ครั้งที่4 (4-7-43)
ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นวรรณคดีฉบับสุดท้ายที่พูดถึงจริยธรรมในสมัยสุโขทัย ส่วนในสมัยอยุธยามีเยอะ แต่จะเอามาสัก ๕-๖ เล่ม และยังมีรัตนโกสินทร์อีก ตำรับเท้าศรีจุฬาลักษณ์ มีชื่ออีกอย่างหนึ่งคือ นางนพมาศ เป็นวรรณคดีฉบับสุดท้ายของกรุงสุโขทัย เท้าศรีจุฬาลักษณ์เป็นสนมนางหนึ่งสมัยพระร่วงเจ้า แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นองค์ไหน ไม่ได้ระบุไว้ แต่สันนิษฐานว่าคงไม่ใช่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ไม่เช่นนั้นคงจะจารึกลงในศิลาจารึกแล้ว แต่เราก็ไม่ทราบแน่ชัด
เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ นัยว่าเขียนโดยเท้าศรีจุฬาลักษณ์ เป็นหนังสือที่มีคุณค่าทางพิธีการ เพราะจะบอกถึงวิธีแรกนาขวัญทำอย่างไร มีพิธีพราหมณ์ นอกจากนี้ยังมีหลักสอนจริยธรรมอีกด้วย กล่าวถึงหลักการปกครองของพระมหากษัตริย์ และบุคคลทั่วไป กรมวรรณกรรมศิลปากร จัดให้อยู่ในสมัยสุโขทัยเพราะ
๑. มีการเรียบเรียงเป็นร้อยแก้ว มีภาษาคล้ายกันกับศิลาจารึก
๒. มีคำคมและสุภาษิตแทรก คล้ายกับสุภาษิตพระร่วง
๓. เหตุการณ์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกรุงสุโขทัย
๔. มีข้อมูลเกี่ยวกับพิธีพราหมณ์ ซึ่งพิธีพราหมณ์ละเอียดมาก และเป็นแบบเก่า ไม่ได้กลับมาแบบอยุธยา เพราะฉะนั้นน่าจะเก่าถึงสมัยสุโขทัย
แต่อย่างไรก็ตามมีผู้แย้งเยอะว่า เรื่องนางนพมาศ เป็นเรื่องแต่ขึ้นมาใหม่อาจมีของเก่าอยู่บ้าง อาจจะมีการแต่งใหม่ ของเก่าก็กระจายหายไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะอนุรักษ์ของเดิมเอาไว้ รวมทั้งอนุรักษ์เรื่องประเพณีด้วย เพราะเน้นมากเรื่องประเพณี ดังคำสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรง ราชานุภาพ บิดาประวัติศาสตร์ไทย ท่านบอกว่า
จงเอาสำนวนหนังสือเล่มนี้ไปเปรียบเทียบกับสำนวนหนังสือจารึกครั้งสุโขทัย หรือหนังสือที่เชื่อว่าแต่งในสมัยสุโขทัย เช่น หนังสือไตรภูมิพระร่วงเป็นต้น หรือแม้ที่สุดจะเอาไปเปรียบเทียบกับหนังสือที่แต่งเพียงชั้นภูมิเก่า ก็จะเห็นได้แน่นอนว่า สำนวนหนังสือเรื่องนางนพมาศเป็นสำนวนหนังสือที่แต่งขึ้นมาใหม่
ท่านไม่เชื่อว่าแต่งขึ้นสมัยสุโขทัย ท่านเชื่อว่าอาจจะมีเค้าโครงเดิม แต่ว่ามีคนแต่งเสริมขึ้นมาในสมัยอยุธยา หรืออาจจะเป็นรัตนโกสินทร์ก็อาจเป็นได้ สำนวนหนังสือเรื่องนางนพมาศเป็นสำนวนหนังสือที่แต่งใหม่เป็นแน่ และยังมีข้อความที่กล่าวผิดแจ่มแจ้งที่จับได้ว่าเป็นของใหม่หลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ชนชาติต่างๆ บอกชื่อฝรั่งหลายชาติ ซึ่งที่จริงไม่ว่าชาตะใด ยังไม่มีเข้ามาในประเทศนี้ เมื่อครั้งนครสุโขทัยเป็นราชธานีเป็นแน่ คือในนี้มีการกล่าวอยู่ตอนหนึ่ง คือมันจะแบ่งเป็นตอนๆ ว่าด้วยชาติต่างๆ นางนพมาศได้พูดถึงว่า
แต่นี้ข้าน้อยผู้ชื่อศรีจุฬาลักษณ์ จะพึงจำแนกชาติกษัตริย์ต่อไปคือ ภาษาไทยหนึ่ง ลาวภาษาหนึ่ง ลาวลื้อภาษาหนึ่ง ลาวเงี้ยวภาษาหนึ่ง พราหมณ์ไทยใหญ่ภาษาหนึ่ง ตองสู้ภาษาหนึ่ง ฯลฯ และยังมีแขกแบ่งออกเป็น แขกซูหนี่ แขกอาหรับ และยังพูดถึงฝรั่งมริกัน ฝรั่งอังกฤษ ฝรั่งมิรันดา ฝรั่งเศส
ซึ่งท่านกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บอกว่าสมัยสุโขทัย ฝรั่งพวกนี้ยังไม่ได้เข้ามา ฝรั่งเศส ฝรั่งมิรันดา ฝรั่งฮอรันดา ก็คือเนเธอแลนด์ ฝรั่งอังกฤษ ฝรั่งโปรตุเกส ฝรั่งมริกัน ฝรั่งอีสปันหยอด ก็คือเสปน หรือเอสปันญอล ฝรั่งการะหนี่ ฝรั่งสีส้อง ท่านบอกว่ามันไม่มีในสมัยสุโขทัย ก็เลยสันนิษฐานลำบาก อาจจะเป็นไปได้ไหมว่าตรงนี้มีคนมาเติม ก็ไม่แน่ใจ แล้วก็บอกว่า เมื่อครั้งที่นครสุโขทัยเป็นราชธานีฝรั่งเหล่านี้ ยังไม่ได้เข้ามา อีกครั้งหนึ่งก็คือที่บอกว่า สุโขทัยมีปืนใหญ่ขนาดหนัก นับได้หลายหาบ มีปืนใหญ่ใช้ในสมัยสุโขทัย ปืนใหญ่ครั้งนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นในโลก แต่ที่ผิดมากที่สุดยิ่งกว่านั้น ก็คือ มีชาติอเมริกันอยู่ในนั้นด้วย ชาติอเมริกันเพิ่งเกิดขึ้นยังไม่ถึง ๒๐๐ ปี ชาติอเมริกันเกิดเมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น กรุงเทพฉลอง ๒๐๐ ปี ก็ใกล้กับอเมริกา ๒๐๐ ปี ในปี ค.