พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
จริง ๆ แล้ว โดยพระองค์ท่านเองก็เป็นจริยธรรมอยู่แล้ว การประพฤติปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่าเป็นอย่างไร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชประวัติ ดังนี้คือ
ทรงเป็นพระราชโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชวิกรม พระราชชนก ซึ่งเป็นผู้ทรงก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหิดล พระราชนามมหาวิทยาลัยมหิดล จริงๆแล้วตอนนั้น สวรรคตแล้ว ทางด้านผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลก็ไปขอพระราชทานชื่อพระราชบิดาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม 2470 เวลา 8.45 น. คือเวลาในสหรัฐอเมริกา ตรงกับเวลาไทย คือ 20.45 น. ณ โรงพยาบาล
.เมืองเคมบริด มลรัฐ
.ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะที่พระราชบิดาทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด สหรัฐอเมริกา โดยเมื่อทรงประสูตินั้น ทรงมีฐานันดรเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช หลังจากนั้นก็ยังทรงมีพระเชษฐา และพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ สมเด็จพระพี่นางเธอประสูติ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระเชษฐา รัชกาลที่ 8 ประสูติ ณ เมือง
.ประเทศเยอรมัน เมื่อทรงพระเยาว์ มีพระชนมายุได้เกือบหนึ่งพรรษา พ.ศ. 2471 ได้โดนสมเด็จพระราชบิดา ซึ่งสำเร็จวิชาการทางการแพทย์ จากสหรัฐอเมริกากลับสู่ประเทศไทย แล้วประทับอยู่ที่วังสระประทุม ในปีถัดมา สมเด็จพระราชบิดาเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระเชษฐา และสมเด็จพระเชษฐภคินี ก็ยังคงทรงประทับอยู่ในกรุงเทพมหานคร และได้รับการเลี้ยงดูจากสมเด็จพระราชชนนี ต่อมาเมื่อทรงพระชนมายุได้ 5 พรรษา ก็ได้รับการศึกษาเบื้องต้น ที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ถนนเพลินจิต แล้วสมเด็จพระราชชนนีได้เสด็จขอพระราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีศวรินทราบรมราชชนนี พระพันวษาอัยยิกาเจ้า ซึ่งทรงเป็นญาติ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระราชบิดา เพราะฉะนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีทูลขอบรมราชานุญาติพาพระโอรสและพระราชธิดาเสด็จไปประทับยังพระนครโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อให้พระราชโอรสและพระราชธิดาทรงศึกษาต่อ และเพื่อพลานามัยของพระองค์ เพราะว่าเมืองโลซานนั้นมีอากาศที่ดีมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาชั้นประถม ณ โรงเรียน
ซึ่งอยู่ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาฝรั่งเศส เยอรมันและอังกฤษ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงทรงเปรื่องปราศในภาษาฝรั่งเศส และเยอรมันรวมทั้งภาษาอังกฤษได้อย่างดีมาก ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้วิถีชีวิตของพระองค์เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ประเทศอังกฤษหลังเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง พ.ศ. 2475 พระองค์ทรงประกาศสละราชสมบัติ และพระองค์ไม่มีพระราชโอรสและธิดาเลย รัฐบาลสมัยนั้นก็กราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลซึ่งเป็นพระเชษฐา ซึ่งมีพระชนมายุ 9 พรรษาขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เพราะว่า ประเทศไทย บัลลังก์จะขาดกษัตริย์ไม่ได้ ก็เลยได้อัญเชิญสายราชสกุลมหิดลขึ้น ก็ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้รับการสถาปนาเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระมหากษัตริย์องค์ที่ 8 ส่วนสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช เดิมเป็นพระราชวรวงศ์เธอได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช เมื่อเดือน กรกฎาคม 2478 แต่ทั้งสองพระองค์ยังคงศึกษาต่อไป ประทับศึกษาต่อในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เพราะว่ายังทรงพระเยาว์มาก ต่อมาเมื่อเจริญพระชันษามากขึ้น เจ้าพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช ได้รับการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนในเมืองโลซานเช่นเดียวกัน สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรในนครโลซาน แล้วก็เสด็จไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในนครโลซาน ทรงเลือกศึกษาวิชาทางวิทยาศาสตร์ แผนกวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาปี พ.ศ.2481 เสด็จนิวัติประเทศไทย ทุกพระองค์เสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นเวลา สอง เดือน แล้วก็เสด็จกลับไปสวิสเซอร์แลนด์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่ สองรัฐบาลไทยกราบบังคมทูลอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงนิวัติประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ขณะนั้นมีพระชนมายุ ได้ 20 พรรษา ซึ่งนับว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว สมควรที่จะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งในการนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช ก็ตามเสด็จด้วย ถึงกรุงเทพมหานคร วันที่ 5 ธันวาคม 2488 เสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่ง
.พิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ในการเสด็จนิวัติประเทศไทยครั้งนี้ พระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช ตามเสด็จพระเชษฐาคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจในเขตพระนครและต่างจังหวัด และได้เสด็จไปที่สำเพ็งซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวจีน และแขกฮินดู ซึ่งก่อให้เกิดความปลื้มปีติมาก หลังจากนั้นแล้วก็ในปี 2489 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะเสด็จกลับโลซาน เพื่อไปศึกษาต่อนั่นเอง เกิดความไม่คาดฝันขึ้น ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคต โดยถูกพระแสงปืน เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวังนั่นเอง สภาผู้แทนราษฎร จึงมีมติให้กราบบังคมทูลเชิญพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดชขึ้นสืบราชสันตติวงศ์ ต่อจากสมเด็จพระเชษฐา เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศ ราชาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ อย่างไรก็ตามทรงมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา จึงยังทรงไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ด้วยพระองค์เอง รัฐสภาจึงได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชกาลแผ่นดินขึ้น ประกอบด้วย
1. พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์หมื่นชัยนาทนเรธร หรือพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์
2. พระยา
.เสนีย์
ทั้งสองท่านเป็นผู้ที่สำเร็จราชกาลแผ่นดิน เนื่องจากที่ยังทรงมีภารกิจในด้านการศึกษาต่อ ก็เลยเสด็จอำลาประเทศไทยไปสวิสเซอร์แลนด์ พ.ศ. 2489 ก่อนออกเดินทางประชาชนมาห้อมล้อมรถพระที่นั่ง แล้วร้องตะโกนขึ้นว่า อย่าทิ้งประชาชนไป พระองค์หันมาทอดพระเนตรและรับสั่งว่า ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนไปได้อย่างไร หากประชาชนไม่ละทิ้งข้าพเจ้า อันนี้ทรงเล่าขึ้นในภายหลัง หลังจากนั้นเมื่อเสด็จถึงพระนครโลซาน สวิสเซอร์แลนด์ เสด็จศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน ที่เดิมได้ทรงศึกษาวิชากฎหมาย และรัฐศาสตร์ แทนวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเตรียมพระองค์ที่จะกลับมาปกครองประเทศต่อไป นอกจากนี้ยังทรงศึกษาเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ลาติน จนมีรับสั่งได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วยังมีความสนพระทัยพิเศษในด้านดนตรี ทรงศึกษาด้านดนตรีด้วย ทรงเป่าทรัมเป็ต แซกโซโฟนได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วทรงซื้อหามาเก็บสะสมส่วนพระองค์ไว้ นอกจากนี้แล้วงานช่างทรงทำคือ การทำเรือรบจำลอง แต่ตอนนี้คงทรงไม่มีเวลาแล้ว แต่ว่าเคยทรงเล่าไว้ในพระราชประวัติว่า ชอบที่จะต่อเรือรบจำลอง และประดิษฐ์เครื่องรับวิทยุเอาไว้สำหรับติดต่อสื่อสาร พระองค์ท่านจะทรงมีวิทยุตลอด อีกอย่างหนึ่งซึ่งทรงโปรดปรานมากก็คือ การขับรถทางไกล ทรงขับรถเอง ตอนที่สร้างถนนศาลายา ที่ทรงอุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระองค์จะเสด็จมาดูบ่อยๆ เวลาตีหนึ่ง บางทีคนที่ศาลายา เล่าว่าเสด็จมาด้วยพระองค์เอง ทรงขับรถมาเอง
