ครั้งที่ 5 (11-7-43)
มหาชาติคำหลวง และลิลิตโองการแช่งน้ำ
"มหาชาติคำหลวง" (คงเคยอ่านมาตอนเด็ก ๆ แต่ฉบับที่อ่านนั้นเป็นฉบับร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก) หนังสือมหาชาติคำหลวงก็ถือว่าเป็นหนังสือคำหลวงเล่มแรก - สาเหตุที่เรียกว่าหนังสือ "คำหลวง" เพราะเป็นหนังสือซึ่งเกี่ยวกับพระราชา หมายถึงพระมหากษัตริย์ให้นิพนธ์ขึ้น หรือทรงพระราชนิพนธ์เองจึงเรียกว่าคำหลวง หนังสือมหาชาตินี้ก็ถือว่าเป็นคำหลวงเล่มแรก แล้วก็เป็นหนังสือมหาชาติเล่มแรกที่ปรากฏอยู่ด้วย
คำว่า "มหาชาติ" แปลว่า ชาติที่ยิ่งใหญ่, การกำเนิดครั้งที่สำคัญหรือครั้งที่ยิ่งใหญ่ ก็คือเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ เมื่อพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่และมหาชาติก็คือเป็นชาติสุดท้ายก่อนที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระชาติที่พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียร บำเพ็ญบารมีครบถ้วน 10 ประการ โดยทางบำเพ็ญบารมีที่ยากยิ่งก็คือทานบารมีนั่นเอง
ในหนังสือที่อาจารย์ใช้เป็นวรรณกรรมสมัยอยุธยาเล่มที่หนึ่ง จะมีหมดเลยครบทุกกัณฑ์ และในหนังสือเล่มนี้จะมีวรรณคดีอยู่ 4 เล่ม คือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ และมหาชาติคำหลวง ในนี้เข้าใช้ภาษาโบราณและก็มีการถอดความ นอกจากนี้ยังมีเรื่องลิลิตญวนพ่าย และลิลิตพระลอ
มหาชาติคำหลวงนั้นเป็นมหาชาติฉบับแปลฉบับแรกที่มีหลักฐานอยู่ ซึ่งแปลโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตเมื่อ พ.ศ.2025
วัตถุประสงค์ในการแปลมหาชาติคำหลวงเพื่อ เป็นกัณฑ์เทศน์ให้ประชาชนได้ทราบ, เพื่อจะได้เทศน์สั่งสอนประชาชนถึงพระชาติต่าง ๆ ของพระโพธิสัตว์
วรรณคดีมหาชาติอันที่หนึ่งนั้นก็คือมหาชาติคำหลวงนั้น ก็โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตให้แต่งขึ้น แต่หากจะถามว่าใครเป็นคนแต่งนั้นก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง เพราะภาษาที่ใช้นั้นเป็นภาษาบาลี และพันคาถา (บางทีเรียกคาถาพัน) สันนิษฐานว่าน่าจะมีการแปลเป็นภาษาไทยมาก่อนสมัยอยุธยาแล้ว นั่นคือสมัยกรุงสุโขทัยนั่นเอง แต่เวลาล่วงเลยมานานเลยสูญหายไปบ้าง เพราะฉะนั้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแปลและได้ชื่อว่ามหาชาติคำหลวง เพราะพระมหากษัตริย์ได้ทรงให้คนแปลขึ้นมา นี่คืออันที่หนึ่ง
อันที่สอง "กาพย์มหาชาติ" พระเจ้าทรงธรรมทรงให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต เพื่อใช้เทศน์โปรดประชาชน ลักษณะการแต่งก็เป็นภาษาบาลี มีคำอธิบายเป็นภาษาไทย แต่ว่ายืดยาวมากไม่สามารถจะเทศน์ได้จบภายในวันเดียว จึงมีอันที่สามขึ้นมาก็คือ "มหาชาติกลอนเทศน์" ซึ่งสามารถเทศน์จบในวันเดียวได้ หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า "ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก" ที่สามารถเทศน์จบในวันเดียวได้เพราะเหตุว่าท่านได้เอาภาษา
แต่เป็นฉบับแปลสามารถเทศน์ได้จบภายในวันเดียว ลักษณะการแต่งเป็นร่ายยาว และก็มีหลายท่านแต่งไว้หลายสำนวน อันที่กรมศิลปากรเลือกมานั้นหนึ่งฉบับ
เอามารวมอยู่ในเล่มเดียว เรียกว่า "ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก" ซึ่งวรรณคดีสโมสรได้ยกย่องให้เป็นวรรณคดีประเภทกลอนกาพย์ยอดเยี่ยม
ที่จะกล่าวในวันนี้ก็คือฉบับที่เป็นของอยุธยา แต่คำแปลจะอ่านของฉบับของรัตนโกสินทร์ให้ฟังเพราะเห็นว่าอ่านฉบับอยุธยาแล้วผู้ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เนื่องจากว่ามีเป็นคาถาแล้วก็มีแปลคาถา ซัก 2-3 ประโยคแล้วถึงจะแปลซักที เพราะฉะนั้นก็อาจจะได้ความหมายที่ไม่ชัดเจน ในส่วนของร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกจะชัดเจนกว่าเพราะแปลมาเป็นภาษาไทย เป็นประเภทกลอนกาพย์ ซึ่งสามารถจะเข้าใจได้
ในส่วนของเนื้อหาของมหาชาติคำหลวงจัดว่าเป็นวรรณดคีพระพุทธศาสนาที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของไทย และสะท้อนความคิดเห็นทางด้านเกี่ยวกับจริยธรรมอย่างชัดเจนในประเด็น
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้รับสิ่งให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตเมื่อ พ.ศ.2025 เนื้อเรื่องของชาดกนี้แบ่งออกเป็น 13 กัณฑ์ ดังต่อไปนี้ คือ
กัณฑ์ที่ 1 กัณฑ์ทศพร : หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วก็เสด็จกลับไปโปรดพระญาติของพระวงศ์ ที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติพระวงศ์ผู้ใหญ่บางพระองค์ไม่ได้แสดงอาการยอมรับพระองค์
เพราะฉะนั้นพระองค์จึงแสดงพระพุทธปาฏิหารย์ เสด็จลอยอยู่เหนือพระเศียรของพระญาติ พระพุทธบิดาคือพระเจ้าสุทโทธณะเป็นบุคคลแรกที่ทำความเคารพพระพุทธองค์ และพระญาติคนอื่นก็ทำตาม และก็เกิดฝนโบกขรพรรษ ตกลงมาเป็นอัศจรรย์ แล้วพระญาติพระวงศ์ก็รู้สึกประหลาดใจมาก พระพุทธองค์บอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝนโบกขรพรรษเกิดขึ้น แต่ฝนนี้ได้เคยตกมาแล้วเมื่อครั้นที่พระพุทธองศ์เป็นพระโพธิสัตว์ และพระพุทธองค์ก็จึงตรัสเทศน์เรื่องมหาเวสสันดร
