http://www.duangden.com
สมจศ 531 แนวคิดทางจริยศาสตร์ในสังคมไทย
[ SHES 531 History of Ethical Thoughts in Thai Society ]

ครั้งที่ 9 สุภาษิตสอนหญิง
 


***

ครั้งที่ 9 (15-8-43)
สุภาษิตสอนหญิง

สุภาษิตสอนหญิงแต่งโดยสุนทรภู่ สำหรับประวัติท่านสุททรภู่นั้นก็มีอยู่ในหนังสือหลายเล่ม แล้วหายใครอยากจะได้ก็ให้ไปดูที่หอสมุดแห่งชาติ ในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ก็จะมีเรื่องของสุนทรภู่

ท่านสุนทรภู่นี้เกิดในปี พ.ศ.2329 และสันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ถึง พ.ศ.2397 อายุประมาณ 68 ปี - ชีวิตของสุนทรภู่คล้าย ๆ เส'หนั่น คือขึ้นสูงมากเวลาตกก็ตกต่ำ - สุนทรภู่เมื่อเกิดมาก็อยู่ในความอุปถัมภ์ของเจ้านาย ในกรมพระราชวังหลังกับมารดา มารดาของสุนทรภู่นั้นเป็นพระนมของพระบิดาของพระองค์เจ้าหญิงจงกรม (เป็นแม่นมของพระบิดาของพระองค์เจ้าหญิงจงกรม) - พระองค์เจ้าหญิงจงกรมนี้เป็นเจ้านายในวังหลัง

และสันนิษฐานกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง "โคบุตร" ขึ้นมาเมื่ออายุ 20 ปี (โคบุตรจะเป็นลูกของคนแต่พลัดพรากจากพ่อแม่แล้วโคนำไปเลี้ยง ผู้บรรยายก็ไม่ได้อ่านอ่ะนะ) สันนิษฐานว่าแต่งในขณะที่สุนทรภู่ยังอยู่ในอุปถัมภ์ของเจ้านายในกรมพระราชวังหลัง

ต่อมาในปี 2350 ในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ได้ไปถวายตัวกับพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ซึ่งเป็นพระราชโอสรองค์แรกของรัชการที่ 1 หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็แต่งนิราศเมืองแกลง ซึ่งเป็นนิราศที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่ง และในปี พ.ศ.2350 เช่นเดียวกันสุนทรภู่ก็แต่งงานกับคนรักที่ชื่อว่า "จันทร์" (แม่จันทร์) แต่แต่งได้ไม่กี่เดือนก็โกรธกัน นัยว่ามีความเจ้าอารมณ์ด้วยกันทั้งคู่ (สุนทรภู่ก็เจ้าอารมณ์ และแม่จันทร์ก็เจ้าอารมณ์) และเมื่อโกรธกัน จนกระทั่งสุนทรภู่ไปนิราศพระบาท (เป็นนิราศที่มีชื่อเสียงที่สุดของสุนทรภู่) ในนิราศพระบาทได้กล่าวถึงการเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรี แล้วในนั้นได้กล่าวถึงหญิงคนรัก แสดงความอาลัยคิดถึง ซึ่งก็คือแม่จันทร์นั่นเอง

นิราศนั้นเป็นการแต่งเพื่อพรรณาการเดินทาง ไปที่ไหนก็พรรณาไว้ เหมือนเราแต่งความเรียงเวลาเราไปท่องเที่ยว คนโบราณเขาจะมีสุนทรียภาพกว่าเรา เขาจึงแต่งเป็นบทกลอน เพื่อพรรณาถึงสถานที่ที่ได้ไป แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ส่วนใหญ่จะบวกกับความคิดถึงหญิงผู้เป็นที่รักด้วย (ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น) ไม่ได้แต่งเฉย ๆ ว่าไปที่ไหนโดยไม่ได้พูดถึงหญิงที่รัก ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่สุนทรภู่ตั้งไว้หมดคือพรรณาถึงหญิงผู้เป็นที่รัก

หลังจากนั้นก็มีผลงานอีกหลายเรื่อง หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2352 สุนทรภู่ก็ไปอยู่ที่เมืองเพชรบุรี พอดีเปลี่ยนแผ่นดินจากรัชการที่ 1 ไปเป็นรัชการที่ 2 สุนทรภู่จึงอพยพไปอยู่ที่เมืองเพชรบุรีกับแม่จันทร์ (ก็กลับมาจากพระบาทก็ไปง้อแม่จันทร์ เพราะคิดถึง แบบว่าเดินทางไปโดยไม่มีภรรยานั่นเอง กลับมาจึงมาง้อกัน) สาเหตุที่ไปอยู่เพชรบุรีเพราะตอนนั้น (ในสมัยรัชการที่ 2) มีบัตรสนเท่ห์ด่ากันชุกชุม มีบัตรสนเท่ห์ว่าเจ้านาย ว่าขุนนาง ว่าข้าราชการ สุนทรภู่ถูกสงสัยว่าเป็นผู้หนึ่งที่เขียนบัตรสนเท่ห์ เพราะบัตรสนเท่ห์นั้นแต่งเป็นกลอนและไพเราะมาก ก็เลยคิดว่าต้องเป็นครูกลอนที่มีชื่อเสียงเป็นคนแต่ง เพราะฉะนั้นสุนทรภู่จึงต้องสงสัยว่าเป็นผู้ที่ทำบัตรสนเท่ห์ ดังนั้นจึงอพยพไปอยู่เพชรบุรีกับแม่จันทร์ผู้เป็นภรรยา

ในปี พ.ศ.2353 ก็แต่งสุภาษิตสอนหญิง และมีอีกหลายเรื่อง หลังจากนั้น 2362 หลังจากเรื่องดคีอะไรลืมเลือนไปหมดแล้วจึงเดินทางจากเพชรบุรีเข้ากรุงเทพ ฯ แล้วชื่อเสียงก็ขจรขจาย เพราะตอนอยู่เพชรบุรีก็แต่งไว้หลายเรื่อง ดังนั้น รัชการที่ 2 จึงโปรดให้เรียกตัวเข้าวัง ชีวิตก็ขึ้นสูงไปดำรงตำแหน่ง "ขุนสุนทรโวหาร" เป็นตำแหน่งกรมพระอาลักษณ์ ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวนี้มีหน้าที่แต่งกาพย์กลอนถวาย (อย่าลืมว่ารัชการที่ 2 ทรงโปรดการวรรณคดีมาก เพราะฉะนั้นพระองค์จึงโปรดปรานสุนทรภู่มาก)

สุนทรภู่ก็เลิกกับแม่จันทร์ เพราะตอนเข้ากรุงเทพ ฯ แม่จันทร์ไม่ยอมมาด้วย สุนทรภู่จึงได้ภรรยาใหม่ชื่อว่า "นางนิ่ม" อยู่คลองบางกรวย ธนบุรี

เมื่อสุนทรภู่อายุ 35 ปีก็ติดคุก เพราะไปเจอกับแม่จันทร์ก็เลยทำเลาะกัน แล้วก็ทำร้ายร่างกายกัน แม่จันทร์จึงนำความไปฟ้องตำรวจ ตำรวจก็เลยจับเข้าคุกไป ระหว่างที่ติดคุกเมื่อปี 2364 นี้ สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณี แต่ไม่ได้แต่งคนเดียว คิดว่ามีคนอื่นช่วยด้วย (แต่ว่าสุนทรภู่แต่งเอง)

