวะ และความสามารถของมนุษย์ให้เหมาะสมแล้ว จะนำไปสู่การมีหน้าที่ ๆ ถูกต้องทางศีลธรรม อันนี้คือหัวใจว่าเราเรียนเรื่องกฎธรรมชาติของ Aquinas มาเกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับความประพฤติที่ดีของศาสนาคริสต์

ถ้ามนุษย์เข้าใจว่ามนุษย์มีความสามารถค้นหาวิธีเพื่อที่จะให้บรรลุจุดหมายปลายทางนั้นแล้ว และมนุษย์มีความสามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์นั้นได้ แล้วใช้มันให้เหมาะสม ให้ถูกต้อง แสดงว่ามนุษย์มี moral duties แสดงว่ามนุษย์มีหน้าที่ที่ถูกต้องทางศีลธรรมแล้ว ยกตัวอย่างเช่น / Example :

๑. The function of the human reproduction system is to produce children : it is therefore immoral to act in any way that will impede this natural function. หน้าที่ของระบบการผลิตลูกหลาน ก็คือการผลิตลูกหลาน เพราะฉะนั้น ไม่เป็นถูกศีลธรรม หมายความว่าผิดศีลธรรมที่จะทำอะไรก็ตามด้วยวิธีใดก็ตามที่จะเป็นเครื่องกีดกันหน้าที่ตามธรรมชาตินี้

จากกฎเรื่อง natural law ของ Aquinas ว่าอวัยวะแต่ละส่วนของมนุษย์มีหน้าที่ และถ้าเกิดใช้หน้าที่ให้เหมาะสมแล้วจะเป็นการทำถูกศีลธรรม ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์มีอวัยวะเกี่ยวกับระบบการผลิต (reproductive system ) เพื่อผลิตลูกหลาน เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ตามที่เป็นการขัดขวางขบวรการผลิตลูกหลาน คือการทำผิดศีลธรรม เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นที่ว่าว่าทำไมคาทอริคจึงห้ามคุมกำเนิด เพราะคิดว่าการที่มนุษย์มีอวัยวะสำหรับผลิตลูกหลาน แล้วไปทำอะไรที่ไปขัดขวาง มันเท่ากับขัดขวางกระบวนการตามธรรมชาติ ( natural function ) แล้วยังขัดขวางต่อพระประสงค์ของพระเจ้าด้วย เพราะ natural function เป็นการสรางของพระเจ้า ถ้าเข้าใจกฎธรรมชาติของ Aquinas จะเอาเป็นพื้นฐานในการอธิบายจริยศาสตร์คาทอริคได้หลาย ๆ ประการ

