ครั้งที่ 12 (5-9-43)
กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และรัชกาลที่ 5
ที่เราจะศึกษากันในวันนี้ในส่วนแรกคือ แนวคิดจริยธรรมของสมเด็จพระสมณะเจ้ากรมพระปรมาณุชิตชิโนรสที่เราได้พูดไปแล้ว แต่อันนั้นคือส่วนของกฤษณาสอนน้อง แต่ของพระองค์ท่านยังมีอีกบางเล่มที่น่าสนใจ และในส่วนที่ 2 จะเป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ในส่วนของสมเด็จพระสมณะเจ้ากรมพระปรมาณุชิตชิโนรสนั้น ทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมไว้หลายชิ้น นอกเหนือจากกฤษณาสอนน้องที่เราได้ศึกษากันเมื่อคราวที่แล้วก็ยังมีอีกหลายเล่ม ทีนี้เราจะมาดูบางส่วนซึ่งปรากฏอยู่ในบางเล่ม ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมทางด้านพระพุทธศาสนาด้วย เช่น กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ก็มีแนวคิดทางด้านพระพุทธศาสนาด้วย, เวสสันดรชาดก, ฉันท์มาตราพฤติและวรรณพฤติ ก็จะมีแนวคิดด้านพระพุทธศาสนา จริยธรรมเหล่านี้ก็จะมีหลาย ๆ ประเด็น ซึ่งเราจะแบ่งเป็นประเด็น ๆ ให้ชัดเจน ส่วนหลักพระพุทธสาสนาที่สำคัญ ๆ อย่างที่เราทราบกันแล้วเช่น สังคหวัตถุ 4, ทิศ 6, พรหมวิหาร 4, สัปปปุริธรรม 7 เหล่านี้ก็เป็นหลักธรรมเบื้องต้นสำหรับคนทั่วไป
ทีนี้จะแยกเป็นประเด็น ๆ สำหรับงานประพันธ์ของสมเด็จพระสมณะเจ้ากรมพระปรมาณุชิตชิโนรส หรือกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
1. ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นประเด็นที่เราเคยพูดกันมาในคราวที่แล้ว และปรากฏในงานประพันธ์เล่มอื่น ๆ ของพระองค์ท่านด้วย ความซื่อสัตย์สุจริตในที่นี้หมายถึงสองส่วน แต่เราจะกล่าวถึงส่วนแรกก่อนคือ
1.1 เป็นหลักธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งเราก็จะเห็นได้ในกฤษณาสอนน้อง นอกจากนี้ก็ยังมีในร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกด้วย ซึ่งได้พูดถึงว่า คนเราควรจะมีความซื่อสัตย์สุจริต ถ้าเป็นลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาก็สมควรจะมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อผู้บังคับบัญชา ต่อพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ตัวเองจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง และความซื่อสัตย์สุจริตนั้นก็เป็นหนึ่งในธรรมะซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องมีต่อผู้บังคับบัญชา เป็นส่วนหนึ่งของฆราวาสธรรม 4 ด้วย ซึ่งจะปรากฏอยู่ในฆราวาสธรรมข้อที่ 1 ก็คือสัจจะ อันนี้ท่านเจ้าคุณธรรมปิฎกได้กล่าวเอาไว้ คือสัจจะหรือความจริงใจ จริงวาจาและการกระทำ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้คือประเด็นความซื่อสัตย์ และนอกจากนี้แล้วผู้บังคับบัญชาก็จะต้องซื่อสัตย์ต่อลูกน้องด้วย มีสัจจะ มีความซื่อสัตย์ต่อลูกน้องด้วยเหมือนกัน
1.2 ในฐานะภรรยาต่อสามี (แต่ไม่ยักจะกล่าวถึงในฐานะสามีต่อภรรยา) กล่าวไว้ว่า ภรรยาที่ดีจะต้องซื่อสัตย์ต่อสามี ดังร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์หิมพานต์ ตอนที่พระนางมัทรีตามพระเวสสันดรไปอยู่ป่า ก็ได้ไว้ว่า "ถึงพระลูกเจ้าทรงเขตต์ เสด็จยุเรศ ไร้ราษฎร์นุโยชน์ จะบุกป่าฝ่าดงไปแห่งใด ข้าพระบาทจะตามเสด็จไปไม่ถอยหนี จะเอาและกายนี้ไปสู้ถนอมพระปิ่น
หามิได้ แม้จะตกไร้แสนกันดาร จะบริโภคมวลพลาหาญตามโภชนา ก็จะสู้ทรมานหามาให้กับพระองค์ ถึงแม้นว่า
ก็จะเอาชีวิตนี้เป็นเหมือนทองฉลองพระบาท แม้พระองค์มิทรงอนุญาตให้ตามเสด็จไป
ข้ามัทรีก็จะก่อไฟ ให้รุ่งโรจน์โปรดพระบาท
ให้คนเขานินทาว่า
ถึงเมื่อยามทุกข์ศรีไม่ยอมทุกข์ด้วย ดีแต่จะรื่นรวยอยู่ในบุรี (หมายความว่าจะต้องตามไปเพราะว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อสามี และมิฉะนั้นจะถูกกล่าวหาว่าร่วมสุขแต่ไม่ร่วมทุกข์ด้วย) จะขอตามเสด็จตามจรลีไปที่ยากเมื่อยามจน" อันนี้ก็เป็นคำกล่าวของพระนางมัทรี ก็เป็นภรรยาที่มีความซื่อสัตย์ต่อสามี อันนี้ก็จัดเป็นภรรยาที่ดีงาม และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ได้รับการเน้นมาก
2. ความจงรักภักด ี อันที่สองนี้เราจะสรุปรวมกับข้อแรกเลย เป็นที่ทราบว่าเป็นความจงรักภักดีที่ภรรยามีต่อสามี แบ่งออกเป็น
2.1 ความจงรักภักดีที่ภรรยาพึงมีต่อสามี อย่างเช่นในมหาเวสสันดรชาดก พระนางมัทรีจึงขอพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้ากรุงสนชัยตามเสด็จพระสวามีไป แล้วก็พรรณาถึงหน้าที่ของภรรยาที่ดีไว้ด้วย "
อันตรายใดในพนามาศ
ข้าพระองค์อาจจะอดกลั้น
ย่อมจะนำตกแต่งตัวมิ
เพื่อปฏิบัติหลายอย่าง
อนึ่งท่ามกลางเอวองค์
เมื่อยามร้อนเร่าก็เฝ้า
ถึงยามหนาว
ขัดสีกายไม่ให้คล้ำด้วยเหงื่อไคล กว่าจะได้สามีที่ชอบใจนั้นแสนยาก" (กว่าจะได้สามีที่รู้ใจนั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะฉะนั้นเมื่อได้มาแล้วก็จงมีความจงรักภักดี) นอกจากนี้แล้วยังได้กล่าวถึงลักษณะของภรรยาที่ไม่ดีไว้ด้วย หรือลักษณะของโทษสมบัติที่ไม่ดีไว้ด้วยคือไม่มีความจงรักภักดี "
หวังประทุษโทษ มาโนช
จะพา
นางใด
คิดปองอทินนาทาน ลักทรัพย์สลิงคาร
ทำโทษ
นางโจริษยา
อัธิบาย" หมายความว่านางที่ไม่มีความจงรักภักดี ลักขโมยทรัพย์จากสามีนั้นเป็นนางที่ต้องห้าม เป็นนางที่ไม่น่าพึงปรารถนา เป็นภรรยาที่เป็นหญิงบาป ดังเช่นที่กล่าวไว้ว่า "อย่าเยี่ยงหญิงบาป ลักโลภโลภลาภ กเลศเหลือประมาณ
ฤาเป็น
ชาติ
ทรลักษณ์สตรี อย่ายิ่งหญิงชั่ว ไป่รู้คุณผัว ไม่กลัวความอาย
ผ่อนยามเย็นชาย จงจิตคิดหมาย มุ่งร้ายพัสดา" อันนี้ก็บอกว่าหญิงชั่ว หญิงบาป หญิงไม่ดี คนชู้สู่ชาย ทำตัวไม่เหมาะสม ไม่รักษาเกียรติยศชื่อเสียงก็คือไม่จงรักภักดีต่อสามีนั่นเอง เพราะฉะนั้น ภรรยาที่ดีก็ควรเทิดทูลสามีดังที่อยู่ในกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ "ร่วมทุกข์สุขร่วม
ธรรมคุณาสนอง สวามิภักดี
กุศลแสวง"
3. ความรับผิดชอบ ก็คือความเอาใจใส่ดูแล บำรุงบุคคลที่ควรเอาใจใส่ ดูแลไม่ทอดทิ้ง ซึ่งในพระนิพนธ์เรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ได้กล่าวไว้ว่า ควรรับผิดชอบดูแลคนในครอบครัว โดยเฉพาะสามีและลูก ตื่นก่อนนอนทีหลัง ระวังตนให้การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแม่บ้านไม่ให้มีความบกพร่อง "ตื่นก่อนเข้านอนหลัง พึงเฝ้าฟังบรรหารแสดง ตรัสใช้ระไวระแวง ระวัง
ยาม
ยามสถิตไสยากรณ์ พึงนวดนั่งระวัง