ต่อมาอายุ 36 ปี สุนทรภู่ติดคุกอยู่ 1 ปี ก็พ้นโทษในปี 2365 เพราะรัชการที่ 2 โปรดให้ไปรับตัวมาจากคุก เพราะตอนนั้นพระองค์ทรงกำลังแต่งเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม แล้วทรงแต่งแล้วติด แต่งต่อไม่ได้ก็เลยไปตามสุนทรภู่มาจากคุก สุนทรภู่มาถึงก็สามารถแต่งต่อได้เลย นั่นคือตอนกำเนิดพลายงาม (รัชการที่ 2 ท่านแต่งไว้ตอนต้น ๆ แล้วแต่งต่อไม่ได้) กรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่ามีร่องรอยที่สุนทรภู่แต่งเอาไว้ คือจะไม่เหมือนตอนต้นเสียทีเดียว รัชการที่ 2 ทรงโปรดปรานมาก เพราะพระองค์ทรงแต่งติดอยู่นานมากและแต่งต่อไม่ได้ สุนทรภู่ไปถึงแล้วแต่งได้เลย ด้วยเหตุนี้รัชการที่ 2 ทรงโปรดสุนทรภู่มาก สุนทรภู่ก็เลยพ้นโทษ (ปี 2365) หลังจากนั้นชีวิตของสุนทรภู่ก็รุ่งเรือง ได้ถวายการสอนหนังสือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์

ผลงานต่อ ๆ มาก็เมื่อประมาณปี 2370 แต่ง "สวัสดิรักษา" (สอนเรื่องหลักการปฏิบัติตัว ว่าจะทำอย่างไรให้มีความสะอาด แต่งเนื้อแต่งตัว บ้านช่องดูแลให้ดี)

ต่อมารัชการที่ 2 สวรรคต รัชการที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์ รัชการที่ 3 นั้นไม่โปรดสุนทรภู่เลย เหตุเพราะว่าความขัดแย้งในเรื่องการแต่งบทกวีในครั้งสมัยรัชการที่ 2 สุนทรภู่แต่งได้ฉับไวและไพเราะ ทำให้รัชการที่ 3 ไม่พอพระทัย เพราะฉะนั้นเมื่อรัชการที่ 3 ขึ้นครองราชย์ในปี 2367 สุนทรภู่ก็พ้อนจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร แล้วออกจาการาชการ สาเหตุเพราะคดีเรื่องเสพสุราเมาอาละวาด แต่ก็ไม่ทราบว่าอาจจะมีประเด็นที่ว่าไม่เป็นที่โปรดปรานของรัชการที่ 3 ด้วยหรือไม่ ต่อมาชีวิตก็ลำบาก ตกต่ำมาก เงินทองก็ไม่มี

ในปี 2368 จึงเดินทางไปบวชที่วัดเรียบ (วัดราชบูรณะ) และไปจำพรรษาในที่ต่าง ๆ หลายแห่งเช่น เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี - แล้วในปี 2371 จึงกลับมาอยู่ที่วัดเรียบเหมือนเดิม และคิดจะสึก - ปี 2372 ก็ได้รับการตามตัวให้ไปถวายอักษรเจ้านายในวัง ชีวิตของสุนทรภู่ขึ้น ๆ ลง ๆ ดังนั้นสุนทรภู่จึงสึกเพื่อมาถวายความรู้, ถวายพระอักษรเจ้านายในวัง

หลังจากนั้นก็แต่ง "นิราศภูเขาทอง" (สันนิษฐานว่าแต่งในปี พ.ศ. 2373) โดยท่านเดินทางไปภูเขาทอง ที่อยุธยา และแต่งนิราศภูเขาทอง นอกจากนี้แล้วยังมีผลงานการประพันธ์อีกหลายเรื่อง ที่มีชื่อเสียงคือ "เพลงยาวถวายโอวาท" (แต่งหลังปี 2373) - แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่แต่งในปี พ.ศ.2376 ก็คือ "นิราศพระแท่นดงรัง" ซึ่งหลายท่านบอกว่าไม่ใช่ผลงานของสุนทรภู่ แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเชื่อว่าเป็นผลงานของสุนทรภู่ (หากจะพูดถึงนิราศแล้วผลงานของสุนทรภู่ไม่มีใครสู้ได้ จนกระทั่งปัจจุบันนี้)

หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2384 สุนทรภู่ได้แต่ง "นิราศสุพรรณ" และต่อมาเจ้านายที่อุปถัมภ์ (พระองค์เจ้าวัฒนานุกูล ผู้ที่ให้ตามสุนทรภูเข้าไปสอนเจ้านายในวัง) ก็สิ้นพระชนม์ สุนทรภู่จึงอกอกจากวังอีกครั้งหนึ่ง แล้วได้ไปแต่งกลอน, แต่งเพลงยาวหาเลี้ยงชีพ เพราะในสมัยก่อนนั้น เวลาผู้ชายจีบผู้หญิงนั้นเขาจะไปหากวีที่มีชื่อเสียงให้ช่วยแต่งบทกวีหรือแต่งเป็นเพลงยาว แล้วก็ส่งไปให้ผู้หญิง (ซึ่งสุนทรภู่นั้นก็รับจ้างเขียนเพลงยาวด้วยอ่ะ)

หลังจากตกยาก ในปี พ.ศ.2383 สุนทรภู่ไม่มีอะไรจะกินจึงกลับไปบวช แล้วย้ายมาจำพรรษาที่วัดเทพธิดาราม หลังจากบวชอยู่ก็ได้เดินทางไปสุพรรณบุรี และแต่งนิราศพระประทม (ทั้งชีวิตสุนทรภู่บวชถึง 2 ครั้ง) สุนทรภู่มีลูกชาย 1 คน ตอนหลังเมื่อท่านพบลูกชายจึงเดินทางไปไหน ๆ ด้วยกัน ลูกชายก็คอยดูแล ชีวิตของท่านเหมือนห้องจัดไม่เสร็จ มีภรรยาก็เลิกกันไป และก็ไม่ได้กล่าวถึงว่าได้อยู่กับนางนิ่มหรือเปล่า หรือว่าเลิกกับนางนิ่มอีก

ชีวิตก็เป็นอย่างนี้จนกระทั่งกลับไปพึ่งพาเจ้านายอีกครั้งหนึ่ง เจ้านายพระองค์นั้นคือกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ซึ่งเจ้านายก็ทรงรับอุปการะ (และเจ้านายองค์นั้นต่อมาก็คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็นช่วงที่สุนทรภู่จวนจะสิ้นแล้ว สุนทรภู่จึงได้สึกมาแล้วกลับไปอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ มีหน้าที่ถวายพระอักษรให้แก่เจ้านาย พระราชโอรส พระราชธิดาของพระองค์ นั่นคือปี 2394

หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ได้แต่งอะไรอีกแยะเลย มีผลงานเขียนมากมาย ได้รับอุปการะจากพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในที่สุด พ.ศ.2398 สุนทรภู่ได้ถึงแก่กรรม

