http://www.duangden.com
สมจศ 531 แนวคิดทางจริยศาสตร์ในสังคมไทย
[ SHES 531 History of Ethical Thoughts in Thai Society ]


ครั้งที่ 11 โคลงโลกนิต
 


***

ครั้งที่ 11 (11-8-43)
โคลงโลกนิติ

โคลงโลกนิติเป็นสุภาษิตเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว มาจากอินเดีย เดิมเป็นภาษาบาลีสันสกฤต เข้ามาในประเทศไทยประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยา มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่านัยว่าอย่างนั้น ลักษณะการแต่งเป็นแบบนักปราชญ์เรื่องคาถา ซึ่งคาถาทุกบทเป็นสุภาษิตในตัว, เป็นการสั่งสอน ก็จะเป็นภาษาบาลีสันสกฤตที่มีอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ เช่น คัมภีร์โลกนิติ คัมภีร์โลกนัย โคลงพระคัมภีร์พระธรรมบท เอาพระคัมภีร์เหล่านี้ดึงมาเป็นสุภาษิตทีละบท โดยเป็นคาถาอ้างไว้ และก็แปลโดยแต่งเป็นโคลงทุก ๆ บท

อัญขยมบรมนเรศเรื้อง
รามวงศ์
พระผ่านแผ่นไผททรง
สืบไท้
แสวงยิ่งสิ่งสดับองค์
โอวาท
หวังประชาชนให้
อ่านแจ้งคำโคลง
ครรโลงโคลงโลกนิตินี้
นมนาน
มีแต่โบราณกาล
เก่าพร้อง
เป็นสุภาษิตสาร
สอนจิต
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง
เวี่ยไว้ในกรรณ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- ความหมายคือ ถ้าฟังแล้วให้ระลึกเอาไว้

- ข้อความเริ่มต้นก็เป็นคาถา อันนี้เป็นพระคาถาแล้วก็มาเป็นโคลงทุก ๆ คาถา

โลกนีตึ ปวกฺขามิ นานาสทฺทสมุฏฐิตํ

มาคเธเนว สํเขํป

วนทิตวา รตนตตยํ

ทศนัขนอบน้อมมิ่ง

อุตมางค์

ไตรรัตน์จัดเบญจางค์

แจ่มพร้อม
จักพร้องโลกนิติปาง

สดับแต่ เดิมพ่อ

อรรถอื่นอ้างเลศล้อม

ต่างต้องคัมภีร์

ในโคลงโลกนิตินี้มีหลายสำนวนของการแปลเป็นโคลง และผู้ที่เป็นผู้ที่รวบรวมและชำระก็คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชานุสรณ์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ได้โปรดให้ชำระโคลงโลกนิติใหม่ สาเหตุก็คือจะนำโคลงโลกนิติจารึกบนแผ่นศิลาเอาไว้ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพราะเห็นว่าโคลงโลกนิตินี้มีความไพเราะและมีสุภาษิตสอนใจเหมาะแก่สาธารณชนชาวไทยได้พึงปฏิบัติ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นข้อจริยธรรมทั้งหมด ซึ่งมีมาก

สมเด็จกรมพระยาเดชานุสรณ์ท่านก็ทรงพระราชนิพนธ์เพิ่มเติมทั้งหมดเลย ท่านก็จะใส่สำนวนเก่าไว้ด้วย และท่านก็จะใส่สำนวนของท่าน (โคลงโลกนิตินี้หลายบทเราคงเคยได้ยิน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าโคลงโลกนิตินี้แพร่หลายมาก สมดั่งพระราชปณิธานของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)

 

แนวคิดทางจริยธรรมที่ปรากฏในโคลงโลกนิติ (ฉบับกรมศิลปากร)

1. จงเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน

(หน้า 62)

ให้ท่านท่านจักให้ ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้ แต่ผู้ทรชน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- พอดีมันมีความหมายด้วย คล้าย ๆ กับว่าเป็น give and take ถ้าเราให้อะไรคนอื่น คนอื่นก็จะให้อะไรเราตอบแทน และเราก็ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไปลามาไหว้ เราให้ความรักกับใคร คนนั้นก็จะให้ความรักตอบแทน

(หน้า 123)

ขึ้นสู่เรือนท่านบ่ เรียกหา ตนนา
ท่านบ่ถามเจรจา อวดรู้
ยอตัวอหังกา ยงยิ่ง คนนา
สามสิ่งทรลักษณ์ผู้ โหดแท้สาธารณ์ (สำนวนเก่า)
ท่านไป่เรียกเร่งขึ้น เรือนเขา ก็ดี
ท่านไป่ถามด่วนเดา กล่าวแก้
อวดอุดมเองเอา ดีกล่าว
ลักษณะสามนี้แล้ ถ่อยแท้โหดหีน (สำนวนเก่า)

- เวลาจะไปบ้านใครเขา ถ้าเขาไม่ถามก็อย่าไปพูดอวดรู้ ไม่อวดอหังกา ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ถือว่าตัวเองเก่ง อันนี้คือให้อ่อนน้อมถ่อมตน

เขาบ่เรียกสักหน่อย ขึ้นเคหา
ท่านบ่ถามเจรจา อวดรู้
ยกตนอหังกา เกินเพื่อน
สามลักษณะนี้ ผู้เผ่าไร้ลือ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