" เพราะฉะนั้นมันมีความหมายมากเลย เพราะความหมายของคำว่ารับผิดชอบ แล้วอาจจะขยายวงไปถึงความรับผิดชอบของคนอื่นในครอบครัวได้ ไม่เฉพาะภรรยาเท่านั้น แต่สามีเองซึ่งไม่ได้รับการเน้นเลย ส่วนใหญ่จะเห็นว่าภรรยาในสังคมไทยจะต้องทำตัวดี แต่ไม่ได้บอกว่าสามีควรเป็นอย่างไร อันนี้คือจุดบกพร่องในทรรศนะของผู้สอน ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ในระยะหลังสามีก็เลยถือว่าตนเองทำไม่ได้ และบางทีสามีก็ไปมีภรรยาน้อย
4. ความรอบคอบในกิจการงาน หมายถึงความไม่ประมาทเลินเล่อ ไม่ปล่อยใจให้ลุแก่อำนาจอคติ หรือระวังไม่ให้ถูกครอบงำโดยความโลภ โกรธ หลง ดังเช่นในกฤษณาสอนน้อง "
อคติ
โทสะ โมหะ
ครั้งหนึ่งถึงสองครั้ง ที่ผิดพลั้งพึงสั่งสอน สามซ้ำควรจำจร ลุกิจราชอาชญา รู้รอบประกอบการ บริบาลบำเรอแสดง ชอบ
สิ่งใดไซร้อย่าได้ทำ" แปลว่าอะไรที่ไม่ดีอย่าทำ ให้มีความรอบคอบในกิจการ จะทำอะไรต้องปราศจากอคติด้วย ไม่มีความพลั้งเผลอ ต้องตรวจสอบต่าง ๆ นานา ครั้งหนึ่งถึงสองครั้ง ที่ผิดพลั้งพึงสั่งสอน ทำผิดครั้งหนึ่งถึงสองครั้งไม่เป็นไร แต่ทำผิดครั้งที่สามน่าจะได้รับการลงโทษแล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนควรจะรอบคอบระมัดระวัง ถ้าเผื่อว่าเราไปเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเขา อันนี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะภรรยาเท่านั้น
5. ความกตัญญูกตเวท ี อันนี้ก็มีหลายระดับด้วยกัน เช่น
5.1 ความกตัญญูระหว่างภรรยาและสามี ภรรยาจะต้องกตัญญูต่อสามี และสามีก็น่าจะกตัญญูต่อภรรยาด้วย อันนี้คือสิ่งที่สังคมไทยขาดไป สามีไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยาไม่เห็นมีคนพูดบ้าง อีกอย่างหนึ่งงานบ้านดูเหมือนว่าเป็นงานที่ด้อยค่า แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ สรุปว่าข้อนี้คือความกตัญญูของภรรยาต่อสามี เพราะฉะนั้นภรรยาจะต้องกตัญญูต่อสามี และสามีก็น่าจะกตัญญูภรรยาด้วยเหมือนกัน และบอกด้วยว่าสามีที่ได้ปกป้องภรรยาของตนจากภยันตรายต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นผู้มีบุญคุณดังพระนิพนธ์ว่า "หนึ่ง
ชนนีชนกครอง ตราบใดภิเษกสอง สุขในมไหสวรรค์ คุณพระธันดาเจ้า (ก็คือภัสดาหรือสามีนั่นเอง) คุ้มหัวภยันอัน
ไป"
5.2 ความกตัญญูของบุตรที่มีต่อบิดามารดา เรื่องราวในสมุทรโฆษคำฉันท์ ตอนพระสมุทรโฆษและนางพิณทุมวดีได้แสดงความเสียใจที่พลัดพรากจากพระชนกชนนี ซึ่งได้มีคำกล่าวไว้ว่า
| "อิกองค์อนงคชนนี |
มหิษีทั้งสองสาย |
| สมรจักรอดักอดูรฤวาย |
จิตรป่วนกำสรวญศัลย์ |
| แสนโสกพิโยคปิยดไนย |
จะโหยไห้พิไรรัน |
| ทรวงร้าวระด่าวทกขอนัน - |
ตอเนกเทวษทวี |
| สี่ไทธิเบศร์วรดิลก |
- ชนกแลนนทลี |
| เพลิงเศร้าจักเผาชนมชี - |
พิตวอดฤปลอดเปน |
| สองเวียงจะว่างนฤราช |
จะอนาถขุ่นเข็ญ |
| ไพร่ฟ้าประชาจะเย็น |
สยบเยี่ยงสุสานสถาน" |
ก็คือพระสมุทรโฆษมีความอาลัยอาวรณ์ที่จะต้องจากพระชนกชนนีผู้ทรงมีบุญคุณ
5.3 ความกตัญญูต่อผู้ที่มีพระคุณต่อเรา เช่นในบทพระราชนิพนธ์ร่ายทำขวัญนาคหลวง ก็ได้กล่าวถึงว่าเราควรรู้สึกสำนึกบุญคุณต่อครูบาอาจารย์ซึ่งมีบุญคุณต่อเรา เราควรมีความกตัญญูต่อท่าน กล่าวคือ "พระพุทธบัติ ศาสนาศาสนะมักพรหมจรรย์
เจริญไตรสิกขาด้วยกำลัง
ศรัทธา วิรัยะปัญญะยินดี แล้วจงกอบด้วยกตัญญุกตเวทีอุทิศถวายพระราชกุศลอย่าได้ขาด ทั้งบิดรมารดาคณาญาติสัมพันธมิตรทั่วทุกเทพาอุราทิศ อย่าได้รับอนุโมทนาสาธุการ แล้วก็จะได้ช่วยบำรุงรักษ์อภิบาลให้บำราศภัย" หมายความว่า ผู้ที่บวชจะต้องมีจิตตั้งมั่น จะเกียจคร้านและมีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา วงศาคณาญาติ บรรดามิตรที่ดีทั้งหลาย แล้วอุทิศบุญกุศลให้แก่ท่านเหล่านั้น เพราะท่านเป็นผู้มีบุญคุณแก่เรา เมื่อเป็นเช่นนี้อานิสงค์ก็จะทำให้ผู้บวชพ้นจากภยันตราย อันนี้คือการระลึกถึงบุญคุณซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสืออีกหลายเล่ม
6. ความรักระหว่างบิดามารดาต่อบุตร ความเป็นบิดากับบุตร และความเป็นมารดากับบุตรที่ผูกพันกัน เช่นในวรรณกรรมลิลิตตะเลงพ่ายของสมเด็จพระสมณะเจ้ากรมพระปรมาณุชิตชิโนรสก็ได้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พระราชบิดาพระราชทานพรว่า
"จงเจริญชเยศด้วย |
เดชะ |
| ชาวอยุธย์อย่าพะ |
พ่อได้ |
| จงแพ้พินาศพระ |
วิริยภาพ พ่อนา |
| ชนะแด่สองท่านไท้ |
ธิราชเจ้าจอมสยาม" |
"จงจำคำพ่อไซร้ |
สั่งสอน |
| จงประสิทธิ์สมพร |
พ่อให้ |
| จงเรืองพระฤทธิ์รอน |
อริราช |
| จงพ่อลุลาภได้ |
เผด็จด้าวแดนสยาม" |
อันนี้พระราชบิดาประทานพร แสดงความรัก มีความห่วงใยพระราชบุตร ทรงสั่งสอนให้ประกอบกิจสำเร็จ และในขณะเดียวกันก็ทรงห่วงใยด้วย
7. ความขยัน (ประหยัด อดทน) คือให้ทำงานอย่างแข็งขัน ไม่ปล่อยปละละเลย กระทำการสม่ำเสมอ ไม่เกียจคร้าน และให้ประหยัดรักษาทรัพย์ด้วย ดังตัวอย่างพระนิพนธ์ของพระองค์ที่ได้กล่าวว่า "จักจำ
แรง
อย่าตัดหลาย
มักคร้ามกาย ป่วยการกิจ คิดการงาน เพียรกิจ เพราะคิดเกียจ จึงกลัวเกลียดในการงาน รอบรู้วิธีชาญ ปฏิบัติ
ใช้สอย
อย่าหน่ายหนีในการงาน จงรักภักดีนาย อย่าเหินห่างทุกวางวาย" อันนี้คือกฤษณาสอนน้อง เป็นการสอนให้มีความขยัน ประหยัด อดทน และสู้งาน (ตรงนี้มีพระสงฆ์บอกให้แยกกันดีกว่า อาจารย์ก็เห็นดีด้วยเลยแยกเป็นข้อ ๆ ออกไป) หนักเอาเบาสู้ ฉลาดพลิกแพลง ให้มีความอดทนในการดำเนินชีวิต
8. ประหยัด
9. อดทน ทนลำบาก ทนตรากตรำ หนักเอาเบาสู้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในชีวิต ตัวอย่างมีสุมทรโฆษคำฉันท์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอดทน เพียรพยายามว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทรแม้นไม่อาจจะรู้ว่าฝั่งอยู่ตรงไหนก็ตามแต่ก็ยังขยัน
| "สุดแรงสุดที่จะนั่งรำจวนกำสรวบสุดคิด |
|
| พึ่งใครก็สุดจิตร |
รำพึง |
| แสนโศกแสนทุกขแสนแสวงสำนักนิ์สำนึง |
|
| แสนร้อยเร่งร้อนรึง |
อุรา |
| หาเพื่อนหาผู้จะพักพำนักนิพ้นจะหา |
|
| หาฝั่งก็เห็นฟ้า |
กับฟอง" |
|
|
|
|
หมายความว่าให้มีอดทน ให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะไม่มีใครจะช่วยได้ มองไปก็เห็นแต่ฟ้ากับน้ำ เพราะฉะนั้นต้องอดทนเอาชีวิตรอดให้ได้ อย่าเศร้าโศก ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะฉะนั้นจงว่ายน้ำไปโดยไม่ย่อท้อ อดทนต่อสิ่งเลวร้ายในชีวิต
