Norm ในจริยศาสตร์คริสต์ (Norm คือบรรทัดฐานที่เป็นคำสอนเบื้องหลัง, อยู่เบื้องหลังในการตัดสินอะไร) ในคราวที่แล้วพูดเกี่ยวกับบรรทัดฐานเรื่อง agape (agape คือ unconditional love คือ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข) ซึ่งอันนี้คือมาตรฐาน หรือบรรทัดฐานอันแรกของจริยศาสตร์คริสต์ ที่เอาไว้ตัดสินว่าจะทำแท้งได้หรือไม่, อย่างนี้ถูกหรือผิด โดยให้ตัดสินด้วยเรื่องราวของความรัก (agape หมายถึงความรักที่ยิ่งใหญ่, และรักอย่างไร)
ความหมายของ agape
ความหมายที่ 1 : รักที่ก้าวพ้น shade of difference คือก้าวพ้นความแตกต่างทั้งหมด เช่น ความแตกต่างเรื่องเพศ (รักได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ก้าวพ้นได้ทั้งเรื่องเผ่าพันธุ์, ก้าวพ้นกฎความแตกต่างของสีผิว (ผิวดำ ผิวขาว ผิวเหลือง) รักทั้งสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคม (ไม่เกี่ยงว่าคนนี้รวย คนนั้นจน, คนนี้เป็นไท คนนั้นเป็นทาส, คนนี้เป็นชนชั้นปกครอง คนนั้นเป็นชนชั้นถูกปกครอง)
เพราะฉะนั้น คำจำกัดความของ agape ในความหมายแรกคือ ความรักที่ก้าวพ้น all shade of difference, ความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยก็ก้าวพ้นทั้งหมด ไม่เลือก Ex. ในอเมริกาจะเห็นได้ชัดเจน เมื่อก่อนคนผิวดำในแอฟริกาจะถูกนำมาเป็นทาส เพราะฉะนั้นจึงถือว่าไม่ใช่พลเมืองเท่าเทียมกับคนผิวขาว จึงเป็นที่มาของการเหยียดสีผิว หรือขึ้นรถเมล์ คนผิวดำไม่มีสิทธิ์ที่จะนั่ง หรือถ้าจะนั่งก็ต้องไปนั่งอยู่ด้านหลังรถเมล์ นี่คือการเหยียดผิว หรือ racism แต่ความรักของ agape ต้องก้าวพ้น racism [1] เพราะแม้เขาจะเป็นทาสมาก่อน แต่เขาก็เป็นคนเหมือนกัน
ความหมายที่ 2 : disinterested คือ ไม่สนใจว่าจะมีสิ่งแลกเปลี่ยนอย่างไร agape เป็น disinterested คือ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนอย่าง libido, eros, philia.เกี่ยวกับความรัก 3 ระดับนั้น คือ
libido : ความรักเรื่องเพศ, ความรักที่เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ เป็นทฤษฎีของฟรอยด์
eros : ความรักที่ต้องการสิ่งตอบแทน ทำอะไรเพราะต้องการางวัล หรือความสุข ทำอะไรแล้วมีแรงขับเพื่อให้ได้สิ่งตอบแทนแล้วก็จะทำ
philia : รักแบบเพื่อน ฉันท์มิตรภาพ คนที่เป็นเพื่อนกันได้คือคนที่มีอะไรเหมือนกัน มีความชอบเหมือนกัน หรือไม่ชอบเหมือนกัน มีรสนิยมเดียวกัน
ความหมายที่ 3 : indiscriminate + inclusive คือรักแบบไม่มีการแบ่งแยก, ไม่ดูถูก ซึ่งจะต่างกับ philia เพราะ agape ต้องก้าวพ้นทั้ง libido, eros, philia แล้วจะช่วยแม้คนเหล่านั้นจะไม่มีสิ่งตอบแทนให้เรา ถ้าแสดงความรักแบบ agape จะเชิญคนจน คนข้างถนนมากินข้าว ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่มีทางตอบแทนเลี้ยงเรากลับได้ หรือไม่มีสิ่งตอบแทน ซึ่งเหล่านี้จะรวมเข้าไปเป็น agape ทั้งหมด เหมือนกับฝนที่ตก ไม่แยกแยะว่านี่คือคนรวย นั้นคือคนจน ถ้าฝนตกลงมาคนจนก็เปียก คนรวยก็เปียก นี่คือ who และ whom คือใครที่จะถูกรัก (ในความหมายที่1-2-3) หรือว่าอะไรที่จะถูกรัก (what)
ความหมายที่ 4 : How จะต้องรักอย่างไร และต้องรักให้ถูกด้วย, รักให้ตรงกับ need หรือความต้องการของเขา ที่บอกว่าพ่อแม่มีเงินมาก ให้แต่เงินแต่ไม่เคยให้ความรัก ความอบอุ่นไม่เคยใส่ใจลูก เพราะฉะนั้นจะไม่ถือว่าเป็นความรักแบบ agape เพราะรักแบบ agape นั้นจะต้องรู้ว่าเขาขาดอะไร หรือต้องการอะไรที่ตรงกับ need ของเขา ดังนั้น จะต้องรู้จักวิธีรักด้วย คือ how นี่คือคำจำกัดความของ agape ในความหมายที่ 4
ความรักในศาสนาคริสต์ทำให้ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่า "ศาสนาแห่งความรัก" จากที่กล่าวมาแล้วนั้นสรุปได้ว่า ความรักอันที่ 1 ในศาสนาคริสต์นั้นคือ รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ, และความรักอันที่ 2 คือ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ที่สรุปอยู่ใน (Luka 10:27 หรือ ลูกา บทที่ 10 ข้อ 27) นี่คือบรรทัดฐานอันแรกในการนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินเหตุการณ์ว่า ดีหรือไม่ดีในจริยศาสตร์คริสต์ศาสนา
**
จริยศาสตร์คริสต์ศาสนา เป็นจริยศาสตร์ที่เป็นความรักที่เรียกว่า
