http://www.duangden.com
สมจศ 570 จริยศาสตร์คริสตศาสนา
[ SHES 570 Christian Ethics ]

Three Morality and Society (summer,1999)
 


***

คนพยายามจำแนกความแตกต่างระหว่างความประพฤติที่ถูกต้อง และตัดสินใจว่าอะไรมีค่าในชีวิต ในสังคมเราเจอการถกเถียงเกี่ยวกับศีลธรรมของการตัดสินลงโทษประหารชีวิต การเสื่อมถอยของคุณค่า ทางศีลธรรม ความดี ความชั่ว ความอยุติธรรมที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อย นอกจากนั้น หลายครั้งเราเผชิญกับ การตัดสินใจส่วนบุคคลในเรื่องถูกผิด ดีชั่ว ถ้าหากเราอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน เราจะโกหกได้ไหม เพื่อให้หลุดพ้นจากเหตุการณ์นั้น เราจะเข้าร่วมทำสงครามไหม เราควรโกงภาษีไหมถ้าเรามั่นใจว่า จะไม่โดนจับแน่ ข้อสงสัยเหล่านี้ที่ก่อให้เกิดการคาดคะเนเกี่ยวกับพื้นฐานของศีลธรรม ความประพฤติ และชีวิตที่ดี

แม้ว่านักปรัชญาจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านศีลธรรมต่าง ๆ ที่เราพบอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่เราก็เชื่อว่าเขาต้องตอบได้ถึงปัญหา, ภาระกิจพื้นฐาน จริยศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ซึ่งว่าด้วย การค้นหาคำตอบให้กับคำถาม ปัญหาบางอย่างที่มีการถกเถียงกันบ่อย ๆ นั่นคือการกระทำที่บอกว่าถูก ผิด นั้นมีพื้นฐานอะไรบ้าง และเราสามารถยืนยัน, หักล้างได้อย่างไร ว่าพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งที่มี / ไม่มี อะไรเป็นสิ่งควรค่าแก่การแสวงหา และควรค่ามากที่สุด บุคคลควรได้รับการยกย่องตำแหน่งเมื่อใด การตอบปัญหานั้นนักปรัชญาไม่เพียงแต่ออกความคิดเห็น ประมวลความเห็นเกี่ยวกับปัญหา แต่นักปรัชญาพยายามค้นหาเหตุผล เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำตอบนั้นถูกต้องหรือไม่

ถ้านักศึกษาจะหาแก่นสารของจริยศาสตร์ก็ต้องให้ความเห็นใจเหตุผลที่เขาเสนอ และตัดสินค่า ประเมินการให้เหตุผลของนักปรัชญา นักศึกษาจำนวนมากที่ศึกษาจริยศาสตร์เชื่อว่า มีประโยชน์น้อย ที่จะได้รับการสืบเสาะแสงหาความรู้ เพราะเขาเชื่อว่าหลักการมาตรฐานทางสังคมไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงผลผลิตของสังคม ความคิดเห็นทางศีลธรรมของคนในสังคมอื่น แม้ต่างความคิด ต่างวัฒนธรรม ก็คือสิ่งที่ถูกต้องของเขา (มีมาตรฐานของแต่ละสังคม) ความเชื่อแบบนี้เรียก "สัมพัทธนิยม" : Relativism [1] (หลักการศีลธรรมเชื่อมโยงเข้ากับปรากฏการณ์ในสังคมนั้น ๆ ทุอย่างเป็นความสมเหตุสมผล กฎศีลธรรมไม่มีความเป็นสากล)

