ข้อสอบวิชา SHHU 536 จริยศาสตร์และวัฒนธรรมพื้นบ้าน
นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาจริยศาสตร์ศึกษา ปี 1
ภาคเรียนที่ 1 / 2542
ส่งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542
คำสั่ง ตอบทุกข้อ หากกระดาษคำตอบไม่พอให้เพิ่มได้
1. จงอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและศาสนาตามที่ท่านเข้าใจ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ผืนแผ่นดินไทยเป็นมรดกอันล้ำค่าที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาจนถึงคนไทยในปัจจุบัน และสิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกรุ่นทำนุบำรุงไว้นั่นคือ วัฒนธรรม อันเกิดจากเหตุผล สติปัญญา และการกระทำของบรรพบุรุษที่สร้างขึ้นและสืบทอดปฏิบัติต่อ ๆ กันมา
ในการแสวงหาคำตอบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและศาสนานั้น ในเบื้องต้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า วัฒนธรรม เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาคำตอบต่อไป
พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) ได้อธิบายความหมายของ วัฒนธรรม ไว้ว่า วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุง หรือผลิตขึ้นเพื่อความเจริญงอกงามของชีวิตมนุษย์ในส่วนรวมที่ถ่ายทอดกันได้ เรียนกันได้ เอาอย่างกันได้ วัฒนธรรม คือ สิ่งอันเป็นผลผลิตของส่วนรวมที่มนุษย์ได้เรียนรู้มาจากคนรุ่นก่อนสืบต่อเป็นประเพณีกันมา วัฒนธรรม คือ ความรู้สึก ความประพฤติ และกิริยาอาการ หรือการกระทำใด ๆ ของมนุษย์ในส่วนรวมลงรูปเป็นพิมพ์เดียวกัน คือ มรดกแห่งสังคม ซึ่งปัจจุบันปรับปรุงให้เจริญงอกงาม (กรมการศาสนา. หน้า 6.)
ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า วัฒนธรรมเป็นชื่อรวมสำหรับแบบอย่างของพฤติกรรมทั้งหลายที่ได้มาทางสังคมและถ่ายทอดกันไปทางสังคม โดยอาศัยสัญลักษณ์ เช่น การทำเครื่องมือ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ กฎหมาย การปกครอง ศีลธรรมและศาสนา รวมทั้งอุปกรณ์ที่เป็นวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งแสดงรูปแบบแห่งสัมฤทธิผลทางวัฒนธรรม เช่น อาคาร เครื่องมือ เครื่องจักร ศิลปวัตถุ ฯลฯ (ราชบัณฑิตยสถาน. 2524: 101.)
จากนิยามที่ยกมานั้น สามารถประมวลสรุปความได้ว่า วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต แบบแผนแห่งพฤติกรรม ผลงานที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้น รวมทั้งความคิด ความเชื่อ และความรู้
ทุกสังคมจะขาดวัฒนธรรมไม่ได้ และวัฒนธรรมก็จะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากสังคม กล่าวคือ ถ้าสังคมใดขาดวัฒนธรรม สังคมนั้นก็จะมีลักษณะเป็นสังคมของสัตว์มิใช่สังคมมนุษย์ เพราะสิ่งที่บ่งชี้ว่าสังคมมนุษย์ต่างกับสังคมสัตว์ก็คือวัฒนธรรม ในทางตรงกันข้ามวัฒนธรรมจะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากสังคม เพราะมนุษย์ที่อยู่ในสังคมนั้นเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมขึ้นมา ด้วยเหตุนี้มนุษย์กับวัฒนธรรมและสังคมจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาโดยตลอด
สำหรับวัฒนธรรมที่แสดงถึงความรู้สึกนึกคิด และวิถีทางดำเนินชีวิตของคนในสังคมอันเป็นวัฒนธรรมเกี่ยวกับจิตใจ หรือวัฒนธรรมทางความเชื่อ นั่นก็คือ ศาสนา ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้นิยามศาสนาว่า ลัทธิความเชื่อ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้น แสดงหลักธรรมและลัทธิพิธีที่กระทำ, หลักคำสอน
โดยทั่วไปวัฒนธรรมมักอิงอยู่กับศาสนา อีกทั้งศาสนาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวัฒน-ธรรมที่ขาดมิได้ เพราะศาสนาสอนให้มนุษย์ทำความดี แต่อย่างไรก็ดี เมื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมไทยสิ่งหนึ่งที่จะต้องกล่าวควบคู่กันไปนั่นคือ "พระพุทธศาสนา" ทั้งนี้เพราะคำสอนทางพระพุทธศาสนามีส่วนในการสร้างระบบจริยธรรมให้สังคมไทย ดังจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในสังคมไทยล้วนแต่มีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานแทบทั้งสิ้น ดั่งคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่า จริยธรรมของสังคมไทยขึ้นอยู่กับระบบศีลธรรมของพุทธศาสนา ศาสนาพุทธกำหนดหลักในการปฏิบัติในชีวิตประจำไว้อย่างไร นั่นหมายความว่าได้กำหนดหลักจริยธรรมไว้ให้ปฏิบัติอย่างนั้น (พระเมธีธรรมาภรณ์. 2535: 83.)
อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมไทยที่มีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนานั้นได้ถูกถ่ายทอกออกมาในรูปแบบของความเชื่อ พิธีกรรม ศิลปกรรม ศีลธรรม กฎหมาย วรรณกรรม ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ความสามารถและอุปนิสัยของคนในสังคมไทย เป็นต้น เพราะวัฒนธรรมไทยนับเป็นเครื่องหล่อหลอมสมาชิกของสังคมให้เกิดความผูกพันสามัคคี และอบรมขัดเกลาให้คนในสังคมมีทัศนคติ ความเชื่อ และค่านิยมที่สอดคล้องกับบุคคลอื่น ๆ ในสังคมไทย อนึ่ง วัฒนธรรมไทยมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากแต่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปตามยุคสมัย
หากความสุขหมายความเพียงการเป็นอยู่ที่ดีทางกาย มนุษย์เราก็สามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องเชื่อถือหรือปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ใด ๆ แต่ธรรมชาติของมนุษย์นั้นประกอบด้วยกายและใจ อันปรารถนาการมีชีวิตที่พัฒนา และมีความสุขอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น มนุษย์จึงต้องพัฒนาทั้งกายและใจ ใน กรณีนี้พระพุทธศาสนาจึงเข้ามามีบทบาทให้คำชี้นำและให้แนวทางที่ดี ในการพัฒนาจิตและวิญญาณเคียงคู่ไปกับการพัฒนาทางร่างกาย พิจารณาได้จากหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอนให้คนเชื่อในเรื่อง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว, สอนหลักในการดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง, ให้ รู้จักสำรวมกาย วาจา ใจ, ให้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เหตุผล ด้วยสติ ปัญญา รวมความแล้วอาจกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นการสอนให้คน พัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นคนดีของสังคม
พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่คนในวัฒนธรรมไทยสามารถสัมผัสได้ด้วยอุดมการณ์ทางความคิด เหตุผลและความเชื่อ และในท้ายที่สุดพระพุทธศาสนาได้ฝังรากลึกลงในสังคมไทย ให้คนไทยได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อ ๆ กันมา อีกทั้งพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยเกือบทั้งประเทศ จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางจิตใจ ดังนั้น อิทธิพลของพระพุทธศาสนาจึงเข้ามามีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยเป็นอย่างมาก พิจารณาได้จากค่านิยมของไทยบางอย่างที่ปฏิบัติจนเป็นระเบียบแบบแผน อันล้วนแต่มีต้นกำเนิดจากหลักคำสอนทางศาสนา ตัวอย่างเช่น มีความเชื่อในกฎแห่งกรรม คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งทำให้คนไทยเป็นชนชาติที่มีความเด็ดเดี่ยว อดทน เจียมตน รักความเป็นอิสระ แต่ก็ยอมรับสภาพความทุกข์ และมีความหวังกับชีวิตใหม่ว่าจะต้องดีขึ้นถ้าหากกระทำความดี
- มีศรัทธามั่นคงในการทำบุญและให้ทาน เพื่อสะสมบุญบารมีไว้ภายภาคหน้า
- มีจิตใจโอบอ้อมอารี ให้อภัยเพื่อนมนุษย์ ไม่ผูกพยาบาท
- เชื่อฟัง เคารพนับถือบุคคลตามลำดับอาวุโส และยึดมั่นในความกตัญญูต่อผู้มีอุปการะ
- มีความสงบเสงี่ยม นอบน้อม สำรวม เกรงใจผู้อื่น และมีความระมัดระวัง รอบคอบ ฯลฯ