ศ. ๑๗๗๖ เพราะฉะนั้นมันเป็นชาติที่มาทีหลังสุโขทัย แล้วจะไปอยู่ในตำรับเท้าศรีจุฬาลักษณ์ได้อย่างไร ซึ่งเป็นเหตุผลที่น่าฟัง แม้แต่คำว่า อเมริกัน ก็เกิดขึ้นในสมัยที่กรุงเก่าเป็นราชธานี กรมศิลปากรยอมรับข้อสมมติฐานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพและท่านผู้อื่นอีกหลายท่าน ในทำนองเดียวกัน เรื่องนี้น่าจะแต่งในสมัยอยุธยาตอนปลายหรือไม่ก็กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ในขณะเดียวกันกรมศิลปากรก็ยังจัดไว้ในวรรณคดีในสมัยสุโขทัย เพราะเหตุว่าอยากจะให้มีการศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งมากกว่าเดิม ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ จนกว่าจะมีหลักฐานที่ตกลงกันได้ เพราะบรรยากาศของเรื่องจะเป็นสุโขทัยหมด มันจึงดูยาก อาจเป็นไปได้ไหมว่า เรื่องนี้มีมาแต่เดิมแล้วมีคนเติมเข้าไปในภายหลัง ภาษาแขกภาษาอะไรนี้ ก็อาจจะเป็นไปได้ เราก็ไม่ทราบแน่ชัด เพราะบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร. ๕ นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ร. ๖ พระราชโอรส เมื่อครั้งที่ทรงพระอิสริยยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร ท่านยังดำรงเป็นสภานายกหอสมุด วชิรญานด้วย ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมต้นฉบับของหนังสือต่างที่มีค่า ที่นี้อันนี้ปรากฏขึ้นมาเมื่อมีการจัดตั้ง หอสมุดวชิรญานขึ้นมา ก็มีการทบทวนหนังสือเก่า มีการออกประกาศ ให้ใครที่มีหนังสือเก่าไว้ใน ครอบครอง ให้กรุณานำไปบริจาค ทำให้ได้ต้นฉบับเก่าๆ มากมาย แล้วอันนี้ ก็มีการชำระของกรมศิลปากรตั้งแต่เป็นวรรณคดีสมัยต่างๆ อันนี้ได้มาจากการชำระที่มีการจัดตั้งหอสมุดวชิรญาน ก็จะได้วรรณคดีเก่าเป็นจำนวนมาก และก็ได้ต้นฉบับก็ค่อนข้างสมบูรณ์ ของเท้าศรีจุฬาลักษณ์ และสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าสำคัญมากจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการพิมพ์ออกมา
ลักษณะคำประพันธ์ เรื่องนางนพมาศนี้เป็นวรรณคดีร้อยแก้ว มีลักษณะบานแพนกเป็นโคลงสี่สุภาพ บานแพนกก็คืออันดับ ๖ เหมือนกับเป็นคำนำเป็นโคลง ลักษณะภาษาเหมือนในศิลาจารึก บานแพนกเป็นโคลงสี่สุภาพ เป็นโคลง แต่ทันสมัยกว่า เราพอเข้าใจได้ อ่านแล้วสามารถเข้าใจได้มากกว่า แล้วก็มีการระบุชื่อผู้เขียนได้อย่างชัดเจน
|
นพมาศนามแน่นี้ |
เดิมมา |
|
ปลกเปลี่ยนศรีจุฬา |
หลัดหลัด |
|
อุดดมรูปปรีชา |
ชาญยิ่ง นาแม่ |
|
หญิงภพใดจะคร่ำ |
กว่านี้ ฤามี |
ก็หมายความว่า นางนพมาศ นามแม่ที่แต่งนี้ ต่อมาเปลี่ยนเป็นเท้าศรีจุฬาลักษณ์ แล้วก็เป็นผู้ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้น แล้วก็ที่บอกว่า หญิงภพใดจะคร่ำ กว่านี้ ฤามี ไม่แน่ใจว่าจะแต่งเองภายหลังหรือเปล่า เพราะโดยปกติคนไทยนั้นเป็นคนถ่อมตน วรรณคดีบางเล่มไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งด้วยซ้ำไป เพระฉะนั้นไม่แน่ใจว่าท่านเป็นคนแต่งอันนี้ด้วยตัวเองหรือเปล่า ถ้าท่านแต่งของท่านเองก็แสดงว่าท่านเก่ง ท่านยอมรับ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยยอตัวเองกันเท่าไร ฝรั่งนี่ยอตัวเองน่าดู จากนั้นจะเป็นหัวเรื่อง ที่ท่านแต่งเป็นหัวข้อต่าง ๆ ไว้ ดังนี้
๑. ว่าด้วยชาติและภาษาต่างๆ หลายอย่างเลย จะอ่านให้ฟังก็ได้ จะกล่าวเริ่มต้นจากภัทรกัลป์ มีมนุษย์ชายหญิงด้วยอำนาจพรหมให้บังเกิด กาลครั้งนั้นมนุษยชาติเจรจาภาษมคธ
จะนับว่าต่างภาษาหามิได้ ครั้นเมื่อเดือนมีอันตรากัลป์ กัลปักข์มาเป็นอันมากจนถึงพุทธอันตรากัลปักข์ สมัยเมื่อมนุษย์มีอายุต่ำน้อยกว่าร้อยปีนั้น ข้าน้อยผู้ได้นามบัญญัติว่า ศรีจุฬาลักษณ์ อันมีอุปนิสัยสมบัติ กล่าวคือ ปัญญา จะจำแนกภาษามนุษย์ตามโปราณาจารย์ ท่านสมมติเรียกชาติภาษาต่างๆให้พิศดารตามสติปัญญา ซึ่งได้สดับฟังไตรเภท คำโปราณาจารย์สืบๆมา บรรดาบ้านเรือนมนุษย์ที่ตั้งอยู่ในมัชฌิมประเทศก็หลายชาติหลายภาษา โปราณาจารย์ท่านบัญญัติรวมเรียกว่า ภาษามคธ แล้วก็แบ่งภาษาเป็นอย่างที่มีในข้างต้น คือ แขก ฝรั่ง มิรันดา ฮอรันดา อิสปันญอล ฝรั่งการะหนี่ ฝรั่งสี่ส้อง รวมภาษาสีหลภาษา และยังมีภาษาญี่ปุ่นด้วย เกาหลีภาษา จีนฮ้อภาษา จีน
ภาษา แกวยวนภาษา กะเหรียงภาษา แสดงว่ากะเหรี่ยงมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย กะเหรี่ยงมาอย่างไร มากับลาวหรือเปล่า มาเป็นไทยพูดไทย ละว้าภาษา อยู่ในแหลมทองสุวรรณภูมินี้มาตั้งนานแล้ว เงาะภาษา ก็พวกเงาะนั้นเอง พวกเซมังซาไก แสดงว่าพวกนี้เก่ามากสมัยสุโขทัย ก็ไม่แน่ใจเพราะบางอัน ในสมัยสุโขทัยยังไม่มี อย่างที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้สันนิษฐานไว้