สัมพัทธนิยม มี 2 ด้าน คือ สัมพัทธนิยมทางสังคมวิทยา (sociological) และ สัมพัทธนิยมทางจริยศาสตร์ (Ethical) จะต้องแยกให้ออก และกำหนดว่าอะไรคืออะไร สัมพัทธนิยมทางสังคมวิทยา เป็นชื่อเรียกความคิด, ข้อเสนอที่ว่า สังคมทั้งหลาย บางครั้งมีหลักการที่สูงสุดแตกต่างกัน และหลักการสูงสุดนี้จะใช้เป็นพื้นฐาน, เกณฑ์ว่าสิ่งใดถูก / ผิด ให้ชัดเจนว่าสังคมมีความแตกต่างทางศีลธรรมที่หลากหลาย เช่น การแต่งงาน การเลี้ยงดูผู้เยาว์ การปฏิบัติต่อผู้หญิง ประเด็นที่สำคัญของสังคมที่มีความแตกต่างทางศีลธรรม คือมีหลักการสูงสุดอยู่ร่วมกันหรือไม่ (ข้อแตกต่างที่เราเห็นอาจไม่ชี้ให้เห็นความต่างในจุดใหญ่ แต่เป็นการตอบสนองหลักการนี้) เช่น สังคมที่ขาดแคลนอาหาร อาจต้องฆ่าคนแก่ หากว่าจำเป็น (ฆ่าเพราะไม่มีทางเลือก, ฆ่าคนที่มีประโยชน์ น้อยที่สุดเพื่อความอยู่รอดของคนหมู่มาก) ส่วนสังคมที่มีปัจจัยยังชีพเพียงพอ อาจมองว่า การฆ่าเป็นสิ่งมิชอบ แต่ถ้าสังคมนี้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสังคมแรก ก็อาจคิดว่าการฆ่าคนแก่เป็นสิ่งจำเป็น เพราะสังคมต้องการให้กลุ่มอยู่รอด ) การฆ่า หรือไม่ฆ่า สะท้อนหลักเกณฑ์สูงสุดร่วมกัน นั่นคือ เพื่อความอยู่รอดของกลุ่ม)

ความเชื่อในสัมพัทธนิยมทางสังคมวิทยา มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความคิดแบบนี้ สนับสนุนความเชื่อแบบสัมพัทธนิยมทางจริยศาสตร์ แต่ทัศนะทั้ง 2 ที่ว่านั้น มีหลักเกณฑ์สูงสุดต่างกัน แต่หลักการที่ต่างกันนั้นก็ถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น จุดยืนของความคิดแบบสัมพัทธนิยมทางจริยศาสตร์ สวนทางกับทัศนะแบบสัมพัทธนิยมทางสังคมวิทยา คือทฤษฎี หรือความเห็นที่บอกว่ามีหลักการสูงสุด ที่ถูกต้องอยู่เพียงหลักการเดียวเท่านั้น (อันอื่นไม่ใช่) ความขัดแย้งกันระหว่างสัมพัทธนิยมทางสังคมวิทยา กับสัมพัทธนิยมทางจริยศาสตร์ มีความสำคัญยิ่งยวด ถ้าสัมพัทธนิยมถูกต้องแล้ว การไปวิจารณ์สังคมอื่น ต้องยุติ เพราะมันคือสิ่งที่ถูกสำหรับสังคมเขา แต่ของเราก็ถูก ดังนั้นอย่าไปวิจารณ์ เพราะมันคือหลักการสูงสุดของแต่ละสังคม แม้ว่าเรามีข้อวิจารณ์ แต่หลักการสูงสูดต้องไม่ไปวิจารณ์ ถ้าพวกสัมพัทธนิยมถูกต้อง ก็ควรยกเว้นการวิจารณ์สังคมอื่น หรือเลิกวิจารณ์คนอื่น แม้ว่าจะสามารถวิจารณ์ ความประพฤติปลีกย่อยของหลักการนั้นได้ก็ตาม

W.T.Stace นักปรัชญาผู้ซึ่งให้เหตุผลโต้แย้ง, สนุบสนุนทั้งสัมพัทธนิยมทางสังคมวิทยา และสัมพัทธนิยมทางจริยศาสตร์ เขาแสดงความคิดว่า สนับสนุนทั้งสัมพัทธนิยมทางสังคมวิทยา แม้จะจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเชื่อสัมพัทธนิยมทางจริยศาสตร์ไปด้วย สำหรับพวกสัมพัทธนิยมจะให้หลักเกณฑ์ทางศีลธรรมสูงสุดขัดแย้งกับความจริง ถือเป็นเรื่องเข้าใจยาก เขาให้เหตุผลว่าสัมพัทธนิยมทางจริยศาสตร์นั้นยอมรับไม่ได้ แม้ยากจะหาว่าอะไรคือหลักเกณฑ์สูงสุดอันเดียว แต่ก็มีเหตุผลมากกว่า

