ครั้งที่ 2 (20-6-43)
สุภาษิตพระร่วง
พระร่วง อยุธยาก็มี ต่อมาจะมีกษัตริย์บางพระองค์ของอยุธยาเป็นสายพระร่วง สุโขทัย เพราะฉะนั้นจึงครอบคลุมทั้งสุโขทัยและอยุธยา แต่ที่แน่ๆ น่าจะเริ่มต้นในสมัยสุโขทัย (กษัตริย์สุภาษิต พระร่วงนั้นสันนิษฐานว่า น่าจะเริ่มต้นในสมัยสุโขทัย) เพราะว่า คำว่า พระร่วง หมายถึง ราชวงศ์กษัตริย์ที่ครองสุโขทัยเริ่มตั่งแต่ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงสร้างราชวงศ์พระร่วง ซึ่งแปลว่า รุ่งโรจน์ วงศ์แห่งความรุ่งโรจน์
ใครแต่งนั้นไม่ทราบแน่ชัด แต่ทราบว่าองค์กษัตริย์ที่ครองกรุงสุโขทัยเป็นผู้ที่ริเริ่มขึ้นมา เพราะเหตุที่ว่าชื่อว่าสุภาษิตพระร่วง แล้วก็มีการสันนิษฐานของสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ ร.6 ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะ วรรณคดี ทรงสำเร็จการศึกษาด้านวรรณคดี จากมหาวิทยาลัย Offord ประเทศอังกฤษว่า ทรงสันนิษฐานว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้รวบรวมขึ้น เพราะว่ามีบางสิ่งบางอย่างคล้าย ๆ กับในศิลาจารึก และอย่าลืมว่าในศิลาจารึกมีตอนหนึ่งว่า พ่อขุนรามคำแหงเสด็จออกไปประทับที่แท่น พระที่นั่ง มนังคศิลาอาสน์ ทรงสั่งสอนประชาชนในวันที่ไม่ใช่วันพระ ถ้าเป็นวันพระจะนิมนต์พระมาเทศนาสั่งสอนประชาชน ส่วนในวันอื่นที่ไม่ใช่วันพระ พ่อขุนรามคำแหงเสด็จขึ้นประทับบนแท่นมนังคศิลาอาสน์และก็สั่งสอนประชาชน ถ้อยคำที่สั่งสอนประชาชนซึ่งปรากฏอยู่ในศิลาจารึกบางส่วนนี้ มันคล้ายๆ กับที่มีอยู่ในสุภาษิตพระร่วง เพราะฉะนั้นก็สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นผลงานของพ่อขุนรามคำแหง แต่ไม่แน่ใจว่า เป็นพ่อขุนรามคำแหงองค์เดียวหรือพระเจ้าลิไท เลอไท หรือไสลือไท หลังจากนั้นหรือเปล่า เพราะมีกษัตริย์สืบต่อมาอีก 6 พระองค์ (ช่วยแต่งด้วยหรือเปล่า) ซึ่งอันนี่ตรงกับที่ ศาสตราจารย์พระวรเวทย์พิสิฐ์ (เซ็ง ศิวะศรียานนท์)ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญมากเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องสมัยสุโขทัย ท่านได้ให้ข้อสันนิษฐานตรงกับ ร.๖ ว่าเมื่อเปรียบเทียบถ้อยคำในศิลาจารึกแล้วจะมีความคล้ายคลึงกันกับสุภาษิตพระร่วงมาก เพราะฉะนั้นก็เดาเอาว่า ต้องมีความเกี่ยวข้องกับพ่อขุนรามคำแหงไม่มากก็น้อย และถ้อยคำ ที่ได้ทรงสั่งสอนนี้จะมีลักษณะ จดจำกันต่อๆ มา เป็นวรรณคดีที่เรียกว่า มุขปาฐะ คือ ปากต่อปาก จนกระทั่งมีคนจดบันทึกไว้เมื่อมีตัวอักษร น่าสนใจมาก มีการแต่งเพิ่มเติมใหม่ในภายหลังสมัยกษัตริย์อยุธยาด้วย เพราะอย่างที่เรียนให้ทราบ กษัตริย์อยุธยาบางองค์สืบเชื้อสายมาจากพระร่วงเจ้า ในสมัยสุโขทัย อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นไปได้ว่า สุภาษิตพระร่วงก็คือมาถึงสมัยอยุธยาเลย
วัตถุประสงค์ของการแต่งสุภาษิตพระร่วง คือ
1. สั่งสอนจริยธรรมแก่ประชาชน
2. เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรัฐอุดมคติในอุดมคติ เหมือนตะวันตกเหมือน เวลาจะสร้างรัฐชาติขึ้นมา ก็ต้องมีอุดมการณ์ ว่าจะทำให้รัฐเป็นรัฐที่ดี อย่างที่เพลโต้ได้พูดไว้ รัฐในอุดมคติต้องมี Common Good คือความดีโดยส่วนรวม ซึ่งอันเป็นจริยธรรม ถ้าเป็นจริงนะ คือหมายความว่ามีพ่อขุนรามคำแหงมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่าลืมพ่อขุนรามคำแหงเป็นกษัตริย์องค์ที่สาม
ที่หนึ่งคือ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งคิดว่า ไม่ทรงมีเวลาหรอกที่จะเขียนอะไรไว้ เพราะจะต้องทำอะไรเรื่องอื่น แค่ท่านตั้งอณาจักรสุโขทัยก็เป็นการลำบากแล้ว แล้วในศิลาจารึกยังกล่าวด้วยว่า ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงยังทรงใช้เวลารวมรวมเผ่าไทยที่กระจัดกระจายให้เข้ามาอยู่เป็นปึกแผ่น ดังนั้น ในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ยังมีคนอยู่น้อย แสดงให้เห็นว่า รัฐชาติยังสร้างไม่สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ ในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงยุ่งอยู่กับการรบ การสร้างกรุงสุโขทัย
พ่อขุนบานเมือง เราแทบไม่ได้ยินชื่อเลย นอกจากประโยคเดียวในศิลาจารึก เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พี่กู เพราะอายุสั้น แสดงว่าไม่ได้ทรงมีเวลา การจะทรงมีเวลาได้สมบูรณ์คือพ่อขุนรามคำแหง เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ในการสร้างรัฐ ในการที่ให้มีกำหนดไว้เลยว่าศีลธรรมเป็นอย่างไร แสดงว่า แนวคิดทางจริยศาสตร์ จริยธรรมของคนไทยลึกซึ้งมากเลย
3. ฟื้นฟูบ้านเมือง บำรุงจิตใจประชาชน สร้างขวัญกำลังใจ เพราะ เหมือน ร.๑ สร้างกรุงเทพฯ ก็เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ต้องสร้างกำลังใจเพราะประชาชนเพิ่งผ่านสงครามมากับพม่า มีคนตายมากมาย เชื่อไหมว่า ไม่มีใครอยากกลับไปอยุธยาอีกเลย อยุธยากลายเป็นอดีตที่รกร้าง เพราะฉะนั้นนี่บำรุงจิตใจ สร้างขวัญกำลังใจในการพื้นฟูประเทศ ในการที่จะสร้างประเทศ เผ่าไทพึ่งพ้นจากอำนาจของขอม
4. เพื่อที่จะสร้างวัฒนธรรมแห่งความเป็นไทย
แบบแผนการประพันธ์สุภาษิตพระร่วงมีลักษณะเป็นร่ายโบราณ โดยนำสุภาษิตบทหนึ่งๆ ซึ่งมีความหมายเป็นคติธรรมนี้มาเรียบเรียงแล้วแต่งเป็นร่ายโบราณ เช่น อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่าน้ำ อย่ารักถ้ำกว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน
หมายถึงอย่ารักคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติมากกว่าคนใกล้ชิด ลูกหลานของตัวเอง (เดือนสู้พระอาทิตย์ไม่ได้ในเชิงแสง คนละชั้น) คำง่ายๆ เน้นสัมผัสคล้องจอง มีความไพเราะลึกซึ้งกินใจ สุภาษิตพระร่วงมีหลายฉบับ แต่ที่แพร่หลายมากที่สุดคือสุภาษิตพระร่วงฉบับที่จารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ จารึกไว้เมื่อสมัย ร.1 แต่ตัวหนังสือได้จดจำกันมาก่อนหน้านั้น สุภาษิตพระร่วงฉบับที่จารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนมีลักษณะแต่งเป็นร่ายสุภาพตลอเรื่อง แล้วก็มีกำหนดให้แต่ละวรรคของร่ายมี 5 หรือ 6 คำ และจบลงด้วยโคลงสองสุภาพ และโคลงกระทู้