กัณฑ์ที่ 2 กัณฑ์หิมพานต์ : พระนางผุสดีซึ่งเป็นพระมเหสีของพระอินทร์ได้จุติจากดาวดึงส์มาเกิดในมนุษยโลก พระองค์ทรงพระครรภ์ประสูติพระโอรส ณ ตรอกพ่อค้า ขณะที่เสด็จประภาสยังตรอกพ่อค้า พระโอสรจึงได้พระนามว่า เวสสันดร แปลว่า พ่อค้า
กัณฑ์ที่ 3 ทานกัณฑ์ : พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญสัตตสดกมหาทาน คือทาน 7 อย่าง ได้แก่บริจาคทาน ช้าง ม้า รถ สนม โคนม ทาสหญิง ทาสชายอย่างละ 700 อย่าง
กัณฑ์ที่ 4 กัณฑ์วนปเวสน์ : พระเวสสันดร พระนางมัทรี พระมเหสีของพระองค์ พระชาลี กัณหาซึ่งเป็นพระราชโอรสพระราชธิดา ก็เสด็จออกจากเมืองเชตุดร แล้วเข้าไปในป่า โดยพระองค์ทรงมุ่งหวังที่จะบำเพ็ญเพียร
กัณฑ์ที่ 5 กัณฑ์ชูชก : กล่าวถึงชูกชกพราหมณ์เฒ่าได้ภรรยาสาวสวยชื่อนางอมิตตดา นางอมิตตดานั้นแรก ๆ ก็ทำงานรับใช้ชูชกอย่างขยันขันแข็ง แต่ปรากฏว่าเป็นที่ไม่ชอบของบรรดาผู้หญิงที่อยู่ในหมู่บ้านนั้น เพราะนางอมิตตาทำตัวเกินหน้าเกินตา เลยทำให้ตนเองต้องพลอยขยันไปด้วย พอพวกพราหมณ์อื่น ๆ หรือชาวบ้านอื่น ๆ เห็นนางอมิตตดาปรนนิบัติชูชกก็เลยกลับไปต่อว่าภรายาของตนเองว่าทำไมไม่ทำให้ดี ๆ เหมือนนางอมิตตดาของชูชก พวกนั้นก็เลยกดดันและมาด่านางอมิตตดา และนางอมิตตดาก็เลยต้องเลิกทำ และบังคับชูกชกให้ไปหาคนมาเป็นคนใช้, ทาสของตนเอง ซึ่งก็ได้บังคับชูชกให้ไปขอกัณหาชาลีจากพระเวสสันดรมาเป็นทาสรับใช้ และชูชกก็ยอมทำตามเพราะรักเมียที่อายุน้อย เพราะฉะนั้นก็เลยไปขอพระกัณหาพระชาลีมาจากพระเวสสันดร
กัณฑ์ที่ 6 กัณฑ์จุลพน : ชูชกเดินทางผ่านป่าตามทางที่พรานบอก เพื่อจะไปพบอัจจุตฤาษี
กัณฑ์ที่ 7 กัณฑ์มหาพน : ชูชกไปพบอัจจุตฤาษี และก็ไปหลอกว่าจะมาสนทนาธรรมกับพระเวสสันดร ซึ่งอัจจุตฤาษีก็หลงเชื่อและชี้ทางไปเขาวงกตให้ โดนพรรณนาธรรมชาติตามทางให้ชูชกฟังว่าสวยงามอย่างไร
กัณฑ์ที่ 8 กัณฑ์กุมาร : เป็นกัณฑ์ที่ชูชกไปขอสองกุมารจากพระเวสสันดร และพระเวสสันดรก็พระราชทานให้
กัณฑ์ที่ 9 กัณฑ์มัทรี : ในกัณฑ์นี้เทพยดาก็แปลงกายเป็นเสือ แล้วก็เป็นราชสีห์มาขวางทางไว้ไม่ให้พระนางมัทรีกลับไปช่วยพระโอรสพระธิดาได้ทันการ เพื่อชูชกจะได้เอาตัวพระโอรสกับพระธิดาไปได้
กัณฑ์ที่ 10 กัณฑ์สักกบรรพ : พระอินทร์แปลงการเป็นพราหมณ์มาขอพระมัทรีจากพระเวสสันดร พระเวสสันดรก็พระราชทานให้ พระอินทร์ก็เลยปรากฏพระองค์ว่าเป็นพระอินทร์แล้วพระราชทานพรแก่พระเวสสันดร
กัณฑ์ที่ 11 กัณฑ์มหาราช : ชูชกก็เอาตัวสองกุมารไป แล้วก็พาสองกุมารเข้าไปในเมืองเชตุดร ก็มีคนเจอและจำได้และพาไปหาพระจ้าสญชัย พระเจ้าสญชัยก็เลยไถ่สองกุมาร ให้ค่าไถ่แก่ชูชกและชูชกก็รับประทานอาหารมากเกินไป จนกระทั่งไฟธาตุแตกและก็ตาย หรือที่เรียกว่าท้องแตกตาย
กัณฑ์ที่ 12 กัณฑ์ฉกษัตริย์ : (ฉอ-กษัตริย์ ฉอหรือฉ่อ คือ หก) ฉกษัตริย์ ก็คือกษัตริย์หกองค์ ก็คือพระเจ้าสญชัยได้ลำเลียงไพร่พลไปรับพระเวสสันดรกลับ แล้วก็หกกษัตริย์ก็พบกันเป็นครั้งแรกหลังจากที่ไท่ได้พบกันเป็นเวลานาน ก็ได้แก่ พระเจ้าสญชัย, พระนางผุสดี, พระเวสสันดร, พระนางมัทร, พระกัณหาและพระชาลี เกิดความโสมนัสจนสิ้นสติมฤดี พระอินทร์ก็เลยทรงบันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา ทั้งหกพระองค์และไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินก็ฟื้นจากการสลบ
กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์ : คืนสู่นคร ทั้งหกกษัตริย์เสด็จกลับเมือง พระเวสสันดรเสด็จขึ้นครองเมืองเชตุดร มีพิธีสมโภชน์อย่างใหญ่โต และมีพิธีทำทานอย่างมโหฬารด้วย
เท่าที่จำได้ลาง ๆ มีหลักจริยธรรมเด่น ๆ อะไรบ้าง เพราะนี่คงจะเรียกได้ว่าเป็นวรรณคดีประจำชาติไทยเลยทีเดียว
1. การเสียสละ : เราควรเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้ว่าเราจะต้องลำบากเพียงใดก็ต้องยอม ดังเช่นที่พระเวสสันดรทรงเสียสละความสุขส่วยพระองค์ และบุคคลอันเป็นที่รักคือพระมเหสี พระโอรสและพระธิดา จะมีอยู่บางตอนที่จะยกมาให้ดู
โส โพธิสัตว์โต ปางนั้นสมเด็จพระบรมราธิสุทธิพุทธากูล ได้ฟังพราหมณ์ระบายทูลของสองกุมาร (พระเวสสันดรได้ฟังชูชก) มีน้ำพระทัยชื่อนานเอิบอาบด้วยกุศลและลาภอันเลิศฟ้า อุปมาเหมือนบุรุษที่ยากไร้มีนำทรัพย์มาให้นับพันตำลึง ถึงมือแล้วเมื่อใด น้ำพระทัยพร้อมปราโมทย์ฉันนั้น เมื่อจะยังเขาวงกตลือลั่นกัมปนาท ท้าวเธอจึ่งตรัสประพาสว่า พราหมณ์เอย ท่านมาออกปากขอสองกุมารพระลูกรักเราดั่งดวงตา เราก็จะตัดห่วงเสน่หาให้แก่พราหมณ์เฒ่า แต่ถ้าว่าเราขอทุเลาเลื่อนสักราตรี ขอให้ทันพระมัทรีเธอกลับมา ก่อนพรุ่งนี้จึ่งไปเถิดหรือไร
ว่าพระพุทธเจ้าข้าพระองค์จะให้อยู่ข้าพระมัทรีก็มิควรจะ
(อันนี้ก็เป็นการขอลูกก็คือกัณหาชาลีจากพระเวสสันดร ซึ่งชูชกก็บอกว่าให้ ๆ ก่อนที่พระมัทรีจะกลับมาเพราะชูชกมองผู้หญิงอย่างไม่ดี เพราะขึ้นชื่อว่ามารยาหญิงแล้วแสนแย่ มีแต่จะคิดแค่เสียดายของ เคยครองครองภิรมย์รื่น คอยแต่ว่าจะรวม รึยากที่จะยกเอาดอกเบี้ย
ถ้าพระนางมัทรีก็จะไม่ได้ทำกุศลอันนี้หรอก) อันนี้ก็เป็นการบำเพ็ญทาน, จริยธรรมที่เป็นความเสียสละ