10. จงบำเพ็ญความดี จงทำความดี คนเราจะอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุขจะต้องประพฤติดีประพฤติชอบต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข ให้ทาน รักษาศีล การปฏิบัติตามกุศลธรรม ในกฤษณาสอนน้องได้กล่าวว่า "รักตน เสงี่ยมตน บำเพ็ญผลสัตยา ทานศีลศรัทธาปรา- รภพระเกื้อกุศลธรรม รักสัตย์ทานนนา พึงรักษา
ทุกคืนวัน จงอิ่มหนำเป็นอาจิณ" ได้กล่าวถึงว่าจะต้องรักษาตนเอง ปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรม ให้ทานด้วย รักสัตว์ เลี้ยงดูสัตว์ - ในนี้ก็ได้บอกถึงบาปบุญคุณโทษ ผลของการทำกรรมต่าง ๆ ไว้ว่าไม่ดีอย่างไร และทำบุญนั้นดีอย่างไร ให้เราเชื่อเรื่องการทำดี และเชื่อเรื่องกรรม เช่นกล่าวไว้ในโคลงกลบทดาวล้อมเดือน "ผลบุญคุณกอบเกื้อ ยศศักดิ์ ผลบาปบาปชวนชัก ชั่วให้ ผลจักประจักษ์พึงแน่ ... ผลเท็จเท็จก็ได้ เที่ยงแท้แก่ตน" หมายความว่าถ้าทำอะไรไม่ดีไว้ก็จะเห็นประจักษ์แก่ตัว หรือในกฤษณาสอนน้องที่ว่า "พฤษกผกาสอน อีกกุญชรอันปลดลง โททนต์เสน่ห์คง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ความดีก็ปรากฏ เกียรติยศจะลือชา ความชั่วก็นินทา ทุรยศกลิ่นขจร" เพราะฉะนั้นอันนี้สะท้อนสภาวะว่าไม่ใช่เฉพาะมนุษย์เท่านั้น สัตว์ก็เช่นกันเมื่อตายไปแล้วคุณค่าของชีวิตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นวัวควายช้างม้า ค่าของชีวิตของสัตว์พวกนี้อยู่ที่เขาที่งา เมื่อสัตว์ตายไปแล้วยังเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นประโยชน์ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น มนุษย์เมื่อตายไปแล้วชื่อก็ยังอยู่ ความดีที่ได้ทำเอาไว้ หรือสิ่งใดที่ได้ทำเอาไว้ก็จะปรากฏเป็นชื่อเสียงให้คนรุ่นต่อไป ตัวอย่างเช่นพวกนักเขียน แม้ว่าจะตายไปนานแล้วผลงานก็ยังได้รับการตีพิมพ์อยู่ อย่างเช่น "ยาขอบ" ผู้เขียนผู้ชนะสิบทิศ แม้ท่านจะสิ้นไปนานแล้วแต่ผลงานของท่านก็ยังมีชื่อเสียงอยู่ หรือพนมเทียน ผู้แต่งเพชรพระอุมา
11. ความสามัคค ี หมายถึงความพร้อมเพรียงกัน ความปรองดองกัน ดังปรากฏในกฤษณาสอนน้อง "ผูกงูด้วยมนตรา
อาคมหมาย ผูก
ผูกชนด้วยไมตรี จิตปรีดีหฤหันต์
วรนาทมิหน่าย
" คือการที่จะผูกใจคนก็จะต้องผูกด้วยไมตรี มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี เวลาเขามีทุกข์ก็ช่วยปลอบ เวลาสุขก็คอยยินดี ช่วยเจือจาน เหล่านี้ก็เป็นการผูกไมตรี ที่ท่านยกตัวอย่างว่า ถ้าจะผูกงูก็ผูกด้วยมนตรา ผูกช้างศึกก็ต้องผูกด้วยเชือก แต่ถ้าจะผูกคนก็ต้องผูกด้วยไมตรีมิใช่อย่างอื่น (แต่สมัยนี้เขานิยมผูกกันด้วยเงิน)
นั่นคือสิ่งที่สรุปได้จากผลงานของพระองค์ท่าน อาจารย์ยังทวนให้อีกอ่ะนะ
1. ความซื่อสัตย์สุจริต
1.1 ความซื่อสัตย์สุจริตที่ผู้ใต้บังคับบัญชาพึงมีต่อเจ้านาย ในขณะเดียวกันเจ้านายก็ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกน้องหรือต่อผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย
1.2 ความซื่อสัตย์ของสามีกับภรรยา ภรรยาควรจะมีความซื่อสัตย์ต่อสามี - อาจารย์ก็เลยตั้งข้อวิจารณ์ว่าแล้วสามีหล่ะน่าจะมีความซื่อสัตย์ต่อภรรยาด้วย - ท่านภาสกรณ์ว่าสังคมสมัยก่อนต่างกับสังคมสมัยนี้ - อาจารย์บอกว่าประเด็นก็คือ เพราะค่านิยมนี้จึงทำให้ผู้ชายสมัยนี้ฝังใจกับค่านิยมอันนั้นและยังไม่เปลี่ยน และมันยังนำไปสู่ค่านิยมอีกแยะเลย เช่นค่านิยมที่ชอบไปเที่ยวหญิงบริการนอกบ้านแล้วแล้วก็นำมาสู่โรคภัยไข้เจ็บอย่างเอดส์ และเอาโรคภัยไข้เจ็บมาติดกับเพื่อนร่วมบ้านซึ่งก็คือภรรยานั่นเอง
2. ความจงรักภักดี
2.1 ความจงรักภักดีที่ภรรยาพึงมีต่อสามี
2.2 ความจงรักภักดีที่ลูกน้องควรมีต่อนาย
3. ความรับผิดชอบ เอาใจใส่ดูแล อันนี้หมายถึงภรรยามีความรับผิดชอบต่อสามี ตื่นก่อนนอนทีหลัง
4. ความรอบคอบในกิจการงานทั้งปวง อันนี้ก็ได้ยกกฤษณาสอนน้องมา ซึ่งกฤษณาสอนน้องก็ไม่ได้สอนเฉพาะผู้หญิง แต่การงานทั่วไปคนเราก็ควรมีความรอบคอบ ทำผิดหนึ่งครั้งไม่เป็นไรตักเตือนสั่งสอน สองครั้งไม่เป็นไรก็ตักเตือนสั่งสอน สามครั้งควรลงโทษเพื่อให้หลาบจำว่าต่อไปต้องมีความรอบคอบ
5. ความกตัญญูรู้คุณ
5.1 ความกตัญญูของภรรยาต่อสามี
5.2 ความกตัญญูของบุตรต่อบิดามารดา
5.3 ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณอื่น
6. ความรักระหว่างบิดามารดากับบุตร อันนี้ขุนช้างขุนแผนก็มีด้วย
7. ความขยัน
8. ความประหยัด
9. ความอดทน ฝึกตน อดใจ อดกลั้น ระงับ อดทนต่อสิ่งเลวร้าย
10. การบำเพ็ญความด ี หรือการทำความดี
11. ความสามัคคีปรองดอง
***
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
พระราชประวัติมีดังต่อไปนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 4 ทรงพระราชสมภพเมื่อพุทธศักราช 2396 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ 15 พรรษา เมื่อพระชนมายุครบ 21 พรรษาเสด็จออกผนวช เมื่อทรงลาสิกขาบทแล้วโปรดเกล้าให้จัดพิธีบรมราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างนั้นเจ้าพระยาศรีสุริโยก็เป็นผู้สำเร็จราชการ (ช่วง บุนนาค) แล้วก็ทรงพระเยาว์มากคือเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ 15 พรรษาจึงทรงพยายามที่จะรวบรวมอำนาจมาสู่พระองค์ เพราะไม่อย่านั้นแล้วอำนาจจะอยู่ในตระกูลขุนนางบดีคือบุนนาค
ระหว่างรัชสมัยของพระองค์จะต้องทรงดำเนินนโยบายประเทศให้ปลอดจากฝรั่ง เพราะขณะนั้นฝรั่งได้มารุกรานถึงประตูบ้านของเราแล้ว อังกฤษก็ได้พม่า, มลายู, อินเดียไป ฝรั่งเศษได้ลาว, ญวน, เขมร แล้วก็มีความต้องการจะให้ไทยเป็นดินแดนกันกระทบ ตอนแรกได้ข่าวว่าจะแบ่งไทยเป็นสองส่วน คือผ่าครึ่งซีก กล่าวคือซีกตะวันออกจะให้เป็นของฝรั่งเศส ซีกตะวันตกจะเป็นของอังกฤษ โดยพระองค์ทรงดำเนินพระราชาโยบายที่ชาญฉลาดมาก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4 รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินราโชบายที่ชาญฉลาดให้ปลอดภัยจากฝรั่งซึ่งกำลังคุกคามดินแดนแถบนี้
ทรงปรับปรุงบ้านเมืองให้เป็นระเบียบแบบแผนตามอารยะประเทศ ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองที่แต่เดิมเป็นระบอบศักดินา ซึ่งพระองค์ทรงเปลี่ยนจากระบอบศักดินา (เวียง วัง คลัง นา) ซึ่งมีสมุหนายก สมุหกลาโหม ให้เป็นกระทรวง 12 กระทรวง ซึ่งต่อมาได้ยุบลงเหลือ 10 กระทรวง (รู้สึกว่าจะยุบกระทรวงวัง กับกระทรวงสงครามให้ไปอยู่รวมกับกระทรวงกลาโหม เพราะไม่อย่างนั้นมันจะซ้ำซ้อนกัน)