1. Theocentric Neighbor-Love : (Love นี้คือ agape) จริยศาสตร์คริสต์เป็นจริยศาสตร์ที่มีบรรทัดฐานอยู่ในเรื่องความรัก นั่นคือ ความรักเพื่อนบ้าน โดยมีจุดศูนย์กลางไปที่พระเจ้า ตรงนี้หมายความว่าถ้าต้องการปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร ก็ปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจริยศาสตร์คริสต์เป็นจริยศาสตร์ที่เรียกว่า Thoecentric Neighbor-Love เป็นความรักเพื่อบ้านที่มีจุดศูนย์กลางมุ่งไปที่พระเจ้า
2. Theocentric Self Regard : เวลารักเพื่อนบ้านแล้วก็ต้องรักตัวเองด้วย เพราะถ้าไม่รักตัวเอง หรือเราไม่เตรียมตัวเองให้พร้อมแล้วเราจะไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านได้อย่างไร ซึ่งจริยศาสตร์แบบที่ 2 ในศาสนาคริสต์เรียกว่า Theocentric Self-Regard คือจริยศาสตร์ที่ต้องดูแลตัวเองได้ (self-regard) คือถ้าตัวเองไม่พร้อม ตัวเองท้องหิว ตัวเองไม่พร้อมทางสภาพจิตใจ แล้วจะไปรักหรือไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านได้ย่างไร นี่คือบรรทัดฐานในเรื่องเกี่ยวกับความรัก
3. Ethics of Stewardship : Stewardship มาจากคำว่า Steward แปลว่า ผู้ดูแล, ผู้เอาใจใส่ หมายความว่า มนุษย์ทุกคนที่เป็นสิ่งที่ทรงสร้างนั้นมีหน้าที่เป็นหุ้นส่วน และมีหน้าที่รับผิดชอบกับสิ่งทรงสร้างอื่น ๆ ร่วมกับพระเจ้าด้วย เพราะฉะนั้น มนุษย์จะใช้ดิน, น้ำ, สิ่งแวดล้อม, ทรัพยากรธรรมชาติ, สัตว์ก็จะต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ไม่เห็นแก่ตัว ใช้แล้วมีเหลือเผื่อชนรุ่นหลัง ฉะนั้น ตรงนี้ตรงกับหลักการพัฒนาที่เรียกว่า หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเอามาใช้ในการพัฒนาให้มนุษย์มีความสุข แต่ขณะเดียวกันมนุษย์จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ และไม่ให้เกิดผลเสียแก่คนรุ่นหลัง เพื่อให้คนรุ่นหลังมีใช้ต่อไป
ในตอนนี้จะรู้แล้วว่าจริยศาสตร์คริสต์จะเป็นลักษณะที่
1. Theocentric Neighbor Love : เน้นบรรทัดฐานเรื่องความรักเพื่อนบ้าน โดยมีจุดศูนย์กลางมุ่งไปที่พระเจ้า
2. Theocentric Self Regard: เน้นจริยศาสตร์ที่เป็นความรักตัวเอง ต้องดูแลเอาใจใส่ตัวเอง เพื่อที่พร้อมจะไปรัก ไปช่วยเหลือคนอื่น
3. Ethics of Stewardship: เป็นจริยศาสตร์ที่มีความรับผิดชอบ, มีหุ้นส่วนที่จะต้องดูแลรับผิดชอบสิ่งทรงสร้างอื่น ๆ ร่วมกับพระเจ้า (นอกจากมนุษย์, สิ่งแวดล้อม, สัตว์ ล้วนแต่เป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า)
4. Theistic Ethics : เป็นจริยศาสตร์ที่มีพระเจ้า เป็นคำสั่งของพระเจ้า ถ้ามนุษย์ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้า มนุษย์ก็จะเป็นคนดีตามมาตรฐานของสังคมคริสต์ ถ้าผู้ใดละเมิดผู้นั้นก็จะเป็นคนที่ไม่ดี เป็นคนผิดศีลธรรมในมาตรฐานของสังคมคริสต์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีศูนย์รวมอยู่ที่พระเจ้า
บรรทัดฐานที่นำมาใช้ในการตัดสินปัญหาทางจริยศาสตร์ในศาสนาคริสต์ คือ
บรรทัดฐานที่ 1 agape หรือ ความรัก บรรทัดฐานที่ 2 Image of God หรือ พระฉายาของพระเจ้า
พระเจ้าทรงดำริว่า จงให้เราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของเราให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และฝูงสัตว์ใช้ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสรรพสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินทั้งสิ้น พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบฉายาของพระองค์ และตามแบบฉายาของพระองค์นั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง (ปฐมกาล 1: 26-27)
จุดสำคัญของบรรทัดฐานที่คือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นพระฉายาของพระองค์ เมื่อสร้างมนุษย์แล้วทรงให้มนุษย์นั้นปกครองฝูงปลา ฝูงสัตว์ ฝูงนก หรืออะไรทั้งหลาย หมายความว่าให้มนุษย์เป็นนายเหนือธรรมชาติ
บรรทัดฐานนอกจาก agape แล้ว การที่มนุษย์ถูกสร้างเป็นฉายาของพระเจ้านั้น ทำให้มนุษย์ต่างกับสัตว์ สัตว์ไม่ได้ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า
ต่อไปเราจะมาดูว่าคุณสมบัติของการมีพระฉายาของพระเจ้า, การที่มนุษย์ถูกสร้างให้เป็นพระฉายาของพระเจ้าคืออะไร sheet : In the Image of God
Personhood and the Image of God
