http://www.duangden.com
สมจศ 531 แนวคิดทางจริยศาสตร์ในสังคมไทย
[ SHES 531 History of Ethical Thoughts in Thai Society ]


ครั้งที่ 15 แพรเยื่อไม้ และพระธรรมปิฎก
 


***

แพรเยื่อไม้

"หลวงตา" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน และก็รับฟังความคิดเห็นของคนในหมู่บ้าน เวลาใครมีอะไรก็ไปเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยได้ดีที่สุด ผลงานบางเรื่องก็ได้นำไปตีพิมพ์และนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ตอนนี้ก็เป็นละครโทรทัศน์เพราะฉะนั้นเราคงยกมาไม่หมด เราจึงยกมาบางเรื่องเท่านั้น

"แพรเยื่อไม้" เป็นใคร ??? แพรเยื่อไม้ก็คือ / มีชื่อว่า "พระครูพิศาลธรรมโกศล" หรือสุพจน์ คงเพียรธรรม เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2468 ที่ตำบลบ้านคร้าม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อนายลำใย มารดาชื่อนางสัมฤทธิ์ คงเพียรธรรม มีพี่น้อง 5 คน พระครูพิศาลธรรมโกศลเป็นคนที่ 4 - อายุได้ไม่มากนัก 2485 ก็บวชหรือบรรพชาเลยที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาก็ได้เข้าเรียนหนังสือในปี 2478 ที่โรงเรียนประชาบาล อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา - แล้วก็ได้นักธรรมชั้นตรี 2485 - นักธรรมชั้นโท 2486 - นักธรรมชั้นเอก 2487 - ย้ายมาอยู่กรุงเทพสังกัดวัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร แขวงวัดกัลยา เขตธนบุรี โดยการแนะนำของพระครูโสพลกิจจานุรักษ์ แล้วก็ได้เป็นผู้ช่วเจ้าอาวาสพระอารามหลวงอยู่ที่สัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร (ตอนที่เราขอเรื่องนี้มาแปล คุณพ่อของอาจารย์เอาเรื่องนี้มาแปลเป็นภาษอังกฤษ ก็ไปขอที่วัดประยูรวงศาวาส ตอนแรกก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร ตอนหลังก็ไปสืบ ๆ ดูแล้วทราบว่าท่านอยู่วัดนี้ แต่ตอนที่เราไปขอเนี่ยท่านได้มรณภาพไปแล้ว) ท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการเทศน์วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เทศน์มหาชาติ ประชาชนได้ถวายนามท่านว่า "หลวงตา" ท่านก็เลยไนำนามอันนี้มาตั้งเป็นเชื่อเรื่องของท่านซึ่งเป็นบทความหลาย ๆ เรื่อง นอกจากนี้ท่านยังได้เป็นกวีด้วย ยังเป็นนักเขียนนักประพันธ์ ใช้นามปากกาว่า "แพรเยื่อไม้"

"แพรเยื่อไม้" แปลว่าอะไร ??? แพรเยื่อไม้เป็นแพรบางที่เอาไปพันต้นไม้ไว้ เอาไปพันต้นไม้เวลาที่เขาจะไหว้พระ หรือไหว้อะไรก็ตามเป็นแพรสีสด ๆ ที่เอามาพันต้นไม้ให้สวยงามแบบลูกทุ่ง ๆ ตามต่างจังหวัดเขาจะชอบใช้ ท่านบอกว่าไม่ใช่ชื่อพระเอกลิเก ท่านกล่าวเอาไว้ในเรื่อง "กำพืดของแพรเยื่อไม้" ว่า ความคิดที่ทำให้เขียนหนังสือเพราะบูชาคนเขียนหนังสือ ชื่อตัวละครของหลวงตาเป็นชื่อที่ไม่ใช่ชื่อพระเอกลิเก และแพรเยื่อไม้ก็ไม่ใช่พระเอกลิเกด้วยเช่นเดียวกัน แต่เป็นชื่อดั้งเดิมของตนที่พ่อแม่ตั้งให้ตามประสาลูกทุ่ง นำมาปรุงเครื่องเคราให้หรูหราขึ้น เหตุที่ต้องใช้นามปากกาอย่างนี้ก็ด้วยมุ่งหมายจะบูชาพระคุณพ่อแม่ด้วยงานที่รัก และประสบการณ์ที่ได้จากชีวิตจริง ซึ่งเปรียบเสมือนกันศาลาอกแตก หมายความว่า เป็นศาลาทรงไทยที่มีที่นั่งอยู่ 2 ด้าน สองข้างซ้ายขวา ตรงกลางเดินผ่านไปมาได้ ก็หมายความว่าท่านเปรียบเสมือนกับศาลาพักร้อน ใครมีอะไรก็เอาทุกข์มาทิ้งไว้ และบางทีก็ฝากไว้จนอกจะแตกเพราะว่ามันทุกข์ไปตามเขา แต่บางทีก็แก้ให้เขาได้ แต่บางทีก็แก้ไม่ได้ ก็ได้แต่ฟังไม่ทราบจะทำยังงัย ท่านก็ว่าไว้อย่างนี้ ท่านก็เหมือนกับศาลาพักร้อนพักใจ คนอื่นมาระบายทุกข์ให้ท่านแล้วออกไปก็เดินตัวปลิว แต่ท่านต้องหนักใจแทน เหมือนกันจิตแพทย์ ท่านก็คงจะมีคนมาปรึกษาหารืออะไรต่าง ๆ ดังนั้นท่านก็จึงนำเอาเรื่องราวเหล่านี้มาเขียน มาผูกเป็นเรื่อง หรือเอามาสะท้อนชีวิตของคนที่มาปรึกษากับท่านด้วย ผลงานของท่านจึงออกมาเป็นวรรณกรรมเรื่องสั้น เป็นหลาย ๆ เรื่องมากมาย เช่นเรื่อง สัญญาณแห่งเวร, สำนึกบาป, ค่าแห่งมนทิน, ธรรมดาพาไป, ที่พึ่งทางใจ, แล้วศาลาพักร้อน (ที่ท่านพูดถึงตัวเองว่าเหมือนกับศาลาพักร้อน), หัวใจหมา,คลั่งดารา, รถเมล์สายดงละคร ฯลฯ อันนี้จัดว่าเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนชีวิตพื้นบ้านของคนไทยได้ดีที่สุด (สะท้อนชีวิตพื้นบ้านในอยุธยาได้ดีที่สุด) เช่นจะเล่าให้ฟังบางเรื่องต่อไปนี้

 

" เ จ้ า ห ม อ "

เจ้าหมอเป็นลูกศิษย์วัดของหลวงตาที่เติบโตออกไปประกอบอาชีพการงาน (เป็นการเล่าแล้วก็สะท้อนหลักจริยธรรม) จนประสบความสำเร็จจนได้เป็นถึงร้อยตำรวจเอก เจ้าหมอมีชื่อจริงว่าร้อยตำรวจเอกมนัส อรุณรวี สมัยเมื่อเด็ก ๆ พ่อแม่พามาอยู่ในความดูแลของหลวงตา ให้หลวงตาอบรมสั่งสอนและเรียนหนังสือ เจ้าหมอนี้จะเป็นคนที่รูปร่างสมบูรณ์ พุงกลม ๆ หัวหลิม ยิ้มเก่ง พูดน้อยแต่คมคาย สนใจกาพย์กลอนอักษรศาสตร์ ชอบมาหาหลวงตา และเวลาที่หลวงตาซ้อมเทศน์แหล่เขาก็จะมานั่งฟังแล้วเอาไปล้อเลียน

พอเจ้าหมอเติบโตก็เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน หลวงตาก็เคยปรารภว่าเจ้าหมอนั้นน่าจะเรียนแพทย์ถึงจะถูกโฉลก แต่แล้วก็ปรากฏว่าเจ้าหมอก็มาได้ดีทางอาชีพตำรวจ ทำให้หลวงตาอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าหมอคงจะไม่ใช่พระเจ้าของเด็ก ๆ แน่ แล้วก็คิดได้อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราจะไปกำหนดวิถีชีวิตของคนอื่นไม่ได้

วันหนึ่งปรากฏว่าเจ้าหมอก็มาหาหลวงตาแล้วแต่งกายเต็มยศ หวังให้หลวงตาเจิมดาวบนบ่าเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่หลวงตาเห็นว่าการเจิมดาวด้วยแห้งเพื่อเป็นศิริมงคลนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ฉ่อราษฎณ์บังหลวง ก็หมายความว่าเป็นเรื่องที่ดี ประพฤติดี มีศีลธรรมก็เลยเจิมให้