ทรงส่งเสริมกิจการสาธารณูปโภคมากมายไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า น้ำประปา ถนนหนทาง ซึ่งทรงพระราชดำริมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ก็ทรงเจริญรอยตามพระราชบิดาของพระองค์ ทรงริเริ่มการรถไฟ ทรงปรับปรุงประเทศมากมาย ทรงจัดให้มีโรงเรียนตามแบบปัจจุบัน ทรงส่งเสริมการศึกษามาก ทรงตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งต่อมากลายเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (แต่เดิมเป็นโรงเรียนมหาดเล็กหลวง แล้วปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน เพื่อฝึกข้าราชการไว้รับราชการ แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตึกแรกก็คือตึกคณะอักษรศาสตร์นั่นเอง แต่เดิมเรียกว่าคณะวิทยาศาสตร์อักษรศาสตร์ ซึ่งเรียนรวมกันอยู่ในตึกนั้น)
นอกจากทรงปรับปรุงประเทศแล้ว พระราชกรณียกิจที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ การเลิกทาสนั่นเอง ซึ่งทรงดำเนินการอย่างระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการเลิกทาสเป็นกลุ่ม ๆ ก่อน เริ่มต้นจากลูกของทาสในเรือนเบี้ยให้เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับการเลิกทาส เพราะลูกทาสในเรือนเบี้ยก็มาก็ต้องกลายเป็นทาส ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงเมตตาสงสารให้เลิกไปก่อน และทยอยเป็นกลุ่ม ๆๆๆ ในที่สุดก็ทรงออกพระราชบัญญัติเลิกทาสปีพุทธศักราช 2448 ทำให้ประกาศเลิกทาสทั่วราชอาณาจักรเป็นผลสำเร็จโดยไม่มีการนองเลือด ซึ่งต่างกับของอเมริกาที่มีสงครามในปี 1860-1865 ซึ่งมีสงครามกลางเมืองอยู่ 5 ปี แต่ของไทยไม่มีสงครามการเมืองเลยซึ่งนับว่าเป็นข้อดีที่พระองค์ทรงเลิกทาสได้เป็นผลสำเร็จ
นอกจากนี้แล้วทรงใส่พระทัยในเรื่องวรรณคดีเป็นอันมาก ทรงพระปรีชาสามารถด้วย ทรงสนพระทัยมาก ทรงให้ความอุปการะในเรื่องวรรณคดี โปรดให้พระยาศรีสุนทรโวหารแต่งตำราภาษาไทยขึ้นหลายเล่ม ได้แก่ กำเนิดหอสมุดแห่งชาติ กำเนิดโบราณคดีสโมสร กำเนิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อย่างนี้เป็นต้น ส่วนพระราชนิพนธ์ในพระองค์ท่านจะมีอยู่หลายเล่ม ก็ไม่มากนักถ้าเทียบกับท่านหรือพระองค์อื่น ๆ แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง ที่โด่งดังก็จะเป็นร้อยแก้ว ก็คือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ประเภทร้อยกรองก็มี ลิลิตนิทราชาคริต บทละครเรื่องเงาะป่าที่ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง อย่างนี้เป็นต้น
ที่จะยกมาศึกษาในวันนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งก็เป็นพระบรมราโชวาทซึ่งมีการสอนจริยธรรมไว้มากมาย ซึ่งพระบรมราโชวาทนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งพระบรมราโชวาทนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชานิพนธ์เมื่อพุทธศักราช 2428 เพื่อให้ประทานพระเจ้าลูกยาเธอ 4 พระองค์ คือ กรมหลวงจันทบุรีนฤนาท (พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ ต้นตระกูลกิติยากร ซึ่งก็คือสมเด็จปู่พระราชินี), กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ต้นสกุลรพีพัฒน์), กรมหลวงปราจิณกิติบดี และกรมหลวงนครัชยศรีสุรเดช (ต้นสกุลจิระประวัติ) ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสี่พระองค์ไปทรงศึกษาวิชาการในต่างประเทศเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ที่เด่นดังก็คือพระบรมราโชวาทนี้เป็นที่ประทับใจคนมาก เพราะไม่ได้มีประโยชน์แก่ลูกกษัตริย์เท่านั้น แต่มีประโยชน์สำหรับลูกคนธรรมดาด้วย
แนวคิดทางจริยธรรมที่ปรากฏในพระบรมราโชวาท
1. ความไม่ถือตัว โดยเหตุที่พระเจ้าลูกยาเธอเป็นลูกกษัตริย์ ก็ย่อมมีความถือตัวอยู่แต่ทรงสั่งสอนว่าไม่ควรถือตัว อย่าไว้ยศว่าตนเองเป็นเจ้าเป็นนายคน แล้วก็ไปทะนงตน เย่อหยิ่งจองหองเป็นอันขาด ดังที่ท่านรับสั่งว่า
"การซึ่งจะให้ออกไปเรียนครั้งนี้ มีความประสงค์มุ่งหมายแต่จะให้ได้วิชาความรู้อย่างเดียว ไม่มั่นหมายจะให้เป็นเกียรติยศชื่อเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดในชั้น ซึ่งยังเป็นผู้เรียนวิชานี้อยู่เลย เพราะฉะนั้นที่จะไปครั้งนี้ อย่าให้ไว้ยศว่าเป็นเจ้า ให้ถือเอาบรรดาศักดิ์เสมอลูกผู้มีตระกูลในกรุงสยาม คืออย่าให้ใช้ฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ์นำหน้าชื่อ (ปกติเป็นเจ้าชายหรือลูกกษัตรย์จะต้องใช้ ฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ์ เช่น ฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ์ นครชัยศรีสุรเดช เป็นต้น) ให้ใช้แต่ชื่อเดิมของตนเฉย ๆ (เช่น นครชัยศรี, มหิดล สงขลา เป็นต้น) เมื่อผู้อื่นเขาจะเติมชื่อหน้า หรือจะเติมชื่อตามธรรมเนียมอังกฤษ เป็นมิสเตอร์หรือเอสไควร์ก็ตามทีเถิด อย่าคัดค้านเขาเลย แต่ไม่ต้องใช้คำว่านายตามอย่างไทย ซึ่งเป็นคำนำของชื่อลูกขุนนางที่เคยใช้แทนมิสเตอร์ เมื่อเรียกชื่อไทยในภาษาอังกฤษบ่อย ๆ เพราะว่าเป็นภาษาไทยซึ่งจะทำให้เป็นที่ฟังขัด ๆ หูไป" (รัชกาลที่ 5 ทรงบอกว่าไม่สมควรที่จะต้องไปวางท่าที่เมืองนอก)
2. ให้รักษาเกียรติยศ ในขณะเดียวกันไม่ให้ทะนงตัวแต่ต้องรักษาเกียรติยศ
"ขออธิบายความประสงค์ข้อนี้ให้ชัดว่า เหตุใดจึงไม่ให้ไปเป็นเจ้ายศเหมือนอาของตัวที่เคยไปแต่ก่อน ความประสงค์ข้อนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะไม่มีความเมตตากรุณา หรือจะปิดบังซ่อนเร้นไม่ให้รู้ว่าลูกเป็นอย่างนั้นเลย พ่อคงรับว่าเจ้าเป็นลูก และมีความเมตตากรุณาตามธรรมดาที่บิดาจะกรุณาต่อบุตร แต่เห็นว่าซึ่งจะเป็นยศเจ้าไปนั้นไม่มีประโยชน์อันใดแก่ตัวนัก ด้วยธรรมดาที่เจ้าฝ่ายเขามีน้อย เจ้าฝ่ายเรามีมาก ข้างฝ่ายเขามีน้อยตัวก็ยกย่องทำนุบำรุงกันใหญ่โตมากกว่าเรา ฝ่ายเราจะไปมียศเสมออยู่กับเขา แต่ความบริบูรณ์และยศศักดิ์ไม่เต็มที่เหมือนอย่างเขาก็จะเป็นที่น้อยหน้า และเห็นเป็นเจ้านายเมืองไทยเลวไป (ทรงมีพระราชโอรส พระราชธิดาทั้งหมด 77 พระองค์ เพราะฉะนั้นต้องทรงปรามไว้ว่าไม่ให้ยกตัวเองมาก) และถ้าเป็นเจ้านายแล้ว ต้องรักษายศศักดิ์ในกิจการทั้งปวงที่จะทำทุกอย่าง เป็นเครื่องล่อตาล่อหูคนทั้งปวงที่จะพอใจดูพอใจฟัง จะทำอันใดก็ต้องระวังตัวไปทุกอย่าง ที่สุดจนจะซื้อจ่ายอันใดก็แพงกว่าคนสามัญ เพราะเขาถือว่ามั่งมี เป็นการเปลืองทรัพย์ในที่ไม่ควรจะเปลือง เพราะเหตุว่าถึงจะเป็นเจ้าก็ดีไพร่ก็ดี เมื่ออยู่ในประเทศมิใช่บ้านเมืองของตัว ก็ไม่มีอำนาจที่จะทำฤทธิ์เดชอันใดไปผิดกับคนสามัญได้ จะมีประโยชน์อยู่นิดหนึ่งแต่เพียงเข้าที่ประชุมสูง ๆ ได้ แต่ถ้าเป็นลูกผู้มีตระกูลก็จะเข้าที่ประชุมสูง ๆ ได้เท่ากันกับเป็นเจ้านั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงขอห้ามเสียว่าอย่าให้ไปอวดอ้างเอง" (แต่ให้รักษาเกียรติยศของตนเองไว้)