2. การให้, การบำเพ็ญทาน, การให้ทาน, การรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น : ในชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรนั้นก็ได้บำเพ็ญทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ครบถ้วนถึงสิบประการ ซึ่งทานบารมีนั้นก็เป็นบำเพ็ญทานสูงสุด จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่มนุษย์จะทำได้ก็คือบริจาคบุตรและภรรยา เป็นอุดมคติที่สูงสุดและสะท้อนให้เห็นถึงการที่เสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อผู้อื่น ซึ่งผู้ใดปฏิบัติได้ก็จะเป็นหนทางบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ อันที่จริงก็เป็นค่านิยมของมหาบุรุษอย่างแท้จริงในสมัยนั้น
3. จริยธรรมของผู้เป็นสตรีครองเรือน : พระนางมัทรีที่ออกติดตามพระสวามีออกมาแล้วปฏิบัติรับใช้อย่างมิได้เกี่ยงงอนเลย อันนี้ก็เป็นหลักจรียธรรมอีกข้อหนึ่งซึ่งได้รับการยกย่องไว้ในนี้ด้วย
4. ความกตัญญูรู้คุณ (ที่สองกุมารมีต่อพระราชบิดา) : ตัวลูกซึ่งก็คือพระกัณหา พระชาลีนั้นยอมติดตามพระเวสสันดรและพระนางมัทรีซึ่งเป็นพ่อแม่ออกมา แล้วสองกุมารนี้ก็ยังมีความกตัญญูต่อพระราชบิดาพระราชมารดาคือยอมไปเป็นทาสรับใช้ชูชก (มีอยู่หลายตอน ในตอนแรกนั้นก็ร้องไห้เสียใจ ถึงแม้จะมีความน้อยใจแต่ก็ยอม และได้หนีไป แต่ก็แอบฟังอยู่ว่าพระราชบิดาจะยกให้กับชูชก เลยน้อยใจก็เลยหนีไป และตอนหลังก็ยอมออกมา) พระเวสสันดรก็บอกว่า "พระลูกเอ๋ย จงจะนิ่งนานอยู่ใยในสระศรี (ลงไปซ่อนอยู่ในสระ) ขึ้นมาสินะพ่อมาแม่มา มาช่วยพระบิดายกย่องปิยะบุตรทานบารมีแต่ในครั้งเดียวนี้เถิด ชาตรีกุมารโลหิตแม้อันว่าพระชาลีราชกุมารเมื่อสดับวโรการพระปิตุราช จึงคิดว่าอัตตมะนี้เป็นลูกกษัตริย์ขัตติยะยอดยิ่ง อะไรจะมานั่นนิ่งให้พระบิดาเรียกถึงสองครั้งบังควรนัก หรือว่า
คิดแล้วก็เปิดใบบัวออกจากเศียรเกล้า ขึ้นมากอดพระบาทเบื้องขอวาพระปิตุรงค์ ทรงพระกรรแสงเศร้า เท้า
ก็ตรัสถามพระน้องอยู่ไหนเล่าพระชาลี เธอก็ตรัสทูล
ว่าพระพุทธเจ้าข้า
สัตว์ทั้งหลาย ภัยจะมาถึงกายย่อมเอาตัวเองหนี
พระปรีชาจึงตรัสเรียกแก้วกัณหาเหมือนตรัสเรียกพระชาลี พระเจ้าน้องคิดได้เหมือนพระพี่ไม่ผิดเพี้ยน ขึ้นมาซบพระเศียรกอดพระบาทเบื้องซ้ายสมเด็จพระบิดา เตกุมารา
เอย ด้วยสอง
ทั้งคู่ พิศแลดูหน้ากันแล้วก็ร่ำแต่จะร้องไห้ น้ำพระอัสชนในเคือไหลลงหลั่งหลาก ตก
หลังพระบาทพระบรมราชฤาษี
ส่วนสมเด็จพระนราธิปไตยพิสุทธิชิวงศ์
กรรแสงไห้ (ก็ร่ำไห้ด้วยกัน) จนพระอัสสุชนในไหลลงริมโทรมพระพักตร์
พระลูกรักทั้งสอง ดุจแผ่นกระดานทองมารองรับไว้
ประดุจว่าจะดำรงพระทานบารมีนั้นไว้ได้
เธอจึงยกพระกร
กุมพระกรพระลูกรักทั้งสองนั้น
กุมารทั้งสองว่า พระลูกเอยยืนขึ้นเถิดนะเจ้าฟังบิดาว่า แม่กัณหาเอ่ยเงยหน้าขึ้นเถิดนะแม่ แลดูหน้าพระบิดา
ให้ชื่นมื่น เจ้าจงสะอีกสะอื้นไปใยนะพระลูก เจ้าจะ
พระบิดา
หาไม่
แก่ใจเจ้าทั้งสอง
พระบรมราชฤาษี
สองกุมาร
" สรุปแล้วก็คือบอกว่าให้ไปกับชูชกและสองกุมารก็ยอมไป นี่ก็เป็นเรื่องการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระราชบิดา
5. ความซื่อสัตย์สุจริต : พระเวสสันดรเสด็จไปตามสองกุมารที่หลบชูชกอยู่ ทรงโน้มน้าวพระทัยพระราชโอรสพระธิดาให้มีการรักษาวาจาสัตย์ เพราะพ่อไปสัญญากับเขาไว้แล้วก็จะต้องทำตามสัญญานั้น ได้ลั่นวาจาไปแล้วว่าจะให้ หลังจากนั้นลูกก็วิ่งหนีไปหลบอยู่ในสระบัวแล้วก็ไปตาม แต่ยังงัยก็ออกปากแล้วว่าจะให้ลูกแก่ชูชกก็ต้องให้ แม้จะรู้ว่าลูกต้องไปลำบากก็ทรงยอม อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบบำเพ็ญทานบามีคือการรักษาวาจาสัตย์
6. ความยุติธรรม : ทรงปฏิบัติต่อลูกอย่างเสมอภาคระหว่างลูกชายกับลูกหญิง
7. ความอดทน : เพื่อจะสั่งสอนว่าบุคคลพึงมีความอดทนต่อความยากลำบาก โดยเฉพาะพระองค์และพระนางมัทรีนั้นได้เสด็จไปอยู่ป่า ซึ่งไม่ทรงคุ้นเคยแต่ก็ไม่เคยปริปากที่จะพูดหรือบ่นถึงเรื่องความลำบาก (เช่นในหน้า 40 ได้กล่าวเอาไว้ว่า) "โอ้สงสารด้วยสองพระเจ้าลูกผู้เป็นญาติ มิช้าจะพลัดพราก
ไปไกลจากอกพระบิดาแล้ว สงสารพระนางแก้วเอกกษัตริย์มัทรีเอย จะเสวยพระ
ดรุณราชปิโยรส
ไหนจะหักสิเหน่ห์หา
(อันนี้คือพระเวสสันดรรำพึง) ด้วย
มุ่งหมายพระโพธิญาณ
พระลูกเล่า
จึงมีสุนทรธิบายด้วยพระปัญญาว่า ดูกรมัทรี เป็นเหตุครั้งนี้ด้วยนามกษัตริย์ เคยเสวยไอศูรย์สมบัติอันอุดม เจ้าสถิตบรรทมเหนือแท่นทอง
ยามเอเจ้าจะทรงเสวยล้วนแต่เครื่อง
(ภาชนะที่ทำด้วยทองคำ) ยามเมื่อเจ้าเยื้องยุรยาท ก็ไม่ย่างลงเหยียบดิน
บัดนี้เจ้ามาตก
ปราศจากที่อันเจริญ ออกมาโศกศัลย์แสนกันดาร
เสวยแต่ผลไม้อันเปรี้ยวขม
บรรทมเหนือใบไม้
ยักย้ายซึ่งราศี ธาตุทั้งสี่จึงวิปลิต" อันนี้คือไม่เคยลำบากก็ต้องมาลำบาก แต่พระองค์ก็มิได้ทรงแสดงความยากลำบากทั้งสิ้น มีความอดทนเป็นอย่างยิ่ง
8. ความไม่โลภ : อย่างชูชกที่โลภมาก กินเข้าไปมากก็ท้องแตกตาย, เป็นภัยแก่ตนเอง
9. ความไม่รู้จักประมาณ : ที่ชูชกกินเข้าไปมากจนธาตุไฟแตกตาย และความไม่ประมาณอีกประการหนึ่งคือ ไปขอสองกุมารมาเป็นทาสรับใช้ตน ก็รู้อยู่ว่าสองกุมารคือใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง
10. จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ : ในทานกัณฑ์ได้แสดงไว้อย่างชัดเจน (พระร่ายให้ฟังอ่ะนะ)