While the Bible is clear that we are created in God's image, it is not always as clear which attributes of God we share, : ในไบเบิ้ลชัดเจนว่า มนุษย์ถูกสร้างในฉายาของพระเจ้า แต่มนุษย์ยังไม่มีความชัดเจนว่าคุณสมบัติอะไรของพระเจ้าที่เรา share, ที่เราดูว่าเหมือนกับพระเจ้าด้วย
A fundamental characteristic unique to man animal and shared with the divine nature is the ability to choose between good and evil. : คุณสมบัติที่เป็นพื้นฐาน, ที่เป็น unique, ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่สัตว์ประเสริฐได้ใช้ร่วมกับคุณสมบัติของพระเจ้า หรือธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า คือ
(1.) the ability to choose between good and evil. มนุษย์มีความสามารถที่จะเลือกระหว่างถูก / ผิดได้ สามารถเลือกทำว่าอันไหนดี / เลว
Only persons can be morally responsible. : จะมีเฉพาะคนเท่านั้นที่จะมีความสามารถมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมได้ (คนเท่านั้นที่มีความรับผิดชอบทางศีลธรรม) เพราะฉะนั้นที่คนแตกต่างจากสัตว์เพราะ คนถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า
We can not judge the actions and character of non-human animals as morally good or evil, for they are not free to act other than their natures and their circumstances dictate. : เราไม่สามารถที่จะตัดสินการกระทำ และลักษณะของสัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์ว่าทำดี ชั่วทางศีลธรรม เพราะสัตว์ไม่มีเสรีภาพที่จะทำอะไรนอกเหนือจากธรรมชาติของมัน หรือนอกเหนือจากสิ่งแวดล้อมที่สั่ง, กำหนดมัน หมายความว่า สัตว์ทำอะไรตามสัญชาตญาณ แต่คนนั้นทำอะไรตามความรู้สึกผิดชอบ, ชั่วดี สามารถแยกได้ว่าอะไรดีชั่ว
นี่คือคำจำกัดความในข้อที่ (1.) คือมนุษย์ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า หมายความว่า มนุษย์นั้นสามารถแยกถูก / ผิดได้ แต่สัตว์นั้นทำอะไรไปตามธรรมชาติ ไปตามสิ่งแวดล้อมของมันเท่านั้น
But we have the ability to transcend in thought and imagination our particular circumstances. : แต่ว่าคนเรามีความสามารถที่จะก้าวเลยไปในความคิดและจินตนาการ หมายความว่า คนสามารถจะมองสิ่งที่เกิดขึ้นและก็คิด หรือจินตนาการ และแยกถูก / ผิดได้ [สามารถก้าวพ้นไปในความคิด และจินตนาการ (imagination) ไปในสถานการณ์พิเศษ ๆ ได้] ก็คือ มนุษย์สามารถเผชิญกับสถานการณ์นี้และคิดว่าอะไรถูก / ผิด และก้าวพ้นไป และตัดสินได้ แต่ว่าบางครั้งมนุษย์ก็ตัดสินผิด แต่อย่างน้อยมนุษย์ก็มีความสามารถที่จะใช้เหตุผลในการตัดสินว่าอันนี้ถูก / ผิด ซึ่งตรงนี้สัตว์ไม่มี แต่ในสัตว์นั้นเวลาจะตัดสินใจทำอะไร ก็จะทำตามสถานการณ์ที่ถูกสั่ง หรือตามธรรมชาติ นั่นคือ สัญชาตญาณ
Ex. ปลาโลมา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์ชั้นสูงที่ถูกฝึกหรือสามารถฝึกได้ และเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณชอบอยู่ใกล้คน และมีนิสัยชอบช่วยเหลือคนที่ตกน้ำ หรือคนที่ว่ายน้ำไม่ได้หรือคนที่ประสบภัยทางน้ำ การที่ปลาโลมาช่วยคนโดยให้คนเกาะเพื่อให้คนรอดจากความตาย การที่มันช่วยไม่ได้เป็น transcending self เพราะมันไม่ได้คิด, ก้าวไปในความคิด หรือจินตนาการไปว่า ถ้าช่วยคนแล้วจะดีไม่ดี แต่มันช่วยเพราะเป็นสัญชาตญาณของมันที่เกิดมาเป็นแบบนี้และถูกฝึกมาแบบนั้น
แต่มนุษย์จะก้าวพ้นไปกว่านั้น มนุษย์สามารถที่จะใช้เหตุผล และแยกความถูก / ผิดได้ ซึ่งอันนี้คือคุณสมบัติข้อที่ (1.) ที่มนุษย์ถูกสร้างในฉายาของพระเจ้า
ในศาสนาพุทธมนุษย์ต่างจากสัตว์ตรงที่มนุษย์นั้นเป็น transcending self เป็นตัวตนที่สามารถ ก้าวพ้น หรือพ้นไปได้ หรือสามารถฝึกฝนได้ (transcend) เพื่อให้เกิดความเป็นพุทธะได้
This enables us to decide how to act on the basis of what ought to be rather than merely on the basis of what is. : ความสามารถอันนี้ทำให้มนุษย์สามารถที่จะตัดสินใจว่าจะแสดงอย่างไร, จะปฏิบัติอย่างไร บนพื้นฐานที่ว่าเราต้องทำอะไร มากกว่าที่จะเพียงแค่ (merely = only)
หมายความว่าการที่มนุษย์จะเลือกผิด เลือกถูกว่าจะทำอะไร และมนุษย์สามารถ transcend ที่จะคิด, จินตนาการในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เพราะมนุษย์มีความสามารถที่จะปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของ What ought to be จะต้องทำอะไร, What's happen อะไรเกิดขึ้น
