ครั้งที่ 11 (11-8-43)
โคลงโลกนิติ
โคลงโลกนิติเป็นสุภาษิตเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว มาจากอินเดีย เดิมเป็นภาษาบาลีสันสกฤต เข้ามาในประเทศไทยประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยา มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่านัยว่าอย่างนั้น ลักษณะการแต่งเป็นแบบนักปราชญ์เรื่องคาถา ซึ่งคาถาทุกบทเป็นสุภาษิตในตัว, เป็นการสั่งสอน ก็จะเป็นภาษาบาลีสันสกฤตที่มีอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ เช่น คัมภีร์โลกนิติ คัมภีร์โลกนัย โคลงพระคัมภีร์พระธรรมบท เอาพระคัมภีร์เหล่านี้ดึงมาเป็นสุภาษิตทีละบท โดยเป็นคาถาอ้างไว้ และก็แปลโดยแต่งเป็นโคลงทุก ๆ บท
อัญขยมบรมนเรศเรื้อง |
รามวงศ์ |
พระผ่านแผ่นไผททรง |
สืบไท้ |
แสวงยิ่งสิ่งสดับองค์ |
โอวาท |
หวังประชาชนให้ |
อ่านแจ้งคำโคลง |
ครรโลงโคลงโลกนิตินี้ |
นมนาน |
มีแต่โบราณกาล |
เก่าพร้อง |
เป็นสุภาษิตสาร |
สอนจิต |
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง |
เวี่ยไว้ในกรรณ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- ความหมายคือ ถ้าฟังแล้วให้ระลึกเอาไว้
- ข้อความเริ่มต้นก็เป็นคาถา อันนี้เป็นพระคาถาแล้วก็มาเป็นโคลงทุก ๆ คาถา
| โลกนีตึ ปวกฺขามิ |
นานาสทฺทสมุฏฐิตํ |
มาคเธเนว สํเขํป |
วนทิตวา รตนตตยํ |
ทศนัขนอบน้อมมิ่ง |
อุตมางค์ |
ไตรรัตน์จัดเบญจางค์ |
แจ่มพร้อม |
| จักพร้องโลกนิติปาง |
สดับแต่ เดิมพ่อ |
อรรถอื่นอ้างเลศล้อม |
ต่างต้องคัมภีร์ |
ในโคลงโลกนิตินี้มีหลายสำนวนของการแปลเป็นโคลง และผู้ที่เป็นผู้ที่รวบรวมและชำระก็คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชานุสรณ์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ได้โปรดให้ชำระโคลงโลกนิติใหม่ สาเหตุก็คือจะนำโคลงโลกนิติจารึกบนแผ่นศิลาเอาไว้ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพราะเห็นว่าโคลงโลกนิตินี้มีความไพเราะและมีสุภาษิตสอนใจเหมาะแก่สาธารณชนชาวไทยได้พึงปฏิบัติ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นข้อจริยธรรมทั้งหมด ซึ่งมีมาก
สมเด็จกรมพระยาเดชานุสรณ์ท่านก็ทรงพระราชนิพนธ์เพิ่มเติมทั้งหมดเลย ท่านก็จะใส่สำนวนเก่าไว้ด้วย และท่านก็จะใส่สำนวนของท่าน (โคลงโลกนิตินี้หลายบทเราคงเคยได้ยิน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าโคลงโลกนิตินี้แพร่หลายมาก สมดั่งพระราชปณิธานของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)
แนวคิดทางจริยธรรมที่ปรากฏในโคลงโลกนิติ (ฉบับกรมศิลปากร)
1. จงเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
(หน้า 62)
| ให้ท่านท่านจักให้ |
ตอบสนอง |
| นบท่านท่านจักปอง |
นอบไหว้ |
| รักท่านท่านควรครอง |
ความรัก เรานา |
| สามสิ่งนี้เว้นไว้ |
แต่ผู้ทรชน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- พอดีมันมีความหมายด้วย คล้าย ๆ กับว่าเป็น give and take ถ้าเราให้อะไรคนอื่น คนอื่นก็จะให้อะไรเราตอบแทน และเราก็ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไปลามาไหว้ เราให้ความรักกับใคร คนนั้นก็จะให้ความรักตอบแทน
(หน้า 123)
| ขึ้นสู่เรือนท่านบ่ |
เรียกหา ตนนา |
| ท่านบ่ถามเจรจา |
อวดรู้ |
| ยอตัวอหังกา |
ยงยิ่ง คนนา |
| สามสิ่งทรลักษณ์ผู้ |
โหดแท้สาธารณ์ (สำนวนเก่า) |
| ท่านไป่เรียกเร่งขึ้น |
เรือนเขา ก็ดี |
| ท่านไป่ถามด่วนเดา |
กล่าวแก้ |
| อวดอุดมเองเอา |
ดีกล่าว |
| ลักษณะสามนี้แล้ |
ถ่อยแท้โหดหีน (สำนวนเก่า) |
- เวลาจะไปบ้านใครเขา ถ้าเขาไม่ถามก็อย่าไปพูดอวดรู้ ไม่อวดอหังกา ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ถือว่าตัวเองเก่ง อันนี้คือให้อ่อนน้อมถ่อมตน
| เขาบ่เรียกสักหน่อย |
ขึ้นเคหา |
| ท่านบ่ถามเจรจา |