ต่อมาทรงพบ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ก็คงทราบว่าพระองค์ทรงโปรดการขับรถทางไกล ก็ทรงโปรดที่จะขับรถจากโลซานจ์ไปยังกรุงปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นหม่อมเจ้านักขัตมงคล
..ซึ่งเป็นพระบิดาของพระนางเจ้าสิริกิติ์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัคราชฑูต ไทยประจำกรุงปารีสเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จยังกรุงปารีส ก็เสด็จร่วมพระกระยาหารร่วมกับเอกอัครราชทูตไทย หม่อมเจ้านักขัตมงคลก็ได้นำครอบครัวเข้าเฝ้า แล้วได้ทรงพบหม่อมเจ้าสิริกิติ์กิตติยากรธิดาหม่อมเจ้านักขัตมลเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นก็ได้เสด็จอยู่ปารีส อยู่เนืองๆ เสด็จยังสถานทูตไทย ก็ได้ทรงคุ้นเคยกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ หม่อมราชวงศ์
. ทรงเป็นพระขนิษฐาของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วก็ต้องอัธยาศัยกัน หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ปรากฏว่า ได้เข้าการรักษาตัว ที่โรงพยาบาลในสวิสเซอร์แลนด์ แล้วก็ทรงให้ มีพระราชโทรเลขไปยังหม่อมเจ้านักขัตมงคล ให้ส่งพระราชธิดามาเป็นผู้พยาบาลแล้วก็ได้ติดต่อพาธิดาของพระองค ์คือหม่อมราชวงค์สิริกิติ์เข้าเฝ้าถวายการรักษาตัวมาตลอดจนกระทั้งทรงหายดีทรงทุเราพระอาการ แล้วหลังจากนั้นก็ได้มีความสนิทสนมกันมาก จึงได้ทรงประกาศมั่น สมเด็จพระราชชนนีได้ทรงรับสั่งมา ว่า
. แล้วหม่อมเจ้านักขัตมงคลก็ได้ทูลว่าตามแต่จะมีพระประสงค์ มีเรื่องเล่าลงในนิตยาสารในปีนี้ ซึ่งได้เล่าเรื่องนี้ไว้ หลังจากนั้นก็ได้ทรงขอแต่งงาน พิธีมั่นผ่านไปประมาณ ๗ เดือน ก็ได้เสด็จกลับมายังประเทศไทย เพื่อร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จ
.. แล้วหลังจากนั้นก็ได้ประกอบพิธีราชาภิเษกสมรสในปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ ในวันที่ ๒๘ เมษายน เป็นพิธีเงียบ ๆ เรียบๆ แต่ก็เป็นพิธีที่ดีเป็นพิธีเฉพาะภายในระหว่างพระญาติสนิท และข้าราชบริพาร หลังจากนั้นก็ได้เสด็จไปยังสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง เพราะพระวรกายยัง ไม่ทรงแข็งแรงนัก อันเนื่องมาจากการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ก็ทรงเสด็จตามด้วย หลังจากทรงรับการรักษาแล้วก็ได้เสด็จกลับมายังประเทศไทย ในปี ๒๔๙๔ แล้วก็ขึ้นครองราชโดยสมบูรณ์ แล้วทรงออกผนวช
พระราชกรณียกิจ
ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวคิดของพระองค์ พระราชกรณียกิจนี้ เป็นพระราชกิจซึ่งสะท้อนในทางด้านศีลธรรมทั้งสิ้น เมื่อ เสด็จกลับมาจากต่างประเทศก็ได้ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ แก่คณะเจ้าหน้าที่ ดีดีซี ที่ประเทศอังกฤษทำสารคดีเรื่อง THE SOUL OF THE
จิตวิญญาณของประเทศ แล้วก็กราบบังคมทูลถามถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของประเทศ ก็รับสั่งว่า ข้าพเจ้าจะทำอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ นั่นก็คือเพื่อประโยชน์แก่มหาชนชาวสยาม คงเคยได้ยินนะว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม อันนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการสะท้อนจริยธรรมในแนวคิดของพระองค์ท่านอย่างชัดเจน หลังจากนนั้นก็ทรงเริ่มงานทันที 2495 เริ่มออกเยี่ยมเยียนราษฎร จะเห็นได้ว่าเริ่มจากที่ทรงครองราชย์เลยทีเดียว หลังจากก็ไม่ได้ทรงหยุดเลย ตั้งแต่ พ.ศ.2495 จนถึงปัจจุบัน เมื่อเสด็จกลับจากที่ไปพักผ่อนที่พระราชวังไกลกังวล เริ่มออกเยี่ยมเยียนราษฎรทุกภูมิภาคของประเทศไทย รับสั่งว่าจะเป็นโอกาสที่จะได้รับรู้ความสุขทุกข์ และสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ปีล่ะประมาณ 8 เดือน แปรไปยังพระตำหนักต่างๆ คือภูพิงค์ราชนิเวศน์ ภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงใหม่ ทักษิณราชนิเวศน์ นราธิวาส ไกลกังวลหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ พูพานราชนิเวศน์ สกลนคร แม้เมื่อเสด็จประทับ ณ พระตำหนักจิตลดารโหฐานกรุงเทพมหานคร ก็ได้ทรงหาเวลาไปเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตจังหวัดใกล้เคียง ทีนี้ก็จะขอแยกเป็นประเด็น พร้อมทั้งแนวคิดจริยธรรม
๑. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของคนไทย อันเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะว่าตอนที่เสด็จขึ้นครองราชย์ ประชาชนชาวไทยยังยากจน และมีช่องว่างห่างไกลระหว่างเมืองกับชนบท อันนี้คือในหลวงทำงานยกระดับสภาพความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของคนไทย ในงานที่ทรงยกความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของคนไทยนี้ ทรงพบปัญหาว่า ราษฎรมีปัญหามากในเรื่องความเป็นอยู่ ในเรื่องน้ำกินน้ำใช้ เพราะฉะนั้นจึงมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในปัจจุบัน 2,000 กว่าโครงการ ซึ่งพูดไม่หมด ก็จะพูดย่อๆ ว่า โครงการเหล่านี้แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
๑.๑ โครงตามพระราชประสงค์ เราทราบก็ดีในฐานะที่เราเป็นชาวไทย โครงการตามพระราชประสงค์เป็นโครงการที่ทดลองส่วนพระองค์ในสวนจิตรดา เพราะฉะนั้นเวลามองไปที่สวนจิตรดา จะเห็นวัวยืนอยู่ นี่คือโครงการที่ดำเนินการทดลอง วันดีคืนดีก็จะเอาออกมาขาย เช่น เนยแข็ง บางวันก็มีปลา โครงการนมอัดเม็ด โครงการนมสด มีรำข้าวอยู่ด้วย มองไปจะเห็นมีเป็นต้นข้าว ท่านทดลองเมล็ดของกรมการเกษตร พอได้ผลดีก็แจกเมล็ดพันธุ์ไปให้แก่เกษตรกร อันนี้เป็นโครงการของพระองค์เอง
๑.๒. โครงการหลวง คือปลูกในที่ที่อยู่บนดอยในเขตภาคเหนือทั้งหมด เราก็คงได้ยินข่าวหรือว่าได้รับประทานผักโครงการหลวง คือผักดอยคำ ซึ่งปัจจุบันนี้ก้าวหน้ามาก มีกระทั้งลูกแอฟปริคอต มีลูกท้อ ปลูกได้หมดเลย จนกระทั่งว่าต้องปลูกผักเข้าโรงแรม ปัจจุบันนี้โรงแรมไทยที่เป็นโรงแรมระดับ สี่ดาว ห้าดาว ก็สั่งผักจากโครงการหลวง ผักฝรั่งปลูกได้ทั้งหมดเลย แล้วเราก็สามารถซื้อได้ เพราะผักไม่แพง เพราะว่าพระองค์ท่านปลูกหมด ดอกไม้เวลานี้ปลูกได้หมด ทุกอย่างเลย แล้วพระองค์ท่านก็มีพระราชดำริที่จะให้ปลูกเหล่านี้ทดแทนฝิ่น เพื่อจะทำให้ความเป็นอยู่ของคนในเขตเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ครอบคลุมหมู่บ้านต่างๆในสี่จังหวัดภาคเหนือ ชาวเขาที่อยู่ในโครงการเหล่านี้ไม่ปลูกฝิ่น มีอาชีพมั่นคงถาวรร่ำรวยกันไปตามๆกัน เพราะปลูกพืชเมืองหนาว และทำให้โครงนี้ได้รับรางวัลแมกซ์ไซไซ ในสาขาเสริมสร้างความเข้าใจอันระหว่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2531
๑.๓ โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ ก็เป็นโครงการพระราชดำริ เป็นการพระราชทานแนวพระราชดำริ ท่านจะทำเอาเอง ให้เอกชนทำ และดำเนินการ โดยเอกชนจะต้องออกเงินเอง รับผิดชอบเองในด้านกำลังเงิน กำลังปัญญาคือสานต่อพระราชดำริ แล้วก็รายงานแล้วก็ติดตามผลงานด้วย อันนี้คือหลายโครงการ เช่น โครงการบ้านสหกรณ์ดินแดง ที่ จ. ประจวบคีรีขันธ์ โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เป็นต้น
