สมจศ 531 แนวคิดทางจริยศาสตร์ในสังคมไทย
[ SHES 531 History of Ethical Thoughts in Thai Society ]


ครั้งที่ 6 ลิลิตพระลอ
 


***

ครั้งที่7 (1-8-43)
โคลงภาษิต

ท่านใดที่เรียนจริยธรรมวิชาชีพคงจำได้ว่าในบทความของท่านอาจารย์ ดร.อมร รักษาสัตย์ ได้พูดถึงโคลงสามเรื่องนี้ไว้ว่า เป็นการสอนจริยธรรมให้กับสังคมไทย ท่านอาจารย์อมร ได้ยกพาลีสอนน้อง, โคลงทศรถสอนพระราม และโคลงราชสวัสด์ ซึ่งโคลงภาษิตนี้มีหลักจริยธรรมล้วน ๆ เลย

โคลงภาษิต นี้ได้แก่ "โคลงพาลีสอนน้อง" พาลี คือลิงในเรื่องรามเกียรติ์ เป็นเจ้าเมืองขีดขิน "โคลงทศรถสอนน้อง" ท้าวทศรถ คือพ่อหรือพระราชบิดาของพระราม เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงสอนพระรามได้ ท่านที่เราได้เอ่ยนามมานี้ได้สอนลูกหลานของตนเองว่าข้อปฏิบัติที่ดีในการเข้ารับราชการนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นโคลงภาษิตทั้งสามเรื่องนี้ อันได้แก่
1. โคลงพาลีสอนน้อง
2. โคลงทศรถสอนพระราม
3. โคลงราชสวัสดิ

โคลงทั้งสามบทนี้เป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ทราบเพราะระบุไว้อย่างชัดเจน จุดมุ่งหมายในการทรงพระราชนิพนธ์ของพระองค์เพื่อสั่งสอนประชาชน หรือบุคคลใดก็ตามที่จะเข้ารับราชการในราชสำนักของพระองค์ ให้ได้ทราบถึงหลักจริยธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติในการเป็นข้าราชการที่ดี แต่ทศรถสอนพระรามนั้นเน้นเป็นพิเศษตรงที่ว่าเน้นเรื่องหลักในการครองเมือง เพราะท้าวทศรถสอนพระรามซึ่งเป็นลูกของพระองค์ให้ทรงทราบหลักในการครองเมือง, หลักของพระมหากษัตริย์

พระราชประวัติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นพระราชโอสรของพระเจ้าปราสาททอง (พระเจ้าปราสาททองทรงสร้าง ; ราชวงศ์ปราสาททอง ถาวรวัตถุที่ทรงสร้างและมีชื่อมากคือ วัดไชยวัฒนาราม ที่อยุธยา และพระที่นั่งบางประอิน) เสด็จขึ้นครองราชย์ในพุทธศักราช 2139 แล้วทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 28 ในกรุงศรีอยุธยา (อยุธยามีกษัตริย์ทั้งหมด 33 พระองค์ - 5 ราชวงศ์ ซึ่งราชวงศ์สุดท้ายคือราชวงศ์บ้านพลูหลวง ของสมเด็จพระเภทราชา ราชวงศ์แรกคือราชวงศ์อู่ทอง) ในรัชสมัยของสมเด็จะพระนารายณ์มหาราชนั้นทรงทำสงครามกับพม่าถึงสี่ครั้ง เพราะพม่ายกทัพมาบุกไทยและไทยก็ได้รับชัยชนะทุกครั้งไป แม่ทัพของไทยที่มีความสามารถคือเจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็ก (โกษามีชื่อเสียงทางการรบ ส่วนโกษาปานมีชื่อเสียงทางการทูต เป็นหัวหน้าคณะทูตไทยไปฝรั่งเศส) เจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็กได้ยกทัพไปตีเชียงใหม่ได้สำเร็จและก็อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาไว้ที่กรุงศรีอยุธยา (พระพุทธสิหิงค์นั้นเดิมสุโขทัยได้มาจากศรีลังกา และต่อมาเชียงใหม่ก็ได้ไปจากสุโขทัย ตอนหลังอยุธยาไปเอามาจากเชียงใหม่) ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งชาติต่าง ๆ (มีชื่อเสียงทางด้านการต่างประเทศ) อยุธยาก็กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขาย มีเรือสินค้ามาชุมนุมมากมาย ในรัชสมัยของพระองค์มีฝรั่งชนชาติกรีก ชื่อ คอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งเดินทางมาและเป็นล่ามในราชสำนักของพระนารายณ์ ในรัชสมัยของพระองค์เป็นรัชสมัยที่มีสีสรรค่อนข้างมาก มียุโรป ฝรั่งเข้ามา มีการเอาวิทยาการต่างประเทศเข้ามา และในรัชสมัยของพระองค์ทรงสร้างโรงพยาบาลแห่งแรกขึ้นที่เมืองละโว้ โดยมีชนชาติฝรั่งเศสมาช่วยสร้างเอาไว้

คอนสแตนติน ฟอลคอน เป็นชาวกรีกที่เข้ามาเพื่อเป็นล่ามให้พระคลังสินค้า และต่อมาก็มามีอิทธิพลในราชสำนัก ตามพงศาวดารกล่าวว่า คอนสแตนติน ฟอลคอน มีใจกำเริบขึ้นอยากจะเป็นกษัตริย์ ซึ่งจะจริงหรือไม่นั้นไม่ทราบ หรืออาจจะถูกใส่ร้ายก็ได้ ในที่สุดพระเภทราชาก็ลงโทษ และต่อมาพระเภทราชาก็ขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระนารายณ์ เพราะพระนารายณ์ไม่มีลูกอ่ะนะ มีพระปรีซึ่งเป็นลูกเลี้ยง และพระเภทราชาก็ขับไล่ฝรั่งออกไปจากเมืองไทย พระเภทราชานี้เป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์บ้านพลูหลวง และทรงเป็นกษัตริย์ที่มาจากสามัญชน เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้รับการยอมรับสักเท่าใด