2. ให้มีความหนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อคำไม่ว่าจะสรรเสริญหรือนินทา

(หน้า 35)

ภูเขาทั้งแท่งล้วน ศิลา
ลมพยุพัดมา บ่ฟื้น
สรรเสริญแลนินทา คนกล่าว ร้ายนา
ใจปราชญ์ฤาเด่าดิ้น เฟื่องฟุ้งจิตน์จล (สำนวนเก่า)
ภูเขาทั้งแท่งล้วน ศิลา
ลมพยุพัดพา บ่ขึ้น
สรรเสริญแลนินทา คนกล่าว
ใจปราชญ์ฤาเฟื่องพื้น ห่อนได้จินต์จล (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)
ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์ ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน คืนเล่า
ห้ามดังนี้ไว้ได้ จึ่งห้ามนินทา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

3. ให้ใจสงบ ให้มีธรรมะอยู่ในใจอยู่ตลอดเวลา

(หน้า 148) ใจเร็วใจห้ามยาก ใจฉันท์

ใจเกิดอาทรพลัน เที่ยวแท้
ใจสำเหนียกนึกธรรม์ หนาวหน่วง ใจนา
ใจดั่งนี้เลิศแล้ ชีพม้วยเมื้อสวรรค์ (สำนวนเก่า)
ใจเร็วใจห้ามยาก ใจฉันท์
ใจคิดอารมณ์พลัน เชี่ยวแท้
ใจใคร่สำเหนียกอัน ชอบใส่ ตัวนา
ใจดั่งนี้ดีแล้ เลิศให้สุขเกษม (สำนวนเก่า)
ใจเร็วใจห้ามยาก ใจฉันท์
ใจเกิดเวราฉกรรจ์ กาจแท้
ใจใดคิดผ่อนผัน

ชอบใส่ ตัวนา

ใจดั่งนี้ยิ่งแล้

เลิศให้สุขเกษม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

คาถาคือ

ทุนนิคคหสส ลหุโน ยตถ กามนิปาติโน
จิตตสส ทมโถ สาธุ จิตตํ ทนตํ สุขาวหํ

4. ไม่ควรจับผิดผู้อื่น (ทีโทษของตัวเองใหญ่เท่าภูผาไม่เอามาพูดบ้าง)

(หน้า 111)

โทษท่านปานหนึ่งน้อย เม็ดงา
พาลเพ่งเล็งเอามา เชิดชี้
ผลพร้าวใหญ่เต็มตา เปรียบโทษ ตนนา
บ่อยบ่อยร้อยหนจี้ บอกแล้วฤาเห็น (สำนวนเก่า)
โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เม็ดงา
ปองติฉินนินทา จะไจ้
โทษตนใหญ่หลวงสา- หัสยิ่ง นักนา
ปูนดั่งผลพร้าวไส้ อาจโอ้อับเสีย (สำนวนเก่า)
โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินา ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

5. ชนะใจตนเอง, ชนะอะไรได้ก็ไม่เท่าชนะใจตนเอง, เอาชนะใจตนเองให้ได้

(หน้า 74)

คนใดคนหนึ่งผู้ ใจฉกรรจ์
เครียคฆ่าคนอนันต์ หนักแท้
ไป่ปานบุรุษอัน ผจญจิต เองนา
เธียรท่านเยินยอแล้ ว่าผู้มีชัย (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)
รบศึกชนะได้ ในณรงค์
รบแม่เรือนตัวยง ขยาดแพ้
รบใจชักให้คง ความสัตย์
ถือว่าผู้นั้นแล้ เลิศล้ำชายชาญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- สำนวนของสมเด็จกรมพระยาเดชานุสรณ์ นักเขียนชื่อ "สีฟ้า" ตอนที่แต่งเรื่อง "ผู้มีชัย" เอาไปเขียนไว้ ตัวพระเอกชนะใจตัวเอง และเสียสละความสุขส่วนตัว และเสียสละแม้กระทั่งผู้หญิงที่ตนรักให้แก่น้องชาย แต่ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็กลับมา (เธียรท่านเยินยอแล้ ว่าผู้มีชัย) ชนะอะไรก็ชนะได้ แต่ชนะใจตนเองนี้เป็นที่สุดแล้ว

6. ลูกที่ดีต้องเชื่อฟังพ่อแม

(หน้า 99)

ลูกหนึ่งยอดยิ่งล้ำ ประยูร
ลูกหนึ่งเทียมตระกูล พ่อแท้
ลูกหนึ่งถ่อยสถูล กว่าชาติ
สามสิ่งนี้มีแล้ เที่ยงแท้ทุกคน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)
มีลูกลูกเหล้าไซร้ หลายประการ
ลูกหนึ่งพึงล้างผลาญ ทรัพย์ม้วย
ลูกหนึ่งย่อมคบพาล พาผิด มานา
ลูกที่ดีนั้นด้วย ว่ารู้ฟังคำ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

7. มีความซื่อสัตย์สุจริต

(หน้า 52)