Ex. คนตกน้ำ นั่นคือ what's แต่มนุษย์มีความสามารถในฐานะเป็นฉายาของพระเจ้า จึงไม่ได้คิดว่านั่นเป็น What's แต่ต้องคิดไปไกลถึง What ought to be ว่าจะต้องทำอะไรเวลาเห็นคนตกน้ำ ก็คือการใช้เหตุผลว่าถ้าช่วยแล้วมีเมตตา ก็จะช่วยให้เขารอดชีวิต นั่นคือ What ought to be ไม่ใช่แค่ what's ที่เห็นคนตกน้ำ ก็ตกน้ำไปสิ แต่เราจะต้องทำอะไร (ought to) นี่คือคุณสมบัติหรือคำจำกัดความประการแรกของ Image of God
The freedom to choose between good and evil is not only part of our God-likeness : การที่บอกว่ามนุษย์เป็นฉายาของพระเจ้า หรือเป็นเงาของพระเจ้า ดังนั้นจึงมีเสรีภาพที่จะเลือกระหว่างความถูกและความผิดนั่นไม่เพียงแต่เป็นส่วนของความเหมือนของพระเจ้า พระเจ้านั้นเป็นผู้มีความชอบธรรม เป็นผู้มีเหตุผล เป็นผู้อยู่ในมาตรฐานของความดี ตรงนี้เองที่บอกว่าทำไมมนุษย์ถูกเรียกว่าเป็น (ถูกสร้างใน) พระฉายาของพระเจ้า
มนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกระหว่างถูก / ผิด ไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของความเหมือนของพระเจ้าเท่านั้น
it also is the source of the seemingly limitless evil of which humanity is capable. : แต่มันยังเป็นที่มาของสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะมีความชั่วร้ายโดยไม่มีที่สิ้นสุดที่มนุษย์สามารถจะทำได้ หมายความว่า มนุษย์สามารถที่จะมีอิสระภาพในการเลือกทำถูก / ผิด แต่เลือกทำถูกเหมือนกับพระเจ้า (God Likeness) แต่ขณะเดียวกัน เมื่อมนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกทำ แน่นอนว่า มันก็อาจเกิดการตัดสินใจผิดได้ อันนี้คือ ความชั่วร้ายที่ไม่มีข้อจำกัด (limitless evil) คืออาจเกิดความชั่วร้ายขึ้นได้ เพราะมนุษย์มีคุณสมบัติที่มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือก ดังนั้นถ้ามนุษย์ตัดสินใจเลือกผิด ก็จะมีผลอย่างเช่น อดัมกับอีฟ พระเจ้าได้สร้างให้ อดัมกับอีฟเป็นมนุษย์คู่แรก มนุษย์คู่แรกก็ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า หมายความว่า อดัมกับอีฟมี เสรีภาพในการเลือกทำถูก / ผิด แล้วผลปรากฏว่า อดัมกับอีฟถูกซาตาน (งู) ยั่วยุให้มนุษย์คู่แรกกระทำผิด เมื่อมนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกก็เลยเลือก แต่บังเอิญไปเลือกทำผิดจึงมีผลเป็นบาป (sin) ในเวลาต่อมา
The Genesis account of the Fall is the story of how the very part of our nature that makes us most like our Creator - knowledge of good and evil - is also the source of the potential undoing of God's will in the world. : Genesis คือบทในพระคัมภีร์เก่า ที่พูดถึงการตกต่ำของมนุษย์ เป็นเรื่องราวที่ทำให้มนุษย์รู้ว่าเราเหมือนกับผู้สร้างของเราอย่างไร คือมนุษย์มีความรู้ว่าสิ่งไหนเป็น good สิ่งไหนเป็น evil อันนี้เองที่เป็นที่มา (source) จากพระประสงค์ของพระเจ้าในโลกนี้
เพราะฉะนั้น คำจำกัดความในข้อที่ 1. ในพระฉายาของพระเจ้าคือ มนุษย์ถูกสร้างให้มีเสรีภาพในการเลือกทำถูกหรือผิด
(2.) Our freedom of will - sometimes called autonomy - is possible only because there are other aspects of the image of God that we share. : อันสืบเนื่องมาจากข้อที่ (1.) ที่มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกทำผิดหรือทำถูก เพราะฉะนั้นพูดอีกอย่างว่ามนุษย์มีเสรีภาพในเรื่องเจตจำนงค์ที่จะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ในบางครั้งเราเรียกว่าการปกครองด้วยตนเอง (autonomy ภาษาอังกฤษ แปลว่า self-rule ; คนมีเอกลักษณ์เพราะมี autonomy แต่ละคนมีเอกลักษณ์ และมีความเป็น autonomy หรือ self-rule เพราะเรามีความสามารถ มีอิสรภาพที่จะเลือกทำอะไร / ไม่ทำอะไร นั่นคือ autonomy) เป็นไปได้ เพียงแต่ว่าที่เรามี autonomy เพราะมนุษย์มีคุณสมบัติของพระฉายาของพระเจ้าที่เราไป share กับพระเจ้าด้วย