นอกจากนี้แล้วก็ยังทีบางเรื่องที่เขามาปรึกษาหลวงตา ยกตัวอย่างเช่นเรื่องที่ว่า มีอยู่วันหนึ่งเขาขับรถกลับจากไปราชการพิเศษ ใกล้จะถึงที่พักอยู่แล้วก็เกิดง่วงขึ้นมากระทันหัน ก็เลี้ยวรถเข้าไปในป่าแล้วหาที่พัก แล้วก็หลับไป เขาฝันว่าได้เห็นการไล่จับผู้ร้ายของคนสมัยโบราณ โดนคนที่ตามไล่จับนั้นมาเป็นกลุ่มใหญ่ คนร้ายก็หนีเข้าไปในโบสถ์ร้างแห่งหนึ่ง แต่แปลกที่ว่ากลุ่มคนที่ตามไล่ล่านั้นกลับไม่กล้าที่จะตามเข้าไปจับกุม หัวหน้าของคนกลุ่มนั้นจึงสั่งให้ลูกน้อยล้อมรอบโบสถ์ไว้ เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับหัวหน้าของคนกลุ่มนั้น แล้วก็ถามถึงสาเหตุของการไม่เข้าไปจับผู้ร้ายในโบสถ์ ชายหัวหน้ากลุ่มตอบว่า ต้องคอยก่อนเพราะเขาไม่มีสิทธิเข้าไปจับกุมในโบสถ์ จึงได้พูดเกลี้ยกล่อมให้ผู้ร้ายยอมมอบตัว แต่ผู้ร้ายกลับดื้อดึง และปาก้อนหินออกมาโดนเขา และชายหัวหน้ากลุ่มคนนั้นหลบทัน ทำให้เขาสะดุ้งตื่น เขาจึงตกใจตื่นขึ้นมา และจึงเก็บความฝันนี้มาด้วยความสงสัย แล้วก็ไปตามหลวงตา เพราะความฝันนี้เหมือนกับความจริงมากทีเดียว จึงไปถามหลวงตาว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ หลวงตาบอกว่ามันอาจจะเกิดมีจริงในอดีตก็ได้ โดยดวงจิตของตำรวจที่ชื่อเจ้าหมอเนี่ยอาจจะย้อนกลับไปในอดีตแล้วทำให้มองเห็น แล้วหลวงตาก็เลยเตือนเจ้าหมอว่าถ้าจะทำหน้าที่อะไรก็ควรจะให้ทำให้ดีและระมัดระวังด้วย ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการจับผู้ร้าย ก็ไม่ใช่ว่าเข้าไปจับสุ่มสี่สุ่มห้า วิ่งเข้าไปจับ เพราะว่าเจ้าหมอบอกว่าทำไมคนเหล่านั้นจึงไม่เข้าไปจับคนร้ายในโบสถ์ หลวงตาก็บอกเป็นเพราะว่าคนในสมัยก่อนมีความยึดมั่นในพระรัตนตรัย และก็ไม่บุ่มบ่าม มีความเคารพในสถานที่ซึ่งเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ ไม่อยากจะเข้าไปในดินแดนอันเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์เขตบริสุทธิ์ นอกจากนี้แล้วหลวงตาก็ยังสอนว่าให้เจ้าหมออย่าดูถูกเหยียดหยามผู้ร้าย เพราะที่ได้ดีอยู่นี้ก็เพราะมีผู้ร้ายให้จับอยู่ไม่ใช่หรือ ถ้าเผื่อไม่มีผู้ร้ายให้จับเจ้าหมดก็คงตกงาน ไม่มีอะไรจะทำอะไรทำนองนั้น ก็เป็นการให้ข้อคิดที่แปลกดีเหมือนกันเนอะ

เรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดว่าให้มีความซื่อสัตย์สุจริตในเรื่องการงาน ให้รู้จักใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่เหมาะที่ควร และก็ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ดังที่หลวงตาได้กล่าวไว้ว่า "ถ้าเอ็งต้องการสิริมงคล เอ็งก็ต้องไม่ให้ข้าประกอบเดรัจฉานวิชา และจะเกิดสิริมงคลทั้งเอ็งและข้า เอาหล่ะถ้าจะเจิมตามที่ขอข้า" แล้วก็สั่งสอนว่า "ข้าขอเตือนเอ็งไว้สักหน่อยนะ จงรักษาความดีที่ทำมาแล้วนี้ให้เข้มแข็ง เหมือนเกลือซึ่งไม่เคยจืด ไม่ว่าจะตกไปสู่ที่ดี ความดีจะช่วยให้เจริญมาแล้วถึงเพียงนี้ ก็ต้องรักษาไว้ให้นานเท่านาน อย่าเผลอระเริงไปว่าดาวบนบ่าจะทำให้วิเศษเกินคน แต่เป็นเครื่องหมายของความดีของศีลของธรรม ดังนั้นเอ็งต้องระมัดระวังให้บริสุทธิ์สมเป็นของสูง ของพระราชทาน เป็นดวงตาแห่งความหยิ่งทะนงอย่านำไปใช้ในทางต่ำ" ก็ขอให้รับใช้ราชการด้วยความซื่อสัตย์อย่าหยิ่งทะนง อันนี้ก็เป็นหลักจริยธรรมในการประกอบอาชีพ

 

" ค ลั่ ง ด า ร า "

เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เข้ามาพบหลวงตาเพื่อมาขอข้าวกินที่วัด เขาก็เล่าชีวิตของเขาให้ฟังว่าเขาหนีแม่และพ่อเลี้ยงมาจากจังหวัดชุมพร ส่วนพ่อแท้ ๆ นั้นตายแล้ว เขาก็มาสร้างฐานะด้วยการเป็นนักร้องที่กรุงเทพ ร้องเพลงเก่งมาก ขณะนี้เขาพักอยู่กับนักร้องรางวัลพระราชทานคนหนึ่ง แต่ที่คณะที่มีนักร้องคนนี้เป็นหัวหน้านั้นเต็มแล้วไม่สามารถรับเขาไว้ได้อีกต่อไป แล้วเขายังเล่าอีกด้วยว่นักร้องคนที่เขาอาศัยอยู่ด้วยนี้กระทำมิดีมิร้ายกับเขาซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกัน หลวงตาก็ไม่เชื่อในเรื่องที่เด็กหนุ่มเอามาเล่าให้ฟัง เพราะว่าหลวงตาเคยมีประสบการณ์คนที่มาขอความช่วยเหลือก็มักจะเล่าเรื่องอะไรต่าง ๆ ซึ่งจริงบ้างเท็จบ้างพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นจริงหรือเปล่า ครั้งนี้หลวงตาก็มองว่าเด็กคนนี้เป็นพวกคลั่งดารา อยากทำตามอย่างดารา หวังจะให้โด่งดังมีชื่อเสียง หลวงตาก็จึงขอให้เด็กหนุ่มคนนี้กลับไปอยู่กับแม่ที่ชุมพร แล้วก็ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้เด็กหนุ่มใช้เป็นค่ารถด้วย โยมผู้หญิงที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็มอบเงินอีกส่วนหนึ่งสมทบไปกับหลวงตาด้วย เมื่อเด็กหนุ่มได้เงินก็ร่ำลาจากไป ทั้งหลวงตาและอุบาสิกาก็ยังไม่ค่อยมีความสุขเพราะยังไม่แน่ใจว่าถูกหลอกหรือเปล่า ไม่ทราบว่าเป็นจริงหรือไม่ ไม่มีใครทราบ หลวงตาก็ยังครุ่นคิดอยู่แต่ในที่สุดแล้วหลวงตาก็ปลงได้ว่า เอาเหอะสบายใจ ถึงมันจะหลอกหรือไม่หลอก ยังงัยก็ได้ให้ความช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้ไป และหากเรื่องที่เขาเล่าเป็นจริงหลวงตาก็ได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ไปตามสมควรแล้ว หรือถึงไม่จริงก็ได้ช่วย เพราะถ้าคนเราไม่ลำบากก็คงไม่เข้าวัดมาขอเงินจากพระหรอก

 

" ลู ก ผู้ ห ญิ ง "