๑.๔ โครงการตามพระราชดำริ อันนี้จะเยอะมาก เป็นโครงการที่ทรงวางแผนแล้วให้รัฐบาลดำเนินการร่วมด้วย รับสั่งว่า เป็นเพียงข้อเสนอแนะให้นักวิชาการรัฐบาลไปศึกษาเพิ่มเติม ถ้านักวิชาการเห็นไม่เหมาะสม ก็ทักท้วงได้ตลอดเวลา โครงการตามพระราชดำรินี้ขยายทั่วประเทศ มีหลายสาขา เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทาน รับสั่งว่าน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าแก้ปัญหาเรื่องน้ำที่ใช้การเพราะปลูกได้แล้ว เรื่องอื่นก็จะพลอยดีขึ้น โครงการรักษาต้นน้ำลำธาร โครงการระบายน้ำ โครงการแก้มลิง บรรเทาอุทกภัย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการปฏิรูปและพัฒนาที่ดินที่อยู่ในโครงการตามแนวพระราชดำริ เช่นที่หุบกระพง เพชรบุรี ที่ทุ่งลุยลาย อะไรต่างๆ เยอะแยะ โครงการด้านเกษตรกรรม รับสั่งว่า บ้านเมืองเรามีรายได้ทางอื่นอยู่มาก แต่ว่าเลี้ยงตัวได้ด้วยการเกษตร ดังนั้นจึงมีความจำเป็นตลอดไปที่จะต้องทำนุบำรุงเกษตรกรรมทุกสาขา พร้อมเกษตรกรทุกระดับให้พัฒนาก้าวหน้าอยู่เสมอ เพื่อให้การผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น โดยไม่ขาดทรัพยากรที่เปลืองเปล่า ให้ผลผลิตเพียงพอเลี้ยงตัวได้ดี รายได้ดีขึ้น เป็นการช่วยเหลือประชากร ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ มีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคงแจ่มใส และทำให้ประเทศชาติอยู่ดีขึ้น โครงการให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ไก่ เป็ด สุกร ปลาทับทิม เดี๋ยวนี้มีการเลี้ยงมาก เพราะมันเป็นลูกในหลวง ในหลวงท่านสงเสริม เดิมนั้นส่งเสริมปลานิล เราก็กินปลานิลกันทั่วประเทศ ตอนนี้เริ่มมีปลาทับทิม ในหลวงไปเอาพันธุ์มาแล้วก็มาส่งเสริม จะเห็นได้ว่า ไม่ทรงหยุดนิ่งเลย โครงการพัฒนาภาคเหนือ ป้องกันการทำลายป่า เป็นจริยธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม โครงการฝนหลวง เวลาแล้งมากๆ พวกเราก็จะพูดกันว่า เมื่อไรในหลวงจะทำฝนเทียมสักที โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ มันก็สอดคล้องกับเศรษฐกิจแบบพอเพียง คือ จัดพื้นที่เกษตรกรเป็นสี่ส่วน ตามสูตร 30-30-30-10 โดย 30 เปอร์เซ็นแรกให้ขุดเป็นบ่อน้ำ ให้เก็บกักน้ำเอาไว้ใช้ตลอดฤดูแล้ง แล้วยังเอาพันธ์ปลาไปไว้ในบ่อเลี้ยงปลาก็ได้ บนสระน้ำทำเล้าไก่เล้าเป็ดเพื่อให้เป็นเศษอาหาร มูลของเป็ดของไก่ก็จะเป็นอาหารของปลา ส่วนที่สองอีก 30 เปอร์เซ็น ให้ปลูกข้าวซึ่งเป็นอาหารหลัก ส่วนที่เหลือจากการบริโภคให้เอาไปขาย แล้วให้ปลูกพืชอื่นๆแทน ส่วนที่สามอีก 30 เปอร์เซ็น ให้ปลูกไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง มะพร้าว ถ้าบังเอิญพื้นที่ไม่อำนวย มันเล็กไป ให้ปลูกไม้ดอกเอาไว้เก็บขาย ส่วนที่สี่ อีก 10 เปอร์เซ็น เป็นที่อยู่อาศัย อันนี้เป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง 30-30-30-10 นอกจากนี้ยังมีอื่นๆอีกเยอะเลย โครงการนาสาธิตสวนจิตรดา อย่างที่กล่าวแล้ว โครงการแพทย์พระราชทาน โครงการแพทย์เคลื่อนที่ ด้านการศึกษาก็จะมีเยอะมาก เพราะรับสั่งว่า การศึกษาเป็นบันไดสำคัญในการสร้างความรู้ ความคิด และพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมด้วย ทรงเน้นมากเกี่ยวกับการศึกษา ทรงเอาพระทัยใส่เป็นอันมาก รับสั่งว่า หากสังคมบ้านเมืองให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนในทุกๆด้านแล้ว สังคมและบ้านเมืองก็จะมีพลเมืองที่ดีขึ้นมา สามารถดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศชาติ และพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปได้ตลอด แนวพระราชดำริทำให้เข้าไปมีบทบาทในด้านการศึกษาทั้งของพระราชธิดา พระราชโอรส และราษฎรทั่วไปด้วย ได้ทรงโปรดเกล้าให้สร้างโรงเรียนจิตรดาขึ้น ในเขตพระราชฐานของพระองค์เอง ด้วยพระราชทรัพย์ของพระองค์เอง ปัจจุบันโรงเรียนจิตรดาก็ก้าวหน้า มีอนุบาล 1 จนถึง ม.6 แต่ว่าเข้ายากเพราะมีคนที่จะเข้าเยอะมาก เป็นโรงเรียนที่มีการเอาใจใส่นักเรียนดี และก็มีการเรียนแข็งหลายวิชา เช่นในด้านเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ภาษาไทย พระองค์จ้างครูฝรั่งมาสอน แล้วแบ่งเป็นกลุ่ม แล้วก็ในด้านศิลปศาสตร์ก็ใช้ได้ มีครูดีๆอยู่เยอะเหมือนกัน ก็นับว่าเป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่มีมาตรฐานดี
ในเขตชนบทห่างไกล ก็พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโรงเรียนมากมาย โรงเรียนส่วนใหญ่จะอยู่ตามวัด เพราะว่าให้อาราธนาพระภิกษุที่อยู่จำพรรษาในวัดนั้นเป็นครู เด็กที่เป็นชาวไทยภูเขาทางด้านภาคเหนือ ก็พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เช่นเดียวกันเพื่อการศึกษา มีการก่อตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ให้พระราชทานทุนทรัพย์ให้แก่ผู้ที่จบปริญญาตรี มันจะต่างจากทุนเล่าเรียนหลวง เพราะเป็นทุนที่ให้ตั้งแต่จบ ม.6 ใครที่จบ ม.6 มีคะแนนดีๆ ก็ไปสอบทุนเล่าเรียนหลวงได้ แล้วก็ไปเรียนที่เมืองนอก เรียนกี่ปีก็ได้ วิชาอะไรก็ได้ ที่ประเทศใดก็ได้ เป็นทุนที่ดีมาก แล้วก็กลับมาก็ไม่ได้มีกำหนดว่าจะต้องมาทำงานใช้ประเทศไทย มันเป็น Moral Education มันเป็นหน้าทีทางศีลธรรม แล้วมีอีกทุนคือ ทุนอานันทมหิดล ให้ตอนจบปริญญาตรี เค้าจะดูว่า ตอนปริญญาตรี ใครมีคะแนนที่สูงบ้าง เช่น เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง ไม่ว่าจะในสาขาอะไร โบราณคดี แพทย์ อักษรศาสตร์ ได้หมด
และยังมีโครงการพระดาบสอีก ซึ่งทรงพระราชดำริว่า คนเป็นจำนวนมากที่มีความตั้งใจจริงที่จะหาความรู้ แต่ว่าไม่มีความรู้ด้านพื้นฐาน อายุมากแล้ว และไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ อันนั้นก็จะเป็นโครงการพระดาบส คืออายุอาจจะมากเกินที่จะเข้าระดับปกติ จะขอเข้าโครงการพระดาบสก็ได้ สถานที่ติดต่อก็คือ สำนักพระราชวังซึ่งอยู่ติดกับหอสมุดแห่งชาติ อันนี้เป็นที่ที่อบรมผู้ที่อยู่ในโครงการพระดาบส อบรมช่างเครื่องยนต์ วิทยุ ไฟฟ้า ช่างปะปา ช่างเครื่องสุขภัณฑ์ อะไรเหล่านี้มีหมดเลย อันนี้เป็นการพระราชทานโดยทรัพย์ส่วนพระองค์ จะเห็นได้ว่าทรงมีพระราชกิจเยอะ อันนี้เป็นในหลวงกับงานพัฒนาคุณภาพชีวิต
๒. ในหลวงกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นงานใหญ่มาก ครั้งหนึ่งทรงรับสั่งไว้ว่า มนุษย์ทุกคนมีส่วนในการสร้างมลภาวะให้แก่โลก จึงควรรับผิดชอบในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับไปเป็นสภาพดีเช่นเดิม เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกคนต้องมีจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม และยิ่งเรื่องมลพิษทางอากาศ ทรงมีพระราชดำรัสให้นักวิชาการ ทำการเน้นมากในเรื่องมลพิษทางอากาศ ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซในอยู่ในบรรยากาศแล้วมีมากเกินไป ทรงมีแนวพระราชดำริว่า นักวิชาการจะต้องศึกษาโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ให้ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงการเผาเชื้อเพลิง ทรงเน้นเรื่องจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมมาก ทรงพระราชทานแนะนำให้เร่งปลูกต้นไม้ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก้ไขวิกฤตการณ์จราจร เราก็เห็นแล้ว ก็คงจำได้ สะพานที่ลงจากปิ่นเกล้า แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าถนนพระอาทิตย์ อันนี้ก็พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ถนนลอยฟ้า
มันมีปัญหาหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มากคือ น้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า การที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลนั้น เมื่อฝนตกมาแล้วไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร ซึ่งมีสาเหตุมาจากการบุกรุกทำลายป่าเพื่อเอาพื้นที่ไปทำการเกษตรหรือขาดความรู้ในการอนุรักษ์น้ำและดิน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเหตุที่ทรงแก้ไข พระราชทานโครงการพระราชดำริเข้าไปดำเนินเพื่อหยุดยั้งการบุกรุกทำลายป่า เช่นโครงการพัฒนาชาวเขา เพราะชาวเขาชอบทำลายป่า เผาป่า ทำไร่เรื่อนลอย ก็โปรดให้เลิก ให้คนไปดูแล หลังจากที่ดำเนินการไปแล้วชาวเขาชาวเราก็ลดการบุกรุกทำลายป่า ยังมีปัญหาน้ำเน่าในกรุงเทพมหานครอีก พระราชทานแนวพระราชดำริว่า ใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย เหมือนกับคนดีต้องไล่คนไม่ดีออกไป ด้วยการเปิดรับน้ำดีจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาผลักดันน้ำเสียในคลองต่างๆในกรุงเทพมหานคร ให้ไหลลงสู่ทะเล หรือให้ใช้ผักตบชวา เพราะรับสั่งว่า ผักตบชวามีคุณสมบัติดูดซึมตะกอนของเสีย และก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซได้เป็นอย่างดี ก็เลยให้เอาผักตบชวาลงเพื่อดูดซึมของเสีย สถานที่แรกที่ทำก็คือ ที่ตรงมักกะสัน นอกจากนี้ยังมีการทำกังหันชัยพัฒนาเพื่อจะบำบัดน้ำเสีย นอกจากนี้ยังมีอีกเยอะมาก เช่น นำปลานิลมาเลี้ยงสลับกับการเลี้ยงกุ้ง เพราะน้ำเสียอาจเสียสำหรับกุ้ง ไม่เสียสำหรับปลา เป็นต้น