นักปรัชญาพยายามเสนอทฤษฎีต่าง ๆ ที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมสูงสุด (ศีลธรรมของแต่ละคน) มี 3 กลุ่ม คือ
1.) อัตตานิยม / อัตตัตถนิยม : egoism [2]
2.) ประโยชน์นิยม : ulilitarianism [3]
3.) ลิทธิถือระเบียบ : formalism [4]

ข้อเสนอของพวกของพวก egoism ถือว่าการเอาผลประโยชน์ของตนเป็นมาตรฐานความประพฤติที่ถูกต้อง พวกเขาปฏิเสธศีลธรรมของการที่คนต้องเสียผลประโยชน์ของตนเพื่อคนอื่น คนพวกนี้อาจจะทำการเอื้อเฟื้อเป็นการกุศล แต่เขาอธิบายว่าที่ทำไม่ได้เพื่อคนอื่น แต่เพื่อประโยชน์ของตนในภายหน้า, ในระยะยาว นักคิดได้ปกป้องความคิดของตนโดยเชื่อถือว่าทุกคนที่ทำลงไปเกิดจากแรงจูงใจเพื่อประโยชน์ของตนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะให้คนไม่เป็นแก่ประโยชน์ส่วนตน Harry Browne ได้นำเสนอคำกล่าวที่แสดงความคิดเห็นในทัศนะของเขา บุคคลพยายามดิ้นรน หาประโยชน์สูงสุดให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด เพื่อให้บรรลุจุดสูงสุดของตน กับดัก 2 กับที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ 1.) กับดักศีลธรรม 2.) กับดักความไม่เห็นแก่ตัว egoism มีพื้นฐานความไม่ยึดตัวตนอยู่ เช่น ทำเพื่อพระเจ้า เพื่อทังคมที่ดี ซึ่งถือว่าใช้สิ่งนี้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าควร / ไม่ควร ulilitarianism เชื่อว่าคนเราต้องยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัว เพื่อความสุขของส่วนรวม ถ้ากับดัก 2 อันนี้ได้ถูกหลีกเลี่ยง มนุษย์ก็จะอยู่ในเส้นทางแห่งความสมบูรณ์และความสุข

ulilitarianism เป็นทฤษฎีทางศีลธรรมที่ว่าการกระทำที่ถูกต้อง คือการกระทำที่ก่อให้เกิด ความสุขสูงสุด การตัดสินการกระทำนั้นว่าถูก พวก egoism จะพิจารณาถึงผลของการกระทำทั้งหมดที่เขาพิจารณาได้ และเลือกปฏิบัติบางวิถีทาง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ดีที่สุดแก่คนที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าหลายคนจะเห็นด้วยว่าวิธีการนี้เหมาะสม แต่บางครั้งก็ไม่พอใจกับการกระทำบางอย่างที่ถูกต้องบนพื้นฐานนี้ เช่น การกระทำก่อผลประโยชน์แก่คนทั้งหมด ดังนั้นการโกหก ลักขโมยก็จะกลายเป็นสิ่งสูงสุด Jeremy Bentham ได้แสดงความคิดของพวก egoism ถึงการนำทฤษฎีไปใช้ว่าการประเมินผลที่ตามมาของการกระทำเราต้องคำนึงถึงปริมาณความพอใจ ความทุกข์ยาก เจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำ และเลือกกระทำ เพื่อความสุขสูงสุด และทุกข์น้อยที่สุด เราเชื่อว่าสิ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิตคือความพอใจ เรียกว่า "hedonism" : สุขารมณ์นิยม / รตินิยม [5] (แนวความคิดทางจริยศาสตร์ ถือว่าสิ่งมีค่าสูงสุด ในชีวิตคือความพึงพอใจ) นักศึกษาควรจะเข้าใจว่าพวก egoism ไม่ใช่ hedonism เสมอไป แต่อาจมีอย่างอื่นเป็นเหตุผล การพัฒนาสติปัญญา ความงาม ความมั่นคงในหลักการ ไม่เพลี่ยงพล้ำ ให้กับสังคม ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และเป็นข้อควรคำนึงถึงการกระทำ (เป้าหมายเป็นตัวตัดสินความถูกต้อง ของการกระทำ)