อวดรู้ |
| ยกตนอหังกา |
เกินเพื่อน |
| สามลักษณะนี้ |
ผู้เผ่าไร้ลือ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
2. ให้มีความหนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อคำไม่ว่าจะสรรเสริญหรือนินทา
(หน้า 35)
| ภูเขาทั้งแท่งล้วน |
ศิลา |
| ลมพยุพัดมา |
บ่ฟื้น |
| สรรเสริญแลนินทา |
คนกล่าว ร้ายนา |
| ใจปราชญ์ฤาเด่าดิ้น |
เฟื่องฟุ้งจิตน์จล (สำนวนเก่า) |
|
|
| ภูเขาทั้งแท่งล้วน |
ศิลา |
| ลมพยุพัดพา |
บ่ขึ้น |
| สรรเสริญแลนินทา |
คนกล่าว |
| ใจปราชญ์ฤาเฟื่องพื้น |
ห่อนได้จินต์จล (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
|
|
| ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ |
มีควัน |
| ห้ามสุริยแสงจันทร์ |
ส่องไซร้ |
| ห้ามอายุให้หัน |
คืนเล่า |
| ห้ามดังนี้ไว้ได้ |
จึ่งห้ามนินทา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
3. ให้ใจสงบ ให้มีธรรมะอยู่ในใจอยู่ตลอดเวลา
(หน้า 148) ใจเร็วใจห้ามยาก ใจฉันท์
| ใจเกิดอาทรพลัน |
เที่ยวแท้ |
| ใจสำเหนียกนึกธรรม์ |
หนาวหน่วง ใจนา |
| ใจดั่งนี้เลิศแล้ |
ชีพม้วยเมื้อสวรรค์ (สำนวนเก่า) |
| ใจเร็วใจห้ามยาก |
ใจฉันท์ |
| ใจคิดอารมณ์พลัน |
เชี่ยวแท้ |
| ใจใคร่สำเหนียกอัน |
ชอบใส่ ตัวนา |
| ใจดั่งนี้ดีแล้ |
เลิศให้สุขเกษม (สำนวนเก่า) |
|
|
| ใจเร็วใจห้ามยาก |
ใจฉันท์ |
| ใจเกิดเวราฉกรรจ์ |
กาจแท้ |
| ใจใดคิดผ่อนผัน |
ชอบใส่ ตัวนา |
| ใจดั่งนี้ยิ่งแล้ |
เลิศให้สุขเกษม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
คาถาคือ
| ทุนนิคคหสส ลหุโน |
ยตถ กามนิปาติโน |
| จิตตสส ทมโถ สาธุ |
จิตตํ ทนตํ สุขาวหํ |
4. ไม่ควรจับผิดผู้อื่น (ทีโทษของตัวเองใหญ่เท่าภูผาไม่เอามาพูดบ้าง)
(หน้า 111)
| โทษท่านปานหนึ่งน้อย |
เม็ดงา |
| พาลเพ่งเล็งเอามา |
เชิดชี้ |
| ผลพร้าวใหญ่เต็มตา |
เปรียบโทษ ตนนา |
| บ่อยบ่อยร้อยหนจี้ |
บอกแล้วฤาเห็น (สำนวนเก่า) |
| โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง |
เม็ดงา |
| ปองติฉินนินทา |
จะไจ้ |
| โทษตนใหญ่หลวงสา- |
หัสยิ่ง นักนา |
| ปูนดั่งผลพร้าวไส้ |
อาจโอ้อับเสีย (สำนวนเก่า) |
|
|
| โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง |
เมล็ดงา |
| ปองติฉินนินา |
ห่อนเว้น |
| โทษตนเท่าภูผา |
หนักยิ่ง |
| ป้องปิดคิดซ่อนเร้น |
เรื่องร้ายหายสูญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
5. ชนะใจตนเอง, ชนะอะไรได้ก็ไม่เท่าชนะใจตนเอง, เอาชนะใจตนเองให้ได้
(หน้า 74)
| คนใดคนหนึ่งผู้ |
ใจฉกรรจ์ |
| เครียคฆ่าคนอนันต์ |
หนักแท้ |
| ไป่ปานบุรุษอัน |
ผจญจิต เองนา |
| เธียรท่านเยินยอแล้ |
ว่าผู้มีชัย (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
| รบศึกชนะได้ |
ในณรงค์ |
| รบแม่เรือนตัวยง |
ขยาดแพ้ |
| รบใจชักให้คง |
ความสัตย์ |
| ถือว่าผู้นั้นแล้ |
เลิศล้ำชายชาญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- สำนวนของสมเด็จกรมพระยาเดชานุสรณ์ นักเขียนชื่อ "สีฟ้า" ตอนที่แต่งเรื่อง "ผู้มีชัย" เอาไปเขียนไว้ ตัวพระเอกชนะใจตัวเอง และเสียสละความสุขส่วนตัว และเสียสละแม้กระทั่งผู้หญิงที่ตนรักให้แก่น้องชาย แต่ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็กลับมา (เธียรท่านเยินยอแล้ ว่าผู้มีชัย) ชนะอะไรก็ชนะได้ แต่ชนะใจตนเองนี้เป็นที่สุดแล้ว
6. ลูกที่ดีต้องเชื่อฟังพ่อแม ่
(หน้า 99)
| ลูกหนึ่งยอดยิ่งล้ำ |
ประยูร |
| ลูกหนึ่งเทียมตระกูล |
พ่อแท้ |
| ลูกหนึ่งถ่อยสถูล |
กว่าชาติ |
| สามสิ่งนี้มีแล้ |
เที่ยงแท้ทุกคน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
| มีลูกลูกเหล้าไซร้ |
หลายประการ |
| ลูกหนึ่งพึงล้างผลาญ |
ทรัพย์ม้วย |
| ลูกหนึ่งย่อมคบพาล |
