Pro - Life ทำให้ชีวิตยืนยาว ต่อต้านการทำแท้ง Pro - Choice มีทางเลือก สนับสนุนทำแท้งได้
St.Thomas Aquinas มีอิทธิพลต่อ Protestant EthicsSt.Augustine มีอิทธิพลต่อ Catholic Ethics
Elements of a Biblical Morality
Shape Christian Morality
ส่วนประกอบที่ประกอบขึ้นมาเป็นหลักศีลธรรมที่ปรากฏอยู่ในไบเบิ้ลทั้งพระคัมภีร์เก่า และใหม่ มีเนื้อความ, เนื้อหา, คำสอนอยู่ 7 ประการ (คำสอน 7 ข้อที่เป็นพื้นฐานซึ่งบอกถึง Christian Morality,ทั้ง 7 ข้อนี้ จะเป็นพื้นฐานที่บอกว่า Christian Morality คืออะไร) ดังต่อไปนี้ คือ
1. Covenant พันธะสัญญา
คำสอนเรื่องพันธะสัญญาถ้าหากจะหาเนื้อความที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์ในไบเบิ้ลทั้งพระคัมภีร์เก่า, ใหม่ ประการแรกเราต้องคิดว่ามนุษย์กับพระเจ้ามีพันธะสัญญากันอย่างไร เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่อง พันธะสัญญาจะเป็นตัวทำให้ศาสนา คริสต์เป็นรูปร่างขึ้นมา (shape)
2. Kingdom พระอาณาจักรของพระเจ้า
คำสอนเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นคำสอนที่เป็นความหมายสูงสุดว่าคริสเตียนทุกคน ต้องการที่ก้าวไปสู่ชีวิตสูงสุดอยู่กับพระเจ้าในพระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งคำสอนเกี่ยวกับพระอาณาจักร ของพระเจ้านี้จะประกอบด้วยวิธีการที่จะทำให้ไปสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า ก็คือการเป็นคนดีในระดับ จริยธรรมพื้นฐาน
3. Repentance การสำนึกบาป
คำสอนเรื่องการสำนึกบาป เป็นการสำนึกว่าตนเองมีข้อผิดพลาดอย่างไรบ้าง แล้วก็เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่องการสำนึกบาปจึงทำให้มนุษย์ในสังคมคริสต์ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องว่าควรกระทำตัวอย่างไร
4. Discipleship การเป็นสาวก
คำสอนเรื่องการเป็นสาวก การเป็นคริสเตียนที่ดีก็คือการเป็นสาวกที่ดีของพระเยซูหรือของพระเจ้า คำสอนเรื่องการเป็นสาวกที่ดีควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะบอกว่าการเป็นสาวกที่ดีจะต้องประพฤติอย่างไร ก็คือ การบอกว่าการสอนเรื่องจริยศาสตร์, ศีลธรรมในเบื้องต้นนั่นเอง
5. Law กฎหมาย, คำสั่ง
คำสอนเรื่องกฎหมาย, คำสั่งของศาสนาคริสต์ว่าเป็นอย่างไร
6. Love agape
คำสอนเรื่องความรัก ซึ่งเป็นพื้นฐานของศาสนาคริสต์
7. Beatitudes การอวยชัยให้พร
ในภาษาไทย Beatitudes แปลว่า
- บรมสุข บรมสุขนี้เป็นของประทานจากพระเจ้า
- ศุภพร พรอันดีงาม
คำสอนของพระเยซูในพระวรสาร Mattew 5 : 32 กล่าวถึงความสุขประมาณ 7-8 ประการ ซึ่งคำสอนนี้ เหมือนกับว่าใครที่ขาดแคลนอะไรในสิ่งที่เป็นเรื่องโลก ๆ มี เช่นเป็นคนจนหรือขาดแคลนในวัตถุทั้งหลาย แต่ถ้าเขาเป็นคนดีเขาก็จะได้ความสุขในโลกสวรรค์ ลักษณะคำสอนของ Beatitudes จะเป็นคำนสอน ที่บอกมนุษย์ว่าควรจะทำอย่างไรแล้วจะเป็นคนดีในสังคมคริสต์
ต่อไปมาดูกันทีละข้อว่าทั้ง 7 ข้อนี้มีความหมายอย่างไรที่บอกว่าคำสอนทั้ง 7 ข้อนี้
เป็นพื้นฐาน หรือเป็นตัวที่ปั้นคำสอนในเรื่องเกี่ยวกับจริยศาสตร์คริสต์
1. Covenant พันธะสัญญา
พันธะสัญญาอันแรกที่พระเจ้าให้กับมนุษย์คือ They shall be my people and I will be their God. (Yer 24 : 7) "พระยะโฉวาพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงนำเรามาจากบ้านบิดาเรา และจากบ้านเกิด เมืองนอนของเรา พระองค์ตรัสกับเราและทรงปฏิญาณว่า เราจะมอบแผ่นดินนี้ให้แก่เชื้อสายเจ้า และ ให้ทางของเจ้าบังเกิดผล เจ้าจงหาภรรยาคนหนึ่งให้บุตรให้ภรรยาของเราจากหมู่ญาติของเราและจากบ้านบิดาของเรา"
เป็นพันธะสัญญาของมนุษย์กับพระเจ้า ที่บอกว่ามนุษย์ทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา และข้าจะเป็นพระเจ้าของเขาทั้งหลาย นี่คือพันธะสัญญาว่าพระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้น พระเจ้าเป็นผู้มีอิทธิพล มีอำนาจแล้วมนุษย์เป็นคนของพระเจ้า แล้วตัวพระเจ้าจึงเป็นพระเจ้าของมนุษย์ นี่เป็นพันธะสัญญาที่เห็นชัด พอพันธะสัญญานี้มาก็มาเปรียบเทียบข้อนี้ว่า พระยะโฮวา นี่คือพระเจ้า