One of the most important of these is our ability to think, or reason - the ability to form concepts that help us to organize our experiences and communicate them to other is language. : สิ่งสำคัญที่สุดของความเป็น autonomy ของมนุษย์ก็คือ มนุษย์มีความสามารถที่จะคิด หรือให้เหตุผล และมนุษย์มีความสามารถที่จะสร้างระบบความคิด ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถที่จะมีประสบการณ์ และติดต่อกับคนอื่นโดยใช้ภาษา (in language) ตรงนี้อาจจะมีข้อแย้งว่า สัตว์ก็มีภาษาของมัน แล้วมนุษย์รู้ได้อย่างไรว่ามดไม่มีภาษา นกไม่มีภาษา แต่ภาษาของมันไม่ซับซ้อน (complete) เท่าภาษาของมนุษย์ ไม่ใช่เป็นระบบภาษาของสัตว์ หรือมันอาจจะเป็นระบบก็ได้ เพราะมนุษย์ยังไม่รู้จัก มนุษย์สามารถจะสร้างภาษาที่จะพูดได้โดยใช้ภาษาสัญลักษณ์ ซึ่งสัตว์จะไม่มีความสามารถตรงนี้ แม้จะบอกว่าสัตว์มีความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารระหว่างกลุ่ม อันนี้เป็นคุณวมบัติอีกข้อหนึ่งของการที่มนุษย์ถูกสร้างเป็นพระฉายาของพระเจ้า กล่าวคือ มนุษย์สามารถที่จะให้เหตุผล มนุษย์สามารถจะสร้างแนวความคิด และมนุษย์สามารถที่จะอธิบายแนวความคิดนั้นเมื่อติดต่อกับคนอื่นในเรื่องราวของภาษา
Only person can ting and say things that are true or false. : เฉพาะคนเท่านั้นที่สามารถจะคิดและพูดถึงสิ่งซึ่งถูก หรือผิดได้ มนุษย์มีความสามารถในการแยกถูกแยกผิดได้
Thus, language - the ability to communicate in abstract symbols - is a defining aspect of personhood. : ดังนั้น ภาษาเป็นความสามารถของมนุษย์ที่จะใช้ติดต่อสื่อสารในรูปของสัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรม ซึ่งอันนี้เป็นลักษณะพิเศษของมนุษย์ (personhood)
สรุป : (1.) มนุษย์ใช้เสรีภาพในการเลือกถูก / ผิดได้ นั่นคือใช้เหตุผลในเรื่องศีลธรรม
(2.) มนุษย์มีความสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันโดยใช้ภาษาที่ซับซ้อน รู้จักใช้เหตุผล ใช้ภาษาในการ ติดต่อระหว่างกันด้วยสัญลักษณ์ ที่ยาดขึ้น ที่เป็นนามธรรม
Despite the efforts of scientists to tech some animals the fundamental elements of language in this sense, still only persons have the ability to form an unlimited number of concepts and symbols. : ทั้ง ๆ ที่ (Despite + คำนาม + ประโยค) ความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะสอนสัตว์ถึงภาษาพื้นฐานนี้ก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์เท่านั้น (only person) ที่มีความสามารถที่จะตั้ง (form) กฎเกณฑ์หรือแนวความคิดที่ไม่มีข้อจำกัด และมนุษย์เท่านั้นสามารถที่จะสร้างสัญลักษณ์ได้
This linguistic ability is important, not only because it allows us to think and reason, but also because it illustrates yet another aspect of what is to be a person - community. : ความสามารถในทางภาษาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ มันยังให้ลักษณะหนึ่งที่จะบอกว่าอะไรที่เป็นคน นั่นคือการเป็นชุมชน เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราจะต้องติดต่อกับคนอื่น ซึ่งการติดต่อกับคนอื่นนั้น มนุษย์สามารถที่จะเริ่มใช้ภาษาเพื่อติดต่อกับคนอื่น เพราะฉะนั้นแสดงว่าจะต้องมีชุมชน
The abilities to think and reason and to exercise free will and act as responsible moral agents all depend upon language. : ความสามารถที่จะคิดและให้เหตุผล และจะใช้เจตจำนงเสรีเพื่อปฏิบัติและแสดงออก
การที่มนุษย์สามารถจะมีความสามารถในการคิด การใช้เหตุผล ในการที่จะปฏิบัติตามจุดประสงค์ที่เป็นอิสระตามเจตจำนงเสรี หรือจะทำอะไรก็ตามให้มีพื้นฐานตามศีลธรรม ทั้งหมดนี้ขึ้นกับความสามารถในการใช้ภาษาด้วย
Thus, to a person - to have the characteristics of personhood - is to be part of a community. : ดังนั้น การเป็นคนก็คือ การมีคุณสมบัติของความเป็นคน กล่าวคือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
It is to be inextricably linked to others, no matter how isolated or alone we may be at times. : ซึ่งคือการที่จะต้องเชื่อมต่อกับคนอื่น การที่จะไม่อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว เป็นต้นว่า พระเป็นเจ้าทรงสร้างอดัม แล้วก็สร้างอีฟด้วยอย่างน้อย 2 คน ต่อจากนั้นมาก็มีมวลมนุษย์
Our sense of individual identity - our self - concept - is made possible because we are members of a community. : ความหมายของการที่แต่ละคนมีเอกลักษณ์ คือมีความเป็นตัวของตัวเอง โดยทำให้มันเป็นไปได้ เพราะว่าเราเป็นสมาชิกของชุมชน