เสียทรัพย์ครองอย่าได้ เสียยศ
ยศศักดิ์เสียอย่างด ฝ่ายรู้
ฝ่ายรู้นาศอย่าลด เสียอาตม์
เสียอาตมครองรู้ อย่าได้เสียธรรม (สำนวนเก่า)
เสียสินสงวนศักดิ์ไว้ วงศ์หงส์
เสียศักดิ์สู้ประสงค์ สิ่งรู้
เสียรู้เร่งดำรง ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้ ชีพม้วยมรณา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- มีความซื่อสัตย์สุจริต ยอมเสียทรัพย์สินเพื่อให้รักษาเกียรติยศไว้ ยอมเสียชีวิตได้เพื่อรักษาความสัตย์, ความซื่อสัตย์สุจริตต้องคงไว้

(หน้า 132)

รักมิตรสุภาพไซร้ สมรมิตร
รักเผ่าพงศาสนิท ซื่อไซร้
รักหญิงอย่าพึ่งคิด สินอ่อย เอานา
รักสัตย์ศีลจักได้ สุขแท้ทางสวรรค์ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)
รักมิตรสุวภาพไซร้

มีมิตร มานา

รักใคร่พงศาสนิท ซื่อไซร้
รักหญิงเท่าอย่าคิด สินอ่อย เอานา
รักสามีภักดีไหว้ อ่อนเกล้ากลอยสนิท (สำนวนเก่า)
รักทรัพย์อย่ายิ่งด้วย วิชา
สว่างอื่นเท่าสุริยา ห่อนได้
ไฟใดยิ่งราคา เพลิงราค ฤาพ่อ
รักอื่นหมื่นแสนไซร้ อย่าสู้รักธรรม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- รักษาธรรมะ ประพฤติตัวดีให้อยู่ในธรรมะ

9. ให้คบนักปราชญ์ ก็คือคนดีนั่นเอง อย่าคบคนเลวหรืออย่าคบคนโหด

(หน้า 223)

คบปราชญ์เปรียบเศษอ้อย เอมใจ
กินแต่ปล้องปลายไป ตราบต้น
คบคนโหดหื่นไหล เหลวจืด จางแฮ
แหนงหนึ่งอ้อยกัดร้น แต่ต้นตลอดปลาย (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

10. อย่าคบคนพาล

(หน้า 8)

คนพาลยังไป่รู้ ชาญชิด
ไปสู่หาบัณฑิต ค่ำเช้า
แสดงธรรมว่าเนืองนิตย์ ฤาซาบ ใจนา
คือจวักตักข้าว ห่อนรู้รสแกง (สำนวนเก่า)
คนพาลผู้บาปแท้ ทุรจิต
ไปสู่หาบัณทิต ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์ บ่ทราบ ใจนา
คือจวักตักเข้า ห่อนรู้รสแกง (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

(หน้า 15)

คนใดแสวงเสพด้วย คนพาล
เทียรฆ์ทุกข์อาจดลดาล เดือนร้อน
ใครเสพท่วยยลญาณ เปรมปราชญ์ ไซร้แฮ
เทียรฆ์ทุกข์ย่อมเสวยสุขซ้อน แช่มช้อยสวัสดี (สำนวนเก่า)
คนใดสมเสพด้วย คนพาล
ทนทุกข์ยาวยืนนาน เที่ยงแท้
ใครเสพท่วยทรงญาณ ใจปราชญ์
เสวลสุขล้วนล้ำแล้ อมด้วยสมบัติ (สำนวนเก่า)
คนใดไป่เสพด้วย คนพาล
จักทุกข์ทนเนานาน เนิ่นช้า
เสพสู่ผู้ทรงญาณ เปรมปราชญ์
เสวยสุขล้ำเลิศหล้า เพราะได้สดับดี (สำนวนเก่า)
คนใดไปเสพด้วย คนพาล
จักทุกข์ทนเนานาน เนิ่นแท้
ใครเสพท่วยทรงญาณ เปรมปราชญ์
เสวยสุขล้ำเลิศแท้ เพราะได้สดับดี (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- อย่าคบคนพาล เพราะคนพาลจะนำแต่ความเดือดร้อนมาให้

11. เวลาคบคนอย่าดูแต่ภายนอก

(หน้า 7) รูปแร้งดูร่างร้าย รุงรัง

ภายนอกเพียงพึงชัง ชั่วช้า

เสพสัตว์ที่มรณัง นฤโทษ
ดังจิตสาธุชนกล้า กลั่นสร้างทางผล (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)
ยางขาวขนเรียบร้อย ดูดี
ภายนอกหมดใสสี เปรียบฝ้าย
กินสัตว์เสพปลามี ชีวิต
เฉกเช่นชนชาติร้าย นอกนั้นนวลงาม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- เวลาคบคนอย่าดูแต่ภายนอก อย่างนกกระยางมันขาวสวยแต่มันกินของเป็น ๆ ก็เหมือนกับคนไม่ดี ในขณะเดียวกันอีแร้งที่น่าเกลียด ศรีษะล้าน น่าเกลียดน่าชัง ไม่มีใครชอบ แต่มันเสพสัตว์ที่ตายแล้ว หรือกินซากสัตว์ที่ตายแล้ว จะเห็นได้ว่ามันไม่ทำบาปให้แก่ใคร ไม่ทำความเดือนร้อนให้แก่ใคร ก็เหมือนกับสาธุชนที่ประพฤติธรรมดี ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อันนี้ก็คือคบคนอย่าดูแต่ภายนอก แต่ต้องดูจิตใจที่แท้จริง

12. คบคนที่ควรคบ, รู้จักคบคนที่ควรคบ เป็นคนที่ควรรู้สมาคม

(หน้า 14)