ไม่เหมือนพวก egoism และ ulilitarianism ที่บอกว่านักทฤษฎีด้านศีลธรรมบางคนบอกว่า ทัศนะที่ว่าการกระทำดี / ไม่ดี ไม่ได้ดูจากผลการกระทำ (ulilitarianism ดูจากปริมาณของผลที่เกิดกับ ส่วนรวม) เรียกว่า "แบบแผนนิยม : formalism" หลักเกณฑ์สูงสุดที่พวกแบบแผนนิยมยึดถือมีหลากหลาย ที่คนชอบมากที่สุด คือ หลัก "Golden Rule" ซึ่งเป็นหลักในอุดมการณ์ การปฏิบัติต่อคนอื่นดังเช่นที่ท่าน ประสงค์ให้คนอื่นปฏิบัติต่อท่าน (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) Maclver ได้ให้เหตุผลสนับสนุนให้ปราศจาก ความขัดแย้งกับพัฒนาการดังกล่าว เพราะได้วางหลักเกณฑ์ความประพฤติที่เหมาะสมมากกว่าการพวก ulilitarianism ปัญหาที่นักเรียนมองเห็นว่ามันเกิดในทัศนะของ Maclver เราจะพิจารณา, ตัดสิน กฎเกณฑ์นี้บนหลักการอะไร Maclver ได้คำนึงถึงการยอมรับกฎเกณฑ์นี้ หรือใช้กฎอื่นมาตัดสินเหตุนี้

ประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน คือ "การทำแท้ง" ความคิดเห็นในประเด็นนี้เป็นเรื่องศีลธรรม ของการทำแท้ง ว่าถูกหรือผิด มีตั้งแต่ทัศนะแบบเปิดกว่าง และเสรีที่สุดว่า ผู้หญิงควรมีอิสระที่จะยุติ ความไม่พึงปรารถนา คือการตั้งครรภ์ โดยการทำแท้งในช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีทัศนะ แบบจารีตนิยม ที่ถือว่าการทำแท้งใด ๆ ผิดทั้งสิ้น เนื่องจากเพราะการทำแท้งเป็นการฆ่าคนที่ไม่มีความผิด ความจำเป็นในการยอมรับ และการประเมินทัศนะต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำแท้ง ปรากฏว่าเกี่ยวกับประเด็น ทางศีลธรรม, อภิปรัชญาเช่น ตัวอ่อนในครรภ์เป็นมนุษย์หรือไม่ ? ถ้าเป็นมนุษย์ แล้วเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่? ถ้าเราจงใจฆ่าเด็กในครรภ์เพื่อให้คนอื่นอยู่รอด ชอบธรรมหรือไม่? และตัวอ่อนมีสิทธิเกิดเหมือนเด็กอื่น ๆ หรือไม่? มีบทความ 2 บทความที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว พูดปกป้องว่าการทำแท้งเป็นสิ่งที่ชอบธรรม Jarvis Thomson ให้เหตุผลว่าแม้ตัวอ่อนจะเป็นมนุษย์ตั้งแต่ปฏิสนธิ (conception) แต่การทำแท้ง ก็ควรอนุญาตให้ทำได้ในหลายกรณี เขาบอกว่าผู้หญิงควรมีสิทธิในตัวเองตามที่เขาต้องการ ไม่จำเป็นต้อง อนุญาตให้ตัวอ่อนใช้ร่างกายของเธอ แม้ตัวอ่อนต้องการใช้เรือนร่าง แม้แต่จะใช้ท้องของเธอ ต้องขึ้นอยู่กับ ความต้องการของเจ้าของท้อง (เจ้าของมีสิทธิในที่ของตนเอง) Daniel Callahan ให้ทัศนะเป็นกลาง ซึ่งงานเขียนของเขาชื่อ "Abortion : Some Ethical Issues," พูดถงการทำแท้งนั้นทำได้ถ้าแม่ต้องการ ภายในช่วงสัปดาห์ที่ 12 (เดือนที่ 3) ถ้าหากเลยไป ถ้าหากเธอจะทำแท้งก็ควรคำนึงถึงให้มาก ข้อขัดแย้งต่าง ๆ เกี่ยงกับการทำแท้ง ควรยุติถ้าหากว่าเหตุผลที่แสดงนั้นอ่อน เขาได้วิเคราะห์ถกเถียง เรื่องเหตุผล 9 ประการ แต่เป็นเหตุผลที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเพิ่มความสับสนให้กับประเด็นการทำแท้งมากยิ่งขึ้น