สภาวการณ์ปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังสับสนวุ่นวาย ยังผลให้วัฒนธรรมไทยสั่นคลอนตามไปด้วย โดยเฉพาะ สถาบันทางศาสนา ซึ่งพระพุทธศาสนาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทย แต่ได้กลับกลายเป็นชนวนปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนไทยซึ่งอยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน เหตุเพียงเพราะความเชื่อในเป้าหมายสูงสุดทางศาสนาที่ต่างกัน ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะปิดฉากลงในรูปแบบใด มิใช่สิ่งที่ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ตัดสิน หากแต่เป็นภารกิจของผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป แต่ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวอ้างมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นให้สังคมไทยได้ในระดับพื้นฐาน
ในกระแสคลื่นลูกที่สามที่กำลังถาโถมเข้าสู่สังคมไทยซึ่งกำลังถูกทำให้เป็นชุมชนโลก ความเจริญทางวัตถุ และการพยายามก้าวตามความเจริญรุดหน้าของสังคมตะวันตกทั้งในรูปแบบการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรม ทำให้อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อวัฒนธรรมไทยเริ่มเสื่อมถอยลงคนไทยเริ่มไม่เชื่อถือ และศรัทธาในพระพุทธศาสนาดังเช่นในอดีต เพราะมองว่าเป็นเรื่องไร้ที่งมงาย พิสูจน์ไม่ได้ไม่เหมาะกับยุคสมัยและล้าหลัง อย่างไรก็ตาม แม้ความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกยังดำเนินอยู่เรื่อยไป หรือไม่ว่าสังคมจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดย่อมส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่ในสังคมทั้งสิ้น สิ่งที่คนไทยอย่างข้าพเจ้าทำได้นั่นคือ ความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะของคนไทยให้เต็มกำลังความสามารถ แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ แต่ก็ยังดีกว่าการที่ไม่คิดจะทำอะไร เพราะถ้าคนไทยทุกคนรู้จักการสร้างสำนึกให้กับคนเองแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าประเทศไทยจะไม่มีวันสูญเสียวัฒนธรรมประจำชาติไปอย่างแน่นอน
2. รูปแบบของพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น ท่านคิดว่าเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดจริยธรรมในสังคมหรือไม่ จงอธิบาย พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ
ในทรรศนะของข้าพเจ้าพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิด จริยธรรมในสังคม กล่าวคือ "พิธีกรรม" ( Rituals ) หมายถึง การปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานทางวัฒนธรรมอันเกี่ยวกับสัญลักษณืที่กระทำในโอกาสต่าง ๆ หรือหมายถึงพฤติกรรมทางสังคมอันละเอียดอ่อนที่ถูกกำหนดขึ้นโดยขนบธรรมเนียม กฎหมายหรือระเบียบของสังคม ซึ่งแสดงออกถึงสัญลักษณ์ของคุณค่านิยมหรือความเชื่อ พิธีกรรมเป็นรูปแบบหนึ่งของพิธีการ แต่มิได้มีความหมายตรงกันนัก ข้อแตกต่างที่สำคัญคือพิธีการเป็นการปฏิบัติในสังคมที่มีคนจำนวนมากกว่าหนึ่งคน แต่พิธีกรรมอาจจะปฏิบัติเพียงคนเดียวก็ได้ นอกจากนี้ พิธีการมักจะจัดให้มีขึ้นในเหตุการณ์สำคัญ ๆ ลักษณะสำคัญของพิธีกรรมคือส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา และมักเกี่ยวข้องกับการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการแสดงความหมาย และมีการแสดงให้เห็นความมหัศจรรย์ หรือความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้บุคคลเกิดความเกรงขามหรือเคารพนับถือด้วย (สมิทธ์ สระอุบล. 2534: 62.)