พาผิด มานา |
| ลูกที่ดีนั้นด้วย |
ว่ารู้ฟังคำ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
7. มีความซื่อสัตย์สุจริต
(หน้า 52)
| เสียทรัพย์ครองอย่าได้ |
เสียยศ |
| ยศศักดิ์เสียอย่างด |
ฝ่ายรู้ |
| ฝ่ายรู้นาศอย่าลด |
เสียอาตม์ |
| เสียอาตมครองรู้ |
อย่าได้เสียธรรม (สำนวนเก่า) |
|
|
| เสียสินสงวนศักดิ์ไว้ |
วงศ์หงส์ |
| เสียศักดิ์สู้ประสงค์ |
สิ่งรู้ |
| เสียรู้เร่งดำรง |
ความสัตย์ ไว้นา |
| เสียสัตย์อย่าเสียสู้ |
ชีพม้วยมรณา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- มีความซื่อสัตย์สุจริต ยอมเสียทรัพย์สินเพื่อให้รักษาเกียรติยศไว้ ยอมเสียชีวิตได้เพื่อรักษาความสัตย์, ความซื่อสัตย์สุจริตต้องคงไว้
(หน้า 132)
| รักมิตรสุภาพไซร้ |
สมรมิตร |
| รักเผ่าพงศาสนิท |
ซื่อไซร้ |
| รักหญิงอย่าพึ่งคิด |
สินอ่อย เอานา |
| รักสัตย์ศีลจักได้ |
สุขแท้ทางสวรรค์ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
| รักมิตรสุวภาพไซร้ |
มีมิตร มานา |
|
|
| รักใคร่พงศาสนิท |
ซื่อไซร้ |
| รักหญิงเท่าอย่าคิด |
สินอ่อย เอานา |
| รักสามีภักดีไหว้ |
อ่อนเกล้ากลอยสนิท (สำนวนเก่า) |
|
|
| รักทรัพย์อย่ายิ่งด้วย |
วิชา |
| สว่างอื่นเท่าสุริยา |
ห่อนได้ |
| ไฟใดยิ่งราคา |
เพลิงราค ฤาพ่อ |
| รักอื่นหมื่นแสนไซร้ |
อย่าสู้รักธรรม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- รักษาธรรมะ ประพฤติตัวดีให้อยู่ในธรรมะ
9. ให้คบนักปราชญ์ ก็คือคนดีนั่นเอง อย่าคบคนเลวหรืออย่าคบคนโหด
(หน้า 223)
| คบปราชญ์เปรียบเศษอ้อย |
เอมใจ |
| กินแต่ปล้องปลายไป |
ตราบต้น |
| คบคนโหดหื่นไหล |
เหลวจืด จางแฮ |
| แหนงหนึ่งอ้อยกัดร้น |
แต่ต้นตลอดปลาย (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
10. อย่าคบคนพาล
(หน้า 8)
| คนพาลยังไป่รู้ |
ชาญชิด |
| ไปสู่หาบัณฑิต |
ค่ำเช้า |
| แสดงธรรมว่าเนืองนิตย์ |
ฤาซาบ ใจนา |
| คือจวักตักข้าว |
ห่อนรู้รสแกง (สำนวนเก่า) |
|
|
| คนพาลผู้บาปแท้ |
ทุรจิต |
| ไปสู่หาบัณทิต |
ค่ำเช้า |
| ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์ |
บ่ทราบ ใจนา |
| คือจวักตักเข้า |
ห่อนรู้รสแกง (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
(หน้า 15)
| คนใดแสวงเสพด้วย |
คนพาล |
| เทียรฆ์ทุกข์อาจดลดาล |
เดือนร้อน |
| ใครเสพท่วยยลญาณ |
เปรมปราชญ์ ไซร้แฮ |
| เทียรฆ์ทุกข์ย่อมเสวยสุขซ้อน |
แช่มช้อยสวัสดี (สำนวนเก่า) |
| คนใดสมเสพด้วย |
คนพาล |
| ทนทุกข์ยาวยืนนาน |
เที่ยงแท้ |
| ใครเสพท่วยทรงญาณ |
ใจปราชญ์ |
| เสวลสุขล้วนล้ำแล้ |
อมด้วยสมบัติ (สำนวนเก่า) |
| คนใดไป่เสพด้วย |
คนพาล |
| จักทุกข์ทนเนานาน |
เนิ่นช้า |
| เสพสู่ผู้ทรงญาณ |
เปรมปราชญ์ |
| เสวยสุขล้ำเลิศหล้า |
เพราะได้สดับดี (สำนวนเก่า) |
|
|
| คนใดไปเสพด้วย |
คนพาล |
| จักทุกข์ทนเนานาน |
เนิ่นแท้ |
| ใครเสพท่วยทรงญาณ |
เปรมปราชญ์ |
| เสวยสุขล้ำเลิศแท้ |
เพราะได้สดับดี (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- อย่าคบคนพาล เพราะคนพาลจะนำแต่ความเดือดร้อนมาให้
11. เวลาคบคนอย่าดูแต่ภายนอก
(หน้า 7) รูปแร้งดูร่างร้าย รุงรัง
ภายนอกเพียงพึงชัง ชั่วช้า
| เสพสัตว์ที่มรณัง |
นฤโทษ |
| ดังจิตสาธุชนกล้า |
กลั่นสร้างทางผล (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
| ยางขาวขนเรียบร้อย |
ดูดี |
| ภายนอกหมดใสสี |
เปรียบฝ้าย |
| กินสัตว์เสพปลามี |
ชีวิต |
| เฉกเช่นชนชาติร้าย |
นอกนั้นนวลงาม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- เวลาคบคนอย่าดูแต่ภายนอก อย่างนกกระยางมันขาวสวยแต่มันกินของเป็น ๆ ก็เหมือนกับคนไม่ดี ในขณะเดียวกันอีแร้งที่น่าเกลียด ศรีษะล้าน น่าเกลียดน่าชัง ไม่มีใครชอบ แต่มันเสพสัตว์ที่ตายแล้ว หรือกินซากสัตว์ที่ตายแล้ว จะเห็นได้ว่ามันไม่ทำบาปให้แก่ใคร ไม่ทำความเดือนร้อนให้แก่ใคร ก็เหมือนกับสาธุชนที่ประพฤติธรรมดี ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อันนี้ก็คือคบคนอย่าดูแต่ภายนอก แต่ต้องดูจิตใจที่แท้จริง
