ดังที่อภิปรายประเด็นที่ถกกันในปัจจุบันว่า พฤติกรรมของมนุษย์อิสระ หรือถูกกำหนดหรือไม่ ได้ถูกขยายความออกไป เนื่องจากอิทธิพลของการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ตั้งแต่ ค.ต.16 ฐานความคิดของวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการการวิวัฒนาการทั้งหลาย ปรากฏการณ์ทั้งหลายมีเหตุปัจจัย นั่นคือว่าเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์จะต้องมีเหตุปัจจัยของการเกิด ยิ่งกว่านั้นคิดกันว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน, รูปแบบ ซึ่งสามารถที่จะกำหนดออกมาเป็นแบบแผน เป็นกฎธรรมชาติ (ธรรมชาติมีกฎเกณฑ์อยู่) บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ธรรมชาติเหล่านี้ เราสามารถจะทำการพยากรณ์เหตุการณ์ได้อย่างเที่ยงตรง เพราะฉะนั้นที่เราพยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้เราเพราะเราไม่รู้จักกฎเกณฑ์, ต้นเหตุของมัน แต่ถ้าเรารู้ก็จะสามารถพยากรณ์ได้ ทฤษฎีที่ยืนยันถึงความเป็นเหตุเป็นผล, ความเป็นสากล และความสามรถที่จะพยากรณ์ได้ ทฤษฎีนี้เดิมเรียกว่าเป็น "นิยัตินิยม" : Determinism [1] (ทฤษฎีลิขิตนิยม / ทฤษฎีกำหนดนิยม : สิ่งต่าง ๆ ถูกกำหนดเป็นกฎเกณฑ์)
พวกที่นับถือทฤษฎีนี้เรียกว่า determinist พวกนี้คิดว่าการกะทำของมนุษย์เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่อธิบายได้เหมือนเหตุการณ์อื่น ๆ เหมือนน้ำที่เดือดในอุณหภูมิที่ 212 โดยหลักการถ้าเราพยากรณ์ได้ว่าถ้าคน ๆ หนึ่งได้รางวัล 1 ล้านบาท เขาจะทำอย่างไร พวกนิยัตินิยมยอมรับว่า เราอธิบายพฤติกรรมของคนไม่ได้เพราะเราไม่เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ สักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอาจจะค้นพบพฤติกรรมของมนุษย์ และคำพยากรณ์ที่ถูกต้องก็เป็นได้
ความคิดแบบนี้ถูกปฏิเสธโดยกลุ่มนักทฤษฎีที่มีจุดยืนแบบ "อิสรเสรีนิยม" : Libertarianism [2] ข้อโต้แย้งของพวกอิสรเสรีนิยมที่ค้านพวกนิยัตินิยม ว่าด้วยข้อคำนึงในเรื่องผลที่ตามมาของเหตุ อิสรเสรีนิยมถือว่าการกระทำทุกอย่างเป็นผลของเหตุ และเหตุก็ต้องมีเหตุ ของเหตุ ของเหตุ
ของตน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีการกะทำอันใดที่จะต้องรับผิดชอบการกระทำทางศีลธรรม เช่น คนปล้นธนาคาร เราก็สามารถสืบสวนไปถึงก่อนที่จะเกิด ว่ามาจากปัจจัยอะไรบ้าง การศึกษา การขาดความอบอุ่น คุณภาพอาหารที่กิน ในทางกลับกัน เหตุการณ์ต่าง ๆ ยังย้อนลึกไปถึงการศึกษา ความรักที่พ่อแม่ของพวกเขาได้รับ และปัจจัยอื่น ๆ อีก เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะตำหนิคนปล้นธนาคารได้อย่างไร เขาแก้ไขการกระทำของพ่อแม่ที่ทำกับเขาไม่ได้ มันเป็นเรื่องนอกตัว พวกอิสรเสรีนิยมบอกว่าคนเราถือว่ามีความรับผิดชอบ เขาต้องดูก่อนว่าการกระทำนั้นเขาถูกบีบบังคับหรือไม่ แต่ภาวะอันนี้เป็นไปไม่ได้เขาจะทำ / ไม่ทำ เราต้องพิจารณาเหตุผล ถูกบีบบังคับด้วยอดีต หรือเหตุปัจจัยทั้งหมด การกำหนดตัวเองในหนังสือเล่มนี้ Frederick ได้ปกป้องความคิดแบบอิสรเสรีนิยม เขากล่าวว่าทฤษฎีนิยัตินิยมไม่มีเหตุผล เพราะมันขัดกับข้อมูลเกี่ยวกับการเลือก เราเลือกได้ด้วยสามัญสำนึกที่มนุษย์มีอยู่ Frederick เชื่อว่าคำอธิบายเรื่องศีลธรรมจะอธิบายบนพื้นฐานความคิดที่มีอิสระไม่ได้ มนุษย์มีอิสระในตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ทางเลือก