ลูกผู้หญิงชื่อว่าบุปผา ผ่านชีวิตรักรันทดใจคิดสั้นจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่สะพานหน้าวัดของหลวงตา ขณะยืนเกาะราวะสะพานแล้วมองไปเห็นเจดีย์วิหารของวัดก็จึงคิดเข้ามไหว้พระครั้งสุดท้ายก่อนตาย เมื่อไว้พระเสร็จแล้วเดินผ่านมาใกล้ศาลาได้ยินเสียงพระเทศน์เกี่ยวกับหัวข้อธรรมมะว่า การได้อัตรภาพในมนุษย์นับว่าเป็นลาภที่ได้ด้วยยาก บุปผาจึงเลิกคิดฆ่าตัวตายจากการที่ได้เข้าไปฟังธรรมหัวข้อนี้ นับแต่นั้นมาบุปผาก็ฝากชีวิตไว้ที่วัดนี้ ความทุกข์ของบุปผาเบาบางลงด้วยโอวาทและถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความหวังความอบอุ่นจากหลวงตา ต่อมาหลวงตาก็ไปฝากบุปผาให้ไปเรียนตัดเสื้ออยู่ระยะหนึ่งกับเจ้าของโรงเรียนตัดเสื้อที่สนิทคุ้นเคบกับหลวงตา เมื่อเรียนจบก็พาไปมอบตัวให้เป็นผู้ช่วยอุสาสิกาในวัดแห่งนั้น มีครั้งหลังที่ได้ฝากบุปผาเป็นคนรับใช้ในบ้านของคุณนายคนหนึ่ง แต่แล้วคุณนายคนนั้นก็ส่งบุปผาคืนเพราะหล่อนสวยเกินไป เพราะว่าเจ้าของชายก็จะมาเกาะแกะ รวมทั้งลูกชายของคุณนายด้วย บุปผาจึงต้องกลับมาอยู่ที่วัดอีก ในที่สุดหลวงตาจึงพูดเกลี้ยกล่อมให้บุปผากลับบ้านที่จังหวัดสิงห์บุรี แต่บุปผาไม่คิดจะกลับ หล่อนร้องไห้และหนีหายไปจากวัด ต่อมาหลวงตาได้รับจดหมายเป็นครั้งคราวเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่คาดเดาได้ว่า หล่อนกำลังหลงเดินทางผิดในสิ่งที่กุลสตรีไม่ควร และแล้วข่าวคราวของบุปผาก็ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ในรูปของบุปผาและผู้หญิงสองสามคนแต่งกายยั่วยวน มีข้อความประกอบรูปในทำนองว่าเป็นหญิงไทยในเยอรมันที่กำลังมีชื่อเสียงอยู่ตามสถานบำเรอต่าง ๆ และเป็นที่สนใจของชายชอบสนุกทั่วโลก หลวงตานั้นได้แต่ปลงต่อเรื่องนี้ด้วยความสลดใจ

หลักจริยธรรมมีอยู่ว่า เกิดเป็นหญิงต้องรักนวลสงวนตัว รู้จักระวังตัวไม่ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

 

" ด ง ล ะ ค ร "

……….เป็นหมู่บ้านที่มีแม่ค้าน้อยใหญ่สมชื่อ เป็นดง ชาวบ้านมีความเป็นอยู่อย่างมีวัฒนธรรม ปกปักรักษาดงไม้ของพวกเขาให้มีความเป็นอยู่อย่างธรรมชาติ โดยไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าเหมือนผู้คนในท้องถิ่นอื่น วันหนึ่งหลวงตาได้รับนิมนต์ให้ไปบำเพ็ญศาสนกิจที่หมู่บ้านดงละคร เมื่อเสร็จจากภารกิจแล้วก็นั่งรถเมล์ ซึ่งมีอยู่คันเดียว วิ่งจากดงละครไปกรุงเทพ กำหนดจากดงละครเป็นเวลาเช้าตรู่ 6 นาฬิกา หลวงตาท่านไม่…ทำให้สามารถพูดจาปราสัยกับคนขับได้เป็นอย่างดี เมื่อรถแล่นผ่านประตูน้ำเขื่อนนายกมาแล้วก็เป็นถนนถาวรริมคันคลองระบายน้ำ หลวงตาเห็นว่ามีการหยุดจอดบ่อยเพื่อรับเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่ยืนเป็นกลุ่ม ๆ เมื่อเด็กเหล่านี้พากันทยอยขึ้นรถจะมีท่าทีสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงเจี้ยวจ้าวรุกรี้รุกรน (เมื่อขึ้นรถมามีความสำรวมราวกับมีความสำนึกคารวะเกรงกลัว) และเมื่อมาถึงศาลาวัดซึ่งใช้เป็นโรงเรียนซึ่งมีสภาพเก่าแก่เต็มทีนั้น เขาก็พากันลงรถอย่างมีระเบียบสุภาพเช่นเคย และพากันเข้าแถวเรียงหนึ่งท่ามกลางฝนที่ตกปรอย ๆ แล้วทำการคาระวะคนบนรถ ส่งเสียงพร้อมกันว่า "ขอบคุณครับ-ขอบคุณค่ะ" แล้ววิ่งเข้าโรงเรียน (ซึ่งคือศาลาวัดนั้น) เพราะในขณะนั้นฝนเริ่มตกหนักแล้ว หลวงตาตลอดจนผู้โดยสารมองเด็กด้วยความชื่อชมและเวทนาสงสาร หลวงตาอดถามคนขับในเรื่องนี้ไม่ได้ ถึงความมีจรรยามารยาทน่ารักของเด็กเหล่านั้น คนขับเล่าว่าเด็กๆ ฐานะยากจน เขาจึงไม่ได้เก็บค่าโดยสารแต่อย่างใด และที่เด็ก ๆ คาระตอนลงจากรถนั้นพวกเขาคารวะให้กับผู้โดยสารในรถ เพราะต้องมาเสียเวลาจากการที่รถเมล์หยุดรอรับพวกเขาซึ่งรวมกันเป็นกลุ่มรอเป็นจุด ๆ ตามทาง เด็ก ๆ พวกนี้มีความกตัญญูรู้คุณต่อความอนุเคราะห์ที่เจ้าของรถคือคนขับไม่เก็บสตางค์ และตอบต่อผู้โดยสารอื่น ๆ ที่บ้างก็สลับที่นังให้และยอมเสียเวลารับพวกเขาไปกับรถเพื่อเรียนหนังสือ หลวงตารู้สึกชื่นชมพวกคนชาวดงละครในความน้ำใจ และความเป็นผู้มีวัฒนธรรมของเขา

อันนี้ก็สะท้อนจริยธรรมด้านอะไรอย่างชัดเจน - หลายอย่าง - ความกตัญญู จริยธรรมในการให้ ความมีเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และก็ยังสะท้อนความขยันหมั่นเพียร กล่าวคือเด็กมีความอุตสาหะขยันหมั่นเพียรไปโรงเรียนทุกวัน แม้ว่าจะมีความขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิต เป็นข้อคิดทางจริยธรรมที่ดีมาก

หลวงตาก็ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า การเดินทางเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต ธรรมชาติสร้างชีวิตให้เกิดมอบก็ได้มอบเครื่องเดินมาให้ด้วย ปลาก็มีครีบมีหาง นกก็มีปีก สัตว์ที่ไร้ปีกก็มีเท้า ส่วนสัตว์ที่ไม่มีทั้งปีกทั้งเท้า ซึ่งดูเหมือนธรรมชาติจะไม่เอ็นดูเสียเลย ก็ไม่ยอมหยุดนิ่งแต่หาวิธีเดินเอาจนได้ เช่นงูก็เลื้อยไป ทากหอยก็เอาหน้าคลานคลำไปไม่ต้องง้อปีกง้อเท้า เพราะรักยังรักชีวิต ถ้าหยุดเดินชีวิตก็หยุดด้วย ฉะนั้นการก้าวไปข้างหน้าจึงเป็นเครื่องหมายของชีวิต แต่สัตว์ประเสริฐที่ธรรมชาติให้มาทั้งมือทั้งเท้าบางคนไม่ยอมใช้ นั่งงอมืองอเท้า ชีวิตจึงไม่ก้าวหน้าน่าอายหอยเลย (จงอายหอย ใครที่ขี้เกียจมาก ๆ ให้อายหอย อายทาก อายงูไว้บ้าง เพราะสัตว์พวกนี้มันจะเลื้อยจะเดินไปตลอดทั้งวัน)

 

" ไ อ้ นิ่ ม "