ในรัชการนี้สิ่งที่เด่นก็คือประเทศสยามได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับต่างประเทศเป็นอย่างดี โดยเฉพาะฝรั่งเศส สมเด็จพระนารายณ์ทรงครองราชย์อยู่ 32 ปี เสด็จสวรรคตในปี 2231 พระเภทราชาครองราชย์ต่อมา และพระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งบ้านพลูหลวง อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอยุธยา หลังจากพระเภทราชาแล้วก็จะมีพระเจ้าเอกทัศน์ กรมหลวงอุทุมพร แล้วก็สิ้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง

สมเด็จพระนารายณ์ทรงเป็นปราชญ์และกวี ทรงให้ความอุปถัมภ์กวีหลายคน และวรรณคดีก็เจริญรุ่งเรืองมากจนมีชื่อว่า "ยุคทองของวรรณคดีไทย" สมเด็จพระนารายณ์ซึ่งพระองค์เองได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้ ซึ่งมีชื่อเสียงมาก ดังนี้คือ โคลงพาลีสอนน้อง โคลลงทศรถสอนพระราม โคลงราช สวัสด์ และสมุทรโฆตคำฉันท์ตอนกลาง สมัยพระองค์นั้นทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ จะเห็นว่ากษัตริย์สมัยโบราณทรงมีเวลาว่าง และในหลงเราก็ทรงมีเพราะทรงแปลเรื่องติโต (จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย) และทรงแปล, ถอดความเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ และพระมหาชนก

***

โคลงพาลีสอนน้อง

โคลงพาลีสอนน้องมีเค้าโครงมาจากรามเกียรติ์ เมื่อพาลี (ลิง) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองขีดขินรู้ตัวว่าจะตาย ก็จะเรียกองคตและสุครีพซึ่งเป็นลิงของพระนารายณ์ (เหล่านี้เป็นทหารเอกของพระนารายณ์) จึงเรียกสุตรีพและองคตซึ่งเป็นน้องมาสอนให้รู้จักปฏิบัติตัวให้ดี ว่าจะทำอย่างไรที่จะรับใช้พระรามได้ดี จะเป็นข้าราชการที่ดีได้อย่างไร ลักษณะคำประพันธ์เป็นโคลงสี่สุภาพ (โคลงพาลีสอนน้องทุกบทเลยมีเป็นหลักจริยธรรมทั้งหมด)

1. พาลีมีเดชล้ำ
เลยกระบิล
เป็นเหล่าธิบดินทร์อินทร์
แบ่งปั้น
ผ่านแคว้นแดนขีดขิน
บุรินทราช
ปรากฏยศยงชั้น
ฟากฟ้าสุธาสถาน

2. วานรราชเรื้อง
พาลี
เรียกอนุชอุดมศรี
แน่งน้อย (เรียกน้องซึ่งก็คือองคตมา)
องคตยศยงมี
ใจเสน่ห์
มากล่าวพจนาพร้อง
ถี่ถ้วนขบวนความ (พูดให้ฟัง, สั่งสอนว่าควรจะทำตัวอย่างไร)

3. ตัวเจ้าเผ้าน้องเนื่อง
ชนนี
ในจิตต์สนิทเสน่ห์มี
ห่อนแล้ว
พี่ชายจะวายชี -
พิตนาศ
ทั้งสองสนองเสนอแก้ว
เนตรเนื้อหัทยางค์

4. สององค์จงรักด้วย
ภักดี
เป็นทาสบาทจักรี
เลิศล้ำ
องคตยศยงศรี
เสมอเนตร
ทั้งสองสนองเสนอแก้ว
เนตรเนื้อหัทยางค์

- ให้ทั้งสองคนจงรักภักดีต่อพระราม จะใช้คำว่าทาสบาทจักรี

5. เฝ้าแหนแสนเสน่ห์ด้วย
ใจจง
ธิบดินทร์ปิ่นรฆุวงศ์
ก่ายเกล้า
อย่าคิดจะนิทรปลง
ยาวยืด
ว่าสนุกสุขเกษมเช้า
ค่ำคุ้ยตะกุยนอน

- จงมีความขยันขันแข็งทำการงาน รับใช้เจ้านาย อย่าเอาแต่นอนยาวยืด แล้วก็เอาแต่สุขสนุกสนานตอนเช้ากลางวัน เย็นอย่าทำเป็นตะกุยนอน คือเย็นก็นอน ชีวิตอย่างงี้ม่ายอาว อย่าทำ

6. หนึ่งคอยชะลอเล่ห์ไท้
เรืองราม
สิงหนาทอาจไถ่ถาม
ถี่ถ้อย
ทูลพิดกิจกลความ
ตามสัตย์
อย่าขานการเบาน้อย
เนื่องเนื้อคดีตรง

- ไม่พูดความเท็จกับพระมหากษัตริย์ (พระราม, พระลักษณ์) ถ้าพระรามกับพระลักษณ์จะรับสั่งหาสิ่งใดขอให้ทูลตอบโดยตรงตามความจริงทุกประการอย่าพูดโกหก

7. เฝ้าไทอย่าได้อ่า
โอองค์
อย่าแต่งแน่งน้องผจง
นอบนอ้ม
ที่ทางกลางโรงปลง
ผดุงอาตม์
ณโรงคัลบันโดยด้อม
อย่าได้สามผลาญ

- ให้แต่งกายเหมาะแก่กาละเทศะ ถ้าเวลาเข้าเฝ้าอย่าได้แต่งองค์โอ่อ่าเกินหน้าเกินตานัก (เฝ้าไทอย่าได้อ่า โอองค์) อย่าประดับให้มาก เพราะจะเกินหน้าเกินตากษัตริย์ไป ในขณะเดียวกันก็อย่าให้ซอมซ่อจนเกินไป ให้มีกาละเทศะในการแต่งกาย

8. นักสนมกรมชะแม่แม้น
สาวสวรรค์
นางในไพบูลย์พรรณ
แน่งน้อย
เฝ้าไทภูทรงธรรม์
ธิปราช
อย่าใฝ่ในเสน่ห์คล้อย
เนตรเลี้ยวเลียมแสวง