อย่างไรก็ตามไม่ถือแบบนิยัตินิยม กฎสากลเข้ากับความรับผิดชอบของมนุษย์ได้ บางคนปกป้องข้อกล่าวหาของตน ถือเป็นนิยัตินิยมแบบอ่อน ๆ (soft-determinism)ถือว่าบุคคลมีอิสระในพฤติกรรมของเขาจะถูกกำหนดก็ตาม ข้ออ้างหนึ่งที่พวกนิยัตินิยมใช้เสมอ ถือว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นอิสระถ้าปราศจากการบีบบังคับ เช่น ดูหนัง เพราะอยากดู ไม่ได้ถูกบังคับให้ดู การดูหนังถือเป็นการกระทำที่อิสระ แม้ความต้องการของคุณมาจากเบื้องหลังมากมาย แม้การกระทำถูกกำหนดแต่ก็ยังอิสระอยู่ ความถูกต้องของพวกนิยัตินิยมแบบอ่อนที่ปกป้องความคิด แต่มีอิสระ
พวกนิยัตินิยมแบบรุนแรง (hard-determinism) มักยืนยันว่าความรู้ที่ว่าไม่มีใครรับผิดชอบทางศีลธรรมนั้น ทำให้มนุษย์มีชีวิตที่พึงใจ เช่นเดียวกับการเกิดระบบเหตุผล ความสัมพันธ์ของคน ถ้าคิดอย่างนี้จะปลดเปลื้องมนุษย์จากความวิตก เพื่อจากอนาคตอยู่นอกเหนือการควบคุม และต้องยอมรับภาวะผันผวน อะไรที่เกิดเป็นเคราะห์กรรม ในแง่ความเกี่ยวข้องกับคนอื่นคนเราไม่มีเหตุผลถึงเรื่องการให้คุณ ตอบแทนคุณ หนังสือมายาภาพของ Robert Blatchford โต้แย้งว่าไม่มีความอิสระ ความคิดเรื่องความรับผิดชอบของคนรับไม่ได้ การกระทำของมนุษย์ถูกควบคุมโดยกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม เละเราไม่สามารถคุมทั้ง 2 อย่างนั้นได้ การลงโทษต่าง ๆ จึงไม่ยุติธรรม การพยากรณ์บนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม การอบรมก็อาจจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากหลายกรณีที่เราพยากรณ์น่าเชื่อถือ จิตเป็นอิสระจริงไปไม่ได้ เขาสงสัยว่าพวกที่บอกว่าพฤติกรรมมนุษย์เป็นอิสระ เชื่อย่างนั้นจริงหรือเปล่า ถ้าเชื่อจริงทำไมเธอจึงทุ่มเทอย่างหนักเพื่อหาสิ่งแวดล้อมดี ๆ ให้ลูก ซึ่งบ่งบอกความเชื่อที่ว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญอย่างมากในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์
คำบางคำที่เขาสับสนกับพวกนิยัตินิยมแบบรุนแรง คือ "ชะตานิยม" : fatalism [3] (กรรมลิขิต / พรหมลิขิต ความเชื่อ เชื่อชะตากรรม ความคิดทางศาสนา) เหตุเกิดขึ้นมาไม่เกี่ยวข้องว่าจะทำหรือไม่ของพวกนิยัตินิยมแบบรุนแรง ผิดกับพวกชะตานิยมที่บอกว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะเหตุต่าง ๆ และเรามีส่วนร่วมในการกำหนดเหตุการณ์นั้น ๆ พวกชะตานิยมเสนอแนวความคิดแบบนี้ เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเพราะพระผู้เป็นเจ้า คริสเตียนกลุ่มหนึ่งได้สอน, ประกาความคิดของเขาว่า มนุษย์ถูกลิขิตให้รอดหรือไม่รอดตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ประเด็นสำคัญเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากทัศนะที่ต่างกันในเรื่องนิยัตินิยม ประเด็นอันหนึ่งคือ ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ พวกนิยัตินิยมเห็นทางเป็นไปได้ในการพัฒนาคนโดยอาศัย การศึกษา ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม กลุ่มคนจำนวนมากรอคอยวันหนึ่งที่นักสังคมศาสตร์จะค้นพบกฎ, เงื่อนไข ที่จะสร้างคนที่มีความสุขมากกว่าปัจจุบัน หนังสือของ Skinner ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับสังคมในอุดมคติ ซึ่งเป็นผลมาจากความรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขการพัฒนาคนมากขึ้น โดยอาศัยวิธีการเงื่อนไข และย้ำการอบรมความประพฤติ จะสามารถสร้างคนที่มีลักษณะทางจิต เพื่อมีผลผลิตเพิ่มพูน ส่วนหนึ่งเขาได้แสดงให้เห็นว่า เด็กสามารถสร้างเงื่อนไข ควบคุมตนเองให้มีขันติสูงต่อสถานการณ์ที่มาข้องแวะ เขาไม่ต้องการครอบงำบุคคล เพียงแต่ต้องการเสนอตัวเหตุ, เงื่อนไข ให้มนุษย์มีความสุข