 

มีผู้แบ่งประเภทงานเขียนของสุนทรภู่เอาไว้ ดังนี้

1. งานเขียนประเภทจินตนาการ : พระอภัยมณี โคบุตร ลักษณวงศ์ สิงหไกรภพ อภัยนุราช (เป็นเรื่องของกษัตริย์แก่ที่ชอบนางจันทร์ผมหอม)

2. งานเขียนจินตนาการภายในกรอบ : ก็คือนิราศนั่นเอง ใช้จินตนาการเหมือนกันแต่อยู่ในกรอบ และกรอบอันนั้นก็แต่งเป็นนิราศส่วนใหญ่ เพราะเป็นกรอบของคำประพันธ์ว่าต้องแต่งอย่างใด เป็นลักษณะของนิราศก็คือพรรณาถึงการเดินทาง และมีพาดพิงถึงคนรัก ซึ่งเหล่านี้เป็นกรอบของงานเขียนประเภทนี้ (ส่วนประเภทแรกนั้นไม่จำเป็น) อันนี้คือนิราศทั้งหลาย และท่านสุนทรภู่เป็นผู้ที่แต่งมากที่สุด ได้แก่ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศเพชรบุรี นิราศพระแท่นดงรัง นิราศสุพรรณบุรี นิราศพระประทม นิราศวัดเจ้าฟ้า เรียกได้ว่าสร้างคุโรปการให้วงการประพันธ์ไทยได้มากทีเดียว นอกจากนี้ยังรวมบทเสภาเข้าไปด้วยคือ เสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม

3. งานเขียนประเภทที่เป็นสั่งสอนหรือแสดงความในใจ : แสดงความคิดเห็นของสุนทรภู่ในเรื่องต่าง ๆ เป็นเชิงสั่งสอน ได้แก่ สุภาษิตสอนหญิง สวัสดิรักษา เพลงยาวถวายโอวาท

4. งานเขียนประเภทสวยงาม : เน้นความสวยงาม ความไพเราะเพราะพริ้งของสำนวนกลอน คือสำเนียงกลอนของสุนทรภู่เพราะมาก เพราะฉะนั้นใคร ๆ ก็ต้องการให้สุนทรภู่มาช่วยเกลาสำนวน ได้แก่ นิราศอิเหนา (เป็นพระราชนิพนธ์ของรัชการที่ 2 เป็นส่วนใหญ่ แต่ยังมีกวีท่านอื่น รวมทั้งสุนทรภู่ด้วย คาดกันว่าสุนทรภู่อาจจะไม่ได้จับโดยตรง แต่สุนทรภู่คงจะได้อ่านและช่วยเกลาสำนวน, ปรับสำนวนให้ไพเราะเพราะพริ้งขึ้น) บทเห่เรื่องโคบุตร บทเห่เรื่องกากี

สุนทรภู่ได้รับการยกย่องมากว่าเป็นกวีที่วิเศษสุดคนหนึ่ง (ย่างเรื่องขุนช้างขุนแผน เพราะวรรณคดีเท่าที่อ่านมาจะเป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ เสียส่วนใหญ่ หรืออาจจะเป็นเรื่องของกษัตริย์ แต่เรื่องขุนช้างขุนแผนนี้เป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดา มนุษย์ที่มีจิตใจ character ของตัวละครเป็น character ตรง ไม่ใช่ character แบบบ้านทรายทองที่ตัวเลวก็เลวสุด ๆ หรือตัวดีก็ดี ๆ จนวิเศษ แต่ขุนช้างขุนแผนนั้นมีทั้งดีและเลวในตัว เหมือนมนุษย์ปกติที่มีทั้งดีและชั่ว อย่างนางพิมก็มีความดีในตัว เป็นต้นว่าความเป็นแม่ที่ดี รักลูก มีความเป็นภรรยาที่ดี แต่ในความชั่วของเขานั้น เขาก็ไม่ได้ชั่วมาก แต่ชั่วเพราะสถานการณ์พาไป นางพิมเป็นเหยื่อของสถานการณ์มากกว่า) เพราะฉะนั้นกวีของไทยถ้าหากให้หยิบกวีมาสัก 5 คน จะต้องมีสุนทรภู่เป็น 1 ใน 5 หรืออาจะเป็น the best เลยก็เป็นได้ และท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีโลกด้วย ที่องค์การยูเนสโก้จัดอันดับให้

บทกวีของสุนทรภู่มีลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนธรรมดาอ่านได้เข้าใจ อย่างในขุนช้างขุนแผนจะเป็นภาษาที่ชาวบ้านด่าว่ากันอ่านแล้วถึงใจ เพราะฉะนั้นความถึงใจจึงทำให้คนชื่อชอบ ไม่ว่าจะเป็นคนในระดับบน, ล่างหรือระดับไหนก็ตาม เป็นกวีที่มีสำนวนปากตลาด เช่นตอนที่นางทองประศรี และนางศรีประจันด่ากัน

***

สุภาษิตสอนหญิง

ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร
ต่างประทีปโกสุมปทุมเทียน จำนงเนียรนบบาทพระศาสดา
อันเป็นมิ่งโมลีสี่ทวีป ดังประทีปส่องทั่วทุกทิศา
ก็ล่วงลับดับไกลนัยนา สู่มหาห้องนิพพานสำราญรมย์
ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง ขอประคองคุณใส่ไว้เหนือผม
ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม โดยอารมณ์ดำริรักชักภิปราย ฯ

- บอกชื่อไว้เลยว่าฉันชื่อ "ภู่" ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครเป็นผู้แต่ง

ขอเจริญเรื่องตำรับฉบับสอน

ชาวประชาราษฎรสิ้นทั้งหลาย

อันความชั่วอย่าให้มัวมีระคาย

จะสืบสายสุริยวงศ์เป็นมงคล

ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์

บำรุงรักกายไว้ให้เป็นผล

สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล

จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา

เป็นสาวแส้แร่รวยสวยสะอาด

ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า

แม้แตกร้าวรานร่อยถอยราคา

จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง
อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่วงหาง
ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง ให้ต้องอย่างกิริยาเป็นนารี ฯ
จะนุ่งห่มดูพอสมศักดิ์สงวน ให้สมควรรับพักตร์ตามศักดิ์ศรี
จะผัดหน้าทาแป้งแต่อินทรีย์ ดูฉวีผิวเนื้ออย่าเหลือเกิน
จะเก็บไรไว้ผมให้สมพักตร์ บำรุงศักดิ์ตามศรีมิให้เขิน
เป็นสุภาพราบเรียบแลเจริญ คงมีผู้สรรเสริญอนงค์ทรง
ใครเห็นน้องต้องนิยมชมไม่ขาด ว่าฉลาดแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์
ถึงรูปงามทรามสงวนนวลอนงค์ ไม่รู้จักแต่งทรงก็เสียงาม ฯ