๓. ในหลวงกับศาสนา ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกและทรงเป็นพุทธมามกะด้วย เสด็จออกผนวชในระยะแรกที่ขึ้นครองราชย์สมบัติ แสดงว่าทรงมีพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานในการที่จะดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ทรงบูรณะวัดมากมาย ถ้าทรงทราบว่ามีวัดเก่าแก่ทรุดโทรม จะรับสั่งให้บูรณะทันที ทรงเยี่ยมเยียนราษฎรมากมาย เมื่อเสด็จออกเยี่ยมราษฎร ราษฎรถวายดอกไม้ ทรงไม่เคยทิ้งเลย โปรดให้นำไปแตกแห้ง แล้วบดเป็นผงเก็บไว้ในห้องที่ทรงทำสมาธิ แล้วหลังดอกนั้น จะมีคนมาขอดอกไม้ที่ถวายท่านเอาไปทำเป็นพระ แล้วเอาเป็นส่วนผสมของวัตถุมงคลของพระพุทธรูป ของอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นจะไม่มีอะไรเสียเปล่า นอกจากศาสนาพุทธแล้ว ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกศาสนาอื่นด้วย ทรงรับสั่งว่า แม้จะมีการนับถือศาสนาต่างกันก็สมานฉันท์ที่จะร่วมพร้อมเพรียงได้ นับว่าเป็นการดีมาก และแสดงให้เห็นว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเสรีภาพทางความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เมื่อมีเสรีภาพทางคิดและนับถืออย่างเต็มที่เช่นกัน เราจึงต้องรักษาไว้ด้วยความหวงแหนอย่างที่สุด ศาสนาต่างกันอาจมีแนวทางต่างกัน อย่าให้ความแตกต่างแห่งแนวทางเหล่านี้เป็นอุปสรรค เพราะว่าอุปสรรคในการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างศาสนาว่าด้วยวิธีการนั้น ก็พูดได้ว่า เป็นการ
. อันนี้ก็เป็นการพระราชทานพระราชดำริชัดเจนในเรื่องนี้
๔. ในหลวงกับงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ก็จะเห็นได้ว่า ทรงเป็นเอกอัครศิลปินในด้านดุริ ยางคศิลป์ ทรงเป่าคาริเนต แซกโซโฟนได้อย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่พระชนมายุ 10 พรรษาและยังทรงดนตรีชนิดอื่นๆได้ด้วย แต่ก่อนนี้ทรงดนตรีวันศุกร์ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ อส. พวกเราจะได้ฟังประจำ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงมากมาย ด้านวรรณศิลป์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้วให้พิมพ์พระราชนิพนธ์แปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจริยธรรมหลายประการทีเดียว ของ William Stevelson ทรงแปลถึง 3 ปี มีการพิมพ์ซ้ำถึง 9 ครั้งจำนวนทั้งหมด 90,000 หรือ 100,000 เล่มประมาณนี้ ทรงแปลได้อรรถรสดีเยี่ยม สะท้อนให้เห็นจริยธรรมของนายอินทร์ เพราะเป็นคนปิดทองหลังพระ และยังทรงแปลเรื่อง ติโต นายพลติโต เป็นคนยูโกสลาเวีย ซึ่งนายพลคนนี้เป็นคนที่รวบรวมยูโกสลาเวียเป็นปึกแผ่น แสดงถึงจริยธรรมอย่างสูง จริยธรรมในการอดทนอดกลั้น จริยธรรมของความเป็นผู้นำ อีกเล่มหนึ่งคือ พระมหาชนก สะท้อนให้เห็นจริยธรรม คือ มีสุขภาพที่ดี ความเพียรที่บริสุทธิ์ สติปัญญาดี 3 ประเด็น รับสั่งว่า หนังสือเล่มนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า รายได้จากการขายหนังสือเล่มนี้ ทั้งเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ เรื่องติโต โปรดให้นำเข้าสมทบ
ก็จะเห็นได้ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นจริยธรรมของพระองค์ท่าน
๕. ในหลวงกับการกีฬา ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากน่ะ เพราะพระองค์ทรงสนพระทัยในการกีฬา มีน้ำใจนักกีฬา ทรงโปรดนักกีฬาเรือใบเป็นอย่างมาก เคยทรงเข้าแข่งขันด้วยพระองค์เอง เคยครองเหรียญทองร่วมกันกับเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญา ทรงแสดงจริยธรรมเล่นกีฬาเป็นอันมากก็คือ ทรงเคารพกฎ กติกา และมารยาท ทรงเคร่งครัดมากเลยทีเดียว ดังจะเห็นได้ว่า ในการแข่งเรือใบคราวหนึ่ง พระองค์ออกจากการแข่งขันโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยรับสั่งว่า เรือใบของพระองค์ไปกระทบกับทุ่นที่เป็นไม้เขตในการแข่งขัน ตามกติกาเป็นการฟาล์ว ก็ทรงออก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครเห็นเลย แต่ทรงเห็นอยู่คนเดียว ทรงรับสั่งว่าต้องออก เพราะฟาล์ว ครั้งหนึ่งทรงเน้นว่า ให้ผู้รับผิดชอบ ปลูกฝังให้นักกีฬาไทยเล่นดีที่สุด โดยอย่าคิดมุ่งหมายเพื่อให้ได้รับชัยชนะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ให้คำนึงถึงจริยธรรมในการเล่น ทรงให้ความเห็นว่า การได้ชัยชนะในการแข่งขันวันนี้ ก็คือชนะตนเองนั่นแหละ ซึ่งที่สำคัญจะต้องเล่นอย่างผู้ที่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ตาม เพราะว่านักกีฬาแสดงออกมาให้เป็นที่ปรากฏแก่สาธารณชนนั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย
๖. ในหลวงกับการแก้ไขวิกฤติทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งพระองค์ทรงลงมาช่วยคลี่คลายวิกฤติให้สงบลงทุกครั้ง 14 ตุลาคม 2516 วันที่ 6 ตุลาคม 2519 วันที่ 17-21 พฤษภาคม 2535 วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์มหาวิปโยค เมื่อนิสิตนักศึกษาเดินขบวนมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่พอถึง 14 ตุลาคม 2516 ก็เป็นวันที่ยิงกัน นักศึกษาในนามนักสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและประชาชนเกิดความไม่พอใจการก่อรัฐประหารภายใต้การนำของจอมพลถนอม กิตติขจร คือจอมพลถนอมรัฐประหารตัวเอง เพื่อประกาศกฎอัยการศึก แล้วโครงสร้างกฎอัยการศึกนี้ มีไว้เพื่อห้ามคนออกนอกบ้าน ห้ามคนออกเวลากลางคืน ซึ่งมันตรงกับสมัยดิฉัน (ดร.วริยา) พอดี เรามีปฏิวัติครั้งเดียว คือ 2475 นอกจากนั้นก็จะมีรัฐประหารตลอดเลย ตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ มาถึงจอมพลถนอม ก็รัฐประหารต่อ วันดีคืนดี ก็ออกมาประกาศวิทยุทางโทรทัศน์ ว่าข้าพเจ้าจะรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เพียงผู้เดียว แล้วก็จะมีรายการที่ว่า ทหารจะต้องเป็นรัฐมนตรีทุกตำแหน่ง ทหารเท่านั้นที่ทำทุกอย่างได้ ภายใต้กฏนี้ ก็มีตำรวจด้วย คือ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ แล้วตอนหลัง จอมพลสฤษดิ์กับ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ก็แตกคอกัน พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ก็เลยไปอยู่ต่างประเทศ แล้วตอนหลังก็เสียชีวิตที่ไม่แน่ใจว่าสวิสเซอร์แลนด์หรือญี่ปุ่น
ทีนี้ความไม่พอใจใน 14 ตุลาคม ก็สั่งสม ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่มีการเดินขบวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ มีเป็นแสนๆคน มีคนมาชุมนุมประมาณนับแสนคน เหตุการณ์..มาก เพราะว่ามีพวกนักศึกษาที่เป็นคอมมิวนิสต์เยอะมาก ผู้นำนักศึกษารุ่นปัจจุบันนี้ก็เป็นอาจารย์บ้าง แยกย้ายกันทำหน้าที่ต่างๆ อย่างอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล วิสา คันทัพ จิรนันท์ พิตรปรีชา สุธรรม แสงประทุม พินิจ จารุสมบัติ พวกนี้แหละเป็นผู้นำนักศึกษา แล้วหลังจากนั้น ฝ่ายบ้านเมืองก็นำทหารตำรวจเข้าปราบปราม มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมากมาย ที่ตรงบริเวณสี่แยกคอกวัว ไปจนถึงราชดำเนิน จนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย์ แถวนั้นมันแปลก เวลาเกิดอะไรก็จะต้องไปตรงนั้น 17 พฤษภาคม ก็เหมือนกัน หลังจากวันนั้นดิฉันยังไปเดินดู ยังมีเลือดป้ายอยู่ที่ข้างตึกราชดำเนิน แต่ตอน 17 พ.ค. 2535 ไม่ได้ไปเท่าไรแล้ว เพราะว่ามีลูก มีคนโทรมาบอกว่าให้เอาลูกไปด้วยซิ ไม่มีอะไรหรอก ที่ไหนได้ มันมีลูกเลยคิดมาก ตอน 14 ตุลาคม 2516 นั้นไปร่วมตลอด ก็หลังจากนั้น ในหลวงก็ออกมาระงับเหตุการณ์ขึ้น โดยมีพระราชกระแสรับสั่งกับประชาชนทั่วประเทศว่า วันนี้เป็นวันมหาวิปโยคที่น่าเศร้าสลด ในประวัติศาสตร์ชาติไทยตลอดระยะเวลา 67 วัน ได้มีการเรียกร้องให้มีการตกลงกัน จนกระทั่งนักศึกษาและประชาชนได้ทำข้อตกลงกันได้ แต่แล้วมีการขว้างระเบิดขวดและยิงแก๊สน้ำตาใส่กัน ทำให้เกิดการประทะและมีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน เราขอให้ทุกฝ่ายระงับเหตุรุนแรงด้วย การสร้างยุติยับยั้งเพื่อให้บ้านเมืองกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด ยังความสงบรุ่งเรืองให้เกิดแก่ประเทศและประชาชนชาวไทยโดยทั่วกัน รับสั่งเท่านี้ ทุกอย่างสงบ สถานการณ์คลี่คลาย จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร ต้องออกไปจากประเทศ