๒. sexual organ # homosexual love : immoral อวัยวะที่เกี่ยวเนื่องกับการสืบพันธุ์ ถ้าเอาไปใช้ในทางที่ผิดเช่นพวก homosexual ได้ใช้อวัยวะของตนในทางที่ผิด ไม่ใช่หมายความว่าใช้ในทางที่ผิดถ้าผู้หญิงกับผู้ชายนี่คือธรรมชาติ แต่ถ้าผู้ชายกับผู้ชายนี่คือผิดธรรมชาติ อย่างนี้เองเป็นลักษณะที่เป็น immoral เพราะใช้อวัยวะที่มีอยู่ไม่ตรงกับหน้าที่ของมัน เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นเหตุผลในการอธิบายว่าอันไหนถูก/ผิดศีลธรรม ทำได้/ไม่ได้ ในทรรศนะของคาทอริค อีกตัวอย่างนึง ปกติคนจะกินทางปาก ขับถ่ายทางทวารหนัก แต่ถ้าคนไข้อาการโคม่ามาก จนต้องกินทางเส้นเลือด เจาะคอ ขับถ่ายทางถุงหน้าท้อง อันนี้คือขัดกับ natural function เพราะฉะนั้นถ้าใช้ natural law ของ Aquinas มาอธิบายก็จะบอกอันนี้ทำไปแล้วผิดศีลธรรม เพราะฉะนั้นกรณีการฆ่าด้วยความการุณ ความกรุณา จะตัดสินใจทำได้หรือไม่ได้ จะไม่รอให้ถึงขั้นนั้นว่าจะตัดสินใจว่าด้วยความกรุณา หรือฆ่าด้วยความไม่กรุณา เอาแค่ว่าถ้าคนเจ็บหนักแล้วรู้ว่าไม่มีทางรักษาหาย แต่ยังฝืนของให้หมอรักษาตนเองอย่างดีที่สุด จะผ่าตัดหรือทำอะไรที่ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เอาเครื่องขับถ่าย เจาะคอ เจาะเลือด ทุก ๆ อย่างทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางหายแล้วแล้วมันคือการฝืนธรรมชาตินั่นเอง คาทอริคจะไม่นิยมเพราะถือว่าขัดกับ natural law เพราะฉะนั้นคาทอริคจะได้คนไข้กลับไปตายอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ( dignity ) เพราะถือว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีคุณค่าเพราะถูกสร้างด้วยพระฉายาของพระเจ้า เพราะฉะนั้นชีวิตทุกชีวิตนั้นมีค่า ถ้าทำอะไรอย่างมีคุณค่าแล้วมนุษย์ต้องทำไปตามธรรมชาติ ถ้ารักษาไปเต็มความสามารถแล้วไม่สามารถที่จะหายได้ ก็จะให้มนุษย์อยู่กับธรรมชาติ หมออาจจะให้ยาระงับความเจ็บปวด คือระงับความปวด แต่ว่าหมอจะไม่ไปถลกศีรษะ แล้วก็ผ่าทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางรอดแล้ว หรือว่าจะเอาสายระโยงระยางมา แต่ว่าหมอจะแนะนำให้คนไข้นั้นกลับไปบ้าน และก็อยู่ในความรัก ความอบอุ่น อยู่ในการดูแลของครอบครัว หรือจะไปอยู่ในศูนย์ที่เรียกว่า hospice care คือศูนย์ที่เต็มไปด้วยความรักแบบคริสต์ และก็ให้คนไข้คนนั้นที่รู้ว่ากำลังจะตายอยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด อันนี้คือจริยศาสตร์ที่คิดว่าจะทำอย่างไรกับคนใกล้ตาย, ภาวะใกล้ตายนี้ ถ้าทำอะไรที่ไปฝืนกฎธรรมชาติ คาทอริคจะไม่ทำ นี่คือการใช้ natural law ของ Aquinas เข้าไปใช้ในการอธิบาย, ตัดสินว่าทำได้หรือไม่ได้ในจริยศาสตร์คริสตศาสนา โดยเฉพาะคริสต์คาทอริค

ถ้ารักษาแล้วหาย ทำได้ แสดงว่าไม่ได้ฝืนกฎธรรมชาติ ถ้าทำแล้วหายคือการทำไปตามปกติ แต่ถ้าขบวนรักษาเป็นไปทั้งที่รู้ว่าไม่หายแล้วก็ทำไปเพื่อทดสอบความเก่งกล้าหรือทดสอบความรู้ของหมอเอง หรือถือว่าคนไข้มีเงินแล้วจะทำอย่างนี้ โดยไม่คิดว่าคนไข้เจ็บปวดขนาดไหน แต่ถ้าเป็นความประสงค์ที่ดีคามทอริคจะไม่ตัดสินใจทำ เพราะจรรยาบรรณของแพทย์จะต้องรักษาคนไข้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มนุษย์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้ามนุษย์เกิดแล้วมนุษย์เจ็บ มนุษย์ด้วยกันต้องดูแลรักษากัน ต้องแสดงความรักต่อเพื่อมนุษย์ เพราะฉะนั้นต้องดูแลรักษา แต่ถ้ารู้แล้วว่าจะดูแลรักษาแล้วไม่หายก็จะให้ความรักอย่างเดียว หรือให้ยาที่ทำให้คนไข้รู้สึกสบาย อย่าไปฝืนทำให้คนไข้ได้รับความทรมาน