Yahweh war marrying his people = kind of responsibility for them and expecting that kind of fidelity in return. พระเจ้ากำลังแต่งงานกับประชาชนของพระองค์ "การแต่งงาน" มีความหมายถึง เป็นชนิดของความรับผิดชอบ Fidelity คือความซื่อสัตย์, ความจงรักภักดีตอบแทน ตรงนี้บ่งว่ามนุษย์กับ พระเจ้านั้นมีพันธะสัญญาซึ่งกันและกัน คือพระเจ้าจะปกป้องคุ้มครองมนุษย์ พระเจ้าจะมีความรับผิดชอบ ต่อมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันพระเจ้าเรียกร้องให้มนุษย์มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นการตอบแทน ซึ่งก็เหมือนกับการแต่งงาน แต่ว่าพระเจ้าแต่งงานกับมนุษย์ นี่คือพันธะสัญญา เหมือนกับ marriage vow (คำสาบาน) ผู้หญิงจะเป็นภรรยาของฉันและฉันจะเป็นสามีของเธอในวันนี้และตลอดไป (I marriage vow : she is my wife and I am her Husband this day and forever) เพราะฉะนั้น คำสอนเรื่องพันธะสัญญาจะทำให้มนุษย์มีความมั่นใจว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว มนุษย์จะมีพระเจ้าคอ ปกป้องคุ้มครอง แต่ขณะเดียวกันมนุษย์ก็ต้องมีความรับผิดชอบ และพระเจ้าก็มีความรับผิดชอบร่วมกัน มนุษย์จะต้องให้การตอบแทนพระเจ้า คือให้ความซื่อสัตย์ เชื่อฟัง นี่คือพันธะสัญญา เพราะฉะนั้น ถ้าเชื่อเรื่องคำสอนแบบนี้แล้วมนุษย์ก็จะปฏิบัติตามสิ่งที่พระเจ้าสั่ง, สิ่งที่พระเจ้าต้องการ นี่คือตัวอย่างว่า ทำไมคำสอนเรื่องพันธะสัญญามีอิทธิพลในการสร้างจริยศาสตร์คริสต์ เหมือนกับในศาสนาพุทธ เราไม่เรียกว่าพันธะสัญญา แต่เรามีความผูกพันว่าเราเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วได้ผล เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความรับผิดชอบและมีผลซึ่งกันและกัน แต่ในศาสนาคริสต์มีพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก พระเจ้าบอกว่าเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะปกป้องคุ้มครอง และช่วยเหลือเจ้า แต่ขณะเดียวกันมนุษย์ จะต้องตอบแทนโดยการเชื่อฟัง ซื่อสัตย์ เมื่อมีความเชื่ออย่างนี้แล้วมนุษย์จะทำตามที่พระเจ้าต้องการ เพราะฉะนั้นจะเกิด morality ในขั้นเบื้องต้น
2. Kingdom พระอาณาจักรของพระเจ้า
คำสอนเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ใดที่หนึ่ง เช่น เวลาพูดถึงนิพพาน ก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นที่ใดที่หนึ่ง พระอาณาจักรของพระเจ้าก็เช่นกัน แต่พระอาณาจักรของพระเจ้าคือ สถานการณ์หรือสภาวะใดสภาวะหนึ่งที่ ๆ นั้นถูกปกครองด้วยพระเจ้า แล้วเวลาพูดถึงสถานที่นั้น ถูกปกครองโดยพระเจ้า ก็แสดงว่าเน้นเรื่องความรัก ที่ใดก็ตามที่มีความรักแบบ Agape ที่นั่นก็คือ การปกครองด้วยพระเจ้า เพราะฉะนั้นที่นั่นคือพระอาณาจักรของพระเจ้า
จุดหมายปลายทางของศาสนาคริสต์คือการไปอยู่ในพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่ไม่ได้ หมายความว่าต้องไปอยู่บนสวรรค์ แต่ที่ใดก็ตามที่มีสถานการณ์หรือมีสภาวะเหมือนกับที่พระเจ้าปกครอง ด้วยค;ามรัก ที่นั่นเองคือพระอาณาจักรของพระเจ้า
Kingdom ;
- a situation, a state of being where the Lord rules and with his loving power Lords a way. ถ้าพระเจ้าปกครองแล้วที่นั้นมีพลัง, อำนาจของพระเจ้าอยู่ด้วย
- God does not primarily rule with signs of outward power. His power is the power of love, it rules through and in the heart of human presents. พระอาณาจักรคือสถานที่ที่พระเจ้าปกครอง หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ปกครองด้วยสัญลักษณ์ภายนอก ไม่ได้ใช้อิทธิฤทธิ์จากภายนอก (outward) แต่ว่าอำนาจของพระเจ้านั้นเป็นอำนาจของความรัก ซึ่งพระเจ้าปกครองด้วยอำนาจของความรัก โดยผ่านหัวใจของมนุษย์
การที่บอกว่าพระเจ้าปกครองด้วยความรักนั้นพระเจ้าไม่ได้ใช้อำนาจภายนอก แต่ปกครองด้วย การให้ความรักภายใน คือเน้นเรื่องสภาวะจิตใจ (spiritual) เพราะฉะนั้นการที่มนุษย์อยู่ในศาสนาคริสต์ เชื่อในเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า มนุษย์ก็จะต้องทำตามสิ่งที่พระเจ้าต้องการ มนุษย์ต้องการไปอยู่ใน พระอาณาจักรของพระเจ้า คือไปอยู่ในที่ ๆ มีความสุขสบาย แต่พระอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้หมายถึง สวรรค์ที่ใดที่หนึ่ง แต่หมายถึงที่ใดก็ตามที่ถูกปกครองโดยพระเจ้า และที่ ๆ ถูกปกครองโดยพระเจ้า นั้นคือสภาวะที่ถูกปกครองโดยพระเจ้านั้นไม่ได้ปกครองด้วยอำนาจที่เป็นอิทธิฤทธิ์ภายนอก แต่ถูกปกครอง ด้วยอำนาจที่มีอิทธิฤทธิ์จากภายใน คืออำนาจในเรื่องความรักที่ใช้ปกครองมนุษย์
คำสอนเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า เน้นเรื่องความรักที่ถูกปกครองโดยพระเจ้า แต่ความรักนั้น ไม่ได้เน้นเรื่องภายนอก พระเจ้าจะไม่แสดงอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ แต่แสดงอำนาจเรื่องความรัก ที่จะเปลี่ยนใจของมนุษย์ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดคำสอนเรื่องความรัก ถ้ามนุษย์ทำอะไรด้วยความรักแล้ว หรือมนุษย์หวังจุดเดียวคือจะไปพระอาณาจักรของพระเจ้า มนุษย์ก็จะพยายามทำความดี แต่จะทำดีอย่างไร ให้ไปถึงพระอาณาจักรของพระเจ้าให้ได้ เพราะฉะนั้นคอสอนเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นคำสอนที่ 2 ที่มีอิทธิพลต่อการทำให้เป็นรูปร่างของ Christian Morality
3. Repentance การสำนึกบาป
Repentance : a change of behavior + a change of mind
คือการที่มนุษย์สำนึกบาปแล้วเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กล่าวคือเมื่อมนุษย์สำนึกบาป เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็ พยายามเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ความประพฤติที่จะไม่ทำบาปอีกต่อไป และเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งภายใน และภายนอก (change of mind)
ถ้ามนุษย์สำนึกว่าตนเองมีบาป ไม่เย่อหยิ่ง จองหอง ผยองต่อพระเจ้า ก็จเกิดการเปลี่ยนแปลง ความประพฤติแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ ถ้าหากจะพูดถึงทั้งหมด Repentance คือ a total reversal of life-style, a turning round of one's whole being a personal moral revolution. คือเปลี่ยนแปลงทางด้านศีลธรรม (revolution / ปฏิวัติ) เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่อง Repentance คือถ้ามนุษย์รู้ตัวเองว่าตนเองมีบาปแล้วมนุษย์เปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกเป็นการ เปลี่ยนแปลงเรื่องความประพฤติ แต่การปรับเปลี่ยนภายในเป็นเรื่องของจิตใจ เพราะฉะนั้นถ้ามนุษย์จะมี การเปลี่ยนชีวิตการเป็นอยู่, การดำเนินชีวิต แล้วจะเปลี่ยนทั้งหมด เปลี่ยนให้เป็นการปฏิวัติทางศีลธรรม (a personal moral revolution) ความประพฤติของตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นถ้ามองในแง่นี้ มนุษย์จะพยายามปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาคริสต์ ก็จะเป็นคนดีในมาตรฐานของศาสนาคริสต์ เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่อง Repentance พระเยซูบอกว่า เจ้าจงสำนึกบาป "Kingdom of God is at hand" อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในมือแล้ว, อยู่ใกล้ ๆ แล้ว ก็จะเป็นผลให้มนุษย์ทำดีได้ เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่อง Repentance เจ้าจงสำนึกบาป เปลี่ยนทั้งภายนอกและภายใน ก็จะทำให้มนุษย์มีความประพฤติดีขึ้น ๆ นี่คือสิ่งที่ว่าทำไมคำสอนเรื่อง Repentance นั้นตกแต่งคำสอนเรื่องศีลธรรมในศาสนาคริสต์
4. Discipleship การเป็นสาวก
มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงชีวิตชาวคริสเตียน คือความเป็นสาวก ในศาสนาพุทธเราก็เป็นคนตาม พระพุทธเจ้า Discipleship คือการเป็นสาวก ประกอบด้วยความสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ
1.) follow after the Lord. (Luke 14 : 26) "ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิงแม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วยผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้" คือ การทำตาม พระเจ้า พระเจ้าและพระเยซูทำอย่างไรก็ให้ปฏิบัติตามนั้น
หมายความว่า ให้นับถือพระเจ้าเป็นที่ 1 แต่ญาติพี่น้องก็ยังนับถืออยู่ แต่ให้นับถือพระเจ้าเป็นที่ 1 เพราะฉะนั้นจึงให้ทำตามพระเจ้าบอก (follow after the Lord) อย่างลืม ten commandments "จงอย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา" แต่อันนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ปฏิเสธพ่อแม่ พี่น้อง เพราะว่าสอนใน OT มีคำสอนว่า "จงเคารพบิดามารดา"
2.) going forth to do his work (Luke 9 : 59)
(call the mission) "พระองค์ตรัสแก่อีกคนหนึ่งว่า "จงตามเรามาเถิด" แต่คนนั้นทูลตอบว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน" นี่เป็นหน้าที่ของชาวคริสต์ทุกคนว่า ให้ไปเบื้องหน้าเพื่อทำงานของพระเจ้า ก็คือการเรียกร้องให้ประกอบ mission คือการเผยแผ่ ศาสนานั่นเอง คำสอนของคริสต์ในความเป็น Discipleship มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ในการเผยแผ่ ศาสนาคริสต์