ไอ้นิ่มเป็นชื่อของศิษย์วัดของหลวงตาคนหนึ่ง มีนิสัยชอบขโมยจนเป็นที่เอือมระอาของคนในวัด นอกจากนี้ไอ้นิ่มยังมีนิสัยเจ้ามารยา ขี้โกง แต่ฉลาดและไหวพริบดี ความที่มีไหวพริบดีนี่เองทำให้เจ้านิ่มอ่านหลวงตาออกตลอดเวลา และทำตัวเหมือนตุ๊กแก... ทำให้หลวงตาเอือมในคุณสมบัติข้อนี้ของไอ้นิ่มยิ่งนัก คุณสมบัติในทางชั่วของไอ้นิ่มยังมีอีกมาก จนหลวงตานั้นอ่อนใจในงานที่จะต้องเลี้ยงไอ้นิ่มจนกระทั่งเติบโตเป็นหนุ่ม และในที่สุดไอ้นิ่มก็หนีหายไปจากวัด พ่อของไอ้นิ่มเมื่อรู้ข่าวก็เสียใจมากมาต่อว่าหลวงตาที่ไม่เอาใจใส่ดูแล ต่อมาถึงได้รู้สาเหตุของการที่ไอ้นิ่มหนีไปจากวัด ก็เพราะมันเป็นโรคที่น่าละอาย ชนิดที่คนอยู่วัดไม่น่าจะเป็น (คงไม่ใช่โรคเอดส์หรอก คงโรคผู้หญิงมากกว่า) ครั้งต่อมาก็ได้ข่าวอีกว่าไอ้นิ่มไปเข้าคณะนักร้องเพลงลูกทุ่งที่มีชื่อแห่งหนึ่ง วันหนึ่งไอ้นิ่มเข้ามาหาหลวงตาที่สัดพร่อมกับเล่าเรื่องความเป็นมาหลังหนีออกไปจากวัดให้หลวงตาฟังพร้อมต้องการขอบวช เรื่องที่ไอ้นิ่มเล่าให้ฟังนั้นมีอยู่ดังต่อไปนี้ หลังจากไปเข้าคณะนักร้องลูกทุ่งที่เชียงใหม่แล้วก็ได้ภรรยาเป็นนักร้องด้วยกัน ต่อมาได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนตั้งผับ แต่เพื่อนก็เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกับแขกที่มาเที่ยวจึงปิดกิจการไป และพาภรรยามาตั้งรกรากที่กรุงเทพ ฯ อยู่ที่ตลาดใหม่ แต่ต่อมาละไมภรรยาของไอ้นิ่มมีชู้ ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของไอ้นิ่มเอง ไอ้นิ่มจับได้จึงทำร้ายร่างกายไอ้สุขซึ่งเป็นลูกน้อง ทำให้ต้องติดคุก พึ่งออกจากคุกได้ไม่กี่วันนี้เอง เหตุที่ออกจากคุกก่อนกำหนดก็เพราะได้รับการอภัยโทษในโอกาสสถานปนาเจ้าฟ้าชายเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชมหามกุฏราชกุมาร ไอ้นิ่มนั้นได้ตามมาที่บ้านเก่าซึ่งละไมและเจ้าสุขชู้รักอาศัยอยู่เพื่อต้องการแก้แค้น แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะทั้งสองคนนั้นทะเลาะตบตีกัน ยิ่งได้ยินแต่เสียงของละไมที่สำนึกในความดีของไอ้นิ่มแล้วไอ้นิ่มก็นึกปลงจึงหันกลับมาที่วัดเพื่อจะมาบวชกับหลวงตา หลวงตาหลงเชื่อไอ้นิ่มสนิทและให้เงินไอ้นิ่มไป 600 บาท พร้อมกับซื้อเครื่องแต่งกายใหม่ให้อีกหนึ่งชุดด้วย เพราะไอ้นิ่มอ้างว่าก่อนบวชขอไปสะสางหนี้ที่ค้างกับยายแว่นข้างบ้านตั้งแต่ก่อนติดคุก และจะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่อยุธยาสักครั้งก่อนบวช หลังจากเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนที่ไอ้นิ่มลาหลวงตาไปสะสางกิจธุระของมันก็มีญาติทางบ้านของไอ้นิ่มชื่อไอ้ปลิวมาหลาหลวงตา หลวงตาจึงสอบถามถึงไอ้นิ่มด้วยความเป็นห่วง จึงได้รู้ว่าถูกไอ้นิ่มหลอกเอาเงินไปกินซะแล้ว ไอ้นิ่มกุเรื่องต่าง ๆ หลอกหลวงตา (แสดวงว่ากะล่อนระดับชาติเลยทีเดียว)

ข้อคิดทางจริยธรรมคือการโกหกหลอกลวงเป็นสิ่งไม่ดี เขาบอกว่า ใครต่อใครที่อยู่ในรัศมีสัมพันธ์ของไอ้นิ่มต่างก็ต้องเสียหาย ถูกขโมยไปตาม ๆ กัน ในที่สุดถึงกับตั้งหน้าคอยจับผิดคอยกล่าวหากันและกัน กุฏิของหลวงตากลายเป็นอาณาจักรแห่งความระแวงไปในทันที ไม่มีใครไว้วางใจใครสำหรับไอ้นิ่ม หากมีใครคนใดไปปริปากกล่าวหามันเข้าหลวงตาจะออกับคุ้มครองมัน (คือหลวงตาถึงรู้ก้อรักมันอ่ะนะ และไอ้นิ่มก็รู้ด้วย จึงกลับมาแล้วได้เงินไป 600 พร้อมกับเสื้อใหม่อีกหนึ่งชุด)

 

" ศึ ก ลู ก คิ ด "

ศึกลูกคิดเป็นเรื่องราวของหญิงวัยกลางคนมีฐานะขั้นเศรษฐีนี รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงตาเป็นอย่างดี หญิงคนนี้มีชื่อว่าคุณนายนวล แสงตะวัน ครอบครัวชีวิตของคุณนายนวลไม่ค่อยปกติสุขนัก เพราะคุณนายนวลนั้นสามีคนแรกตายตั้งแต่ลูกสาวอายุได้ 3 ขวบ ก่อนจายก็ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้กำหนดให้คุณนายนวลและลูกสาวซึ่งต้องมัอายุบรรละนิติภาวะเสียก่อนแบ่งมรดกกันคนละครึ่ง คุณนายนวลนั้นได้สามีใหม่ละมีลูกกับสามีอีก 3 คน ในขณะนี้ลูกสาวคนแรกที่เกิดกับสามีคนแรกได้เติบโตจนเอายุครบ 20 ปีแล้ว ถึงเวลาที่ลูกสาวจะรับมรดกครึ่งหนึ่งตามพินัยกรรม ซึ่งเรื่องนี้แหละที่ทำให้คุณนายนวลหนักใจและพะวงใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเพราะสามีใหม่ของคุณนายนวลซึ่งเป็นผู้ที่รู้กฎหมายดี และทราบเรื่องมรดกดังกล่าว ได้วางแผนชักจูงให้ลูกชายของเขาซึ่งเป็นลูกติดที่เกิดจากภรรยาเก่ามารู้จักสนิทสนมฉันชู้สาวกับลูกสาวของคุณนายนวล ลูกชายของสามีใหม่นั้นคุณนายนวลทราบว่าเป็นคนไม่มีอะไรเป็นแก่นสารในชีวิต ไม่เล่าเรียนหนังสือ ซึ่งยังมีแววอันธพาลอย่างชัดเจน แล้วการงานไม่ทำเอาแต่เที่ยวสนุก เข้าร่วมแก๊งค์อันธพาลจิ้งจอกสังคม หากแผนการที่สามีใหม่หมายจับคู้ให้คนทั้งสองแต่งงานกันเป็นผลสำเร็จย่อมเป็นอันตรายต่ออนาคต และทรัพย์สมบัติของลูกสาวอย่างแน่นอน คุณนายนวลคิดตัดปัญหาโดยวางแผนจะฆ่าสามีใหม่ของนาง จึงไปซื้อปืนสั้นมาและหัดยิง ช่วงเวลานี้เองคุณนายนวลจึงได้รู้ว่าการฆ่าคนเป็นเรื่องยาก แม้คน ๆ นั้นน่าจะตายเหลือเกิน ในที่สุดคุณนายนวลนำเรื่องความกลัดกลุ้มนี้ไประบายให้หลวงตาฟัง หลวงตาฟังแล้วให้โอวาทให้สติแก่คุณนายนวล และออกอุบายให้คุณนายนวลและลูกสาวไปเปิดสมองคลายความเครียด คลายความกังวลสักพักกับทัวร์ดินแดนพุทธภูมิที่ประเทศอินเดีย คุณนายนวลรับคำและทำตาม นางไปทัศนาจรกับลูกสาวที่อินเดีย หลังจากกลับจากการไปทัศนาจรดังกล่าวไม่นานคุณนายนวลเข้ามาหาหลวงตาที่วัดด้วยท่าทางมีความสุขอย่างมาก คุณนายนวลเล่าถึงสาเหตุของการเป็นสุขเช่นนี้ให้หลวงตาฟังว่า สามีใหม่ของหล่อนตายเสียแล้วเพราะกินเหล้าเมาตาย ส่วนลูกชายของเขาถูกตำรวจยิงตายเพราะร่วมกับเพื่อนปล้นร้านทองกลางกรุง และในการมาหาหลวงตาครั้งนี้คุณนายนวลได้มอบปืนสั้นที่ตั้งใจจะฆ่าสามีนั้นให้กับหลวงตา หลวงตาจำใจรับประเคนไว้ด้วยความไม่ยินดี เรื่องก็จบลง (เป็นไปได้มั๊ยที่หลวงตารู้เรื่องล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น - ไม่ทราบเหมือนกัน - แต่หลวงตาก็ส่งคุณนายนวลไปทัวร์ - ท่านว่าหลวงตารู้ล่วงหน้ามั๊ยน๊า???)