ด้วยความตั้งใจว่าเขาอาจจะหาย ทั้ง ๆ ที่มีแนวโน้มที่รู้แน่ ๆ ว่าไม่หายตรงนี้ถ้าเราเข้าใจกฎธรรมชาติของง Aquinas จะตัดสินความประพฤติในจริยศาสตร์ของคาทอริคได้อย่างดี เช่นพวกโฮโมเซ็กซ์ช่วน คาทอริคจะไม่นิยมเพราะถือว่าเป็นการผิดศีลธรรม เพราะการแต่งงานต้องเป็นไประหว่างชายกกับหญิง และต้องใช้อวัยวะของตนให้ถูกหน้าที่ แต่พวก homosexual ใช้อวัยวะที่จะต้องขับถ่ายไปทำอย่างอื่น เพราะฉะนั้นนี่ไม่เป็น natural function เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เป็น natural function ก็จะเป็น immoral ทันที immoral คือผิดศีลธรรม การคุมกำเนิดก็เช่นกัน เชื่อว่านมนุษย์จะต้องกิน สืบพันธุ์ ตาย นี่คือกฎธรรมชาติ เป็นจังหวะ ๆ อย่างนี้ ถ้าในช่วงที่มนุษย์อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ถ้าหากไปใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขึ้นมาในการคุมกำเนิด อวัยวะที่ใช้ในการผลิตลูกหลาย ไปกีดขวาง หรือไปใช้เครื่องคุมกำเนิดแบบวิทยาศาสตร์ อันนี้คือการขวางการทำหน้าที่ตามธรรมชาติของอวัยวะมนุษย์ เป็นการขัดขวางการสร้างของพระเจ้าด้วย เพราะฉะนั้นคาทอริคจะไม่ให้ทำ แต่ยอมให้มีการคุมกำเนิดได้ตามวิธีการตามธรรมชาติเท่านั้น เช่น ไม่มีการร่วมเพศเลย หรือการนับวันตกไข่ ถ้าเป็นระยะปลอดภัยของผู้หญิงจึงมีเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นนี่คือการคุมกำเนิดตามธรรมชาติ คุมกำเนิดโดยวิธีตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ขัดกับความเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่นำมาจากแนวคิดของ Aquinas เรื่อง natural law นี่เอง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจกฎของ Aquinas และเอากฎนี้ไปอธิบายเหตุการ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อีกหลายอย่างว่า สิ่งนี้ทำแล้วถูกต้องหรืผิดพลาดหรือไม่ตามจริยศาสตร์ของคาทอริค