ประการหนึ่งซึ่งจะเดินดำเนินนาด

ค่อยเยื้องยาตรยกย่างไปกลางสนาม

อย่าไกวแขนสุดแขนเข้าห้ามปราม

เสงี่ยมงามสงวนไว้แต่ในที

อย่าเดินกรายย้ายอกยกผ้าห่ม

อย่าเสยผมกลางทางหว่างวิถี

อย่าพูดเพ้อเจ้อไปไม่สู้ดี

เหย้าเรือนมีกลับมาจึ่งหารือ
ให้กำหนดจดจำแต่คำชอบ ผิดระบอบแบบกระบวนอย่าควรถือ
อย่านุ่งผ้าพกใหญ่ใต้สะดือ เขาจะลือว่าเล่นไม่เห็นควร

อย่าลืมตัวมัวเดินให้เพลินจิต

ระวังปิดปกป้องของสงวน

เป็นนารีที่อายหลายกระบวน

จะสงวนศักดิ์สง่าอย่าให้อาย

อนึ่งเนตรอย่าสังเกตให้เกินนัก

จงรู้จักอาการประมาณหมาย

แม้ประสบพบเหล่าเจ้าชู้ชาย

อย่าชม้ายพีทำชม้อยตะบอยแล

อันนัยน์ตาพาตรีให้มัวหมอง

เหมือนทำนองแนะออกบอกกระแส

จริงมิจริงเขาเอาไปเล่าแช

คนรังแกมันก็ว่านัยน์ตาคม ฯ

หลักจริยธรรมเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในสุภาษิตสอนหญิง

1. พฤติกรรมที่ควรประพฤติ

1.1 สตรีควรรักนวลสงวนตัว

ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์ บำรุงรักกายไว้ให้เป็นผล
สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา
เป็นสาวแส้แร่รวยสวยสะอาด ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า
แม้แตกร้าวรานร่อยถอยราคา จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง

กล่าวถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของหญิงว่าจะต้องรักนวลสงวนตัว เตือนให้ผู้หญิงมีจิตสำนึกรู้จักยับยั้งชั่งใจ เมื่อถึงเวลาอันควรก็โอเค แต่เมื่อถึงเวลาวัยอันยังไม่ควรก็อย่าปล่อยตัวปล่อยใจ เพราะถ้าประพฤติไม่ดีก็เหมือนมณีอันมีค่าเสียไป หรทอเหมือนมณีอันแตกร้าว พ่อแม่พี่น้องจะถูกติฉินนินทาได้ นอกจากนี้แล้วยังอาจเกิดปัญหาตามมาอีก เช่น ปัญหาทำแท้ง นี่คือผลพวงสิ่งที่มาในเวลาที่ไม่เหมาะสม

- ถามว่าทำไมถึงทำแท้ง เพราะกลัวอาย พ่อแม่ที่สนับสนุให้ลูกสาวทำแท้งก็เป็นพ่อแม่ที่รักตัวเอง เพราะกลัวชื่อเสียงตัวเองจะเสีย - ถามว่าความรักนวลสงวนตัวขอบข่ายแค่ไหน ในสมัยก้อการจับมือถือแขนนั้นทำไม่ได้

1.2 การเลือกคู่ครองและปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี

เขารักจริงให้สู่ขอกับพ่อแม่ อย่าวิ่งแร่หลงงามไปตามง่าย
เขาไม่เลี้ยงไล่ขับจะอับอาย ต้องเป็นม่ายอยู่กับบ้านประจานตน
จะขึ้งโกรธโทษผู้ใหญ่ว่าไม่รัก เพราะเราคิดผิดนักไม่เหมาะเหมง
ชั้นพ่อแม่ของตัวไม่กลัวเกรง ใจตัวเองพาหลงไปลงตม
ท่านเลี้ยงมาว่าจะให้เป็นหอห้อง หมายจะกองทุนสินกินขนม
ครั้นลูกตัวชั่วถ่อยน้อยอารมณ์ จึงตรอมตรมโกรธบุตรนี้สุดใจ

ถ้ารักจริงให้มาขอ อย่าหนีตามกันไป เพราะถ้าเขาไล่มาตัวเองก็จะแย่ - (จะขึ้งโกรธโทษผู้ใหญ่ว่าไม่รัก เพราะเราคิดผิดนักไม่เหมาะเหมง) ให้คำนึงถึงใจพ่อแม่บ้าง พ่อแม่จะโกรธ และตัวเองไม่กลัวพ่อแม่นั้นไม่ดี - (ท่านเลี้ยงมาว่าจะให้เป็นหอห้อง หมายจะกองทุนสินกินขนม ครั้นลูกตัวชั่วถ่อยน้อยอารมณ์ จึงตรอมตรมโกรธบุตรนี้สุดใจ) ท่านเลี้ยงมาเพื่อจะให้หวังจะได้ดี หวังจะได้ขนมสินสอดอย่างฝอยทอง ทองหยิบ หมายจะได้เงินสินสอดด้วยอ่ะ

1.3 การประหยัดและเก็บออม

มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน
ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน

(มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์) ให้รู้จักประหยัด ของที่ไม่จำเป็นก็อย่าซื้อ แต่อะไรที่จำเป็นจะต้องซื้อก็อย่าให้ขาด เช่น ยาสีฟัน แปรงสีฟัน - (จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน) กินให้น้อย อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย - (ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน) จะซื้อหรือจะกินอะไรให้เป็นมื้อ อย่าไปกินพร่ำเพรื่อไม่อย่างนั้นจะเปลือง เพราะฉะนั้น การประหยัดมัธยัสถ์เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ซื้อมานั้นอย่าให้เปลืองจนเกินไป

1.4 การดำเนินชีวิตอย่างสมถะ และเรียบง่าย

เห็นผู้ดีมีทรัพย์ประดับแต่ง อย่าทำแข่งวาสนากระยาหงัน
ของตัวน้อยก็จะถอยไปทุกวัน เหมือนตัดบั่นต้นทุนสูญกำไร
จงนุ่งเจียมห่มเจียมเสงี่ยมหงิม อย่ากระหยิ่มยศถาอัชฌาสัย
อย่านุ่งลากกรายกรุยทำฉุยไป ตัวมิใช่ชาววังไม่บังควร ฯ

อย่าไปแข่งบุญวาสนากับคนอื่นเรื่องแต่งตัว - (จงนุ่งเจียมห่มเจียมเสงี่ยมหงิม) แต่งตัวให้พอเหมาะพอควร - (อย่ากระหยิ่มยศถาอัชฌาสัย) ยศฐาบรรดาศักดิ์ตัวเราแค่ไหนก็พอประมาณ - (อย่านุ่งลากกรายกรุยทำฉุยไป ตัวมิใช่ชาววังไม่บังควร ฯ) คืออย่าเว่อร์ อย่าแต่งหรืออย่าทำตัวเทียมชาววัง ในสมัยก่อนคนธรรมดานุ่งผ้าพื้น แต่ผ้าลายนั้นสำหรับชาววังนุ่ง เพราะฉะนั้นอย่าทำตัวเป็นชาววังโดยนุ่งผ้าลาย - การดำเนินชีวิตอย่างสมถะและเรียบง่าย ให้คำนึงและพอใจกับสิ่งที่ตนเองมี, ยอมรับสภาพ อย่าเป็นคนใฝ่สูงเกินไป