หลักจริยธรรมคือ (1.)รู้จักยับยั้งชั่งใจ (2.)ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพราะผู้ชายพยายามจะจับลูกสาวคุณนายนวลในที่สุดก็ไปในทางที่ตัวเองชั่วนั่นเอง

 

" ห่ ว ง "

อุบาสิกาท่านหนึ่งผู้มีศรัทธาเปี่ยมล้นออกทุนทรัพย์สร้างวัดใหญ่โตสวยงาม........................ละแวกบ้านอุบาสิกาไม่มีวัด ท่านเลยคิดสร้างวัดและไปนิมนต์พระมาจำพรรษาอยู่ ขณะที่วัดกำลังเป็นรูปเป็นร่างยังไม่เรียบร้อยดีนักอุบาสิกาก็พลันตายไป และฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ ภายในช่วงที่แกหายไปนั้นแกบอกว่ามีขบวนรถไฟสวยงาม เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เพียบพร้อม มีคนมาเชื่อเชิญให้แกขึ้นไปบนรถไฟ ขณะที่แก่ขึ้นไปและรถไฟเริ่มออกเดินทางนั่นเอง แกพลันนึกถึงอุปการะที่ตนเองมีกับภิกษุในวัดที่แกสร้างขึ้นยังไม่เรียบร้อยดี จึงคิดกลับมาจัดการซะก่อนจึงลงจากรถไฟ ตื่นขึ้นมาปรากฏว่าลูกหลานมัดตางสังข์แกเรียบร้อยแล้ว ยังร้องห่มร้องไหกันอยู่ นับตั้งแต่นั้นมาแกไม่มีความสงสัยในการทำบุญใด ๆ ของแกเลย กลับยิ่งมุมานะสร้างบุญกุศลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงอยู่ไปได้อีกนานหลายสิบปี ดังที่ได้สร้างวัดที่หลวงตากำลังจะไปร่วมงานนี้ โบราณกล่าวว่า "โดยปกติของปุถุชนจะมีห่วงอยู่ 3 ประการที่สำคัญ 3 ประการคือ หนึ่งบุตรเป็นบ่วงเกี่ยวพันคอ สองทรัพย์...บ่วงไว้ สามภรรยาเยี่ยงปอผูกมัดมือนา สามห่วงใครพ้นได้จึงพ้นสังสาร" แต่ห่วงของอุบาสิกาท่านนี้หาได้เป็นเช่นนี้ไม่ ที่ทำให้ท่านได้กลับมาสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่อีกครั้งคือห่วงพระนั่นเอง (ห่วงพระก็จะอยู่อย่างไม่เป็นสุข ด้วยความเป็นอย่างนี้ก็เลยให้ต้องกลับมาใหม่)

จริยธรรมคำสอนอันนี้ก็คือ / มีจริยธรรมอะไรที่ปรากฏบ้าง - นับถือศาสนา ใจบุญสุนทาน การทำบุญให้ทาน

 

" โ บ ตั๋ น "

เป็นเรื่องของสองพี่น้อง คนที่เป็นผู้ชายชื่อโบ คือคนพี่ คนน้องเป็นผู้หญิงชื่อตั๋น ทั้งคู่เป็นเด็กกำพร้าขาดทั้งพ่อและแม่ ความเป็นมาของเด็กทั้งสองนั้นก็คือ พ่อพวกเขาเป็นผู้ที่มีตำแหน่งการงาน มีเกียรติมีหน้าตาในสังคม มีแม่สวยมาก แต่มีความประพฤติไม่ดีนอกใจสามี และได้คบคิดกับชู้ฆ่าสามีของตนเองตาย ทำให้วงสังคมโจทก์จันและรุมประณามแม่ของพวกเขา ยังความเสื่อมเสียไปให้พวกเขาด้วย เพื่อน ๆ ของโบและตั๋นจึงรวบรมเงินกันจัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับโบและตั๋น และได้มอบเงินทุนการศึกษานี้แก่นายพลตำรวจคนหนึ่งที่ไว้วางใจได้ให้เป็นผู้จัดการ ต่อมานายพลตำรวจผู้นี้นำโบและตั๋นไปมอบให้ศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาเด็ก หลังจากที่แม่ของโบและตั๋นฆ่าตัวตายหนีความอับอาย โบและตั๋นเติบโตขึ้นภายในศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาเด็กแห่งนี้ เมื่อทั้งสองสำเร็จการศึกษามีงานการทำดีแล้ว ก็กลับไปยังศูนย์เพื่อมอบเงินสนับสนุนจำนวนหลายแสนบาท โดยจัดตั้งเป็นมูลนิธิ และใช้ชื่อมูลนิธิว่าทุนเพื่อลืม เพราะพวกเขาทั้งสองต้องการลืมเรื่องอัปยศ ปวดร้าว เป็นตราบาปในใจของพวกเขา พวกเขายังจำได้ถึงคำพูดองนายพลตำรวจผู้จัดการทุนทางการศึกษาของพวกเขา ทุกครั้งที่พวกเขาไปขอเบิกทุนค่าเล่าเรียน นายพลตำรวจผู้นั้นจะอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ไม่ให้ประพฤติผิดอย่างพ่อแม่ ซึ่งโบและตั๋นก็ทราบดีถึงความปรารถนาดีของนายพลผู้นั้น แต่พวกเขาไม่ต้องการให้มีใครมาช่วยให้เขารำลึกเรื่องนี้อีก เพราะพวกเขาจดจำตราตรึงอยู่ในหัวใจอยู่แล้ว อย่างไม่มีวันลบเลือนแม้ว่าต้องการลบในใจ

สรุปแล้วว่าไม่มีใครอยากให้ใครมาตอกย้ำถ้าเรามีอดีตอันเจ็บปวดอย่างนี้ - ไม่มี - แม้ว่าสิ่งที่ตำรวจทำนั้นดีจริง แต่ไม่มีใครอยากได้ยิน เพราะฉะนั้นหลักจริยธรรมคือ

(1.) อย่าพูดย้ำในสิ่งที่เป็นความไมีดีหรือสิ่งที่เป็นความปดร้าวของคนอื่น อันนี้ก็เป็นจริยธรรมอันหนึ่ง