- พวกผู้หญิงชาววังอย่าไปยุ่ง เพราะบางคนเป็นนางสนมกำนัล เพราะถ้าไปยุ่งก็จะตาย (ยกตัวอย่าง เจ้าฟ้ากุ้งเป็นลูกพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไปยุ่งกับนางกำนันของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเป็นพระราชบิดาสั่งประหารด้วยท่อนจันทร์ เป็นการประหารแบบเจ้า คือจับใส่ถุงที่ทำด้วย… แล้วทุบด้วยท่อนจันทร์จนตาย ซึ่งท่อนจันทร์นี้เป็นไม้สำหรับเจ้า เพราะมีกลิ่นหอม เป็นไม้ชั้นสูง เพราะฉะนั้นเจ้าจะตายก็ทุบด้วยท่อนจันทร์ หรือในกรณีของสมเด็จย่าตอนที่ท่านสวรรคต ตอนเผาพระศพของท่านก็ไปเอาไม้จันทร์มาเผา จะเอาเป็นไม้ธรรมดาไม่ได้ และไม้จันทร์นี้จะมีกลิ่นหอม ซึ่งเมืองไทยไม่มีแล้ว ต้องไปซื้อมาจากพม่าเพื่อการนี้โดยเฉพาะ) เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับนางสนมกำนันมิฉะนั้นจะเดือดร้อน ถึงแม้นว่านางเหล่านี้จะมีเสน่ห์ปานใดก็จามห้ามเนตรเลี้ยวเลียมแสวง คือห้ามไปทำตาเจ้าชู้ ชะมดชม้อยให้กับนางสนมกำนันพวกนี้

11. หนึ่งอาสน์ธิราชไท้
ทรงธรรม์
ทองสุกมุกดาสรรพ์
ก่องแก้ว
กระหนกรัตน์จำรัสวรร -
โณภาส
อย่าฝืนขึ้นแล่นแล้ว
อวดอ้างทรอิงอร

- อย่าขึ้นไปบนราชอาสน์ของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ให้ขึ้นไปยุ่งเพราะเป็นของสูง จงอย่าขึ้นนั่งพระราชอาสน์ขอพระมหากษัตริย์ เพระไม่ใช่สิ่งเหมาะสมที่จะทำ อันนี้เป็นความเชื่อของคนไทย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของสูงถ้าใครไม่ถึงแล้วจะมีอันเป็นไป

12. นัยหนึ่งพึ่งเฟ่าท้าว
นฤบดี
อย่าใกล้นักศักดิ์ศรี
ท่านไท้
ทะนงจะจงมี
ทวิโทษ
อย่าไกลนัยเนตรให้
นเรนทร์พร้องถามถึง

- เวลาเข้าเฝ้ากษัตริย์อย่าเข้านั่งใกล้จนเกินไป ในขณะเดียวกันอย่างนั่งไกลจนเกินไป จงมีกาละเทศะ สังคมไทยทุกอย่างเป็นกาละเทศะหมด อย่านั่งใกล้มากจะมีโทษ และอย่านั่งไกลมากก็จะมีโทษเช่นกัน

13. หนึ่งเมื่อเฉลือเปลี่ยงไปล
รางวัล
บำเหน็จเสร็จสรรพอัน
ถี่ถ้วน
อย่าทัดขัดขวางธรร -
มิกราช
จงคอยชะลอยตามล้วน
เล่ห์ล้ำศุภผล

- อันนี้ผู้บรรยายเข้าใจว่าถ้าสมมติกษัตริย์ให้รางวัลใคร เข้าใจว่าก็อย่าไปขัดขวางมากกว่า หมายความว่าสิ่งที่ท่านตัดสินมาแล้วน่าจะใช้ได้ เพราะฉะนั้นถ้ากษัตริย์พระราชทานสิ่งใด หรือมีบำเหน็จรางวัลให้แก่ใครเราจงอย่าขัดขวาง ขัดขวางก็ไม่ได้เพราะท่านจะให้

14. เมื่อเฝ้าเช้าค่ำคล้อย
สกลกาล
จงย่อมออมกระยาหาร
หย่อนไว้
อย่ากินสิ้นเสร็จประมาณ
ประมูลขนาด
เกลือกกวนป่วนท้องได้
ยากย้ายในวัง

- เกลือกกวนป่วนท้องได้ ยากย้ายในวัง หมายความว่าหาห้องน้ำเข้ายาก ถ้าเข้าเฝ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะต้องหิวช่ายม๊า ก้อต้องกินในวัง เพราะฉะนั้นถ้ากินในวังก็ต้องสำรวม อย่ากินมากเกินไป เพราะถ้าเกิดปวดท้องขึ้นมาจะลำบาก และยากย้ายในวัง ก็คือหาที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขได้ยาก เพราะฉะนั้นก็ต้องบันยะบันยังเวลารับประทานอาหาร เวลาเฝ้ายากที่จะเคลื่อนย้ายเพราะเหตุว่าเราต้องทำหน้าที่

15. หนึ่งของกองโกศไว้
ในคลัง
อย่าคิดปัดแสวงหวัง
อาจเอื้อน
เอาออกนอกคลังรัง
แรงโทษ
อย่าได้มีใจเงื้อม
เงื่อนร้ายสลายคุณ

- อย่าไปเอาของในคลังออกมาเป็นของตัว เพราะมีความผิดแน่นอน เพราะของนั้นไม่ใช่ของเรา จะมีโทษหนักด้วยซ้ำ

สวามิภักดิ์รักพระองค์
จึ่งตน
แต่จตุรพุทธวุฒิผล
ค่ำเช้า
ท่านเครียดอย่าเครียดก่น
พลโทษ
ตึงต่อทรยศเข้า
เขตแคว้นประนมสนอง

- ให้มีความจงรักภักดี และเวลาพระมหากษัตริย์ หรือพระราชาโกรธก็อย่าไปโกรธตอบ

หนึ่งไซร้ในเมื่อใช้
จงจำ
เจนจดพจนาคำ
ถี่ถ้อย
อย่าห่างทางสะเทือนนำ
เกียรติถกล
พิดทูลมูลคดีร้อย
สิ่งใช้ ในการตามเสนาะ

- เมื่อท่านใช้งานให้ทำอะไรให้จดจำให้แม่นยำ ให้ถี่ถ้อยก็คือจำให้หมดเลย - อย่าห่างทางสะเทือนนำ เกียรติถกล คือจำให้ละเอียดละออ คือท่านใช้อะไรก็ต้องทำอย่างละเอียดละออ จดจำคำสั่งคำสอนให้ละเอียดถี่ถ้วน