ในศาสนาพุทธ จะบอกว่ามนุษย์มีหน้าที่จะต้องบริหาร / ปฏิบัติ ( exercise ) ทั้งเมตตาและกรุณา เมตตาคือแสดงความรัก ต้องการให้มนุษย์มุกคนมีความสุข กรุณาคือการช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากให้พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นคนไข้ที่มีความทุกข์ หมอกับพยาบาลก็ต้องช่วยเหลือคนไข้เพื่อแสดงความเมตตาและกรุณา แต่ถ้ารู้ว่าคนไข้ไม่สามารถหายได้แล้วก็จะต้องทำใจให้เป็นอุเบกขา ขณะเดียวกันวิธีการรักษาตอนนี้จะไม่ใช่การทำการผ่าตัด หรือทำสิ่งที่เป็นสายระโยงระยาง หรือแทนที่จะให้อาหารทางปากซึ่งเป็นธรรมชาติ แต่กลับไปให้อาหารทางหลอดคอ ขับถ่ายไม่ใช่ทางทวารหนักแต่กลับขัวถ่ายทางหน้าท้อง ลักษณะอย่างนี้ถ้ารู้ว่าไม่หายต้องมีข้อแม้ แล้วทำไปจะทำให้เกิดการขัดกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และทางพุทธไปคิดว่าเป็นการขัดกับขบวนการของกรรม คือคนไข้มีความทุกข์ นั่นแสดงว่าเขาอาจอยู่ในขนบการใช้กรรมของตนเองก็ได้ แต่ถ้าเราช่วยให้เขาเจ็บปวดน้อยลง แต่ถ้าร฿ว่าเขารักษาไม่หายแล้วเราจะช่วยให้เขาสุขสบายเท่าที่หมอและพยาบาลจะทได้ แต่จะไม่ไปผ่าตัดเขาให้ทรมานทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางรักษา อย่างเช่นท่านพุทธทาส ก่อนที่ท่านจะละสังขาร ท่านมีลูกศิษย์อยู่ ๒ กลุ่ม ก่อนที่ท่านจะละสังขารท่านได้สั่งลูกศิษย์ไว้ว่าท่าต้องการจะละสังขาร คือจากไปอย่างสงบ ละสังขารอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แล้วกรณีของท่านี้ก็ไม่มีทางรักษาหายได้แล้ว ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งบอกว่าต้องผ่าตัดสมอง แต่ลูกศิษย์อีกกลุ่มหนึ่งต้องการที่จะทำตามเจตนารมย์ของท่าน เพราะท่านก็อายุมากแล้ว ถ้าหากผ่าตัดไปก็อาจจะไม่ดีขึ้น หากแต่ท่านอาจทรมานกับความเจ็บปวด และทำให้ท่านห่างไกลจากธรรมชาติ เพราะการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มันไม่ใช่สิ่งธรรมชาติ แทนที่ท่านจะได้หายใจตามแบบธรรมดาด้วยตัวของท่านเองด้วยจมูก ก็ต้องไปใช้เครื่องช่วยหายใจนี่ไม่ใช่สิ่งธรรมชาติแล้ว เพราะฉะนั้นลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งจึงทำตามโอวาทของท่านที่มีอำนาจมากกว่า จึงนำท่านกลับไปละสังขารที่สวนโมกข์ ในศาสนาพุทธก็เชื่อว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรี แต่ถ้าเป็นของคริสต์ที่มนุษย์มีศักดิ์ศรีเพราะมนุษย์ถูกสรางขึ้นในพระฉายาของพระเจ้า เราสามารถนำเแนวคิดพวกนี้มาใช้ได้หมดเลย

ในเมื่อเรียนทฤษฎีไปเยอะแล้วก็ต้องนำไปปฏิบัติในกรณีศึกษาต่าง ๆ เช่น ทำแท้ง การคุมกำเนิด การตัดสินโทษประหารชีวิตทำได้รึเปล่า เราสามารถนำทฤษฎีต่าง ๆ ต่อไปนี้มาใช้ในการอธิบายได้ เช่น the image of God, Agape, Aquinas Theory

ถาม ทำไมชีวิตของชาวคริสต์คาทอริค จึงไม่ยอมให้มนุษย์ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์เข้ามาแทรกแซง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว

ตอบ ชีวิตมนุษย์ทุกคนมีคุณค่า เพราะมนุษย์ถูกสร้างโดยพระเจ้า มนุษย์เป็นลูกของพระเจ้า และมนุษย์ถูกสร้างโดยพระฉายาของพระเจ้า พระฉายาของพระเจ้าทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ การที่มนุษย์ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า ทำให้มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาแบบนี้ และขณะเดียวกันมนุษย์ทุกคนก็อยู่ใต้กฎ agape มนุษย์ทุกคนต้องมีความรักต่อกัน บวกกับกฎของ Aquinas ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจว่าคนไข้คนนี้ควรจะให้เขาได้รับการการรักษาด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ต่อ ๆ ไป ทั้งที่คนไข้ไม่มีทางหายแล้วจะทำอย่างไรดีหรือไม่ทำ ฝ่ายหนึ่งอาจบอกว่าถ้าไม่ทำคือใจร้าย ญาติใจร้ายปล่อยให้คนไข้เผชิญโชคชะตาตามลำพัง แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าต้องไม่ทำแล้ว เพราะยึดตามกฎของคริสต์ พวกนี้ว่ามนุษย์จะต้องตายอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะชีวิตมนุษย์มีคุณค่า ถูกสร้างโดยพระฉายาของพระเจ้า แล้วมนุษย์จะต้องบริหารความรักในเรื่อง agape แม่เขาควรจะใช้อวัยวะของเขา หรือมีชีวิตของเขาตามจังหวะ ๆ ของชีวิต ถ้าเขาจะต้องเจ็บ เขาก็จะต้องตายอย่างมีศักดิ์ศรี ถ้าเขารู้ว่าชีวิตไม่หายแล้ว ก็จะไม่ดันทุรังทำให้เขาเจ็บปวดอีกต่อไป แต่น่าจะให้เขาตายอยู่ท่ามกลางความเป็นมนุษย์ของเขา นี่เป็นพื้นฐานที่มาในการตัดสินเบื้องหลังของคาทอริค