1.5 การแต่งการที่เหมาะสมกับฐานะ

จะนุ่งห่มดูพอสมศักดิ์สงวน ให้สมควรรับพักตร์ตามศักดิ์ศรี
จะผัดหน้าทาแป้งแต่อินทรีย์ ดูฉวีผิวเนื้ออย่าเหลือเกิน
จะเก็บไรไว้ผมให้สมพักตร์ บำรุงศักดิ์ตามศรีมิให้เขิน
เป็นสุภาพราบเรียบแลเจริญ คงมีผู้สรรเสริญอนงค์ทรง
ใครเห็นน้องต้องนิยมชมไม่ขาด ว่าฉลาดแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์
ถึงรูปงามทรามสงวนนวลอนงค์ ไม่รู้จักแต่งทรงก็เสียงาม ฯ

การแต่งการเหมาะสมฐานะ สถานที่ และโอกาส จะแต่งหน้าทาแป้งก็อย่าให้มากเกินไป - (ใครเห็นน้องต้องนิยมชมไม่ขาด ว่าฉลาดแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์) แต่งกายให้เหมาะกับตัวเองจะได้มีคนสรรเสริญ - (ถึงรูปงามทรามสงวนนวลอนงค์ ไม่รู้จักแต่งทรงก็เสียงาม ฯ) ถ้าหน้าตาดีแต่ถ้าไม่รู้จักแต่งตัวให้ดีก็หมดความงาม แต่งตัว ใส่เสื้อผ้าให้ดี

1.6 ความรับผิดชอบหน้าที่การงานในฐานะที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน

อย่าเกียจคร้านการสตรีจงนิยม จะอุดมสินทรัพย์ไม่อับจน
ถ้าแม้นทำสิ่งใดให้ตลอด อย่าทิ้งทอดเที่ยวไปไม่เป็นผล
ระวังดูเหย้าแลข้าวของ จะบกพร่องอะไรที่ไหนนั่น
เห็นไม่มีแล้วอย่าอ้างว่าช่างมัน จงผ่อนผันเก็บเล็มให้เต็มลง

ข้อนี้เป็นพฤติกรรมทางจริยธรรมทั้งของสตรีที่แต่งงานแล้วและยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ว่าเธอจะแต่งงานแล้วหรือยังก็ตาม เธอก็จะต้องดูแลเหย้าเรือนให้ดี อย่าเกียจคร้านการงาน รู้จักรับผิดชอบภายในบ้านให้เรียบร้อย เป็นภรรยาเขาก็ต้องไม่เกียจคร้าน ต้องคอยสอดส่องดูแลทุกสิ่ง

อยู่สถานบ้านช่องนั้นต้องคิด ให้รู้กิจการหญิงทุกสิ่งสา
เผื่อมีผัวพลเรือนเหมือนกันนา จะได้หาเลี้ยงกันจนวันตาย

"ผัวพลเรือน" คือคนธรรมดา, ไม่ใช่เจ้านายหรือไม่ใช่ขุนนาง ก็ดูแลหมั่นตรวจตรา อะไรควรประหยัดก็ประหยัดไป

1.7 การมีความขยันหมั่นเพียร

แม้นสมรจะไปนอนที่เรือนไหน อย่าหลับไหลลืมกายจนสายสาง
ใครเห็นเข้าเขาจะเล่านินทานาง ความกระจ่างออกกระจายเพราะกายตัว

อย่านอนตื่นสาย เพราะถ้าใครเห็นเข้าเขาจะเอาไปนินทา (ความกระจ่างออกกระจายเพราะกายตัว) สิ่งที่เขานินทาก็คือสิ่งที่ออกจากตัวเองนั่นแหละ เหมือนสุภาษิตที่ว่า "อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่ารอคอยวาสนา"

1.8 ให้มีความกตัญญูกตเวที เลี้ยงดูพ่อแม่

เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดระทดใจ
ด้วยชนกชนนีนั้นมีคุณ ได้การุณเลี้ยงรักษามาจนใหญ่
อุ้มอุทรป้อนข้าวเป็นเท่าไร หมายจะได้พึ่งพาธิดาดวง
ถ้าเราดีมีจิตคิดอุปถัมภ์ กุศลล้ำเลิศเท่าภูเขาหลวง
จะปรากฏยศยิ่งสิ่งทั้งปวง กว่าจะล่วงลุถึงซึ่งพิมาน
เทพไทในห้องสิบหกชั้น จะชวนกันสรรเสริญเจริญสาร
ว่าสตรีนี้เป็นยอดยุพาพาล ได้เลี้ยงท่านชนกชนนี ฯ
เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อแก่ชรา เมื่อพ่อแม่อายุมากแล้ว
กล่าวถึงความกตัญญูกตเวทีเพราะพ่อแม่เลี้ยงดูเรามา
ที่บางนางนั้นก็ทำทุจริต มิได้คิดคุณท่านเท่าเกศี
เห็นพ่อแม่ยากไร้ไม่ไยดี ดูเป็นที่อายเพื่อนเบือนอารมณ์
เขาถามไถ่ว่ามิใช่เป็นพ่อแม่ ท่านพูดแก้เกลื่อนกลับจะทับถม
ให้ตามหลังบังคับด้วยคำคม ไม่ชื่นชมยกชูขึ้นบูชา
คนผู้นั้นครั้นตายวายชีวาตม์ คงไม่คลาดแคล้วนรกตกถลา
ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันพระจันทรา ทรมาหมกไหม้ในไฟฟอน
ถ้าอยู่ไปในโลกมนุษย์เล่า เทพเจ้าท่านก็แช่งแสร้งสังหรณ์
ให้ยากยับอัปราอนาทร ยิ่งกว่าทำมารดรให้ร้อนใจ
แม้จะมีเงินทองของทั้งหลาย คงฉิบหายมั่งคงอย่าสงสัย
จะเกิดโจรราวีอัคคีภัย เพราะว่าใจหยาบช้าคิดทารุณ
หญิงเช่นนี้ชายอย่าได้ไปร่วมรัก จะเสื่อมศักดิ์เสียเช่นเป็นสถุล
แต่พ่อแม่เจียวยังใจไม่การุณ เนรคุณมิได้คิดอนิจจัง
ซึ่งสตรีที่ท่านดีอย่าดูเยี่ยง จงหลีกเลี่ยงเสียให้พ้นคนขี้ถัง
แม้นร่วมรอยก็จะพลอยระยำมัง ดุจดังเอาทองแดงเข้าแฝงกุม ฯ

อันนี้เป็นการแช่งว่าถ้าใครไม่เคารพพ่อแม่ก็จะมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา

1.9 มีกิริยามารยาทที่ด ี แสดงออกต่อผู้ใหญ่ด้วยความเคารพ

เมื่อจะจรนอนเดินดำเนินนั่ง จงระวังในจิตขนิษฐา
อย่าเหม่เมินเดินให้ดีมีอาฌา แม้นพลั้งพลาดบาทจะอายคน
เห็นผู้ใหญ่หรือใครเขานั่งแน่น อย่าไกวแขนปัดเช่นไม่เห็นหน
ค่อนวอนว่าข้าขอจรดล นั่นแลคนจึงจะมีปราณีนาง