เป็นคนควรที่รู้ สมาคม
สองประการนิยม กล่าวไว้
หนึ่งพันหนึ่งอุดม เปรมปราชญ์
สองสิ่งนี้ท่านให้ เร่งรู้สมาคม (สำนวนเก่า)
เป็นคนควรรู้ที่ สมาคม
สองประการนิยม กล่าวไว้
หนึ่งทานหนึ่งอุดม เปรมปราชญ์
สองสิ่งนี้จงได้ ที่รู้สมาคม (สำนวนเก่า)
เป็นคนควรรอบรู้ สมาคม
สองประการนิยม กล่าวไว้
หนึ่งพาลหนึ่งอุดม นักปราชญ์
สองสิ่งนี้จงให้ เลือกรู้สมาคม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- คบควนที่ควรคบ หมายถึงควรที่จะดูคน ดูโหงวเฮ้ง ควรรู้จักคนว่าคนไหนคนพาล คนไหนนักปราชญ์ แต่มันก็ดูยาก ต้องทดสอบแล้วทดสอบอีกว่าคนไหนที่เราควรคบหรือไม่ควรคบ บางทีอาจจะต้องเสียค่าโง่ไปบ้าง

13. อย่าคบคนให้สนิทไปทั้งหมด รู้จักคบคน

(หน้า 25)

รักมิตรอย่าคบสนิท ทั้งตน
อันใช่มิตรอย่ายล กล่าวใกล้
รักแล้วบ่เห็นผล เป็นโทษ คุณนา
โทษเท่าใดเห็นไซร้ ส่อสิ้นทุกอัน (สำนวนเก่า)

มีมิตรจิตอย่าให้

สนิทนัก
อันใช่มิตรอย่ารัก ร่วมไร้
ผิดพ้องหมองใจจัก แสวงโทษ ตนนา
มีเท่าใดรู้ไซร้ ส่อสิ้นทุกอัน (สำนวนเก่า)
มิตรพาลอย่าคบให้

สนิทนัก

พาลใช่มิตรอย่ามัก

กล่าวใกล้

ครั้นคราวเคียดคุมชัก

เอาโทษ ใส่นา

รู้เหตุสิ่งใดไซร้

ส่อสิ้นกลางสนาม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- อย่าคบคนให้สนิทไปทั้งหมด ให้ดูราดเราก่อน อย่าให้ความสนิทสนมกับใครมากเป็นพิเศษต้องดู ทดสอบให้ดีเสียก่อนจึงคบ

14. ผู้เป็นนักปกครอง หรือผู้ถูกปกครองก็ดีต้องมีความรัก ความจริงใจซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกิจการของกันและกันอย่างเต็มที่

(หน้า 61)

ใครทำโทษโทษนั้น แทนทด
ใครคิดจิตคดคด ต่อบ้าง
ใครจริงจึ่งจริงจรด รักต่อ กันนา
ใครใคร่ร้างเร่งร้าง รักร้างแรมไกล (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)
นายรักไพร่ไพร่พร้อม รักนาย
มีศึกสู้จนตาย ต่อแย้ง
นายเบียนไพร่กระจาย จากหมู่
นายบ่รักไพร่แกล้ง ล่อล้างผลาญนาย (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- ผู้ปกครองก็ต้องรักลูกน้อง, มีความจริงใจต่อลูกน้อง ขณะเดียวกันลูกน้องก็ต้องมีความจริงใจต่อนาย มันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง - ผู้เป็นนักปกครอง หรือผู้ถูกปกครองก็ดีต้องมีความรัก ความจริงใจซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกิจการของกันและกันอย่างเต็มที่ นายสั่งอะไรลูกน้องก็ควรจะทำ และลูกน้องก็ควรมีความจงรักภักดีต่อนาย และนายเองก็รักลูกน้องด้วย

15. จงเตือนตนด้วยตนเอง ทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราเอง

(หน้า 12-13) ใจหวาดใจฟั่นฟื้น โฉงเฉง

ใจจักสอนใจเอง ยากไซร้

ใจปราชญ์ตัดตามเพลง ดูง่าย นักหนา
ดั่งช่างปืนดัดไม้ แต่งให้ปืนตรง (สำนวนเก่า)
ใจชนใจชั่วช้า

โฉงเฉง

ใจจักสอนใจเอง

ไป่ได้

ใจปราชญ์ดัดตามเพลง

พลันง่าย

ดุจช่างปืนดัดไม้

แต่งให้ปืนตรง (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- จงเตือนตนด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครจะมาเตือนใจเราเองได้ดีเท่าตัวเรา แต่ถ้าเราไม่เตือนตัวเอง เราก็เป็นคนที่ไม่ดีของสังคม เพราะเราเป็นผู้ใหญ่จึงไม่มีกล้ามาเตือน แต่ถ้าเราเป็นเด็กก็ว่าไปอีกอย่าง

16. อย่าโอ้อวดตนเองให้มากจนเกินไป ที่รู้น้อยว่ารู้มากนั้นไม่ควร

(หน้า 45)

กบน้อยไป่เห็นน้ำ สมุทรไท
อวดบ่อตนอาศัย เพียบน้ำ
รู้น้อยท่านทรงไตร ยังไป่ เห็นแฮ
ชรอึ่งอวดเองค้ำ แข่งรู้เหลือตน (สำนวนเก่า)
รู้น้อยว่ามากรู้