11. การรู้จักข่มใจตนเอง : ตอนที่พระเวสสันดรให้ลูกไปแล้ว ซึ่งลูกก็เหมือนกับแก้วตาดวงใจ และเห็นชูชกเอาไม้ตีลูกของตน ท่านรู้ว่าลูกไปลำบาก อันนี้ก็เหมือนกับความอดทนอดกลั้น
12. ความขยันหมั่นเพียร : ตอนนางอมิตตดาทำงาน, รับใช้ชูชกด้วยความขยันหมั่นเพียรแต่กลับกลายเป็นสิ่งไม่ดีบรรดาเมีย ๆ ของพราหมณ์อื่น ๆ ก็มาต่อว่านาง แต่อันนี้แสดงว่านางอมิตตาดาคงไม่ใช่คนดีน๊า เพราะถ้าเป็นคนดีจริงก็น่าจะขยันต่อไป แต่ไม่งั้นเรื่องนี้พระเวสสันดรก็คงไม่ได้แสดงทานบารมีครบถ้วน (พระท่านบอกว่าเป็นมารยา - แต่อาจารย์บอกว่าถ้าโลกนี้ไม่มีมารยาผู้หญิง โลกก็จะไม่มีสีสรร และจะจืดชืด จิงม๊า ??? - โจ๊กบอกว่าผู้ชายก็มีมารยา อิอิ เพื่อน ๆ ก็บอกว่าดูโจ๊กเป็นตัวอย่าง ฮ่า ๆๆๆ )
13. ความอ่อนน้อมถ่อมตน : ชาลีและกัณหาอ่อนน้อมต่อชูชก
***
ลิ ลิ ต โ อ ง ก า ร แ ช่ ง น้ำ
โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเปนแท่น แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักร คทาธรณี ภีรุอวตาร อสุรแลงลาญทัก ททัคนีจรณายฯ (แทงพระแสงศรประไลวาต) : อันนี้เป็นบทสวดสรรเสริญ "พระนารายณ์" (พระวิษณุ)
โอมปรเมศวรราย ผายผาหลวงอะคร้าว ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวช้าง อ้างทัดจันทรเปนปิ่น ทรงอินทรชฎา สามตาพระแพร่ง แกว่งเพชรกล้า ฆ่าพิฆนจัญไรฯ (แทงพระแสงศรอัคนิวาต) : อันนี้เป็นบทสวดสรรเสริญ "พระอิศวร" (เสด็จเหนือวัวเผือก)
โอมชัยชัยไขโสฬศรพรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทองผยองเหนือขุนห่าน ท่านรงงก่อดิน ก่อฟ้า หน้าจุตรทิศ ไทยมิตรคา มหากฤตาไกร อมตัยโลเกษ จงตรีศักดิท่าน พิญาณปรมาธิเบต ไทธเรศ สุรสิทธิพ่อ เสวอยพรหมาณพใช่น้อย ประถมบุนยภารดิเรก บูรภพรู้กี่ร้อย ก่อมาฯ (แทงพระแสงศรพรหมาสตร์) : อันนี้เป็นบทสวดสรรเสริญ "พระพรหม"
"ลิลิตโองการแช่งน้ำ" (พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา) เป็นบทสวดที่ใช้อ่านใน "พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา" หรือเรียกอีกชื่อว่า "พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล" หรือ "พระราชพิธีถือน้ำพระพัทธสัจจา" เป็นพระราชพิธีสำคัญตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่บอกว่าโบราณนั้นก็สันนิษฐานกันว่าตั้งแต่สมัยอยุธยาลงมา หมายความว่าเราไม่ทราบแน่ชัดว่าในสมัยพระมหากษัตริย์องค์ใด แต่ไม่ใช่สมัยสุโขทัย เพราะเหตุว่าการที่จะเน้นอำนาจกษัตริย์อย่างสูงสุดนั้นสุโขทัยไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นน่าจะมีในสมัยอยุธยา จนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 พิธีก็หมดสิ้นไป
ในหนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน" จะมีพิธีหมดทุกอย่าง สำหรับพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาจะเป็นพระราชพิธีเดือนห้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ในพระราชพิธีสิบสองเดือน เกี่ยวกับพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ไว้ว่า เป็นพระราชพิธีเดือนห้า (กระทำในเดือนห้า) และพระราชพิธีนี้ที่กระทำในกรุงเทพฯ มีอยู่ 5 อย่างคือ "การถือน้ำที่มีอยู่ในกรุงเทพนี้มีอยู่ห้าอย่าง คือถือน้ำแรกพระเจ้าแผ่นดินได้รับราชสมบัติ (ประการแรกคือเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติก็จะมีการถือน้ำพระพัฒน์สัตยา) ถือน้ำปกติผู้ที่ได้รับราชการอยู่แล้วต้องถือน้ำปีละสองครั้งอย่างหนึ่ง (ข้าราชการทุกคนต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาปีละสองครั้ง) ผู้ซึ่งมาจากเมืองปัญจาริกเข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภารอย่างหนึ่ง (มาจากเมืองข้าสึกศัตรูเข้ามาเป็นเมืองขึ้นในพระบรมโพธิสมภารจะต้องเข้ามาถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในกรุง นี่คือประการที่สาม ซึ่งสามอย่างนี้เป็นพวกถือน้ำอย่างเก่า) ยามทหารซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธอยู่เสมอต้องถือน้ำทุกเดือนพวกหนึ่ง (อันนี้เป็นกรณีทุกเดือน,เป็นประจำ ทหารซึ่งทำหน้าที่ถืออาวุธปกป้องราชบัลลังค์ต้องถือน้ำทุกเดือน) ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาราชการต้องถือน้ำพิเศษประการแรกเข้ารับตำแหน่งอีกพวกหนึ่ง" (อันนี้คือพวกที่ปรึกษา)
ในสองพวกนี้เป็นถือน้ำ
ในการถือน้ำของพวกที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ไม่มีกำหนดว่าเมื่อใดแล้วแต่เหตุการณ์นั้น ๆ แล้วต้องอ่านคำสาบานตลอดทั่วหน้าไม่มียกเว้น แต่ถึงน้ำอย่างสอง (ก็คือผู้รับราชการ) พระบรมวงศ์สานุวงศ์ซึ่งเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยแล้วไม่ต้องอ่านคำสาบานเพียงแต่ดื่มน้ำพระพิพัทธสัจจา ยังงัยก็แล้วแต่มีข้อสังเกตที่นักประวัติศาสตร์ได้พูดไว้ พวกที่เกิดเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือพวกที่ทรยศต่อราชบังลังค์นั้นจะมีอันเป็นไปหมด ตายไม่ค่อยดี อันนี้เป็นข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ลูกหลานก็ไม่ค่อยเจริญ
