ครั้งที่ 8 (8-8-43)
ขุนช้างขุนแผน
ขุนช้างขุนแผนนั้นเป็นเรื่องที่คนหลายคนแต่ง สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกาลที่ 2 ลักษณะคำประพันธ์เป็นกลอนเสภา กลอนโบราณ คือเอานิทานมาแต่งเป็นกลอน แล้วก็บอกอีกว่า เรื่องนี้มีรากฐานจากความจริง อาจจะเป็นเรื่องของคนสมัยรัตนโกสินทร์หรืออยุธยานั้นไม่แน่ใจ น่าจะเป็นสมัยอยุธยา แล้วก็เอาแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัย ร.2 มีคนแต่งมากมายเลย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานภาพได้รับสั่งไว้ว่า ในชั้นแรกที่จะเกิดเสภานั้น ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า จะแต่งเป็นกลอน ในบททีสำคัญในเรื่องขุนช้างขุนแผน เช่น บทสังวาส บทชมโฉม บทชมดง บทพ้อ เป็นต้น เมื่อเล่านิทานถึงตรงนี้จึงแทรกบทกลอนในนิทาน และธรรมดาการเล่านิทานนั้นจะเล่าคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม ก็ว่าตั้งแต่ต้นจนจบ นิทานเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องยืดยาวที่จะแต่งกลอนให้จบได้ในคราวเดียวนั้น ยาวนัก แม้แต่งได้ก็เล่าเรื่องให้จบในคืนเดียวไม่ได้ จึงสันนิษฐานในชั้นเมื่อจะเกิดเสภาว่า จะแต่งเป็นกลอนสลับแต่ในบทที่สำคัญ แล้วเล่านิทานต่อไปจนจบเรื่องขุนช้างขุนแผน อาจจะเป็นกลอนสด แล้วต่อมาก็มีผู้บันทึกเอาไว้ จึงเกิดหนังสือเสภาขึ้นมา เพราะฉะนั้นมันต้อง 1000 หน้า แสดงว่ามีการรวบรวมกันในภายหลัง ความจริงบทเสภานั้น ท่านบอกว่ามีมาแต่ครั้งกรุงเก่า คือกรุงศรีอยุธยา แต่ว่ามันสาบสูญไป หายสูญไป แล้วก็ในเรื่องของบทเสภาขุนช้างขุนแผนนี้ ก็ได้มาแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ที่นี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพท่านก็รับสั่งว่า คนที่มีชื่อเสียงเป็นครูเสภาหลายท่าน แต่อาจจะไม่ใช่เรื่องขุนช้างขุนแผน ไม่ว่าเรื่องขุนช้างขุนแผน แต่ว่าก็มีบางท่านที่เป็นคนว่าบทเสภาขุนช้างขุนแผน เช่นครูทองอยู่ มีชื่อตั้งแต่สมัย ร.1 เคยว่าเสภาร่วมกับสุนทรภู่ด้วย ครูแจ้ง มีอายุยืนถึง ร.5 แล้วก็มีชื่อเสียงมากในเรื่องการขับเสภา ครูปี่พาทชื่อว่าครูแขก เป็นเชื้อแขก ก็มีชื่อเสียง แต่ไม่ได้ขับเสภาแต่ขุนช้างขุนแผน แต่ขับหลาย ๆ เรื่อง
ที่นี้ในกรณีเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ บอกว่าแต่งเมื่อครั้ง ร.2 แล้วก็สมเด็จกรมพระยาดำรง ราชานุภาพบอกว่า มีหลายคนเป็นผู้แต่ง และในสมัย ร.2 นั้นเป็นยุคที่วรรณคดีรุ่งเรือง กวีคนใดพอใจแต่งเรื่องใด ก็รับไปแต่ง คงจะมีการกะเกณฑ์กันไม่แต่ง เรื่องมันมีมาตั้งแต่อยุธยา แล้วมีการกะเกณฑ์กันว่าคนนั้นคนนี้จะต้องตอนใด ดูเหมือนพอขับคืนหนึ่งประมาณ 2 เล่มสมุดไทย ประมาณสัก 15 หน้าถึง 20 หน้า ทำไมทราบว่าหลายคนแต่ง ก็ปรากฏว่าสังเกตได้โดยดูสำนวนการแต่ง แล้วก็ได้ทราบว่า เมื่อแต่งแล้วก็เอาไปถวาย ร.2 แล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์บ้างว่า บทกวีตรงไหนที่ไม่เหมาะสมให้แก้ไข แล้วมีอยู่ครั้ง ร.3 แต่งสุนทรภู่ก็แก้ และสุนทรภู่ไม่ได้เป็นที่โปรดของ ร.3 สมัย ร.3 ขึ้นครองราชย์ สุนทรภู่ต้องออกจากวังไปใช้ชีวิตต่างจังหวัดระยะหนึ่ง เพราะไปขัดพระทัยท่านเรื่องการแต่งขุนช้างขุนแผน แล้วสุนทรภู่บอกว่า ของตนเองดีกว่า ซึ่งทำให้ไม่พอพระทัย
มาในสมัยหลัง เมื่อ ร.4 ทรงผ่านพิภพ ก็ดำเนินรอยตามแบบอย่าง ร.2 โปรดให้กวีแต่งเสภาเรื่องพระราชพงศาวดารขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับขับถวายเวลาทรงเครื่องใหญ่ ใครจะแต่งบ้างหาทราบไม่ แต่สุนทรภู่ยังมีชีวิตอยู่ ได้แต่งด้วย เสียดายที่หนังสือเสภาเรื่องพงศาวดารต้นฉบับได้สูญหายหมดแล้ว มีแต่ที่จำได้เป็นบางตน พระยาโบราณราชธานีได้รวบรวมพิมพ์ขึ้นใหม่ แต่อ่านสู้เรื่องเสภาขุนช้างขุนแผนไม่ได้ ด้วยเนื้อเรื่องหนังสือพระราชพงศาวดารไม่น่าแต่งเป็นเสภาเหมือนขุนช้างขุนแผน นอกจากนี้ยังมีพงศาวดารเรื่องเชียงเมี่ยง คือเรื่องศรีธนญชัย เข้าใจว่า แต่งขึ้นเมื่อ สมัย ร.4 เหมือนกัน สรุปว่ามีเสภาหลายเรื่องแต่ไม่มีเรื่องใดสู้เรื่องขุนช้างขุนแผนได้เลย มีแต่ต้นฉบับอยู่ในหอสมุด สังเกตได้จากสำนวนกลอนนั้นเขียนในสมัย ร.4 ต่อมาในสมัย ร.5 โปรดให้กวีแต่งเสภาเรื่อง นิททราชาคริต อีกเรื่องหนึ่ง โดยทำนองเดียวกันกับที่แต่งในสมัย ร.2 ถึง ร.4 ก็มีคนแต่ง 11 คน
ขุนช้างขุนแผนก็เป็นยอดร้อยแก้ว ยอดเสภาทีเดียว ได้รับยกย่องเป็นยอดเสภาประเภท วรรณคดี แล้วต่อมาก็เอาเรื่องที่ขับเสภามาเรียบเรียงเป็นหนังสือ แล้วคละกันระหว่าง ร.2 กับ ร.3 บางตอนก็สามารถทราบได้ว่า ใครแต่ง เช่น ตอนกำเหนิดพลายงาม ทราบได้ว่าเป็นสุนทรภู่ มีผู้จับได้จากสำนวนว่าสุนทรภู่เป็นผู้แต่ง ในหนังสือเสภานั้นเรียนคละกันสำนวนยุคหลังอยู่หน้าสำนวนยุคก่อน ก็หมายความใน ร.2 อาจจะแต่งกลอนหลัก กวี ร.3 อาจจะแต่งกลอน แล้วเรียบเรียง บางตอนอาจจะมีคนแต่งสอง ก็เอาตอนที่ดีที่สุดมาจัดพิมพ์ แล้วท่านเคยบอกว่า สนวนตอนที่สุนทรภู่แต่งตอนกำเนิดพลายงาม อยู่หน้าสำนวนเดิมที่แต่งกลอนเจ้าเชียงใหม่ ท่านได้เรียบเรียงเรื่องก่อนๆ สำนวนกลอนก็ต่อกันตามยุค สรุปแล้วมีการแต่งกันหลายสำนวนด้วยกัน หนังสือเสภาที่รวมไว้ในหอสมุดพระนครนั้น มีต่างกัน 8 ฉบับ เป็นเล่มสมุดไทยประมาณ 200 เล่ม ไม่พบที่เขียนใน ร.2 เลยสักนิดเดียว ฉบับเก่าที่สุดมีเพียงในสมัย ร.3 ก็อาจเป็นได้ว่า การรวบรวม คือแต่ง ร.2 ตามกลอน แต่มารวบรวมเป็นเล่มในสมัย ร.3 และอาจรวบรวมต่อถึง ร.4 ก็ได้ น่าขอบคุณบรรพบุรุษของเรา ไม่เช่นนั้น เราก็ไม่มีกลอนที่ดีอย่างนี้ เสภาที่ดีอย่างนี้