สุภาษิตพระร่วงนี้เป็นการวิเคราะห์จากคัมภีร์ทั้ง 3 คือ
1. สุภาษิตตัง
2. โคลงประดิษฐ์พระร่วง
3. โครงกระทู้
จะเป็นการวิเคราะห์แล้วเอามา คือมันจะตรงกัน จริยธรรมที่ดึงมาจะอยู่ในคัมภีร์ทั้ง 3 บางข้อบางเล่มก็ไม่มี บางข้อมีทั้ง 3 เล่ม
หลักจริยธรรมในสุภาษิตพระร่วง
1. หลักจริยธรรมในการปฏิบัติต่อผู้อื่น
1.1 การปฏิบัติตนต่อผู้ใหญ่ เช่น อย่านั่งชิดท่านผู้ใหญ่ คือ ผู้น้อยอย่าตีเสมอผู้ใหญ่ ถ้าเรานั่งชิดผู้ใหญ่ แสดงว่าเราตีตนเสมอท่าน ธรรมดาผู้ใหญ่จะนั่งเป็นประธานในที่ประชุม นั่งห่างจากคนอื่น คนอื่นก็จะนั่งต่ำกว่าด้วยซ้ำไปในสมัยโบราณ เช่น พ่อขุนรามคำแหงนั่งบนพระแท่นมนังคศิลา ประชาชนนั่งที่พื้น หนึ่งท่านสอนอย่าสอนตอบ อย่าเถียงคำไม่ตกฟาก ผู้น้อยไม่ควรจะอวดดีหัวดื้อหัวรั้น เมื่อผู้ใหญ่สอนสิ่งใด ให้จดจำใส่ใจไว้ให้ดี ไม่ควรพูดจายอกย้อน
1.2 การปฏิบัติตนต่อเพื่อน เช่น อย่าอวดหาญกับพวกเพื่อน คืออย่าโอ้อวดกับเพื่อน อย่าข่มเพื่อน ให้อ่อนน้อมถ่อมตนแม้กับเพื่อน สรุปแล้ววัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่อ่อน (Soft-Culture)
1.3 การปฏิบัติในฐานะผู้ครองเรือน เช่น อันที่รักอย่าดูถูก คือไม่ดูถูกคู่รักของตนเอง บุคคลที่เป็นสามี-ภรรยาจะต้องรัก เคารพ ยกย่องคู่ของตน ไม่มีการดูถูกดูหมิ่นต่อหน้าธาร-กำนัน ต่อหน้าคนอื่น การไม่ดูถูกคู่รักของตนรวมไปถึงการมีบุคคลที่สาม ชีวิตการสมรสก็น่าจะราบรื่น ภายในอย่านำออก ภายนอกอย่างนำเข้า คือไม่ควรนำเรื่องในบ้านไปขยายให้คนอื่นเค้ารู้ ให้เก็บไว้ในบ้าน ไม่เอาสามีไปนินทา เป็นการให้เกียรติคนในบ้าน เพราะฉะนั้นในเรื่องการครองเรือนจะต้องมีความระมัดระวัง จะต้องไม่นำเอาเรื่องในครอบครัวไปเล่าให้คนอื่นฟัง ควรพยายามแก้ไขปัญหาในครอบครัวของตนเองให้ได้ ไม่ทำให้คนอื่นรับทราบ
1.4 การปฏิบัติตนต่อพระมหากษัตริย์ เช่น อาสาเจ้าจนตัวตาย คือ จงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์จนตัวตาย เสียสละชีวิต แม้ตัวเองจะตายก็ยอม
1.5 การปฏิบัติต่อเจ้านาย อาสานายจนพอแรง คือ อาสานายพอสมควรไม่ถึงกับต้องตาย เพราะว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่สูงส่ง ทรงเป็นที่รักของประชาชนมาก เพราะฉะนั้นจึงควรอาสานายแต่พอแรงเท่านั้น เป็นการปฏิบัติตนต่อเจ้านาย สำหรับเจ้านายนี้อาสาทำให้ แต่ควรเป็นรองจากพระมหากษัตริย์
1.6 การปฏิบัติตนต่อผู้บังคับบัญชา เช่น คนใดภักดีอย่างเกลียด คือ ใครที่จงรักภักดีกับเรา เราเป็นเจ้านายไม่ควรโกรธผู้ใต้บังคับบัญชา เวลาเขาทำผิด เราก็ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ถึงกับโกรธและก็ไม่ถึงกับเกลียด เพราะเขาภักดีต่อเรา เราจะไปเกลียดเขาทำไม ที่ท่านชอบให้ยกยอ คือถ้าทำอะไร ที่ดี ที่ท่านชอบ ก็ให้ยกย่องชมเชย ให้ใช้คำพูดชมเชยเสมอด้วยความจริงใจ เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำดีควรชมเชย เพราะคนเราชอบคำชมเชยเสมอ แต่ต้องด้วยความจริงใจ ไม่ใช่เสแสร้ง