12. คบคนที่ควรคบ, รู้จักคบคนที่ควรคบ เป็นคนที่ควรรู้สมาคม
(หน้า 14)
| เป็นคนควรที่รู้ |
สมาคม |
| สองประการนิยม |
กล่าวไว้ |
| หนึ่งพันหนึ่งอุดม |
เปรมปราชญ์ |
| สองสิ่งนี้ท่านให้ |
เร่งรู้สมาคม (สำนวนเก่า) |
| เป็นคนควรรู้ที่ |
สมาคม |
| สองประการนิยม |
กล่าวไว้ |
| หนึ่งทานหนึ่งอุดม |
เปรมปราชญ์ |
| สองสิ่งนี้จงได้ |
ที่รู้สมาคม (สำนวนเก่า) |
|
|
| เป็นคนควรรอบรู้ |
สมาคม |
| สองประการนิยม |
กล่าวไว้ |
| หนึ่งพาลหนึ่งอุดม |
นักปราชญ์ |
| สองสิ่งนี้จงให้ |
เลือกรู้สมาคม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- คบควนที่ควรคบ หมายถึงควรที่จะดูคน ดูโหงวเฮ้ง ควรรู้จักคนว่าคนไหนคนพาล คนไหนนักปราชญ์ แต่มันก็ดูยาก ต้องทดสอบแล้วทดสอบอีกว่าคนไหนที่เราควรคบหรือไม่ควรคบ บางทีอาจจะต้องเสียค่าโง่ไปบ้าง
13. อย่าคบคนให้สนิทไปทั้งหมด รู้จักคบคน
(หน้า 25)
| รักมิตรอย่าคบสนิท |
ทั้งตน |
| อันใช่มิตรอย่ายล |
กล่าวใกล้ |
| รักแล้วบ่เห็นผล |
เป็นโทษ คุณนา |
| โทษเท่าใดเห็นไซร้ |
ส่อสิ้นทุกอัน (สำนวนเก่า) |
มีมิตรจิตอย่าให้ |
สนิทนัก |
| อันใช่มิตรอย่ารัก |
ร่วมไร้ |
| ผิดพ้องหมองใจจัก |
แสวงโทษ ตนนา |
| มีเท่าใดรู้ไซร้ |
ส่อสิ้นทุกอัน (สำนวนเก่า) |
|
|
| มิตรพาลอย่าคบให้ |
สนิทนัก |
| พาลใช่มิตรอย่ามัก |
กล่าวใกล้ |
| ครั้นคราวเคียดคุมชัก |
เอาโทษ ใส่นา |
| รู้เหตุสิ่งใดไซร้ |
ส่อสิ้นกลางสนาม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- อย่าคบคนให้สนิทไปทั้งหมด ให้ดูราดเราก่อน อย่าให้ความสนิทสนมกับใครมากเป็นพิเศษต้องดู ทดสอบให้ดีเสียก่อนจึงคบ
14. ผู้เป็นนักปกครอง หรือผู้ถูกปกครองก็ดีต้องมีความรัก ความจริงใจซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกิจการของกันและกันอย่างเต็มที่
(หน้า 61)
| ใครทำโทษโทษนั้น |
แทนทด |
| ใครคิดจิตคดคด |
ต่อบ้าง |
| ใครจริงจึ่งจริงจรด |
รักต่อ กันนา |
| ใครใคร่ร้างเร่งร้าง |
รักร้างแรมไกล (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
| นายรักไพร่ไพร่พร้อม |
รักนาย |
| มีศึกสู้จนตาย |
ต่อแย้ง |
| นายเบียนไพร่กระจาย |
จากหมู่ |
| นายบ่รักไพร่แกล้ง |
ล่อล้างผลาญนาย (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- ผู้ปกครองก็ต้องรักลูกน้อง, มีความจริงใจต่อลูกน้อง ขณะเดียวกันลูกน้องก็ต้องมีความจริงใจต่อนาย มันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง - ผู้เป็นนักปกครอง หรือผู้ถูกปกครองก็ดีต้องมีความรัก ความจริงใจซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกิจการของกันและกันอย่างเต็มที่ นายสั่งอะไรลูกน้องก็ควรจะทำ และลูกน้องก็ควรมีความจงรักภักดีต่อนาย และนายเองก็รักลูกน้องด้วย
15. จงเตือนตนด้วยตนเอง ทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราเอง
(หน้า 12-13) ใจหวาดใจฟั่นฟื้น โฉงเฉง
ใจจักสอนใจเอง ยากไซร้
| ใจปราชญ์ตัดตามเพลง |
ดูง่าย นักหนา |
| ดั่งช่างปืนดัดไม้ |
แต่งให้ปืนตรง (สำนวนเก่า) |
|
|
| ใจชนใจชั่วช้า |
โฉงเฉง |
| ใจจักสอนใจเอง |
ไป่ได้ |
| ใจปราชญ์ดัดตามเพลง |
พลันง่าย |
| ดุจช่างปืนดัดไม้ |
แต่งให้ปืนตรง (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- จงเตือนตนด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครจะมาเตือนใจเราเองได้ดีเท่าตัวเรา แต่ถ้าเราไม่เตือนตัวเอง เราก็เป็นคนที่ไม่ดีของสังคม เพราะเราเป็นผู้ใหญ่จึงไม่มีกล้ามาเตือน แต่ถ้าเราเป็นเด็กก็ว่าไปอีกอย่าง