ด้วยเหตุนี้เสภาที่เล่นกันสมัยนั้นยังเป็นสองสำนวน คนเสภายังขับสำนวนเดิม หลายคนก็ยังขับสำนวนที่แตกต่างมาจากสำนวนก่อนๆ แต่ก็มีบางคนก็ชินกับสำนวนที่แต่งในสมัย ร.3 แล้วก็มีผู้แต่งในสมัย ร.4 ก็มีคือกลอนจรเข้เถรกวาด ที่เถรกวาดปลอมตัวไปเป็นจรเข้ แล้วก็ลูกขุนแผนไปปราบ อันนี้รู้ได้เพราะสำนวนกลอนยืนยัน กลอนแต่งมีสัมผัสในเอาอย่างสุนทรภู่ ครูเสภาที่มีชื่อเสียงในสมัย ร.4 เช่น ครูแจ้ ซึ่งมีอายุยืนมาก ครูศรี ชอบขับกลอนจรเข้เถรกวาด หลวงวิษณุเสนีย์ซึ่งขับกลอนตอนที่ขุนแผนไปรบที่เชียงใหม่ พวกนี้ถนัดขับกลอนเสภาแต่ละตอนต่างกัน ฯลฯ ต่อมาในสมัย ร.5 ก็ได้มีการพิมพ์บทเสภาขึ้นเป็นครั้งแรกโดยโรงพิมพ์หอสมิท ซึ่งเป็นฝรั่งเปิดโรงพิมพ์ก็ได้บทเรื่องขุนช้างขุนแผน แล้วตั้งแต่นั้นมาเสภาสำนวนหลวง คือตั้งแต่สมัย ร.2 ร.3 ร.4 ด้วย ก็แพร่หลายเป็นต้นมา เพราะว่ามีเป็นเล่มเอาไว้ให้คนซื้อไว้อ่าน บทเสภาไม่มีปรากฏว่ามีใครแต่งขึ้นใหม่ มาสมัย ร.5 เน้นการขับเสภา คือการแต่งท่ารำ พลิกแพลงไปจากเดิม มีการเน้นความสำคัญเรื่องการขับเสภา คนเสภาในสมัย ร.5 นั้น ไม่มีชื่อเสียงในเรื่องการแต่ง แต่มีชื่อเสียงในเรื่องการขับ ก็แสดงว่า ร.5 นี่แต่งจนจะเสร็จแล้ว สรุปก็คือว่า ไม่ทราบว่าใครแต่งทั้งหมด แต่ทราบเป็นบางตอน ว่า ทราบผู้แต่งในบางตอน ก็เช่น สุนทรภู่แต่งตอนกำเนิดพลายงาม และอาจจะแต่งตอนปราบจรเข้เถรกวาด
ตอนที่ 16 เรื่องกำเนิดกุมารทอง ครูแจ้งแต่ง คงยังไม่ได้แต่ง คือเขียนเพื่อจะขับเสภา บัวงามบัวคลี่ เป็นของครูแจ้งแต่ง ที่ ปรากฏในเล่มนี้ และน่าจะแต่งในสมัย ร. 4 เพราะว่า ร.4 จะมีการใช้ ปืน หรือ TISTOLเข้ามาในสมัย ร. 4 ก็นับว่าเป็นตอนที่แต่งดีมากตอนหนึ่ง ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างสันนิษฐานว่าน่าจะพระราชนิพนธ์ในราชการที่ 4 อันนี้ไม่ทราบแน่ชัด เพราะว่าเวลาแต่งจะไม่บอกชื่อไว้ ซึ่งเป็นลักษณะของคนไทย คือถ่อมตัว เพราะฉะนั้นทำให้คนรุ่นหลังไม่ทราบเลย แต่สันนิษฐานว่าเป็นพระราชนิพนธ์ใน รัชกาลที่ 2 เข้าใจว่านิพนธ์จริง จะเริ่มตั้งแต่ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง เพราะสำนวนของกลอนนี้แตกต่างจากสำนวนแรกๆของตนนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยสันนิษฐานว่า ทรงพระราชนิพนธ์ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป อันนี้ที่ยกมานั้นพอที่จะทราบได้ว่าเป็นใครแต่ง ตอนที่ 18 เข้าใจว่าเป็น ร.2 คือตอนที่ขุนแผนพานางวันทองหนี เข้าใจว่าเป็นสำนวนเดียวกับกลอนที่ 17 ถ้าตอนที่ 17 ทรงพระราชนิพนธ์ ตอนที่ 18 ก็นับว่าเป็นพระราชนิพนธ์เหมือนกัน เพราะสำนวนจะคล้ายกัน ก็ดูตรงสำนวนเพราะไม่ทราบว่าจะดูอะไร เสภาตอนที่ 17 และ 18 นี้เกือบจะถือกันว่าเป็นยอดของเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นตอนที่คนชอบฟังมาก จริงๆแล้วเป็นตอนที่สำคัญด้วย คือขุนแผนขึ้นเรือนไปลักพานางวันทองมา มันตื่นเต้นเร้าใจดี สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการในสมัย ร.5 ไม่ฟังตอนอื่นใดเลยนอกจากสองตอนนี้เท่านั้น ได้รับสั่งต่อไปว่าถ้าขับจนถึงขุนแผนลงจากเรือนขุนช้างแล้วทำอย่างไร พระแสงท้องเป็นผู้ขับบอกว่า เขาต้องย้อนกลับมาขึ้นเรือนใหม่ เหตุที่ชอบเสภาสองตอนนี้มากเพราะว่ามีสีสันดี เพราะมีหลายขบวน มีทั้งขบวนชม ขบวนตัดเพ้อ โศก ตลก แค้น รวมอยู่ตอนนี้ เดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ฟังเพราะว่ามันเพราะมากเลย โดยเฉพาะตอนที่ขุนแผนพานางวันทองออกไปชมป่าเขาลำเนาไพร จะเพราะมากทีเดียว
ตอนที่ 20 ขุนช้างตามนางวันทอง เป็นสำนวนเดียวกับที่ขุนช้างขอนางพิมพ์ อาจจะเป็นไปได้เพราะว่าผู้แต่งเป็นคนเดียวกัน น่าจะเป็นพระราชนิพนธ์ใน ร.3 เพราะว่าบทพระราชนิพนธ์คล้ายสังข์ศิลปชัยที่ ร.3 ทรงพระราชนิพนธ์ แต่ก็บอกว่าเป็นการสันนิษฐานเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าว่าท่านไม่ได้ลงชื่อไว้
ตอนที่ 23 ขุนแผนติดคุกน่าจะแต่งใน ร.2 แต่ก็ไม่ทราบว่าใครแต่ง แต่เขาคล้ายกันเรื่องรามเกียรติ์ที่นิพนธ์โดย ร.2 เพราะว่าตอนขุนแผนติดคุกมากลอนบทหนึ่งบอกว่า ถึงพระครูก็สู้พ่อไม่ได้ มาเสียใจ
เรื่องรามเกียรติ์ที่ ร.2 นิพนธ์ก็คล้ายๆกันคือ แต่หนุ่มๆเมื่อนั้นขยันอยู่ อินเดชะพระครูก็สู้ได้ มันคล้ายๆ ก็เลยสันนิษฐาน
ตอนที่ 24 ตอนกำเนิดพลายงาม อันนี้มั่นใจว่าเป็นของสุนทรภู่ เพราะว่าสังเกตกระบวนกลอนคล้ายกันกับสุนทรภู่ที่แต่งในเรื่องอื่นๆ เช่น พระอภัยมณี ก็ดี ลักษณวงศ์ก็ดี อย่างไรก็ตาม กำเนิดพลายงามก็มีการขับเสภากันบ่อย เพราะกลอนไพเราะมาก จะเห็นได้ว่า คนที่เป็นอัจฉริยะในเชิงนี้ ถึงแม้ไม่ปรากฏชื่อ แต่ผลงานมันปรากฏออกมา