"จงตามเรามาเถิด" มีความหมายลึกซึ่งมากกว่าการให้เดินตามมา แต่หมายความว่า จงทำตาม อย่างที่เราทำ เละบอกคนอื่นอย่างที่เราบอก นี่คือสิ่งที่เรียกว่าต้องให้มี mission เป็นการทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นคำสอนในลักษณะว่าให้มนุษย์ชาวคริสต์ทำหน้าที่ตามพระเจ้า ทำหน้าที่เหมือนกับพระเยซู เลียนแบบชีวิตของพระเยซู ก็คือการทำให้เป็นคนดีนั่นเอง เพราะในชีวิตของพระเยซูนั้นพระองค์ทรงเป็น คนที่เสียสละ และยอมแบกความทุกข์ของตนเองให้ผู้อื่น
คำว่า "carry the cross" carry คือแบก, หาม / cross คือไม้กางเขน เพราะฉะนั้นชาวคริสต์ทุกคน มีหน้าที่ carry the cross เหมือนกับตามพระเยซูจะถูกตรึงไม้กางเขน ต้องเอาไม้กางเขนไว้บนบ่าแล้วเดิน แบกไป แล้วไม้กางเขนนั้นเป็นไม้ที่พระเยซูถูกตรึง นั่นคือ carry the cross ชาวคริสต์พูดว่าให้ชาวคริสต์ ทุกคนมีหน้าที่ carry the cross คือแบกไม้กางเขนตามพระเยซู, หมายความว่าให้มนุษย์ทุกคนยอมรับ ความลำบาก ตัดอีโก้ของตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เพราะฉะนั้นลักษณะการทำอย่างนี้ต้องประกอบด้วย ความรักและการเสียสละ เป็นการสอนกลาย ๆ ให้มนุษย์เป็นคนดี การที่บอกว่าให้ตามเรามาหรือทำตาม อย่างพระเจ้าแล้วไปประกาศศาสนาคือการทำตามอย่างชีวิตของพระเจ้าและพระเยซู ชีวิตของพระเจ้า / พระเยซู คือการเสียสละตัดอีโก้ส่วนตัวออก และให้ความรักต่อคนอื่น เสียสละต่อคนอื่น และช่วยเหลือ คนอื่น นั่นคือความหมายของ carry the cross / แบกไม้กางเขนตามพระเยซู, ทำตามอย่างพระเยซู เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่อง Discipleship เป็นศาสนิกชนที่ดีเป็นการสอนโดยอ้อม ๆ ว่ามนุษย์ชาวคริสต์ จะต้องมีลักษณะความประพฤติตามศีลธรรมที่ดี
5. Law กฎหมาย, คำสั่ง
ศาสนาคริสต์นั้นเป็นศาสนาที่เป็นคำสั่งจากพระเจ้า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่พูดถึงเรื่อง กฎธรรมชาติคือไม่มีใครเป็นคนลงโทษ ถ้าทำอย่างนี้ก็ต้องได้รับผลอันนี้ตามกฎธรรมชาติ ถึงแม้จะมีคนเห็น หรือไม่เห็นก็ตาม แต่ทุกสิ่งมีผลตามกฎธรรมชาติ แต่ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีพระเจ้า (theistic law) เป็น theistic religion เป็นศาสนาที่มีพระเจ้าเป็น theistic law หรือเป็นกฎหมายนั่นเอง
ใน OT กฎหมายนั้นเป็น OT = a concept with a powerful and pivotal history in Israel. ใน OT จะบรรจุคำสั่งที่บอกว่าจะต้องทำ และเต็มไปด้วยอำนาจของพระเจ้าที่เกี่ยวเนื่องกับชนชาติอิสราเอล อย่างเด่นชัด เป็นคำสั่ง เพราะฉะนั้นถ้ามนุษย์ต้องการจะเป็นคนดีในสังคมคริสต์ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เห็นได้อย่างชัดเจนในสังคม OT
NT = with the proclamation of law by Jesus there was a distinct and decisive shift to the interior. ใน NT เป็นการประกาศคำสั่งโดยพระเยซู เนื่องจากพระเยซูพูดถึงคำสั่งในเรื่องความรัก อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการประกาศหรือคำสั่งหรือกฎหมายมีศาสนาคริสต์ที่เป็น NT แล้วนี่จะ proclamation การประกาศ, การบอกกฎหมายโดยพระเยซูที่มีลักษณะแตกต่าง (distinct) และมีลักษณะที่เป็น การตัดสินใจ (decisive) เคลื่อนไหว, เคลื่อนจากภายใน (interior) ศาสนาคริสต์มน OT จะเห็นว่าเป็นคำสั่ง ชัดเจนว่าต้องทำอะไร ถ้าหากไม่ทำแล้วจะถูกลงโทษ ทั้งเป็นเรื่องกฎหมายและเรื่องจิตใจ แต่พอใน NT จะเน้นคำสั่ง, กฎเหมือนกัน แต่กฎอันนี้จะเปลี่ยนในด้านจิตใจ คือใช้พระคุณมากขึ้น เปลี่ยนในเรื่อง พระคุณว่าจิตใจเป็นกฎ ให้มีความรักและมนุษย์จะทำตามด้วยการทำตาม อันนั้นคือการเปลี่ยนจิตใจ decisive shift คือการเปลี่ยนอย่างต้องตัดสินใจคือข้างใน (to the interior)
Interior คือ It is the quality of one's heart, the mystery of intention. เป็นคุณสมบัติเรื่องจิตใจ หรือเป็นคุณสมบัติของ mystery of intention คือความลึกลับในเรื่องความตั้งใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้คล้าย ๆ กับพุทธที่มีคำว่า intention / เจตนา เพราะฉะนั้นศาสนาคริสต์สอนโดยเฉพาะที่พระเยซูสอน สอนให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงในด้านจิตใจในเรื่องจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นให้ทำตามคำสั่งเหมือนกัน แต่คำสั่งนั้นจะไม่มีผลบังคับใช้ในการที่จะถูกฆ่า ถูกลงโทษ แต่เป็นคำสั่งในเรื่องจิตใจให้ทำใจให้ได้ เปลี่ยนใจให้ได้ เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่องกฎทั้งหลายในศาสนาคริสต์มีผลในการ shape moral Christianity / มีผลในการตกแต่งว่ามนุษย์ควรจะทำดีอย่างไรหรือไม่ควรทำอย่างไร เพราะอะไร
