ครั้งที่ 10 (22-8-43)
กฤษณาสอนน้อง
ในเรื่องนี้ก็มีจริยธรรมเยอะเช่นเดียวกันในส่วนของจริยธรรมของหญิงที่ควรปฏิบัติต่อสามี มีหลายเล่ม แปลกน่ะที่ไม่มีผู้หญิงสอนบุรุษบ้างเลย ว่าควรปฏิบัติอย่างไรต่อภรรยา กฤษณาสอนน้องเป็นนิพนธ์ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส กฤษณาเป็นใคร แล้วสอนน้องได้อย่างไร นางกฤษณาเป็นนางสำคัญในวรรณคดีอินเดียชื่อ มหาภารตระ ที่กล่าวถึงกษัตริย์ 5 องค์ กษัตริย์ปัณฑวหรือปัณฑพ เป็นพี่น้อง 5 องค์ เข้าไปในงานสยุมพร คือนางกฤษณาเป็นเจ้าหญิงของเมืองหนึ่ง แล้วก็ทำพิธีสยุมพร คือพิธีเลือกคู่เสี่ยงพวงมาลัย แบบนางรจนา ก็มีกษัตริย์หลายองค์ ไปปรากฏเป็นเจ้าชายต่างเมืองให้นางกฤษณาเลือก เพราะนางกฤษณาเป็นคนที่สวยมาก น่ารักอ่อนหวาน ที่นี้กิตติศัพท์ก็เลื่องลือไป เจ้าชายจากต่างแคว้นก็มา จนกระทั่งบิดามารดไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยจัดพิธีสยุมพร และพิธีสยุมพรที่เรียกว่าเป็นพิธีแต่งงาน จริงๆแล้วก็ใช่ มันเป็นพิธีเสี่ยงพวงมาลัย มีเจ้าชายมาชอบหลายองค์ ปรากฏว่าตกลงกันไม่ได้ เจ้าชายปัณฑวะ 5 องค์ ล้วนแต่รักนางกฤษณาหมดเลย ในที่สุด มารดาของนางกฤษณา บอกว่าให้สยุมพรไปเลย นางกฤษณาก็เลยทำพิธีวิวาห์กับกษัตริย์ปัณฑวะ แล้วก็อยู่กับกษัตริย์ 5 องค์วันละองค์ เมื่อแต่งงานไปแล้ว วันนี้อีกวันก็กลายเป็นสาวบริสุทธิ์ แล้วก็มาอยู่กับอีกคนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็เป็นสาวบริสุทธิ์มาอยู่กับอีกองค์หนึ่ง กับ 5 องค์อย่างนี้ตลอด แต่ว่าเป็นไปอย่างนี้ตลอดจนครบ 5 วัน ที่นี้ปรากฏก็เกิดมีการ มีพวกทีเรียกว่า เจ้าชายอีกเมืองหนึ่ง
ธุรโยธน (ไม่มั่นใจว่าถูก) ซึ่งเป็นกษัตริย์เจ้าชายของอีกเมืองหนึ่ง ก็มาท้าเจ้าชาย 5 องค์เล่นสกา ซึ่งถ้าหากว่าแพ้ เจ้าชาย 5 องค์ต้องเสียบ้านเมือง แล้วก็ยก นางกฤษณาให้กับธุรโยธน แสดงว่านางมีเสน่ห์มาก ปรากฏว่า เล่นไปเล่นมากษัตริย์ปัณฑวะ 5 องค์ แพ้สกาหมดเลย สกาเป็นเกมส์ของคนอินเดียที่ชอบมาก เสร็จแล้วปรากฏว่า จะถูกริบสมบัติ บ้าน ช้างม้า วัวควาย หมดเลย ในที่สุดพ่อของธุรโยธน ไม่เอาเมือง แต่ธุรโยธนก็อ้อนวอนให้เล่นใหม่ แล้วบอกว่า ใครแพ้ต้องออกเดินป่า 14 ปี ในระหว่าง 14 ปี นั้น 12 ปีแรก จะไปที่ไหนก็ได้ แต่ปีที่ 13 ให้ไปที่ลี้ลับ ไม่ให้ใครหาเจอ แล้วปรากฏว่า อย่าให้พวกของพระโยธนรู้ ถ้ารู้แล้ว จะต้องอยู่ป่าต่อไปอีก 14 ปี ทำไมธุรโยธน จะต้องมีอิทธิพลต่อกษัตริย์ ๕ องค์ด้วยก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ในที่สุดสรุปแล้ว กษัตริย์ปัณฑวะก็แพ้อีก ก็เลยออกเดินทางไปเป็นเวลานาน การไปก็เพื่อจะชำระบาปของตัวเองด้วย มีการล้างสิ่งที่มันไม่ดีที่มีอยู่ในตัว ในที่สุดเดินทางแยกกันไป 5 องค์ ก็พบกันในป่าแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า ป่า
ทั้ง 5 องค์ก็มานั่งคุยกัน เพราะไม่ได้เจอกันมาเสียนาน แล้วก็บอกว่ามีพระฤาษี พราหมณ์เยอะแยะในป่านั้น ก็เลยมาเจอกันหมดเลย ก็เลยมาสนทนากันถึงเรื่องราวต่าง ๆ