เริงใจ

กลกบเกิดอยู่ใน

สระจ้อย

ไป่เห็นชเลไกล

กลางสมุทร

ชมว่าน้ำบ่อน้อย

มากล้ำลึกเหลือ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- กบอยู่ในสระเล็ก ๆ ไม่เคยเห็นทะเลหรือมหาสมุทรก็บอกว่าน้ำในสระนี้มากเหลือเกิน หมายความว่าอย่าทำอะไรที่เป็นการโอ้อวดตัวเอง รู้น้อยว่ารู้มาก เราต้องศึกษาหาความรู้ให้มาก มีความถ่อมตนในความรู้ของตนเอง

17. ให้รู้จักประมาณตน

(หน้า 55)

มือด้วนคิดจะมล้าง เขาหมาย
ปากด้วนถ่มน้ำลาย เลียบฟ้า
หิ่งห้อยแข่งแสงฉาย สุริเยศ
คนทุพพลอวดกล้า แข่งผู้มีบุญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- อย่าไปแข่งบุญแข่งวาสนา ให้รู้จักประมาณตน จะได้ไม่เกิดความทะเยอทะยานให้ทำอะไรที่มันเกินตัวนอกจากนี้ยังรวมไปถึงไม่ให้เราฟุ่มเฟือย การวางตน การแต่งตัวให้พอประมาณตน

(หน้า 120)

นกน้อยขนน้อยแต่ ไมตรี
รังแต่งจุเมียผัว ต่อตั้ง
มักใหญ่ย่อมคนหวัว ทรัพย์แผ่ อวยนา
ทำแต่พอตัวไซร ต่อด้วยสัตยา (สำนวนเก่า)

- นกน้อยทำรังแต่พอตัว นกน้อยเวลามันสร้างรังนั้นมันไม่มีปัญญาจะสร้างรังใหญ่ มันจึงเลือกทำรังเฉพาะที่จะอยู่กันสามีภรรยาได้ พอมีลูกแล้วค่อยขยับขยาย ก็เหมือนคนเวลาออกไปมีครอบครัวก็อย่าให้มันเกินตัว เพราะในตอนแรกต้องตั้งตัว ก็เป็นนกน้อยทำรังแต่พอตัวไปก่อน ต่อไปมีเงินมากพอแล้วค่อยขยายบ้านช่อง แต่ถามว่ามันเป็นประเด็นอย่างไร บางคนบอกว่ามันทำให้คนไทยไม่มีความกระตือรือร้น คิดว่าอย่าไปทำอะไรให้มันเกินหน้าเกินตา (ประเด็นนี้เถียงกันใหญ่เลยอ่ะ)

18. คิดให้ดีก่อนพูด

(หน้า 196)

เป็นคนคิดแล้วจึ่ง เจรจา
อย่าลนหลับตา แต่ได้
เลือกสรรหมั่นปัญญา ตรองตรึก
สติริรอบให้ ถูกแล้วจึงทำ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- เป็นคนคิดแล้วจึงเจรจา คิดให้ดีก่อนพูด (อย่ามาลนหลับตา แต่ได้) ให้คิดให้ดีเสียก่อน ทำอะไรอย่างมีสติ คิดแล้วจึงทำ

19. อย่าประมาทในกิจการทั้งปวง มีความละเอียดในการทำงาน

(หน้า 197)

เข้าเถื่อนอย่าหมิ่นพร้า มีไป
เข้าศึกอย่านอนใจ เฉื่อยช้า
อาวุธอย่าวางไกล

ขุกค่ำ คืนแฮ

นอนแต่ยามหนึ่งอ้า อาจป้องภัยพาล (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

20. มีความมั่นคงในวาจา มีวาจาสัตย์ หรือมีสัจจะวาจา

(หน้า 23)

งาสานฤาห่อนเหี้ยน หดคืน
คำสัปบุรุษยืน เยี่ยงนั้น
ทรชนกล่าวกลับขืน คำเล่า
หัวเต่ายาวแล้วสั้น เล่ห์ลิ้นทรชน (สำนวนเก่า)
งาสานงอกแล้วห่อน หดคืน
คำกล่าวสาธุชนยืน ดุจนั้น
ทุรชนกล่าวคำยืน คืนเล่า
หัวเต่ายาวแล้วสั้น ดุจลิ้นทรชน (สำนวนเก่า)
งาสารฤาห่อนเหี้ยน หดคืน
คำกล่าวสาธุชนยืน อย่างนั้น
ทุรชนกล่าวคำฝืน คำเล่า
หัวเต่ายาวแล้วสั้น เล่ห์ลิ้นทรชน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- คนดีหรือสาธุชนก็พูดในสิ่งที่ดี มีคำพูดที่เชื่อถือได้ แต่คนเลวเหมือนหัวเต่า ยาวบ้างสั้นบ้าง หดไปหดมาเชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง สรุปว่าเชื่อไม่ได้ ไม่มีความมั่นคงในวาจา ไม่มีวาจาสัตย์ หรือไม่มีสัจจะวาจา

21. อย่าไปถือสา โต้ตอบกับคนเลวหรือคนพาล

(หน้า 26)