ตามทรรศนะของภิกขุโพธิ์ แสนยานุภาพ กล่าวว่า ประเพณี พิธีกรรมก็เปรียบเสมือนคอกที่ล้อมคนในสังคมให้เข้ามารวมกันไว้เป็นหมู่เป็นพวก เพื่อไม่ให้กระจัดกระจายกันไป ต่างคนต่างทำกิจกรรมกันไปคนละทิศละทาง ไม่อาจจะร่วมกันเป็นปึกแผ่นสามัคคีกันได้ คนประเภทที่ฉลาดน้อยจำเป็นต้องเอาพิธีกรรมเข้าล้อมพวกเขาไว้ก่อน ในวันข้างหน้า ถ้าพวกเขามีสติปัญญาสูงขึ้นก็จะสามารถเข้าใจและค่อย ๆ ข้ารั้ว คอก คือ ประเพณีออกมาได้เอง ข้อนี้นับว่าเป็นวิธีการที่ดี ถ้าเหตุการณ์เป็นไปเช่นกล่าวมานี้ แต่เท่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน คนเราติดพิธีกรรมจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ติดอยู่ในคอกของประเพณีพิธีกรรมจนเข้าไม่ถึงหลักคำสอนที่แท้จริงของศาสนา เช่น คนไทยชาวพุทธบางคน เห็นว่าพระพุทธรูป คือ พระพุทธเจ้า อย่างคำที่นักปราชญ์ผู้หนึ่งกล่าวว่า พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า ในลานบังพระธรรม ผ้าเหลืองบังพระสงฆ์
อีกประการหนึ่ง ท่านภิกขุโพธิ์ แสนยานุภาพ กล่าวว่า ประเพณี พิธีกรรมเปรียบเสมือนเรื่อที่มีไว้ให้คนนั่งพายเข้าหาฝั่ง คือ ศาสนา แต่เมื่อขึ้นฝั่งได้แล้วจงสละเรือเสีย อย่ามัวติดอยู่ในเรือนั้น ถ้ายังติดอยู่ในเรือก็ไม่ได้ขึ้นฝั่งสักที จากข้อคิดนี้แสดงให้เห็นว่า ประเพณี พิธีกรรม กับเรือนั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำคนเราไปสู่จุดหมายข้างหน้า ซึ่งอยู่นอกประเพณี พิธีกรรม และนอกเรือ ถ้าคนเรามัวติดอยู่แต่ในประเพณี พิธีกรรมก็จะไม่ได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่แท้จริงเลย ฉะนั้น ท่านจึงแนะนำให้ทิ้งเรือเสีย จึงจะถึงฝั่ง คือ แก่นแท้ของศาสนา การปฏิบัติตามประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาพุทธนั้น นับว่าเป็นการทำความดีเป็นบุญกุศล แต่ในที่สุดก็ต้องละทิ้งบุญนี้เสีย จึงจะถึงฝั่ง คือพระนิพพาน นั่นคือผู้ที่ได้บรรลุนิพพานเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นผู้ละได้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งบุญและบาป (ปุญญปาปปหินํ) นี่คือจุดหมายสูงสุดของพุทธสาสนา สำหรับผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาเหล่านี้ แม้จะมีโอกาสเข้าร่วมทำพิธีกรรมอยู่ก็ตาม ก็ทำไปตามสังคมเพื่ออนุเคราะห์คนที่ยังติดอยู่ในคอกแห่งประเพณี พิธีกรรมเท่านั้น แต่ตัวท่านทั้งหลายเหล่านั้นข้องอยู่ไม่ ดั่งใจความในพุทธภาษิตที่ว่า สูเจ้าทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องติดอยู่ไม่ (มหาวิทยาลัยรังสิต. 2540.)