16. อย่าโอ้อวดตนเองให้มากจนเกินไป ที่รู้น้อยว่ารู้มากนั้นไม่ควร
(หน้า 45)
| กบน้อยไป่เห็นน้ำ |
สมุทรไท |
| อวดบ่อตนอาศัย |
เพียบน้ำ |
| รู้น้อยท่านทรงไตร |
ยังไป่ เห็นแฮ |
| ชรอึ่งอวดเองค้ำ |
แข่งรู้เหลือตน (สำนวนเก่า) |
|
|
| รู้น้อยว่ามากรู้ |
เริงใจ |
| กลกบเกิดอยู่ใน |
สระจ้อย |
| ไป่เห็นชเลไกล |
กลางสมุทร |
| ชมว่าน้ำบ่อน้อย |
มากล้ำลึกเหลือ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- กบอยู่ในสระเล็ก ๆ ไม่เคยเห็นทะเลหรือมหาสมุทรก็บอกว่าน้ำในสระนี้มากเหลือเกิน หมายความว่าอย่าทำอะไรที่เป็นการโอ้อวดตัวเอง รู้น้อยว่ารู้มาก เราต้องศึกษาหาความรู้ให้มาก มีความถ่อมตนในความรู้ของตนเอง
17. ให้รู้จักประมาณตน
(หน้า 55)
| มือด้วนคิดจะมล้าง |
เขาหมาย |
| ปากด้วนถ่มน้ำลาย |
เลียบฟ้า |
| หิ่งห้อยแข่งแสงฉาย |
สุริเยศ |
| คนทุพพลอวดกล้า |
แข่งผู้มีบุญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- อย่าไปแข่งบุญแข่งวาสนา ให้รู้จักประมาณตน จะได้ไม่เกิดความทะเยอทะยานให้ทำอะไรที่มันเกินตัวนอกจากนี้ยังรวมไปถึงไม่ให้เราฟุ่มเฟือย การวางตน การแต่งตัวให้พอประมาณตน
(หน้า 120)
| นกน้อยขนน้อยแต่ |
ไมตรี |
| รังแต่งจุเมียผัว |
ต่อตั้ง |
| มักใหญ่ย่อมคนหวัว |
ทรัพย์แผ่ อวยนา |
| ทำแต่พอตัวไซร |
ต่อด้วยสัตยา (สำนวนเก่า) |
- นกน้อยทำรังแต่พอตัว นกน้อยเวลามันสร้างรังนั้นมันไม่มีปัญญาจะสร้างรังใหญ่ มันจึงเลือกทำรังเฉพาะที่จะอยู่กันสามีภรรยาได้ พอมีลูกแล้วค่อยขยับขยาย ก็เหมือนคนเวลาออกไปมีครอบครัวก็อย่าให้มันเกินตัว เพราะในตอนแรกต้องตั้งตัว ก็เป็นนกน้อยทำรังแต่พอตัวไปก่อน ต่อไปมีเงินมากพอแล้วค่อยขยายบ้านช่อง แต่ถามว่ามันเป็นประเด็นอย่างไร บางคนบอกว่ามันทำให้คนไทยไม่มีความกระตือรือร้น คิดว่าอย่าไปทำอะไรให้มันเกินหน้าเกินตา (ประเด็นนี้เถียงกันใหญ่เลยอ่ะ)
18. คิดให้ดีก่อนพูด
(หน้า 196)
| เป็นคนคิดแล้วจึ่ง |
เจรจา |
| อย่าลนหลับตา |
แต่ได้ |
| เลือกสรรหมั่นปัญญา |
ตรองตรึก |
| สติริรอบให้ |
ถูกแล้วจึงทำ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- เป็นคนคิดแล้วจึงเจรจา คิดให้ดีก่อนพูด (อย่ามาลนหลับตา แต่ได้) ให้คิดให้ดีเสียก่อน ทำอะไรอย่างมีสติ คิดแล้วจึงทำ
19. อย่าประมาทในกิจการทั้งปวง มีความละเอียดในการทำงาน
(หน้า 197)
| เข้าเถื่อนอย่าหมิ่นพร้า |
มีไป |
| เข้าศึกอย่านอนใจ |
เฉื่อยช้า |
| อาวุธอย่าวางไกล |
ขุกค่ำ คืนแฮ |
| นอนแต่ยามหนึ่งอ้า |
อาจป้องภัยพาล (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
20. มีความมั่นคงในวาจา มีวาจาสัตย์ หรือมีสัจจะวาจา
(หน้า 23)
| งาสานฤาห่อนเหี้ยน |
หดคืน |
| คำสัปบุรุษยืน |
เยี่ยงนั้น |
| ทรชนกล่าวกลับขืน |
คำเล่า |
| หัวเต่ายาวแล้วสั้น |
เล่ห์ลิ้นทรชน (สำนวนเก่า) |
| งาสานงอกแล้วห่อน |
หดคืน |
| คำกล่าวสาธุชนยืน |
ดุจนั้น |
| ทุรชนกล่าวคำยืน |
คืนเล่า |
| หัวเต่ายาวแล้วสั้น |
ดุจลิ้นทรชน (สำนวนเก่า) |
|
|
| งาสารฤาห่อนเหี้ยน |
หดคืน |
| คำกล่าวสาธุชนยืน |
อย่างนั้น |
| ทุรชนกล่าวคำฝืน |
คำเล่า |
| หัวเต่ายาวแล้วสั้น |
เล่ห์ลิ้นทรชน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- คนดีหรือสาธุชนก็พูดในสิ่งที่ดี มีคำพูดที่เชื่อถือได้ แต่คนเลวเหมือนหัวเต่า ยาวบ้างสั้นบ้าง หดไปหดมาเชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง สรุปว่าเชื่อไม่ได้ ไม่มีความมั่นคงในวาจา ไม่มีวาจาสัตย์ หรือไม่มีสัจจะวาจา
21. อย่าไปถือสา โต้ตอบกับคนเลวหรือคนพาล
(หน้า 26)
| หมาใดตัวร้ายขบ |
บาทา |
| อย่าขบตอบต่อหมา |
อย่าขึ้ง |
| ทรชนชาติช่วงทา |
รุณโทษ |
| อย่าโกรธอย่าหน้าบึ้ง |
ตอบถ้อยถือความ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
(หน้า 128)