(2.) พ่อแม่อย่าเห็นแก่ตัว พ่อแม่ควรนึกถึงลูกให้มาก ๆ ถ้ารักลูกหรือสงสารลูกแล้วอย่าเห็นแก่ตัว สร้างกรรมอันเป็นมนทินให้ลูก ๆ ต้องขมขื่นทรมานเพราะมรดกอันแสนทราม พ่อแม่ที่ไม่บริสุทธิ์คือโจรปล้นความภาคภูมิใจของลูก พ่อแม่ที่คอรับชั่นมันเปียภาพลักษณ์วงศ์ตระกูลไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลย เพราะจะถูกตาหน้าว่าลูกคนขี้โกง ลูกหลานเจ็บปวด แต่เราจะทำยังงัยได้ สมมติว่าพ่อแม่เราทำ แต่ผลกลับตกไปถึงลูกหลาน มันเจ็บปวดช่ายม๊า เพราะฉะนั้นลูกหลานถึงจะเป็นคนดีอย่างไรเขาก็ตราหน้าว่าขี้โกงทั้งตระกูลเลย พวกเราคงไม่ทำหรอกเนอะ เพราะพวกเรามากับจริยธรรมตลอดเวลา แต่ว่าคนหลายคนที่อาจจะฉ่อราษฎร์บังหลวง ยกตัวอย่างก็เห็น ๆ อยู่ลูกเขาคนจะมองอย่างไร ถึงจะตายไปแล้วคนก็ยังมองไม่ดีอยู่

(3.) ลูกเองก็อย่าทำลายพ่อแม่

ในส่วนของหลวงตานั้นยังมีอีกเยอะ แต่คงไม่มีเวลาพูดถึงทั้งหมด นอกจากนี้แล้ว หลวงตาได้พูดไว้ในวรรณกรรมเรื่องอื่น ๆ ว่า

- "มีลูกดีก็หน้าชื่อตาบาน มีลูกไม่เอาถ่านก็หน้าช้ำตาบวม" คือพ่อแม่ร้องไห้

- "จงทำชีวิตให้เหมือนตันโพธิ์" คือเป็นที่พึ่งพออาศัยของนกกา มีร่มเงา ให้ร่มเงาเป็นที่พึ่งพาอาศัยของคนอื่น เกียรติของมนุษย์อู่ตรงนี้ คือมีโอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่น "ชีวิตมนุษย์แม้จะไม่มีแก่นเหมือนต้นโพธิ์ ก็ควรมีร่วมเงา"

- "เจตนาดีมีพลัง "อันนี้หลวงตาได้พูดไว้ในการเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ทศพร กล่าวว่า "จะทำอะไรก็ตาม ถ้ามีเจตนาดีแล้ว ก็จะนำไปสู่ความดี เช่นในเรื่องการบริจาคทานถ้าเรามีเจตนาที่ดี การบริจาคของเราก็ส่งผลสมเจตนา

- "เพื่อนที่ดี" คนเราจงเป็นเพื่อนที่ดีแก่กัน ไม่ว่าใครก็ตาม

- จริยธรรมผู้นำ หลวงตาได้กล่าวไว้ว่าจริยธรรมผู้นำก็คือทศพิธราชธรรม 10 ประการ

- มีความสามัคคี ตัวอย่างเช่น "โลกจะแยก เพราะแตกทางเดิน" "ตราบใดที่ดาวยังเคารพจักรวาล เดินในทิศทางของตน ตราบนั้นโลกก็จะไม่มีวันถูกชน คนเราน่าจะสำนึกบ้าง แต่ละคนเกิดมาก็เหมือนดาวในท้องฟ้า ตราบใดที่ทุกคนทำหน้าที่ของคนเองในทางของตน สังคมก็ไม่แหลกเหลวเพราะไม่ละเมิดขอบเขตของตน"

- ความผิดพลาดเป็นครูของชีวิต "หวานกระท้อน ตอนช้ำทำให้คิด ส่วนชีวิต ชอกช้ำไม่ฉ่ำหวาน กลับโชคขึ้น ชลนาอุราวาน เชิญวิจารณ์กันดูบ้าง เถิดพวกเรา" แปลว่ากระท้อนนั้นสอนชีวิต กระท้อนต้องช้ำถึงจะดีกินอร่อย ชีวิตคนก็ต้องมีความผิดหวังผิดพลาดเป็นธรรมดา แต่ว่าอันนี้จะสร้างเป็นบทเรียนที่มีค่าให้แก่ชีวิต และทำให้ชีวิตฉ่ำหวานเหมือนกระท้อนในที่สุด

- ความรักระหว่างหนุ่มสาว ต้องเป็นความรักที่บริสุทธิ์ เป็นความรักที่มีคุณธรรม เป็นความรักที่เป็นฝ่ายให้ ให้ความเมตตากรุณา เป็นความรักที่เบิกบาน อย่าคิดเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว

- อย่าลืมบุญคุณพ่อแม่ ลูกที่เนรคุณพ่อแม่ไม่มีวันจะได้ดี ลูกที่เนรคุณพ่อแม่มีแต่ความวิบัติ อันนี้ก็สอนว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทำงานแล้ว มีเงินเดือนก็ส่งให้พ่อแม่บ้าง พ่อแม่ถึงจะฐานะดีร่ำรวย แต่ลูกให้ก็ชื่นใจ

- มีความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งก็ได้พูดไปบ้างแล้ว เป็นคุณธรรมและจริยธรรมที่สำคัญในใจคน เพราะว่ามันบันดาลให้เกิดความคารวะ ความเสียสละ มารยาทที่ดีงาม

- พัฒนาตนเองเสมอ "ถ้าตนเองเป็นก้อนกรวดก้อนหินก็จงเจียรไนตนเองให้เป็นเพชรเป็นพลอยมันจะได้เกิดรุ้งเกิดวาวไปบาดตาคนทั้งหลาย คนทั้งหลายจะได้เหลือบชำเลืองมองดูเราบ้าง มิฉะนั้นแล้วท่านก็จะเป็นเพียงกรวดทรายที่ไม่อยู่ในสายตาของใคร" เพราะฉะนั้นจงขวนขวายหาความเจริญก้าวหน้าให้ตนเอง

- "ชัยชนะที่กลับไม่แพ้" คือหลวงตาบอกว่าการถอยทางใจคือการรู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนนั่นเอง ดูเป็นการพ่ายแพ้ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น มันแผงชัยชนะอันยิ่งใหญ่คือชนะตัวเอง ชนะความทะนงตัวของตัวเอง ได้ชื่อว่าเป็นยอดนักรบอย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น "ชัยชนะที่กลับไม่แพ้ คือชนะใจตนเอง" นั่นเอง

- "สัจจธรรมต้องรู้เอง" เช่น นักโทษ โจรทำความผิดติดคุก เขาจะได้รู้รสชาติแห่งความผิด - แต่ทราบหรือไม่ทราบก็ม่ายรู้ เพราะบางคนก็บอกว่าการจำคุกนักโทษจะได้หลาบจำ แต่บางคนบอกว่าไม่เชื่อทฤษฎีนี้ เพราะจำคุกไปแล้วอาจจะออกมาประกอบทำชั่วอีก แต่เราจดสถิติไว้ไม่ได้ ว่าจริง ๆ แล้วคิดคุกแล้วออกมาสรุปแล้วจะเป็นคนดีหรือคนเลว สถิติอะไรมากกว่ากันเราไม่ทราบได้ - ออกมาแล้วบางคนก็ปล้อนต่อ หรืออย่างบางคนที่ติดคุกกรณีฆ่าภรรยา ออกมาแล้วก็มาฆ่าต่อ ฆ่าพนักงานพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่ตนเองจ้าง ฆ่าแล้วหั่นศพในที่สุดก็ติดรอบสอง และไม่ทราบว่าในที่สุดคดีไปถึงหนัยแล้ว แล้วศาลตัดสินอย่างไร หรืออย่างคดีของเสริม สาครราษฎร์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่มีคนกลัวว่าเขาจะไดออกมา เพราะเขาไม่เคยทำผิดมาก่อน แต่เขาก็เป็นคนที่เรียนหนังสือเก่ง เป็นผู้ช่วยแพทย์ ความประพฤติก็ดีไม่มีเสื่อมเสีย แล้วญาติฝ่ายหญิงก็กำลังส่งฟ้องศาลอาญาอยู่ ถ้าในกรณีศาลอุทธรณ์แล้วเสริมเกิดบอกว่าตัวเองเป็นโรคจิต เสริมก็จะไม่ต้องติดคุก และอาจจะได้รับการปล่อยออกมา คือได้เข้ารับการบำบัดจิตในที่สุดอนาคตอาจจะออกมาได้ และไม่ทราบว่าจะทำผิดซ้ำหรือว่าจะออกมาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดปรัชญาของการจับคนไปเข้าคุกก็คือเพื่อให้หลาบจำ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะ 100เปอร์เซ็นต์มั๊ยที่จะทำได้

***

ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก

โดยชาติภูมิ ท่านเกิดวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2481 ที่อำเภอศรีประจัน จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของนายสำราญ และนางชุมกี อารยางกูร นามเดิมของท่านคือ ประยุทธ์ อารยางกูร