พวกอิสระเสรีนิยมยืนยันว่า กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มาของพฤติกรรมของมนุษย์ให้นักค้นคว้าหลงทาง เพราะพฤติกรรมเหล่านั้นไม่ได้ถูกกำหนดก็จะพยากรณ์ไม่ได้ นักปรัชญาว่าพฤติกรรมมนุษย์จะถูกควบคุมได้ แต่จะใช้อำนาจอย่างไรควบคุม แม้ว่าการสร้างสังคมแบบนี้จะเป็นไปไม่ได้ แต่สังคมก็จะมีปัญหาเผด็จการ เพราะผู้ปกครองจะบังคับให้คนทำตาม ก่อนที่จะทดลองต่าง ๆ ต้องตกลง กำหนดวัตถุประสงค์เป็นอย่างไรกันแน่ ถ้าเงื่อนไขการผลิตคนสำเร็จ ความคิดของมนุษย์ที่เป็นอยู่จะจบสิ้นลง คนจะกลายเป็นหุ่นยนต์ Skinner โต้แย้งว่าคนนั้นเป็นอิสระ ไม่ถูกกำหนด วิทยาศาสตร์จะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ ถ้าหากพฤติกรรมไม่ถูกกำหนด วิธีการสร้างเงื่อนไขจะไม่เกิดผล Skinner รู้สึกว่ากลัวการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ เขามองว่าการโง่เขลาไม่มีคุณค่า วิทยาศาสตร์จะทำให้เราเข้าใจโลก การปฏิเสธวิทยาศาสตร์หมายถึงการสิ้นสุดความหวังที่จะสร้างโลกใหม่
อีกจุดหนึ่งของพวกนิยัตินิยมกล่าวถึง การปฏิบัติต่ออาชญากร พวกนี้ถือว่ามนุษย์ถูกกำหนด เขาเถียงว่าการลงโทษที่คนกระทำความผิด การลงโทษต้องทดแทนต่อผู้กระทำความผิด ซึ่งยอมรับการขาดความรับผิดชอบของเขา ดังนั้นเขาจึงเน้นสถานฟื้นฟู, ปรับเปลี่ยน สภาพความผิดของผู้ต้องหา แทนที่จะลงโทษ แต่ Karl โจมตีทัศนะการลงโทษแบบโบราณ ถือว่าคนต้องได้รับการลงโทษถ้าทำชั่ว การตัดสินว่าอาชญากรเป็นคนโลภ, ชั่ว ต้องแทนด้วยความคิดแบบ วิทยาศาสตร์ แทนที่จะส่งเข้าคุกตามคำพิพากษาของศาล ควรได้รับการบำบัดในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของเขา และเป็นพลเมืองที่มีค่า
Lewis เชื่อว่านักจิตวิเคราะห์สามารถแยกแยะสาเหตุของพฤติกรรม ถ้าเรามีวิธีการที่ เหมาะสมจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเขาได้ เขาบกว่าวิธีการด้านจิตวิเคราะห์อาจรุนแรง ไร้มนุษยธรรม เช่น การลงโทษในอดีตกับยุวชนอาชญากร พวกขาทำผิด แต่ไม่สามารถทำให้นักจิตวิเคราะห์ เชื่อว่าเขาเป็นคนดี อาจต้องตกไปอยู่ในสถานที่นั้นตลอดชีวิตได้ การโจมตีเรื่องการลงโทษ การลดอัตราอาชญากรรม เจ้าหน้าที่อาจประกาศให้คนบริสุทธ์เป็นคนผิด แล้วลงโทษ (ปัญหาเรื่องอิสระภาพเป็นปัญหาด้านจริยศาสตร์ และศาสนาที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดของการพัฒนาทางจริยศาสตร์)
***
[1] นิยัตินิยม : Determinism
- ลัทธิที่ถือว่า สิ่งทั้งหลายในจักรวาลเป็นไปตามกฎที่ตายตัว
- ลัทธิที่ถือว่า เจตจำนงของมนุษย์ไม่เป็นไปโดยอิสระ แต่ถูกกำหนดโดยภาวะทางจิตใจ และวัตถุ
[2] อิสรเสรีนิยม : Libertarianism
- ในอภิปรัชญา หมายถึง ทรรศนะที่ถือว่าจิตจำนงเสรี (free will) มีจริง
- ในทางปรัชญาสังคม หมายรวมถึง ทรรศนะที่ให้ความสำคัญแก่เสรีภาพส่วนบุคคล ทั้งในด้านความคิด และการกระทำ
[3] ชะตานิยม" : fatalism ความเชื่อว่ามนุษย์ย่อมดำเนินไปตามชะตากรรมโดยหลีกเลี่ยงไม่พ้น
***