โองการแช่งน้ำที่แต่งขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ใช้ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาโดยเฉพาะ มิได้มุ่งหมายเหมือนวรรณคดีทั่ว ๆ ไป ที่มุ่งหมายให้ประชาชนอ่านกันมาก ๆ แต่ใช้ในพระราชพิธี แต่โดยเหตุที่คำมีความไพเราะเพราะฉะนั้นจึงจัดว่าเป็นวรรณคดีอีกชิ้นหนึ่ง
ข้าราชการจะต้องมีการอ่านคำสาบานกันถ้วนหน้าไม่มียกเว้น และคำสาบานนี้ก็ได้ใช้กันต่อ ๆ มาโดยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใด ๆ
ประเพณีการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้นมาจากตามแนวคิดที่ว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ ก็คือมาจากอินเดีย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ณ ที่นี้ว่า "ครั้นเมื่อประเพณีการถือน้ำ ต้องการที่จะใช้ขึ้นในประเทศอื่น ๆ เมื่อจะคิดหาต้นเหตุการถือน้ำด้วยความว่า
จึงต้องให้ดื่มน้ำชำระพระแสงด้วยฤา
(อันนี้คืออ่านคำสาบานแล้วก็ดื่มน้ำที่ล้างพระแสง, ปืน, ดาบ) ก็ถือว่า
ที่ใช้น้ำล้างอาวุธเป็นน้ำสาบานนี้ก็
เป็นพิธีของขัตติยะหรือกษัตริย์ที่นับว่าเป็นชาติทหาร ในจำพวกที่หนึ่งของชาติที่แบ่งกันอยู่ในประเทศอินเดีย คล้ายกันกับ Knife (อัศวิน) ของอังกฤษ หรือซามูไรของญี่ปุ่น ชาติขัตติยะเป็นชาติที่มิได้หากินด้วยการค้าขายไถหว่านปลูกเพาะ หรือรับทัยทานจากผู้ใดผู้หนึ่งให้ ท่านหาเลี่ยงชีวิตด้วยคมอาวุธ แต่มิใช่เป็นผู้ร้าย
ทำโจรกรรม ใช้ปราบปรามโดยตรงซึ่งหน้าที่ตั้งอยู่ในอำนาจ แล้ว
ผู้ซึ่งกลัวเกรงอำนาจยกยอให้ แต่การที่ประพฤติเช่นนี้เพราะว่า
อย่างยิ่งแล้วก็อยู่ใน
ผู้ร้ายนั้นเอง แต่เป็นผู้ร้ายที่มีความสัตย์ และที่แบ่งตามที่ตัวประพฤติออกเป็นสองภาค ภาคหนึ่งถือว่าการซึ่งตนจะกระทำเช่นนั้นไม่เป็นการผิดธรรม ภาคหนึ่งถ้าตนจะกระทำเช่นนั้นคือการผิดธรรม คำว่าธรรมในที่นี้เป็นคำของชาติขัตติยะมิใช่คำของโลก เมื่อว่าถ้านิยามจะยังเข้าใจยาก จะต้องยกตัวอย่างให้เห็นหน่อยหนึ่ง ว่าตามลัทธิความประพฤติของชาติขัตติยวงศ์วาน คือเหมือนหนึ่งว่าผู้มีอำนาจเป็นชาติขัตติยะได้ปกครองดี ทราบว่าลูกสาวของขัตติยะเมืองอื่นมีบุตรสมควรแก่ตนตน (แก่ตนแก่ตน) ยังไม่มีคู่ซึ่งจะได้อภิเษก เมื่อไปขอบิดามารดาของหญิงนั้นไม่ยอมให้ ขัตติยะผู้ที่ไปสู่ขอถือว่าการที่ตนคิดนั้นคือการชอบธรรม เพื่อใช่ว่าจะเอาไปทำอันตรายอยู่หนึ่งอย่างใด ประสงค์จะมายกย่องให้ไปใหญ่โต บิดามารดาของหญิงที่ไม่ยอมให้นั้นหมิ่นประมาทต่อผู้ซึ่งไปสู่ขอ เป็นการประพฤติผิดธรรม ประเพณี (หมายความว่า ยกกองทัพไปเอาหญิงนั้นมา, ไปชิงเอานางมา และหลังจากนั้นก็ถือว่าจะต้องถ้าเผื่อสมมติจะต้องมีการรบกันเกิดขึ้น แล้วถ้าลูกสาวของชาติที่ตนไปเอามานั้นเป็นชาติที่มีกำลังน้อยก็จะแพ้ตัว ก็จะต้องเอาลูกสาวเขามา และเอาเมืองนั้นเป็นเมืองขึ้นด้วย ซึ่งจะต้องมีประเพณีของการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาให้ชาตินั้นซึ่งถือว่าเป็นศัตรูมาดองกัน แล้วยังไม่มั่นใจก็จะให้มาทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา)
ต่อมาประเพณีก้อขยายออกจากอินเดียไปสู่ประเทศใกล้เคียงด้วย ประเทศที่รับวัฒนธรรมอินเดียมา โดยเฉพาะประเทศกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาด้วย ประเพณีนี้จึงเป็นประเพณีที่ประเทศไทยรัยมาจากอินเดียโดยตรงเลย ซึ่งกล่าวว่าบรรดาขัตติยะ หรือพระราชาในประเทศอินเดียนั้นก็ได้ผู้หญิงมาจากที่อื่น หรือในบางกรณีไม่ใช่อย่างนั้นแต่ชาติขัตติยะมีคนที่เป็นเจ้าชายหลายพระองค์ ซึ่งแต่พระองค์ล้วนแต่มีความเก่งกล้าสามารถทั้งสิ้น ไม่สามารถอยู่ในเมืองเดียวกันได้ก็พยายามออกไปหาเมืองอื่น ๆ ไปตีเมืองอื่น ๆ ไปสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ แล้วก็เป็นการขยายอาณาเขตของอินเดียด้วย แล้วหลังจากนั้นเมื่อมีมาก ๆ เข้าก็จะต้องมีพิธีที่จะทำให้กษัตริย์อินเดียนั้นมั่นใจว่าพวกที่ออกไปนั้นจะยังมีความจงรักภักดีต่อตนเอง อันนั้นก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
แต่จริง ๆ แล้ว 100% จะมั่นใจได้มั๊ย - ไม่ได้หรอกน๊า เพราะในสมัยอยุธยาก็จะมีพวกที่กษัตริย์ไทยส่งให้ไปปกครองเมืองขึ้นต่าง ๆ แล้วพอพม่ามีกำลังกล้าแข็งขึ้นมา หัวเมืองขึ้นทั้งหลายก็กระด้างกระเดื่อง - จริง ๆ แล้วโดยทางทฤษฎีนั้นก็ยาก หมายความว่ามาถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็เห็นมีการกบฎกันอยู่เนือง ๆ - ขึ้นอยู่กับความเชื่องัยจ๊ะ เหมือนกับเป็นการปรามว่าอย่าทำน๊า แต่จิง ๆ แล้วก็ทำได้ไม่มากหร๊อก ถ้าเกิดว่าคนนั้นจะมีความกระด้างกระเดื่องซะอย่าง - เราก้อต้องเชื่อบางอส่วนเหมือนกัน อย่างพวกเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีอันเป็นไป - แต่ถ้าเรามองแบบสมัยใหม่มากก็จะเห็นว่าไม่มีอะไร
การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ข้าราชการจะไปทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่วัดพระศรีสรรเพชร์ ซึ่งเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (ลักษณะการออกแบบสถาปัตยกรรมจะเหมือนกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง เพราะเป็นวัดเดียวที่ไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา และเป็นวัดเดียวที่อยู่ในบริเวณพระราชวัง นั่นคือวัดพระศรีสรรเพชร์ และเป็นวัดที่ถูกพม่าเผายับเยิน เมื่อตอนที่พม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2) แล้วต่อมาย้ายไปที่วัดพระมงคลบพิตรในระยะต่อมา เหตุที่ย้ายเพราะว่าวัดพระศรีสรรเพชร์บริเวณเล็กกว่า เมื่อถือน้ำแล้วให้นำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปถวายบงคมพระเชษฐ์บิดา ซึ่งเป็นพระรูปเจ้าอู่ทอง สมเด็จพระรามาธิบดีที่หนึ่ง ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา แล้วจึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน แต่พระราชวงศ์สานุวงศ์ไม่ได้เสด็จไปถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่วัด ครั้นต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น การประกอบพิธีนั้นก็มิได้มีลักษณะแตกต่างจากสมัยกรุงศรีอยุธยาสักเท่าใดนัก (คือยังคงลักษณะเดิมไว้) แต่ว่าข้าราชการไปทำพระราชพิธิถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วมีธูปเทียนมาถวายบังคมพระบรมอัฐิ ซึ่งในรัชกาลที่ 1 จะโปรดเกล้าให้ถวายบังคมพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาอัยกาธิบดี (ก็คือปู่ทวดของท่าน แทนพระเชษฐบิดา เพราะเป็นพระปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรี) ในรัชการต่อ ๆ มาก็ถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จสวรรคตไปโดยลำดับ (ใครเสด็จสวรรคตไปข้าราชการก็จะถวายพระบรมอัฐิทั้งหมด) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้โปรดเกล้าให้ข้าราชการประชุมพร้อมกันทำสัตยานุสัตย์ ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเฉพาะพระพักตร์พระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต ทั้งนี้เนื่องจากทรงพระราชดำริว่า พระมหามณีรัตนปฏิมากรนี้เป็นสิริมงคลแก่พระองค์และพระนครด้วย (พระแก้วมรกตนั้นพระองค์ไปอัญเชิญมาจากเวียงจันทร์หรือประเทศลาว ส่วนพระนครในที่นี้คือกรุงเทพฯ) จึงได้ขนานนามกรุงเทพมหานครว่า กรุงเทพรัตนโกสินทร์ มหินทรา ยุธยา เพราะเป็นที่ประดิษฐานและเป็นที่เก็บพระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตนี้ ด้วยเหตุนี้ การพระราชพิธีใดซึ่งเป็นการพระราชพิธีที่ใหญ่ จึงโปรดเกล้าให้ทำในสถานที่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธมหามณีปฏิมากรณ์ (ก็ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองมาก)
ลักษณะคำประพันธ์ของโองการแช่งน้ำนั้น โองการแช่งน้ำมีลักษณะเป็นลิลิตขึ้นต้นด้วย ร่าย (อย่างที่เมื่อกี๋ได้พิมพ์ให้อ่านในข้างต้นอ่ะนะ) ลักษณะคำประพันธ์หลังจากนั้นจะเป็นโคลงห้า (เป็นโคลงที่ยกโคลงห้า) แต่ยังไม่มีที่ยุติว่าลักษณะบังคับเอกโท วรรคตอนของโคลงนั้นควรจะเป็นอย่างไร (คือฉันทลักษณ์ไม่เป็นที่ยุติ แต่เป็นโคลงห้าแน่นอน)
เนื้อความเป็นภาษาไทย ถ้อยคำที่ใช้ลึกซึ้งกินใจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่า น่าจะแต่งขึ้นในสมัยก่อนแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช (แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเมื่อใด อาจจะสมัยพระเจ้าอู่ทองก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ น่าจะแต่งขึ้นก่อนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์อย่างแน่นอน) เพราะถ้อยคำในโองการแช่งน้ำนี้ไม่มีลักษณะคล้ายคลึงกับถ้อยคำในพระราชนิพนธ์ในสมัยนั้น (หน้า 252) ตามคำบอกเล่าว่าเป็นของเกิดขึ้นในแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช แต่ข้าพเจ้ามีความสงสัยว่า ถ้อยคำในนั้นไม่คล้ายคลึงกับพระราชนิพนธ์ เช่น สมุทรโคคำฉันท์ หรือพระลอลิลิต ซึ่งว่าเกิดในรัชกาลนั้น (แต่ลิลิตพระลอก็ไม่มั่นใจว่าเกิดสมัยพระนารายณ์หรือเปล่า) ถ้าจะเดาโดยพระนามซึ่งว่าเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีน่าจะเป็นพระรามาธิบดี (ในนั้นระบุว่าเป็นพระรามาธิบดี) ถ้าเป็นพระรามาธิบดีที่หนึ่งซึ่งก็คือพระเจ้าอู่ทอง หรือที่สองมากกว่ารามาธิบดีที่สาม (เพราะรามาธิบดีที่สามคือพระนารายณ์) ถ้อยคำในโคลงนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะตกหล่นและผิดเพี้ยนเสียเป็นอันมาก ถ้อยคำนั้นลึกซึ้งจนฟังถ้าไม่ใส่ใจก็เกือบจะเป็นเสกคาถาภาษาอื่นได้ (เรื่องที่ว่านั้นสรรเสริญอะไรต่าง ๆ นั้นคิดว่าน่าจะเกิดก่อนสมัยพระนารายณ์ ส่วนจะเป็นพระรามาธิบดีองค์ไหนนั้นไม่ทราบได้ แต่ว่าถ้าจะเก่าจริง ๆ น่าจะเป็นพระรามาธิบดีที่หนึ่งเลย) ด้วยเหตุนี้พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสันนิษฐานว่า ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้น่าจะเป็นวรรณคดีเก่าแก่มาก และของเราเอามาโดยที่ไม่มีการปรับปรุงเลย เราเอามาทั้งหมดเลย และคนที่แต่งนั้นน่าจะเป็นพราหมณ์ ตัวพระมหากษัตริย์โปรดให้แต่งขึ้น หรือไม่ก็พราหมณ์เอามาจากอินเดียก็อาจจะเป็นไปได้ มีสองทางคือพราหมณ์ที่ประกอบพิธีในมัยกรุงเก่าเอามาจากอินเดียทั้งหมด เอาคำเหล่านี้มา, เอาต้นฉบับมาเลย หรือมิฉะนั้นก็พระรามาธิบดีองค์ใดองค์หนึ่ง (ถ้าไม่หนึ่งก็สอง) โปรดให้พราหมณ์ที่ประกอบพิธีนั้นแต่งขึ้น ก็จะมีอยู่สองประเด็นนี้