ปัญหาที่เกิดแล้วเกิดอีกในประเทศประชาธิปไตย ในเรื่องความสัมพันธ์ของคนระหว่างกฎหมาย, ศีลธรรม ควรมีกฎหมายที่คำนึงว่าประชาชนปฏิบัติในแนวทางที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติ หรือการบัญญัติ กฎหมายควรจำกัดวงในเรื่องที่สำคัญ ๆ บางเรื่องเท่านั้น เช่น การคุ้มครองสิทธิของคนให้พ้นจากภัยพิบัติ คนที่มีกฎหมายไม่ให้เปิดร้านวันอาทิตย์, ถือครองสื่อลามก คนส่วนใหญ่คิดว่าการฆ่าตัวตาย

 

ความสัมพันธ์ทางเพศนอกสมรส เป็นสิ่งผิดศีลธรรม ควรมีกฎหมายห้ามหรือไม่ ?

St.Patrick Devlin ผู้พิพากษาคนสำคัญของอังกฤษ ได้พิจารณาประเด็นนี้ที่จะยกเลิก กฎหมายใดๆ ก็ตามที่ห้ามในเรื่องพวกรักร่วมเพศ เขามีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย จะทำให้ศีลธรรมของสังคมอ่อนลงและนำไปสู่แรงกดดัน นำไปสู่ความไม่เป็นปึกแผ่นของสังคม การขจัดความชั่วร้ายถือเป็นหน้าที่ของกฎหมายอย่างเดียวกันกับการขจัดสิ่งที่ไม่ดี มีคนไม่เห็นด้วย กับทัศนะของเขา ในสังคมที่มีความมั่นคงจำเป็นต้องมีศีลธรรม แต่เขาสงสัยว่าศีลธรรมในแต่ละเรื่อง มีความสำคัญหรือไม่ แน่นอนว่าสังคมนั้นจะไม่แตกสลายถ้าหากกิจกรรมบางอย่างจะปล่อยให้ทำได้ โดยปัจเจกบุคคล ก็จะไม่เป็นการทำให้สังคมล่มสลายแต่อย่างใด เขาคิดว่าแนวคิดของ Devlin เกี่ยวข้องกับปัญหา ซึ่งอาจมีผลให้กฎหมายเข้าไปก้าวก่าย แต่ความคิดทางศีลธรรมของสาธารณชน มันถือว่าก้าวก่ายในความคิดบางอย่างของพวกเขา

***

[1] Relativism : สัมพัทธนิยม ทรรศนะที่ถือว่า ความจริงหรือคุณค่าไม่มีอยู่โดยตัวเอง แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่น เช่น สำนักปรัชญาบางสำนักถือว่า ความดีมิได้มีอยู่เป็นสากลอย่างตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นหรือการยอมรับของสังคมแต่ละแห่ง แต่ละเวลา

[2] egoism : 1.) อัตตานิยม ในทางอภิปรัชญา หมายถึงทรรศนะที่ถือว่ามีอัตตา (ego)
                 2.) อัตตัตถนิยม ในทางจริยศาสตร์ หมายถึง ทรรศนะที่ถือว่าผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่บุคคลพึงแสวงหา ซึ่งต่างกับ ปรัตถนิยม (altruism) ที่ถือว่า ประโยชน์ของผู้อื่นสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตัว

[3] ulilitarianism : ประโยชน์นิยม ทรรศนะทางจริยศาสตร์ที่ถือเอาประโยชน์สุขเป็นเกณฑ์ตัดสินความผิดถูกชั่วดี กล่าวคือ การกระทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขมากที่สุดแก่คนจำนวนมากที่สุด ถือว่าเป็นการกระทำที่ดี

[4] formalism : แบบแผนนิยม / ลิทธิถือระเบียบ

[5] hedonism : สุขารมณ์นิยม / รตินิยม ทรรศนะที่ถือว่า สุขารมณ์ (pleasure) เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด หรือเป็นความดีสูงสุดของชีวิต ทรรศนะนี้สอนให้บุคคลมุ่งแสวงหาความสุขทางผัสสะ หรือความสุขสบาย หรือโลกียสุขในชีวิตประจำวัน

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 22 October, 2006 5:42 PM