เรื่องที่มันจะเกิดกฤษณาสอนน้องก็คือว่า กฤษณาก็เดินทางไปด้วยกับพวกเจ้าชายทั้ง 5 องค์ ที่นี้ ปรากฏว่า กษัตริย์อีกองค์หนึ่ง ชื่อ กฤษณวาสุทธิ์เทวะ เป็นกษัตริย์อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งพระนารายณ์อวตารมาเกิดนั่นเอง แล้วก็มีนางมเหสีชื่อนางศักยะมาภา ก็มาด้วย กฤษณวาสุทธิ์เทวะก็เลยมาคุยกับกษัตริย์ ปัณฑวะเพราะเคยรู้จักกันมาก่อน นางศักยะมาภาก็คุยกับนางกฤษณา ศักยะมาภาอายุน้อยกว่า คุยไปคุยมาก็บอกว่า ศักยะมาภาก็ถามกฤษณาว่า ทำไมจึงถูกใจสามีทั้ง 5 องค์ สามีก็รักมาก เป็นเรื่องอัศจรรย์ใจมาก นางกฤษณาได้ฟังก็มีความปลาบปลื้มยินดีมาก ก็เลยลงมือสั่งสอนนาง โดยเริ่มสั่งสอน ศักยะมาภา เกี่ยวกับจริยธรรม ของหญิงผู้ครองเรือน รวมแล้วคล้ายๆ กับสุภาษิตสอนหญิง เพราะมีอะไรแปลกเป็นตัวของตัวเองเหมือนกัน พอจะออกไปทางอินเดีย ที่นี้ อย่างเช่น เริ่มต้นด้วยการไหว้ครู่ก่อน เทวดา ไหว้พระสงฆ์
ขอถวายภิวาท
ศาสดาดิลกพลัน ทั่วสงฆ์อันทรงสรรคุณา
นพพรหมินทร์วชิรินทรวิษณุศิวา ฯลฯ
ประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ถ้าใครอยากทราบประวัติละเอียดให้ไปดูวิทยานิพนธ์นักศึกษา พระมหาหยก อาจใจ ที่เพิ่งจบไป วัดไร่ขิง เป็นนักศึกษารุ่นแรก
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจุ้ย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533 ทรงมีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าวาสุกรี เมื่อพระองค์ประสูติแล้วพระราชบิดาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระชนมายุได้ 53 พรรษา ทรงครองราชย์สมบัติมาแล้ว 8 ปี เมื่อพระองค์เจ้าวาสุกรีเจริญพระชนม์พรรษาได้ 12 พรรษา ก็ออกผนวชเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2345 พร้อมกับพระองค์เจ้าอีกองค์หนึ่ง ต่อมาเมื่อกรมพระราชวังหลัง เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ ในรัชกาลที่ 1 เสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุก็ แล้วไปประทับที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แล้วพระองค์เจ้าวาสุกรีก็เป็นสามเณรก็เสด็จไปประทับที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามด้วย ในระหว่างที่ทรงผนวชเป็นสามเณรนั่นเอง พระองค์เจ้าวาสุกรีก็ได้ศึกษาในสำนักของสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงศึกษาภาษาทั้งไทย ขอม มคธ โบราณคดี ศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอย่างแตกฉาน ต่อมาในปี 2354 พระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสุ เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระพนรัตวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเป็นกรรมวาจาจารย์ ทรงได้รับฉายาว่า สุวัณณรังสี แล้วเสด็จประทับอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามตลอดพระชนมายุของพระองค์ เมื่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุได้ 3 พรรษา สมเด็จพระพนรัต มรณภาพ ในระหว่างพรรษา ขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชโอรสของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมปรมานุชิตชิโรส ซึ่งตอนนั้นไม่ได้เป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าขึ้นเป็นอธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แทนสมเด็จพระพนรัต และทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะด้วย ต่อมาใน พ.