ตอนที่ 25 น่าจะเป็นสำนวนเดิม เมื่อพระเจ้าล้านช้างถวายนางสร้อยทองแก่สมเด็จพระพันวษา
สรุปรวมทั้งหมดแล้ว มี 43 ตอน มีการพิมพ์แบ่งเป็น แต่ต่อมานี้รวมเล่ม
เรื่องย่อ ๆๆๆ
ขุนช้าง ขุนแผน นางพิมพ์ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนางพิมพ์เป็นคนสวยมากตั้งแต่เด็กๆเลย ขุนช้างเป็นลูกของนางเทพทอง กับขุนศรีวิชัย และนางพิมพ์เป็นลูกของศรีประจันต์กับพันศรโยธา ขุนแผนเป็นลูกของนางทองประศรี กับขุนไกร ซึ่งตายตั้งแต่ขุนแผนยังเล็ก เพราะว่ารับคำเจ้านายคือพระพันวษาให้ไปต้อนกระบือ แล้วฝูงกระบือแตกหายไปหมดเลย พระพันวษาทรงพิโรธก็รับสั่งให้ประหารชีวิตขุนไกร นางทองประศรี ก็พาพลายแก้วไปที่อื่นเพราะถูกยึดสมบัติโดยพระพันวษาฐานละเมิดคำสั่ง หลังจากนั้น นางทองประศรีก็พาพลายแก้วหนีไปอยู่ที่กาญจนบุรี ข้างฝ่ายพลายแก้วพอโต แม่ก็ให้ไปบวชเณร เสร็จแล้วก็กลับมาอยู่ที่วัดป่าเลไลยก์ เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งก็เป็นเมืองของนางพิมพ์พอดี ก็เลยปรากฏว่าไปเจอนางพิมพ์เข้าก็หลงรักทันที ก็เลยเป็นชู้กับนางพิมพ์ ข้างฝ่ายขุนช้างก็รักนางพิมพ์ด้วย ก็เลยยุ่ง เพราะขุนช้างก็ส่งคนมาขอนางพิมพ์ แต่นางพิมพ์ก็ไปได้กับพลายแก้วเสียแล้ว ในที่สุดนางศรีประจันต์แม่ของนางพิมพ์ก็ยกนางพิมพ์ให้กับขุนแผน เพราะนางพิมพ์รักขุนแผนอยู่ ที่นี้ปรากฏว่า พลายแก้วหรือขุนแผนก็แต่งงานกับนางพิมพ์ หลังจากนั้นพลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพเป็นทหารไปตีเมืองเชียงใหม่ ขณะนั้นเอง ขุนช้างก็ไปทำกลว่าพลายแก้วตายและก็มาขอนางพิมพ์ ซึ่งจริงๆแล้ว นางศรีประจันต์ก็ไม่น่ายกให้รวดเร็วขนาดนั้น เพราะน่าจะไปเช็คข่าวก่อน แต่อาจเป็นเพราะว่าสมัยก่อนการส่งข่าวไม่ค่อยดีหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ก็เลยยกให้ เรื่องก็เลยยุ่ง นางพิมพ์ก็ไม่ได้อยากแต่งกับขุนช้างเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าขุนแผนหล่ออย่างไร ขุนช้างก็อัปลักษณ์ขนาดนั้น เรื่องทั้งหมดจะไม่เกิด ถ้าไม่ยกนางพิมพ์ให้ นางพิมพ์เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง ขุนช้างก็ไปหลอกนางศรีประจันต์ว่าที่แม่ยายว่า ขุนแผนตายแล้ว วันทองก็ร้องไห้ นางศรีประจันต์ก็ยกวันทองให้กับ ขุนช้าง ก็ทะเลาะกันระหว่างนางศรีประจันต์กับนางทองประศรีแม่ของขุนแผน เมื่อขุนแผนกลับบ้านรู้ ความจริงก็อาละวาดกับขุนช้าง วันทองก็เลยจะผูกคอตาย ขุนแผนก็เลยทิ้งนางวันทองไปจังหวัดกาญจนบุรี นางศรีประจันต์ก็เลยยกนางวันทองให้กับขุนช้าง ในที่สุดขุนแผนก็ไปได้เมียอีกคนตอนไปเชียงใหม่ ก็ได้ลาวทองเป็นภรรยา เสร็จแล้วก็ยังคิดถึงวันทองอยู่ก็เลยขึ้นเรือนนางศรีประจันต์ ในที่สุดตัดสินใจขโมยตัว นางวันทองมา และก่อนที่จะได้นางวันทองมา ก็ไปขึ้นเรือนขุนช่างก่อน แค่เข้าไปแป๊บเดียวก็ได้นางแก้วกริยา นางแก้วกริยาเป็นหญิงซึ่งพ่อของเขาเป็นเจ้าเมืองสุโขทัย แล้วก็เอามาขัดดอกซึ่งตนเอง เป็นหนี้ขุนช้างอยู่ แต่ไม่ได้เป็นภรรยา ขุนแผนขึ้นเรือนครั้งเดียวได้นางแก้วกริยาเลย หลังจากนั้นก็พาวันทองหนี ตอนนี้เป็นตอนที่ไพเราะ ตอนที่ 17 และ 18 ขุนช้างตามวันทองไป แล้วรบกับขุนแผนวุ่นวายไปหมด ในที่สุดขุนช้างแพ้ เพราะขุนแผนมีเวทย์มนต์ มีกุมารทองซึ่งเป็นลูกของตัวเองซึ่งได้กับภรรยาอีกคนหนึ่ง ซึ่งช่วยเหลือขุนแผนตลอด ขุนช้างสู้ไม่ได้ก็เลยไปฟ้องพระพันวษา กษัตริย์ในสมัยอยุธยาว่าขุนแผนเป็นกบฏ แล้วก็เลยมีการรบกันต่าง ๆ ขุนแผนก็ชนะความ แต่ก็มีความวุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้น ขุนแผนติดคุก นางวันทองก็ให้กำเนิดพลายงาม ซึ่งต่อมาเป็นจหมื่นไวย์วรนาถ ซึ่งเป็นลูกของขุนแผน ต่อมาก็สงสารพ่อ ก็เลยไปเอาพ่อออกจากคุก แล้วก็ไปรบที่เชียงใหม่ กลับมาขุนแผนก็ยังรักนางวันทองอยู่ ก็เลยขโมยมาอีก และก็มีการทะเลาะกันอีก พระพันวษาก็กริ้ว ในที่สุดก็เลยเรียกมาทั้งสามคนว่า จะเอาอย่างไร นางวันทองก็บอกว่า รักทั้งคู่ ตัดสินใจไม่ได้ พระพันวษาก็ยิ่งกริ้วใหญ่ บอกว่านางวันทองหญิงสองใจ ก็เลยให้นำไปประหารชีวิต พระไวย์วรนาถซึ่งเป็นลูกของนางวันทองกับขุนแผนก็รีบไปขอโทษ ถูกพระมหากษัตริย์ส่งไปรบ ก็เลยได้ความดีความชอบ ไปรบที่เชียงใหม่ ก็เลยไปขอชีวิตแม่ พระพันวษาก็เลยอนุญาติ ก็เลยถือธงวิ่งไป พอดีเพชฌฆาตกำลังจะประหารแม่พอดี เห็นพลายวิ่งถือธงไป เข้าใจว่า พระพันวษาสั่งให้ประหารเร็วขึ้น ก็เอาดาบฟันคอนางวันทองทันที นางวันทองก็ตาย มันน่าเศร้ามาก แล้วในที่สุด นางศรีประจันต์ก็เศร้าใจมาก ลูกๆก็เศร้าใจ แล้วปรากฏว่านางวันทองก็กลายเป็นเปรต เพราะในขณะวิญญาณออกจากร่างเป็นวิญญาณที่ไม่สงบ เพราะห่วงลูกห่วงพลายงามตลอดเวลา เลยไปเป็นเปรต พลายงามก็มีภรรยาสองคน คือ นางสร้อยฟ้า กับ ศรีมาลา ซึ่งเป็นที่รักมาก แต่ปรากฏว่าพระเจ้าเชียงใหม่เอาลูกถวายให้กับพระพันวษา เพื่อบรรเทาสถานการณ์ ก็เลยเอาลูกให้ เมื่อให้แล้ว พระพันวษาไม่ได้โปรดมากเท่าไร คืออีกมีคนซึ่งไม่รู้ว่าเป็นลูกใคร คือนางสร้อยทองสวยมาก ก็เลยให้เอานางสร้อยฟ้าให้กับพลายงามไป ก็เลยมีการจัดพิธี แต่งงาน ทีนี้สร้อยฟ้ากับศรีมาลาก็หึงหวงกัน