1.7 การปฏิบัติตนต่อครูอาจารย์ เช่น ครูบาสอนอย่างโกรธ คือครูว่ากล่าวตักเตือนอย่างโกรธ เพราะครูเป็นผู้มีบุญคุณถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ อันนี้ก็สอนให้มีความนอบน้อมต่อครูอาจารย์ เพราะฉะนั้นเด็กไทยจะไม่มีเหตุการณ์เด็กนักศึกษาบุกเข้ายิงครูเหมือนกับอเมริกา
1.8 จงรักภักดีต่อตนเอง เช่น สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์ คือ ยอมเสียทรัพย์สิน แต่ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีของตัวเอง เพราะศักดิ์ศรีสำคัญกว่าเงิน และทรัพย์สิน เพราะว่ามันเป็นของนอกกาย สู้เสียทรัพย์เสียดีกว่าเสียศักดิ์ศรี หลายคนถ้าคิดอย่างนี้คงไม่มีใครที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะฉะนั้นคำว่า ศักดิ์ศรี จึงมีความสำคัญในทัศนะของคนทั่วไป และในสุภาษิตนี้จะเห็นได้ชัด
1.9 เข้มแข็งอดทน เช่น เยี่ยงสำริดมิให้แตก คือจงทำตัวให้เหมือนกับถ้วยชามที่เป็นสำริด เพราะไม่แตกหักง่ายเหมือนกับถ้วยกระเบื้อง ถ้วยชามที่เป็นสำริดถึงแม้จะแตกหักแล้วก็ยังนำมาหลอมใหม่ได้ กี่ครั้งๆ ก็ยังนำมาทำใหม่ได้ อุปมาเหมือนกับมนุษย์เราล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อย่าท้อถอย จงเข้มแข็งและอดทน เพราะว่าคุณจะก้าวยืนขึ้นมาได้อีกครั้ง ถ้าล้มแล้วให้ลุกขึ้นมาให้ได้ อย่าได้คิดฆ่าตัวตาย ต่อสู้กับชีวิตไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลาย สร้างชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่งให้สำเร็จ
1.10 โอบอ้อมอารี เช่น คิดคอยโอบเอาใจเพื่อน โอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สุภาษิตอ่อนหวาน สอนให้คนไทยมีจิตใจดี คนไทยถึงได้เป็นอย่างนี้ มันหลอมมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย หรืออาจจะมาก่อนหน้านั้นก็ตาม ต้องมีมาก่อนสุโขทัยแล้ว ถึงแม้ว่าเผ่าไทยจะขจัดขจายแต่ก็มีความเป็นไทยร่วมกัน เป็นวัฒนธรรมอ่อน (Soft Culture) ถ้าเป็นฝรั่งจะเป็นวัฒนธรรมแข็ง (Hard Culture) พระธรรมปิฎกเคยพูดไว้ เมืองฝรั่งถึงได้ไม่ค่อยน่าอยู่ รวยจริงด้วยวัตถุแต่ว่าไม่น่าอยู่ มันก้าวร้าว ตรงไปตรงมา ทำงานได้ดีแต่ไม่มีความอบอุ่นให้กัน คิดคอยโอบเอาใจเพื่อน ก็คือโอบอ้อมอารีกับทุกคน ซึ่งเป็นการปลูกไมตรีอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้สังคมไทยน่าอยู่ เราลองหลับตานึกถึงสังคมสุโขทัยเราก็อยากอยู่ละ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มันช่างอุดมสมบูรณ์ คนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส
1.11 รู้จักพอ เช่น แม้นได้ส่วนอย่ามักมาก คือให้มักน้อยสันโดษรู้จักพอ หลีกเลี่ยงการเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อได้ส่วนแบ่งของตัวเองแล้วก็ให้รู้จักพอ แต่ว่าคนเรานั้นยากที่จะรู้พอ ส่วนมากแล้วก็อยากได้ของตัวเองพอตัวเองได้แล้วก็อยากได้ของคนอื่นด้วย ไม่รู้จักพอ ตัวอย่าง เช่น ไปกู้เงินมาลงทุน ธนาคารที่ล้มเพราะไม่รู้จักประมาณ พอไปกู้มาแล้ว เอาใช้ฟุ่มเฟือยเสียส่วนหนึ่ง ไม่ได้เอามาปรับปรุงกิจการ แต่เอามาใช่ส่วนตัว ซื้อรถเบนซ์ตากลม สร้างบ้าน เสร็จแล้วก็กลายเป็นหนี้เสีย เพราะไม่สามารถที่จะใช้คืนได้จึงมีปัญหาเกิดขึ้น คนเราควรรู้จักประมาณ ไม่ควรโลภอยากได้ของคนอื่น ถ้ารู้สึกประมาณได้ ชีวิตก็จะมีความสุข สังคมก็จะเต็มไปด้วยความสงบสุข