การศึกษาเบื้องต้น เข้าเรียนที่โรงเรียนอนุบาลพูลเฉลียว ตลาดศรีประจัญ ต่อไปเรียนประถมศึกษาที่โรงเรียนประชาบาญศรีประชาราษฎร์ เรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดปทุมคงคา จังหวัดพระนคร ได้รับทุนเรียนดีของกระทรวงศึกษาธิการ

บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านกร่าง อำเภอศรีประจัญ จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าอาวาทวัดบ้านกร่างเป็นพระอุปัชฌาย์ 2494 เดิมอยู่ที่วัดบ้านกร่าง ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดวัดพระพิเรน กรุงเทพมหานคร มีพระราชศรีโสพิธเป็นเจ้าอาวาทในสมัยนั้น

การศึกษาพระปริยัติติธรรม ท่านสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ระหว่างปี 2494-2496

2498 - 2504 สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค ขณะเป็นสามเณร - อุปสมบทเมื่อวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์รับสามเณรประยุทธ์ อารยางกูรเป็นนาคหลวง ท่านก็อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ วัดเบญจมบพิตรเป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมคุณากร เป็นพระธรรมวาจาจารย์ และพระเทพเวที วัดทองนพคุณ เป็นพระอนุศาสวนาจารย์ ได้ฉายาว่า "ปยุตตโต"

การศึกษาฝ่ายสามัญ ท่านสอบได้ปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย นอกจากนี้ท่านได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัย 12 แห่ง เช่น

- ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา จากธรรมศาสตร์

- ศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาหลักสูตรการสอน จากศิลปากร

- ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์การสอน จากเกษตรศาสตร์

- อักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาภาษาศาสตร์ จากมหิดล

- ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาการศึกษา จากศรีนครินทรวิโรฒ

- ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ จากรามคำแหง

- ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสงขลานครินทร์

- ศรีปิกตาจารย์กิตติมศักดิ์นวรารันทามหาวิหาร รัฐวิหาร อินเดีย

- อักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จริยศาสตร์ จากมหิดล

ท่านได้รับรางวัลอีกมหาศาล (พูดไม่หมด) แต่ที่สำคัญคือปี 2537 ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก้ (องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งองค์การสหประชาชาติ : The Nation Educational Scientific and Cultural Organization)

ท่านทำงานแยะมาก เป็นต้นว่า เป็นเจ้าอาวาทพระพิเรน และปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาทวัดญาณเวทสกวัน ได้เคยไปเป็นวิทยากร ได้รับอาราธนาไปสอนพุทธศาสนาหลายแห่ง ที่ Haward University, เพนซิลวาเนีย, มาเลเซีย, ศรีลังกา, ไต้หวัน, เกาหลี ฯลฯ งานท่านก็เยอะแยะมาก

2512 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระศรีวิสุทธิโมลี

2516 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราษฎร์ ที่พระราชวรมุนี

2530 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ คือพระเทพเมธี

2536 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม พระธรรมปิฎก

 

หลักจริยธรรมสำหรับผู้ศึกษาเล่าเรียน

ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษา นักค้นคว้าก็ตามพึงปฏิบัติตามหลักธรรมแล้วก็จะประสบกับความสำเร็จ คือ

1. รู้หลักบุพภาพของการศึกษา คือรู้จักว่าองค์ประกอบที่ดีของการที่จะศึกษาเล่าเรียนนั้นคืออะไรนั้นเอง (รู้จักองค์ประกอบที่ดี มีอะไรบ้าง - ท่านบอกว่าแบ่งเป็น 2 อย่างคือ (องค์ประกอบของการศึกษา 2 ประการ)

1.1 องค์ประกอบภายนอกที่ดี - ถ้าท่านจะศึกษาเล่าเรียนท่านต้องมีองค์ประกอบภายนอกอันนี้คือ "กัลยาณมิตร" ก็คือมีอาจารย์ที่ปรึกษา มีเพื่อนฝูง มีหนังสือ มีสิ่งแวดล้อมทางสังคมโดยทั่วไปที่ดี อันนี้เป็นบรรยากาศของการศึกษาวิชาการ อย่างของมหิดลก็มีกัลยาณมิตรดี อากาศก็ดี - มีสิ่งเกื้อกูลกระตุ้นปัญญา ต้องฟังการสนทนา ฟังบรรยาย ซักถาม อ่านค้นคว้า อันนี้คือองค์ประกอบภายนอกที่ดี

1.2 องค์ประกอบภายในที่ดี - คือมี "โยนิโสมนะสิการ" คือการคิดอย่างแยบคาย นั้นก็คือคิดเป็น คิดพิจารณาว่าอะไรเป็นเหตุเป็นผล แยกแยะสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ออกว่าอะไรคือเหตุอะไรคือผล เหตุปัจจัยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร คิดให้ถูกนั่นเอง เวลาเรียนหนังสือถ้าคิดอันนี้ไม่เป็นจะลำบาก เพราะยิ่งเรียนหนังสือชั้นสูงขึ้นไปการจะท่องจำไปตอบนั้นคงลำบาก มันต้องจำให้เป็นเหตุเป็นผล ต้องคิดให้เป็นเหตุผล คิดให้กระจ่าง

ยิ่งการเรียนปริญญาเอกจะต้องมีการสอบรวบยอด หรือ Comprehensive Exam อันนั้นคือสอบรวบยอดที่เรียนมาทั้งหมด จะให้ท่องจำก็คงไม่ไหว เพราะมีประเด็นที่ต้องจำเยอะ ฉะนั้นแต่ละวิชาจะต้องจับ core หรือใจกลางของวิชานั้นให้ได้ว่าอะไรคือประเด็นสำคัญ ใน core นั้นมีหนังสือที่เกี่ยวข้องเท่าไหร่ที่จะมาเสริมหรือมาสนับสนุนประเด็น หรือมาขัดแย้งประเด็นอะไรต่าง ๆ ในแต่ละหนึ่งวิชานั้นจะมีประเด็นใหญ่อยู่กี่อัน ส่วนใหญ่จะมีไม่เกิน 4 หรือ 5 จับตรงนั้นให้ได้ มีหนังสือสนับสนุนแต่ละประเด็นอย่างไร มีหนังสือแย้งอย่างไร แล้วก็เอาตรงนั้นมาค้นคว้า รู้เลยว่าประเด็นใหญ่มีอะไรบ้าง ประเด็นย่อยมีอะไรบ้าง อันนี้คือการเรียนในระดับสูง อย่างในต่างประเทศมันจะมีสัมมนาหลัก 4 อัน แต่มีวิชาอื่นนะจ๊ะ ซึ่งสัมมนาหลัก 4 อันนี้เป็นหัวใจของการสอบรวบยอดที่เรียนทั้งหมด ในสัมมนาแต่ละอันอาจารย์จะ assire หนังสือแต่ละบทประมาณ 50 เล่ม หนังสือที่เราควรรู้ สรุปว่า 4 สัมมนาปาเข้าไป 200 เล่ม เราต้องหากัลยาณมิตรช่วย ทำไม่ได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก

สรุปว่าท่านจะต้องมี 2 องค์ประกอบในการที่จะเป็นคนที่เล่าเรียนที่ดี

2. หลักของการครองชีวิตที่พัฒนา - หมายความว่าว่าคนเราถ้าจะพัฒนาชีวิตไปสู่ความดีงาม ความเจริญรุ่งเรื่องจะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้

1. แสวงหาแหล่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี - แสวงหาใครก็ตามในสังคมที่เป็นแบบอย่างที่ดี

2. มีวินัยเป็นฐานของการพัฒนาชีวิต - ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีวินัย

3. มีจิตใจใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ - ใฝ่รู้ รักเรียน สร้างสรรค์เสมอ ซื้อหนังสือตำราอ่านเสมอ แม้จะไม่ได้ประกอบอาชีพในทางด้านเป็นอาจารย์สอนก็ตาม แต่เราก็จิตใจใฝ่รู้ได้

4. มุ่งมั่นฝึกตนจนเต็มสุดภาวะที่ความเป็นคนจะให้เป็นได้ - สุดความสามารถของตน ผลจะออกมาเป็นอย่างไรไม่เป็นไร แต่ทำจนสุดความฝึกความสามารถ สรุปว่ามุ่งมั่นฝึกตนจนเต็มภาวะที่ความเป็นคนจะให้เป็นได้