แล้วสร้อยฟ้าไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะพลายงามรักศรีมาลามากกว่า สร้อยก็เลยทำเสน่ห์กับเถรกวาด เอารูปตุ๊กตาประกบกันสร้อยฟ้า อีกอันหนึ่งเอารูปศรีมาลาประกบพลายงามเอาหนามมาขวางไว้ แล้วเอาไปฝังไว้ ในที่สุด ก็เลยสร้อยฟ้าก็ทำเสน่ห์จนพลายงามหลงมาก ที่นี้ร้อนถึงขุนแผนต้องมาช่วยลูก ก็บอกว่า ไม่ได้แล้วอย่างนี้ เพราะว่ากุมารทองกระซิบบอกขุนแผนว่า พลายงามโดนเสน่ห์อะไรต่างๆ ขุนแผนก็เลยไปช่วยแก้ไข ไปใช้เวทย์มนต์สู้กับเถรกวาด เถรกวาดสู้ไม่ได้เลยแปรงตัวไปเป็นจรเข้ ในที่สุดยอมสารภาพ ก็เลยไปขุดดู เห็นรูปปั้นจริงๆ เพราะพันวษาก็กริ้วมากก็เลยจับนางสร้อยฟ้าให้มาสารภาพความจริง สร้อยฟ้าก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ ศรีมาลาก็เลยบอกว่าทำ ก็เลยไม่รู้ว่าจะเชื่อใครก็เลยให้มีการลุยไฟตัดสิน ใครบริสุทธิ์ก็รอด ใครทุจริตต้องตาย ศรีมาลาก็ลุยไฟแล้วก็รอดมาได้ ส่วนนางสร้อยฟ้าถูกไฟไหม้ แต่ไม่ตาย พระพันวษารับสั่งให้โบย และนำไปประหารชีวิต แล้วนำไปเสียบประจานไม่ให้ใครนำไปทำเป็นเยี่ยงอย่าง เถรกวาดก็เลยแปลงตัวเป็นจรเข้จะมาอาละวาด ที่นี่พระพันวษาก็ส่งพลายชุมพลซึ่งเป็นลูกอีกคนหนึ่งของขุนแผนไปปราบ ในที่สุดเรื่องก็จบลงตรงที่ว่า ปราบจรเข้เถรกวาดได้ พลายชุมพลก็สู้กับเถรกวาดแล้วประสบชัยชนะ และก็นำเถรกวาดไปประหารชีวิต พระพันวษาก็ตั้ง พลายชุมพลเป็นหลวงนายฤทธิ์ ก็จบลงตรงที่ลูกของขุนแผนกับนางวันทองก็ได้ดีไป และนางวันทองก็กลับมาช่วยลูกในเวลาที่ลูกตกระกำลำบาก
แนวคิดทางจริยธรรม
๑. จริยธรรมการครองเรือน
๑.๑ กล่าวถึงความรักระหว่างสามีกับภรรยา เมื่อขุนแผนออกรบไปตีทับเชียงอิน นางพิมพ์ก็ปรนนิบัติดูแลอย่างดี จริงๆ แล้วเป็นผู้หญิงที่มีจริยธรรมเป็นอย่างมาก มิใช่แต่นางพิมพ์เท่านั้น ผู้หญิงทั้งหมดเป็นผู้ที่มีจริยธรรมในการครองเรือนสูงมาก ตอไปนี้เป็นบทกลอนที่แสดงว่านางพิมพ์มีจริยธรรม ตอนที่นางดูและปรนนิบัติขุนแผนตอนไปออกรบ
ใครจะช่วยบ่งหนามที่เหน็บเนื้อ |
เมียนี้อายเหลือเพียงอกหัก |
ไปด้วยจะได้ช่วยก่อ
|
อนาถนักพ่อไปนอนอยู่กลางไพร |
พ่อเคยนอนอ่อนเนื้อด้วยนุ่มฟูก |
ไป..ถูกดินดอนที่ไหนได้ |
จะคายคันตัวต้องละอองไพร |
ใครจะช่วยถูหลังลำพึงพัน |
อกเอ๋ย เมียเคยทำกับข้าว |
เย็นเช้าตกแต่งบำรุงหา |
พ่อกินได้
.ไรนา |
ผักปลาอิ่มสิ่งละน้อยๆ |
คาวหวานวันละสามเวลาเหลือ |
ยังไม่ใคร่กินเนื้อขึ้นสักหน่อย |
จะไปกินดิบสุกทั้งบุกกลอย |
ไม่อร่อยรสชาติมันจืดจาง |
ถ้ารู้จักประกอบให้ชอบนิด |
. |
คงต้องง้อขอกินทุกวันไป |
จงใส่ใจจัดหาสารพัน |
๑.๒ หน้าที่ของภรรยาที่ดีต่อสามี เช่นนางอัปสรมเหสีเจ้าเชียงใหม่ ก่อนที่จะส่งนางสร้อยฟ้ามาถวายพระพันวษา สั่งสอนนางสร้อยฟ้าซึ่งเป็นพระธิดา ซึ่งพระพันวษารับเอาไว้แต่ยกให้พลายงามเป็นบำเหน็จรางวัลที่พลายงาม จับเจ้าเชียงใหม่ได้ นางอัปสรสั่งสอนลูกยาวมาก
จงเคารพนบนอบต่อสามี |
กิริยาพาทีอย่าอางขนาง |
จะยั่วยวนหรือว่า
|
ไว้ให้ว่างคนคู่อยู่ทีลับ |
สังเกตดูอย่างไรชอบใจผัว |
ถ้าอยู่กินสิ้นทั่วทุกสิ่งสรรพ |
ทำให้ได้อย่าให้ต้องบังคับ |
เป็นแม่เรือนเขาจึงนับว่าดีจริง |
อันเป็นเมียจะให้ชอบใจผัว |
สิ่งสำคัญนั้นก็ตัวของผู้หญิง |
ทำให้ผัวถูกใจไม่มีทิ้ง |
อย่างอีกสิ่งก็อาหารตระการใจ |
ถ้ารู้จักประกอบให้ชอบพริ้ง |
ถึงจะสิ้นพราวพริ้งไม่ทิ้งได้ |
คงต้องร้องขอกินทุกวันไป |
จงใส่ใจจัดหาสารพัน |
เป็นต้นต้มตีหมูให้ชูรส |
ไข่ไกสดปลาต้มยำทำขยัน |
ตับเหล็กสันในแลไข่ดัน |
หั่นให้ชิ้นเล็กๆเหมือนเจ็กทำ |
พยายามเลี้ยงดูให้ฟูใจ |
ถึงจะมีเมียใหม่ให้คมขำ |
เสน่ห์ปลายจวักไม่รู้จักทำ |
หลงไหลไม่มีน้ำก็.. |
ฯลฯ |
|
ทำไมสาวๆ
.. |
ถึงมันสวยมันก็เซอะดังข้างผี |
.. |
มิได้มีเหมือนแม่จนแก่ชรา |
อันเป็นหญิงสุดแต่จิตปรนนิบัติ |
ใครสันทัดผัวก็รักเป็นหนักหนา |
แม้นเจ้าทำเหมือนคำของมารดา |
ดีกว่ายาแฝดสั่งท่านตามี |
๑.๓ จริยธรรมระหว่างแม่กับลูก ขุนช้างลวงพลายงามไปฆ่า คือขุนช้างรับนางพิมพ์มาอยู่ด้วย เพราะรักนางพิมพ์ ขุนช้างก็มีจริยธรรมในการเป็นสามีที่ดี แต่ว่าพอลูกของนางพิมพ์กับขุนแผนคลอดมา คือพลายงาม ขุนช้างรู้ว่าไม่ใช่ลูกตัว ก็เลยเหมือนหอกข้างแคร่ของขุนช้าง ก็ทำใจไม่ได้ ในที่สุดก็ลวงพลายงามไปฆ่า แต่ว่าไม่ตาย เพราะว่าลูกน้องของขุนแผนที่เป็นผีพลายมาช่วยไว้ได้ พลายงามก็เลยวิ่งกลับไปบอกนางวันทอง ขณะนั้นพลายงามอายุ 10 ขวบ นางวันทองบอกว่า อยู่ไม่ได้แล้ว ให้เดินไปอยู่กับย่าคือนางทองประศรี แล้วย่าก็จะไปตามหาพ่อให้เอง ซึ่งตอนนั้นขุนแผนอยู่กาญจนบุรี พระพันวษาส่งไป ขุนช้างนั้นลวงพลายงามไปในป่าเอาไม้ตี
ฝ่ายขุนช้างหมางจิตที่คิดแค้น |
ลูกขุนแผนมั่นคงไม่สงสัย |
เมื่อกระนั้นเหมือนกูครั้นดูไป |
ก็กลับใช่เหมือนพ่อไอ้ทรพี |
อีแม่มันวันทองก็สองจิต |
ช่างประดิษฐ์ชื่อลูกให้ถูกที่ |
เรียกพ่อพลายคล้ายผัวอีตัวดี |
รุกราตรีตรึกตราจะฆ่าฟัน |
พอวันทองล้มป่วยลงด้วยเคราะห์ |
.จะวิโยคให้โศกศัลย์ |
ฝังเสียงเงียบระงับหลับกลางวัน |
พลายงามนั้นนั่งกับพ่อที่หอกลาง |
ขุนช้างเห็นเป็นชีวิต
. |
แกล้งชี้เชือน
. |