3. ขอให้มีความประหยัด , จงประหยัด
"เงินค่าที่จะใช้สอยในการเล่าเรียนกินอยู่นุ่งห่มทั้งปวงนั้น จะใช้เงินพระคลังข้างที่คือเงินที่เป็นส่วนสิทธิ์ขาดแก่ตัวพ่อเอง ไม่ใช้เงินที่สำหรับจ่ายราชการแผ่นดิน (ทรงรับสั่งอย่างชัดเจนมาก) เงินรายนี้ได้ฝากไว้ที่เแบงก์ซึ่งจะได้มีคำสั่งให้ราชทูตจ่ายเป็นเงินสำหรับเรียนวิชาชั้นต้น 5 ปี ๆ ละ 320 ปอนด์ เงิน 1,600 ปอนด์ สำหรับเรียนวิชาชั้นหลังอีก 5 ปี ๆ ละ 400 ปอนด์ เงิน 2,000 ปอนด์ รวมเป็นคนละ 3,600 ปอนด์ จะได้รู้วิชาเสร็จสิ้นอย่างช้าใน 10 ปี แต่เงินนี้ฝากไว้ในแบงก์คงจะมีดอกเบี้ยมากขึ้น เหลือการเล่าเรียนแล้วจะได้ใช้ประโยชน์ของตัวเองตามชอบใจ เป็นส่วนยกให้ เงินส่วนของใครจะให้ลงชื่อเป็นของผู้นั้นฝากเอง แต่ในกำหนดยังไม่ถึงอายุ 21 ปีเต็ม จะเรียกเอาเงินค่าใช้สอยเองมิได้ จะตั้งผู้จัดการแทนไว้ที่นอก (แทนไว้ที่เมืองนอก) ให้เป็นผู้ช่วยจัดการไปฝากเงินไว้แห่งใดเท่าใด และผู้ใดเป็นผู้จัดการจะได้ทำหนังสือมอบให้อีกฉบับหนึ่ง สำหรับที่จะได้ไปทวงเอาในเวลาต้องการได้"
"การซึ่งใช้เงินพระคลังข้างที่ไม่ใช้เงินแผ่นดินอย่างเช่นเคยจ่ายให้เจ้านาย และบุตรข้าราชการไปเล่าเรียนแต่ก่อนนั้น เพราะเห็นว่าพ่อมีลูกมากด้วยกัน การซึ่งให้มีโอกาสและให้ทุนทรัพย์ซึ่งจะได้เล่าเรียนวิชานี้ เป็นทรัพย์มรดกอันประเสริฐดีกว่าทรัพย์สินเงินทองอื่น ๆ ด้วยเป็นของติดตัวอยู่ได้ไม่มีอันตรายที่จะเสื่อมสูญ ลูกคนใดที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็ดี หรือไม่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็ดี ก็จะต้องส่งออกไปเรียนวิชาทุกคนตลอดโอกาสที่จะเป็นไปได้ เหมือนหนึ่งได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ลูกเสมอ ๆ กันทุกคน ก็ถ้าจะใช้เงินแผ่นดินสำหรับให้ไปเล่าเรียนแก่ผู้ซึ่งไม่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด กลับมาไม่ได้ทำราชการคุ้มกับเงินแผ่นดินที่ลงไป ก็จะเป็นที่ติเตียนของคนบางจำพวกว่ามีลูกมากเกินไป จนต้องใช้เงินแผ่นดินเป็นค่าเล่าเรียนมากมายเหลือเกิน แล้วซ้ำไม่เลือกฟั้นเอาแต่ที่เฉลียวฉลาดจะได้ราชการ คนโง่คนเง่าก็เอาเล่าเรียนให้เปลืองเงิน" (รัชกาลที่ 5 ทรงพิจารณาแล้วว่า 4 พระองค์นี้เป็นพระราชโอรสที่เฉลียวฉลาดรัชกาลที่ 5 จึงทรงส่งไปศึกษาต่อ)
"เงินทองที่จะใช้สอยในค่ากินอยู่ นุ่งห่มหรือใช้สอยเบ็ดเสร็จทั้งปวงจงเขม็ดแขม่ใช้เพียงพอที่อนุญาตให้ใช้ อย่าทำใจโตมือโตสุรุ่ยสุร่ายโดยถือว่าตัวเป็นเจ้านายมั่งมีมาก หรือถือว่าพ่อเป็นเจ้าแผ่นดินมีเงินทองถมไป ขอบอกเสียให้รู้แต่ต้นมือว่าถ้าผู้ใดไปเป็นหนี้มาจะไม่ยอมใช้หนี้ให้เลน หรือถ้าเป็นการจำเป็นต้องใช้ จะไม่ใช้เปล่าโดยไม่มีโทษแก่ตัวเลย พึงรู้เถิดว่าต้องใช้หนี้เมื่อใด ก็จะต้องรับโทษเมื่อนั้นพร้อมกัน อย่าเชื่อถ้อยคำผู้ใด หรืออย่าหมายใจว่าโดยจะใช้สุรุ่ยสุร่ายไปเหมือนอย่างเช่นคนเขาไปแต่ก่อน ๆ แต่พ่อเขาเป็นขุนนางเขายังใช้กันได้ไม่ว่าไรกัน ถ้าคิดดังนั้นคาดดังนั้นเป็นผิดแท้ทีเดียว พ่อรักลูกจริง แต่ไม่รักลูกอย่างชนิดนั้นเลย เพราะรู้เป็นแน่ว่าถ้ารักอย่างนั้นตามใจอย่างนั้น จะไม่เป็นการมีคุณอันใดแก่ตัวลูกผู้ได้รับความรักนั้นเลย เพราะจะเป็นผู้ไม่ได้วิชาที่ปรารถนาจะให้ได้ จะไปได้แต่วิชาที่จะทำให้เสียชื่อเสียงและได้รับความร้อนใจอยู่เป็นนิจ จงให้นึกไว้เสมอว่า เงินทองที่แลเห็นมาก ๆ ไม่ได้เป็นของหามาได้โดยง่ายเหมือนเวลาที่จ่ายไปง่ายนั้นเลย"
4. จงมีความอุตสาหะ
"จงรู้สึกตัวเป็นนิจเถิดว่า เกิดมาเป็นเจ้านายมียศบรรดาศักดิ์มากจริงอยู่ แต่ไม่เป็นการจำเป็นเลยที่ผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้น จะต้องใช้ราชการอันเป็นช่องที่จะหาเกียรติยศชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ถ้าจะว่าตามการซึ่งเป็นมาแต่ก่อน เจ้านายซึ่งจะหาช่องทำราชการได้ยากกว่าลูกขุนนางเพราะเหตุที่เป็นผู้มีบุณวาสนาบรรดาศักดิ์มาก จะรับราชการในตำแหน่งต่ำ ๆ ซึ่งเป็นกระไดขั้นแรก คือเป็นนายรองหุ้มแพรมหาดเล็ก เป็นต้น ก็ไม่ได้เสียแล้ว จะไปแต่งตั้งให้ว่าการใหญ่โตสมแก่ยศศักดิ์ เมื่อไม่มีวิชาความรู้และสติปัญญาพอที่จะทำการในตำแหน่งนั้นไปได้ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเจ้านายจะเป็นผู้ได้ทำราชการมีชื่อเสียงดี ก็อาศัยได้แต่สติปัญญาความรู้และความเพียรของตัว เพราะฉะนั้นจงอุตสาหะเล่าเรียนโดยความเพียรอย่างยิ่ง เพื่อจะได้มีโอกาสที่จะทำการให้เป็นคุณแก่บ้านเมืองของตัว และโลกที่ตัวได้เกิดมา ถ้าจะถือว่าเกิดมาเป็นเจ้านายแล้วนิ่ง ๆ อยู่จนตลอดชีวิตก็เป็นสบายดังนั้น จะไม่ผิดอันใดกับสัตว์ดิรัจฉานอย่างเลวนัก สัตว์ดิรัจฉานมันเกิดมากิน ๆ นอน ๆ แล้วก็ตาย แต่สัตว์บางอย่างยังมีหนังมีเขามีกระดูกเป็นประโยชน์ได้บ้าง แต่ถ้าคนประพฤติอย่างเช่นสัตว์ดิรัจฉานแล้ว จะไม่มีประโยชน์อันใดยิ่งกว่าสัตว์ดิรัจฉานบางพวกไปอีก เพราะฉะนั้นจงอุตสาหะที่จะเรียนวิชาเข้ามาเป็นกำลังที่จะทำตัวให้ดีกว่าสัตว์ดิรัจฉานให้จงได้ จึงจะนับว่าเป็นการได้สนองคุณพ่อซึ่งได้คิดทำนุบำรุงเพื่อที่จะให้ดีตั้งแต่เกิดมา" (ทรงสั่งสอนให้เล่าเรียนอุตสาหะ และเจ้านายทั้งสี่พระองค์ รวมถึงเจ้านายองค์อื่น ๆ พระราชโอรสที่ส่งไปเรียนนั้นก็ได้กลับมาทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ทีเดียว)
5. จงอ่อนน้อมถ่อมตน
"อย่าได้ถือตัวว่าตัวเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน พ่อมีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในบ้านเมือง ถึงจะเกะกะไม่กลัวเกรงคุมเหงผู้ใด เขาก็คงจะมีความเกรงใจพ่อ ไม่ต่อสู้หรือไม่อาจฟ้องร้องว่ากล่าว การซึ่งเชื่อใจดังนั้นเป็นการผิดแท้ทีเดียว เพราะความปรารถนาของพ่อไม่อยากจะให้ลูกมีอำนาจที่จะเกะกะอย่างนั้นเลย เพราะรู้เป็นแน่ว่าเมื่อรักลูกเกินไป ปล่อยให้ไม่กลัวใครและประพฤติการชั่วเช่นนั้น คงจะเป็นโทษแก่ตัวลูกนั้นเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะฉะนั้นจงรู้เถิดว่าเมื่อได้ทำความผิดเมื่อใด จะได้รับโทษโดยทันที การที่มีพ่อเป็นเจ้าแผ่นดินนั้นจะไม่เป็นการช่วยเหลืออุดหนุนแก้ไขอันใดได้เลน อีกประการหนึ่ง ชีวิตสังขารของมนุษย์ไม่ยั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็กเหมือนศิลา ถึงโดยว่าจะมีพ่ออยู่ในขณะหนึ่ง ก็คงจะมีเสลาที่ไม่มีได้ขณะหนึ่งเป็นแน่แท้ ถ้าประพฤติความชั่วเสียแต่ในเวลามีพ่ออยู่แล้ว โดยจะปิดบังซ่อนเร้นอยู่ได้ด้วยอย่างใดหนึ่งอย่างใด เวลาไม่มีพ่อ ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเป็นโทษติดตัวเหมือนเงาตามหลังอยู่ไม่ขาด เพราะฉะนั้นจงเป็นคนอ่อนน้อง ว่านอนสอนง่าย อย่าให้เป็นทิฐิมานะไปในทางที่ผิด จงประพฤติตัวหันมาทางที่ชอบที่ถูกอยู่เสมอเป็นนิจเถิด จงละเว้นทางที่ชั่วซึ่งรู้ได้เองแก่ตัวหรือมีผู้ตักเตือนแนะนำให้รู้แล้ว อย่าให้ล่วงให้เป็นไปได้เลยเป็นอันขาด" (เป็นคำเตือนที่ดีมากสำหรับลูกคนใหญ่คนโต ที่ส่วนมากลูกมักจะเสียคน เพราะพ่อแม่ตามใจ และพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแล นอกจากนี้ยังเป็นคำแนะนำที่ดีมากในการเลี้ยงลูก)