ศ. 2474 ถึงรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระประสงค์จะบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามซึ่งชำรุดทรุดโทรทปรักหักพังมาก ก็เลยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมปรมานุชิตชิโรสทรงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ เพราะพระองค์ประทับอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามมาเป็นเวลานาน จึงเป็นหัวเรี่ยวแรงสำคัญในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อการบูรณเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร.3 โปรดเกล้าให้จารึกลงในแผ่นศิลาไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จารึกตำรายาต่างๆ ตำราการนวด ตำราฤาษีดัดตน ตำราต่างๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อไป เป็นเหตุให้วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามได้รับการขนานนามว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย
ทีนี้ในการจารึกแผ่นศิลานี้ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เราจะเห็นว่า มีเรื่องราวต่างๆ มีเป็นฉันท์ กราฟ กลอน อะไรต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นผลงานของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสมาก เช่น ฉันท์มาตราพฤทธิ์ วรรณพฤธิ์ โคลงฤาษีดัดตน เป็นต้น นอกจากนี้ยังทรงพระนิพนธ์โคลงดั้น ที่เรียกว่า บาทกุญชรและโคลงดั้น นิมิถมาลี เพื่อสรรเสริญพระเกียรติของรัชกาลที่สาม แล้วถ้าเราไปดู จะเห็นโคลงฤาษีดัดตนด้วย ในนั้นจะมีท่าออกกำลังกายท่าต่างๆ ซึ่งดูแล้วยากมาก มีฤาษีดัดตนเป็นรูปปั้นด้วย ซึ่งอันที่ยากที่สุดคือเอาหัวลงดิน แล้วเอาท้าวชี้ฟ้า แต่ก็มีคนทำสำเร็จ พวกฤาษีทั้งหลาย หรือพวกที่ไปเรียนก็เจ็ดวันทำได้ ก็กลายเป็นที่มาของ แอร์โรบิคแด็นซ์อะไรต่างๆ แล้วก็พวกออกกำลังกายจนคนอเมริการ่ำรวย จริงๆแล้วก็เป็นพวกโคลงฤาษีดัดตน เหล่านี้จารึกไว้ที่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามทั้งสิ้น ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะกลาง เป็นคณะสงฆ์ที่ทรงตั้งขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลวัดที่อยู่ในกรุงเทพฯทั้งหมด รวมทั้งสิ้นมีทั้งหมดมี 61 พระอาราม ดังมีรายชื่อตัวอย่างดังต่อไปนี้ เช่นวัดกัลยาณมิตร วัดกาญจนสิงหาสน์ วัดคูหาสวรรค์ วัดเคลือวัลย์ วัดจักรวรรดิราชาวาส วัดจันทราราม วัดชนะสงคราม วัดดุสิตาราม วัดมหาธาตุยุวราช รังสฤษดิ์ วัดมหรรณพาราม เป็นอารามหลวงทั้งสิ้น ทั้งหมด 61 วัด นี้เป็นย่อๆ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2394 ก็ได้สถานปนาสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ขึ้นเป็นกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงดำรงตำแหน่งพระสังฆราชในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระชนมายุได้ 61 พรรษา แต่ต่อมาไม่นานก็ทรงพระประชวรหนัก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าให้มีพิธีเสดาะเคราะห์ถวาย พระอาการประชวรก็หายไประยะหนึ่ง แต่ต่อมาอีก 2 ปีก็ทรงประชวรด้วยโรคชรา แล้วก็สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2396 ใกล้วันประสูติมาก คนเราสังเกตดูมักจะเป็นเช่นนี้ จะตายในวันที่ใกล้กับวันที่ตนเองเกิดเป็นส่วนใหญ่ ไม่ทราบว่าเป็นเช่นไร หรือบางทีตายวันเดียวกับวันที่เราเกิดเลย มันเหมือนกับเป็นการครบวงของอายุ สิริรวมพระชนมายุได้ 63 พรรษา กับ 4 วัน ได้รับพระราชทานพระโกฏิทองใหญ่ ปลงพระศพเป็น พระเกียรติยศเป็นอย่างยิ่ง แล้วรัชกาลที่ 4 ก็โปรดให้ยกพระศพไปไว้ที่ท้องสนามหลวงแล้วสร้างพระเมรุใหญ่ ตั้งขบวนแห่ ตั้งแต่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามไปยังท้องสนามหลวง เป็นพิธีใหญ่โต แล้วสมเด็จ พระจอมเกล้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงพระศพกรมสมเด็จปรมานุชิตชิโนรส เพราะทรงเป็นพระที่เคารพนับถือมาก เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงผนวชมาก่อน มีความสนพระทัยในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
ผลงานของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ทรงสนพระทัยการประพันธ์มาก แล้วโดยเหตุที่ทรงได้รับการสั่งสอนอบรมมาในด้านราชประเพณีและพระพุทธศาสนามาแต่ทรงพระเยาว์ อีกประการหนึ่งคือทรงสนพระทัยในด้านพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก จึงออกผนวชเมื่อพระชนมายุยังพระเยาว์มาก แล้วก็เลยไม่สึกเลย งานประพันธ์ของพระองค์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการอบรมจริยธรรม ใครอยากไปดูก็ไปดูที่หอสมุดแห่งชาติ เพราะว่าปัจจุบันนี้ หนังสือโบราณ นอกจากหอสมุดแห่งชาติแล้วก็ไม่รู้จะไปค้นที่ไหน ที่ธรรมศาสตร์ก็ปลวกกินทิ้งไปเยอะเหมือนกัน เป็นการสั่งสอนจริยธรรมให้กับประชานชน โดยที่อาศัยวรรณกรรมเหล่านี้เป็นสื่อในการอบรมจริยธรรม ที่พระนิพนธ์ที่สำคัญๆมีหลายเรื่อง เรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด คือลิลิตตะเลงพ่าย เป็นกวีนิพนธ์ชิ้นเอกของสมเด็จกรมพระ ปรมานุชิตชิโนรส กฤษณาสอนน้องถ้าจัดลำดับแล้ว จะเป็นที่สอง ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นอันที่หนึ่ง โดยใช้เคล้าโคลงของลิลิตญวนพ่าย เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติของกษัตริย์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราชคืนจากพม่าหลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่หนึ่ง พ.ศ.2112 เล่มที่สองที่อยากจะกล่าวก็คือกฤษณาสอนน้อง ก็เป็นเรื่องที่โด่งดังมาก ทรงนิพนธ์ระหว่าง พ.ศ.2374 ถึง 2377 เป็นการ สั่งสอนหลักจริยธรรมที่สตรีสมรสแล้วปฏิบัติต่อสามีของตน มีแหล่งทีมาจากคัมภีร์มหาภารตะ อย่างที่เล่าให้ฟัง นางกฤษณาเป็นมเหสีของเจ้าชายหรือกษัตริย์ 5 พระองค์ คนก็ใคร่ที่จะรู้ว่า ทำไมเป็นมเหสีของกษัตริย์ได้ทั้ง 5 พระองค์ แต่ก็มีอะไรหลายอย่าง มีการแต่งกันมาหลายยุคหลายสมัยแต่ก็มีการสูญหายไป คือว่าทางอินเดียก็แต่งของตัวเองเหมือนกัน เพราะว่าเขาสงสัยเป็นอันมากว่า นางกฤษณาทำไมถึงเก่ง เพราะมันเป็นตำนาน สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมปรมานุชิตชิโนรส ก็เลยนำกลับมาแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับยุคสมัย อันนี้คือกฤษณาสอนน้อง มีอีกบางเรื่อง เช่น สรรพสิทธิ์คำฉันท์ ก็ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2374 จากโคลงเรื่องปัญญาสชาดก เวลานี้มีอาจารย์หลาย ดร.ได้ถอดความเรื่องปัญญาสชาดก มี ดร. ไม่ทราบชื่อ ที่ท่านได้ถอดความไตรภูมิพระร่วง ก็ได้ถอดความเรื่องนี้ด้วย เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งทีเดียว ทีนี้สรรพสิทธิ์คำฉันท์ก็เอาเคล้าโคลงมาจากเรื่องนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ แล้วพระองค์เจ้ากปิฏฐา หรือเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ ได้ทูลอาราธนาขอให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ถวายรัชกาลที่สาม แล้วก็ยังมีอีกเล่มคือ สมุทรโคตรคำฉันท์ ก็เป็นทำนองเดียวกัน คือการดำเนินชีวิตของพระโพธิสัตว์ ในสมัยที่ทรงเสวยพระชาติเป็นสมุทรโคตรกุมาร ต่อมาอีกเล่มคือ ฉันท์
.และ
.