ให้ขี่หลังข้างบ่า
. |
ไปชนช้างกวางทรายหลายพันธ์ |
ทั้งนกยูงฝูงหงส์
. |
จับไก่เถื่อนมาเลี้ยงเพราะเสียงขัน |
พูดให้เพลินเดินทางกลางอรัญ |
. |
โพระดกนก..กระตั้วเต้น |
กระแตเล่นไม้โจนโผนผวา |
เจ้าพลายงามถามพ่อผู้จ้อม้า |
ขุนช้างเลี้ยวไปปักไม้ซุง |
เห็นลับลี้ที่สงัดขัดเขมร |
สะบัดเบน
. |
ฯลฯ |
|
ในที่สุดพลายงามก็ไม่ตาย วิ่งไปฟ้องนางวันทอง นางวันทองก็เลยส่งไปอยู่กับนางทองประศรี แม่ของขุนแผน
เจ้าพลายงามแสนสงสารแม่ |
ชำเรืองแลดูหน้าน้ำตาไหล |
แล้วกราบคลานมารดาด้วยอาลัย |
ลูกเติบใหญ่คงจะมาหาแม่คุณ |
แต่ครั้งนี้มีกรรมแต่จำจาก |
ต้องพลัดพรากจากแม่ไปเพราะไอ้ขุน |
เที่ยวหาพ่อขอให้ปราบเดชะบุญ |
ไม่ลืมคุณมารดาจะมาเยือน |
แม่รักลูกๆก็รู้อยู่ว่ารัก |
คนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน |
จะกินนอนวอนว่า
. |
จะจากเรือนแม่ไปแต่ตัว |
๒. ความกตัญญู
ความกตัญญูก็มีหลายตอน ที่จะยกมานี้ชัดเจนที่สุด ก็คือนางลาวทอง มันสะท้อนให้เห็นความคิดของคนไทย คนไทยโบราณ คนไทยธรรมดา ไม่ใช่คนไทยพวกเจ้านายหรืออะไร เพราะว่า มีเจ้านายที่แสดงบทบาทชัดเจนก็คือพระพันวษาผู้เดียวเท่านั้น นอกนั้นเป็นชาวบ้านธรรมดา มันถึงไพเราะ เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดา ที่มีโลภ โกรธ หลง บางเรื่อง เช่นเรื่องอิเหนา
นางลาวทองเป็นลูกของหมู่บ้านจอมทองที่ขุนแผนไปตี เป็นลูกของแสนคำแมน กับนาง
ที่นี้ขณะที่ขุนแผนเดินทัพผ่าน หมู่บ้านนี้ก็มาสวามิภักดิ์ เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการยกลูกให้กับขุนแผนซึ่งเป็นแม่ทัพ นางลาวทองไม่อยากจะแต่งเลย เพราะไม่รู้ว่าขุนแผนหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ยอม เพราะว่ามีความกตัญญูต่อพ่อแม่ นี้คือลักษณะของลูกสาวไทย
เจ้าพลายงามแสนสงสารแม่ |
ชำเรืองแลดูหน้าน้ำตาไหล |
ครานั้นจึงโฉมเจ้าลาวทอง |
ยกสองมือทูนขึ้นเหนือหัว |
ร้องไห้กลิ้งเกลือกเสือกตัว |
ระเริ้งริกรัวๆทั้งกายใจ |
กอดเท้าพ่อแม่สะอื้นไห้ |
น้ำตาไหลซึมซาบลงอาบหน้า |
เช็ดน้ำตาคลอ |
แล้ววอนว่ารำพันพิไรไป |
เจ้าประคุณทูลหัวของลาวทอง |
ไม่ปกครองลูกแล้วหรือไฉน |
. |
. |
อาบน้ำป้อนข้าวทุกเช้าเย็น |
ไม่วายเว้นพิทักษ์รักษา |
ปรนนิบัติสารพัดด้วยเมตตา |
จึงได้เติบโตมาถึงเพียงนี้ |
ลูกหมายว่าจะตายแทบฝ่าเท้า |
แทนคุณแม่
.. |
คิดอยู่ทุกทิวาราตรี |
ถึงจะมีลูกผัวไม่ไปไกล |
ไม่ห่วงเสียแรงนึกคะนึงปอง |
ลาวทองหาได้แทนพระคุณไม่ |
อยู่ด้วยหลัดๆ จะพลัดไป |
เมื่อไรจะได้คืนมา |
วิบากจากแล้วก็จากไป |
ถ้าใกล้ๆก็ไม่สู้จะโศกศัลย์ |
ได้เห็นหน้ามาเยือนเวียนทุกวัน |
เพียงนั้นพอเห็นไม่เป็นไร |
นี่จะริบลับไปลับปี |
หารู้ที่จะมาเยี่ยมเยือนไม่ |
สุดหล้าฟ้าดิน
. |
สุดใจจริงแล้วทุกเวลา |
เจ็บไข้ตายเป็นไม่เห็นกัน |
นับวันเช้าเย็นไม่เห็นหน้า |
ทุกข์ภัยใครเลยจะนำพา |
เหมือนพ่อแม่เมตตาประจำใจ |
ไปมีผัวถึงผัวจะรักนัก |
ฟูมฟักมิให้ห่าง
.ได้ |
จะ.เลี้ยงดูประการใด |
ก็ไม่เหมือนพ่อแม่ที่เลี้ยงมา |
ทั้งพ่อแม่ก็กล่อมพยายามที่จะให้ไปให้ได้
พ่อแม่แก่แล้วไม่เห็นผล |
มืดมนอยู่ในป่าพนาหนา |
ประจักษ์แจ้งว่าพระแสงเจ้าส่องทาง |
. |
เมื่อน้อยๆร้อยช่างพึ่งพ่อแม่ |
ครั้งพ่อแม่แก่เฒ่าพ่อแม่พึ่ง |
จะยกเจ้าให้เขาไปเคล้าคลึง |
แม่อย่าพึ่งเครียดแค้นรำคาญใจ |
เขาเป็นยอดทหารชาญณรงค์ |
คงไปได้ดีอย่าสงสัย |
เจ้าจะได้พึ่งพาข้างหน้าไป |
อันเชียงใหม่กับกรุงอยุธยา |
คงจะเป็นสงครามกันรามลั่น |
รบกันสืบไปเพราะภายหน้า |
เจ้าเป็นสาวนวลละอองต้องตา |
ฝ่ายไหนไปมาจะย่ำยี |
เป็นการพูดให้เห็นถึงความกตัญญู นางลาวทองก็จำเป็นที่จะต้องไป เพราะว่ามีความกตัญญูต่อแม่เป็นอย่างมาก แต่พอเจอหน้าขุนแผน ขุนแผนก็เสกคาถามหาระรวยเลย แล้วขุนแผนก็เอาคาถามหาระรวยไปให้กันพลายงามด้วย เพราะฉะนั้นพลายงามก็มีสาวมารักเยอะเหมือนกัน พอเจอหน้าก็พ่นคาถาเลย หญิงก็อ่อนระรวย
พลายแก้วเห็นนางยังประหม่า |
พูดไม่เงยหน้า
. |
ครั้นได้สนทนาในท่าที |
เซ้าซี้อยู่ก็เนิ่นเกินเวลา |
จึงเอื้อมมือหยิบหมากที่ในถาด |
อาจอั้นใจพระคาถาเป่า |
ด้วยเคยเชื่อใจแต่ไรมา |
ไม่ช้าส่งให้พี่เลี้ยงกัน |
ช่วยยืนหมากไปให้เจ้าลาวทอง |
ทั้งสองพี่กินหมากในถาดนั้น |
สนทนาเวลาก็ดึกพลัน |
ไปเถิดวันอื่นจึงค่อยมา |
พี่เลี้ยงรับหมากมายื่นให้ |
เจ้าลาวทองรับไว้ไม่เงยหน้า |
ไม่กินกลัวจะไม่ให้ใครครา |
. |
ถ้ากินหมากมนตราให้เสียใจ |
. |
ตั้งแต่ยามเย็นนางมาอยู่ |
หาได้ดูหน้าตาเจ้าพลายไม่ |
ครั้งต้องหมากมนต์เคี้ยวประเดี๋ยวใจ |
ก็อาลัยลอบเหลือกกชำเรืองตา |
เห็นเจ้าพลายนายทัพขยับยิ้ม |
ปลิ้มประหนึ่งจะคลานเข้าไปหา |
เจ้าพลายแก้วแว่วเหวี่ยงกิริยา |
ก็รู้ว่าต้อง
.ใจ |
เบือนหน้ามาบอกกับสองนาง |
ไปพลางวันอื่นจงมาใหม่ |
หาวนอนสิน้องลาวทองไป |
ดับไฟมืดมิดทำนิททรา |
สองนางยื้อย่างมาทั้งคู่ |
ปิดประตูรีบไปไม่คอยท่า |
ลาวทองเพ่งพิศยิ่งติดตา |
ไม่ออกมาหมายอยู่เป็นคู่ครอง |
๓. จริยธรรมในการทำงาน
๓.๑ นางศรีประจันต์แม่ของนางพิมพ์สั่งสอนขุนแผน ซึ่งเป็นลูกเขยตอนนที่จะออกรบให้มีจริยธรรมในการทำงาน