6. ไม่ก่อหนี้
"อีกอย่างหนึ่ง จะนึกเอาเองว่าถึงโดยเป็นหนี้สินลงอย่างไร พ่อจะไม่ใช้หรือจะให้ใช้ก็กลัวต้องทำโทษ คิดว่าเงินทองของตัวที่ได้ปีหนึ่ง ๆ มีอยู่ทั้งเบี้ยหวัดและเงินกลางปี เวลาออกไปเรียนไม่ได้ใช้ เงินรายนี้เก็บรวมอยู่เปล่า ๆ จะเอาเงินรายนี้ใช้หนี้เสีย ต่อไปก็คงได้ทุกปี ซึ่งจะคิดอย่างนี้แล้วและจับจ่ายเงินทองจนต้องเป็นหนี้กลับเข้ามานั้น ก็เป็นการไม่ถูกเหมือนกันเพราะว่าผลประโยชน์อันใดที่จะได้อยู่ในเวลามีพ่อกับเวลาไม่มีพ่อนั้น จะถือเอาเป็นแน่ว่าจะคงที่อยู่นั้นไม่ได้ และยิ่งเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็จะมีบ้านเรือนบุตรภรรยามากขึ้น คงต้องใช้มากขึ้น เงินที่จะได้นั้น บางทีก็จะไม่พอ จะเชื่อว่าวิชาที่ตัวไปเรียรจะเป็นเหตุให้ได้ทำราชการได้ผลประโยชน์ทันหนี้ก็เชื่อไม่ได้ เพราะเหตุที่ตัวเป็นเจ้านาย ถ้าบางทีจะเป็นเวลากีดขัดข้องเพราะเป็นเจ้านายนั้นก็จะทำอะไรไม่ได้เลน ถ้าจะหันไปข้างทำมาหากิน ซึ่งเป็นการยากที่จะทำเพราะเป็นเจ้านายเหมือนกัน คือไปรับจ้างเขาเป็นเสมียนไม่ได้ เป็นต้น เมื่อทุนรอนที่มีเอาไปใช้หนี้เสียหมดแล้ว จะเอาอันใดเป็นทุนรอนทำมาหากินเล่า เพราะฉะนั้นจึงว่าถ้าจะคิดใช้อย่างเช่นนี้ซึ่งตัวจะคิดว่าเป็นอันไม่ต้องกวนพ่อแล้วนั้น ก็ยังเป็นการเสียประโยชน์ภายหน้ามาก ไม่ควรจะก่อให้มีเป็นขึ้น"
***
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น แล้วยังทรงพระราชนิพนธ์สุภาษิตอีกมากมาย ที่จะยกมานี้คือ โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ไว้โดยมีพระประสงค์ที่จะสั่งสอนจริยธรรมแก่ประชาชนทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะพระราชโอรสหรือพระราชธิดา พระองค์ทรงรับสั่งเป็นโคลงซึ่งมีหลักจริยธรรมอยู่สามประการ
| ปราชญ์แสดงดำริห์ด้วย |
ไตรยางค์ |
| โสพัศหมดหมวดปาง |
ก่อนอ้าง |
| เป็นมาติกาทาง บัณฑิต |
แสวงเอย |
| หวังสวัสดิ์ขจัดทุกข์สร้าง |
สืบสร้องกุศล |
สามสิ่งควรรัก
ความกล้า, ความสุภาพ, ความรักใคร่
| ควรกล้ากล้ากล่าวถ้อย |
ทั้งหทัย แท้แฮ |
| สุวภาพพจนภายใน |
จิตรพร้อม |
| ความรักประจักษ์ใจ |
จริงแน่ นอนฤา |
| สามสิ่งควรรักน้อม |
จิตรให้สนิทจริง |
- อันแรกคือความกล้า อันที่สองคือสุวภาพก็คือความกล้า อันที่สามคือความรักใคร่ มนุษย์เราควรจะมีสามอย่างนี้ไว้ ก็คือความกล้าที่จะกล่าววาจา รวมทั้งเป็นวาจาที่ออกมาจากใจ สุภาพอ่อนน้อม มีความรักใคร่ต่อมนุษย์ด้วย ถ้ามีสามสิ่งนี้ก็จะเป็นคนที่ดีจริง ๆ
สามสิ่งควรชม
อำนาจปัญญา, เกียรติยศ, มีมารยาทดี
| ปัญญาสติล้ำ |
เลิศญาณ |
| อำนาจศักดิ์สฤงคาร |
มั่งชั่ง |
| มารยาทเรียบเสี่ยมสาร |
เสงี่ยมเงื่อน งามนอ |
| สามสิ่งควรจักตั้ง |
แต่ซ้องสรรเสริญ |
- คนเราควรจะมีปัญญา เกียรติยศศักดิ์ศรี และมีมารยาทที่ดี
สามสิ่งควรเกลียด
ความดุร้าย, ความหยิ่งกำเริบ, อกตัญญู
| ใจบาปจิตรหยาบร้าย |
ทารุณ |
| กำเริบเอิบเกินสถุล |
หยิ่งก้อ |
| อิกหนึ่งห่อนรู้คุณ |
ใครปลูก ฝังแฮ |
| สามสิ่งควรเกลียดท้อ |
จิตรแท้อย่าสมาน |
- ความดุร้าย ความอกตัญญู (กำเริบเอิบเกินสถุน หยิ่งก้อ) คือความหยิ่งยโส ให้ระวังด้วย รวมไปถึงความดุร้ายของตน ความเย่อหยิ่ง
สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน
ชั่วเลวทราม, มารยา, ฤษยา
| ใช่ชั่วชาติต่ำช้า |
ทรชน |
| ทุจริตมารยาปน |
ปกไว้ |
| หึงษ์จิตรคิดเกลียดคน |
ดีกว่า ตัวแฮ |
| สามส่วนควรเกลียดใกล้ |
เกลียดข้องสมาคม |
- ความอิจฉาริษยา ความหึงหวง, การใช้มารยา เสแสร้งทำ และความเลวทราม
สามสิ่งควรเคารพ
ศาสนา, ยุติธรรม, ความประพฤติเป็นประโยชน์ทั่วไปไม่เฉพาะตัวเอง
| ศาสนาสอนสั่งให้ |
ประพฤติดี |
| หนึ่งยุติธรรมไป่มี |
เลือกผู้ |
| ประพฤติเพื่อประโยชน์ศรี |
สวัสดิ์ทั่ว กันแฮ |
| สามสิ่งควรรอบรู้ |
เคารพเรื้องเจริญคุณ |
- ศาสนา ความยุติธรรม ความประพฤติที่เป็นประโยชน์ทั่วไปหรือเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
สามสิ่งควรยินดี
งาม, ตรงตรง, ไทยแก่ตน
| สรรพางค์ภาคย์พร้อม |
ธัญลักษณ์ |
| ภาษาจิตรประจักษ์ |
ซื่อพร้อม |
| เป็นสุขโสตตนรัก |
การชอบ ธรรมนา |
| สามสิ่งควรชักน้อม |
จิตรให้ยินดี |
- สิ่งที่มนุษย์ควรยินดีคือความความสวยงาม (สรรพางค์ คือร่างกาย) มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม, (ภาษาจิตรประจักษ์ ซื่อพร้อม) มีความซื่อสัตย์สุจริต, (เป็นโสต) เป็นไทแก่ตัว ความมีอิสระเป็นสิ่งที่ดี มีอิสระในการที่จะทำอะไรก็ตาม
สามสิ่งควรปรารถนา
ความสุขสบาย, มิตรสหายที่ดีดี, ใจสบายปรุโปร่ง
| สุขกายวายโลกร้อน |
รำคาญ |
| มากเพื่อนผู้วานการ |
ชีพได้ |
| จิตรแผ้วผ่องสำราญ |
รมย์สุข เกษมแฮ |
| สามสิ่งควรจักให้ |
รีบร้อนปรารถนา |
- มีความสุขกายกาย ไม่เจ็บป่วย, มีมิตรสหายที่ดี มีกัลยาณมิตร, มีจิตใจผ่องแผ้ว คือจิตใจสบาย ปลอดโปล่งจากความทุกข์
สามสิ่งควรอ้อนวอน
ความเชื่อถือ, ความสงบ, ใจบริสุทธิ์
| ศรัทธาทำจิตรหมั้น |
คงตรง |
| สงบงับดังประสงค์ |
สิ่งเศร้า |
| จิตรสะอาดปราศสิ่งพะวง |
วุ่นขุ่น หมองแฮ |
| สามส่วนควรใฝ่เฝ้า |
แต่ตั้งอธิษฐาน |
- มีศรัทธาหรือความเชื่อถือ, มีความสงบระงับ, มีจิตใจบริสุทธิ์สะอาดผ่องใส
สามสิ่งควรนับถือ
ปัญญา, ฉลาด, มั่นคง
| ปัญญาตรองตริล้ำ |
ฦกหลาย |
| ฉลาดยิ่งสิ่งแยบคาย |
คาดรู้ |
| มั่นคงไม่คืนคลาย |
คลอนกลับ กลายแฮ |
| สามสิ่งควรกอบกู้ |
กับผู้นับถือ |
- มีปัญญา มีความฉลาด มีความมั่นคง ที่ว่ามั่นคงนั้นออกไปในเชิงนิสัยมากกว่า มิใช่ความมั่นคงในฐานะ
สามสิ่งควรจะชอบ
ใจอารีสุจริต, ใจดี, ความสนุกเบิกบานพร้อมเพรียง
| สุจริตจิตโอบอ้อม |
อารี |
| ใจโปร่งปราศจากราคี |
ขุ่นข้อง |
| สิ่งเกษมสุขเปรมปรี |