ช้างพังด้วยนะ ที่ได้ทรงพระนิพนธ์ขึ้นมา เจ้านายในวังทูลกรมหมื่นไกรวิชิตทูลอาราธนาให้นิพนธ์ขึ้นในปี 2383 ด้วยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการนำช้างพังซึ่งเป็นช้างเผือกที่คล้องได้มาทูลถวายรัชกาลที่ 3 ให้ช้างไม่ดื้อ จับง่าย ให้คล้องได้ง่าย
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ โคลงฉันท์จารึกวัดพระเชตุพน และโคลงดั้นปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน อันนี้ปรากฏว่าทรงนิพนธ์ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่สาม ในโอกาสที่พระองค์โปรดเกล้าให้รวมกวีหลายท่านขึ้น เพื่อแต่งบทประพันธ์ที่เป็นแนววิชาการเพื่อแกะสลักจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพน แล้วการที่พระองค์ปฏิสังขรณ์ วัดพระเชตุพน สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมปรมานุชิตชิโนรสทรงปลาบปลื้มยินดีมาก ก็เลยนิพนธ์ขึ้นมาเอง
เรื่องสุดท้ายคือ เทศน์มหาชาติ 11 กัณฑ์ จาก 13 กัณฑ์ แต่ทรงนิพนธ์ 11 กัณฑ์ เพื่อใช้เทศน์และสวดให้ประชาชนฟัง ทรงนิพนธ์ขึ้นเพื่อเทียบเคียงกับบทนิพนธ์เก่า คือไม่ครบ แค่ 11 กัณฑ์ มีคนแต่งหลายสำนวน ก็เลยทรงนิพนธ์ขึ้นมาบ้าง
***
กฤษณาสอนน้อง
เคยได้ยินมาบ้าง อย่างเช่นมีอยู่บทหนึ่ง คือ
พฤษภกาสรอีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคงสำคัญหมายในกายมี
นรชาติสิวางวายมลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดีประดับไว้ในโลกา
ความดีก็ปรากฏเกียรติยศฤาชา ความชั่วก็นินทาทุรยศกลิ่นขจร
เป็นราชบุตรีมหิงสีมหิสร เสวยสวัสดิถาวรถวัลยราชย์ถลาดล
อย่าเผยบัญชรบานพิศาลทัศนาชน จัดแถลงแสดงกุศลอย่าสวนเสียงสำเนียงดัง
เขาบอกว่าเป็นผู้หญิงอย่าเปิดหน้าต่างแล้วโผล่หน้าออกไป แล้วก็อย่าหัวเราะเสียงดัง อย่าส่งเสียงสำเนียงดัง อย่าหัวเราะคิกคัก เพราะว่าเป็นราชบุตรี เป็นผู้หญิงผู้ดีนี้ จะต้องไม่ทำแบบนี้ ต่อไปนี้เรามาพูดกันเป็นประเด็นๆดีกว่า เพราะที่ผ่านมาเรากล่าวไปแล้วว่านางกฤษณาเป็นใคร
หลักจริยธรรม
๑. ความซื่อสัตย์ ในที่นี้หมายถึง ความซื่อสัตย์ต่อสามี
อ้าแม่อย่ามา
ถอดความ. ภรรยาให้มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อสามี เป็นภรรยาที่ดีงาม กระทำหน้าที่ของตนที่ควรปฏิบัติให้ดีตามหลักปฏิบัติของภรรยา ในทิศทั้ง 6 ที่พึงอนุเคราะห์สามี
๒. ความรับผิดชอบ
หน้า 45 รอบรู้กิริยาอัชฌาสัย