หมาใดตัวร้ายขบ บาทา
อย่าขบตอบต่อหมา อย่าขึ้ง
ทรชนชาติช่วงทา รุณโทษ
อย่าโกรธอย่าหน้าบึ้ง ตอบถ้อยถือความ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

(หน้า 128)
หลีกเกวียนให้หลีกห้า ศอกหมาย
ม้าหลีกสิบศอกกราย อย่าใกล้
ช้างสี่สิบศอกคลาย คลาคลาด
เห็นทุรชนหลีกให้ ห่างพ้นลับตา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- เห็นคนเลวให้ห่างไกล

22. ใช้อะไรให้ใช้ให้เหมาะ, ใช้คนให้ถูกงาน

(หน้า 128)

พาชีขี่คล่องคล้อย ควรคลา
โคคู่ควรไถนา ชอบใช้
บนชานชาติวิฬาร์ (แมว) ควรอยู่
สุนัขเนาแต่ใต้ ต่ำเหย้าเรือนครวญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)
พาชีขี่คล่องแคล้ว ไคลคลา
โคคู่ควรไถนา ชอบใช้
แม้แมวอยู่เคหา ควรอาสน์
ชาติสุนัขแต่ใต้ ต่ำเหย้าเรือนควร (สำนวนเก่า)

- ใช้อะไรให้ใช้ให้เหมาะ, ใช้คนให้ถูกงาน อย่างแมวอยู่บนเรือน หมาควรจะอยู่ใต้ถุนบ้าน

23. ประหยัดการใช้ทรัพย์ ให้ระมัดระวังการใช้ทรัพย์ อย่าประมาท ให้รู้จักประหยัดมัธยัสถ์

(หน้า 176)

เกิดตระกูลมูลมากทั้ง เงินทอง
ทรัพย์ท่านนึกตรึงปอง ใคร่ได้
ทรัพย์ตนไป่ครอบครอง แจกจ่าย เสียแฮ
จักฉิบหายวายไร้ เร่งไร้เร็วพลัน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

(หน้า 124)

เป็นคนจากเหย้าอย่า เปล่ากาย
เงินพกผ้าห่อชาย ขอดไว้
เคหาอย่าสูญดาย ข้าวเปลือก มีนา
เฉินฉุกขุกจักได้ ห่อนเลี้ยงอาตมา (สำนวนเก่า)
เป็นคนคลาดเหย้าอย่า

เปล่ากาย

เงินสลึงติดชาย

ขอดไว้

เคหาอย่าสูญวาย

ข้าวเปลือก มีนา

เฉินฉุกขุกจักได้

ห่อนเลี้ยงอาตมา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- อย่าประมาทในการทั้งปวง เงินทองเอาผูกชายพกไว้บ้าง เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้หยิบมาใช้ เข้ามาในบ้านให้มีข้าวเปลือกเผื่อฉุกเฉิน มีสงครามจะได้เอามาหุงกินก่อน แล้วค่อยไปหาภายหน้าต่อไป

24. รักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของตนเองประดุจดังจามรีรักขนหางของมัน

(หน้า 50)

จามรีขนข้องอยู่ เปลื้องปลด
ฤารักชีพสงวนยศ ยิ่งไซร้
สัตว์โลกอันสมมติ มีชาติ นี้นา
ดูเยี่ยงสัตว์นั้นได้ อ่านอ้างภายหลัง (สำนวนเก่า)
จามรีขนข้องอยู่ แปลงปลด
ชีพบ่รักรักยศ ยิ่งไซร้
สัตว์ชนโลกสมมติ มุติชาติ
จงเยี่ยงสัตว์นั้นให้ อ่านอ้างภายหลัง (สำนวนเก่า)
จามรีขนข้องอยู่ หยุดปลด
ชีพบ่รักรักยศ ยิ่งไซร้
สัตว์โลกซึ่งสมมติ มีชาติ
ดูเยี่ยงสัตว์นั้นได้ ยศซ้องสรรเสริญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- รักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของตนเองประดุจดังจามรีรักขนหางของมัน (จามรีรักหางของตนฉันใด คนก็ต้องรักศักดิ์ศรีของตนฉันนั้น)

25. จงผูกไมตรี จงมีไมตรีต่อผู้อื่น

(หน้า 71)

จำสารสับปลอกเกี้ยว ตีนสาร
จำนาคมนตร์พิสดาร ผูกแท้
จำคนเพื่อใจหวาน ต่างปลอก
จำโลกล้ำเลิศแล้ เท่าด้วยไมตรี (สำนวนเก่า)
จำสารสับปลอกเกี้ยว ตีนสาร
จำนาคมนตร์พิสดาร ผูกแท้
จำคนเท่าใจหวาน ต่างปลอก
จำโลกนี้มั่นแล้ เท่าด้วยไมตรี (สำนวนเก่า)

26. เอาชนะความโกรธด้วยเมตตา

(หน้า 72)

ผจญคนโกรธด้วย ไมตรี
ผจญหมู่ทรชนดี ต่อตั้ง
ผจญหมู่โลภจงมี ทรัพย์แผ่ อวยนา
ผจญอสัตว์จงยั้ง ต่อด้วยสัตยา (สำนวนเก่า)

27. มีความพากเพียนใจการแสวงหาความรู้ เพราะความรู้จะอยู่กับเราไปนานเท่านาน

(หน้า 82)

ความรู้ดูยิ่งล้ำ สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ กายอาต มานา
โจรจักเบียนบ่ได้ เร่งรู้เรียนเอา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