ศรีประจันต์ครั้นเห็นลูกร้องไห้ |
น้ำตาไหล
น้ำ...พร่ำเพ้อ |
ขยี้ตาหน้าขาวหาวเรอ |
พูดจาว่าละเมอละไมไป |
อย่าไปทุกถึงออพิมพ์ออกแก้วเลย |
ไปแล้วหาให้เป็นอะไรไม่ |
ลูกเต้าเขารักษามาแต่ไร |
ด้วงแรงแมงใยมิให้ผ่าน |
อุตสาห์ตั้งเนื้อตั้งใจไป |
กลุ้มถึงเขาใยเขาอยู่บ้าน |
พออย่าประมาทราชการ |
ไม่ควรพล่านอย่าหาญให้เสียที |
อันค่ายคูดูทำให้มันอบ |
อย่าทะนงหลงเลห์จะไล่หนี |
ถอยรอล่อลวงท่วงที |
ในราตรีอย่าเห็นอย่าหลับนอน |
นั่งยามตามไฟเสร็จ
. |
กองร้อยมัวสุมซุ่มซ่อน |
สวัสดีมีชัยได้
. |
อุตสาห์ต้อนวัวควายมาไถนา |
ลูกพรุ่งนี้แล้วออแก้วไป |
เด็กเอ๋ยไวๆมานี่หวา |
ชวนกันออเจ้าสีข้าวตรา |
ซ้อมให้ขาวอย่ามีแกลบรำ |
แล้วใส่กระสอบรวบรัด |
ช่วยกันจัดแจงหวาอย่าพลาด |
พริกกับเกลือจัดหาเอามาตำ |
ข้าวขนมทำไปให้ครบ |
สายทองไปไหนไม่เห็นตัว |
กระไรชั่วชาติเสือ
. |
..ร้อนไปเป็นไปหาไม่พบ |
หลบทีเดียว
.แชเชือน |
หมากพลูมูลยาไม่จัดแจง |
พลูน่าหมากแห้งยังกองเกลื่อน |
ศรีประจันต์สั่งบ่าวเฝ้าตักเตือน |
พิมพ์หลบหัวเขาเรือน. |
อีมีอีรับควักปลาร้า |
เหม็นหวาซึ่งอีเป็นขี้ขมวน |
ศรีประจันต์ด่าให้อีขี้ตรวน |
ปลากูใส่ได้ส่วนเป็นอย่างไร |
อีดำตำพริกขยิกขยี้ |
เสียงถี่โกกๆกระโชกไล่ |
ข่าขิงพริกเกลือเจือลงไป |
ขะแยะๆไล่
. |
อ้ายอี..ฉวยกระบุง |
ข้าวในยุ้งเอาออกสี |
ตำซ้อมพร้อมกันดี |
กระสอบใส่ได้ที่
. |
ปลาแห้งปลาชะโดโตๆหวา |
ปลาย่างหอมกระเทียมก็เตรียมใส่ |
น้ำอ้อยน้ำตาลงบครบครันไป |
บ้างก็วิ่งขวักอยู่ไปมา |
กวนขนมกะละแม
.ไป |
มะพร้าวปอกไว้แต่ตอนเช้า |
กระต่ายขูดแคะแกะกะลา |
คั้นกระทิข่าเทลงไป |
เอาแป้งมาขยำแล้วซ้ำกรอง |
น้ำตาลใส่ลงในท้องกระทะใหญ่ |
เหลวๆกวนได้สะบายใจ |
เร่งไฟกวนเขี้ยวเหนียวเข้าทุกที่ |
พลัดกันบ้างเป็นไรหัวไหล่เหนื่อย |
เมื่อยแขนเป็นจะตายน่ะอ้ายผี |
ติดกระทะเลอะละอยู่เช่นนี้ |
ควัก
.ได้ที่ใบตองลอง |
มึงชิมกูชิมริมกระทะ |
หวานละดีกลายเป็นมันย่อง |
กดริมควักชิมที่กลางรอง |
พร่องไปครึ่งกระทะชักหวานดี |
๓.๒ อีกตอนหนึ่ง เรื่องการงานเหมือนกัน เจ้าขรัวสุโขทัยซึ่งเป็นพ่อของนางแก้วกิริยา ยกลูกสาวให้กับขุนช้างเพื่อจะเอาลูกไปขัดดอก คือไม่มีเงินให้ เงินใช้หนี้ขุนช้าง 15 ช่าง แล้วก็บอกว่ามีเงินเมื่อไรจะไปไถ่ถอนลูกคืนมา โดยที่ก่อนไปก็สั่งสอนนางแก้วกิริยาถึงจริยธรรมในการเป็นบ่าว เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาไว้
เจ้าขรัวลาสั่งท่านทั้งสอง |
ฝากน้องด้วยเถิดพ่อแม่ขา |
ผิดพลั้งอย่างไรได้เมตตา |
ออแก้วกิริยาอยู่จงดี |
จงเสงี่ยมเจียมตัวเป็นข้าท่าน |
การงานเอาใจใส่ให้ถ้วนถี่ |
สิ่งชั่วอย่าให้ตัวเป็นราคี |
ข้าวของท่านมีช่วยปิดงำ |
.อย่าให้ผ้านั้นเหม็นสาบ |
จงสุภาพเจียมตนเป็นคนขำ |
อย่านอนสายจงเล็งยำ |
ข้าวน้ำอาหารหาให้นาย |
เสียทรัพย์ดีกว่าอย่าเสียสัตย์ |
.อย่าพักหมาย |
สงวนศักดิ์รักยศจงอดอาย |
สามเดือนปลายแล้วพ่อจะกลับมา |
๔. จริยธรรมของหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของพระมหากษัตริย์
๔.๑ ราชสวัสดิ์ อันนี้รู้สึกว่าจะเคยได้ยินมาแล้วคือ ราชสวัสดิ์ อันนี้นี้เป็นตอนที่นางทองประศรีสั่งสอนขุนแผน บอกว่าการจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีจะต้องปฏิบัติตามราชสวัสดิ์ ๑๐ ประการ อย่างทีเราเคยเรียนแล้วว่า การจะเป็นข้าราชการที่ดี ต้องดำเนินตามราชสวัสดิ์ ๑๐ ประการนี้
โบราณว่าเป็นทาสของกษัตริย์ |
ราชสวัสดิ์ต้องเพียรเรียนรักษา |
ท่านกำหนดจดไว้ในตำรา |
มีมาแต่โบราณช้านานกาล |
หนึ่งวิชาสามารถมีอย่างไร |
ไม่ปิดไว้ให้ท่านทราบทุกสิ่งสรรพ์ |
หนึ่งกล้าหาญทำการถวายนั้น |
มุ่งมั่นจนสำเร็จเจตนา |
หนึ่งมิได้ประมาทราชกิจ |
ชอบผิดตริตรึกหมั่นศึกษา |
หนึ่งสัตย์ซื่อถือธรรม์จรรยา |
เหมือนสมาทานศีลไว้มั่นคง |
หนึ่งเสงี่ยมเจียมตัวไม่กำเริบ |
เอื้อมเอิบหยิ่งเย่อเพ้อหลง |
หนึ่งอยู่ใกล้ชิดติดพระองค์ |
ไม่ทำเทียมด้วยทะนงพระกรุณา |
หนึ่งไซร้ไม่รวบราชอาชาอาสน์ (ที่นั่ง) |
ด้วยอุบาทว์จัญไรเป็นหนักหนา |
หนึ่งเข้าเฝ้าสังเกตซึ่งกิจจา |
ไม่ใกล้ไกลไปกว่าสมควรการ |
หนึ่งผู้หญิงชาวในไม่พันพัว |
เล่นหัวผูกรักสมัครสมาน |
หนึ่ง..รักใคร่สามิภักดิ์ในภูบาล |
ถูกกริ้วทนทานไม่ตอบแทน |
ราชสวัสดิ์จัดจบครบสิบข้อ |
พ่อจงจำไว้ให้หนักแน่น |
สัตย์ซื่อแลสำคัญนั้นแล |
พ่อแผนของแม่จงใส่ใจ |
จงไปดีมาดีศรีสวัสดิ์ |
พ้นวิบัติเสี้ยนหนามความเจ็บไข้ |
ให้พระองค์ผู้ทรงภพไตร |
โปรดปรานประทานให้เป็นพระยา |
ว่าพลางทางออกไปนอกห้อง |
ร้องเรียกผู้คนพวกเหล่าทาส |
พ่อแผนเอา. |
ไปติดหน้าตามหลังทั้งสองคน |
อันนี้ก็ขุนแผนจะเดินทาง นางทองประศรีก็สั่งสอนลูก ราชสวัสดิ์ทั้งหมด ๑๐ ประการ ทั้งหมดนี้เป็นจริยของผู้ชาย ที่เป็นข้าของพระมหากษัตริย์ ต่อไปนี้เป็นจริยธรรมของผู้หญิงที่เป็นข้าต่อพระมหากษัตริย์
๔.๒ จริยธรรมของหญิงที่เป็นปาทจาริกา ข้าของพระมหากษัตริย์ ดังที่นางเกษร มารดาของนางสร้อยทอง ธิดาพระเจ้าล้านช้างสั่งสอนนางสร้อยทองก่อนที่ถวายนางสร้อยเป็นสนมของพระมหากษัตริย์ แม่ของนางสร้อยทองก็สั่งสอน นางสร้อยทองเป็นธิดาของพระเจ้าล้านช้าง หรือศรีสัตตนาคนหุต ซึ่งปัจจุบันอยู่ในลาว (ในความรู้สึก) ปัจจุบันไม่ได้เรียกชื่อนี้แล้ว