6. Love agape
ในที่นี้เป็นการพูดถึงความรักใน OT กับ NT (Yh.15 : 12) "Love one another as I have loved you." พระบัญญัติของเรา คือ ให้ท่านทั้งหลายรักกันเหมือนดังที่เราได้รักท่าน (จงรักซึ่งกันและกัน เหมือนที่ข้ารักเจ้า) นี่คือคำสอนว่า faith-truth of God's love for us. เป็นสัจจะธรรมในเรื่องศรัทธา ของความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงความรักแล้วขยายออกมาเขาไม่ได้พูดถึง agape แล้ว แต่รักของเขาจะต้องทำ 2 สิ่งนี้คือ
1.) Love of community, fellowship. a love that is willing to sacrifice to the point of death. รักจะต้องมีส่วนร่วม, ความเป็นผู้ตาม รักแม้กระทั่งสามารถเสียสละ / บูชา / อุทิศตัวให้แม้กระทั่งจุดที่เป็นความตาย นี่คือตัวอย่างของพระเยซู เพราะพระองค์ทรงรักมวลมนุษย์ เพราะฉะนั้นพระองค์เสียสละชีวิตของพระองค์เองที่ยอมตายบนไม่กางเขน อันนี้คือ Love of community
2.) Love of service : charity that reached out to all people is need to care for them and raise them up. Empty himself (Phil 2 : 6-7) ที่ว่ารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง แต่ปากจะบอกว่ารักอย่างเดียวไม่ได้ แต่รักแล้วจะต้องช่วยเหลือ การช่วยเหลือก็ออกมาในในรูปของ service, การให้บริการ การที่มนุษย์มนศาสนาคริสต์บอกว่ารักเพื่อนบ้านตัวเอง, รักแม้กระทั่งศัตรูด้วย หรือเขาตบแก้มซ้ายเรา ก็จงหันแก้มขวาให้เขาตบอีกข้าง หมายความว่ารักแล้วต้องพร้อมที่จะช่วยเหลือ ในที่นี้ service มีความหมายเท่ากับ help / ความช่วยเหลือ
ความรักเป็นการให้บริการ, ช่วยเหลือ ได้แก่เรื่องการทำบุญ (charity) รักแล้วจะต้องช่วยเหลือ คือการช่วยเหลือโดยการทำบุญ ทำการกุศล ที่จะสามารถจะทำให้ทุกคนไปถึง, ผู้คนที่ต้องการ (all people is need) ดูแลเอาใจใส่เขา, ช่วยเหลือให้เขาสามารถยืนขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นการทำบุญอย่างนี้ได้ มนุษย์จะต้อง Empty himself (Empty คือการทำให้ว่างเปล่า) หมายความว่าลืมตัวเองไปขณะหนึ่ง ตัดอัตตาของตัวเองออกไปเสีย แล้วตัวเองจะสามารถที่จะรักส่วนรวมได้ แล้วก็รักที่จะช่วยเหลือและ ให้บริการคนอื่นได้
Empty himself (Phil 2 : 6-7) " ผู้ทรงสภาพของพระเจ้าแต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียม กับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ " Empty himself คือการทำตัวเองให้ว่างเปล่า นั่นคือการตัดอัตตาออกไป ลืมตัวเองไปเสียแล้วจะสามารถ รักคนอื่นได้อย่างสุดจิตสุดใจ และช่วยเหลือคนอื่นได้ นี่คือ Empty himself เช่นเดียวกับพระเยซูที่ทรงสละ และยอมรับสถานภาพทาส เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกคนจะต้อง Empty himself ซึ่งดูไปแล้วคำสอนของ ศาสนาคริสต์กับศาสนาพุทธก็ไม่ต่างกันสักเท่าไรนัก ที่ท่านพุทธทาส บอกว่าให้ตัดตัวกู ของกูออก แต่ในศาสนาคริสต์บอกว่าทำให้ Empty himself คือทำตัวให้ว่างเปล่า เป็นการตัดอัตตาของตัวเองออก แล้วไปช่วยเหลือคนอื่น เพราะฉะนั้น คำสอนในเรื่องความรักมีอิทธิพลในการที่จะบอกว่ามนุษย์จะต้อง เป็นคนดีในสังคม คริสเตียน
7. Beatitudes บรมสุข, การอวยชัยให้พร
Beatitudes: a matter of inferiority + inner reality = a matter of the heart จะเห็นได้ว่าศาสนาคริสต์ไม้ได้เน้นเรื่อง material ในความเป็นจริงไม่ได้เน้นความสุขในรูปสมบัติ beatitudes ในdictionary แปลว่าบรมสุข เป็นคำอวยพร คำสรรเสริญให้ประสบบรมสุข, beatitudes คือการอวยชัยให้พร ใน Matthew 5:3-12, Luka 6:20-23 คือบทที่บอกว่าบรมสุขเป็นอย่างไร และคนจะไปถึงบรมสุขได้นั้นต้องทำอย่างไร คือการสอนในเรื่องจริยศาสตร์นั่นเอง คำสอนในเรื่องศีลธรรม เบื้องต้นในศาสนาคริสต์นั่นเอง เพราะฉะนั้นบทนี้จะเป็นบทที่เรียกว่า "เทศนาบนภูเขา"
เวลาตอบในข้อสอบตัวอย่างของจริยศาสตร์ที่อยู่ในคำสอนใน OT เราจะยก Ten Commandments แต่เมื่อพูดถึง NT ให้ยกบทนี้ Matthew 5:3-12, Luka 6:20-23 ขึ้นมาด้วย เทศนาบนภูเขา เป็นเรื่องที่สั่งสอนเกี่ยวกับศีลธรรมที่เด่นมากใน NT ถ้าเราสนใจมีคนเปรียบเทียบระหว่างคำสอนเรื่อง เทศนาบนภูเขาบทนี้กับคำสอนในธรรมบท ซึ่งคำสอนในธรรมบทเป็นเรื่องศีลธรรมซึ่งได้นำมาเปรียบเทียบ กับเทศนาบนภูเขา