๒. แบ่งอาณาเขตของชมพูทวีป ซึ่งชมพูทวีปในที่นี้เน้นประเทศอินเดีย เพราะว่ามีการบอกว่า อันถ้าสกลชมพูทวีปนอกจากป่าและหิมพานต์ แลมหาสมุทรอันเป็นที่อยู่แห่งครุฑนั้น และที่ใดควรจะตั้งเป็นบ้านเมือง หมู่มนุษยชาติ พ่อค้า ฯลฯ (ชมพูทวีปในความหมายของพระพุทธเจ้าหมายถึง ประเทศอินเดีย แต่ในที่นี้หมายถึงโลกทั้งโลกของมนุษย์ทั้งหมด) เข้าใจว่าในที่นี้หมายถึงโลกทั้งโลก เขาบอกว่า ประเทศหนึ่งมีสองภาษาบ้าง สามภาษาบ้าง สี่ภาษา ห้าภาษาบ้าง รวมกันเรียกว่า มหานครประเทศ มีอยู่ในชมพูทวีป ก็แสดงว่า ในชมพูทวีปจะมีหลายประเทศอยู่ในนั้น แล้วมีประเทศอินเดียหรือเปล่า อันนี้เราไม่ทราบ
อันนี้ก็สรุปว่า มีการแบ่งชมพูทวีปออกเป็นหลายประเทศด้วยกันและต่างก็เป็นมิตรไมตรีกัน
๓. การสรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระร่วงเจ้า ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระร่วงเจ้าได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่อาณาจักรสุโขทัยไว้เป็นอันมาก มีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า แต่นี้จะกล่าวสรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระร่วงเจ้า อันถวัลราชไอศูรย์สมบัติ เป็นปรมากษัตริย์อันประเสริฐ ปราบดาภิเษกเสวยราช ณ กรุงพระมหานคร สุโขทัยบุรีรมย์สถาน ปราบดาภิเษกได้มาโดยการรบชนะ ปราบดานี้เข้าใจว่าปราบ หัวเมืองใหญ่น้อยใกล้เคียงต่างๆ ไม่แน่ใจว่าท่านนี้จะเป็นใคร หรืออาจจะเป็นองค์แรกเพราะว่าองค์แรก เป็นองค์เดียวที่ปราบดาภิเษก คือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แต่ก็ไม่แน่ใจ อันนี้ขอเพราะเขาก็ไม่ได้เอ่ยว่าใครแน่
อาจจะเป็นต้นราชการก็ได้ เพราะอย่างราชการที่หนึ่ง ก็มีการปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชโดยการปราบดา ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็สันนิษฐานได้ว่าเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แต่เราก็ไม่แน่ใจ ทีนี้บอกว่า มีเมืองขึ้นออก เอก โท ตรี จัตวา ช่วงเมืองกี่เมืองแผ่พล่าน พระราชอาชญาขอบเขตขันธสีมากว้างขวาง นับด้วยโยชน์ยิ่งกว่าร้อย มั่งคั่งไปด้วยสมณะชีพราหมณ์ อยู่เป็นภูมิลำเนาติดต่อกันไป มีสวนส้ม สวนผลไม้ ไร่นา แลที่ทำกินต่างๆ เป็นผาสุขสบายถ้วนหน้า ปราศจากพาลอันตราบโจรไปปล้น แล้วก็งามไปด้วยลูกค้า พานิชจีน แขก ฝรั่ง เอนกนานาประการ ตรงนี้ไม่แน่ใจว่า สุโขทัยมีแขก หรืออาจจะมีแขกแต่ไม่น่ามีฝรั่ง เพราะฉะนั้นจึงไม่แน่ใจว่าอย่างไรกันแน่ เพราะว่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ยืนยันว่า ไม่น่าจะมีฝรั่ง และยังมีอีก ตั้งตึกบ้านโรงเรือนร้านเป็นถ่องแถวตามวิถีเสมอมา ซื้อขายสรรสิ่งของ เครื่องทอง เงิน แก้วเกล้า เนาวรัตน์ อลังการาภรณ์ ทั้งพรรณผ้าเครื่องนุ่งห่มอันควรแก่บุรุษสตรีมีนัย ผ้าสุพรรณภัตร ผ้าลิขิตภัตร ผ้าจิรกภัตร ผ้าเทวครี ผ้ารัตครี ผ้าเจตครี และเครื่องใช้ภาชนะต่างๆ อันควรแก่ตระกูลทั้งสิบตระกูล ก็หมายความว่าในสมัยสุโขทัยมีตระกูลชั้นสูง นอกประเทศก็มีที่ไปมาค้าขาย แว่นแคว้น กรุงเทพมหานคร ย่อมบรรทุกสินค้าไปมาด้วย
เรื่อ
สัตว์จอง เกวียนโค เกวียนกระบือ ม้า อูฐ ต่างล่อ ต่างลา เรือถ่อ เรื่อแจว เรือกรรเชียง เรือแล่น เรือโล้ว บ้างก็ไปบ้างก็มา แสดงว่ามันจอแจมาก มันไม่น่าเชื่อ เพราะมันเหมือนบรรยากาศของอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ ก็เลยไม่แน่ใจว่าจริงๆ เป็นอย่างไร สรุปว่าเป็นราชธานีอันรุ่งเรือง
๔. ว่าด้วยตระกูลต่างๆ อันนี้บอกว่า มันมีสิบตระกูล ในสุโขทัยที่มีสิบตระกูลดังๆ ฝ่ายทหารมี สี่ตระกูล ทหารบกตระกูลหนึ่ง เรือตระกูลหนึ่ง ทหารช้างตระกูลหนึ่ง ทหารม้าตระกูลหนึ่ง ฝ่ายพ่อเรือนมี สี่ตระกูลเหมือนกัน คือตระกูลพรามหณ์ ตระกูลพ่อค้า ตระกูลเศรษฐีหนึ่ง ตระกูลชาวนาหนึ่ง ตระกูลที่กล่าวมานี้ แม้จะมีการแต่งอาวาหะวิวาหะ ก็ตกแต่งกันตามชั้นสูง จะได้ทำมงคลให้กับชาติตระกูลไปนั้นหามิได้ ถ้าแต่งงานก็แต่งกันเอง แต่ว่าแต่งในตระกูลเดียวกันหรือแต่งข้ามตระกูลกัน อันนี้ไม่แน่ใจ คือ หมายความว่าให้อยู่ในกลุ่มคนชั้นสูงด้วยกัน แล้วกรุงสุโขทัยเป็นอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า ผู้ชายที่เกิดในตระกูลเหล่านี้ต้องเรียนสรรพวิชา วิชาช้างม้ากระบี่ กระบอง โล่ ดาบสั้น ดาบยาว โตมร มวยปล้ำ ฝ่ายสตรีเรียนวิชาช่าง แกะปั้น ถักทอ ร้อยกรอง เย็บย้อม เกษมสุขทุกถ้วนหน้านรชาติชายหญิง บ้างก็ทายพนันว่า บุตรในครรภ์จะเป็นหญิงหรือชาย แสดงว่าการพนันมีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย เอาวัวเทียมเกวียนมาชนกันแล้วพนันว่าใครจะชนะ