ให้เคารพในกิริยาที่ดี เห็นผู้ใหญ่ก็แสดงออกด้วยความเคารพ ผู้ใหญ่นั่งอยู่ก็ยอบตัว โค้ง น้อมตัวทำความเคารพ อย่าเที่ยวแกว่งแขนขาขาดความเคารพ การแสดงความเคารพก็มีอยู่หลายวิธี เช่น เห็นผู้ใหญ่เดินมาก็หลีกทางให้ หรือยอบตัว

1.10 ให้รู้จักสำรวมมีมารยาท

ถ้าจะนั่งก็นั่งระวังผ้า ไม่อาฌาเขาจะพากันยิ้มหัว

ยามสำรวลก็อย่าสรวลให้เมามัว แม้นจะหัวหัวร่อพอสบาย
เมื่อยามยิ้มยิ้มไว้แต่ในพักตร์ อย่ายิ้มนักเสียสง่าพาสลาย
อย่าเท้าแขนเท้าคางให้ห่างกาย อย่ากรีดกรายกรอมเพลาะเที่ยว

ให้รู้จักสำรวมมีมารยาท จะลุกจะนั่งให้ระวังผ้า - (เมื่อยามยิ้มยิ้มไว้แต่ในพักตร์ อย่ายิ้มนักเสียสง่าพาสลาย) จะยิ้มแย้มก็ให้พองามอย่าหัวเราะมากไป - (อย่าเท้าแขนเท้าคางให้ห่างกาย อย่ากรีดกรายกรอมเพลาะเที่ยว) อย่าเดินกรีดกราย

1.11 มีปิยะวาจา คือมีวาจาไพเราะ อ่อนหวาน คนฟังแล้วชอบใจ

จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู
ไม่ควรพูดอื้ออึงขึ้นมึงกู คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ
แม้จะเรียนวิชาทางค้าขาย อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย
จึงซื้อง่ายขายดีมีกำไร ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา
เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ

(จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู ไม่ควรพูดอื้ออึงขึ้นมึงกู คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ)

พูดจาให้ดี ๆ อย่าไปตะคอก หรือขึ้นมึงกู - (แม้จะเรียนวิชาทางค้าขาย อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย จึงซื้อง่ายขายดีมีกำไร ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา) จะมีอาชีพค้าขายก็ต้องพูดจาให้ไพเราะ เพราะถ้าพูดไม่เพราะก็จะค้าขายไม่ดี ไม่มีใครมาซื้อของ - (เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา) การเป็นมนุษย์นั้นจะดีจะชั่วอยู่ที่ปากเหมือนกัน พูดจาให้ไพเราะ - (แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ) ถ้าพูดจาดีก็จะมีนรักและเมตตา ฉะนั้นผู้ที่มีมารยาทนั้นรวมไปถึงการพูดจา

1.12 การหมั่นศึกษาเล่าเรียน, หมั่นศึกษาหาความรู้

รู้วิชาก็ให้รู้เป็นครูเขา จึงจะเบาแรงตนเร่งขวนขวาย
มีข้าไทใช้สอยค่อยสบาย ตัวเป็นนายโง่เง่าบ่าวไม่เกรง
การวิชาหาประดับสำหรับร่าง อย่าเอาอย่างหญิงโกงที่โฉงเฉง
การมิดีที่ชั่วจงกลัวเกรง อย่าครื้นเครงขับร้องคะนองใจ

(รู้วิชาก็ให้รู้เป็นครูเขา) รู้อะไรก็ให้รู้จริง - (จึงจะเบาแรงตนเร่งขวนขวาย) ถ้ามีความรู้แล้วจะช่วยเราได้เยอะ - (มีข้าไทใช้สอยค่อยสบาย) ถ้ามีความรู้แล้วจะมีฐานะมีข้าทาสไว้ใช้สอย นำมาซึ่งสิ่งต่าง ๆ หรือความร่ำรวยเพื่อตนเองจะได้สลาย - (ตัวเป็นนายโง่เง่าบ่าวไม่เกรง) ถ้าเป็นนายแล้วโง่กว่าบ่าวก็แย่เลย - (การวิชาหาประดับสำหรับร่าง) ควรจะหาวิชาความรู้มาประดับสติปัญญา - (อย่าเอาอย่างหญิงโกงที่โฉงเฉง) อย่าไปเอาอย่างผู้หญิงที่ไม่ดี - (การมิดีที่ชั่วจงกลัวเกรง) สิ่งที่ไม่ดีอย่าไปทำ ให้กลัวเกรงความชั่ว เพราะฉะนั้นจงอย่าไปทำ - (อย่าครื้นเครงขับร้องคะนองใจ)อย่าเอาแต่ความสนุกสนาน ควรจะแสวงหาความรู้ - ฉะนั้นจงหมั่นศึกษาเล่าเรียน, หมั่นศึกษาหาความรู้ เพราะถ้าเราเป็นนายแล้วแสวงหาความรู้คนใช้ก็จะเกรงใจ, เกรงขาม, ยอมปฏิบัติตามด้วยดี แต่ถ้านายทำตัวเหมือนกับบ่าว คือไม่รู้อะไรเลย บ่าวก็จะดูถูก, ดูหมิ่นและก็อยู่กันไม่ได้

1.13 มีความอดทน, รู้จักยับยั้งชั่งใจ

จงรักนวลสงวนนามห้ามใจไว้ อย่าหลงใหลจำคำที่ร่ำสอน
คิดถึงหน้าบิดาแลมารดร อย่ารีบร้อนเร็วนักมักไม่ดี
เมื่อสุกงอมหอมหวนจึงควรหล่น อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่
อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี เมื่อบุญมีคงจะอย่าปรารมภ์

เป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว มีความอดทน รู้จักยับยั้งชั่งใจ คิดถึงหน้าพ่อแม่บ้าง อย่ารีบร้อนไปไม่ดี อย่าชิงสุกก่อนห่าม - (เมื่อบุญมีคงจะอย่าปรารมภ์) ให้รอไปจนถึงเวลาที่เหมาะสม ถ้าเป็นคู่กันก็คงมาเอง

1.14 ให้มีความขยันหมั่นเพียร เก็บหอมรอมริบ

อย่าคิดเลยคู่เชยคงหาได้ อุตส่าห์ทำลำไพ่เก็บประสม
อย่าเกียจคร้านการสตรีจงนิยม จะอุดมสินทรัพย์ไม่อับจน
ถ้าแม้นทำสิ่งใดให้ตลอด อย่าทิ้งทอดเที่ยวไปไม่เป็นผล
เขม้นขะมักรักงานการของตน อย่าซุกซนคบเพื่อนไพล่เชือนแช

ให้มีความขยันหมั่นเพียร เก็บทรัพย์สิน อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เก็บหอมรอมริบ ไม่เที่ยวเตร่ไปตามแหล่งมหรสพต่าง ๆ

1.15 เคารพเชื่อฟังผู้อาวุโส

จงรักตัวอย่าให้มัวราคีหมอง ถือทำนองแบบโบราณท่านขานไข
อย่าเอาผิดมาเป็นชอบประกอบใจ จงอยู่ในโอวาทญาติวงศ์