6 ตุลาคม จอมพลถนอมกลับมาใหม่ นิสิตนักศึกษาประท้วงครั้งยิ่งใหญ่ 6 ตุลาคมรุนแรงกว่า เพราะมีการแขวนคอที่ตรงธรรมศาสตร์ และวิทยุยานเกราะออกข่าวว่า เป็นการแขวนคอพวกญวน แต่จริงๆไม่ใช่ เป็นการแขวนคอนักศึกษาที่มาร่วมเดินขบวนอยู่ในธรรมศาสตร์ มีการออกทีวีปรักปรำนักศึกษาว่า มีอาวุธอยู่ในอุโมงค์ คนออกทีวีคนนั้น หลังจากนั้น 6 เดือน เป็นมะเร็งที่คอ แล้วก็ตาย อีกหลายคนประสบชะตากรรม มีตำรวจใหญ่คนหนึ่งร้องไห้ไปฟ้องคณะรัฐมนตรีว่า นักศึกษาที่วิ่งออกมากอด คนนั้นลูกถูกระเบิดตาย ลองดูซิ คนที่ทำอะไรไม่ดีหรือไร้จริยธรรม ประสบชะตากรรมทั้งสิ้น มีคนหนึ่งเขาตบหูโทรศัพท์ของ ดร.ป๋วย อึงภากรณ์ ที่ Air port เขาคนนั้นก็ยังประสบชะตากรรมตลอดในเรื่องการทำงาน เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นว่า บุญกรรมนี้มันมีจริง
อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ 17-21 พฤษภาคม 2535 ที่เรียกว่า พฤษภาทมิฬ ซึ่งเหตุการณ์นี้คงทราบมาแล้ว ก็คือ รสช. คือ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ เสร็จก็ไปเชิญคุณอานันท์ ปันยารชุณ ขึ้นเป็นรัฐบาล เป็นชั่วคราว และก็พรรคการเมืองก็รวมตัวกันโดยการเชิญ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาเป็นต่อ ซึ่ง พล.อ.สุจินดา เคยสัญญาว่าจะไม่เป็น เมื่อ พล.อ.สุจินดา รับตำแหน่งนายกต่อ ก็เป็นการผิดคำพูด ประชาชนก็เดินขบวนต่อต้าน มีการรวมตัวกันที่สนามหลวง แล้ว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็เป็นผู้นำฝ่ายประท้วง แล้วเหตุการณ์ก็ตึงเครียดมีการยิงกันที่ตรงสะพานมัฆวาน แล้วก็มีศพคนหายไป ไม่ทราบว่าจำนวนเท่าไร แล้วญาติวีรชนพวกนี้
ทุกครั้งที่ พล.อ.สุจินดา พล.อ.อิสระพงศ์ ทำอะไรก็ตาม
พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ซึ่งได้เสียชีวิตแล้ว วันเผา ญาติของวีรชนก็ไปยืนถามถึงศพว่าหายไปไหน จำนวนนั้นไม่แน่ว่าจำนวนเท่าไร ก็ยังคงลึกลับอยู่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน บางคนบอกว่าอยู่ในรอยต่อตะเข็บเขตแดนพม่ากับไทย บางคนบอกว่าไม่จริงหรอกเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่จริง ทำไมญาติของวีรชนที่เขายังหาญาติของเขาไม่เจออีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งใครทำกรรมอะไรไว้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้ามันจริงคนที่ทำกรรมก็ต้องรับผิดชอบกรรมของตัวเอง
ในหลวงรับสั่งให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี นำ พล.อ.สุจินดา คราประยูร กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้ารับพระราชทานกระแสรับสั่ง จำได้ว่า สู้กันไปมีแต่แพ้ทั้งสองฝ่าย จะมีประโยชน์อะไรบนซากกองปรักหักพัง พระราชกระแสนี้ทำให้เหตุการณ์ทุกอย่างกลับคืนสู่ปกติ เราก็เลยนึกว่า ถ้าไม่มีพระองค์ท่านแล้ว จะเป็นอย่างไร ไม่อยากคาดเดา เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงไว้ซึ่งจริยธรรม และทศพิพิธราชธรรม
พระราชกรณียกิจประการสุดท้ายก็คือ ในด้านจริยธรรม ที่กล่าวมาก็เป็นด้านจริยธรรมทั้งสิ้นแล้ว ในหลวงกับจริยธรรม รับสั่งว่า ชีวิตทุกวันนี้ เต็มไปด้วยปัญหา ผู้ใดแก้ตกก็เอาตัวรอดได้ ผู้ใดแก้ไม่ตก ก็เอาตัวไม่รอด เพราะยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่งหนักขึ้นไป โอกาสนี้จึงปรารภการแก้ปัญหากับท่านทั้งหลาย ตัวการที่ทำให้แก้ปัญหาไม่ออกคือใจหรือความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลาง ซึ่งเรียกว่าความอคติ หรือความลำเอียง อย่าว่าแต่จะแก้ปัญหาเลย แม้แต่จะทำความดี คนที่ลำเอียงก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทำด้วยอคติ ปัจจัยหรือเหตุสำคัญที่จะช่วยให้มองเห็นให้เขาใจกระจ่างถึงความจริง อุเบกขา คือใจที่เป็นกลาง เมื่อมีใจที่เป็นกลาง จะพิจารณาปัญหาใด ปัญหานั้นก็ชัดเจน มีทางแก้ไขถูกต้องเหมาะสม จึงขอฝากเรื่องอคติและความเป็นกลางที่ใจ เพราะว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจแล้ว ถ้าใจไม่เป็นกลาง มีอคติ ปัญหาก็จะเกิด จริยธรรมคุณธรรมที่ทุกคนควรศึกษามีอยู่ 4 ประการ คือ
1. การรักษาสัจจะ รับสั่งว่า คือความจริงใจต่อตนเองที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
2. การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดี
3. การอดทน อดกลั้น อดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม
4. การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
เพราะฉะนั้นพระราชดำรัสเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงหลักจริยธรรมได้อย่างชัดเจน ที่ทรงนำมาใช้ตลอดเวลา เพื่อที่จะรับสั่งทรงเน้นว่า ทุกอย่างต้องมีในตัวบุคคล ทั้ง 4 ประการ เพื่อจะนำบุคคลไปสู่ความสำเร็จในการประกอบกิจการงาน แล้วนอกจากนี้ยังทรงเน้นเรื่องว่า คนเราอย่าดูถูกกัน ไม่เช่นนั้นจะทำงานไม่สำเร็จ ในลักษณะของสหกรณ์ ในส่วนของพระองค์เอง 4 ประการนี้ก็มีอยู่ในทศพิพิธราชธรรม ที่พระองค์ทรงยึดถือตลอดเวลา ไม่ได้ว่างเว้นเลย ครบถ้วนทุกประการ ทรงเป็นผู้นำในด้านการพัฒนาประเทศและภายใต้ระบอบประชาธิปไตย์ทรงมีปรีชาญานในด้านความรู้เกือบทุกสาขาวิชา เพราะฉะนั้น ทรงเป็นราชาปราชญ์อย่างแท้จริง ในความของ Plato หรือ Socrates อย่างแท้จริง ทรงมีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่าง ๆ ทรงเป็นปราชญ์ ทรงเป็นราชา เป็นนักปกครอง พัฒนาบ้านเมืองด้วยความ และจะเห็นได้ว่าไม่ทรงบังคับใคร ทรงชี้แนะตลอด พระราชดำรินั้นเป็นสิ่งมีค่า และทุกคนก็น้อมรับตลอด
จบจริยธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
***
นายปรีดี พนมยงค์
ก็จะขออ่านคำประกาศเกียรติคุณของงานเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ของท่านปรีดี พนมยงค์
รำลึกท่านปรีดีคนดีศรีสยาม นายปรีดี พนมยงค์ถือกำเนิดในครอบครัวชาวนาที่อยุธยา เติบโตมาในท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจ นับเป็นคนไทยคนแรกที่สำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากฝรั่งเศส และก็ได้นำความรู้นั้นมาถือกำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับแรก สยามประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2475 ในปี 2475 ท่านได้ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ถือว่าเป็นแม่แบบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปัจจุบัน ปีถัดมาฐานะการศึกษา ท่านประสาทการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น เพื่อเป็นตลาดวิชาความรู้ที่เปิดกว้างขึ้น ด้วยคุณูปการที่เป็นผู้นำกอบกู้บ้านเมืองในนามขบวนการเสรีไทย ร.8 จึงโปรดเกล้าแต่งตั้งไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองอันทรงเกียรติสูงสุด ด้วยเกียรติคุณความดีต่อชาติไทยดังนี้ ควรที่ท่านจะได้รับการส่งเสริมจัดงานครบรอบ 100 ปี 5 ประการ อันจะครบในวันที่ 11 พ.ค. 2543 นอกจากนี้รัฐบาลยังได้เสนอให้องค์การยูเนสโก้บรรจุชื่อท่านไว้ในบัญชี การเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลนี้ด้วย
ประวัติ
ท่านปรีดี พนมยงค์เกิดเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2443 ที่บ้านริมคลอง เมืองฝั่งเหนือ ต.ท่าวาสุกรี ตรงข้ามวัดพนมยงค์ อ.กรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นลูกคนที่สองของนายเสียงและนางลูกจันทร์ มีอาชีพทำนา มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน ชาย 4 คน หญิง 4 คน พี่น้องมี 1. นางเก็บ 2. นายปรีดี 3. นายหลุย 4. นางชวนชื่น 5. นายกลึง 6. นางน้อม 7. นางเนื่อง 8. นายนอม นามสกุล พนมยงค์นั้น ท่านเจ้าคุณวิมลมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดศาลาปูน อ.กรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ตั้งให้ตามคำร้องของบิดา โดยใช้ชื่อวัดพนมยงค์เลย แล้วต่อมาตระกูลพนมยงค์ก็ทำนุบำรุงวัดพนมยงค์โดยตลอด