แหนนักมักก้ม
อย่าเงยหงาย
ซ้ายขวาอย่ากลับกลาย
กรอกหน้า
อย่าหันผันผาย
หมายคลุกคลือ
ตั้งจิตนิจนัยช้า
อย่าแพร่กลางสถาน

- เวลาเฝ้าแหน, เวลาเฝ้าพระกษัตริย์ให้สำรวม ไม่วอกแวกซ้ายวามหน้าหลัง ไม่เงยไม่ก้ม - ให้ตั้งจิตนิจนัยช้า อย่าแพร่กลางสถาน คือให้ตั้งจิตให้สำรวม อย่าไปวอกแวก

เฝ้าแหนแฝ่นภพด้วย
จงจิต
อย่าใฝ่ในกลกิจ
เกียรติเกี้ยว
แสวงชอบประกอบนิจ
ทุกเมื่อ
เลี้ยงให้ไพบูลย์เลี้ยว
ล่วงร้อยแสนสนอง

- ทำอะไรก็ตามอย่าไปคิดถึงมากว่าจะได้ผลอะไรตอบแทน ทำอะไร หรือทำความดีไม่ต้องคิดว่าจะได้อะไรตอบแทน ทำอะไรเพื่อให้ดีที่สุด

อาสาจ้าววิษณุนี้เมื่อ
มีศึก
อย่าเกรงมะเลงเพลงขึ้น
เข่นเขี้ยว
รบเร่งตะเบงตะบิงสะอึก
ทมึกไล่
จงได้ในหลักเรียบ
ห่างไห้สยดแสยง

- อาสาวิษณุ ซึ่งก็คือพระนารายณ์ หรือพระรามนั่นเอง (พระนารายณ์อวตาลลงมาเป็นพระราม) ถ้าพระรามมีศึกให้อาสาจ้าว (จ้าวก็คือพระราม) - อย่าเกรงมะเลงเพลงขึ้น เข่นเขี้ยว คืออย่าไปเกรงศัตรูข้าศึก - รบเร่งตะเบงตะบิงสะอึก คือยกไล่ข้าศึก - จงได้ในหลักเรียบ ห่างไห้สยดแสยง คือจงสยบข้าศึกให้ได้ จงรบชนะศัตรูให้ได้ในที่สุด

สงครามยุแย้ง บุกบั่นประจันบานตาม เขตฆ่าอย่ากลัวความ รุกล้มจนชีพม้วย
อย่าคิดถาม ต่อด้วย วรนาถ จึ่งอ้างอาจองค์

- ไม่ให้มีความขลาดกลัง มุ่งประจัญบาน ต่อสู้กับศัตรูโดยไม่กลัวความตาย - รุกล้มจนชีพม้วย จึ่งอ้างอาจองค์ แม้ตัวตายก็ยอม อาสาเจ้าจนตัวตาย คล้าย ๆ กับคำสอนในสุภาษิตพระร่วงที่ว่า อาสาเจ้าจนตัวตาย อาสานายจนพอแรง หมายความระหว่างอาสาเจ้ากะอาสานาย ให้อาสาเจ้าให้มากกว่า แม้จะเสียชีวิตก็ยอมเพราะเจ้านั่นคือกษัตริย์ ส่วนนายก็คือนายธรรมดา เพราะงั้นอาสาจนหมดแรงได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเสียชีวิต

เสร็จกาลสานสั่งซ้ำ
ทั้งสองสนองในตอน
เฝ้าองค์ทรงสั่งดิทร
ประนิทินซึ่งจงได้
คำสอน
กล่าวไว้
นินาถ
อย่าแคล้วภัยพาล

- ทั้งสองก็คือสุครีพและองคตก็สนองรับสิ่งที่พาลีสอนมา ก็หมายความว่าใครเฝ้าก็รับฟังคำที่พาลีสั่งสอน

พจนำคำได้กล่าว
เฉลยไขในปรนัย
จงจำอัมฤทธิ์ศัย
ปัญญาธรรม…
อาวไว้
เวทไว้
เสมอพล
โลกรู้ …

- หมายความว่าเมื่อสุครีพกับองคตฟังแล้ว (เข้าใจว่าองคตอาจจะเป็นลูกของพาลี แต่สุครีพเป็นน้อง) ทั้งหมดเมื่อฟังมาทั้งสององค์แล้วจำเอาไว้แล้วก็ควรให้โลกรู้ด้วยว่าสิ่งที่พาลีสอนเป็นสิ่งที่ดี

พาลีมีศักดิ์พ้น
ลงมากล่าวราวอัตไขย
ทั้งสองสนองเสนอใน
เป็นเฉลิมเจิมภพร้อย
สกลไกล
ถี่ถ้อย
พจนาถ
โลกรู้สรรเสริญ

- หมายถึงสิ่งที่พาลีกล่าวให้สนองและจดจำเอาไว้ เพราะเป็นสิ่งที่ถ้าโลกรู้แล้วก็จะสรรเสริญชื่นชมและยกย่อง เพราะเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น

โคลงพาลีสอน้องนั้มีความยาวที่สั้นเกินไปที่จะทำเป็นวิทยานิพนธ์ได้ ดังนั้นถ้าใครจะทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาโทจะต้องทำทั้งสามเรื่องคือ โคลงพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม และโคลงราชสวัสด์ แต่ท่านก็ต้องไปหารายละเอียดของรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ และรวมถึงแนวคิดจริยธรรมจากเล่มอื่น ๆ ประกอบด้วยของจากพระราชนิพนธ์พระนารายณ์ และจากบุคคลที่เขียนเรื่องในสมัยนั้น ซึ่งก็มีคำประพันธ์ของโหราธิบดีประกอบด้วย

***

โคลงทศรถสอนพระราม

โคลงสุภาษิตเรื่องทศรถสอนพระราม เป็นโคลงสี่สุภาพเช่นเดียวกัน ผู้ทรงพระราชนิพนธ์คือสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงหลักในการครองเมืองของพระมหากษัตริย์ เพราะท้าวทศรถคือพระราชบิดาของพระราม