๕. ว่าด้วยวัตถุในพระพุทธศาสนา หมายถึงวัดนั้นเอง พระมหาสถูปเจดีย์สูงใหญ่ เยอะแยะในสมัยสุโขทัย มีวัดพระธาตุ วัดราชบุรณะ นอกจากนี้ยังคำอธิบายว่า วัดนี้สวยงามมาก มีศาลาการเปรียญ มีโรงควง มีโรงกลัด มีมณฑป สถูปลาย ศาลาลาย หน้าตาคล้ายกับวัดสมัยเรานั่นเอง และยังมีห้องทีวิจิตรด้วยซุ้มประตู หน้าต่าง มีวาดเขียนลายข้างฝาด้วย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงพระสงฆ์ กล่าวถึงพระพุทธรูปที่มีประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ พระวิหารใหญ่น้อย หล่อด้วยโลหะ น่าสมาธิกว้าง ๕ ศอกก็มี ๑๖ ศอกก็มี มีพระพุทธปฏิมากรใหญ่ๆ หลายพระองค์ในวัด มีพระสงฆ์สามเณรอยู่ในวัดด้วย
ซึ่งอันนี้ถ้าจะให้เดาน่าจะอยู่หลังสมัยพ่อขุนรามคำแหง เพราะเหตุว่า สมัยพ่อขุนรามจึงจะเริ่มนับถือศาสนาพุทธ ก่อนหน้านั้นไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นที่กล่าวมานี้เป็นศาสนาพุทธ โบสถ์วิหารในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
๖. ลัทธิของพราหมณ์ อันนี้จะเห็นได้ว่าเน้นเรื่องพราหมณ์ เพราะพราหมณ์เป็นผู้ที่มีชาติตระกูล และเป็นผู้ทีประกอบพิธีทั้งสิบสองเดือน เพื่อให้พระเจ้าแผ่นดินเจริญในราชสมบัติโดยปราศจากอันตราย พราหมณ์จึงมีบทบาทสำคัญมาก และนรชาติทั้งหญิงชายที่จะประกอบพิธีย่อมเชื้อเชิญพราหมณ์ ไปทำงานมงคลต่างๆ มีทั้งอาวาหมงคลวิวาหมงคลเป็นต้น พราหมณ์ก็บันลือสังข์ รดน้ำ
ให้พรโดยคัมภีร์ไสยศาสตร์ แล้วก็รับเอาเครื่องสักการะ ทรัพย์อันเป็นแก่นสาร หมายถึงว่า ประกอบพิธีเป็นการรับจ้าง เจ้าภาพก็จะให้เงิน ก็เป็นการกล่าวถึงพิธีพราหมณ์ และการประกอบพิธีพราหมณ์
๗. ลัทธิศาสนาอื่น กล่าวไว้ชัดมากว่า มี บอกว่ามีชาติต่างๆ พวกแขก ก็สุเหร่า ฝรั่ง ก็สร้างศาลาของตนเอง และพวกแขกฝรั่งก็สร้างปั้นหยาสุเหร่า และก็มีการทำบุญของศาสนานั้นๆ
๘. สถานที่ต่างๆ ของเมืองสุโขทัย ที่สวยงาม มีพระราชนิเวศ มีพระราชวังของพระมหากษัตริย์ของสุโขทัย ซุ้มทวารบานประตูแน่นหนา มีปืนใหญ่วางประจำช่องสีมา (ตัวอย่างคือ ป้อมพระจุล ป้อมพระสุเมรุ) อันนี้ไม่น่าเป็นไปได้เพราะในสมัยสุโขทัยไม่มีปืนใหญ่ อาจจะแต่งขึ้นมาในสมัยหลังก็ได้ มีโรงช้างโรงม้า โรงรถ โรงเรือรบ ฉางข้าง ฉางเกลือ มีปราการที่ป้อมประตู มีอธิบายไว้ละเอียด และก็มีกล่าวว่า
ข้าพระองค์ชื่อจุฬาลักษณ์น้อมเศียรกราบถวายบังคมฝ่าพระบาท บรมนาถบพิตรสมเด็จพระร่วงเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเหนือที่จะบรรยาย พระองค์ย่อมทรงซึ่งทศพิพิธราชธรรม มีน้ำพระทัยเมตตากรุณา
๙. พระราชจรรยาของสมเด็จพระร่วงเจ้า ว่าทรงมีจริยธรรมอย่างไร
๑๐. ประวัตินางนพมาศก่อนมาเป็นนางสนม อยากทราบไหมว่าทำไมถึงมาเป็นนางสนม ประวัติมีความว่า นางนพมาศเป็นธิดาของท่านโชตรัตน์ ซึ่งเป็นปุโรหิต คือที่ปรึกษาในวัง เกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นที่ปรึกษางานพิธีต่างๆ และมารดาชื่อนางเรวดี ท่านพ่อต่อมาได้ตำแหน่งเป็นออกพระศรีมโหสถ มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาเรื่องพิธีกรรม เท้าศรีจุฬาลักษณ์เป็นคนที่งามมาก ในขณะที่นางอยู่ในครรภ์ บิดามารดาได้ฝันว่า ได้เยี่ยมบัญชรพระเจ้าแผ่นดิน ชมแสงพระจันทร์อยู่จนตื่น บิดาฝันว่าพรรณดอกไม้ต่าง ๆ แย้มบานเกสร ใช่ฤดูกาล หอมกลิ่นรวยรื่นไปทั่วทั้งพระนคร เหตุนิมิตดังท่านทั้งสองได้ทำนายไว้ว่า จะได้บุตรเป็นธิดา จะมีบุญพาสนา (บุญวาสนา) พร้อมทั้งสติปัญญา แลเกียรติยศเป็นที่พึ่งแก่วงศ์ญาติได้โดยแท้ วันคลอด พื้นอากาศก็ปราศจากเมฆ พระจันทร์ทรงกลด แสงปภัสสรรัสมีสีขาวเจือสีเหลืองอ่อน เสวยวันเพ็ญเดือนสาม ปีชวด
ด้วยปีนั้นยังใช้โบราณศักราช อันนี้สวยงามมากเพราะว่าคลอดในวันพระจันทร์ทรงกลด ข้าน้อยได้เรียนสรรพวิชาทั้งหมดตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ จนอายุได้ ๑๕ ปี ก็ถึงซึ่งชำนิชำนาญสิ้นเสร็จ เรียนปักไหม นับว่าเป็นสตรีปราชญ์ฉลาดรู้คดีโลกคดีธรรมในแผ่นดิน เบื้องหน้าแต่นั้น บิดามารดาก็มอบทรัพย์สมบัติให้ ๑๐๐,๐๐๐ ตำลึง จะได้เป็นสินซื้อของใช้ บริจาคทรัพย์ปฎิสังขรณ์เจดีย์สถานต่าง ๆ มีพระวิหารทาน และพระสถานพระรูปเป็นต้น ฝ่ายคณาญาติทั้งหลายซึ่งได้เห็นข้าน้อยสมบูรณ์ไปด้วยสมบัติทั้ง ๓ คือ รูปสมบัติ ปัญญาสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ก็ชวนกันพูดจาสรรเสริญทุกเช้าค่ำ จนประชาชาวพระนครรู้กิตติศัพท์แพร่หลายกันทั่วไป มีทิศาปาโมกข์นักเลงขับผู้หนึ่งได้ผูกเป็นกลอนไว้ว่า สวยงามมาก มีค่าควรแก่พระเจ้าแผ่นดินอย่างเดียว