ดาพรั่ง พร้อมแฮ |
| สามสิ่งสมควรต้อง |
ชอบต้องยินด |
- จิตใจโอบอ้อมอารี จิตใจสะอาดปราศจากมลพิษ ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวหรือโทสะใด ๆ มีความสนุกสนาน เบิกบาน มีใจที่ดี
สามสิ่งควรสงสัย
ยอ, หน้าเนื้อใจเสือ, กลับกลอก
| คำยอยกย่องเพี้ยร |
ทุกประการ |
| พักตร์จิตรผิดกันประมาณ |
ยากรู้ |
| เร็วรักผลักพลันขาน |
คำกลับ พลันฤา |
| สามส่วนควรแล้วผู้ |
พะพ้องพึงแคลง |
- คำยกยอปอปั้น, รู้หน้าไม่รู้ใจ คนหน้าเนื้อใจเสือ, (บอกรักเร็วต่อมาก็เปลี่ยนใจ) คนกลับกลอก
สามสิ่งควรละ
เกียจคร้าน, วาจาฟั่นเฟือน, หยอกหยาบและแสลงฤาขัดคอ
| เกียจคร้านการท่านทั้ง |
การตน ก็ดี |
| พูดมากเปล่าเปลืองปน |
ปดเหล้น |
| คำแสลงเสียดแทงระคน |
คำหยาบ หยอกฤา |
| สามสิ่งควรทิ้งเว้น |
ขาดสิ้นสันดาน |
- ความเกียจคร้าน, พูดมาก วาจาฟังไม่ได้ วาจาฟั่นเฟือ, พูดคำหยาบ คำแสลง คำส่อเสียด คำเสียดแทง
สามสิ่งควรกระทำให้มี
หนังสือดี, เพื่อนดี, ใจเย็นดี
| หนังสือสอนสั่งข้อ |
วิทยา |
| เว้นบาปเสาะกัลยาณ์ |
มิตรไว้ |
| หนึ่งขาดปราศโทษา |
คติห่อ ใจเฮย |
| สามสิ่งควรมีให้ |
มากยั่งยืนเจริญ |
- สามสิ่งที่ควรจะควรมีคือ หนังสือ วิชาความรู้, มีเพื่อนดี ๆ กัลยาณมิตร, ปราศจากโทสะ ความโกรธ ให้จิตใจเย็น ๆ
สามสิ่งควรหวงแหนฤาต่อสู้เพื่อรักษา
ชื่อเสียงเกียรติยศ, บ้านเมืองของตน, มิตรสหาย
| ความดีมีชื่อตั้ง |
ยศถา ศักดิ์เฮย |
| ประเทศเกิดกุลพงศา |
อยู่ยั้ง |
| คนรักร่วมอัธยา |
ศรัยสุข ทุกข์แฮ |
| สามสิ่งควรสงวนตั้ง |
ต่อสู้ ผู้เบียน |
- สามสิ่งที่คนควรจะหวงแหนไว้ ก็คือรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของตนเอง, ประเทศเกิด บ้านเกิดเมืองนอนต้องรักษาเอาไว้ (คนรักร่วมอัธยา ศรัยสุข ทุกข์แฮ), มิตรสหายหรือกัลยาณมิตรต้องรักษาเอาไว้ ถ้าสูญเสียไปอย่างเสียชื่อเสียงเราก็ไม่มีอะไรเหลือ, เราเสียบ้านเมืองเราก็ไม่มีที่อยู่, เราเสียมิตรก็ไม่มีใครจะคบแล้ว
สามสิ่งควรครองไว้
กิริยาที่เป็นในใจ, มักง่าย, วาจา
| อาการอันเกิดด้วย |
น้ำใจ แปรฤา |
| ใจซึ่งรี่เร็วไว |
ก่อนรู้ |
| วาจาจักพูดใน |
กิจสบ สรรพแฮ |
| สามสิ่งจำทั่วผู้ |
พิทักษ์หมั้นครองระวัง |
- สามสิ่งควรระวัง คือกริยาอาการที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนใจ ลังเล, ใจร้อน ใจเร็ว, ระวังวาจาที่เราพูดออกไป สรุปว่าให้ระวังกริยาอาการ, ให้ระวังใจเร็ว เพราะถ้าใจเร็วก็จะนำไปสู่พูดเร็ว คิดเร็ว, ให้ระวังวาจา จะพูดอะไรให้ระวัง ให้คิดให้รอบคอบเสียก่อน
สามสิ่งควรเตรียมเผื่อ
อนิจจัง, ชรา, มรณะ
| สิ่งใดในโลกล้วน |
เปลี่ยนแปลง |
| หนึ่งชราหย่อนแรง |
เร่งร้น |
| ความตายติดตามแสวง |
ทำชีพ ประลัยเฮย |
| สามส่วนควรคิดค้น |
คติรู้เตรียมคอย |
- อนิจจัง เพราะสิ่งใดในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง, ความชรา, ความตาย
| จบสารสิบหกเค้า |
คเนนับ หมวดแฮ |
| หมวดละสามคิดสรรพ |
เสร็จสิ้น |
| เป็นสี่สิบแปดฉบับ |
บอกเยี่ยง อย่างแฮ |
| ตามแบบขาดหวิ้น |
เสร็จแล้วบริบูรณ์ |
***
โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ
พระองค์ท่านพูดถึงกิจสิบประการที่ผู้ประพฤติหรือผู้ที่ทำตามยังไม่เคยเสียใจเลยที่ได้ประพฤติตาม
กิจ 10 ประการที่ผู้ประพฤติยังไม่เคยเสียใจ
| บัญฑิตวินิจแล้ว |
แถลงสาร สอนเอย |
| ทศนฤทุมนาการ |
ชื่อชี้ |
| เหตุผู้ประพฤติปาน |
ดังกล่าว นั้นนอ |
| โทมนัสเพราะกิจนี้ |
ห่อนได้เคยมี |
- ไม่เคยโทมนัสเลยถ้าปฏิบัติตามนี้ จะไม่มีวันเสียใจเลย
1. ความดีทั่วไป
| ทำดีไป่เลือกเว้น |
ผู้ใด ใดเฮย |
| แต่ผูกไมตรีไป |
รอบข้าง |
| คำคุณอุดหนุนใน |
การชอบ ธรรมนา |
| ไร้ศัตรูปองมล้าง |
กลับซ้องสรรเสริญ |
- ทำดีโดยไม่ละเว้น ทำดีกับทุกคนแล้วท่านก็จะไม่มีวันเสียใจ เพราะทำความดีทั่วไป
2. เพราะไม่พูดร้ายต่อใครเลย
| เหินห่างโมหะร้อน |
ฤษยา |
| สละส่อเสียดมารษา |
ใส่ร้าย |
| คำหยาบจาบจ้วงอา |
ฆาฏขู่ เชิญเฮย |
| ไป่หมิ่นนินทาป้าย |
โทษให้ผู้ใด |
- เหินห่างโมหะร้อน ฤษยา คือไม่อิจฉาริษยา
- สละส่อเสียดมารษา ใส่ร้าย คืออย่าพูดใส่ร้ายใคร
- คำหยาบจาบจ้วงอา ฆาฏขู่ เชิญเฮย คืออย่าพูดคำหยาบ อย่าพูดคำอาฆาต
- ไป่หมิ่นนินทาป้าย โทษให้ผู้ใด คือไม่พูดนินทา
- สรุปว่าเกี่ยวกับวจีทุจริต คืออย่าพูดในทางไม่ดี ถ้าท่านได้ทำในสิ่งต่อไปนี้ท่านจะไม่เสียใจเลย เพราะละเว้นจากวจีทุจริตนั่นเอง
3. เพราะฟังถามก่อนตัดสินความ
| ยินคดีมีเรื่องน้อย |
ใหญ่ไฉน ก็ดี |
| ยังบ่ลงเป็นไป |
เด็ดด้วย |
| ฟังตอบชอบคำไข |
คิดใคร่ ครวญนา |
| ห่อนตัดสินห้วนห้วน |
เหตุด้วยเบาความ |
- เวลาที่มีคดีอะไรอย่าเพิ่งด่วนตัดสิน อย่าหูเบา ให้ฟังสองฝ่ายก่อน ให้คอบแล้ว พึงคิดใคร่ครวญให้ดี เพราะฉะนั้นให้ฟังความถามก่อนตัดสิน ก็จะไม่เคยเสียใจเลย
4. เพราะคิดเสียก่อนจึงพูด
| พาทีมีสติรั้ง |
รอคิด |
| รอบคอบชอบแลผิด |
ก่อนพร้อง |
| คำพูดพ่างลิขิต |
เขียนร่าง เรียงแฮ |
| ฟังเพราะเสนาะต้อง |
โสตทั้งห่างภัย |
- ให้คิดเสียก่อนจึงพูด, ฟังเพราะเสนาะต้อง โสตทั้งห่างภัย คือมีวจีเพราะ หรือให้มีวจีสุจริต คิดก่อนพูด และพูดให้ไพเราะด้วย
5. เพราะอดพูดในเวลาโกรธ
| สามารถอาจห้ามงด |
วาจา ตนเฮย |
| ปางเมื่อยังโกรธา |
ขุ่นแค้น |
| หยุดคิดพิจารณา |
แพ้ชนะ ก่อนนา |
| ชอบผิดคิดเห็นแม้น |
ไม่ยั้งเสียความ |
- ยับยั้งชั่งใจเมื่อเวลาโกรธ อย่าพึ่งปล่อยวาจาออกไป (สามารถอาจห้ามงด วาจา ตนเฮย)
6. เพราะได้กรุณาต่อคนที่ถึงอับจน
| กรุณานรชาติผู้ |
พ้องภัย พิบัติเฮย |
| ช่วยรอดปลอดความกษัย |
สว่างร้อน |
| ผลจักเพิ่มพูนใน |
อนาคต กาลเแฮ |
| ชนจักชูชื่อช้อน |
ป่างเบื้องประจุบัน |
- มีความกรุณาต่อผู้ที่อับจน ตกทุกข์ได้ยาก คนก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญ
7. เพราะขอโทษบรรดาที่ได้ผิด
| ใดกิจผิดพลาดแล้ว |
ไป่ละ ลืมเสีย |
| หย่อนทฤษฐิมานะ |
อ่อนน้อม |
| ขอโทษเพื่อคารวะ |
วายบาด หมางแฮ |
| ดีกว่าปดอ้อมค้อม |
คิดแก้โดยโกง |
- อย่ามีทิฐิมานะ ยอมรับในสิ่งที่ตนเองทำ ถ้าทำผิดต้องขอโทษด้วย ให้หย่อนทิฐิมานะลง ให้อ่อนน้อมลงไป
8. เพราะอดกลั้นต่อผู้อื่น
| ขันติมีมากหมั้น |
สันดาน |
| ใครเกะกะระราน |
อดกลั้น |
| ไป่ฉุนเฉียวเฉกพาล |
พาเดือด ร้อนพ่อ |
| ผู้ประพฤติดั่งนั้น |
จัดได้ใจเย็น |
- ให้มีความอดทนอดกลั้นต่อผู้อื่น ให้ใจเย็น
9. เพราะไม่ฟังคำคนพูดเพศนิทาน
| ไป่ฟังคนพูดฟุ้ง |
ฟั่นเฝือ |
| เท็จและจริงจานเจือ |