เนื้อเรื่องกล่าวถึงท้าวทศรถพระราชบิดาของพระรามทรงสั่งสอนพระรามถึงข้อปฏิบัติอันเหมาะสมในการครองราชสมบัติ เริ่มต้นดังนี้

1. ทศรถยศยิ่งไท้
ชมชิดสนิทเสน่ห์การ
ในพระชนมานสาร
เรียกร้องสนองเสนอแก้ว
ทุกสถาน
เลิศแล้ว
รามเทพ
ลูบไล้ประโลมสอน

- ต่อไปนี้พ่อจะสอนลูกแล้วน๊า

2. เจ้าจักรักราษฎร์
ให้สุขศรีปรีดิชม
เสมอบุรินทร์อินทร์อุดม
อาสัจธรรมถลันให้
บุรีรมย์
ชอบใช้
พรหมเมศ
เทียบแท้ประมูลมวล

- จงเลี้ยงราษฎรให้ดี ให้มีความสุข

3. ประเสริฐเลิศโลกล้น
จงจิตต์มิตรกรุณา
เป็นต้นกลพฤกษา
อายุตติธรรมนั้นให้
โลกา
แน่ไว้
เสมอเมฆ
สัตว์ซ้องสุขเกษม

- ให้มีความเมตตากรุณาต่อประชาชน ไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน - เป็นต้นกลพฤกษา เสมอเมฆ, อายุตติธรรมนั้นให้ คือจงให้ความยุติธรรมแก่พลเรือนทุกหมู่เหล่า - สัตว์ซ้องสุขเกษม และเมื่อให้ความยุติธรรมแกประชาชนทุกหมู่เล่าแล้วประชาชนก็จะสรรเสริญยกย่อง สังคมก็จะเป็นสุข ท่านก็จะได้รับคำสรรเสริญ

4. อาณาประชาราษฎร์
จักสุขเกษมเปรมใจ
ไมตรีที่ประชุมใน
เป็นบุษบาปรากฏร้อย
กรุงไกร
ชื่นช้อย
นรนาถ
กลิ่นกลุ้มขจรจาย

- ถ้าท่านมีเมตตากรุณา หรือทำอย่างนี้ได้ประชาชนก็จะมีความสุข (จักสุขเกษมเปรมใจ ชื่นช้อย) - ไมตรีที่ประชุมใน นรนาถ ทุกคนก็จะมีความรักใครกัน ก็เหมือนกับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม สังคมก็จะมีความสุข

5. รางวัลสรรพสิ่งให้
เหมือนกลผลพฤกษาหวาน
เป็นที่ภิรมสาร
เสนีพิรียพลน้ำ
ไทยทาน
เลี่ยนล้ำ
เกษมราษฎร์
จิตต์ซ้องสรรเสริญ

- การแบ่งปันสิ่งของให้อาณาประชาราษฎร์ เหมือนกับบทที่แล้วที่มันก็เหมือนกับผลไม้หวาน ใครได้ไปก็จะมีความสุข ทุกคนก็จะสรรเสริญ

6. ครองภพลบโลกล้ำ
ระงับดับกังวลกล
โลภอวิชชาผจญ
กำจัดสลัดสละเลี้ยว
ศุภผล
โกรธเกรี้ยว
มนทโมหะ
อย่าได้ประมูลมา

- เจ้าจงครองแผ่นดินด้วยการกำจัดรัก โลภ โกรธ หลง โทสะ โมหะให้หมดสิ้นไป อย่าได้ประมูลมา หรืออย่าได้เอาสิ่งไม่ดีมาใส่ตัว

7. จักเพียรเบียฬราษฎร์ร้อน
จงปลัดตัดผจงคำ
ขันตีเป็นที่นำ
เป็นสวัสดิ์พิพัฒน์ให้
อย่าทำ
ว่าไว้
ประมูลสุข
เลิศล้ำใดเสมอ

- อะไรที่เป็นความร้อน ที่ทำให้ประชาชนเดือดเนื้อร้อนใจอย่าทำ (จักเพียรเบียฬราษฎร์ร้อน อย่าทำ) - จงปลัดตัดผจงคำ ว่าไว้ อย่าทำ ให้สลัดไปเลย - ขันตีเป็นที่นำ ประมูลสุข และให้มีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งทีไม่พึงปรารถนา - เป็นสวัสดิ์พิพัฒน์ให้ เลิศล้ำใดเสมอ ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะนำความสุขสวัสดิ์มงคลมาให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติได้ หรือแก่พระมหากษัตริย์ที่ปฏิบัติได้

8. บรักษ์อาณาจักร
ด้วยจิตต์สนิทเสน่ห์ใน
ดั่งบิดามารดรใจ
รักษาธิดาบุตรแล้ว
แดนไตร
ผ่องแผ้ว
ใสสุทธิ์
เลิศล้ำใครเสมอ

9. ความผิดมิตรโทรหเหี้ยม
จงประคองป้องกันสรรพ์
โทษหนักสลักแสลงปัน
หยุดยั่งรังรักหล้า
อาธรรม์
ชั่วช้า
ผจงปลิด
แบ่งให้ทุเลาเบา

- ความผิดต่าง ๆ ก็พยายามหาทางบรรเทา พูดง่าย ๆ คือให้เรามีเมตตาต่อคนอื่น ความผิดของคนอื่นเราจงช่วยให้ปัญหาเบาบางลง แต่มันก็ลำบากอ่ะนะ สรุปว่ากษัตริย์จะไปลงโทษใครก็อย่าหนักมาก พยายามที่จะให้ทุเลาลง

10. สัตว์ไดไว้โทษร้าย
เวรกรรมพร่ำผะดุงมา
อย่าเอาเขาระดมอาสา -
เสมออาตม์ระดมไล้
หนูนหนา
หอบให้
ระพันเพิ่ม
ลูบแล้วชะโลมลง
11. เจ้าจงปลงรักษ์เรื้อง
อย่างนี้ศรีสวัสดิชม
เสมอสวรรค์ชั้นบรมพรหม
ผลไว้ในหัตถ์หล้า
บุรีรมย์
เฟื่องฟ้า
สุธาวาส
โลกล้วนสรรเสริญ