อย่าเห็นผิดเป็นชอบ ให้อยู่ในโอวาทของญาติวงศ์ซึ่งก็คือพ่อแม่ หรือเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโส เพราะผู้อาวุโสได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ มีประสบการณ์ต่าง ๆ มามาก เพราะฉะนั้นให้เชื่อฟังท่าน จะเห็นได้ว่าสุนทรภู่เน้นเรื่องการเชื่อฟังผู้ใหญ่มากทีเดียว เพราะผู้ใหญ่มีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตมาก เน้นในหารมีความเคารพนบนอบผู้ใหญ่ ให้มีความเคารพในประสบการณ์

1.16 ให้มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อสามี

เป็นสตรีสุดดีแต่เพียงผัว จะดีชั่วก็แต่ยังกำลังสาว
ลงจนสองสามจืดไม่ยืดยาว จะกลับหลังอย่างสาวสิเต็มตรอง
ถ้าคนดีมิได้ช้ำระยำยับ ถึงขัดสนจนทรัพย์ไม่เศร้าหมอง
คงมีผู้ชูช่วยประคับประคอง เปรียบเหมือนทองธรรมดาราคาดี
จะมีคู่ก็ให้รู้ปรนนิบัติ จงซื่อสัตย์สุจริตจิตถนอม
อย่าคิดร้ายย้ายแยกทำแปลกปลอม มโนน้อมเสน่หาต่อสามี

ให้มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อสามี ปรนนิบัติดูแลเอาใจใส่ยังไม่พอ แต่ต้องไม่ประพฤตินอกใจสามี ภรรยาต้องไม่ประพฤติตนอกใจสามีไม่ว่ากาย วาจา หรือใจ

1.17 ให้ยั้งคิดอย่างมีเหตุผล อย่าเชื่ออะไรโดยง่าย

อันแม่สื่ออย่าได้ถือเป็นบรรทัด สารพัดเขาจะพูดนี้สุดอย่าง
แต่ล้วนดีมีบุญลูกขุนนาง มาอวดอ้างให้อนงค์หลงอาลัย
เหมือนเขาหลอกบอกลาภถึงเมืองไกล อย่าควรไปตามคำเขารำพัน
ทางไกลตามอุปมาเหมือนเสียเนตร สุดสังเกตเท็จจริงทุกสิ่งสรรพ์
เขาจะนำไปให้ตายก็พลัน คนทุกวันเชื่อมันยากปากมันโกง
อันแม่สื่อคือปีศาจที่อาจหาญ ใครบนบานเข้าสักหน่อยก็พลอยโผง
อย่าเชื่อนักมักตับจะคับโครง มันชักโยงอยากกินแต่สินบน
อันความชั่วอยู่ที่ตัวของเราหมด ต้องกำสลดโศกร้างอยู่กลางหน
จงฟังหูไว้หูกับผู้คน สืบยุบลเสียให้แน่อย่าแร่ไปฯ

ให้คิดอย่างมีเหตุผล อย่าเชื่ออะไรโดยง่าย โดยยกกรณีเรื่องแม่สื่อขึ้นมาสอน ท่านสุนทรภู่วาให้ระวังให้ดีพวกแม่สื่อ ถ้าจะชอบใครก็ชอบด้วยตัวของเราเอง เป็นการเตือนสติหญิงสาวที่จะเลือกคู่ครองว่าเลือก พิจารณาให้ดี อย่าเชื่อพวกพ่อสื่อ, แม่สื่อ เพราะพวกนี้รับเงินมา (ในสมัยก่อนเป็นอาชีพพ่อสื่อ, แม่สื่อเลย สื่อคนให้แต่งงานกัน)

2. พฤติกรรมที่ไม่ควรประพฤติ

2.1 การหลอกลวง การพูดเท็จ

หญิงผู้หนึ่งนั้นขันทำปั้นเจ๋อ เฝ้าเป้อเย้อหยิ่งเกินกับภูมิฐาน
ไม่เจียมจนเลยว่าตนต่ำสันดาน เห็นที่ท่านเป็นขุนนางอ้างเข้ามา
ล้วนคุณลุงคุณปู่อยู่ทุกแห่ง เที่ยวแอบแฝงพิงพาดวาสนา
พวกผู้ดีไม่นึกตรึกเจรจา เป็นพี่น้องร่วมฟ้านั้นเห็นจริง
ช่างพูดได้ไม่อายแก่ปลายลิ้น เป็นคนสิ้นความคิดผิดผู้หญิง
ถึงพูดไปใครเขาจะเห็นจริง เขาว่าหยิ่งยกยศเหมือนมดตะนอย
ถึงอวดอ้างไปที่ไหนนั่น เขารู้ทันอยู่ว่าเช่นเจ้าเป็นหอย
ถ้าสันดานการผู้ดีคงมีรอย ไม่กล่าวถ้อยเขาก็รู้ว่าผู้ดี
อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้เกินศักดิ์ เขาจะมักเหม็นปากเหมือนซากผี
เปรียบเหมือนเกลือเจือปนกับชลธี มันก็มีแต่จะจืดไม่ยืดยาว ฯ

ค่านิยมชอบคุณนาง ชอบอ้างถึงเจ้านายกับขุนนางชั้นสูงเพื่อให้ได้รับความนับหน้าถือตา คนไทยส่วนใหญ่ก็มักจะอ้างว่าเป็นลูกหลานคนที่มียศศักดิ์ เพื่อให้คนชื่นชมยกย่อง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเลย เดี๋ยวนี้คนก็ยังทำเป็นรู้จักคนนั้นคนนี้อยู่ - ดั้งนั้น สอนว่าไม่ควรการหลอกลวง การพูดเท็จ ว่ารู้จักกับคนใหญ่โต, แอบอ้างกับคนทั่วไปว่ารู้จักกับคนใหญ่โจมียศศักดิ์หรือมีชื่อเสียงในวงสังคม ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้รู้จักอะไรกับเขาเลย - การหลอกลวง การพูดเท็จว่ารู้จักกับคนใหญ่โต, แอบอ้างกับคนทั่วไปว่ารู้จักกับคนใหญ่โตมียศศักดิ์หรือมีชื่อเสียงในวงสังคม ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้รู้จักอะไรกับเขาเลย

2.2 ไม่ควรนอกใจสามี

ยังมีพวกหนึ่งนั้นขยันยิ่ง เป็นผู้หญิงสองใจไม่กำหนด
เที่ยวยักย้ายร่ายชมภิรมย์รส ใครมาจดโผจับรับตะกาง

(ยังมีพวกหนึ่งนั้นขยันยิ่ง เป็นผู้หญิงสองใจไม่กำหนด) คือผู้หญิงที่นอกใจสามีซึ่งท่านได้สอนว่าพฤติกรรมเช่นนี้อย่าทำ ผู้หญิงก็ควรระมัดระวัง

2.3 อย่าขาดสติ อย่าขาดการยับยั้งชั่งใจ

ทำดื้อด้านหาญหักไม่รักงาม จนเลยลามลืมบ้านสถานตน
ชนิดนางอย่างนี้มีชุมนัก เป็นโรครักเกิดมารศีรษะขน
ต้องกินยาเข้าสุราพริกไทยปน หมายประจญจะให้ดับที่อับอาย
รักสนุกครั้นได้ทุกข์แล้วถอยคิด จะปกปิดเปลวไฟเห็นไม่หาย
เทพเจ้าท่านไม่เข้าด้วยคนร้าย คงก่อกายขึ้นให้เห็นไว้เป็นตรา
ครั้นคิดล้างอย่างไรก็ไม่สูญ ก็อาดูรพูนเกิดสหัสสา
ทำอย่างไรมันก็ไม่มรณา เป็นเวรบาปนั้นไม่บรรเทา