การศึกษาในประเทศไทย เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกเมื่ออายุได้ 5 ขวบ ที่โรงเรียนบ้านครูแสงซึ่งเป็นโรงเรียนเชลยศักดิ์ ต่อมาครูแสงเสียชีวิตลง จึงย้ายมาเรียนต่อที่บ้านหลวงปราณีประชาชน อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่ออ่านออกเขียนได้ ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดลวก ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ อ.ท่าเรือ แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดศาลาปูน อ.กรุงเก่า จนจบชั้นประถมบริบูรณ์ ปี พ.ศ. 2454 จากนั้นก็เรียนต่อที่กรุงเทพฯ ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร เรียนได้ปีเดียวก็กลับไปเรียนต่อที่โรงเรียนตัวอย่าง มณฑลกรุงเก่า โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ชาวอยุธยารู้จักกันดี จ.พระนครศรีอยุธยา จบชั้นมัธยมปีที่ 6 เมื่ออายุ 14 ปีเศษ ต้นปี พ.ศ. 2458 ก็ได้มาศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เรียนได้เพียง 6 เดือนก็ต้องลาออกเพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ในช่วงนี้ ท่านปรีดีก็ได้กลับมาช่วยพ่อแม่ทำนา ต้นปี พ.ศ. 2460 ท่านปรีดีได้เข้าไปเรียนต่อที่โรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม ขณะนั้นมีอายุ 17 ปี เรียนกฎหมาย 2 ปีเศษ สอบได้เนติบัณฑิตชั้นหนึ่ง ในปี พ.ศ.2462 มีอายุได้เพียง 19 ปีเท่านั้น เป็นเนติบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุด
การศึกษาในต่างประเทศ พ.ศ.2463 ท่านได้รับคัดเลือกจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปเรียนวิชากฎหมายที่ ฝรั่งเศส ท่านปรีดี เรียนที่ฝรั่งเศส จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ ปริญญาโทด้านกฎหมายแท้ และเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาเอก หรือที่เรียนว่า ดอกเตอร์ อองดรัว สอบได้เกียรตินิยมดีมาก เป็นคนไทยทีสอบได้ปริญญาเอกของรัฐ ดอกเตอร์
.ซึ่งเป็นดอกเตอร์ที่ยากมาก เป็นดอกเตอร์ของคนฝรั่งเศสเอง ดร.ปรีดี จะได้ดอกเตอร์สองอันก็คือ ดอกเตอร์อองดรัว เป็นดอกเตอร์ที่คนต่างชาติเรียน ดอกเตอร์เดต้าเป็นดอกเตอร์ที่คนฝรั่งเศสเรียน ท่านได้สองอัน นอกจากนี้แล้วท่านยังสอบได้ประกาศนียบัตรชั้นสูงจากฝรั่งเศสอีกด้วย ปัจจุบันนี้ ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในฝรั่งเศสนั้น กลุ่มนักเรียนไทยในยุโรปรวมตัวกันก่อตั้งสมาคมนักเรียนไทยภาคพื้นยุโรปโดยใช้ชื่อว่า สามัคยานุเคราะห์สมาคม หรือ ส.ย. ท่านปรีดีได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคม ระหว่าง พ.ศ. 2468 2469 สมาคมนี้เป็นสมาคมที่รวบรวมแนวความคิดของคนยุคใหม่ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นประชาธิปไตย์ในปี 2475 ในเดือน ก.พ. 2470 ณ.กรุงปารีส บุคคล 7 คน คือ 1. นายปรีดี พยมยงค์ 2. ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี 3. ร้อยโทแปลก (จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม) 4. หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนีย์) 5. นายตั้ว 6. นายแนบ พหลโยธิน 7. ร้อยตรีทัศนัย นิภักดี ทั้ง 7 คนนี้ได้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร์ขึ้น จุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วประสบความสำเร็จในปี 2475
ชีวิตการทำงาน 2470 กลับกรุงเทพฯ ได้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา ชั้น 6 กระทรวงยุติธรรม ได้รับการฝึกหัดเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา และต่อมาได้เป็นผู้ช่วยในการร่างกฎหมาย เมื่อเดือน ต.ค.2470 ต่อมาได้รับยศเป็น รองอมาตย์เอกหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2471 ได้รับการเลื่อนยศเป็นอมาตย์ตรีในต่อมา ในช่วงที่ได้รับราชการอยู่ในกระทรวงยุติธรรมนี้ ท่านปรีดีรวบรวมกฎหมายไทยตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในสภาพกระจัดกระจายให้มารวมเป็นเล่มเดียว ใช้ชื่อว่าประชุมกฎหมายไทย หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์นิติศาสตร์ ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ส่วนตัวของท่านเอง ถ้าสนใจให้ไปดูที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นอกจากด้านกฎหมายแล้ว ท่านยังเป็นอาจารย์บรรยายที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมด้วย โดยเริ่มสอนครั้งแรกเมื่อปี 2470 บุคคลที่เป็นศิษย์ของท่านมีดังต่อไปนี้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายดิเรก ชัยนาม นายเสริม วินิจฉัยกุล นายดิเรก และนายเสวก เปี่ยมพงศ์สาน นายไพโรจน์ ชัยนาม นายจินดา ชัยรัตน์ นายโชติ วรรณโกสี บุคคลเหล่านี้ ต่อมาได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย
ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย์แล้ว ท่านปรีดีได้เสนอพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ใน ปี 2576 ซึ่งก็ได้ผ่านสภาในวันที่ 8 ก.พ. 2576 คำกราบบังคมทูลของท่านปรีดีซึ่งเป็นผู้ประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง สมเด็จกรมพระยานริสรานุวัติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในวันเปิดมหาวิยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง 27 มิ.ย. 2477 มีดังต่อไปนี้
การตั้งสถานศึกษาตามลักษณะของมหาวิทยาลัยย่อมเป็นเครืองพิสูจน์และเป็นปัจจัยในการแสดงความก้าวหน้าของประเทศ ประชาชนชาวสยามจะเจริญในอารยธรรมได้ ก็อาศัยการศึกษานี้ ตั้งแต่ชั้นต่ำตลอดจนการศึกษาชั้นสูง เพราะฉะนั้นในการจะดำรงประสงค์และประโยชน์ของราษฎรในสมัยนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีสถานศึกษาให้ครบบริบูรณ์ทุกชั้น มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร แสวงหาความรู้อันเป็นโอกาสที่เขาควรได้รับความเป็นเสรีภาพในการศึกษา รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเห็นความจำเป็นในข้อนี้ จึงได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น
เพราะฉะนั้นธรรมศาสตร์จึงเริ่มจากสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ก่อน วิชาที่ เกี่ยวเนื่องกับธรรมศาสตร์และการเมืองก็คือ เปิดสอนวิชากฎหมายและรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และการทูต ซึ่งจะแบ่งสอนในมหาวิทยาลัยเป็น 3 ระดับ ปริญญาตรี โท และต่อมาก็ เอก รวมเป็นการศึกษาระดับเตรียมปริญญาตลอด รวมถึงการจัดการศึกษาระดับประกาศนียบัตร คือหลักสูตรการศึกษาวิชาการบัญชี ต่อมาก็ ท่านมีความใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยนี้มาก เพราะท่านส่งเสริมมาก ท่านเป็นเฉพาะผู้บรรยายเท่านั้น แต่ที่ทำหน้าที่บริหารมหาวิทยาลัย.. แต่ต่อมา 24965 ตำแหน่งนี้ถูกยกเลิกตามคำเสนอแนะของจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม และจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ได้ดำรงตำแหน่งอธิกาบดีเป็นคนแรก
ชีวิตทางการเมือง ในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ท่านเป็นผู้นำฝ่ายพลเรือนร่วมกันคณะราษฎร์ยึดอำนาจ..ท่านปรีดี เป็นผู้ร่างแถลงการและร่างรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 27 มิ.ย.2475 เป็นหนึ่งใน 7 คนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 10 ธ.ค. 2475 และเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้แทนชั่วคราวจำนวน 70 คน นอกจากนี้แล้วท่านได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการให้เป็นผู้ร่างหลักการเศรษฐกิจประจำชาติ เรียกว่า เค้าโครงเศรษฐกิจ และได้เสนอต่อคณะทำการราษฎร มีนาคม 2475 หลักการเศรษฐกิจที่ท่านปรีดีได้ร่างขึ้นได้แก่เน้นที่ให้รัฐบาลเป็นผู้ประกอบการเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และให้ราษฎรทุกคนเป็นราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาล โดยให้รัฐบาลเป็นผู้วางแผนการพัฒนาประเทศ หลังจากที่ได้มีการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีข้อวินิจฉัยว่า เป็นแนวคิดที่ลอกเลียนแบบผู้ปฏิวัติของโซเวียต ในที่สุดท่านปรีดี จำต้องเดินทางยังฝรั่งเศสอีกครั้ง ตามคำขอร้องของรัฐบาล มีคนใส่ร้ายว่า มีเค้าโครงเป็นแบบของคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นท่านก็เลยต้องออกนอกประเทศไป ในวันที่ 12 เม.ย.24756 หลังจากนั้นได้เกิดการรัฐประหารซึ่งนำโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา การเมืองในช่วงนั้นยุ่งมาก ท่านปรีดีได้เดินทางกลับประเทศสยามและได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิสูจน์แนวคิดและการกระทำของท่าน ซึ่งคณะกรรมการมีมิติเป็นเอกฉันท์ว่า หลวงประดิษฐ์มนูญธรรม ไม่ได้มีมูลเป็นคอมมิวนิสต์อย่างที่ถูกกล่าวหา แล้วท่านได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย ในวันที่ 29 มี.ค. 2476 จะเห็นได้ว่าดวงชะตาชีวิตของท่านขึ้นๆลงๆ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยติดต่อกันสองสมัย จนถึงสมัยที่มีการปรับปรุงคณะรัฐบาล ในปี 2478 ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ขณะนั้นโลกกำลังไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ท่านได้พยายามเจรจากับชาติมหาอำนาจเพื่อแก้ไขในยามที่ประเทศเสียเปรียบ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในป้องอาณาเขต