| หลีกเกวียนให้หลีกห้า |
ศอกหมาย |
| ม้าหลีกสิบศอกกราย |
อย่าใกล้ |
| ช้างสี่สิบศอกคลาย |
คลาคลาด |
| เห็นทุรชนหลีกให้ |
ห่างพ้นลับตา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- เห็นคนเลวให้ห่างไกล
22. ใช้อะไรให้ใช้ให้เหมาะ, ใช้คนให้ถูกงาน
(หน้า 128)
| พาชีขี่คล่องคล้อย |
ควรคลา |
| โคคู่ควรไถนา |
ชอบใช้ |
| บนชานชาติวิฬาร์ (แมว) |
ควรอยู่ |
| สุนัขเนาแต่ใต้ |
ต่ำเหย้าเรือนครวญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
|
|
| พาชีขี่คล่องแคล้ว |
ไคลคลา |
| โคคู่ควรไถนา |
ชอบใช้ |
| แม้แมวอยู่เคหา |
ควรอาสน์ |
| ชาติสุนัขแต่ใต้ |
ต่ำเหย้าเรือนควร (สำนวนเก่า) |
- ใช้อะไรให้ใช้ให้เหมาะ, ใช้คนให้ถูกงาน อย่างแมวอยู่บนเรือน หมาควรจะอยู่ใต้ถุนบ้าน
23. ประหยัดการใช้ทรัพย์ ให้ระมัดระวังการใช้ทรัพย์ อย่าประมาท ให้รู้จักประหยัดมัธยัสถ์
(หน้า 176)
| เกิดตระกูลมูลมากทั้ง |
เงินทอง |
| ทรัพย์ท่านนึกตรึงปอง |
ใคร่ได้ |
| ทรัพย์ตนไป่ครอบครอง |
แจกจ่าย เสียแฮ |
| จักฉิบหายวายไร้ |
เร่งไร้เร็วพลัน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
(หน้า 124)
| เป็นคนจากเหย้าอย่า |
เปล่ากาย |
| เงินพกผ้าห่อชาย |
ขอดไว้ |
| เคหาอย่าสูญดาย |
ข้าวเปลือก มีนา |
| เฉินฉุกขุกจักได้ |
ห่อนเลี้ยงอาตมา (สำนวนเก่า) |
|
|
| เป็นคนคลาดเหย้าอย่า |
เปล่ากาย |
| เงินสลึงติดชาย |
ขอดไว้ |
| เคหาอย่าสูญวาย |
ข้าวเปลือก มีนา |
| เฉินฉุกขุกจักได้ |
ห่อนเลี้ยงอาตมา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- อย่าประมาทในการทั้งปวง เงินทองเอาผูกชายพกไว้บ้าง เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้หยิบมาใช้ เข้ามาในบ้านให้มีข้าวเปลือกเผื่อฉุกเฉิน มีสงครามจะได้เอามาหุงกินก่อน แล้วค่อยไปหาภายหน้าต่อไป
24. รักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของตนเองประดุจดังจามรีรักขนหางของมัน
(หน้า 50)
| จามรีขนข้องอยู่ |
เปลื้องปลด |
| ฤารักชีพสงวนยศ |
ยิ่งไซร้ |
| สัตว์โลกอันสมมติ |
มีชาติ นี้นา |
| ดูเยี่ยงสัตว์นั้นได้ |
อ่านอ้างภายหลัง (สำนวนเก่า) |
|
|
| จามรีขนข้องอยู่ |
แปลงปลด |
| ชีพบ่รักรักยศ |
ยิ่งไซร้ |
| สัตว์ชนโลกสมมติ |
มุติชาติ |
| จงเยี่ยงสัตว์นั้นให้ |
อ่านอ้างภายหลัง (สำนวนเก่า) |
|
|
| จามรีขนข้องอยู่ |
หยุดปลด |
| ชีพบ่รักรักยศ |
ยิ่งไซร้ |
| สัตว์โลกซึ่งสมมติ |
มีชาติ |
| ดูเยี่ยงสัตว์นั้นได้ |
ยศซ้องสรรเสริญ (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- รักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของตนเองประดุจดังจามรีรักขนหางของมัน (จามรีรักหางของตนฉันใด คนก็ต้องรักศักดิ์ศรีของตนฉันนั้น)
25. จงผูกไมตรี จงมีไมตรีต่อผู้อื่น
(หน้า 71)
| จำสารสับปลอกเกี้ยว |
ตีนสาร |
| จำนาคมนตร์พิสดาร |
ผูกแท้ |
| จำคนเพื่อใจหวาน |
ต่างปลอก |
| จำโลกล้ำเลิศแล้ |
เท่าด้วยไมตรี (สำนวนเก่า) |
| จำสารสับปลอกเกี้ยว |
ตีนสาร |
| จำนาคมนตร์พิสดาร |
ผูกแท้ |
| จำคนเท่าใจหวาน |
ต่างปลอก |
| จำโลกนี้มั่นแล้ |
เท่าด้วยไมตรี (สำนวนเก่า) |
26. เอาชนะความโกรธด้วยเมตตา
(หน้า 72)
| ผจญคนโกรธด้วย |
ไมตรี |
| ผจญหมู่ทรชนดี |
ต่อตั้ง |
| ผจญหมู่โลภจงมี |
ทรัพย์แผ่ อวยนา |
| ผจญอสัตว์จงยั้ง |
ต่อด้วยสัตยา (สำนวนเก่า) |
27. มีความพากเพียนใจการแสวงหาความรู้ เพราะความรู้จะอยู่กับเราไปนานเท่านาน
(หน้า 82)
| ความรู้ดูยิ่งล้ำ |
สินทรัพย์ |
| คิดค่าควรเมืองนับ |
ยิ่งไซร้ |
| เพราะเหตุจักอยู่กับ |
กายอาต มานา |
| โจรจักเบียนบ่ได้ |
เร่งรู้เรียนเอา (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
(หน้า 83)
| ความเพียรเป็นอริแล้ว |
เป็นมิตร |
| คร้านเกียจเป็นเพื่อนสนิท |