.. ถอดความ.ให้บำรุงบำเรอสามี หมายว่าให้ช่วยเหลือ ให้ปรนนิบัติสามี เวลาตื่นให้ตื่นก่อน เวลานอนให้นอนทีหลัง สามีพูดอะไรจงฟัง อยู่ในโอวาทที่ดี จะพูดอะไรให้ระวังวาจา ดูแลรักษาเวลาสามีเจ็บป่วย ให้พยาบาลอย่าคราดจากสายตา เวลาสามีนอนก็อย่าทำโครมครามเสียงดังเป็นม้าดีดกระโหลก พยายามช่วยสามีบำรุงใจสามี อย่าเชือนแชอย่าทอดธุระว่าไม่ใช่ธุระเรา (หน้า 46) เวลาร้อนก็ช่วยพัดวีให้ สามีอาบน้ำก็ เอาเครื่องหอมไปให้ เช่น น้ำลอยดอกมะลิ เป็นต้น เวลาสายก็ให้ช่วยเหลือมาอยู่ใกล้ ๆ เวลานอนก็ให้นวด แสดงว่าเป็นภรรยาอินเดีย คือพยายามทำให้ความเป็นภรรยาอินเดียมาเป็นภรรยาไทย ก็ต้องดูว่าสำเร็จขนาดไหน แต่สมัยก่อนอาจสำเร็จ
อนุญาติให้สามีมีเมียน้อยได้ ถ้าสามีที่เป็นกษัตริย์จะให้รางวัลแก่นางใดที่พึงพอใจ อย่าทัดทาน อย่าไปขัดขวางด้วยจิตอันริษยาไม่ดี ต้องทำจิตใจกว้าง เพราะเราเป็นภรรยาเอกแล้ว
ในเรื่องที่หลวงตาแพรเยื่อไม้แต่ง มันจะมีอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องนางมัทรี และนางมัทรีนี้ ภรรยาไปมีเมียน้อย แล้วก็เอาภรรยาน้อยเข้ามาในบ้าน แล้วก็มีเสียงร่ำรือไปจนถึงวัด หลวงตาก็ได้ยิน หลวงตาก็เป็นพระเป็นที่นับถือในหมู่บ้าน มีอะไรหลวงตารู้หมด วันหนึ่งนางมัทรี ก็ไปหาหลวงตาแล้วเล่าให้ฟัง หลวงตาก็บอกว่า ทำไมถึงทำได้ ทำไมยอมล่ะ จิตใจเป็นอย่างไร ทำไมใจกว้างจังเลย มัทรีบอกว่า ยอม เพราะว่า ไม่ยอมก็ต้องเสียสามีไป เพราะฉะนั้นต้องทำใจ และในตอนจบ จำไม่ได้ลืมแล้ว แต่ประมาณว่า หลวงตาฟังแล้ว บอกว่านางมัทรีนี้เก่งจริงๆ อาจจะเป็นชื่อที่เรียนแบบ ตัวจริงอาจจะไม่ใช่ชื่อมัทรีก็ได้
ถอดความต่อ. อันนี้ก็หมายความว่า ทำอะไรอย่าให้สามีโกรธ เพราะถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะเป็นการเสื่อมศักดิ์ศรีของสามี คนอื่นเขาก็จะดูถูกดูแคลนเอา สามีมีคุณต่อเราเหมือนกับเป็นบิดา ดังนั้นรักตัวสงวนตัว อย่าทำอะไรให้คนอื่นเขาดูถูกและก็อย่าทะนงตัวมากเกินไป ฟังแล้วซึ้ง
สรุป ความรับผิดชอบ คือ หญิงดีพึงดูแลเอาใจใส่สามี ตั้งแต่ตื่นนอนจนนอนหลับอีกครั้งหนึ่ง ให้การปรนนิบัติโดยไม่มีการบกพร่องเลย เมื่อสามีป่วยดูแลรักษาตลอดเวลา ปรนนิบัติพัดวี ไม่ห่างเหิน คอยดูแลอย่างสม่ำเสมอ อันนี้ก็คือหน้าที่ที่จะต้องกระทำ
๓. รู้จักที่ต่ำที่สูง มีความอ่อนน้อมถ่อมตน
ถอดความ. ให้ภรรยารู้จักที่ต่ำที่สูง มีความอ่อนน้อมถ่อมตน จะเห็นว่ามีทุกเล่มเลย ตั้งแต่ไตรภูมิพระร่วง จะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งหญิงและชาย แต่อันนี้สอนเฉพาะผู้หญิง แต่ในกรณีสุภาษิตพระร่วงก็สอนผู้ชาย เมื่อสามีตรัสบอกอะไรมา ให้ตามใจหรือให้ตอบสนอง อันนี้ให้อ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้