1.12 รอบคอบ เช่น การกระทำอย่าด่วนได้ คือ ให้มีความรอบคอบ จะทำสิ่งใดอย่าใจเร็วด่วนได้ ก็คือให้มีความรอบคอบ กระทำสิ่งใดอย่าใจเร็วด่วนได้ เพื่อให้ผลงานที่ดี ประสบความสำเร็จ
1.13 อ่อนน้อมถ่อมตน เช่น เป็นคนอย่าทำใหญ่ อย่าเบ่ง คือสอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อวดดี รู้จักกาละเทศะ ยกตัวอย่างนักการเมืองที่เบ่งมาก
1.14 เชื่อฟังผู้ใหญ่ เช่น ผู้เฒ่าสั่งเร่งจำความ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเชื่อฟังผู้ใหญ่ คือเมื่อผู้ใหญ่สั่งสอนสิ่งใด ควรจดจำไว้ แสดงถึงค่านิยมความเป็นไทย ที่ยกย่องผู้มีอาวุโส อย่าตื่นยกยอตน คือไม่ควรยกตนข่มท่าน พูดจายกตนข่มท่าน เพราะไม่มีใครอยากฟังคำพูดโอ้อวดตัวเอง
1.15 ช่วยเหลือกตัญญู เช่น พืชหว่านจะเอาผล เลี้ยงคนไว้จะกินแรง ช่วยเหลือกตัญญูรู้คุณ เราควรตอบแทน
1.16 ความเกรงใจ เช่น อย่าขอของรักมิตร คือการคำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น (consideration) ด้วย อตตานํ อุปมํ กเร จงเอาเขามาใส่ใจเรา อย่าขอของรักมิตร ก็คือว่า ถ้าเรารู้ว่า ของนี้มิตรรักอยู่ เราก็เลยไปขอ ก็คงไม่ได้ รวมไปถึงคนด้วย เช่น ไปขอเมียเพื่อนก็คงไม่ได้
1.17 แสวงหาความรู้ ศึกษาหาความรู้ในวัยเด็ก เช่น เมื่อน้อยให้เรียนวิชา คือให้มีความเล่าเรียน รักเรียน ตั้งแต่ในวัยเด็ก ไม่ควรปล่อยเวลาให้มันล่วงไป เมื่อมีโอกาสเรียนก็เรียนไป เพราะเมื่อโตขึ้นแล้วอาจจะสายไป เพราะว่าวิชาความรู้นี้เราใช้ได้หมด และยิ่งใครเรียนในห้องเรียนแล้วไปศึกษาหาความรู้ต่อ มันก็จะได้ประโยชน์ เราได้ความรู้ตลอด เมื่อยังเป็นเด็กอยู่มีโอกาสได้เล่าเรียน ก็ควรจะตั้งใจเล่าเรียนให้เต็มที่ แล้วไม่ควรปล่อยเวลาให้มันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
1.18 ประกอบอาชีพ เช่น ให้คิดหาสินต่อเมื่อใหญ่ คือ สร้างฐานะเมื่อโตขึ้นใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาในวัยเยาว์ มาให้ประกอบอาชีพ หาทรัพย์สินเลี้ยวดูตัวเองและครอบครัวต่อไป
1.19 ไม่โลภ คือสุจริต เช่น ไม่ใฝ่เอาทรัพย์ท่าน คือ ประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่เอาทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของตน อันนี้ถึงแม้ว่ามันจะไม่เป็นกฎหมาย เพราะสมัยนั้นไม่มีกฎหมาย แต่ประชาชนยอมรับหมด อย่าไปโลภเอาของคนอื่น หรือดำรงชีพอย่างสุจริต
1.20 ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เช่น อย่าเบือนเบื่อฝ่ายทางธรรม คือสนใจในธรรมะ ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เข้าวัดฟังธรรม ทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเมื่อถึงวันที่สมควร ให้ทาน รักษาศีล มีพิธีกฐิน