- คือฟังไว้และก็จงจำ ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะเป็นผลดี โลกจะสรรเสริญ

12. บุตรรักอัคเรศเจ้า
ในรสพจนาคำอัม -
เราเผ่าสุริยำทำ
ตามระบบประกอบชี้
ผะจงจำ
ฤตนี้
มามาก
ชอบไว้ในตระกูล

- หมายความว่าพระรามซึ่งเป็นลูกเราจงฟังและจำ แล้วทำตาม เพราะถ้าทำตามแล้วเจ้าก็จะได้ความสวัสดิ์มงคล แล้วทั้งหมดนี้ก็จะชอบไว้ในตระกูล

***

โคลงราชสวัสดิ

โคลงราชสวัสดิเป็นบทโคลงสุภาษิตที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทางแต่งขึ้น เป็นโคลงสุภาพ มีวัตถุประสงค์ที่จะสั่งสอนบุคคลที่จะเข้ารับราชการว่าให้ปฏิบัติตามจริยธรรม คล้าย ๆ กับพาลีสอนน้อง เริ่มต้นโดย

1. พิธูรพูนสวัสดิ์ล้ำ
กล่าวอรรถสัตยคาถา
มธุรังหวังแสวงหา
ฉลองเฉลิมพลพิภพไท้
โลกา
เทียบไว้
ประโลมโลก
สัตว์ล้วนควรแสวง

- สมเด็จพระนารายณ์จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เป็นความจริงต่อไปนี้ หวังที่จะให้สัตว์ทั้งหลาย, ผู้ที่อ่านควรที่จะรับฟัง หรือจดจำเอาไว้ใช้ - ฟังแล้วจงจดจำ, เคารพ

4. หนึ่งในใฝ่เฟ่าท้าว
โรงราชอาสน์จงมาน
โดยคุณสุนทรปาน
สงบเสงี่ยมเจียมอาตม์ร้อย
สภิตสถาน
ชื่นช้อย
ปราโมทย์
เรียบรู้อิริยา

- เวลาเข้าต่อหน้าพระพักตร์ก็จงให้มีความสำรวม รู้กิริยา รู้กาละเทศะ สงบเสงี่ยมเจียมตน

5. หนึ่งให้ใจฉลาดรู้
จงพินิจพิจารณ์
รู้จักลักษณะขลาดหาญ
สมปรติมีจงล้วน
เรื่องการ
ถี่ถ้วน
ทานเทียบ
อย่าเลี้ยวพูนสกนธ์

- จะทำอะไรก็ตามให้ใช้สติปัญญาวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วจึงจะทำ พินิจพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน ให้รู้ลักษณะของงานนั้น ๆ สิ่งที่จะทำนั้น ๆ แล้วจึงทำ

7. หนึ่งไว้ในมิตรไม้
วัจนาปรารภยง
ที่คับจับการจง
ดำรงผจงธรรมรู้
ตรี่ตรง
ยิ่งผู้
สละเสลข
เรื่องลิ้นตราชู

- ให้ระวังคำพูด (วัจนา) เวลาจะปรารภหรือพูดอะไรออกไป - ที่คับจับการจง สละเสลข ให้พูดให้มันดี ให้มีกาละเทศะในการพูด - สรุปว่าให้ระวังคำพูดให้เหมาะสม

8. รู้รอบประกอบเกื้อ
ปิดป้องประคองขอบขัณฑ์
ทั้งอาณาประชาพรรณ
ปรีญาณสารสิทธิแหม้น
สบสรรพ์
เขตต์แคว้น
สบสัตว์
อย่าให้ใครเสมอ

- มีความรอบรู้ในการป้องกันบ้านเมือง, มีความรอบรู้ในการดูแลแว่นแคว้นพระนครของตนให้ดี รวมท้งป้องกันจากบุคคลภายนอก - ปรีญาณสารสิทธิแหม้น อย่าให้ใครเสมอ ให้มีความชำนาญเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ อย่าให้ใครเทียบเทียมได้

9. เห็นผิดกิจชอบชั้น
กิจการประมาณเสนา
เมื่อไปในสถานคลา
อย่าได้ไหวหวั่นน้อม
แสวงหา
พรั่งพร้อม
คืนค่ำ
เขตต์แคว้นไพริน

- ให้มีความองอาจกล้าหาญ เมื่อเข้าไปสู่ที่ใดกลางคืนไม่กลัว (อย่าได้ไหวหวั่นน้อม เขตต์แคว้นไพริน)

13. หนึ่งสนมบรมราชทั้ง
พึงผายบ่ายเบือนไกล
บมิควรสวนเสนอใจ
อย่าเฉลือเผื่อจิตต์ไว้
นางใน
อย่าใกล้
มิตรภาพ
มุ่งม้วยเสียสกนธ์

- จงอย่าข้องแวะนางสมกำนัลของพระมหากษัตริย์ จะทำให้มีโทษถึงชีวิตได้ (มุ่งม้วยเสียสกนธ์ มุ่งม้วยเสียสกนธ์ ในที่นี้แปลว่า กาย ก็คือมันจะทำให้เสียชีวิตได้) เพราะว่าจะได้รับพระราชอาญา

14. พึงระงับเบื้องบ่าย
เสงี่ยมสงบสบสรรพมี
สุจริตประดิษฐ์ประดมตรี
ผจงดำรงอาตมล้วน
อินทรีย์
ถี่ถ้วน
คุณเลิศ
เลิศไว้ในผล

- พึงดำรงตนอยู่ในศีล 5, ให้สงบเสงี่ยม

15. อย่าใฝ่ในส้องเสพ
มิตรมนต์อนธการพาล
ติเตียนตำเนียรสถาน
พึ่งแสวงแห่งโอชบ้าย
สุราบาน
เรื่องร้าย
ทุกประเทศ
มุ้งแม้นมฤธุรัง

- ดื่มเหล้าไม่ดีเพราะจะเป็นที่ตำหนิติเตียนอะไรต่าง ๆ, ห้ามดื่มของมึนเมาทุกรูปแบบ, ไม่ควรมัวเมาในอบายมุข

16. หนึ่งอย่ามาลับลี้
ควรแสวงแห่งกลกิจ
พึงภักดีอัครบรมอิศ -
เป็นนิรันต์สรรพสิทธิเช้า
นอนนิทร
ใฝ่เฝ้า
วรราช
ค่ำคลุ้มนิจการ