๑๑. เหตุที่นางนพมาศได้เป็นนางสนม เพราะความสวยงาม บรรดาชายหญิงนักเลงเพลงขับก็ขับเพลงขับกันไปเรื่อยไปทั่วอาณาจักร ทุกคนรู้จักนางนพมาศกันหมดเลย เวลาวันหนึ่งนางบำเรอขับเพลงขับโดยบทกลอนอันนี้ ขณะนั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าผ่านมาได้ถามนางบำเรอว่า เพลงขับนี้ ผู้ใดตกแต่งมาแต่ที่ใดหรือ นางบำเรอกราบทูลว่า ผู้ใดที่ควรผูกเพลงขับนี้ หามิได้ จึงได้ขับถวาย สมเด็จพระลูกเจ้าก็ทรงดุษณีภาพ และก็พระราชทานรางวัล เป็นต้นว่า เครื่อง
ให้นางบำเรอ อยู่มาวันหนึ่ง เป็นเวลาราตรี พระจันทร์ส่องแสงสว่าง สมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จไปยังพระที่นั่งวิศาลเสาวรส ในพระราชอุทยาน ทรงประภาสพรรณดอกไม้อันมีกลิ่นรวยรื่น ด้วยพระพายลำเพยพัดสำราญพระราชหฤทัย จึงรับสั่งให้พนักงานบำเรอขับเพลงพิณ สรรเสริญลูกศรีราช ถวายจนหมดสิ้นแล้ว จึงมีบัญชาตรัสถามว่า มโหสถมีธิดาประกอบไปด้วยรูปอย่างนี้จริงหรือ และฉลาดรู้สรรพวิชาต่างๆ หรือว่า จะเป็นผู้ที่ถูกเพลงขับให้แสร้งให้ไพเราะแก่มหาชน
ขณะนั้นนาง..จึงกราบทูลว่า มโหสถมีธิดารูปงามคนหนึ่ง ฉวีวรรณเรื่อเหลือง บิดาจึงให้นางชื่อนางนพมาศ พออายุ ๑๕ ปี เรียนรู้ไตรเภท (เป็นคัมภีร์ของพราหมณ์) ไตรวิชา เฉลียวฉลาดมีมรรยาทดี ควรจะเป็นสนมกำนัลในพระราชฐาน
สมเด็จพระร่วงเจ้าได้ทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำนางธิดาโชติรัตน์เป็นพระศรีมโหสถมาไว้เป็นนางสนมอยู่ในพระราชวัง ให้เป็นเกียรติยศแก่บิดาตน ตอนต่อไปก็จะเป็นเท้าศรีมโหสถสมโภชน์ นางนพมาศ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่บิดานาง
พอนางนพมาศมาเป็นสนมของพระร่วงเจ้าก็ถูกทดลองปัญญา ว่า นกเบญจวรรณมีขนห้าสี หมายความว่าอย่างไร นางนพมาศตอบว่า เบญจวรรณหมายถึง การประพฤติ ๕ อย่าง ซึ่งก็คือจริยธรรม ๕ ประการที่จะพูดกันต่อไป หมู่ญาติมิตรก็ยินดีปรีดาสรรเสริญว่า แม้นแม่ของตนได้นำเบญจวรรณ ๕ สีมา ดังนี้แล้ว จะมีแต่ความจำเริญดียิ่งนัก
๑๔. ขนบธรรมเนียมนางสนมในราชสำนักซึ่งอันนี้ก็มีหลายข้อที่เป็นจริยธรรม อันนี้ไม่ใช่แต่เฉพาะนางสนมเท่านั้น แต่หมายถึงหลักจริยธรรมของคนทั่วๆ ไป ซึ่งควรจะประพฤติ
๑๕. ว่าด้วยนิทานเรื่องนางนกต้อยตีวิด กล่าวถึงนางนกต้อยตีวิดตัวหนึ่ง เป็นนกต้อยตีวิดที่ ขี้เกียจ นอนสบาย พระไทรก็มาช่วยเหลือเอาอาหารให้กิน มีความเมตตา นกต้อยตีวิดขี้เกียจ แต่มีมารยาทดี เคารพต้นไทรเรื่อยๆ ร้องเพลงอันไพเราะให้ต้นไทรฟัง พระไทรก็เมตตาบรรดาลให้มีปลามาเป็นอาหาร ทุกวัน หลังจากนั้นนางนกก็หยิ่ง วางท่า คิดว่า ตนเองดีกว่านางนกต้อยตีวิดอื่นๆ พระไทรก็เลยแปลงตัวมาเป็นนกต้อยตีวิดตัวผู้ มาเป็นคู่ของนางนก และก็มีลูกออกมา และให้นางนกต้อยตีวิดดูแลไข่ของตนเอง ให้ดีๆ ปรากฏว่านางก็ขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรเลย จนรุกขเทวดาตนหนึ่งบอกว่า ไม่ชอบนางนกเลย เลยปลอมตัวมาเป็นพญาหงษ์สีทอง นางนกเห็นก็หลงรักพญาหงษ์ ไม่ดูแลไข่ ทำให้ไข่ตกลงมาจากต้นไม้ พญาไทรโกรธมาก ก็เลยตัดทุกสิ่งที่ตนเคยทำมา ไม่ให้ปลาเหมือนเคย นางนกหงอยมา ไม่มีอะไรเหลือเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เป็นคนอย่าหยิ่งทะนงตน โอ้อวดให้มากนัก เพราะคนเรามันไม่แน่ ชีวิตอาจจะพลิกผันได้ อาจจะมีวาสนา แต่ถ้าทำตัวไม่ดี ก็หมดไป
๑๖. เรื่องนางช้างแสนงอน เรื่องมีอยู่ว่า นางช้างเป็นเมียของนายช้างซึ่งเป็นหัวหน้าฝูง เสร็จแล้วหัวหน้าฝูงไปไหนไม่ทราบ นางช้างที่เป็นเมียทั้งสองตัว ก็ไม่มาต้อนรับ มัวแต่งอนกันไปงอนกันมา เย่อหยิ่งทะนงว่า สามีต้องมาตัว นางช้างก็เลยถูกขับออกจากฝูง ก็กลายเป็นช้างที่ไม่มีอะไรเหลือ ในที่สุดก็ต้องออกไปก้มหน้าเสวยกรรม
๑๗. ขนบธรรมเนียมนางสนม (ต่อ )
๑๘. นางนกกระเรียนคบนางนกใส้ช่างยุ นางนกใส้เข้ามายุยงนางนกกระเรียน แล้วในที่สุดก็เอาแต่รื่นเริงบันเทิงใจ ในที่สุดก็ว่างเว้นจากการเข้าฝูง และก็อยู่ไม่ได้
๑๙. นางเรวดีให้โอวาทนางนพมาศ อันนี้เป็นแม่สอนงลูก อันนี้เราก็จะได้เอาหลักจริยธรรมอันนั้นมาพูดกันต่อไป
๒๐. นางเรวดีนำนางนพมาศเข้าถวายตัว ก็มีการอบรมอีกนิดหน่อย
๒๑. ว่าด้วยพิธีจองเปรียง เป็นพิธีของพราหมณ์ ก็คือวันเพ็ญเดือนสิบสอง เป็นวันลอยกระทง
๒๒. ว่าด้วยพิธีตรียัมปวาย และตรีปวาย ตรียัมปวายวาย คือ เดือนอ้าย มีพิธีตรียัมปวายและพิธีตรีปวาย เป็นการนักขัตตฤกษ์ ยังหน้าพระเคหสถานหลวง หมู่ประชาชนชายหญิง บรรดาหมู่ชแน่นางใน
จะว่าไปแล้วคือพิธีโล้ชิงช้าหรือเปล่า แลทัศนาชีพ่อพราหมณ์ พระอินทร์ พระอิศวร พระนาราย ณ์