อย่าขาดสติ อย่าขาดการยับยั้งชั่งใจโดยชิงสุกก่อนห่าม เพราะจะทำให้เกิดปัญหา นั่นคือปัญหาการทำแท้ง ซึ่งเป็นบาปกรรมแก่ตนเอง - (เทพเจ้าท่านไม่เข้าด้วยคนร้าย คงก่อกายขึ้นให้เห็นไว้เป็นตรา) จะล้างบาปนี้อย่างไรก็ไม่ได้ ใครทำก็จะเป็นบาปกรรมไปตลอดชีวิต

2.4 การไม่เคารพสามี, การไม่ให้เกียรติสามี, การข่มขู่สามี, การทำร้ายสาม

บางนารีที่เป็นนางใจร้ายกาจ หมิ่นประมาททุ่มเถียงส่งเสียงแข็ง
สำรากก้องร้องแรกแหกกระแชง ตะคอดแกล้งข่มขี่ให้ผัวกลัว
ขู่คำรนบ่นว่าด่าประชด ให้สามีอัปยศลงหดหัว
ลุอำนาจไม่อาจขยาดตัว มัดมือผัวผูกแขวนแค่นเฆี่ยนตี
ทรมานภัสดาน่าสังเวช ดูเหมือนเปรตเวทนาน่าบัดสี
ยังมิหนำซ้ำป่าวเหล่านารี ที่ไม่มีภัสดามาให้ดู

พฤติกรรมไม่ดี เฆี่ยนตี, ตะคอก, ดุด่าสามี ทำให้ชีวิตการครองเรือนไม่ราบรื่น เป็นการคิดทำลายสามี

2.5 การชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักประมาณตนก็จะนำไปสู่ความลำบาก

ที่บางคนเห็นที่ท่านมีทรัพย์ แต่งประดับผิวพรรณใช้สัณฐาน
ประกอบผูกลูกสะกดสร้อยสังวาลย์ แลละลานล้วนสุวรรณอันลออ
เจ้าคนจนอ้นอั้นตันในคอ ลงเที่ยวผลอไพล่เผลเพทุบาย
หาทองแท้แก้ไขมันไม่คล่อง ต้องเอาทองเสาชิงช้าน่าใจหาย
แต่ล้วนเนื้อสิบน้ำทองคำหวาย สายสร้อยสายหนึ่งก็ถึงสลึงเฟื้อง
แพงไม่เบาเขายังกล้าอุตส่าห์ซื้อ ผูกข้อมือแลงามอร่ามเหลือง
ถึงจนยากอยากบำรุงให้รุ่งเรือง จนทองเหลืองก็ไม่ละจะกละงาม
ก็สาสมกับอารมณ์ไม่เจียมศักดิ์ ทรลักษณ์เหลือตัวชั่วส่ำสาม
ผู้ดีว่าแล้วขี้ข้าก็พลอยตาม ไม่มีความอายจิตสักนิดเดียว
เขาจึงว่าหน้าสดปรากฏอยู่ สมแก่ผู้ที่ไม่ตรึกนึกเฉลียว
เมื่อน้ำตื้นขืนพายไปฝ่ายเดียว ไม่ถึงเลี้ยวก็จะล่มลงจมแปลง
เหมือนหิ่งห้อยน้อยสีหรี่หรุบรู่ จะแข่งสู้สุริยาอันกล้าแข็ง
เห็นไม่ถึงดอกอย่าโกยไปโดยแรง เขาจะแสร้งสรวลว่าเป็นบ้ายศ ฯ

การชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักประมาณตนก็จะนำไปสู่ความลำบาก - ค่านิยมของสังคมมีค่านิยมของความมั่งคั่งร่ำรวย ผู้มีทรัพย์สินเงินทองมากก็จะได้รับการยกย่อง ทุกคนก็แข่งกันจนเป็นหนี้เป็นสิน - เข้าข่ายเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง

2.6 หมกมุ่นในอบายมุข การเที่ยวกลางคืน คบนักเลงเป็นมิตร ซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรกระทำ

บ้างก็รักนักเลงเล่นเครงครื้น เที่ยวกลางคืนคบเพื่อนเดือนหงายหงาย
ห่มเพลาะดำทำปลอมออกกรอมกาย พวกผ้าชายชักพาเที่ยวร่าเริง
ครั้นไปไปใจแตกลงแหกคอก ปะเตะปลอกต้ำผางวางจนเหลิง
ควาญหมอรอไม่ติดเห็นผิดเชิง จะเปิดเปิงเข้าป่าไปท่าเดียว
ใครจะห้ามปรามไว้ก็ไม่ฟัง ทำส่งเสียงเถียงดังให้กราดเกรี้ยว
ถือว่าตนเปรื่องฉลาดปราชญ์ประเปรียว ประจบเที่ยวรู้จักทุกพักตรา

หมกมุ่นในอบายมุข การเที่ยวกลางคืน คบนักเลงเป็นมิตร ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งไม่ควรกระทำ ยิ่งถ้าผู้หญิงทำจะเสียหายกว่าผู้ชายเป็นสองเท่า

2.7 อย่าไว้ใจชาย อย่าใจเร็วด่วนได้ ให้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนก่อน

แม้นชายใดใจประสงค์มาหลงรัก ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น
อันความรักของชายนี้หลายชั้น เขาว่ารักรักนั้นประการใด
จงพินิจพิศดูให้รู้แน่ อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล
เปรียบเหมือนคิดปริศนาอย่าไว้ใจ มันมักไพล่แพลงขุมเป็นหลุมพราง

อย่าไว้ใจชาย ให้ดูให้แน่ก่อนว่ามาแบบไหน มาชอบที่เรารวยหรือเปล่า ให้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนก่อน ทดสอบให้เห็นว่ารักเราจริงหรือไม่

2.8 ความอิจฉาริษยา

พูดก็มากปากก็บอนแสนงอนนัก เห็นเขารักกันไม่ได้ใจอิจฉา
เที่ยวรอนราญเพื่อนบ้านเขาระอา นั่งที่ไหนให้นินทาเขาเป็นแดน
ที่ส่วนตัวถึงจะชั่วออกล้นพ้น สู้ปิดปกยกตนที่สุดแสน
ไม่ทำมาหากินจนสิ้นแกน ก็เลยแล่นเข้าบ่อนนอนสบาย

ความอิจฉาริษยาคนอื่นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เห็นใครดีกว่าไม่ได้ต้องอิจฉาริษยา ใครดีกว่าก็อิจฉาให้ร้ายป้ายสี พูดจาให้คนอื่นได้รับความเสื่อม

สรุป : ผู้หญิงต้องประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ และละเว้นการประพฤติผิดทั้งกาย วาจา ใจ.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Saturday 21 October, 2006 11:04 PM