- อย่ามัวแต่นอนนิทรา ให้มีความจงรักภักดีเข้าเฝ้าทุกเช้าค่ำ, อย่าแอบหลบไปนอน

17. หนึ่งทรัพย์นับเนื่องไว้
อย่าประสงค์จำนงหวัง
อย่าคิดจิตต์เบือนบัง
อย่าแบ่งแมลงลักให้
ในคลัง
หวั่งได้
แสวงโลภ
ประโยชน์เบื้องอาตมางค์

- อย่าโลภในทรัพย์ของพระคลัง, อย่าไปโลภมาก

18. สิ่งใดไว้หว่างโทษ
ทั้งส่วยสัดพัทธยา
เว้นอภัยในสัตวคณา
อย่าคิดจิตต์จงม้วน
สรรพา
ถี่ถ้วน
ทุกที่
พิฆาฏให้จำตาย

- ให้รู้จักอภัย ไม่คิดเอาให้ใครตาย - ทั้งส่วยสัดพัทธยา ถี่ถ้วน ให้มีความถี่ถ้วนในการเก็บภาษี, อย่ายักยอก, ห้ามเอาของในคลัง (แต่มันไม่น่าจะเกี่ยวกับการให้อภัยอ่ะนะ)

หนึ่งในใฝ่เฝ้าจ้าว
ไกลใกล้ไกลเสถียรสถาน
เอาหิตคิดประมาณการ
จิตจำนงค์จงแน่
จักรพรรณ
เที่ยงแท้
พึงอ่อน
แต่คล้ายคลึงคนึง

- ในกิจการที่ได้รับมอบหมาย - จิตจำนงค์จงแน่ มีจิตใจแน่วแน่, เอาจริงเอาจังในการทำงาน ถึงจะอยู่ไกลก็ควรจะไปอยู่

นั่งจงตรงทฤษฎิเท้า
อย่าเหลือบแลแปรปรวน
อย่าคิดกิจทำทวน
ระวังระไวให้แลเลี้ยว
บังควร
เกียรติเกี้ยว
นัยเนตร
พิลาศให้แสนแสวง

- เวลาเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ให้สำรวม อย่าไปวอกแวก อันนี้ก็เหมือนกับในพาลีสอนน้อง ย่าหลุกหลิก ลอกแลกเพราะมันไม่เหมาะสม นั่นก็คือให้มีกาละเทศะ ให้สำรวม

จงจิตต์สนิทตั้งต่อ
หูสู่บทพจมาน
พลอยในใฝ่แสวงสาร
อย่าประมาทประมาณการให้
ทรงธาร
ท่านไท้
สูรนาท
โมหะเทิ้มขลักเขลา

- เวลาเข้าเฝ้าให้ตั้งใจฟังให้ดี (มั้ง) ให้ตั้งใจฟังบทพจมาน (หูสู่บทพจมาน ท่านไท้) - เวลาท่านรับสั่งอะไรต้องฟังให้ดี ไม่วอกแวก ก็คล้ายอันเมื่อกี๋ที่ไม่ให้วอกแวกนัยน์ตา แต่อันนี้หู ให้สำรวมหูคือตั้งใจฟัง

ปรีชาปรากฏซ้อง
ทั้งวัจโนโวหาร
เสวงชอบกอบการสถาน
ให้ต้องบทพจน์
เชาว์ชาญ
กล่าวเกลี้ยง
ทุกประเทศ
เพียรพากแพลง…

- มีความปรีชาให้ปรากฏในการวัจโนโวหาร มีความคิดฉับไว (ปรีชาปรากฏซ้อง เชาว์ชาญ) ให้ฉลาดในความคิด ปฏิภาณ และพูดออกมา (ทั้งวัจโนโวหาร กล่าวเกลี้ยง) เวลาพูดออกมาก็พูดให้มันเฉลียวฉลาด - เสวงชอบกอบการสถาน ทุกประเทศ คือการคิด การพูด และการทำให้มันเก่งฉกาจ

หนึ่งเข้าออกนอกนั้น
อย่าใฝ่ในกลกิจ
อย่าแสวงแห่งการผิด
ทรนงทรนุชผลุบพลั้ง
ควรคิด
แต่งตั้ง
แกมเลศ
เพลี่ยงร้ายสลายภูมิ

- ทำให้ดีจะเข้านอกออกใน จะเข้านอกออกในพระราชฐานให้ทำตัวให้ดี ให้ซื่อสัตย์ อย่าไปคิดไม่ดี เพราะไม่งั้นที่ตัวเองทำมาดีก็จะกลายเป็นร้าย - เขานอกออกในอย่าไปทะนงตัวในทางที่ผิด

รำพึงคะนึงอาจอ้อม
เป็นนิจกิจการวาน
หลีกไกลที่ในสถาน
ขืนข่มสมฤดีเน้น
พิจารณ์
อย่าเว้น
ทางเที่ยง
อย่าได้สืบสกล

- ไตร่ตรองกิจการ จะทำอะไรให้ไตร่ตรองให้ดี, ให้รอบคอบ สิ่งที่ทำแล้วให้นำมาไตร่ตรองอีกครั้งหนึ่ง จะทำอะไรให้ไตร่ตรองให้รอบคอบเอามาคิดตามให้รอบคอบ สิ่งที่ทำแล้วก็นำมาไตร่ตรองด้วย ต่อไปจะได้ไม่ทำสิ่งที่ดี

มีพจน์บทปั้นแต่ง
เอมอรรถวัจนะกถา
ไพเราะสนิทเส่น่ห์หา
ภิรมย์โสมนัสล้วน
วาจา
ถี่ถ้วน
มธุรส
รับพื้นพจมาน

- การพูดจาให้อ่อนหวานไพเราะเป็นที่ประทับใจผู้ฟัง, ของพระมหากษัตริย์ (ภิรมย์โสมนัสล้วน รับพื้นพจมาน)

หนึ่งโศกโทษร้ายเรื่อง
กเลศกลั้นยำยาการ
ดำริษนะ…
หนีหน่าขจายเจียรย้อน
กลทะการ
เรื่องร้อง
ล้วนโลก
หลีกร้ายผ่ายผัน

- (เทปหมดหน้าอ่ะนะ)

อันหนึ่งพึงต่อร่าง
อย่าฝักใฝ่ในไพรี
โกธันรังแสลงมี
กริ้วกลบสบถ
ไมตรี
เพื่อนพร้อง
พึ่งถ่อย
...