หลักจริยธรรมที่ปรากฏในลิลิตโองการแช่งน้ำ ประเด็นใหญ่คือ เป็นการปราม, เตือนข้าราชการให้ปฏิบัติงานด้วยความมีศีลธรรม จริยธรรม ให้ปฏิบัติงานด้วยหลังจริยธรรม เริ่มต้นด้วยบทสรรเสริญพระนารายณ์ (ในข้างต้นอ่ะนะ) ต่อจากนั้นเป็นบทสรรเสริญพระอิศวร (ขี่วัวเผือก) และพระพรหมตามลำดับ
- ต่อจากนั้นเป็นบทที่ดำเนินการพรรณาเรื่องการสร้างโลก "กล่าวถึงน้ำฟ้าฟาดฟองหาว ดับเดโชฉ่ำหล้า ปลาดินเดือนดาวแอ่น ลมกล้าป่วนไปมา" กล่าวถึงพระอิศวรเป็นผู้สร้างโลก พระพรหมเป็นผู้ดำเนินการ พระนารายณ์เป็นผู้ปราบทุกข์เข็ญ
- กล่าวว่าในกาลครั้งหนึ่งเมื่อยังมีลูกไฟ "เจ็ดปลามันพลุ่งหล้าเป็นไฟวาบ จัตุราบายแผ่นขว้ำ" และมีน้ำ และลมแรง "แลเป็นสี่ปวงดิน เป็นเขายืนทรงง้ำหล้า เป็นเรือนอินทรถาเถือก เป็นสร้อยฟ้าจึงบาน จึงเจ้าตั้งผาเผือกผาเยอ ผาหอมหวานจึ่งขึ้น หอมอายดินเลอก่อน สรดึ้นหมู่แมนมา" หมายความว่า มีม้วนดินเกิดขึ้น คงเคยได้ยินในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงไว้ด้วยว่ามีม้วนดิน ซึ่งม้วนดินนี้เหมือนกับขนมอย่างหนึ่งที่เหมือนรวงผึ้ง รสชาติหอมหวาน
- และเกิดสิ่งต่อไปนี้ขึ้นคือ "ตนเขาเรืองร่องหล้าเลอหาว หาวันคืนไป่ได้ จ้าวชิมดินแสงหล่น เพียงดับไต้มืดมูล" จ้าวก็คือพรหมนั้นลงมากินดิน เพราะหอมม้วนดินนี้จึงลงมากินดิน พอกินไปแล้วก็เกิดแสง พรหมนั้นจะมีแสงอยู่รอบตัว (ท่านภาสกรณ์อีกแล้วอ่ะ) พรหมลงมาครั้งแรกนั้นมีรัศมี แล้วก็มากินดิน แล้วรัศมีก็หมดไป แล้วกายก็หยาบขึ้น (งง ๆๆ อ่ะนะ) และหลงในรูปรสของดินนั้น แสงในตัวก็หายไป ก็หมดความศักดิ์สิทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ ก็ต้องอยู่บนดินแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็มีม้วนดิน มีกระบิดิน มีข้าวสาลี ข้าวสาลีนี้ก็คือข้าวสาลีซึ่งกินไม่มีวันหมด แล้วพระอาทิตย์ก็เกิดขึ้นหลังจาดที่แสงสว่างหายไป ก็จะมีกลางวันกลางคืน อันนี้คือตามพระคัมภีร์ และมีการสร้างบ้านเรือน สร้างเมือง เพราะว่าหลังจากลงมาแล้วไม่มีเสื้อผ้าปกคลุม ก็สร้างบ้านเรือนปกปิดพฤติกรรมของตัวเนื่องจากเกิดความอาย ในขณะเดียวกันก็เกิดมีกิเลสเกิดขึ้นเพราะมีการสะสมอาหาร เกิดการขโมยแย่งชิง ใครที่สะสมอาหารมาก ๆ ก็จะมีคนอิจฉา และจะมีคนมาขโมย กิเลสตัณหาก็จะเกิดขึ้นตามกายที่หยาบขึ้นของมนุษย์ อันนี้คือกำเนิดของโลกและมนุษย์ด้วย
- หลังจากนั้นท่านก็ได้กล่าวต่อไปในบทสรรเสริญพระเจ้าแผ่นดิน ต่อจากเมื่อโลกเกิดมีแล้ว "แลมีค่ำมีวัน กินสาลีเปลือกป้อน บ่มีผู้ต้อนแต่บรรณา เลือกผู้เป็นยิ่งยศเป็นราชา อคร้าว เรียกนามสมมติราชเจ้า จึ้งตั้งท้าวจ้าวแผ่นดิน" เมื่อกี๋หลังจากมีพระอาทิตย์เกิดขึ้น เมื่อแสงของพรหมอินทร์หายไป ก็จะมีค่ำมีวัน - กินสาลีเปลือกป้อน ข้าวสาลีนี้ไม่ต้องไปขัดสี เอาไปหุงได้เลยโดยไม่ต้องไปขัดสี - เลือกผู้เป็นยิ่งยศเป็นราชา อคร้าว เรียกนามสมมติราชเจ้า จึ้งตั้งท้าวจ้าวแผ่นดิน เกิดมีคนรวมกันเป็นกลุ่มก็ต้องมีสังคมเกิดขึ้น เมื่อมีสังคมเกิดขึ้นก็ย่อมมีผู้นำของสังคม ก็เลือกเอามนุษย์ที่เหมาะสมที่สุด ที่มีลักษณะเป็นผู้นำขึ้นมาปกครองคนอื่น ๆ เพราะถ้าปล่อยให้อยู่กันอย่างอิเหละเคละคละ ก็จะมีการฆ่ากัน, มีการทำลายกัน, มีการทำลายทรัพย์สิ่งของกัน ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องเลือกใครคนใดคนหนึ่งที่มีความเหมาะสมและมีความเป็นผู้นำขึ้นมา เรียกนามสมมติราชเจ้า จึ้งตั้งท้าวจ้าวแผ่นดิน
- "สมมติแกล้วตั้งอาทิตย์เดิทกัลป์ สายท่านทรงธรณินทร์เรื่อยหล้า วันเสาร์วันอังคารวันอาทิ กรอยแรกตั้งฟ้ากล่าวแช่งผี" หมายความว่า หลังจากมีพระเจ้าแผ่นดินแล้ว พวกเราก็ต้องมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน อันนี้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น อันทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่ยิ่งใหญ่ประดุจสมมติเทพ หรือสมมติเทวราช
ด้วยเหตุที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีพระคุณต่อประชาชน จึงมีบทแช่งผู้ที่คิดร้ายทรยศต่อพระองค์ไว้ดังนี้ "ชื่อใครใจคด ขบถเกียจกาย (ใครทำไม่ดี ใครทำใจคด ใครมีความไม่จริงใจต่อพระมหากษัตริย์ กระทำก่อการกบฎ) ว่ายทู้ฟาดฟัด ความนแควนมัดศอก หอกคนเด้าเท้าหก หลกเท้าให้ไปมิทันตาย หงายระงมระงม ยมพบาลลากไป ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง เขาวางเหนืออพิจี (ก็คือตกนรกอเวจี) ผู้บดีบ่ซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถต่อเจ้า ผู้ผ่านเกล้าอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศร ราชาธิราช ท่านมีอำนาจมีบุญ คุณอนกา อันอาศัยร่ม และอาจข่มชักหักกิ่งฆ่า อาจถอนด้วยฤทธานุภาพ บาปเบียนตนพันธุ์ พวกพ้องญาติกามาอาศัย ไขว้ใจอด ทอดใจรัก ชักเกลอสหาย ตนทั้งหลายมา เพื่อจะทำขบถโทรหแก่เจ้าตนไส้
" หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงคุณอันประเสริฐอยู่แล้ว มีพระคุณอย่างล้นเกล้าแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นก็อย่าคิดกบฎ และหากใครคิดกบฎก็ขอให้มีอันเป็นไป "จงเทพยดาฝูงนี้ให้ตาย ในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี อย่าให้มีสุขสวัสดิ์เมื่อใด อย่ากินเข้าเพื่อไฟจนตาย" ให้ตายภายในสามวันเจ็ดวัน อย่าให้เกินสามปี - อย่ากินเข้าเพื่อไฟจนตาย น่าจะหมายความว่าไม่ให้กินข้าว ถ้าจะกินเข้าไปแล้วจะร้อนเหมือนไฟ จะกินอะไรไม่ได้