(หน้า 83)

ความเพียรเป็นอริแล้ว เป็นมิตร
คร้านเกียจเป็นเพื่อนสนิท ร่วมไร้
วิชาเฉกยาติด ขมขื่น
ประมาทเหมือนดับไต้ ชั่วร้ายฤาเห็น (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- ความเพียนมันเป็นยาขม แต่ความเกลียดคร้านเป็นเพื่อนสนิท เพราะมันทำได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้น ให้มีความเพียร เพราะถ้าเราประมาทเหมือนกับไต้ ชั่วร้ายฤาเห็น

28. ให้รู้จักประมาณตน, รู้จักฐานะตนเอง และให้มีความอุตสาหะพยายามในการหาทรัพย์สิน

(หน้า 120)

เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม
เรายากหากใจงาม อย่าคร้าน
อุตส่าห์พยายาม การกิจ
เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน อย่าท้อทำกิน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- ให้รู้จักประมาณตน, รู้จักฐานะตนเอง (เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม) แต่ในขณะเดียวกันให้มีความอุตสาหะพยายามในการหาทรัพย์สิน ถ้าจะเอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน, ถ้าอยากจะมีอย่างที่เพื่อนบ้านมีก็อย่าท้อถอย ต้องขยันขันแข็งทำมาหากิน ไม่ใช่ว่าเห็นเพื่อนบ้านมีก็มีตามประเภทรสนิยมสูงรายได้ต่ำนั้นไม่ได แต่ต้องขวนขวายหาทรัพย์

29. ให้จดบันทึกไว้ว่าคนชั่วนั้นไม่รู้จักบุญคุณ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะฉะนั้นจงมีความกตัญญู ระลึกบุญคุณคน

(หน้า 195)

คนใดใจหมั้นเล่ห์ เหล็กจาร
จำจดสิ่งสามานย์ มั่นไซร้
อุตส่าห์พยาบาล บ่ละ ลืมนา
จับเสร็จประโยชน์ได้ ที่แท้โดยเพียร (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- คนชั่วนั้นแม้เราจะดีด้วย อุตสาห์พยาบาลแต่พอสมประโยชน์แล้วก็ลืมเรา ไม่เห็นบุญคุณของเรา ให้จดบันทึกไว้ว่าคนชั่วนั้นไม่รู้จักบุญคุณ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะฉะนั้นจงมีความกตัญญู ระลึกบุญคุณคน (อันนี้อาจารย์ไม่มั่นใจอ่ะนะ) - พระให้ทรรศนะว่า ให้เราชนะความชั่วด้วยความดี, เอาชนะคนไม่ดีด้วยความดีก็เป็นได้

30. สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล

(หน้า 167)

น้ำบัวบอกลึกตื้น ชลธาร เที่ยงแฮ
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดฟังคำขาน บอกแน่
หญ้าเขียวเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายดีดิน (สำนวนเก่า)
ประมาณชนชอบชั่วก้าน

โกมุท

มารยาทบอกกุลบุตร

บอกแจ้ง

วาจาบอกต่อยุทธ

ยกโฉด ฉลาดแฮ

หญ้าชุ่มชื้นเหี่ยวแห้ง

ชั่วชี้ดีดิน (สำนวนเก่า)

- เหมือนกับดอกบัว ที่น้ำบัวบอกความลึกหรือความตื้นของสระบัวได้ ฉันใดฉันนั้นมารยาทของคนก็บอกที่มาของคนได้เช่นกัน กริยาวาจาก็เช่นกันจะรู้ได้ต่อเมื่อ "บอกต่อยุทธ" คือได้คุยกัน

(หน้า 167)

ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน คนทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายแสลงดิน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

- มารยาทหรือคำพูดจะโฉดหรือฉลาด สติปัญญาดีหรือไม่ดีก็บอกได้ถ้าไปพูดจากัน และดินจะดีหรือไม่ดีก็ดูที่หญ้าว่าจะข้นหรือไม่ขึ้น หญ้าจะเหี่ยวแห้งหรือไม่ หรือหญ้างอกงามดีก็แปลว่าดินดี ฉันใดก็ฉันนั้น

 

ประเด็นอภิปราย

อาจารย์ถามว่าข้อใดที่เห็นว่าจะเอามาปรับใช้กับสังคมปัจจุบันได้ หรือใช้ได้ทั้งหมด และข้อใดที่มีปัญหาบ้างกับการปฏิบัติในยุคปัจจุบัน เพราะไม่เข้ากับยุคสังคมโลกาภิวัตน์, ยุคคอมพิวเตอร์

- จักรพงษ์ ตอบว่า คบคนที่ควรคบ อาจารย์เลยเสริมว่า ให้ใช้สติปัญญาในการที่จะเลือกคบคน อย่าคบสนิทถ้ายังไม่แน่ใจ ก็ให้ทดสอบ อันนี้เป็นประเด็นที่ดีที่เราควรระลึกไว้

- ท่านภาสกรณ์ ตอบว่า อย่าจับผิดคนอื่น

- สารวัตร ตอบว่า ชนะใจตัวเอง อาจารย์เลยเสริมว่า ยากที่สุดเลย เช่นในเรื่องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นชนะใจตัวเองเป็นเรื่องใหญ่