- ละความโกรธ …ไม่ได้ยินอ่ะ… สร้างไมตรีกับคน และอะไรที่เป็นความโกรธหรือความไม่ดีก็ให้ละเว้น

อย่ากลั้วกลัวกลีบ
กล่าวกลั่นคำแสลงสลาย
กฤษฎิยุค… …
อย่าเคลิ้มเพลิน…
เบื้องอับอาย
เรื่องร้อง
...
เหตุร้ายกลางสถาน

- อย่าอายการกระทำที่ดี อะไรที่เป็นความดีกล่าวไป, สิ่งที่เป็นความชั่วอย่าเข้าใกล้ แต่ในขณะเดียวกันอย่าละอายการกระทำความดี

หนึ่งไซร้ใฝ่เพื่อเลี้ยง
ปิตุรงค์พระมารดา
ญาติมิติรสิทธิพุทธา
พูลสวัสดิ์พิพัฒน์เช้า
รักษา
ก่อเกล้า
...
ค่ำแคว้นแสนเกษม

- ให้ดูแลเลี้ยงดู บำรุงรักษาบิดามารดาญาติมิตร พี่น้องเขาจะได้มีความสุข มีความกตัญญู

หนึ่งจงปลงปลูกไว้
ศรัทธาปราโมทย์สถาน
ศรีสวัสดิ์ปฏิบัติสาน
จงใจใสสุทธิเชื้อ
ไกลอารยะ
แก่เกื้อ
สุขภาพ
ชาติอเวรา

- จงปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนา ปราศจากเวร ปฏิบัติอย่างนี้ได้ใจก็จะดี มีศรัทธาในศาสนาและปฏิบัติด้วย ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะใจดี สุขภาพกายก็จะแจ่มใส

อวยทางหว่านพืชผู้
เนืองนิจจิตแสวงผล
ธณทรัพย์สนับสนุนจน
ปรารถนาปรารภม้วย
ธุรพล
ชื่นช้วย
ปรโลก
สิ่งแกล้งแสวงไสว

- ควรหมั่นในการให้ทาน เพราะอนิสงค์ของการให้ทานจะไปถึงโลกหน้า (ธณทรัพย์สนับสนุนจน ปรโลก) - ปรารถนาปรารภม้วย สิ่งแกล้งแสวงไสวมีความปราถนาสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้น

ทั้งหมดนี้มีหลักจริยธรรมอะไรที่เด่น ๆ บ้าง ให้วิเคราะห์มาเป็นประเด็น ๆ

 

หลักจริยธรรมที่ปรากฏในโคลงภาษิต

1. ประชาชนต่อพระมหากษัตริย์

1.1 ความจงรักภักดี
1.2 ความสำรวมตน และความมีกาละเทศะ : ข้าราชการต้องไม่ไปยุ่งกับสนมกำนัลของพระราชา
1.3 รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต : ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง
1.4 ความกตัญญู
1.5 ความกล้าหาญ
1.6 ความมีสัมมาคารวะ, ความเคารพ
1.7 ความรอบรู้ในกิจการ…
1.8 ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบาย ไม่เห็นแก่ความเกียจคร้าน
1.9 ความรู้จักประมาณ
1.10 ความละอายต่อบาป
1.11 ความอดทน
1.12 ความไม่ข้องแวะกับอบายมุขทั้งปวง
1.13 การนับถือศาสนา

2. กษัตริย์ต่อประชาชน

2.1 ความเมตตากรุณา
2.2 ความมีปรีชาญาณ (wisdom ภาษาไทยคือฉลาด รอบรู้) คือสติปัญญา
2.3 ความยุติธรรม ความเสมอภาค
2.4 ความกล้าหาญ
2.5 ความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
2.6 การให้อภัย ใครทำผิดหนักให้แบ่งเบา
2.7 ความอดทน (ปุถุชนควรจะมีทั้งประชาชนและกษัตริย์ ทั้งอดทนต่อการงาน ต่อวาจาของคนอื่น)
2.8 ความเสียสละ (ความไม่โลภ ไม่ถือเอาอะไรของลูกน้องของตัว แต่ในนี้ไม่มีอ่ะ ไม่ไปฉุดคร่าเมียหรือลูกของลูกน้องมาเป็นของตัว)
2.9 ความซื่อสัตย์ ความมีสัจจะ วาจาสัตย์
2.10 ความไม่เบียดเบียนประชาชน
2.11 ความสุภาพอ่อนน้อม
2.12 ความมีปรีชาญาณ
2.13 ความรอบรู้
2.14 ความไม่หวั่นไหวต่อกิเลส

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้แต่งสั่งสอนให้ผู้น้อยมีกาละเทศะ แต่ไม่ได้บอกว่าผู้ใหญ่ควรจะมีกาละเทศะด้วย

ถามว่าทำได้หมดมั๊ยเนี่ย อันนี้ไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์ แต่หมายถึงตัวเราเองว่าทำได้มั๊ยในยุคปัจจุบัน เราทำเองได้มั๊ย - ข้อใดยากที่สุด - ในปัจจุบันทำได้หมดมั๊ยในประเด็นประชาชนต่อกษัตริย์ - ความจงรักภักดี ความสำรวมตน ความมีกาละเทศะ - ถามว่าอะไรยากที่สุด มีคนตอบว่าความอดทน - แล้วความละอายต่อบาปหล่ะยากมั๊ย - ความอดทนในที่นี้หมายถึงอดทนต่อสิ่งเย้ายวนด้วยใช่มั๊ย - อดทนต่อความยากลำบากตรากตรำ - การเสียสละ - ทั้งหมดนี้คิดว่ามีข้อใดล้าสมัยบ้าง ซึ่งเป็นข้อที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ???

เป็นอันจบยุครัตนโกสินทร์แล้วจ๊ะ

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Saturday 21 October, 2006 10:48 PM