การโล้ชิงช้า หมายถึง บูชาพระอิศวร พระนาราย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เมื่อก่อนมี แล้วตกลงมาตาย เพราะว่าต้องโล้เร็วและสูงเพื่อให้ถึงสวรรค์
๒๓. พิธีธานเทาะห์ เดือนสาม ประชุมชาวพระนคร เล่นเป็นพิธีนักขัตตฤกษ์ขนข้าวเข้าลาน เสด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ณ พลับพลาชัย ให้พระสนม นางกำนัล นางบำเรอ นางระบำ ที่มีรูปศรีงาม ออกชละแทะ (เกวียน) ทอง ละแทะเงิน ควบคู่กันสิบคู่ ลากท่อนข้าวเข้าสู่ลาน (เข้าใจว่าเป็นพิธีทางเกษตร) มีห้อยย้อยพวงบุปผามาลัย และระบำมหรสพก็เล่นรเบงระบำ หกคะเมนไต่ลวด เสียงเคาะกลองดังสนั่นน่าพึงใจ และพนักงานก็นำโคเข้ามาเทียมเกวียน พราหมณาจารย์ก็ถือปฏักเงิน ให้พระโคนวดข้าว
เป็นพิธีทางเกษตรหรือเปล่าเพราะมีการนวดข้าว แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการเผาซังข้าว เพื่อล้างความไม่ดีให้ออกไป อาจจะเป็นได้ทั้งสองอย่าง คือ ให้มีผลอุดมสมบูรณ์ และเมื่อมีเภทภัย ก็ให้ล้างออกไป ซึ่งไม่มีในปัจจุบัน
๒๔. พิธีสัมพัทธ์ฉลฉิม ทำบุญในพิธีตรุษต่างๆ ในเดือนสี่ ทำบุญถวายข้าวพระภิกษุสงฆ์ ในเดือนสี่ ก็คือเดือน ขึ้นปีใหม่ อาจจะเกี่ยวข้องกับสงกรานต์
๒๕. พิธีคเชนทรสวัสสนาน คเชนทร์ก็คือช้าง พิธีบวงสรวงช้าง
๒๖. พิธีแรกนา เป็นพิธีเดียวที่มีการสืบทอกกันมา เป็นอย่างไรก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
๒๗. พิธีวิสาขบูชา มีเวียนเทียน บ้างก็ซื้อถ่ายชีวิตสัตว์ ทวิปบาท จตุปบาท ปลดปล่อยให้ได้รับความสุขสบาย ก็คือเวียนเทียนและก็ปล่อยนกปล่อยปลา ถวายสลากภัตตาหาร สังฆทาน
๒๘. พิธีเคณฑะ เดือนเจ็ด เป็นพิธีพราหมณ์ เป็นพิธีทำเพื่อการมงคล ชาวพระนคร ประชุมกัน แล้วก็สังเวยบวงสรวง ให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขแลก็เต้นระบำกันใหญ่
๒๙. ว่าด้วยพิธีเข้าพรรษา คล้ายกับปัจจุบัน มีการ ถวายอาหารต่าง ๆ แด่พระภิกษุสงฆ์
๓๐. พิธีพรุนสารท คือ ขอฝน ในเดือนเก้า ให้ตกลงมาอย่างชุ่มชื้น ตั้งสัตยาธิษฐานให้ฝนตกชุกชุมทั่วทุกนิคมอาณาเขตขอบขัณฑสีมา เป็นพิธีบวงสรวงขอฝน ให้สุโขทัยธานีบุรีรัตน์ให้ชุ่มแช่ชาติสาลีอันมีพรรณต่าง ๆ ซึ่งเป็นของเลี้ยงชีพประชาชน จงบริบูรณ์ด้วยเมล็ดลวง ปราศจากโรคแมลง - แสดงว่าเราอยู่มาอย่างนี้ตลอด เราขออำนาจสิ่งเหนือธรรมชาติให้มาช่วยเราให้ได้ผลิตผลสมบูรณ์ และด้วยเหตุอันนี้ด้วยเราจึงมีความอุดมสมบูรณ์มาโดยตลอด โบกธงขอฝนวันละสองเวลาเช้าเย็น
๓๑. พิธีกวนข้าวทิพย์ เดือนสิบ ยังมีอยู่ในปัจจุบัน บอกว่า มหาชนจะเก็บเกี่ยวข้าวที่เป็นปฐมคัพภสาลี ข้าวที่ออกลวงครั้งแรก เอามากระทำข้าวมธุปายาสยาคูเลี้ยงพราหมณ์ เพื่อจะให้เป็นมงคลแก่ข้าวในนา พรามหณ์ที่ยังไม่ได้ลอยบาปจะพึงบริโภคมธุปายาสยาคูอันบุคคลพึงกระทำด้วยปฐมครรภ์ชาติสาลี ก็บังเกิดทุกข์อุปัทวจัญไรแก่ตน พราหมณ์ท่านใดยังไม่ได้ลอยบาปไม่ให้กิน ข้าวมธุปายาส เขาบอกว่าเอาข้าวมาตำ แล้วมีข้าวเม่า ข้าวตอก ใส่นม น้ำผึ้ง น้ำอ้อย พระมหากษัตรตรัสสั่งให้ตกแต่งข้าวมธุปายาส ให้ปรุงคนระคน เจือด้วยรส มีขัณฑกร และน้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล ทธิ(นมส้ม) นมสด ใส่ลงบนภาชนะที่ตั้งบนเตา เพลิง จึงสั่งให้สาวพรหมจรรย์กวนมธุปายาส มีการประโคม ร้องรำมหรสพ ประกอบ ครั้นกวนข้าวมธุปายาสเสร็จแล้ว ก็มีการกวนข้าวยาคู
๓๒. พิธีอาสยุทธ ทำในเดือน ๑๑ มีในพระราชพิธี ๑๒ เดือน คือการพายเรือแข่งกัน เป็นการพายเรือพระที่นั่ง ให้พระราชาชม
๓๓. ว่าด้วยการประพฤติของนางสนม เดี๋ยวจะกล่าวเป็นลำดับไป
แนวคิดทางจริยธรรมที่ปรากฏ
๑. จริยธรรมสำหรับผู้ปกครอง จะกล่าวไว้ในบทที่กล่าวสรรเสริญพระร่วงเจ้า
๑.๑ ทศพิพิธราชธรรม มี ๑๐ ประการ คือ
- ทาน การให้- ศีล การรักษากายวาจาใจ ให้สะอาด- บริจาค การเสียสละ- อาชวะ ความซื่อตรง ประกอบอาชีพด้วยความซื่อตรง- มัททวะ ความอ่อนโยน- ตปะ กำจัดความเกียจคร้านด้วยความเพียร- อักโกธะ ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ- อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน- ขันติ ความอดทนต่อโลภะ โทสะ และโมหะ- อวิโรธนะ การไม่ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม
ตอนที่กล่าวสรรเสริญพระร่วงเจ้า มีตอนหนึ่งว่า พระองค์ย่อมทรงด้วยทศพิพิธราชธรรม มีน้ำพระทัยเมตตากรุณา มีพระสอดส่องในกิจการบ้านเมือง อย่างเห็นทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร ทุกประโยคในนี้เป็นจริยธรรมหมดเลย