A unique aspect of personhood seems to be that we have a concept of ourselves as unique, individual selves. : การที่พูดเรื่องชุมชนนั้น เพราะชุมชนประกอบด้วยคนหลาย ๆ คน แต่ในขณะเดียวกันแต่ละคนก็มีความเป็นเอกลักษณ์ (ชุมชนเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ในชุมชนกลุ่มใหญ่นั้นแต่ละคนก็มีความสำคัญ)
We are aware that we had a beginning and that we shall have an end - death. : เรามีจุดเริ่มต้นและ จุดสุดท้ายคือความตาย
Lower animals have instinctive fear of pain and threat to theirs desires, but they cannot fear their own deaths. : (ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่) สัตว์เล็กหรือสัตว์ที่ต่ำกว่าเรา มีสัญชาตญาณที่จะกลัวความเจ็บปวด และการคุกคาม แต่มันไม่กลัวความตาย คำกล่าวนี้พยายามบอกว่า มนุษย์ดีกว่าสัตว์ เพราะสัตว์มีแค่สัญชาตญาณแต่ไม่กลัวความตาย ซึ่งไม่แน่ใจว่าตรงนี้เค้ามีความหมายว่าอย่างไร เราเข้าใจว่า แม้ว่าสัตว์จะรู้ว่าเป็นอันตราย แต่ถ้ามันอยากได้อาหารกิน มันก็ยังจะเข้าไป แต่ในกรณีเดียวกัน คนสามารถคิดได้ว่า ถึงแม้จะอดอยาก แล้วถ้าเสี่ยงขนาดนั้น คนก็ไม่อยากทำ เพราะคนกลัวความตาย ความจริงที่ว่าทุกสิ่งย่อมรักชีวิตของตนเองแม้กระทั่งสัตว์
We humans do this because we are aware of ourselves as individuals who are not same as the other members of our community. : เราก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน เพราะเรารู้เกี่ยวกับตัวเราในฐานะเป็นปัจเจกบุคคล ผู้ซึ่งไม่เหมือนกับคนอื่นในสังคม ในตอนแรกเป็นการเชื่อมความคิดว่ามนุษย์มีภาษา มนุษย์ต้องติดต่อกับด้วยภาษา และการที่มีภาษาแสดงออกว่าจะต้องมีคนมากกว่าหนึ่งคนจึงมีภาษา และเมื่อมีภาษา มีชุมชน ดังนั้น คนแต่ละคนในชุมชนจะต้องมีเอกลักษณ์ของตนเอง เพราะฉะนั้น จะเน้นเรื่องความเป็นปัจเจกบุคคล (individual)
In this way individuality and community are not opposites of each other. : ในวิธีนี้ ความเป็นปัจเจกบุคคล และความเป็นชุมชนนั้นไม่ได้แตกต่างกัน, ไม่ได้ต่อต้าน, ไม่ได้เป็นสิ่งตรงกันข้ามซึ่งกันและกัน
They complement each other Each requires the other. : แต่ว่าปัจเจกบุคคล และชุมชนนั้นเสริมกันและกัน
Thus, in a Christian ethic, respect for individual identity and autonomy is a fundamental value. : ดังนั้น ในจริยศาสตร์คริสต์ศาสนา การให้ความเคารพต่อความเป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคล และความเป็น autonomy คือการที่เป็นตัวของตัวเอง เป็นคุณค่าพื้นฐานซึ่งต้องคำนึงถึงในจริยศาสตร์คริสต์
ถ้าคิดได้อย่างนี้แล้ว สามารถนำไปเชื่อมโยงว่าจริยธรรมของ "หมอ" ในการปฏิบัติต่อ "ผู้ป่วย" ว่าเป็นอย่างไร สมมติว่าผู้ป่วยนั้นจน (จะมีเรื่อง agape เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย) norm คือบรรทัดฐานว่าผู้ป่วยจน แต่เขาก็มีสิทธิที่จะได้รับความรัก ความเมตตาเท่ากับผู้ป่วยที่ร่ำรวย ขณะเดียวกัน เขารักชีวิต, ชีวิตของเขามีค่า ดังนั้น หมอจะต้องเคารพต่อความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้ป่วยไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม หมอจะต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างเท่าเทียม (คำนึงถึง respect for individual identity) ไม่ใช่ว่าคนรวยได้รับการรักษาอย่างหนึ่ง คนจนได้รับการรักษาอีกอย่างหนึ่ง เป็นต้นว่าจะเอาท่อช่วยหายใจออกต้องเลือกระหว่างคนรวยกับคนจน เมื่อเห็นว่าคนจนไม่มีเงินจ่ายก็ปล่อยให้ตาย ๆ ไปเลย นี่คือพื้นฐานของที่มาว่าทำไมเราจึงต้องพูดถึงว่า มนุษย์ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า
But we must never isolate individual rights and freedom from the good of the community that nourishes the individual. : ปัจเจกบุคคล และชุมชนนั้นต้องไปด้วยกัน แต่ก็จะไม่แยกสิทธิส่วนบุคคลหรือ เสรีภาพส่วนบุคคลออกจากความสงบสุขของชุมชน เพราะชุมชนนั้นเลี้ยงดูฟูมฟักปัจเจกบุคคล เพราะฉะนั้น ชุมชนและปัจเจกบุคคลจึงแยกจากกันไม่ได้
Doing what is right and good often requires sacrificing our own desires and interests for the benefit of other. : ในการทำสิ่งที่ถูก หรือสิ่งที่ผิด บางครั้งจำเป็นต้องมีการอุทิศความต้องการหรือความสนใจส่วนบุคคล เพื่อประโยชน์สุขและผลประโยชน์ของคนอื่น