๔. ความกตัญญู
ถอดความ. เข้าใจว่าจะเป็นความกตัญญูนะ สามีนี้ดูเหมือนจะเป็นปกเกล้า ช่วยกั้นภยันตราย เพราะฉะนั้นผู้หญิงจะต้องมีความกตัญญูรู้คุณต่อสามี เพราะว่าถ้าไม่มีสามีแล้ว ก็เหมือนกับแหวนวิเชียรราญ แหวนที่เพชรมันร้าว รังษีก็หมองไป ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้หญิงก็ต้องมีสามี ถ้าไม่มีแล้วจะเหมือน อัญมณีที่มันร้าว คือ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หญิงที่ไม่มีคู่หรือหญิงที่สามีหรือผู้ชายหน่ายเลิกร้างไป พอเป็นหม้าย ก็หอมโฉ่ คือไม่มีความสวยงาม เหมือนดังที่สามีอยู่ หมายความว่า ถ้าไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์โทมนัส ความเศร้า เพราะฉะนั้นอันนี้ก็กล่าวไว้อย่างนี้
ความคิดเห็นของนักศึกษา
ไม่อยากให้สามีมีเมียน้อยได้ เพราะรู้สึกรับไม่ได้ มันไม่ดี คือไม่ควรมีน้อย (เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของนักศึกษา) เพราะสิ่งที่ตามมาคือปัญหาครอบครัวด้วย เรื่องลูกเป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันเห็นผู้ชายไทยมี (จะมีได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเห็นแล้วกัน ขี้เกียจแกะ)
๕. ความสำรวม
ถอดความ. จะนั่งจะเดินให้ระมัดระวัง ถ้าซวนเซหกล้มไปคนก็จะหัวเราะ ให้มีความสำรวม เวลาเดินอย่าดูแหวนมากเดี๋ยวมันจะสะดุดขาตัวเองล้มลงไป อย่าเดินทัดมาลา คือทัดดอกไม้ที่หู อย่าเสยผม อย่างเช่นดาราที่ออกสัมภาษณ์ทางทีวี แล้วปล่อยผมปกหน้า แล้วก็เสยผม
ผ้านุ่งสมัยก่อนมันจะต้องมีจีบพก อย่าเดินไปด้วย จีบผ้านุ่งไปด้วย เดี๋ยวนี้มันลำบากเหมือนกัน เวลาผ้านุ่งมันจะหลุดจะทำอย่างไร คิดว่าก่อนออกจากบ้านต้องรัดให้แน่นพอสมควร เพราะว่าเวลาที่นุ่งผ้านุ่งทำไม จีบพกเสร็จแล้วจึงเอาผ้ายาวมารัด เพราะฉะนั้นผู้หญิงในสมัยก่อนเอวจะเล็กมาก เพราะมันรวมกับพวงมาลัยรอบเอวอีกที คือผ้าที่มันออกมาแล้วต้องม้วนทับไปกับเข็มขัดอีกที
อย่าเดินกรีดกราย มันจะดูเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ดูเป็นคนสำรวย เวลาเดินอย่าเดินกรีดสไบ ถ้าเดินอย่างนี้มันเหมือนเดินแฟชั่นโชว์ และเวลาเราดูผู้หญิงเดินแฟชั่นโชว์มันเป็นอย่างไร เดินกรีดกราย มันเหมือนกับไม่สมบุกสมบัน ไม่เอาจริงเอาจังในหน้าที่การงาน เข้าใจว่าอย่างนั้น
อย่าเดินเอามือจับหน้า เวลาเดินตามถนนหนทางแต่งตัวให้เรียบร้อย อย่าเปิดตรงโนั้นตรงนี้ เวลาเข้าวัดให้แต่งตัวเรียบร้อยหน่อย ผู้หญิงเวลาเข้าวัดนุ่งกางเกงได้ไหม ? ถ้าเป็นวัดพระแก้ว ต้องนุ่งกระโปรงที่เรียบร้อย