๑.๒ มีความเมตตากรุณาต่อไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ของสุโขทัย ทรงดำรงพระองค์ได้อย่างจริยธรรม อันนี้ ฝรั่งไม่ค่อยมี มีแต่ฆ่ากัน เจ้านาย ขุนนางฝรั่งไม่ค่อยดีต่อราษฎร เวลางานอดิเรกชอบเข้าป่าล่าสัตว์ เหยียบย่ำที่นาราษฎร ไม่เคยมีคำสั่งคำสอนเลยว่า หน้าใหนเป็นหน้าฝน อย่าไปเหยียบย่ำ ไม่มี มีแต่ของไทยที่การให้เข้าพรรษา เพราะฉะนั้นถึงได้มีความรุนแรง เช่น ปฏิวัติฝรั่งเศส จับเอากษัตริย์ไปตัดคอ อย่างของเราปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแต่ ไม่มีการจับกษัตริย์ไม่ตัดคอ
๑.๓ ให้พระมหากษัตริย์มีความรักความไว้วางใจต่อขุนนางข้าราชการ ชุบเลี้ยงเท้าพระยา เข้าเฝ้าฝ่ายทหารพลเรือน แลผู้รักเมือง ครองเมืองเอกโทตรีจัตวา บรรดาข้าราชบุรุษทุกกระทรวง ถ้าผู้ใดมีความชอบก็สักการะรางวัล แม้กระทำความผิด ก็ลดหย่อนผ่อนโทษให้เบาลง เห็นไหมว่า เป็นการให้ความไว้วางใจขุนนางตามลำดับชั้น ใครทำความดี ปูนบำเหน็จรางวัลให้เต็มที่ ใครทำความไม่ดี ก็ลดหย่อนผ่อนโทษ อย่าไปทำความทารุณโหดร้ายต่อเขา เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์ในสุโขทัยจึงเป็นผู้ที่ไม่ฆ่าคนเท่าที่ปรากฏ กฎหมายล้านนาโหดกว่า ใครขโมยของ ก็ตัดมือ แต่กฎหมายสุโขทัยไม่มีโหดแบบนั้น พระมหากษัตริย์ทรงตัดสินคดีด้วยพระองค์เอง
๑.๔ พระมหากษัตริย์ควรมีจิตใจกว้างขวางอุปการะเลี้ยงดูพระบรมวงศานุวงศ์ บุคคลใกล้ชิดทุกพระองค์ ดังที่พระองค์กล่าวไว้ว่า บำรุงรักษ์พระราชบุตร พระราชธิดา พระบรมวงศานุวงศ์ ให้บริบูรณ์ด้วยสฤงคาร บริวารยศ ทั้งพระมเหสี สนม กำนัล ก็พระราชทานเครื่องอลังการาภรณ์ (เครื่องประดับ) แลเครื่องอุปโภคบริโภคตามยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นที่สุดจนคนรับใช้ ก็ได้ผ้านุ่งคลุมเงิน (ผ้านุ่ง) เงินประจำปี ทั่วทุกตัวคน แล้วก็ทรงพระมหากรุณามีพระราชโอวาทสั่งสอนพระบรมวงศา เข้าเฝ้า ฝ่ายนอกแลฝ่ายใน มิให้ผู้ใดเกลียดคร้าน...ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้ได้รับความเดือดร้อน
๑.๕ ทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศรัทธาทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้ถาวรวัฒนารุ่งเรืองด้วยเอาน้าพระราชหฤทัยใส่ในการกุศล บริจาคพระราชทรัพย์สักการะบูชาพระรัตนตรัยเป็นอาวาสสถาน เป็นนิตยภัตตทาน สังฆทาน บุคลิกทาน เป็นนิจนิรันดร นอกจากนี้แล้วยังทรงสักการะพราหมณ์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ในการพระราชทานรางวัล แสดงความเคารพ มิได้ดูถูก ดูแคลนเลย เพราะพราหมณ์เป็นประกอบพิธีในพระราชสำนักเสมอ
๑.๖ ทรงสงเคราะห์คนชราคนยากคนจนด้วยพระราชทรัพย์ให้มีอาหารบริโภค จัดหาเครื่องนุ่งห่มให้อย่างเหมาะสม ทรงสงเคราะห์แก่คนชราพยาธิอนาถา หาญาติมิได้ด้วยพระราชทรัพย์ให้มีอาหารบริโภค แลผ้านุ่งห่ม ทั่วราชอาณาเขต กับโปรดพระราชทานอภัยชีวิตสัตว์ ห้ามิให้ผู้ใดฆ่าช้าง ม้า โค กระบืออันเป็นของมีคุณต่อมนุษย์เป็นอันขาด เดชะผลอานิสงส์ที่ทรงสร้างเป็นทิฎฐธัมมเวทนี บรรดาลให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระจำเริญสุขสวัสดี เสวยสิริสมบัติด้วยบริบูรณ์ด้วยพระโชคลาภต่างๆ มีกุญชรเสวก แลสุวรรณหิรัญรัฐ รุ่งเรืองพระเกียรติยศ พระเดชเดชาแผ่ก้านไปในเอนกนานาประเทศทั้งปวง มีแต่พระนครเป็นมิตรไมตรี จะมีนครที่เป็นศัตรูมิได้ สุโขทัยก็มีความเกษมดุจเทพยนคร คงเป็นด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการฆ่าสัตว์ใหญ่ เลยทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ในความดีงาม อยู่ในไอศูรย์ราชสมบัติ
๒. จริยธรรมสำหรับสตรีในราชสำนัก ถึงแม้จะพูดถึงจริยธรรมสำหรับสตรีในราชสำนัก แต่ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับคนทั่วไปได้ด้วย เวลาทำงานกับเจ้านาย
๒.๑ ควรประพฤติวาจาให้อ่อนหวาน อันสกุณชาติชื่อ นกเบญจวรรณ นั้น ย่อมประดับด้วยขนมี ๕ สี ครั้นมหาชนนำมาเลี้ยงในนิคมคาม หมู่มหาชนก็พากันรักใคร่ นกเบญจวรรณงามด้วยสี ๕ สี ซึ่งได้จากเหย้าเรือนเคหา ไปอยู่พระราชนิเวศ ยังประพฤติตัวให้นางสนมกำนัลรักตัวได้แล้วหรือ หมายความว่า ท่านเหมือนกับนกเบญจวรรณมี ๕ สี ถามว่า จะใช้ ๕ สีเหมือนกับตัวท่าน ท่านเหมือนนก ที่จะจากพ่อแม่ไป จะทำตัวอย่างไรให้คนรักใคร่ ๕ สี คืออะไร นางนพมาศตอบว่า ๕ สีก็คือ คำสุภาษิต ที่กล่าวไว้ ๕ อย่าง
๒.๒ ควรประพฤติวาจาให้อ่อนหวาน ไม่กล่าวคำตีเสมอจาบจ้วงผู้ใด ที่จะควรเรียกว่าแม่ ก็เรียกว่า แม่ ที่จะเรียกว่าพี่ ป้า น้า อา ก็เรียกว่าพี่ ป้า น้า อา มิให้ใครขัดเคืองโสตด้วยวาจากำเริบ
๒.๓ ควรประพฤติกายให้ละมุนละม่อม ข้าน้อยจะประพฤติกาย ให้ละมุนละม่อม มิได้เย่อหยิ่งกรีดกาย เสียดสีท่านผู้ใด เพราะว่าคนในสมัยก่อนไม่มีเก้าอี้ จะนั่ง ฉะนั้นเวลาเดินต้องระวัง ถ้าเราเป็นผู้น้อย