To act morally is to be able to see how our actions affect others and to act for their benefit even when it may not be in our best interest to do so. : คนที่จะปฏิบัติอย่างมีศีลธรรม คือการที่จะสามารถมองเห็นว่าการกระทำของเราอย่างนั้นที่จะมีผลต่อคนอื่น ๆ และการกระทำอย่างใดที่มีผลต่อคนอื่น อันจะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ความสนใจหรือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา หมายความว่า การที่จะเป็นคนมีศีลธรรมบางครั้งก็ต้องเสียสละความพอใจส่วนตัว เพื่อรักษาความดีและความถูกต้อง
The whole of morality is summed up in the ability to "love your neighbor as yourself." : เนื้อหา ทั้งหมดของจริยธรรม, ศีลธรรมจะถูกสรุปได้โดยคำว่า ความสามารถที่จะรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวท่านเอง
Only humans have the capacity to do this. : เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่สามารถรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง หรือเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของส่วนใหญ่
Lower animals act in accord with their appetites and instincts, not in accord with an understanding of what is good for others. : สัตว์ชั้นต่ำเวลาทำอะไรก็ตามมันจะทำตามสัญชาตญาณหรือความอยาก โดยไม่ได้ทำไปตามความเข้าใจ หรือความเข้าใจว่าอะไรดีสำหรับคนอื่น ๆ ซึ่งสัตว์ไม่มี จากตรงนี้เองเป็นการเน้นว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า เพราะมนุษย์มีความสามารถที่จะเสียสละ ที่จะคิดถึงคนอื่นได้เพื่อรักษาความถูกต้องเอาไว้ ซึ่งสัตว์ไม่มี
Perhaps this aspect of the human person - the ability to consider unselfishly and unconditionally the needs of others - most importantly reflects the image of God. : อันนี้เป็นคุณสมบัติของมนุษย์ เป็นความสามารถที่จะพิจารณาว่าอะไรที่ไม่เป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัว และไม่มีเงื่อนไข อะไรที่เป็นความจำเป็นของคนอื่นนั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพระฉายาของพระเจ้า หมายความว่า การที่มนุษย์สามารถจะทำอะไรโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ต้องมีเงื่อนไข และไม่มีความเห็นแก่ตัว (สะท้อนว่ามนุษย์มีคุณสมบัติของพระฉายาของพระเจ้า)
This is the ability to love in the sense of agape - the way in which God loves us. : นี่คือความสามารถที่จะรักในความหมายของ agape
Agape love is not an emotion or a feeling, like those involved in erotic love or in friendship. : agape ไม่ใช่ความรักที่เต็มไปด้วยอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกี่ยวกับ erotic (erotic มาจากคำว่า eros) eroticไม่ใช่ความรักที่ต้องการสิ่งตอบแทน หรือต้องการรางวัล หรือต้องการความสุขหลังจากนั้น และไม่ใช่ความรักแบบเพื่อนด้วย เพราะความรักแบบเพื่อนนั้นถ้าเราไม่เหมือนกับเค้า เค้าไม่ดีกับเราเราก็จะไม่คบกับเค้าอีกแล้ว แต่ความรักแบบ agape ต้องก้าวพ้นไป
Rather, it is the ability to serve others for the sake of their own needs. : agape คือความพยายาม หรือความสามารถที่จะรับใช้คนอื่น เพื่อประโยชน์และความต้องการของคนอื่น หากคน ๆ นั้นมีความจำเป็นอย่างไรเราก็ช่วยเหลือเค้าอย่างนั้น
The ability to love is not only at the heart of the Christian concept of the person; it is also the heart of the Christian approach to the moral life. : ความสามารถที่จะรักนี้ไม่ใช่เป็นหัวใจของแนวคิดในเรื่องบุคคลเท่านั้น แต่มันยังเป็นหัวใจของการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีศีลธรรม ความรัก ความเสียสละเพื่อผลประโยชน์ และความสุขของคนอื่นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในความรักของคริสต์
In summary, the Christian concept of the person as "the image of God" includes the following among its most distinguishing characteristics : ความคิดของคริสเตียนเกี่ยวกับเรื่องคน ในฐานะที่ถูกสร้างขึ้นในพระฉายาของพระเจ้า รวมคุณสมบัติต่อไปนี้ (มนุษย์ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร ???)