"จงไปเป็นเปลวปล่อง อย่าอาศัยแก่น้ำจนตาย น้ำคลองกรอกเป็นพิษ นอนเรือนคำรนคาจนตาย คาบิดเป็นตาวงุ้ม ลืมตาหงายสู่ฟ้าจนตาย ฟ้ากะทุ่มทับลง ก้มหน้าลงแผ่นดินจนตาย แล่งแผ่นดินปลงเอาชีพไป ลีลองกินไฟต่างง้วน" หมายความว่าเจอแต่ไฟร้อน นั้นคือนรกนั่นเอง
"จรเข้ริบเสือฟัด (เข้าป่าจระเข้งาบเอาไป เสือก็ฟัดต่อ) หมีแรดถวัดแสนงขนาย หอกปืนปลายปักครอบ (ตายด้วยปลายหอกปลายดาบ) ใครต้องจอบจงดาบ (มีการถูกจอบฟัน) งูเงี้ยวพิษทั้งหลายลุ่มฟ้า ตายต่ำหน้ายังดิน นรินทรหยาบไหล่หล้า ใครกวินซื่อแท้ ผ่านฟ้าป่าวอวยพร" (แต่อันนี้ถ้าใครทำดีจะอวยพรให้) ตอนนี้เป็นการลงโทษ ปราบปรามพวกที่คิดขบถต่อพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ทีนี้ถ้าใครดีก็ขอให้พร
"อำนาจแปล้เมืองแมนอำมรสิทธิ มีศรีบุญพ่อก่อเศกเหง้า ยศท้าวตริไตรจักร ใครซื่อเจ้าเติมนาง (เข้าใจว่าใครซื่อสัตย์จะยกผู้หญิงให้) มิ่งเมืองบุญศักดิแพร่ ใครซื่อรางความทอง เพิ่มช้างม้าแผ่วัวควาย (ใครซื่อจะให้ผู้หญิง ให้ช้างม้าวัวควาย) ใครซื่อฟ้าสองย้าวเริงยิน (ใครซื่อท้องฟ้า สวรรค์จะมาอวยพรให้) เพลงรัตนพรายพรรณยื่น ใครซื่อสินเพตรา (ใครซื่อก็จะได้ทรัพย์สิน จะมีทรัพย์สินไหลมาเทมา) เพิ่มเขาหมื่นมหาชัย (มากมายกองเท่าภูเขา) ใครซื่อใครรักษเจ้าจงยศ (จะมีเกียรติยศมีเงินมีทอง) กลืนชื่นมาให้ยืนยง เทพายศล่มฟ้า อย่ารู้ว่าอันตราย ได้ใจกล้าดังเพ็ชร" (มีอายุยืนยาว มีใจดี มีใจกล้าเหมือนเพชร)
"ขจายขจรอเนกบุญ สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหา จักรพรรดิศรราชเรื่อยหล้า สุขผ่านฟ้าเบิก สมบูรณ์พ่อสมบูรณ์" ขอให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งก็คือสมเด็จพระรามาธิบดีจงมีความสมบูรณ์สถิตในไอศูรย์ราชสมบัติด้วยกาลนานเถิด
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ระบุไว้จึงไม่แน่ชัดว่าเป็นองค์ไหน (องค์หนึ่งหรือองค์สอง) แต่พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าหัวรับสั่งว่าไม่น่าจะเป็นองค์ที่สาม เพราะสำนวนที่แต่งนั้นเก่าแก่กว่าสำนวนในลิลิตพระลอ หรืออะไรก็ตามที่คิดว่าน่าจะเกิดในสมัยพระนารายณ์
เพราะฉะนั้นในนี้ไม่ได้มีหลักจริยธรรมเป็นข้อ ๆ แต่สรุปประเด็นก็คือ เป็นการปรามผู้ที่คิดคดทรยศต่อพระมหากษัตริย์ โดยขอให้ตายด้วยภัยพิบัตินานาประการ ด้วยคมหอกคมดาบ ภายในสามวันเจ็ดวัน อย่าให้เกิดสามเดือน อย่าให้เคลื่อนสามปี และนอกจากนี้แล้วใครที่ทำดีก็จะมีการปูนบำเน็จรางวัลให้ มีการอวยพรโดยเทพยดาให้ประสบความเจริญรุ่งเรืองทั้งเกียรติยศบารมีด้วยทรัพย์สินเงินทองต่าง ๆ
ต่อไปจะเริ่มเปิดประเด็นกันแล้วอ่ะ อาจารย์ถามว่าถ้านำมาใช้ในยุคปัจจุบันนี้จะเห็นด้วยหรือเปล่า และสามารถนำมาใช้ได้มั๊ย ? เรื่องเกี่ยวกะคำสาบานนั้นมีส่วนดีคือปรามไม่ให้คนทำชั่ว แต่ประเด็นก็คือถ้าเราไม่ทำชั่วเพราะกลัวคำสาบานจะเป็นจริง มันก็ไม่ได้เป็นการไม่ทำชั่วเพราะเราเป็นคนดีโดยเนื้อแท้ แต่เป็นเราทำดีเพราะกลัวว่ามันจะเป็นไปตามคำสาบาน นั่นก็แปลว่าเขาไม่ได้เป็นคนดีใช้มั๊ย หรืออาจะไม่เป็นคนจริงใจ แต่ว่าสังคมก็จะอยู่ได้เพราะคนไม่ทำชั่ว เพราะกลัวคำสาบาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนดีเพราะเขาทำดี - หิริ คือละอายต่อความชั่ว, โอตัปปะ คือเกรงกลัวต่อบาป - คนเราบางครั้งที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้เป็นเพราะละอายต่อบาป แต่เป็นเพราะกลัวที่จะทำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนดี
ในขณะพี่พิธีกรรมอะไรต่าง ๆ ของพราหมณ์จางลงมากแล้ว เหลือแค่พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเท่านั้นที่ยังอยู่ และพุทธศาสนาก็มีบทบาทมากขึ้น แต่ในช่วงอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นพราหมณ์นั้นมีบทบาทมากในราชสำนัก มีพิธีโล้ชิงช้า (ตรียัมปวาย) แต่พิธีบางอย่างก็ยังคงพิธีพราหมณ์ไว้ เช่น การเป่าสังข์ หรือพิธีรดน้ำสังข์ พราหมณ์ก็เข้ามาบางอย่าง แต่ถ้าถามว่าอิทธิพลมีมากหรือน้อยก็จะค่อย ๆ จางลงไปเรื่อย ๆ เพราะขณะนี้ตระกูลพราหมณ์ก็เหลือลงมาก รังสิกุล และ รังสิพราหมณะกุล เพราะฉะนั้นเวลานี้พราหมณ์ก็ไม่ได้มีอิทธิพลมากเพราะพุทธเข้ามาแล้ว แต่อาจะมีอิทธิพลอยู่บ้างในประเพณีต่าง ๆ เช่น เป่าสังข์ รดน้ำสังข์ เป็นต้น ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะพิธีของพราหมณ์บางอย่างของพราหมณ์นั้นซับซ้อนเกินไป และพราหมณ์ก็หมดไป ๆ ในอินเดียก็ไม่แน่ใจว่ายังมีพราหมณ์อยู่หรือเปล่า หรือพราหมณ์ได้ถูกส่งออกไปยังที่อื่นหมดแล้ว แต่ว่าในราชสำนักของเขมรแต่ก่อนก็เหมือนไทย คือได้รับอิทธิพลจากพราหมณ์ ผู้บรรยายคิดว่าอีกหน่อยพราหมณ์ก็คงจะหมดอ่ะ
สรุปว่าเชื่ออ๊ะป่าวคำสาบานเนี่ย คำสาบานเนี่ยมันไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าเรากล่าวคำสัญญาแล้วเราไม่ทำตามคำสัญญานั้นมันก็ไม่ดีต่อตัวเราเอง เราก็ต้องรู้สึกผิด แต่บางคนก็ไม่รู้สึกผิดอะไรเลยที่ไม่รักษาคำพูด, ไม่รักษาสัจจะวาจา มันก็มีอีกวิธีหนึ่งคืออย่าไปสาบานเลยดีกว่า
***