Luka 6:20-23 20พระองค์ทอดพระเนตรแลดูเหล่าสาวกของพระองค์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายที่เป็น คนยากจนก็เป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน 21ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้ก็เป็นสุข เพราะว่าท่านจะได้อิ่มหนำ ท่านทั้งหลายที่ร้องไห้เวลานี้ก็เป็นสุข เพราะว่าท่านได้หัสเราะ 22ท่านทั้งหลาย จะเป็นสุข เมื่อคนทั้งหลายจะเกลียดชังท่าน และจะไล่ท่านออกจากพวกเขา และจะประนามท่าน และจะเหยียดชื่อของท่านว่าเป็นคนชั่วช้า เพราะท่านเห็นแก่บุตรมนุษย์ 23ในวันนั้นท่านทั้งหลายจงชื่นชม และเต้นโลดด้วยความยินดี เพราะดูเถิดบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะว่าบรรพบุรุษของเขา ได้กระทำอย่างนั้นแก่พวกผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน กล่าวคือ ผู้ใดมีใจกรุณา เป็นการสอนโดยอ้อมว่า จะต้องทำอย่างไรเป็นคนมีศีลธรรมดี เพราะฉะนั้นเน้นเรื่องใจบริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องมีวัตถุมากมาย หรือมีทรัพย์สินในปัจจุบันมากมายแต่ถ้ามีใจบริสุทธิ์ก็จะได้สวรรค์ สันติ นี่คือคุณสมบัติอีกคุณสมบัติหนึ่ง ของผู้ที่มีศีลธรรมในศาสนาคริสต์ บุคคลผู้ใดได้ถูกข่มเหงเพราะความชอบธรรม หมายความว่าถึงแม้ตัวเอง จะลำบาก หรือเอาชีวิตไม่รอด หรือมีความลำบาก เนื่องจากรักษาความชอบธรรมในโลก ดูเหมือนเป็นคนไม่ดี ไม่เจริญรุ่งเรืองในโลกนี้ คนที่รักษาความชอบธรรม ในไม่เห็นคุณค่า แต่จะมีแผ่นดินสวรรค์ในโลกพระเจ้า ตรงนี้เน้นว่าจะขาดแคลนสิ่งที่เป็นโลก ๆ ที่ว่าคนในโลกเห็นว่าดี แต่ถ้าใจดีแล้ว รักษาความชอบธรรมแล้วก็แน่นอนว่าจะมีรางวัลบนแผ่นดินสวรรค์ อันนี้เราสามารถนำไป ยกตัวอย่างของจริยศาสตร์ใน NT ซึ่งเรียกว่าเทศนาบนภูเขา ซึ่งพระเยซูเป็นคนเทศน์
In the kingdom of God, life is odered differently than it is in the world of men. ในพระอาณาจักรของพระเจ้าชีวิตนั้นมีการเรียงลำดับ, จัดลำดับแตกต่าง / ในดินแดนสวรรค์นั้น ชีวิตได้ถูกเรียงลำดับแตกต่างจากที่เป็นในโลกมนุษย์
The priorities of men-money, power, comfort, joviality-do not pertain. In the kingdom The Priority is love. สิ่งที่มาแรก ๆ สิ่งที่เป็นเรื่องเงิน, อำนาจ, ความสะดวกสบาย, ความรื้นเริง หมายความว่าในโลก ๆ นี้มนุษย์จะเต็มไปด้วยความสะดวกสบายในเรื่องทรัพย์สินเงินทอง, ในเรื่องอำนาจ, ในเรื่องความสะดวกสบาย ซึ่งในพระอาณาจักรของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องมีเรื่องพวกนี้ ไม่จำเป็นจะต้อง เต็มไปด้วยความสะดวกสบายหรือเงินทอง แต่ว่าในพระอาณาจักรของพระเจ้านั้นสิ่งที่มาก่อนคือ "ความรัก" เพราะฉะนั้นถ้าแม้ว่าดูเหมือนว่าเราจะขาดอะไรแบบโลก ๆ ที่เงินทองก็ไม่มี ความสุขก็ไม่มี ความสบายก็ไม่มี ความรื่นเริงก็ไม่มี แต่ถ้าใจดีมีความรักชาวคริสต์ก็จะหวังได้เลยว่าจะมีที่ ในพระอาณาจักรของพระเจ้า หรือได้ไปอยู่กับพระเจ้า เพราะฉะนั้นในพระอาณาจักรของพระเจ้า สิ่งที่มาก่อนนั้นคือ ความรัก ไม่ใช่เงินทองหรืออำนาจ ไม่ใช่ความสะดวกสบาย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการ สอนแบบโลก ๆ และให้กำลังใจว่าถ้าจะทำตัวเป็นคนดี และหวังว่าจะอยู่ในพระอาณาจักรของพระเจ้า และสิ่งที่ควรเน้นคือเรื่องจิตใจมากกว่าสิ่งที่เป็นวัตถุ นี่คือบรมสุขแรกที่กล่าวถึง
even if you are poor, in the kingdom you will be happy (blessed) แม้ว่าจะยากจน แต่ว่าในพระอาณาจักรของพระเจ้าแล้วเธอจะมีความสุข (blessed แปลว่าอวยพร)
even if you suffer or hunger,
God's gift of joy will be yours. แม้ว่าเธอตกระกำลำบาก เธออดอยากหรือหิว แต่ว่าของขวัญหรือของประทานจากพระเจ้าเต็มไปด้วยความรื่นเริงจะเป็นของท่าน
"Do not grieve if you appear to be a loser in the categories of the world." ตรงนี้เป็นการให้กำลังใจว่า อย่าโศกเศร้าไปเลย ถ้าเธอเป็นผู้แพ้ในมาตรฐานแบบโลก ๆ นี่คือการให้กำลังใจแล้วมนุษย์จะมีกำลังใจว่าถึงแม้ว่าจะเป็นผู้แพ้ในมาตรฐานแบบโลก ๆ เรื่องเงิน อำนาจ อิทธิพล ในเรื่องวัตถุทั้งหลาย แต่ถ้าใจดีซะอย่างก็จะมีที่ว่างในพระอาณาจักรของพระเจ้า เพราะฉะนั้น Faith + Hope + love (1 Cor.13 : 8) เป็นสิ่งสำคัญในศาสนาคริสต์ ศรัทธา + ความหวัง + ความรัก นี่คือเป้าหมายให้บรรลุสิ่งสูงสุดในศาสนาคริสต์