1. The capacity to reason and to communicate in abstract symbols - language. : มนุษย์มีความสามารถในการใช้เหตุผล มนุษย์มีความสามารถที่จะติดต่อโดยใช้สัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรม คือมนุษย์สามารถใช้ภาษาได้
2. The capacity to have a concept of self as mortal in community with other mortal selves. : มนุษย์สามารถที่จะมีความคิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคน, บุคคล (self-individual) ในฐานะที่ตนเองจะตายได้ รวมทั้งในชุมชนและคนอื่นก็เหมือนกัน (มนุษย์จะต้องยอมรับว่ามนุษย์เป็นปัจเจกบุคคล ขณะเดียวกันปัจเจกบุคคลก็อยู่ในชุมชน และสองอย่างนี้เสริมซึ่งกันและกัน แยกจากกันไม่ได้)
3. The capacity for moral autonomy and responsibility. : มนุษย์มีความสามารถที่จะเป็นตัวตนที่จะปกครองตัวเองอย่างมีศีลธรรม รู้จักแยกถูก แยกผิดได้ ในขณะเดียวกันต้องมีความรับผิดชอบ นี่คือการที่มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ มนุษย์สามารถที่จะใช้เหตุผลแยกถูก / ผิดได้ ที่ทำอย่างนี้เพราะรู้ว่าดี (มี moral autonomy ปกครองตัวเอง แยกถูกผิดได้ ขณะเดียวกันก็มีความรับผิดชอบ)
4. The capacity to subordinate one's own needs and interests to those of others - the capacity to love. : มนุษย์มีคุณสมบัติ, มีความสามารถที่จะควบคุมความต้องการของตัวเองได้ หรือถ้าคนอื่นต้องการก็จะเสียสละให้ ขณะเดียวกันก็จะสลัดความต้องการของตัวเองหรือความสนใจของตนเอง เพื่อคนอื่น หมายความว่ามนุษย์สามารถมีคุณสมบัติที่จะรักคนอื่นได้ และการที่จะรักคนอื่นได้บางครั้งก็ต้องใช้ความเสียสละ
นี่คือคุณสมบัติของมนุษย์ รักแบบนี้คือความรักแบบ agape ไม่ใช่ความรักแบบ eros, libido, philia ตรงนี้คือหัวใจสำคัญของ Image of God
What defines the person is not development perse, be but the potential for development. : สิ่งที่ให้คำจำกัดความของ "ความเป็นมนุษย์" ไม่ใช่การพัฒนาในตัวมันเอง แต่มนุษย์มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะถูกพัฒนา
Ethical Implications of Personhood
The Christian concept of personhood implies that the dignity and worth of a person has nothing to do with the characteristics that person has through birth or nature
, but solely in this fact that as person we have the intrinsic worth of God's very image us. : แนวความคิดในเรื่องความเป็นบุคคล เพราะมนุษย์มีเกียรติ, ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และชีวิตมนุษย์มีคุณค่า เพราะมนุษย์นั้นมีคุณค่าที่เหมือนกับพระเจ้าในตัวเรา (ที่มนุษย์นั้นมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีคุณค่า เป็นเพราะมนุษย์ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้านั่นเอง)
All person are of equal dignity and worth, : มนุษย์ทั้งหมดมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน คนดำกับคนขาว, ผู้หญิงกับผู้ชายก็มีศักดิ์ศรีเท่ากัน เพราะถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า ซึ่งตรงนี้เองเป็นพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน
The basis for decision - making will be its claim to equal worth as a full member of the community. : พื้นฐานของการตัดสินใจทางจริยศาสตร์คริสต์ แต่ละคนนั้นมีคุณค่า มีความเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์แบบของชุมชน หมายความว่า คนนั้นอาจจะเป็นทาสในเรือนเบี้ย คนนั้นอาจจะเป็นผู้หญิง คนนั้นอาจจะไม่ใช่คนยิว คนนั้นอาจจะไม่ใช่คนรวย แต่ทุกคนมีคุณค่าเท่ากันในสังคม มีศักดิ์ศรีในชีวิตของตนเอง
A community that believes in the unconditional and equal worth of persons will view the health care needs of others as a concern they are one person's needs rather than another's. : ชุมชนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องคุณค่าของบุคคลที่ไม่มีเงื่อนไข และมีความเท่าเทียมกันนั้น ก็จะเป็นชุมชนที่ให้ความสนใจ, เอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ และเน้นในความต้องการของคนอื่น (ทุกคนที่เชื่อว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกันจะนำผลไปให้ชุมชนนั้นเอาใจใส่ต่อ health (health ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงสุขภาพแล้ว แต่เป็นการ care ที่ดี เป็นการ care ที่มีคุณค่า) เป็นการเอาใจใส่ที่มีคุณค่าต่อคนอื่น ๆ ในฐานะที่คนอื่น ๆ นั้นอยู่ในชุมชน ไม่เพียงแต่เพราะเค้าต้องการ แต่เป็นเพราะสนใจว่าคนนั้นต้องการมากกว่าคนอื่นต้องการ (ทุกคนในชุมชนมีสิทธิ์ที่จะต้องการ ทุกคนในชุมชนเป็น 1 1 1 1
ในชุมชน เพราะฉะนั้นเวลาจะตัดสินใจอะไร ถ้าตัดสินใจว่าเราเห็นคุณค่าของชุมชนแล้ว เราก็จะเห็นคุณค่าของแต่ละคน, แต่ละปัจเจกบุคคลนั้นด้วย
ดังนั้น ถ้าคิดได้อย่างนี้แล้ว ก็จะเป็นชุมชนที่มีค่า มีประโยชน์ อย่างเช่น ถ้านำมาใช้ในบริบทของสังคมไทย ชุมชนไทยทั่ว ๆ ไป หมายถึงการที่คนตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ ๆ กัน แล้วมา share จุดประสงค์กัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน นี่คือชุมชน ชุมชนอีกชุมชนหนึ่งที่ตอนนี้มีความหมายอย่างยิ่ง คือ ชุมชน จ.ส.100, ชุมชนร่วมด้วยช่วยกัน คนพวกนี้ไม่ได้อยู่ในที่ ๆ เดียวกัน แต่พวกเขามา share จุดประสงค์เดียวกัน
***
[1] Racism : ลัทธิชนชาติ, ลัทธิเชื้อชาติ, ลัทธิเผ่าพันธุ์, ลัทธิเหยียดผิว, ลัทธิเหยียดหยามชนชาติ
***