ถ้าประเพณีเจ้าวงศ์ทรงไว้ |
ถึงกษัตริย์กรุงไทยทรงเมตตา |
แต่ว่าอย่าลืมและปลื้มใจ |
ว่าถวายเจ้าไปให้เป็นข้า |
ถึงพระองค์ทรงพระกรุณา |
อย่ากำเริบเติบใหญ่ให้เมามัว |
คำโบราณท่านว่ามาแต่ก่อน |
สำหรับสองสตรีที่มีผัว |
ว่านิสัยภรรยาประพฤติตัว |
อีกอย่าโลภโมโทสัน |
อีกอย่างหนึ่งการงานคร้านทั้งนั้น |
ท่านว่าเมียอุบาทชาติกาลี |
หนึ่งคือ อย่าคิดร้ายต่อสามี สองอย่าโลภโมโทสัน คือไม่ให้เปิดหลังบ้านรับสินบน ถ้าเป็นภรรยาแล้วเปิดประตูหลังรับสินบน ข้อสาม อีกอย่างหนึ่งการงานคร้านทั้งนั้น ท่านว่าเมียอุบาทชาติกาลี คืออย่าเกลียดคร้านในการงาน ในเรื่องเกี่ยวกับงานงานบ้านงานเรือน
อันหญิงดีที่เป็นภรรยา กำหนดไว้ในตำราว่ามีสี่
หนึ่งเลี้ยงดูภัสดาด้วยปราณี |
หนึ่งร่วมทุกสุขมีเสมอกัน |
(อธิบาย) อันที่หนึ่งคือเลี้ยงดูสามี ด้วยความเมตตาปราณี ทำกับข้าวให้กิน ปรนนิบัติรับใช้ สอง ร่วมทุกข์ร่วมสุข
หนึ่งนั้นเคารพนบนอบผัว |
หนึ่งยอมตัวให้ใช้ไม่เดียดฉัน |
(อธิบาย) สาม คือเคารพสามี ก่อนนอนกราบเท้าสามี ข้อสี่ คือรับใช้ทุกอย่างไม่อิดออดเลย สามีใช้ไปล้างส้วมก็ไป หนังสือของท่านมหาตมคานธี ตอนที่ท่านพยายามสร้างสังคมใหม่ ประพฤติพรหมจรรย์ก็บอกให้ภรรยาไปล้างห้องน้ำ ภรรยาก็ชาตินี้ไม่เคยล้าง การล้างห้องน้ำเป็นของวรรณะต่ำสุด ศูทรหรือไม่ก็จันทาล เพราะฉะนั้นไม่ยอมล้าง ก็มีการสัมมนากับท่านคานธีเสียหน่อย ในที่สุดก็ตกลงกันได้ เพราะถ้าตกลงกันไม่ได้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ภรรยาก็จำต้องยอมล้างห้องน้ำ ซึ่งภรรยาก็เป็นวรรณไวศยะด้วยกัน ซึ่งไวศยะก็เป็นวรรณะที่รวย ถึงแม้จะไม่มีเกียรติเท่าวรรณะกษัตริย์ หรือพราหมณ์ แต่ว่าเขาร่ำรวยมีเงินจ้างคนใช้ ซึ่งคือพวกศูทร อันนี้คือการแก้ค่านิยม ถ้าปฏิบัติได้ทั้งหมดนี้
จึงอยู่เย็นเป็นทุกคืนวัน |
ด้วยผัวนั้นวางใจที่ในตัว |
แต่บริจามหากษัตริย์นั้น |
ผิดกับหญิงสาวที่มีผัว |
ต้องจงรักภักดีแล้วเกรงกลัว |
เหมือนอย่างตัวเป็นข้าบาทธุลี |
ไม่ใช่สามีกับภรรยาธรรมดา ไม่ใช่เป็นภรรยาของสามีธรรมดา แต่เป็นสามีพระมหากษัตริย์ ถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ใช่เป็นมเหสีเอกก็ตาม แต่ก็ต้องจงรักภักดีในตัว เหมือนอย่างตัวเป็นข้าบาทธุลี เหมือนอย่างตัวเป็นข้าฝ่าละอองธุลีพระบาท
ตั้งใจสนองรองบาทา |
ให้ทรงพระกรุณาเป็นราศี |
ถึงขัดข้องหมองใจบางที |
ไม่ควรที่ให้เคืองเบื้อง.. |
เพราะถ้าจอมกษัตริย์ขัดพระทัย |
มักเกิดภัยอันตรายหลายสถาน |
ถ้าหากว่าพระองค์ทรงโปรดปราณ |
ก็ชุบเลี้ยงสำราญตระการใจ |
หมายความถ้าพระองค์ทรงโปรดก็ดีไป ถ้าพระองค์ขัดพระทัยก็จะเกิดอันตราย อันนี้คือสิ่งทีได้กล่าวมา เป็นบาทจาริกา เป็นข้าของพระมหากษัตริย์ที่เป็นหญิง ต่อไป
๕. ความซื่อสัตย์สุจริต
จงมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อทุกคนเลย ต่อมิตรสหายต่อใครๆ เป็นตอนที่ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างแล้วได้นางแก้วกิริยา แล้วขุนแผนด่าขุนช้าง คือขึ้นเรือนแล้วสะกดให้ทุกคนหลับหมด แล้วก็ไปดูทุกคนนอน แล้วก็ไปได้นางแก้วกิริยา ตอนเดินไปเข้าห้องนางแก้วกิริยา เข้าห้องผิด หรืออะไรไม่ทราบ
โอ้ว่ากรรมทำไว้ไฉนหนอ |
บังเกิดก่อวิปริตผิดไปได้ |
จะมีมิตรก็ให้เชือนผิดเพื่อนไป |
หย่อนให้กลับเหิมข่มเหงธรรม |
แสนแค้นเคืองใจไอ้ขุนช้าง |
ใจกระด้างกระเดื่องคิดให้ผิด
|
มันชิงวันทองไปไอ้ใจดำ |
แต่กระทำมิได้ว่าให้เคืองใจ |
มิหนำซ้ำไปทูลยุแยง |
ว่าปีกำแพงพาราออกมาได้ |
ไม่แก้แค้นก็จะแค้นคงบรรลัย |
เอออะไรเห็นรักเราหักราญ |
สุภาษิตท่านประดิษฐ์ประดับแต่ง |
ว่าใครคดก็เอา
.ได้ |
ถ้าใครซื่อซื่อตอบจนวายปราณ |
นี่มันพาล
. |
ก็หมายความว่า จงซื่อสัตย์ต่อเพื่อน มันก็อยู่ทีเพื่อนด้วย ถ้าเพื่อนเป็นคนดี ก็ควรจะดีตอบ แต่ถ้าเพื่อนเป็นคนเลว เราก็เอาคดเข้าตอบเหมือนกัน นี่มันเป็นเพื่อนเลว ถึงแม้ว่าจะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ ก็ตามที
ตามกรรมจะระยำด้วยอาญา |
ในเบื้องหน้าเป็นไฉนให้รู้ที่ |
ตัวกูก็ลือชาว่าคนดี |
พรุ่งจะไปยังสุพรรณ |
จะผ่าแผ่แล่อกดูให้ได้ |
ทำให้สมแค้นเป็นแม่นมั่น |
จะรับวันทองไปยังไพรวัณฑ์ |
คิดแล้วก็กลั้น |
รุ่งขึ้นเมื่อไรจะรีบไป |
กูละร้อนดังกับไปมาเผาผลาญ |
พอเช้าตรู่เตรียมสำเร็จเสร็จการ |
มายังบ้านมารดาด้วยทันใด |
อันนี้คือรีบจะไป แล้วก็ไปเอาตัวนางวันทองมาจนได้ แต่ก่อนจะไปห้องวันทองก็ไปห้องนางแก้วกิริยา ไปได้นางแก้วกิริยาก่อน ตอนนี้เป็นตอนที่ไพเราะ ตอนที่ 18 ตอนชมดง
ครั้นผ่านพ้นชายไพรใกล้ขอบหนอง |
เห็นนกตะกรุมโทนท่องอยู่ไหวๆ |
กระซิบบอก..นั่นเป็นไร |
ขุนช้างไล่มาแล้วเจ้าแลดู |
วันทองฟังแจ้งแสยงจิต |
เลี้ยวชะแง้แลพิศอยู่เป็นครู่ |
เห็นแต่นกตะกรุม
. |
ก็นิ่งอยู่ไม่ได้ว่าประการใด |
. |
ที่คิดว่าผัวน้องมาตามไล่ |
ไม่ทันพิเคราะห์ว่าอยู่ไกล |
เข้าใกล้จึงรู้ว่านำตะกรุม |
หัวหูมันกระไรไม่มีขน |
หัวคนเช่นนี้ก็มีกลุ้ม |