ร่วมไร้ |
| วิชาเฉกยาติด |
ขมขื่น |
| ประมาทเหมือนดับไต้ |
ชั่วร้ายฤาเห็น (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- ความเพียนมันเป็นยาขม แต่ความเกลียดคร้านเป็นเพื่อนสนิท เพราะมันทำได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้น ให้มีความเพียร เพราะถ้าเราประมาทเหมือนกับไต้ ชั่วร้ายฤาเห็น
28. ให้รู้จักประมาณตน, รู้จักฐานะตนเอง และให้มีความอุตสาหะพยายามในการหาทรัพย์สิน
(หน้า 120)
| เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม |
ใจตาม |
| เรายากหากใจงาม |
อย่าคร้าน |
| อุตส่าห์พยายาม |
การกิจ |
| เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน |
อย่าท้อทำกิน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- ให้รู้จักประมาณตน, รู้จักฐานะตนเอง (เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม) แต่ในขณะเดียวกันให้มีความอุตสาหะพยายามในการหาทรัพย์สิน ถ้าจะเอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน, ถ้าอยากจะมีอย่างที่เพื่อนบ้านมีก็อย่าท้อถอย ต้องขยันขันแข็งทำมาหากิน ไม่ใช่ว่าเห็นเพื่อนบ้านมีก็มีตามประเภทรสนิยมสูงรายได้ต่ำนั้นไม่ได แต่ต้องขวนขวายหาทรัพย์
29. ให้จดบันทึกไว้ว่าคนชั่วนั้นไม่รู้จักบุญคุณ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะฉะนั้นจงมีความกตัญญู ระลึกบุญคุณคน
(หน้า 195)
| คนใดใจหมั้นเล่ห์ |
เหล็กจาร |
| จำจดสิ่งสามานย์ |
มั่นไซร้ |
| อุตส่าห์พยาบาล |
บ่ละ ลืมนา |
| จับเสร็จประโยชน์ได้ |
ที่แท้โดยเพียร (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- คนชั่วนั้นแม้เราจะดีด้วย อุตสาห์พยาบาลแต่พอสมประโยชน์แล้วก็ลืมเรา ไม่เห็นบุญคุณของเรา ให้จดบันทึกไว้ว่าคนชั่วนั้นไม่รู้จักบุญคุณ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะฉะนั้นจงมีความกตัญญู ระลึกบุญคุณคน (อันนี้อาจารย์ไม่มั่นใจอ่ะนะ) - พระให้ทรรศนะว่า ให้เราชนะความชั่วด้วยความดี, เอาชนะคนไม่ดีด้วยความดีก็เป็นได้
30. สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล
(หน้า 167)
| น้ำบัวบอกลึกตื้น |
ชลธาร เที่ยงแฮ |
| มารยาทส่อสันดาน |
ชาติเชื้อ |
| โฉดฉลาดฟังคำขาน |
บอกแน่ |
| หญ้าเขียวเหี่ยวแห้งเรื้อ |
บอกร้ายดีดิน (สำนวนเก่า) |
| ประมาณชนชอบชั่วก้าน |
โกมุท |
| มารยาทบอกกุลบุตร |
บอกแจ้ง |
| วาจาบอกต่อยุทธ |
ยกโฉด ฉลาดแฮ |
| หญ้าชุ่มชื้นเหี่ยวแห้ง |
ชั่วชี้ดีดิน (สำนวนเก่า) |
- เหมือนกับดอกบัว ที่น้ำบัวบอกความลึกหรือความตื้นของสระบัวได้ ฉันใดฉันนั้นมารยาทของคนก็บอกที่มาของคนได้เช่นกัน กริยาวาจาก็เช่นกันจะรู้ได้ต่อเมื่อ "บอกต่อยุทธ" คือได้คุยกัน
(หน้า 167)
| ก้านบัวบอกลึกตื้น |
ชลธาร |
| มารยาทส่อสันดาน |
ชาติเชื้อ |
| โฉดฉลาดเพราะคำขาน |
คนทราบ |
| หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ |
บอกร้ายแสลงดิน (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
- มารยาทหรือคำพูดจะโฉดหรือฉลาด สติปัญญาดีหรือไม่ดีก็บอกได้ถ้าไปพูดจากัน และดินจะดีหรือไม่ดีก็ดูที่หญ้าว่าจะข้นหรือไม่ขึ้น หญ้าจะเหี่ยวแห้งหรือไม่ หรือหญ้างอกงามดีก็แปลว่าดินดี ฉันใดก็ฉันนั้น
ประเด็นอภิปราย
อาจารย์ถามว่าข้อใดที่เห็นว่าจะเอามาปรับใช้กับสังคมปัจจุบันได้ หรือใช้ได้ทั้งหมด และข้อใดที่มีปัญหาบ้างกับการปฏิบัติในยุคปัจจุบัน เพราะไม่เข้ากับยุคสังคมโลกาภิวัตน์, ยุคคอมพิวเตอร์
- จักรพงษ์ ตอบว่า คบคนที่ควรคบ อาจารย์เลยเสริมว่า ให้ใช้สติปัญญาในการที่จะเลือกคบคน อย่าคบสนิทถ้ายังไม่แน่ใจ ก็ให้ทดสอบ อันนี้เป็นประเด็นที่ดีที่เราควรระลึกไว้
- ท่านภาสกรณ์ ตอบว่า อย่าจับผิดคนอื่น
- สารวัตร ตอบว่า ชนะใจตัวเอง อาจารย์เลยเสริมว่า ยากที่สุดเลย เช่นในเรื่องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นชนะใจตัวเองเป็นเรื่องใหญ่