หากย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้ว จะพบว่าพิธีกรรมมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของมนุษย์มาเนิ่นนานตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งพิธีกรรมต่าง ๆ ก็ได้มีพัฒนาการไปตามลำดับความเจริญก้าวหน้าของสังคม เป็นที่น่าสังเกตว่าพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏในสังคมนั้นนับเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่มีอยู่ในทุก ๆ ศาสนา เพราะพิธีกรรมเป็นเสมือนเครื่องมือหล่อเลี้ยงศาสนาที่ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดของประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ ของสังคมให้ดำรงอยู่อีกด้วย แต่การที่พิธีกรรมจะดำรงอยู่ได้นั้นย่อมต้องได้รับการเกื้อกูลจากศาสนาเฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ก่อนที่พิธีกรรมใด ๆ จะปรากฏขึ้นนั้นย่อมต้องมีรากฐานมาจากศาสนาที่แต่ละปัจเจกบุคคลเชื่อ และศรัทธาอยู่ รวมทั้งประสบการณ์ทางศาสนา ( Religion Experience ) ที่แต่ละบุคคลได้รับจากศาสนานั้น ๆ ก็ย่อมจะทำให้คนประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อหรือหนทางที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในสิ่งที่คาดหวังไว้ อันจะทำให้เกิดความสบายใจและมีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป
นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว พิธีกรรมและศาสนาเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันใกล้ชิดกัน เพราะมีรากฐานมาจาก "ความเชื่อ" ( Beliefs ) ก็คือการยอมรับสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นจริงทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นจะพิสูจน์ไม่ได้ก็ตาม ด้วยเหตุผลหรือปราศจากเหตุผลมารองรับ [1] พิจารณาได้จากพิธีกรรมทางศาสนาพุทธในสังคมไทยที่มีความเชื่อเป็นพื้นฐานอันสำคัญ ซึ่งล้วนแต่มุ่งเสริมสร้างจริยธรรมให้แก่สังคมทั้งสิ้น (สมิทธ์ สระอุบล. 2534: 54.)
"พิธีกรรมทางศาสนา" หรือที่เรียกว่า "ศาสนพิธี" ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นแบบแผนปฏิบัติสืบ ๆ กันมา หรือเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนา ซึ่งการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนานี้เป็นสิ่งที่ทุกศาสนาจะต้องมี เพราะหากชาวพุทธได้ศึกษาศาสนพิธีของศาสนาพุทธให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ย่อมจะเป็นประโยชน์ในฐานะที่เป็นการธำรงไว้ซึ่งงพระพุทธศาสนา สำหรับศาสนพิธีต่าง ๆ ที่กระทำกันในศาสนาพุทธนั้นเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลและมีจุดมุ่งหมาย มิใช่เกิดจากศรัทธาที่เลื่อนลอยหรือไร้เหตุผล ตัวอย่างศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนา ยกตัวอย่างเช่น การทำบุญตักบาตร, การถวายสังฆทาน, การกราบ, การไหว้, เวียนเทียน, แห่เทียนพรรษา, เป็นต้น จากศาสนพิธีดังกล่าวช่วยเสริมสร้างจริยธรรมในแง่ที่ว่าพิธีกรรมดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบพิธีกรรมน้อมจิตระลึกถึงความสำคัญของพิธีกรรมนั้น ๆ แล้วตั้งจิตเพื่อบูชาพระรัตนตรัย และแน่นอนว่าผู้ที่เข้าร่วมในพิธีกรรมนั้นล้วนแต่มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใจ จิตใจก็จะปลอดโปร่งด้วยความอิ่มเอมในบุญกุศลที่ตนเองได้ทำ และเมื่อศาสนิกชนปฏิบัติศาสนพิธีอย่างต่อเนื่องแล้ว ย่อมมีจิตใจเป็นกุศล และการทำใจให้เป็นสมาธิย่อมทำให้เกิดปัญญาทำให้สามารถควบคุมจิตใจให้สงบ สามารถข่มใจไม่ไหวหวั่นต่อสิ่งที่จะมากระทบกระเทือนใจ อีกทั้งการประกอบศาสนพิธีย่อมทำให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่ชนอย่างแน่แท้
สังคมไทยแม้จะมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนาก็ตาม แต่คนบางส่วนของสังคมก็ยังคงมีความเชื่อในเรื่องที่เร้นลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีมาช้านานในสังคมไทย โดยทั่วไปความเชื่อมักจะมีเรื่องของความผูกพันกันของคนในสังคมแฝงอยู่ และสะท้อนออกมาในรูปแบบของพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งการประกอบพิธีกรรมนั้นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน เพื่อให้สังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่แม้กระนั้นในส่วนของคนแต่ละคนมักมีความเชื่อ และศรัทธาต่อสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป จนนำไปสู่การประกอบพิธีกรรมตามรูปแบบความเชื่อของแต่ละคน
และไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมประเภทใด ๆ ก็ตามล้วนแต่มีสารัตถะอยู่ที่การเสริมสร้างความดีงาม และความบริสุทธิ์แห่งความคิดของผู้ร่วมพิธีกรรมเป็นพื้นฐาน เป็นต้นว่า การกราบไหว้หรือบูชาพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพื่อเสริมสร้างกำลังใจและความเป็นสิริมงคลให้แก่ตน หาใช่เป็นไปเพื่อการวิงวอนร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การประกอบพิธีกรรมนั้นเป็นการแสดงถึงคุณธรรมที่มีอยู่ในทรรศนะของผู้ประกอบพิธีกรรม และสิ่งที่น่าพิจารณานั่นคือการประกอบพิธีกรรมใด ๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจของตน และควรเป็นพิธีกรรมที่มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมด้วย
4. เราจะสามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างแนวจริยธรรมในการพัฒนาสังคมเดิมให้ดีขึ้นได้อย่างไร
แต่เดิมสังคมไทยเป็นสังคมที่เกือบแน่นิ่ง อย่างไรก็ตามยังมีการเปลี่ยนแปลงบ้างแต่ก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หลังจากปี 2530 เป็นต้นมา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามามีอิทธิพล และมีบทบาทต่อวิธีการดำเนินชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะคนในสังคมเมือง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเหมือนการปฏิวัติ เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากภายในระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่าทันกับประเทศผู้ผลิตเทคโนโลยี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้และความสามารถในการเข้าใจของคนไทย
ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนับเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติวัฒนธรรมไทย จากวัฒนธรรมดั้งเดิมให้เข้ากับวัฒนธรรมยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมตะวันตก จากการปฏิวัติวัฒน-ธรรมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้คนจำนวนมากของประเทศโดยเฉพาะคนในสังคมชนบทตามไม่ทันความเจริญทางเทคโนโลยี ยังผลให้สภาพสังคมไทยในปัจจุบันมีความแตกต่าง และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน จนบางครั้งไม่สามารถสรุปได้ว่า วัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้เป็นลักษณะของวัฒนธรรมไทยหรือไม่ เพราะดูเป็นวัฒนธรรมสากลที่ชาวโลกทั่วไปถือปฏิบัติกันเสียมากกว่า
แต่อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธมิได้ว่าในปัจจุบันความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อสังคมไทย ทั้งในทางบวกและทางลบมากมายเพียงใด แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยมิได้เกิดจากการค้นคว้าวิจัยและทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ อีกทั้งวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่นำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยของประเทศเท่านั้น เนื่องจาก ประเทศไทยใช้วิธีซื้อเทคโนโลยีเข้ามาแทนการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในขั้นพื้นฐาน ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา เนื่องจากยังมิได้ใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นแกนสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างมุ่งมั่นและมีทิศทางที่แน่นอน ดังนั้น การที่ประเทศไทยจะพึ่งพาตนเองทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ จำเป็นที่จะต้องสร้างจิตสำนึกของคนในชาติให้มีทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ รู้จักคิดและรู้จักใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้
ดังที่กล่าวอ้างมาแล้วนั้น ข้าพเจ้าคาดหวังว่าท่านผู้อ่านคงพอจะเห็นความสำคัญ และผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสังคมไทย เพราะเท่าที่ประเทศไทยเป็นอยู่ในทุกวันนี้ส่วนหนึ่งนั้นมาจากความเจริญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้น ในยุคสารสนเทศที่นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้แก่การสื่อสารหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งเป็นยุคแห่งข่าวสารที่พัฒนาเคียงคู่ไปกับยุคแห่งเทคโนโลยี จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ข้าพเจ้าคิดว่า น่าที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างแนวจริยธรรมในการพัฒนาสังคมเดิมให้ดีขึ้น