เวลาพบผู้ชายให้มีความสำรวม อย่ากรีดกรายมาก อย่าเท้าแขน เท้าคาง เพราะมันเป็นการบ่งบอกว่าเป็นคนที่ขี้เกียจ อย่าเท้าแขนจนตัวแอ่น อย่าไปแวะที่อื่นมากจนเกิน ต้องรีบกลับบ้านเพราะเราแต่งานแล้ว ให้นั่งตรง อย่าเอาศรีษะไปพิงอื่นแม้กระทั้งไหล่ตัวเอง โยกศรีษะไปมาไม่ดี อย่านั่งตามบันได เพราะคนขึ้นลง ร่มไม้ก็เหมือนกัน ไม่ให้นั่ง ไม่ให้นั่งนอนที่ชายคา ชานเรือนก็ไม่ให้นั่ง อันนี้ไม่ทราบแน่ชัด
๖. รู้จักประมาณ
อย่าเกลียดคร้านนั่นเอง นอนน้อยก็ไม่ดี จะทำให้ซูบผอมได้ นอนมากก็อ้วนอีก ให้นอนพอประมาณ กินอะไรก็ให้พอประมาณ กินมากก็อ้วน ให้ร่างกายดูงดงาม ถ้ากินพอประมาณ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ 6 อาจจะบอกว่า ให้มีความประมาณในการนอนการกิน เข้าใจว่ามันต่อจากความเกลียดคร้านน่ะ
๗. อย่าเกียจคร้าน
๘. รักษาศีลให้ทาน
ถอดความ. มีความใฝ่ใจในพระพุทธศาสนา มีการบำเพ็ญทาน บำเพ็ญศีล ปฏิบัติตัวรักษาศีล
๙. เอาใจใส่ดูแลสัตว์และต้นไม้
ถอดความ. ให้มีเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง พึงรักษาระเบียบฉันท์ ถ้าเจ็บป่วยก็ให้รักษาอย่ารังเกียจเลย เลี้ยงดูจนอิ่มหน่ำเป็นอาจินต์ เลี้ยงดูสัตว์ให้อิ่มหนำสำราญ ดูแลต้นไม้ เมื่อกี้รักสัตว์แล้ว ทีนี้ต้องดูแลต้นไม้ รดน้ำพรวนดิน กิ่งก้านก็ต้องตกแต่งให้สวยงาม
๑๐. รับเลี้ยงดูบริวาร
ให้มีความรัก เอาใจใส่เลี้ยงดูบริวาร เครื่องนุ่งห่ม พร้อมกับจัดหาอาหาร ดูแลและทำนุบำรุงให้เครื่องนุ่งห่มหรือปัจจัย 4 ดูแลอาหารการกินเสื้อผ้าของเขา เวลาใช้เขาขาก็จะไม่หลบลี้หนีหายจากเรา เขาก็จะมีความสุข
๑๑. ผูกไมตรี
ถอดความ. ให้ผูกไมตรี การผูกไมตรีก็เป็นจริยธรรม เวลาจับช้างคชสารให้ใช้บ่วงบาศคล้อง ผูกชนให้ใช้ไมตรี ถ้าผูกคนด้วยไมตรีแล้ว เขาก็จะรักเรา แล้วก็ไม่มีวันที่หน่ายแหนง
คำสอนสมรมานประสาทสารสุนทรแสดง
จงจำอย่าเคลือบแครงประพฤติเพื่อบำรุงตน
เป็นที่เสน่หาแด่ภรรดาเจริญ
กว่าเลห์เสน่ห์มนต์ปรมายาอันอาถรรพ์
หมายความว่า ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะเป็นที่เสนหาของสามียิ่งกว่าการทำเสน่ห์ยาแฝดอะไรทั้งหลายทั้งหลาย การทำเลห์มนตราต่างๆ
ก็มีกล่าวทั้งหมดเท่านี้ ก็จะมีกล่าวเป็นบทสรุปส่งท้าย
กฤษณาสอนน้องก็จบลงได้แต่เพียงเท่านี้ - ก็มีคำถามว่า ข้อใดทำไม่ได้บ้างในปัจจุบันนี้ หรือทำได้ยากในยุคปัจจุบันนี้ ให้ลองแสดงความคิดเห็นมา อันนี้แล้วแต่ว่าใครจะมีความเห็นอย่างไรน่ะ คิดกันเอาเอง จากข้อมูลทางจริยธรรมทั้ง 11 ข้อนี้.
***