- คุณโยธิน ตอบว่า มีความหนักแน่นอย่าหวั่นไหวต่อคำติฉินนินทา

อาจารย์ถามต่อไปว่าข้อไหนที่ล้าสมัยและทำลำบาก จะเห็นว่าไม่ค่อยพูดเรื่องสามีภรรยาเลย ที่มีคนบอกว่า

"รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง
ชายใดบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้มาบัง" (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

ไม่เห็นมีจริยธรรมตรงไหนเลยอ่ะ เกี่ยวกับความรักมากกว่าจริยธรรม จะว่าเมตตาก็ไม่ใช่ จะว่าความรักและความชังก็ไม่ใช่ อันนี้อาจารย์ไม่มั่นใจว่าเป็นจริยธรรม

(หน้า 63)

แม้นมีคุณรู้ดั่ง สัพพัญญู
ผิบ่มีคนชู ห่อนขึ้น
หัวแหวนค่าเมืองตรู ตาโลก
ทองบ่รองรับพื้น ห่อนแก้วมีศรี (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

แล้วอันนี้เป็นจริยธรรมหรือไม่ ถ้าเป็นแล้วเป็นตรงไหน - เก่งแค่ไหนถ้าไม่มีคนยกย่องสรรเสริญก็ไม่มีความหมาย เช่นเดียวกันหัวแหวนถ้าไม่มีทองรองรับก็ไม่มีความหมาย เพราะเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ แต่อันนี้ก็ไม่เป็นจริยธรรมอยู่ดี จะเห็นว่าบางบทก็ไม่มีจริยธรรมอ่ะนะ

(หน้า 65)

โกกิลักเอาศัพท์ตั้ง ต่างทรง รูปแฮ
หญิงซื่อใจตรงผัว รูปแท้
เสียรูปวิทยาคง ต่างรูป ชายแฮ
มลายโทษโกรธไปล่แปล้ รูปเจ้าฤาษี (สำนวนเก่า)
ดุเหว่าว่องศัพท์ตั้ง

ต่างทรง

หญิงภักดีผัวดำรง รูปเกื้อ
ร้ายร่างวิชาคง ประกอบรูป
อดจิตเวรบ่เรื้อ รูปเจ้าสมณา (สำนวนเก่า)
กระเหว่าเสียงเพราะแท้ แก่ตัว
หญิงเลิศเพราะรักผัว แม่นหมั้น
นักปราชญ์มาตรรูปมัว หมองเงื่อน งามนา
เพราะเพื่อรสธรรมนั้น ส่องให้เห็นงาม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์)

อาจารย์ถามว่าเป็นจริยธรรมมั๊ย แล้วเป็นจริยธรรมข้อไหน - นักปราชญ์ควรมีจริยธรรมหรือเปล่า - นกกระเหว่าจะดีก็เพราะเสียงของมัน ผู้หญิงจะดีก็เพราะรักสามี นักปราชญ์จะดีก็เพราะมีความรู้ จะเห็นว่าไม่เป็นจริยธรรม แต่เป็นคุณสมบัติที่ควรมีตะหาก บางอย่างมันไม่เข้าข่ายอาจารย์ก็เลยไม่เลือกมา

ต่อไปเถียงกันเรื่องความรู้จักประมาณตน หรือความสันโดษ อันนี้เป็นประเด็นที่พูดกันมากในปัจจุบัน แล้วทำลำบากเหมือนกัน ด้วยเพราะเหตุที่ยุคนี้เป็นยุคที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ถามว่าในยุคแบบนี้เรื่อง "การประมาณตน" ยังใช้ได้หรือไม่ - สรุปได้มั๊ยว่าอันนี้ทำได้ยากมากในสังคมปัจจุบัน

 

ความรู้เพิ่มเติม

โคลงโลกนิติเป็นสุภาษิตเก่าแก่ มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี นักปราชญ์ในครั้งนั้นได้สรรหาคำสุภาษิตที่เป็นภาษาบาลีและสันสกฤตที่มีอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ คือ คัมภีร์โลกนิติ คัมภีร์โลกนัย ตลอดจนคัมภีร์พระธรรมบท แล้วนำมาแปลเป็นภาษาไทย โดยแต่งเป็นคำประพันธ์ คำโคลงทุกคาถารวมเรียกว่าโคลงโลกนิติ เป็นสุภาษิตที่บรรพบุรุษของไทยนับถือ นำไปเล่าเรียน สั่งสอน และประพฤติปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าทุกสถานะอาชีพต่อเนื่องกันมาช้านานจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ ทรงมีพระราชประสงค์จะให้จารึกโคลงโลกนิติลงในแผ่นศิลาในวัดพระเชตุพนฯ เป็นธรรมทาน จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร รวบรวมโคลงโลกนิติของเก่ามาชำระแก้ไขใหม่ให้เรียบร้อยปราณีตและไพเราะ เพราะของเก่าที่คัดลอกต่อ ๆ กันมาปรากฎว่ามีถ้อยคำที่วิปลาสคลาดเคลื่อนไปมาก สุภาษิตที่ปรากฏในโคลงโลกนิติล้วนเป็นภาษิตที่นิยม นับถือกันว่าเป็นภาษิตที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นหลักประพฤติปฏิบัติ และนำไปสั่งสอนกันต่อไป

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 22 October, 2006 5:16 PM