ต่อมา 2481 มีการตั้งรัฐบาลใหม่ หลวงพิบูลย์สงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านปรีดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วงเกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ในช่วงปี 2483 สถานการณ์มีความสับสนมาก ท่านปรีดีก็เรียกร้องใช้สันติวิธี มีการเดินขบวนเรียกร้องดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศส ท่านปรีดีก็บอกว่าให้ใช้สันติวิธีในการพูดแทน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านปรีดีก็
ญี่ปุ่นย่านตราทับผ่านไทยไปพม่าและสิงคโปร์ ประเทศต้องหลบหนีญี่ปุ่น ท่านปรีดีก็ได้รับให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาท่านปรีดีก่อตั้งกระบวนการเสรีไทย ขึ้นภายในประเทศ โดยตัวท่านเองใช้รหัสว่า
ซึ่งร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษต่อต้านเยอรมัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศจึงไม่ถูกปรับให้เป็นประเทศแพ้สงคราม เพราะเกียรติคุณของขบวนการเสรีไทยนี่เอง ในปี 2488 ท่านได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นรัฐบุรุษอาวุโส เพื่อเป็นการยกย่องและตอบแทนคุณของท่านปรีดี และได้รับตราพระราชทานนพรัตน์ราชวราภรณ์ซึ่งเป็นการสูงสุดที่บุคคลจะได้รับเกียรตินี้ ปัจจุบันนี้มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้รับพระราชทานอันนี้ 24 มี.ค. ท่านปรีดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่ามกลางเศรษฐกิจหลังสงครามโลก ประสบกับปัญหามาก ประสบวิกฤติปัญหาเงินเฟ้ออะไรต่างๆ แต่ยังไม่ทันมีการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ก็เกิดกรณีสวรรคตของ ร.8 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ท่านปรีดีกราบบังคมทูลลาออก และได้รับแต่งตั้งกลับมาเป็นนายกอีกในปีเดียวกัน อยู่เพียง 2 เดือน 10 วัน ก็ลาออกอีกครั้งหนึ่ง เพราะถูกกล่าวหาว่าพัวพันในคดีสวรรคต ถูกกล่าวหาว่า ปรีดีฆ่าในหลวง ซึ่งเราก็ไม่ทราบ จริงๆแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่น่าจะเป็นความจริง ท่านปรีดีก็ได้ลี้ภัยไปยังสิงคโปร์ แล้วลักลอบกลับเข้ามา และในขณะเดียวกันก็มีกบฎเกิดขึ้น เรียกว่ากบฎวังหลวง คือกลุ่มทหารเรือที่ต้องการยึดอำนาจคืนจากคณะรัฐประหาร ซึ่งนำโดยจอมพล ป. อันนี้เรียกว่ากบฎแมนฮัดตันด้วย ซึ่งทหารเรือเป็นครั้งแรกที่ทำการกบฎและเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ทหารเรือก็ตั้งแต่บัดนั้นถึงบัดนี้ก็อยู่ห่างจากการเมือง นอกจากวันดีคืนดีเช่น 14 ตุลาคม ก็เอาเรือออกมารับนักศึกษาแถวแม่น้ำเจ้าพระยา วันที่ 16 ตุลา นักศึกษาหนีไปตรงสะพานปิ่นเกล้า ทหารเรือก็เอาเรือมารับนักศึกษา
ท่านปรีดีเดินทางไปสู่ประเทศสิงคโปร์เพื่อเดินทางไปประเทศสหรัฐ แต่มีเหตุเกี่ยวปัญหาหนังสือเดินทาง ท่านปรีดีเลยไปพักที่ประเทศจีน แล้วต่อมา 2513 ได้เดินทางไปกรุงปารีสและพักอยู่ที่นั้น จนกระทั่งถึงอนิจสัญกรรม ขณะที่พักอยู่ต่างประเทศท่านปรีดีได้เขียนบทความและหนังสือเป็นจำนวนมาก ให้แก่สังคมไทยตลอดเวลา เช่น เรื่องท่านปรีดีชี้แนวทางประชาธิปไตย์ ระบบสังคมนิยมกับระบบคอมมิวนิสต์จะเหมาะสมกับเมืองไทยหรือไม่ อนาคตของเมืองไทยกับสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน ความเป็นมาของชื่อประเทศสยามกับประเทศไทย อะไรต่างๆเหล่านี้ ท่านปรีดีก็ได้รับพระราชทาน เรื่องชีวิตครอบครัวก็ทราบกันดี พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม ในปี 2471 ในปีเดียวกัน ท่านได้เข้าสูพิธีสมรสนางสาวพูนสุข ขณะนั้นท่านปรีดีอายุ 28 ปี นางสาวพูนสุขอายุ 17 ปี มีบุตรธิดา คือ
-นางสาวลลิตา พนมยงค์ เป็นโสด
-นายปาน พนมยงค์เป็นนักกฎหมาย เสียชีวิตในปี 2524 ด้วยโรคมะเร็งในลำใส้ใหญ่
-นางสาวสุดา พนมยงค์ เป็นโสด
-นางดุษฎี บุญทัดกุล ที่เป็นอาจารย์สอนดนตรี
-นายสุปรีดา พนมยงค์ สมรสกับนางสาวจิราวรรณ วรดิลก
-นางวรรณ สายประดิษฐ์ เป็นอาจารย์สอนภาษาจีน สมรสนายสุรพันธ์ สายประดิษฐ์
ครอบท่านได้รับความขมขื่นมากได้อพยพไปอยู่ประเทศจีน และก็ต้องไปปารีสในที่สุด คุณผู้หญิงพูนสุข ถูกจับในกรณีกำหนดสันติภาพในปี 2495 ท่านผู้หญิงถูกคุมขังอยู่ 84 วัน นายปาน ฟ้องศาลได้รับหย่อนโทษ 13 ปี 4 เดือน แต่ว่า จำคุกเพียง 4 ปี ก็ได้ปล่อย ท่านปรีดีและครอบครัวได้พำนักอยู่ในประเทศจีนจนถึง 2513 ต่อมาอพยพไปอยู่ฝรั่งเศส ท่านอุทิศเวลาที่เหลือด้วยการเขียนหนังสือ ได้รับเชิญจากคนไทยขึ้นแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับสังคมไทย ชีวิตของท่านก็อยู่มาจนถึงวันที่ 2 พ.ค. 2526 เวลาเที่ยงวัน ท่านได้ถึงแก่ อนิจสัญกรรม ด้วยโรคหัวใจวาย รวมอายุได้ 83 ปี ในบ้านพักเมืองปารีส หลังจากพิธีศพแล้ว อีกสามปี พ.ศ.2529 ชาวไทยได้มีโอกาสต้อนรับการกลับบ้านครั้งแรกในรอบ 31 ปีของท่านรัฐบุรุษอาวุโสก็คือเป็นเพียงอัฐิธาตุเท่านั้น ก็ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็จัดวันรำลึกท่านปรีดี ทุกวันที่ 11 พ.ค. ของทุกปี โดยวันนี้จะได้ชื่อว่าวันปรีดี ก็อยากจะสรุปว่า ท่านปรีดีก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่เป็นเหยื่อของการเมืองและสถานการของประเทศไทย
แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรม
๑. ความมีเหตุผล ท่านปรีดีเน้นมากในเรื่องกระบวนการของความคิดระลึกจดจำและเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานของเรา การคิดอย่างมีเหตุผล ก็คือท่านเน้นเรื่องคิดอย่างเป็นระบบและคิดอย่างมีเหตุผลเสมอ ในการที่ท่านเข้าประชุมทุกอย่าง ท่านจะศึกษากรณีในการประชุมนั้นๆ เรื่องที่จะเข้าประชุม หยิบยกประเด็นที่จะพูดอย่างมีเหตุผล ตัวอย่างเช่น การใช้เหตุผลเสนอจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ในกรณีขอดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ท่านปรีดีเสนอว่า ควรยื่นความประสงค์นี้ต่อศาลโลก ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงกลับคืนมาจากฝรั่งเศส ในฐานที่ท่านเป็นนักกฎหมาย แต่จอมพล ป. ไม่ฟัง เพราะเป็นทหาร ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผลก็คือนำประเทศเข้าสู้สงครามอินโดจีนและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ และดินแดนก็ไม่ได้คืนมา
๒. วิสัยทัศน์ (Vision) ท่านกล่าวเลยว่า คนจะเป็นผู้นำที่ดีได้ต้องมีวิสัยทัศน์ มองระยะไกล ไม่ใช่มองใกล้ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านปรีดีเน้นอยู่ตลอดเวลาในงานเขียนของท่าน ดังที่ท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ได้กล่าวไว้ ถึงความมีสติปัญญาไว้ว่า ท่านปรีดีมีปัญญาก้าวไกลกว่าที่คนในยุคสมัยท่านจะตามทัน คนเหล่านี้จะ Suffer คือทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร แวนโก๊ะ ก็เป็นคน
รูปเขียนของท่านก็ถูกประชาชนยี้ ไม่เอา ไม่สวย แต่มาเดี๋ยวนี้มันมีค่ามหาศาลเกินจะประมาณได้ หลายล้านดอลล่าห์ แต่คนในสมัยนั้นไม่เห็นคุณค่า อะไรก็ไม่รู้เอาสีไปป้ายๆ เพราะคนในสมัยนั้นชินกับการวาดรูปแบบเรียบๆ เพราะฉะนั้นคนเดี๋ยวนี้ ก็จะสติปัญญาก้าวไกลกว่ายุคสมัยนั้น คนในสมัยนั้นก็เป็นยุคที่ปกครองด้วยทหาร เผด็จการทหารมาโดยตลอด มาในยุคประปัจจุบันนี้ เราจึงได้เข้าใจอย่างท่านปรีดี แต่ก็นับว่าท่านปรีดีประสบความสำเร็จในการที่จะปลูกฝังความคิดท่านให้กับสังคมไทย โดยมีธรรมศาสตร์เป็นตัวอย่างเลย การที่เปิดมหาวิทยาลัยอันนี้ เปิดกว้างให้กับคนทุกชั้น ธรรมศาสตร์นี้นโยบาย..ใครก็ได้เข้ามาเรียน บางคนจบ บางคนไม่จบก็แล้วไป แต่ว่าชนชั้นทุกวรรณะไม่มีขีดขั้นกันเลยเข้าศึกษาได้ อันนี้เป็นประเด็นที่ชัดเจนในการมองการไกลของท่าน
นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่อง VAT ท่านแนะนำให้มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกว่าจะมาเป็นจริงได้ ก็มาในสมัยเรา ให้เก็บภาษีจากสิ้นค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งคนยากจนไม่เกี่ยว และใครซื้อสินค้า คนรวยมากยิ่งเสียมาก ความคิดนี้ไม่ประสบความจริงในสมัยท่าน ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บางคนในสมัยนั้นไม่เข้าใจหาว่าไปเข้างวดกับนายทุน
๓. แนวคิดเกี่ยวกับความฉับไว ความตื่นตัว ก็คือพร้อมที่จะผจญสถานการณ์ มีไหวพริบ ดังจะเห็นได้จากการจัดตั้งขบวนการเสรีไทย ดำเนินการอย่างลับกลุ่มประเทศสัมพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส แล้วจนกระทั่งว่า สัมพันธมิตรประสบชัยชนะในที่สุด ก็กล่าวได้ว่า เสรีไทยก็มีส่วน เมื่อสักสองเดือนที่แล้ว มีนิทรรศการเสรีไทย
.ที่อเมริกัน แล้วก็ปรากฏว่าได้รับความสนใจ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มีหลายคนที่อยู่ในขบวนการเสรีไทย เช่น พล.อ.อ. สิทธิ์ เศวตศิลา เป็นต้น ท่านเป็นคนที่กล้าตัดสินใจด้วย ตั้งขบวนการนี้ขึ้นมา แล้วก็มีประโยชน์ในการรับฟังข่าวสาร ดักฟังข่าวของฝ่ายเยอรมัน ญี่ปุ่น แม้ว่าท่านไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ก็ยังมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ในการที่จะฟังข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทย และฟังข่าวสารเกี่ยวกับโลก อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นลักษณะของท่าน ทางด้านจริยธรรมของท่านเลย
การมีสามัญสำนึก ได้แก่ความรู้สึกที่ประกอบกันเป็นจริยธรรมประจำใจของท่าน ดังมีข้อเขียนของท่านหลายประการ มีสามัญสำนึกว่า ควรจะทำอะไร ในเวลาใด อันนี้เป็นสามัญสำนึกของท่าน เช่น กรณีเกี่ยวกับว่า ใครควรจะนำเรื่องเสนอศาลโลก อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งประกอบอยู่ในดุลพินิจของท่านด้วย
ความเสียสละ ท่านเน้นเรื่องว่า การเป็นประชาชนคนไทย จะต้องมีความเสียสละ ไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ท่านเน้นว่า อย่าเก็บของท่านอยู่เสมอ ดังที่ท่านเจ้าคุณปัญญานันทภิกขุได้กล่าวปาฐกถาไว้ในงานไว้อาลัย ในปาน พนมยงค์ว่า ได้ยินว่า ในสมัยที่ท่านปรีดี เป็นผู้ประสาทการนั้น ท่านได้มอบเงินทั้งหมดให้กับการปรับปรุงมหาวิทยาลัย นับว่าท่านเป็นผู้ที่เสียสละ ไม่เห็นแก่ได้ ไม่กอบโกยผลประโยชน์ ทั้งที่มีช่องทางที่ทำได้
ความรับผิดชอบ ท่านเน้นว่า คนเราไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด จะต้องมีความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบอยู่เสมอ ยกตัวอย่างตัวท่านเอง ก็ได้ทำตัวเป็นตัวอย่างของหลักจริยธรรมข้อนี้ เช่น เมื่อท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพลเรือนของคณะราษฎร์ ท่านก็ได้ทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี ทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ ทำหน้าที่ร่างโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ จนทำให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนถูกขับไล่ออกนอกประเทศ ขณะที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ท่านก็ได้ดำเนินการสร้างเสถียรภาพเงินตราให้กับประเทศ และเป็นผู้ริเริ่มตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้น และนอกจากนี้ในขณะที่ท่านได้รับเลือกเป็นนายกสมาคม
.นุเคราะห์ ที่ประเทศฝรั่งเศส ท่านเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า ยุยงให้นักเรียนเรียกร้องเงินเดือนเพิ่ม ท่านก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า พระปกเกล้าได้มีพระบรมราชวินิจฉัยถูกต้องแล้ว คือข้าพเจ้าต้องรับผิดชอบในกรณีที่ได้แถลงสมาคมนักศึกษา ในกรณีที่ยุยงให้นักเรียนที่ไปเรียนให้ขอเงินเดือนเพิ่ม ท่านเป็นผู้ที่รับผิดชอบว่า ท่านเป็นผู้ที่ยุยงจริง ท่านลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคม
..นุเคราะห์ เป็นต้น คือพูดจริงทำจริง
นอกจากนี้ท่านยังมีความกล้าหาญทางจริยธรรม หลักการที่เด่นชัดก็คือ หลักการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นตัวแทนของชาวนา ชาวไร่ที่ยากจน ในข้อเขียนของท่านเน้นเรื่องการเรียกร้องความเสมอภาคให้แก่ชาวนาชาวไร่ สุนทรพจน์ที่สะท้อนให้เห็นแนวคิดในเรื่องเกี่ยวกับชาติประเทศ การรักษาความสงบภายใน
แต่การรักษาความสงบภายในนั้น เป็นงานหนักอย่างยิ่ง เมื่อการเปลี่ยนแปลงได้ทำสำเร็จลงแล้ว (ขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475) มีผู้ที่ไม่พอใจ ต่างเกิดความอิจฉาริษยา กระทำความพยายามด้วยประการต่างๆ ที่จะนำความไม่สงบให้มาเกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้เสียเลือดเนื้อและทรัพย์สมบัติของประเทศ แต่ความที่จะให้เกิดความไม่สงบเช่นนี้ก็ยังมีอยู่เสมอ เรื่องทำความชักช้าในการที่จะจัดการกับเรื่องอื่นๆ เพราะเมื่องานจะดำเนินการไปเรียบร้อยดี ก็ต้องมาถึง
.แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีความมานะพยายามอันแรงกล้าที่จะต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลาย และก็เชื่อมั่นในหัวใจที่ยุติธรรมของประชาชนเป็นอย่างมาก ที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศชาติของเรา
๔. เรื่องของเศรษฐกิจ ก็ได้กล่าวเอาไว้ด้วยว่า ให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของรัฐบาลได้กระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่กอบโกยเงินทองให้เฉพาะบุคคล ดังนั้นทุกครั้งที่รัฐบาลได้พยายามช่วยคนจน เช่นกสิกร รัฐบาลก็ต้องรับความลำบากในการติฉินนินทา ยุยง ส่งเสริม กฎหมายต่างๆที่ออกมา เช่นกฎหมายห้ามยึดทรัพย์สินบางอย่างของราษฎรก็ดี กฎหมายเหล่านี้ออกมาได้ด้วยความยากลำบาก ข้าพเจ้าจึงหวังว่าประชาชนจะเห็นใจ ถ้าหากว่ารัฐจะทำการให้ลุล่วงไปเร็วกว่านี้ไม่ได้ ก็เพราะเหตุที่รัฐบาลต้องประสบอุปสรรคอย่างมาก ๆ ดังกล่าวมาแล้ว แต่รัฐบาลก็มีความพยายามอย่างยิ่ง
และท่านก็แถลงว่า ในวันที่ 1 เมษายน 2475 มีเงินเหลือคงคลัง 3-4 ล้านบาท ในวันที่ 4 เมษายน 2476 มีเงินเหลือคงคลัง 4.7 ล้านบาทเศษ ในวันที่ 1 เมษายน 2477 มีเงินเหลือคงคลัง 54 ล้านบาทเศษ แล้วในวันที่ 1 พฤษภาคม 2477 มีเงินเหลือคงคลัง 58 ล้านบาทเศษ อันนี้พยายามที่จะเน้นว่าให้เงินคงคลังมีมากขึ้น และก็นำเสถียรภาพมาสู่ประเทศ
ประการต่อไปท่านเน้นเรื่องสิทธิเสมอภาคด้วย เน้นว่าประชาชนจะต้องได้รับสิทธิเสมอภาค โดยทานกล่าวว่า รัฐบาลได้ทำการหลายอย่างเพื่อผดุงสิทธิของประชาชน รัฐบาลได้จัดการออกพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน เพื่อคนทุกคนได้รับความเสมอภาคในการที่จะเข้ารับราชการ รัฐบาลได้ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นมา ซึ่งตะก่อนมา เป็นเรื่องที่หวงแหนนักในเรื่องการศึกษา คนทั่วไปไม่มีโอกาสศึกษา แต่บัดนี้ทุกคนได้มีโอกาสเท่ากันจะเรียนรู้ทางการเมือง
อีกประการที่ท่านเน้นก็คือเสรีภาพ ท่านบอกว่า เสรีภาพ ก็คือ จะทำอะไรก็ตามได้ทุกอย่างตามความพอใจ เสรีภาพต้องมีระเบียบ เสรีภาพต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายและศีลธรรม มนุษย์เรามีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ประทุษร้าย เสียหายแก่ผู้อื่น หรือไม่ทำให้เกิดความระส่ำระสายทางบ้างเมือง ในเรื่องเสรีภาพนี้ รัฐบาลผู้รักษารัฐธรรมนูญบอกว่า ได้ให้มากกว่าที่ให้ไป ในประเทศอื่นๆ ที่เปลี่ยนการปกครองแบบใหม่ๆ รัฐบาลต้องทนคำกล่าวร้ายมากมาย ไม่มีประเทศใดที่เปลี่ยนการปกครองแล้ว จะนิ่งทนได้เหมือนรัฐบาลรัฐธรรมนูญของเรานี้ ฉะนั้น รัฐบาลจึงได้ให้เสรีภาพถูกต้องตามระบอบรัฐธรรมนูญ
แล้วหลังจากนั้นก็มีรัฐประหารตลอด พลเรือนขึ้นมาได้ก็ตอนนี้ เสรีภาพของประชาชน เขาเรียกว่าระสำระสาย คลอนแคลน จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เราจึงมีรัฐธรรมนูญ ฉบับ 16 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญได้รับการกล่าวว่า ให้เสรีภาพกับประชาชนมาก
ขอจบตรงนี้ เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ไม่มีการสะท้อนจริยธรรมโดยตรง แต่ต้องดึงเอามาจากการกระทำของท่าน
***