เป็นที่น่าสังเกตว่ากระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นมีความใกล้เคียงกับการเรียนรู้ทางด้านศาสนา ทั้งนี้เพราะวิทยาศาสตร์และศาสนานั้นเป็นกระบวนการทางความคิดที่เป็นระบบ ซึ่งดำเนินไปอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อแสวงหาคำตอบให้กับสิ่งที่ไม่รู้ กล่าวคือ กระบวนการเรียนรู้ทางวิทยา-ศาสตร์และศาสนาต่างเริ่มต้นที่ปัญหาจากตัวมนุษย์ผู้มีความสงสัยในสิ่งที่ตนเองไม่ทราบ ดังนั้นคนจึง ตั้งสมมติฐานถึงสาเหตุหรือที่มาแห่งปัญหานั้น หลังจากนั้นจึงลงมือเก็บรวมรวมข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง และนำข้อมูลที่ได้นั้นมาลำดับความรู้หรือวิเคราะห์เพื่อค้นหาความจริง และในที่สุดคนก็จะได้รับคำตอบในสิ่งที่ตนเองเคยงุนงงสงสัย และเป็นที่แน่นอนว่าเมื่อคนได้รับคำตอบไม่ว่าจะเป็นทั้งคำตอบที่ชัดเจนทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์ และศาสนาแล้ว คนย่อมต้องนำความรู้ที่ได้นั้นมาใช้ประโยชน์ และความรู้เหล่านั้นจะนำมาซึ่งการพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เพราะกระบวนการแสวงหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์และศาสนานั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้จักใช้เหตุผล มีความเชื่อมั่นในตนเองและคิดทุกอย่าง ๆ เป็นขั้นตอนและเป็นระบบมากขึ้น
ความรู้ทั้งปวงที่ได้จากบทสรุปทางจากการทอลองทางด้านวิทยาศาสตร์ และการแสวงหาสัจจธรรมจากศาสนา ทำให้มนุษย์รู้จักใช้เหตุผลแล้วเริ่มมองตนเอง และมองสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบด้านซึ่งจะทำให้มนุษย์เล็งเห็นข้อดี และข้อบกพร่องทางจริยธรรมทั้งของตนเองและของสังคม ในที่สุดแล้วเมื่อมนุษย์มีประสบการณ์ในการคิดด้วยเหตุผลอันจะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาทางจริยธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมรวมถึงการสรรสร้างจริยธรรมใหม่ ๆ ให้แก่สังคมของตนเองอีกด้วย
ในทรรศนะของข้าพเจ้า ปัจจุบันที่วิทยาศาสต์และเทคโนโลยีได้เข้ามามีอิทธิพลต่อคนไทยมากขึ้น ทำให้คนเมินเฉยต่อเรื่องจริยธรรม เพียงเพราะเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องที่ตนเอง รู้ อยู่แล้ว จึงทำให้ความพยายามที่จะ รู้ จางหายไป ประกอบกับระบบสังคมที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้คนมีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคลที่ปรารถนาอิสระเสรี แต่ใช้สติปัญญาน้อย อันนำไปสู่การแสวงหาหนทางที่ง่าย ๆ เช่น การนิยมวัตถุ หรือวัตถุนิยม
อันความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุนั้นพบได้ในเกือบทุกสังคมมนุษย์ แต่อยู่ที่คนจะยินดีรับเอาเฉพาะสิ่งที่เหมาะสม ดีงาม ตามความต้องการของส่วนรวมและปรับปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมของตนอย่างมีศิลปะ ไม่ตกอยู่ภายใต้ลัทธิบริโภคนิยม อีกทั้งยังสามารถรักษาวัฒนธรรมประจำชาติของตนไว้ได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากยอมรับเอาแต่ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาอย่างไม่หยุดยั้ง ย่อมทำให้เกิดความต้องการในสิ่งแปลกใหม่อันนำมาซึ่งความสะดวกสบายแห่งตนทำให้จิตใจหมกมุ่งขุ่นมัว และอาจสูญเสียวัฒนธรรมประจำชาติของตนไปทีละน้อย เพราะคนลู่ไหลและยอมรับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
***
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา, วัฒนธรรม ( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมการศาสนา).
มหาวิทยาลัยรังสิต. เอกสารประกอบการสอน วิชาอารยธรรมไทย. ภาคเรียนที่ 1 : ปีการศึกษา 2540.
เมธีธรรมาภรณ์, พระ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธศาสนากับปรัชญา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, 2535.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2524).
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, สำนัก. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ. คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับพุทธ-ศาสนา เล่ม 1 - 2. กรุงเทพฯ : 2539.
สมิทธ์ สระอุบล. มานุษยวิทยาเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2534.
***