1.21 จงมีสติระลึกได้ เช่น อย่ามัวเมาเนื่องนิจ สอนให้มีสติ อย่าลุ่มหลง มัวเมา คือละเว้นสิ่งที่ไม่ดี สิ่งมัวเมาทุกอย่างทั้งหมด อบายมุขทั้งหมด สุรา นารี
1.22 เมตตากรุณาต่อผู้ยากไร้ เช่น คนโหดให้เอ็นดู คือคนโหดในที่นี้หมายถึง คนยากคนจน คนขอโทน ให้เรามีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมโลภ ต่อผู้ยากไร้
หลักจริยธรรมที่เป็นภาพสะท้อนของสุภาษิตพระร่วง
1. อิทธิพลของพระพุทธศาสนา มีการสันนิษฐานว่า ศาสนาพุทธเริ่มเข้ามาตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงเสด็จไปนครศรีธรรมราช ได้สนทนาธรรมกับพระที่นครศรีธรรมราช แล้วเกิดมีความเลื่อมใส จึงปวารณาตัวเป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา บำรุงพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น หลักจริยธรรมที่ได้รับเป็นอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา
2. การปกครองจะเป็นแบบพ่อปกครองลูก (Paternal Administration) เราเรียกความสัมพันธ์อันนี้ว่า Father-Child Relationship หมายความว่า ตัวพ่อ คือตัวผู้ปกครองจะต้องมีเมตตา ที่เราได้เห็นจากศิลาจารึก มีจริยธรรมสูง ตอนนี้ยังไม่เป็นลักษณะทศพิพิธราชธรรม ทศพิพิธราชธรรมเข้ามาช่วงกรุงศรีอยุธยา แต่อย่างไรก็ดี ก็มิอิทธิพลของพระพุทธศาสนาเข้ามา ทศพิพิธราชธรรมมาจากอินเดียโดยผ่านเขมร ซึ่งเรารับเอามาพร้อมกับรูปแบบการปกครองที่เป็นแบบสมมติเทพ หรือเทวราชา เพราะฉะนั้นการปกครองแบบนี้ ตัวผู้นำจะต้องมีจริยธรรมสูง
3. เศรษฐกิจเป็นแบบเสรี (Free Trade) อย่างที่ปรากฏในศิลาจารึกว่า ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า ซึ่งเป็นระบบที่ทันสมัยมาก นอกจากนี้แล้ว ยังไม่มีการเก็บภาษีอีก
4. สังคมมีลักษณะ
4.1 พึ่งพาอาศัยกัน มีเงินหรือยังในสมัยนั้น ยังไม่มี มีแต่หอยเบี้ย ซึ่งรัฐบาลจะต้องตีตรารับรองว่า เป็นเงินที่ต้องออกมาจากท้องพระคลัง 4.2 มีเมตตากรุณาซึ่งกันและกัน เป็นสังคมที่ดีทีเดียว เราเข้าไปจะรู้สึกอบอุ่น แม้กระทั้งเดี๋ยวนี้เราเข้าไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เราจะรู้สึกว่าดี 4.3 มีความกตัญญูรู้คุณ 4.4 มีความอ่อนน้อม
สรุปสุภาษิตพระร่วง (สอนให้เราทำอะไรบ้าง)
๑. ให้เป็นคนดีละเว้นความชั่ว
๒. ให้มีความอ่อนน้อมต่อคนทุกระดับ ไม่ว่าจะสูงกว่า ต่ำกว่าตน หรือเสมอตน
๓. ให้มีความเมตตากรุณา
๔. ให้เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี
๕. ให้มีความยุติธรรม
๖. ให้มีชีวิตเรียบง่าย รู้จักพอ
๗. ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
๘. ให้มีความกตัญญูรู้คุณ
๙. ให้มีความเข้มแข็งอดทน
๑๐. มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
๑๑. รู้จักตนเองและอื่นผู้อื่น เตือนตนเองอยู่เสมอ
๑๒. ให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
๑๓. จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
๑๔. ให้มีความกล้าหาญ
๑๕. ให้มีความซื่อสัตย์สุจริต
๑๖. ให้มีสติ รอบคอบ ไม่ประมาท
๑๗. ให้ศึกษาหาความรู้
๑๘. ให้มีความเสียสละ
๑๙. ให้มีความขยันในการทำกิน