ไฉนนกอย่างนี้จึงมีชุม |
หันไปสุ่มกุ้งกินอยู่ดิบดี |
พี่คิดว่าผัวนาง
. |
|
ลักษณะของขุนช้าง คือตอนที่นางเทพทองจะคลอดนางฝันเห็นนกตะกรุม
แม่ฝันว่านกตะกรุมคาบช้าง |
บินมาแต่ทางพนาสุด |
พาไปไม่ถึงในเรือนตน |
หัวล้านอกขนสัตว์เกิดมา |
เมื่อตกฟากฤกษ์
..ของหลานชาย |
ช้างเผือกมาถวายพระพันวษา |
จึงให้นาง
.. |
หลานรักของข้าชื่อขุนช้าง |
แล้วให้เอาเงินทองกองใส่ทอ |
อันกำไรมือล้นข้อทั้งสองข้าง |
กำไรเงินใส่เท้าก้าวขากาง |
.หลักสองข้างแขนหลานยาย |
. |
. |
ห้อยอยู่ต่องแต่งแกว่งไปมา |
ยิ้มหัวหาหาอ้าปากโจร |
นางเทพทองร้องด่าไอ้ยาจก |
ช่างเต้นหยก ๆ เหมือนตลกโขน |
ยึดไว้ไม่นิ่ง..ลิงทะโมน |
ไอ้ผีโน้นที่ไหนปั้นใส่มา |
ไม่มีใจที่จะใคร่อุ้มชู |
เหมือนข้างคลอกหลอกกูสุกขายหน้า |
ทำตาบ้องแบ้วแมวกินปลา |
ไอ้ต่ายห่าด่าแช่งไม่เว้นวัน |
พอขุนช้างขุนช้างสามขวบไปเที่ยวเล่น |
เด็กเห็นก็กลัวจนตัวสั่น |
โน่นแน่แม่เอ๋ยอะไรนั่น |
มันอ้าปากยิงฟันครั่นคร้ามใจ |
นางแม่ห้ามว่าอย่ากลัว |
ขุนช้างลูกเจ้าขรัวบ้านรั้วใหญ่ |
เขาเป็นเศรษฐีมี
.. |
อย่ากีดขวางหลีกไปเมื่อเขามา |
ข้างฝ่ายนางทองประศรีคลอดนางพิมพ์มาก็เป็นสุขมาก
ทรวดทรงส่งศรีไม่มีแม้น |
อรชรอ้อนแอ้นประหนึ่งเหลา |
ผมสลวยสวยขำงามเงา |
ให้ชื่อเจ้าว่าพิมพิลาไลย |
๖. วาจาสัตย์
เป็นตอนที่ขุนแผนติดคุก คิดถึงเมียนางวันทอง แก้วกิริยา ลาวทอง
บุราณว่า เสียทรัพย์อย่าเสียศรี |
เสียหมื่นสิ้นอย่าเสียวาจาได้ |
นางก็ไม่มีผิดคิดนอกใจ |
จากไปเป็นเหตุด้วยขุนช้าง |
มันเท็จทูลใส่ไคร้ให้เป็นโทษ |
รักจึงโกรธให้พรากไปจากข้า |
บัดนี้ก็สิ้นเรื่องเคืองรำคาญ |
แต่ตัวนางยังขังไว้วังใน |
หมายความว่าในขณะที่ขุนแผนติดคุก พระพันวษาให้จองจำนางพิมพ์ เพราะอันนี้คือกลอนที่ขุนแผนขโมยนางพิมพ์ไปครั้งแรก ขุนช้างไปฟ้องพระพันวษา แล้วก็ไปตามจับกลับมาได้ ขุนแผนติดคุกเพราะขโมยเมียเขามา นางพิมพ์ถูกแยกเอาไปขัง พระพันวษาก็ลืมไปเลยว่าขังนางเอาไว้ไม่ได้ขังแบบกักบริเวณหรอก แต่ว่าอยู่ในวัง
เพราะ
..เกล้าเจ้าชีวิตท่านทรงลืม |
ปลื้มจิตจึงไม่ออกมานอกได้ |
จำจะต้องทูลขอต่อทรงไชย |
ครั้นคิดไปให้เกรง
.. |
ก็เลยคิดว่า จะไปขอให้นางวันทองออกมา ยอมเสียทรัพย์สินดีกว่าที่จะยอมเสียสัตย์ ไม่พุดจาโกหก ไม่ผิดคำพูด คนโบราณถือมาก ทีนี้ตอนขุนแผน ถูกจำคุก
อันเครื่องพันธนาการที่จำนอง |
อันอีกสักสองเท่านี้ก็หนีได้ |
จะเสียสัตย์ขัดสนจึงจนใจ |
หนีไปใครจะนับว่าเป็นชาย |
หมายความว่ามีคนมาถาม ว่าทำไมไม่หนี เพราะขุนแผนมีวิชาความรู้มาก มีพราย มีกุมารทอง จะหนีจากโซ่ตรวนก็หนีได้ แล้วทำไมไม่หนียอมติดคุกจำจองเป็นเวลานาน จนกรทั่ง ผมยาวเลยเอว
เสมือนหนึ่งบิดาท่านทำโทษ |
แม้นมิโปรดตามที่ไม่หนีหาย |
จะทนไปให้ตลอดจนวอดวาย |
สูตายตามแต่พระอาญา |
หมายความว่ายอมตาย ถ้าลืมก็จะอยู่อย่างนี้แหละ ไม่มีการที่จะหนีไปเพราะเหตุว่า ท่านก็เหมือนบิดาลงโทษลูก เพราะฉะนั้นก็จะอยู่ไปอย่างนี้ จนกว่าท่านจะนึกได้ แล้วก็มาเอาออกจากคุก แต่ท่านก็ไม่ได้นึกได้หรอก แต่ว่าพลายงามไปช่วยไว้
ขุนแผนว่าเราก็เจ้าเลี้ยง |
สาบานแล้วหาเบี่ยงคำสัตย์ไม่ |
ถ้ากูคิดหลบลี้หนีไซร้ |
กลางวันก็จะไปได้สบาย |
สบายมาก พวกผีพราย อะไรก็อยู่รอบตัวเลยจะมาเอาไปเมื่อไรก็ได้ แต่ว่าไม่ทำ เพราะว่า ให้คำสัตย์ไว้แล้ว ยอมตายอาสานาย ประพฤติตัวตามราชสวัสดิ์ ก็เลยไม่หนีไป
มันมีอีกส่วนหนึ่งคือการนับถือศาสนา คือข้อ 6 ก็คือความเคร่งศาสนา ใส่บาตรทุกเช้า มีการไปฟังเทศน์ แล้วก็เป็นชายชาตรีก็ต้องบวชตามประเพณี
จะกล่าวถึงพลายแก้วแววไว |
เมื่อบิดาบรรลัยแม่พาหนี |
ไปอาศัยอยู่ในกาญจนบุรี |
กับนางทองประศรีผู้มารดา |
อยู่มาจนได้เจริญวัย |
จนอายุนั้น สิบห้า |
ไม่วายที่จะทอดมรณา |
แต่นึกตรึกตรามาเกือบปี |
อยากจะเป็นทหารชาญชัย |
ให้เหมือนพ่อขุนไกรที่เป็นผี |
จึงอ้อนวอนมารดาให้ปราณี |
ลูกนี้จะใคร่รู้วิชาการ |
พระสงฆ์ |
แม่จงพาลูกนี้ไปฟังท่าน |
ให้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ |
อธิฐานบวชลูกเป็นเณรไว้ |
นางทองประศรีก็เลยพาไปหาท่านขรัววัดสมใหญ่ มีการเย็บสบงจีวรกัน เพราะในสมัยนั้นไม่มีให้ซื้อ ก็เย็บสบงจีวร วันป่าเลไลยก์ อันนี้เป็นบรรยากาศวัดป่าเลไลยก์
อยู่มาปีระกาสัตตศก |
ทายกในเมืองสุพรรณนั้น |
ถึงเดือนสิบจวนสารทจึงขาดวัน |
คิดกันจะหลีกเลี่ยง..ศรัทธา |
พระมหาชาติทั้งสิบสามกัณฑ์ |
วัดป่าเลไลยก์นั้นวันพระหน้า |
. |
พร้อมกันนั่งปรึกษาที่วัดนั้น |
บ้างก็รับทศพรหิมพานต์ |
บ้างก็รับเอาทานกัณฑ์นั่น |
ที่ลูกตกรับชูชกกัณฑ์ |
ให้ยายศรีประจันต์.. |
มหาราช |
ฟังหัวเราะครึกครื้นกันอึ่งมี่ |
ฉกษัตริย์สงัดเงียบ |
ตาหมื่นศรีคนแก่แกรับไป |
นางวันรับกัณฑ์จุลพล |
เณรอ้น |
เทศน์กัณฑ์มหาพล |
ฯลฯ |
อันนี้ก็เป็นการแสดงจริยธรรมของคนว่ามีการนับถือเลื่อมใสพระพุทธศาสนามาก ทั้งหมดมีการทำทุกอย่างตามประเพณีทางสังคม ก็คงมีเท่านี้ แหละหลักจริยธรรม
ต่อไปเป็นการแสดงความคิดเห็น ก็คือมันมีหลายตอนที่ผิดจริยธรรม เช่นตอนที่เณรพลายแก้วไปได้นางวันทอง เป็นต้น ก็มันเป็นเรื่องของแต่ละคน คิดกันเอาเองนะจ๊ะ
***