คละเคล้า |
| คือมีดเที่ยวกรีดเถือ |
ท่านทั่ว ไปนา |
| ฟังจะพาพลอยเข้า |
พวกเพ้อรังควาน |
- ให้ฟังหูไว้หู อย่าไปฟังคนที่พูดจาฟุ้งไปทั่ว เท็จจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่าไปคำที่คนพูดโม้ หรือพูดเกินความจริง รวมไปถุงพวกที่ คือมีดเที่ยวกรีดเถือ คือพูดแล้วอันตราย
10. เพราะไม่หลงเชื่อข่าวร้าย
| อีกหนึ่งไป่เชื่อถ้อย |
คำคน ฦาแฮ |
| บอกเล่าข่าวเหตุผล |
เรื่องร้าย |
| สืบสอบประกอบจน |
แจ่มเท็จ จริงนา |
| ยังบ่ด่วนยักย้าย |
ตื่นเต้นก่อนกาล |
- ไม่กระต่ายตื่นตูม ก็คือไม่หลงเชื่อคนโดยง่าย ฟังแล้วให้สอบสวนข้อเท็จจริงก่อนจนกว่ามันจะแจ่มแจ้งแล้วจึงจะชื่อตาม แต่ก่อนอื่นอย่าพึ่งไปเชื่อ
| ข้อความตามกล่าวแก้ |
สิบประการ นี้นอ |
| ควรแก่ความพิจารณ์ |
ทั่วผู้ |
| แม้ละไป่ขาดปาน |
โคลงกล่าว ก็ดี |
| ควรระงับดับสู้ |
สงบบ้างยังดี |
คำถามจากอาจารย์ มีอะไรบ้างที่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับตัวเราเอง หรือเป็นส่วนตัว และมีอะไรบ้างที่เป็นของส่วนรวม
***
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์
กลุ่มที่เป็นส่วนตัว
1. ความกล้า, ความสุภาพ, ความรักใคร
2. อำนาจปัญญา, เกียรติยศ, มีมารยาทดี
3. ชั่วเลวทราม, มารยา, ฤษยา
4. งาม, ตรงตรง, ไทยแก่ตน
5. อนิจจัง, ชรา, มรณะ
กลุ่มที่เป็นส่วนรวม
1. ศาสนา, ยุติธรรม, ความประพฤติเป็นประโยชน์ทั่วไปไม่เฉพาะตัวเอง
2. ชื่อเสียงเกียรติยศ, บ้านเมืองของตน, มิตรสหาย
โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ
กลุ่มที่เป็นส่วนตัว
1. เพราะไม่พูดร้ายต่อใครเลย
2. เพราะฟังถามก่อนตัดสินความ (แต่ก็กระทบส่วนรวม)
3. เพราะคิดเสียก่อนจึงพูด
4. เพราะอดพูดในเวลาโกรธ
5. เพราะขอโทษบรรดาที่ได้ผิด
6. เพราะอดกลั้นต่อผู้อื่น
7. เพราะไม่ฟังคำคนพูดเพศนิทาน
8. เพราะไม่หลงเชื่อข่าวร้าย
กลุ่มที่เป็นส่วนรวม
1. ความดีทั่วไป
2. เพราะได้กรุณาต่อคนที่ถึงอับจน
แต่บางอันก็แยกไม่ออกอย่างชัดเจนระหว่างส่วนรวมกับส่วนตัว
อาจารย์ถามว่า โคลงโสฬสไตรยางค์ปฏิบัติได้หมดมั๊ยในปัจจุบันกาล อันไหนยากที่สุด
- ความยับยั้งชั่งใจ ทำไมถึงทำได้ยาก เพราะคนมีกิเลสมากหร๋อ ???
- ท่านสมชายตอบว่า ในปฏิบัติทำได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องของใจ อาจารย์ก็เสริมว่ารู้สึกว่าจะตรงกับกับของฆราวาสว่า "ใจ" นั้นยากที่สุด เพราะใจนั้นนำไปสู่วาจา ถ้าใจอดทนเราก็จะไม่ไปด่าชาวบ้าน "ใจเป็นใหญ่"
โคลงนฤทุมนาการ อันไหนยากที่สุด ???
- ความอดทนอดกลั้น
- การขอโทษนั้นยากมั๊ย ??? ถ้าเราทำผิดแล้วเรารู้ว่าเราทำผิด จริง ๆ เรารู้แต่เราเปล่งวาจาออกมาไม่ได้เพราะมันยาก - แล้วคนขอโทษแล้วเขาไม่ยอมรับคำขอโทษเรา
งานพระราชนิพนธ์ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
หลักจริยธรรมส่วนตัว หรือหลักจริยธรรมส่วนรวม (บางอันก็คาบเกี่ยว)
1. ความซื่อสัตย์ หลักจริยธรรมส่วนตัว
2. ความจงรักภักดี หลักจริยธรรมส่วนตัว หรือหลักจริยธรรมส่วนรวม
3. ความรับผิดชอบ หลักจริยธรรมส่วนรวม
แต่มันมี 2 ระดับ เป็นต้นว่าความรับผิดชอบส่วนตัวก็มี หมายความว่าทำการงานของตนเองให้ดี และรับผิดชอบต่อสาธารณะ อันนี้นักการเมืองจะต้องมี ในภาษาอังกฤษถ้ารับผิดชอบอะไรที่เป็นส่วนตัวจะใช้คำว่า Responsibility (รับผิดชอบต่อการงานของเราที่เรามี เราก็ทำ) แต่ถ้าส่วนรวมจะใช้คำว่า Accountability คือต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ ซึ่งนักการเมืองจะต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม นักการเมืองจะต้องรับผิดชอบต่อการงานที่ตนมี และในขณะเดียวกันต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกท่านมาด้วย ไม่ทำอะไรที่ผิดร้ายเสียหาย ถ้าสัญญาอะไรไว้จะต้องทำ ถ้าไม่ทำก็อย่าไปสัญญามาก เพราะฉะนั้นจะต้องมี Accountability คือพูดอะไรต้องคิด สรุปว่าต้องมีทั้ง Responsibility และ Accountability
4. ความรอบคอบในการงาน หลักจริยธรรมส่วนรวม (ถ้าไม่ทำก็จะทำให้ส่วนรวมเสียหาย)
5. ความกตัญญู หลักจริยธรรมส่วนตัว
6. ความรักของบิดามารดา หลักจริยธรรมส่วนตัว
แต่ถ้ามีความรักกันในครอบครัวแล้วก็จะขยายไปสู่ส่วนรวม
7. ความขยัน หลักจริยธรรมส่วนตัว
8. ความประหยัด หลักจริยธรรมส่วนตัว
9. ความอดทน หลักจริยธรรมส่วนตัว
10. บำเพ็ญความดี หลักจริยธรรมส่วนตัว และส่วนรวม
คือทำความดีกับคนอื่น เมตตากรุณา เกื้อกูลกัน
11. สามัคคีปรองดอง หลักจริยธรรมส่วนรวม
เพราะฉะนั้นจะมีทั้งจริยธรรมที่เป็นทั้งหลักจริยธรรมส่วนตัวและหลักจริยธรรมส่วนรวม ถ้าจะให้ดีก็น่าจัดกลุ่ม แต่บางครั้งก็ทำลำลาก เพราะมันคาบเกี่ยวระหว่าส่วนตัวกับส่วนรวม
งานพระราชนิพนธ์ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส อันไหนยากที่สุดที่จะทำ ???
- ความสามัคคี
- ความอดทน
- ความขยัน
แล้วอันไหนง่ายที่สุด
- คุณโยธิน ตอบว่า "ความรัก" อุอุ อาจารย์เสริมว่าความรักน่าจะเป็นสิ่งที่ทำง่ายที่สุด น่าจะแจกจ่ายกับคนได้ง่ายที่สุด แต่คนเราก็ไม่ค่อยมีความรักต่อกันอย่างจริงใจ
มีคนเปิดประเด็นเรื่องความรักกับความภักดี - มันคนละอย่างกัน - อาจารย์บอกว่าถ้าไม่มีความรักก็จะไม่มีความภักดี มันต้องมีทั้งคู่ เพราะมันต่างกัน - แต่ถ้าไม่มีความรักก็ไม่มีความภักดี และถ้าปราศจากความภักดีก็มีความรักไม่ได้ หรืออะไรควรจะมาก่อน - ความรักน่าจะมาก่อน เพราะถ้าปราศจากความรักก็ไม่มีความภักดีหรือเปล่า ??? - มีคนบอกว่าความภักดีคือการยอมรับแต่ถ้าเราภักดีต่อใครเราไม่มี - ความรักให้เขาหร๋อ ??? -ความจงรักภักดีภาษาอังกฤษใช้คำว่า Royalty อาจารย์ว่ามันมี Status อยู่ในนั้น, คำว่าภักดีมันมีสถานภาพของมันอยู่ในนั้น เราจะไม่บอกว่านายต้องภักดีต่อลูกน้อง แต่จะบอกว่าลูกน้องต้องภักดีต่อนาย มันหมายถึงว่าเป็นนามธรรมซึ่งเป็นจริยธรรมด้วย ซึ่งคนที่ให้มีสถานภาพที่ด้อยกว่าคนที่ถูกให้ - พระสงฆ์บอกว่าความภักดีเป็นการมอบกายถวายชีวิต ให้ชีวิตแทนกันได้ อย่าภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ภักดีต่อพระพุทธเจ้า - อาจารย์บอกว่ามันมีสถานภาพอยู่ในนั้น มันบ่งบอกว่าเราภักดีต่อพระมหากษัตริย์เราก็ด้อยกว่าพระองค์ท่าน เราเป็นข้าแผ่นดินของท่าน - พระสงฆ์บอกว่าชีวิตทั้งชีวิตเราก็มอบให้ - อาจารย์บอกว่าความรักนี้ก็แล้วแต่มันไม่มีขีดขั้นในเรื่องของ Status หรือสถานะภาพ - อาจารย์สรุปว่า ความจงรักภักดีน่าจะมีสถานะภาพบางอย่างอยู่ในนั้นด้วย แต่ความรักนั้นทั่ว ๆ ไป
***