๒๐. เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
๒๑. ให้มีความเกรงใจ
๒๒. รู้จักให้อภัย
๒๓. ดำรงชีพอย่างสุจริต
๒๔. มีความเสมอภาค
๒๕. ไม่โลภ
๒๖. รับผิดชอบ
๒๗. สามัคคี
๒๘. รู้จักกาละเทศะ
๒๙. ให้มีความละอายต่อบาป
๓๐. ให้มีความสำรวม ไม่โอ้อวด
๓๑. ให้มีความเป็นคนมีเหตุผล
เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีความริเริ่มสร้างสรรค์ มีแต่ให้ตามรอยผู้ใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตน
ภาพสะท้อนจริยธรรมในสังคมไทยจากวรรณคดีสุภาษิตพระร่วง จาก Thesis ของคุณเดชา ซาภักดี
1. การกตัญญูและการเคารพลำดับอาวุโส (อันนี้ไม่ได้ยกจากสุภาษิตพระร่วงโดยตรง นำมาจากศิลาจารึกหลักที่ 1) ได้กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหงที่ทรงปฏิบัติ ต่อพระราชบิดาและพระเชษฐาของพระองค์ว่า กูบำเรอ แก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู
จึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม
2. ความสันโดษพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
3. ความโอบอ้อมอารี
4. การสร้างจริยธรรมในครอบครัว
5. การศึกษา
6. การยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธศาสนา
สรุปว่าอาณาจักรสุโขทัยก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.1800 อันนี้ตามที่ปรากฏในศิลาจารึก ถึง พ.ศ. 1921 ประมาณ 120 ปี พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นผู้ก่อตั้ง มีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบต่ออีก 6 พระองค์ ก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้น จุดจบของสุโขทัยคือตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยา ในสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพระม่วง
กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช อีกพระองค์หนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงคือ พระยาลิไท แต่ว่าพระบาลิไทไม่ได้มีชื่อเสียงในทางการรบ การเผยแพร่อาณาจักร เหมือนกับพ่อขุนราม ทรงมีชื่อเสียงในเรื่องการแต่งไตรภูมิพระร่วง
อาจกล่าวได้ว่าอาณาจักรสุโขทัยประสบความสำเร็จในการสร้างอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองในระดับหนึ่ง
ถ้าสุภาษิตพระร่วงพูดในสมัยสุโขทัยก็ไม่มีการจดจารึกหรอก เล่ากันปากต่อปาก จำกันได้จากบทเพลง อาจจะจริงที่ อ.นิยดา กล่าวว่ามามีการเขียนเป็นเรื่องเป็นราวในสมัยหลัง แต่เราไม่ทราบว่าหลังอย่างไร แต่ตัว Original text ตัวมุขปาฐะ คือตัวคำเล่าเนี่ยน่าจะเป็นไปได้ว่ามาจากสุโขทัย แต่การมาเขียนลงลายลักษณ์อักษรอาจจะเป็นยุคหลังก็ได้ เพราะฉะนั้นถึงต้องพูดงัยว่าเป็นสุภาษิตของพระร่วง เพราะว่ารากแห่งความเป็นจริงอยู่ตรงนั้น
ถ้าเป็นจริงดังนี้สุภาษิตพระร่วงก็มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังจริยธรรมของคนในสุโขทัยมาก เพราะสมัยนั้นมันมี 4 เล่มเอง
1. ศิลาจารึก
2. สุภาษิตพระร่วง
3. ไตรภูมิพระร่วง
4. ตำรับท้าวศรีจุฬารักษ์
***