๒.๔ ควรประพฤติใจให้ผ่องใส ข้าน้อยจะประพฤติมิให้มีความอิจฉาริษยา อย่าพยาบาทปองร้าย ให้เป็นเวรเป็นกรรมกับใครเลย การอิจฉาริษยามันเป็นเวรเป็นกรรม อย่างน้อยใจเราก็ไม่สบายแล้ว แล้วถ้าใครคิดไม่ดีกับคนอื่นฝ้าจะเต็มหน้าเลย อย่างไรก็ดี ให้มีน้ำใจ ไม่ให้ดูถูกดูหมิ่นผู้ใด
๒.๕ ถ้ารักให้รักตอบ ให้มีน้ำใจไมตรีต่อผู้อื่น ถ้าใครมีน้ำใจเมตตากรุณาต่อข้าน้อยอย่างสุจริต ข้าน้อยก็จะผูกพันธ์รักใคร่ ประพฤติตามคดีโบราณ
๒.๖ ควรประพฤติตามอย่างผู้กระทำความดี ดังที่ท่านได้บอกว่า ถ้าข้าน้อยเห็นผู้ใด ทำความดีความชอบในราชกิจก็ดี และทำถูกต้องตามคดีโลกคดีธรรมก็ดี ข้าน้อยจะถือเอาเยี่ยงอย่างกระทำตามท่าน ให้สมคำโบราณว่า ถ้าใครทำชอบให้ทำตาม และนกเบญจวรรณย่อมมีขน ๕ สี จึงเป็นที่รักของคนทั้งหลาย อันตัวข้าน้อยจะประพฤติตามสุภาษิต ๕ อย่าง ก็ย่อมจะเป็นที่รักของเท้า นางสนมกำนัลทั่วทั้งพระนิเวศ
๒.๗ ควรเอาใจใส่ในกิจการทั้งปวง ไม่เกลียดคร้าน ตั้งใจทำการงาน มีความรับผิดชอบ ถ้าทำราชการก็ทำด้วยความอุตสาห์ ทำด้วยความสม่ำเสมอ อย่างเกลียดคร้านในราชกิจ ราชการทั้งปวง ย่อมสอดส่องปัญญาตามอัธยาศัย แล้วทำตามทุกอย่าง อย่าเอาใจตัวเป็นประมาณ พึงอุตสาห์ทุกเช้าค่ำ อย่าทำบ้างไม่ทำบ้าง อย่าทำตัวเหมือนมลงหิ่งห้อย อย่ารักผู้อื่นมากกว่ารักตัว อย่าคนมีบุญมากกว่าเกรงเจ้า
รักตัวในที่นี้หมายถึง ต้องทำความดี หาความดีเข้าตัว
๒.๘ ควรมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ประพฤติตามน้ำพระทัยทุกสิ่ง อย่าเอาแต่ใจตัวเป็นประมาณ ถ้าปฏิบัติดังนี้ก็จะเป็นที่ชอบอัชฌาศัย เช่น อย่านำพระราชดำริอันเป็นความในไปภายนอก อย่าทำใจโลเลแชเชือน ลาภตนและประโยชน์หลวงก็จะขาด ลาภสักการะของราษฎรก็จะพลอยสูญ จงมีใจรักใคร่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่พึ่งที่พำนักแก่สรรพสัตว์ ทุกย่อมหญ้าแลใบไม้
๒.๙ มีความกตัญญูรู้คุณบิดามารดาและผู้มีพระคุณต่อเรา หรืออาจจะเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ก็ได้ เด็กกำพร้า รวมถึงครูอาจารย์ที่มีพระคุณต่อเรา ไม่พึงกระทำสิ่งใดที่ทำบิดามารดา วงศ์ตระกูลได้รับความอับอาย
๒.๑๐ ควรประพฤติตนด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพยำเกรงผู้เฒ่าผู้แก่ ควรคารวะยำเกรงผู้ใด จงนบนอบ ประพฤติตนให้ต้องใจท่านทั้งหลาย จึงให้โอวาทสั่งสอนว่า แม่ผู้เป็นที่รักของมารดา เจ้าต้องไปอยู่ในพระราชนิเวศแต่ผู้เดียว ไกลบิดามารดา เจ้าจงรักตัวทุกเช้าค่ำ ควรคารวะยำเกรงผู้ใด จงนบนอบ แม่จะทำกิจการเฝ้าแหน จงประพฤติจริตของนางให้เรียบร้อยต้องที่ต้องทาง อย่าให้เขาว่า อย่าทำเซ่อซ่าให้ท่านหวง อย่าประพฤติตัวเก้อ ๆ ให้คนล้อ อย่าทำโปก ๆ ปากๆ ให้ท่านว่า จงแต่งตัวให้งามเข้าตาคน จงประพฤติตนให้ต้องใจท่านทั้งหงลาย ฯลฯ
๒.๑๑ มีความมั่นคงไม่เหลาะแหละ คือทำตัวให้สง่า มั่นคง ไม่ทำตัวโลเล ไม่ทำตัว เหลวไหล รับปากใครแล้วต้องทำ
๒.๑๒ ควรมีความถ่อมตนอีกนั่นแหละ แต่สำหรับของไทยต้องพูดเรื่องนี้ประจำ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่โอ้อวดตน แม้จะเป็นพระสนมที่ทรงโปรดปรานก็ต้องไม่ลืมตนว่าสูงส่งกว่าผู้ใด คนเหล่านี้ควรได้รับคำยกย่องจากผู้อื่น
๒.๑๓ ควรมีความเสมอต้นเสมอปลาย เหมือนเรื่องนางนำต้อยตีวิด คือการประพฤติเหมือนอย่างเดิมไม่ว่าจะอยู่ในสถานะอย่างไร ไม่ควรทะนงตน ได้ดีมียศฐาบรรดาศักดิ์ก็เหมือนเดิม หลายคนเป็นเหมือนคางคกขึ้นวอ แมงปอใส่ตุ้งติ้ง คือได้ดีแล้วลืมตน หรือวัวลืมตีน ข้าน้อยจะประพฤติให้เสมอต้นเสมอปลายใช่แต่จะพอทำได้ดีมียศถาบรรดาศักดิ์ และจะละเมินเสียจน
เช่นนางนกกระเรียนที่ได้กล่าวไว้ในลามกสตรีนั้นหามิได้ ..ฯลฯ
๒.๑๔ ควรมีความซื่อสัตย์สุจริต สมัยก่อนคงไม่มีการคอรัปชั่น เพราะไม่มีเงินไม่มีเบี้ย เช่น รับราชการสนองคุณแผ่นดิน ไม่เรียกร้องสิ่งใด นอกจากได้มาด้วยความชอบธรรม อันน้ำใจข้าน้อยนี้ จะมีแต่สามิภักดิ์ตั้งใจสนองพระคุณในสุจริต แม้แต่ราชการสิ่งใดสมควรแก่ข้าน้อย กระทำแล้ว หรือว่าราชการแล้วต้องเสียทรัพย์สิน ฤาจะต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิตจิตใจ คงจะเสียสู้สนอกกิจให้แผ่นดินไม่ได้
๒.๑๕ ทำตัวเป็นกัลยามิตรกับผู้อื่น เพราะถ้าไม่เป็นมิตรกับผู้อื่นแล้วเราอยู่ลำบาก และผู้อื่นก็รักเรา
***
แต่มีคำถามว่า ท่านคิดว่า ทั้งหมดนี้ เราจะนำมาปฏิบัติในสังคมยุคใหม่ได้หรือไม่ มีอะไรเป็นอุปสรรคบ้าง และมีอะไรที่ทำได้บ้าง ?
***