5. ยึดถือหลักเหตุปัจจัย มองทุกสิ่งตามเหตุผล - มองทุกสิ่งว่ามันเกิดมาอย่างไร มันเป็นผลของอะไรที่เป็นเหตุปัจจัย ยึดถือหลักปัจจัย มองทุกสิ่งตามเหตุผล และเมื่อมองอย่างนั้นก็ย่อมแก้ปัญหาได้ เพราะรู้ว่าอะไรคือเหตุก็แก้ได้ แล้วผลมันออกมาอย่างนี้จะแก้อย่างไร

6. ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท

7. ฉลาดคิดแยบคายให้ได้ประโยชน์และความจริง – ไม่ได้คิดแกมโกง

3. เสริมสร้างปัญญา

3.1 เสวนาผู้รู้ - คือพูดคุยกับคนที่มีความรู้ คนที่ทรงคุณงามความดี มีภูมิปัญญาน่านับถือ

3.2 ฟังคำสอน - (เสวนาผู้รู้ ฟังดูคำสอน) คือสดับตรับฟังคำบรรยายอย่าโดดเรียน แสวงหาความรู้จากลุ่มบุคคล จากหนังสือ หรือสื่อมวลชน ตั้งใจเล่าเรียน

3.3 คิดให้แยบคาย - โยนิโสมนสิการ คิดให้แยบคาย คิดพิจารณาทุกสิ่ง สืบสาวให้เห็นเหตุผลว่านั่นมันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น จะเกิดผลอะไรต่อไป มีข้อดีข้อเสียอะไรหรือไม่ในประเด็นต่าง ๆ ประเมินวิเคราะห์ได้

3.4 ปฏิบัติให้ถูกหลัก - คือเอาสิ่งที่เรียนมา หรือสิ่งที่รับฟังมาไปลงมือปฏิบัติ หรือนำสิ่งที่เราเรียนมาไปตริรองก่อนแล้วนำไปลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักความมุ่งหมาย ให้หลักย่อยสอดคล้องกับหลักใหญ่

4. ศึกษาให้เป็นพหูสูจน์ - พหูสูจน์ คือผู้ได้เรียนมา หรือผู้ที่แก่เรียน ถ้าจะเรียนอะไรเรียนให้ดี เรียนให้ถ่องแท้ เรียนให้แจ่มแจ้ง

4.1 ฟังมาก - ต้องฟังให้มาก เล่าเรียนสดับตับฟังให้มาก

4.2 จับให้ได้ - สดับตรับฟังให้เยอะไม่พอ ต้องจำให้ได้ จับหลักหรือสาระ ไม่ใช่จะรายละเอียดหรือ detail แต่ต้องจับหลักให้ได้

4.3 ท่องบ่นเสมอจนแคล่วคล่อง ใครถามก็ชี้แจงได้

4.4 เจนใจ - ชำนาญ ใส่ใจนึกคิดจนมีความชำนาญ มองแล้วเห็นโล่งตลอดเรื่อง

4.5 ขบได้ด้วยทฤษฎี - เข้าใจในความหมายอย่างชัดเจนลึกซึ้ง เข้าใจความหมาย เข้าใจเหตุผลของเรื่องนั้น ๆ อย่างลึกซึ้ง รู้ที่มาที่ไป และรู้ด้วยว่ามันเกี่ยวโยงกับทฤษฎีอย่างไร รู้ว่ามันเกี่ยวโยงกับเรื่องอื่น ๆ หรือทฤษฎีในสายวิชานั้น ๆ อย่างไร

5. เคารพผู้จุดประทีปปัญญา หมายความว่า แสวงความคารวะต่ออาจารย์ ปฏิบัติตามหลักในเรื่องทิศหก ว่าด้วยเรื่องทิศเบื้องขวา มีอะไรบ้าง

5.1 ลุกต้อนรับแสดงความเคารพ

5.2 เข้าไปพบ - เข้าไปพบอาจารย์บ้างเพื่อบำรุงรับใช้ ปรึกษาซักถาม

……….……….เทปหมดหน้าจ๊ะ……….……….จิตดีก็ย่อมนำไปสู่พฤติกรรมดี ต้องแก้ไขตรงจิต ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ถ้าใครที่รู้ตัวแล้วแก้ไข

 

จริยธรรมในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย

ท่านบอกหัวใจของประชาธิปไตยก็คือไม่ใช่ตัวรูปธรรม ไม่ใช่ตัวรูปแบบ ที่เราบอกว่าประชาธิปไตยมีรัฐสภา มีรัฐมนตรี มี สส. มีการประชุมรัฐสภา ท่านบอกว่านั่นคือรูปแบบ แต่จริง ๆ แล้วต้องเน้นนามธรรม ต่องคิดให้ลึกซึ้งว่าประชาธิปไตยคืออะไร หัวใจของประชาธิปไตยก็คือเสรีภาพ แต่เสรีภาพต้องกำกับโดยความรับผิดชอบ เหมือนอย่างที่ฌอง ปอล ซาร์ท บอกไว้ เสรีภาพต้องถูกกำกับโดยความรับผิดชอบ และเสรีภาพนี้ บางคนโดยเฉพาะคนไทยมักคิดว่าทำอะไรตามใจคือไทยแท้ นี่คือประชาธิปไตย ในเมืองไทยมีคนคิดอย่างนี้จำนวนมาก ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ จริง ๆ แล้วเสรีภาพต้องถูกกำกับโดยความรับผิดชอบ มิเช่นนั้นสังคมก็อยู่ไม่ได้

เสรีภาพควรถูกกำกับโดยความรับผิดชอบ นั่นคือเสรีภาพที่มีดุลยภาพ มันจะคานกันอยู่ มันคือเสรีภาพของคนอื่นมาคานการใช้เสรีภาพของเรา หมายความว่ามันมีดุลยภาพในตัวมันเองในนั้น มันจะเกิดความพอดี

เสรีภาพคานกับเสรีภาพของคนอื่น หมายความว่า เราต้องคำนึงถึงว่าขณะที่เราใช้เสรีภาพ คนอื่นเข้าก็ใช้เสรีภาพเหมือนกัน มันจะเกิดความพอดี

 

สิทธิต่อหน้าที่

สิทธิ คือ อำนาจอันชอบธรรม สิ่งที่บุคคลพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย แต่มันต้องมีดุลยภาพอีก คือมันต้องมีหน้าที่ - ทำไมสิทธิถึงต้องมีดุลยภาพคือหน้าที่ ? - ทำไมต้องมีขอบเขต ? - หน้าที่คือสิ่งที่เราต้องทำ - และทำไมต้องมีดุลยภาพกันหล่ะ ? -

สิทธิ คือ การที่เราได้รับจากสังคม สิ่งที่เราไปตีคุณค่า เราคาดหวังว่าเราจะได้รับจากสังคมภายใต้กรอบของกฎหมาย

หน้าที่ คือ สิ่งที่เราจะต้องกระทำ เป็นการให้ เพราะการรับจะต้องมีดุลยภาพกับการให้ ถ้าเราหวังจะได้สิทธิอย่างเดียว ท่านต้องหวังว่าท่านจะทำอะไรให้กับประเทศชาติ ประธานาธิบดีเคนนาดี้เคยพูดว่า Don't ask for what do you get from your country, but think about what you do to country. อย่าคิดว่าจะได้อะไรจากประเทศ แต่จะให้แก่ประเทศแก่สังคม จึงจะสมดุลกัน - เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะรับอย่าเดียว ไม่คิดจะให้อะไรใครคนอื่นเข้าบ้าง คนนั้นก็ไม่มีดุลยภาพทางด้านจริยธรรมในระบอบประชาธิปไตย

 

อาจารย์สรุปจริยธรรมของหลวงตา

หลวงตาไม่ค่อยพูดถึงจริยธรรมต่อประเทศชาติ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นจริยธรรมต่อสังคม

1. ความซื่อสัตย์

2. ความกตัญญู

3. ความโออบอ้อมอารี

4. ความอดทน

5. ความขยันหมั่นเพียร (ส่วนใหญ่จะเป็นจริยธรรมส่วนบุคคล)

6. ความเมตตากรุณา

7. ความสามัคคี

8. การทำหน้าที่ของเรา อันนี้คือจริยธรรมต่อผู้อื่น

9. ความนอบน้อมถ่อมตน

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 22 October, 2006 5:33 PM