Faith + Hope + love กล่าวคือ เมื่อมีความศรัทธาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือในพระเจ้าแล้ว มนุษย์ต้องมีความหวั งและเมื่อมนุษย์มีความหวังแล้วจะต้องปฏิบัติออกมาเป็นรูปธรรมด้วยความรัก ด้วยความช่วยเหลือ ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ (1 Cor.13 : 8) "ความรักไม่มีวันสูญสิ้น แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสูญไปแม้การพูดภาษาแปลก ๆ นั้นก็จะมีเวลาเลิกกัน แม้วิชาความรู้ ก็จะเสื่อมสูญไป" ตรงนี้เป็นสอนที่เน้นเรื่องความรักเพียงอย่างเดียว ไม่ได้พูดเรื่อง Faith + Hope + love ในศาสนาคริสต์เน้นที่ศรัทธา พอมีศรัทธาหรือมีความเชื่อมั่นแล้วก็จะมีความหวัง และเมื่อมีความหวังแล้ว ก็จะมีความรัก ความรักจะอยู่ชั่วนิรันดรและจะไม่มีวันเสื่อมสลาย ที่ใดมีความรักที่นั่นคือพระอาณาจักร ของพระเจ้า เพราะฉะนั้นการที่เราพูดเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้านี่คือการตีความแบบคริสต์แบบใหม่ อย่างของศาสนาพุทธนั้นมีคำสอนเรื่องสวรรค์-นรก แต่การตีความสวรรค์-นรก บางครั้งทำให้คนรุ่นใหม่ ไม่เชื่อเพราะยังไม่เห็นด้วยตา เพราะฉะนั้นจึงไม่เชื่อในสวรรค์-นรก เพราะฉะนั้นเลยมีการตีความ แบบใหม่ว่า สวรรค์นั้นคือที่ใดก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องรอไปเกิดใหม่แล้วจึงเป็นสวรรค์ สำหรับศาสนาคริสต์ที่ใดก็ได้ ที่มีความรักแบบ agape เพราะฉะนั้นลักษณะก็เป็นสวรรค์หรือพระอาณาจักรของพระเจ้า คือสภาวะของจิตนั่นเอง นี่ก็เหมือนกันความรักไม่มีเสื่อมสลาย ที่ไหนมีความรักที่นั่นก็คือพระอาณาจักร ของพระเจ้า แต่ที่ไหนก็ตามที่มนุษย์หันหลังให้พระเจ้า ไม่ปฏิบัติความรักที่นั่นก็คือนรก
ถาม แม้ยังไม่ตายถ้ามีความรักให้กันถือว่าเป็นพระอาณาจักรของพระเจ้าหรือยัง
ตอบ ใช่ แต่พระอาณาจักรของพระเจ้าอันนั้นยังไม่สมบูรณ์, ที่ใดก็ตามที่มีความรักแบบ agape ไม่ใช่ความรักแบบหนุ่มสาว หรือความรักแบบเพื่อน ต้องเป็นความรักแบบ agape ด้วย สภาวะจิตที่มีความรักแบบ agape นั่นคือพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่พระอาณาจักร ของพระเจ้านั้นยังไม่สมบูรณ์ มันเป็นแค่เริ่มต้น "now and not yet" ยังไม่เกิดขึ้นเพราะ ยังไม่สมบูรณ์จนกว่าการมาตัดสินครั้งที่สองของพระเยซู แล้วมนุษย์ถูกตัดสินพิพากษา ตรงนี้จึงจะมีพระอาณาจักรของพระเจ้าที่สมบูรณ์ แต่การตีความอย่างนี้เข้ากับยุคสมัยที่ว่ามนุษย์ ในโลกยุควิทยาศาสตร์นี้จะเชื่อได้ง่ายขึ้น จะได้ไม่ขัดแย้งกับที่ว่ายังไม่เห็นนรกสวรรค์ เพราะฉะนั้น ต้องตีความแบบนี้ ในศาสนาพุทธก็เช่นกัน ความพยายามของท่านพุทธทาสที่จะตีความนรก สวรรค์ อสูรกาย เดรัจฉาน เปรต พวกนี้คือความหมายเดียวกันว่า มนุษย์ไม่เห็นด้วยตาในเรื่องนรก แต่มันเกิดสภาวะที่ว่าเป็นเหมือนกับเปรต อสูรกาย เดรัจฉานในใจของมนุษย์ ตั้งแต่ปัจจุบันนี้ นี่คือการตีความให้เข้ากับความเข้าใจทั้ง Faith + Hope + love เป็นเครื่องมือของการปลดปล่อย ( instrument of liluration and exaltation.)
Christian life is a matter of responding with fidelity to the God of the covenant. ชีวิตแบบคริสต์นั้นเป็นเครื่องมือของการตอบสนอง ความซื่อสัตย์กับพระเจ้า
คำสอนข้อแรก อธิบายว่าชีวิตของคริสเตียนนนั้นจะเป็นเรื่องของการตอบสนองด้วยความซื่อสัตย์ ต่อพระเจ้าในพันธะสัญญา ในพันธะสัญญาบอกว่า เราจะมีความรับผิดชอบต่อเจ้า แต่สิ่งที่มนุษย์ต้อง ตอบสนองคือความรัก ความเชื่อฟัง และความซื่อสัตย์
What is most significant is in no way the mundane of our decision and actions. สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ในเรื่องทางโลก ๆ ที่เราจะตัดสินใจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ What is most is the transcending fact of God's decision and actions. (God's will) เป็นสัจจะธรรมที่ก้าวพ้น สรุปได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวคริสต์ไม่ใช่การตัดสินใจที่เกี่ยวกับโลก ๆ (mundane) แต่สำคัญที่สุด ต้องการที่จะก้าวพ้นไปสู่การตัดสินใจของพระเจ้า และ action ก็คือสิ่งสำคัญที่สุดขึ้นอยู่กับ God's will นั่นเอง เพราะฉะนั้นการพูดอย่างนี้หมายความว่า Human actions are not initiative but responses to the call