สรุป : Protestant Ethics…อ่านเองก็ได้ เพระตรงนี้ไม่ค่อยสำคัญมากนัก

***

Worldliness

ใน OT Ethics

The good life, as the Israelite sees it, consists in having numerous offspring, in living to a ripe old age, in enjoying the respect of one's fellows, and in acquiring enough wealth to be comfortable and secure.

The ethical demands of the OT. = demand for righteousness. จริยศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เก่าไว้เพื่อความถูกต้อง เพื่อความชอบธรรม ( righteousness )

Righteousness is / ความชอบธรรม คือ

- obedience to God. การเชื่อฟังพระเจ้า เวลาเรายกคำสอนของจริยศาสตร์คริสต์ ที่มาจาก OT ให้เรานึกถึง Ten commandments (บัญญัติ ๑๐ ประการ) ซึ่งเป็นคำสั่ง ถ้ามนุษย์เชื่อฟังแสดงว่ามนุษย์ทำถูก ต้องตามที่พระเจ้าสั่ง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ต้องการให้มนุษย์เชื่อฟัง เพราะเป็นคำสั่ง เพราะฉะนั้นถ้าชอบธรรม หมายความว่ามนุษย์เชื่อฟังพระเจ้า (แต่ถ้าเป็น NT ให้นึกถึงเทศนาบนภูเขา ที่พูดถึงว่าแม้จะจนในโลกนี้ แต่จะไปรวยในสวรรค์ อันนี้คือตัวอย่างที่เราจะต้องจำไว้ ถึงแม้เราจะขาดแคลนอะไรในโลกนี้ แต่ถ้าเราเป็นคนที่มีจิตใจดี เราก็จะมีสิ่งนั้นในสวรรค์ เวลาอยู่กับพระเจ้า อันนั้นคือคำสอนที่มาจากเทศนาบนภูเขา ที่พูดถึงสิ่งที่ควรทำ) นอกจากนี้ความชอบธรรมยังเป็น

- an expression of love for God. เป็นการแสดงออกของความรักที่มีต่อพระเจ้า

- imitation of God. เป็นการเลียนแบบพระเจ้า เพราะพระเจ้าเป็นผู้มีความชอบธรรม มนุษย์ปฏิบัติอย่างดีเพื่อมีความชอบธรรม เพราะฉะนั้นเหมือนกับมนุษย์เลียนแบบพระเจ้า ตรงนี้คือแก่นหลักของจริยศาสตร์ใน OT

e.g. God saves the oppressed, delivers those who are threatened, feeds the hungry and the poor. พระเจ้าได้ช่วยเหลือคนที่ถูกกดขี่ ( oppressed) ช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคาม (threatened) ให้อาหาร (feed) อันนี้คือกิจวัตร, นิสัยของพระเจ้า เพราะฉะนั้นถ้ามนุษย์จะทำให้เป็นคนดีในทรรศนะของ OT นั้นมนุษย์จะต้องทำเหมือนกับพระเจ้า (imitation of God.) หมายความว่าพระเจ้าช่วยเหลือคนที่ถูกกดขี่ ช่วยเหลือคนที่ถูกคุกคาม ช่วยเหลือให้อาหารคนจนที่หิวกระหาย เพราะฉะนั้น Those who serve him are expected to act similarly. มนุษย์ผู้ซึ่งรับใช้พระเจ้าก็ถูกคาดหวังให้ปฏิบัติอย่างเดียวกันกับที่พระเจ้าทำ อันนี้คือพื้นฐานของจริยศาสตร์คริสตศาสนา โดยเฉพาะใน OT

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 22 October, 2006 5:57 PM