- คุณโยธิน ตอบว่า มีความหนักแน่นอย่าหวั่นไหวต่อคำติฉินนินทา
อาจารย์ถามต่อไปว่าข้อไหนที่ล้าสมัยและทำลำบาก จะเห็นว่าไม่ค่อยพูดเรื่องสามีภรรยาเลย ที่มีคนบอกว่า
| "รักกันอยู่ขอบฟ้า |
เขาเขียว |
| เสมออยู่หอแห่งเดียว |
ร่วมห้อง |
| ชายใดบ่แลเหลียว |
ตาต่อ กันนา |
| เหมือนขอบฟ้ามาป้อง |
ป่าไม้มาบัง" (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
ไม่เห็นมีจริยธรรมตรงไหนเลยอ่ะ เกี่ยวกับความรักมากกว่าจริยธรรม จะว่าเมตตาก็ไม่ใช่ จะว่าความรักและความชังก็ไม่ใช่ อันนี้อาจารย์ไม่มั่นใจว่าเป็นจริยธรรม
(หน้า 63)
| แม้นมีคุณรู้ดั่ง |
สัพพัญญู |
| ผิบ่มีคนชู |
ห่อนขึ้น |
| หัวแหวนค่าเมืองตรู |
ตาโลก |
| ทองบ่รองรับพื้น |
ห่อนแก้วมีศรี (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
แล้วอันนี้เป็นจริยธรรมหรือไม่ ถ้าเป็นแล้วเป็นตรงไหน - เก่งแค่ไหนถ้าไม่มีคนยกย่องสรรเสริญก็ไม่มีความหมาย เช่นเดียวกันหัวแหวนถ้าไม่มีทองรองรับก็ไม่มีความหมาย เพราะเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ แต่อันนี้ก็ไม่เป็นจริยธรรมอยู่ดี จะเห็นว่าบางบทก็ไม่มีจริยธรรมอ่ะนะ
(หน้า 65)
| โกกิลักเอาศัพท์ตั้ง |
ต่างทรง รูปแฮ |
| หญิงซื่อใจตรงผัว |
รูปแท้ |
| เสียรูปวิทยาคง |
ต่างรูป ชายแฮ |
| มลายโทษโกรธไปล่แปล้ |
รูปเจ้าฤาษี (สำนวนเก่า) |
| ดุเหว่าว่องศัพท์ตั้ง |
ต่างทรง |
| หญิงภักดีผัวดำรง |
รูปเกื้อ |
| ร้ายร่างวิชาคง |
ประกอบรูป |
| อดจิตเวรบ่เรื้อ |
รูปเจ้าสมณา (สำนวนเก่า) |
|
|
| กระเหว่าเสียงเพราะแท้ |
แก่ตัว |
| หญิงเลิศเพราะรักผัว |
แม่นหมั้น |
| นักปราชญ์มาตรรูปมัว |
หมองเงื่อน งามนา |
| เพราะเพื่อรสธรรมนั้น |
ส่องให้เห็นงาม (สำนวนพระยาเดชานุสรณ์) |
อาจารย์ถามว่าเป็นจริยธรรมมั๊ย แล้วเป็นจริยธรรมข้อไหน - นักปราชญ์ควรมีจริยธรรมหรือเปล่า - นกกระเหว่าจะดีก็เพราะเสียงของมัน ผู้หญิงจะดีก็เพราะรักสามี นักปราชญ์จะดีก็เพราะมีความรู้ จะเห็นว่าไม่เป็นจริยธรรม แต่เป็นคุณสมบัติที่ควรมีตะหาก บางอย่างมันไม่เข้าข่ายอาจารย์ก็เลยไม่เลือกมา
ต่อไปเถียงกันเรื่องความรู้จักประมาณตน หรือความสันโดษ อันนี้เป็นประเด็นที่พูดกันมากในปัจจุบัน แล้วทำลำบากเหมือนกัน ด้วยเพราะเหตุที่ยุคนี้เป็นยุคที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ถามว่าในยุคแบบนี้เรื่อง "การประมาณตน" ยังใช้ได้หรือไม่ - สรุปได้มั๊ยว่าอันนี้ทำได้ยากมากในสังคมปัจจุบัน
ความรู้เพิ่มเติม
โคลงโลกนิติเป็นสุภาษิตเก่าแก่ มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี นักปราชญ์ในครั้งนั้นได้สรรหาคำสุภาษิตที่เป็นภาษาบาลีและสันสกฤตที่มีอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ คือ คัมภีร์โลกนิติ คัมภีร์โลกนัย ตลอดจนคัมภีร์พระธรรมบท แล้วนำมาแปลเป็นภาษาไทย โดยแต่งเป็นคำประพันธ์ คำโคลงทุกคาถารวมเรียกว่าโคลงโลกนิติ เป็นสุภาษิตที่บรรพบุรุษของไทยนับถือ นำไปเล่าเรียน สั่งสอน และประพฤติปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าทุกสถานะอาชีพต่อเนื่องกันมาช้านานจนถึงปัจจุบัน
เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ ทรงมีพระราชประสงค์จะให้จารึกโคลงโลกนิติลงในแผ่นศิลาในวัดพระเชตุพนฯ เป็นธรรมทาน จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร รวบรวมโคลงโลกนิติของเก่ามาชำระแก้ไขใหม่ให้เรียบร้อยปราณีตและไพเราะ เพราะของเก่าที่คัดลอกต่อ ๆ กันมาปรากฎว่ามีถ้อยคำที่วิปลาสคลาดเคลื่อนไปมาก สุภาษิตที่ปรากฏในโคลงโลกนิติล้วนเป็นภาษิตที่นิยม นับถือกันว่าเป็นภาษิตที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นหลักประพฤติปฏิบัติ และนำไปสั่งสอนกันต่อไป
***