of the Lord. = morality = a matter of inferiority = inner reality = a matter of the heart. หมายความว่ามนุษย์ในศาสนาคริสต์ ไม่ใช่คนเริ่มต้น แต่คนจะต้องมีการตอบสนองต่อเสียงเรียกร้อง ของพระเจ้า ในศาสนาคริสต์มนุษย์เป็นคนที่ไม่ใช่เป็น initiative เพราะมนุษย์ถูกสร้างในพระเจ้า เพราะฉะนั้นมนุษย์ไม่ใช่ผู้ริเริ่ม แต่มนุษย์มีหน้าที่ในการตอบสนองเท่านั้น เพราะฉะนั้น การกระทำของ มนุษย์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ริเริ่มขึ้นมาเอง แต่เป็นการตอบสนองต่อการเรียกร้องของพระเจ้า (to the call of the Lord) เพราะฉะนั้นจริยศาสตร์ในศาสนาคริสต์นั้นเป็นเรื่องของจิตใจภายใน (inferiority) เป็นเรื่องราว ของสัจจะธรรมข้างใน ( inner reality ) และก็เป็นเรื่องราวของหัวใจ (a matter of the heart )
สรุปว่า Human Action / การกระทำของมนุษย์ในศาสนาคริสต์ มนุษย์นั้นไม่ใช่ผู้ริเริ่ม แต่มนุษย์เป็นผู้ตอบสนองต่อพระเจ้า คือพระเจ้าสั่งแล้วมนุษย์ทำตาม มนุษย์ตอบสนองต่อพระเจ้า เพราะฉะนั้น morality เรื่องศีลธรรมในศาสนาคริสต์นั้นเป็นเรื่องภายใน เป็นเรื่องของ a matter of inferiority, inner reality, a matter of the heart เป็นเรื่องของจิตใจภายใน เพราะฉะนั้นจริยศาสตร์คริสต์นี้ในตอนแรกก็จะเป็นคำสั่งอย่างเดียว แต่พอเราอ่าน NT เข้ามาซึ่งเป็นเรื่อง ของจิตใจ เรื่องความรัก เรื่องการเปลี่ยนแปลงข้างใน เพราะฉะนั้นคนที่เป็นคนดีในสังคมคริสต์ จึงไม่ใช่คนรวย หรือคนที่มีชื่อเสียง คนที่มีอำนาจ แต่คนดีในสังคมคริสต์คนที่มีการเปลี่ยนแปลงจากภายใน เพราะฉะนั้นนี่คือเนื้อหาของจริยศาสตร์คริสตศาสนาที่ปรากฏอยู่ใน OT และ NT ซึ่งเป็นคำสอนรวม ๆ เรายังไม่ได้แยกเป็นคำสอนย่อย ๆ แต่ที่ให้มานี้เป็นภาพรวม ๆ ทั้งหมด
สรุป :
- Repentance is the pure quisite for the kingdom. การสำนึกบาปคือมัดจำในศาสนาคริสต์ว่า ฉันสำนึกบาปแล้ว นี่คือการมัดจำ ถ้าหากเราสำนึกผิด การมัดจำไว้ก่อนหมายความว่า ถ้าเราปฏิบัติได้ ต่อไป มัดจำก็จะไม่ถูกริบ เราจะไปสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า แต่ถ้าเราไม่มีความสำนึกผิด และยังทำบาปไปเรื่อย ๆ ทัดจำที่วางไว้ก็จะถูกริบไป และก็จะไม่ได้พระอาณาจักรของพระเจ้าด้วย เพราะฉะนั้น Repentance คือการสำนึกบาปมาก่อนว่าตนเองทำบาป
- Discipleship represents membership in the kingdom. คือสภาพการเป็นสาวก เป็นตัวแทน แสดงให้เห็นว่าเป็นสมาชิกในพระอาณาจักรของพระเจ้า เพราะฉะนั้นทุกข้อ ๆ จึงชี้ไปที่พระอาณาจักร ของพระเจ้า เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าคือจุดหมายสูงสุดในศาสนาคริสต์ที่มนุษย์ต้องการไปอยู่ เหมือนกับคำถามที่ว่าจุดหมายสูงสุดในศาสนาพุทธคือนิพพาน แต่จุดหมายสูงสุดของศาสนาคริสต์คือ พระอาณาจักรของพระเจ้า เพราะฉะนั้นคนจึงต้องทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงพระอาณาจักรของพระเจ้า มนุษย์ต้องมีการสำนึกบาป เพื่อเป็นการมัดจำไว้ก่อน และจะต้องปฏิบัติตามเพื่อแสดงความเป็น สาวกที่ดี เช่น การมีความรัก การช่วยเหลือ อันนั้นการสำนึกบาปว่าเป็นสมาชิกในพระอาณาจักรแล้ว
- The Beatitudes can with justice be described as the "charter of the kingdom". ความสุขที่ควรจะมีการอวยพร บรมสุขนั้นจะถูกตัดสินด้วยความยุติธรรม จะถูกบรรยายไว้ในฐานะเป็น บทบัญญัติในพระอาณาจักร หมายความว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความสุข จะเป็นตัวหลักในบทบัญญัติ ในพระอาณาจักรของพระเจ้า เพราะฉะนั้นตรงนี้บทสรุปว่า ๗ ข้อนี้ถ้าชาวคริสต์สามารถปฏิบัติตาม ๗ ข้อนี้ ชาวคริสต์น่าจะเป็นคนที่ดีมีศีลธรรม ต้องเน้นย้ำว่าอันนี้เอามาจากไบเบิ้ล ที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์ ศีลธรรมออกมาได้ ๗ ข้อนี้ คราวต่อไปจะเรียนคำสอนเรื่องทางรอดจะทำอย่างไร,
ทวนใหม่ วันนี้เรียนองค์ประกอบ, คำสอนที่มีอิทธิพลต่อจริยศาสตร์คริสตศาสนา ๗ ข้อ ที่ทำให้จริยศาสตร์คริสต์ที่ปรากฏในไบเบิ้ลทั้งเก่าและใหม่ คือพูดถึงคำสอน 7 ข้อ ที่มีอิทธิพลในการ ประกบขึ้นมาเป็นคำสอน ซึ่งคำสอน ๗ ข้อที่มีอิทธิพลในการตกแต่ง, ในการสร้าง, ในการจัดรูปของ Christian Ethics มีตั้งแต่ Covenant / พันธะสัญญา, Kingdom / พระอาณาจักรของพระเจ้า, Repentance / การสำนึกบาป, Discipleship / การเป็นสาวก, Law / กฎหมาย คำสั่ง, Love / agape, Beatitudes / การอวยชัยให้พร
***