http://www.duangden.com
สมจศ 531 แนวคิดทางจริยศาสตร์ในสังคมไทย
[ SHES 531 History of Ethical Thoughts in Thai Society ]


ครั้งที่ 1 แนะนำวิชาเรียน และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
 


***

ครั้งที่ 1 (13-6-43)
แนะนำวิชาเรียน และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

สำหรับวิชานี้เป็นการรวมประวัติศาสตร์ วรรณคดี และปรัชญาเข้าด้วยกัน มันเป็นภูมิปัญญาไทย เราจะเริ่มตั้งแต่ศิลาจารึก เพราะประวัติศาสตร์ไทย, ภูมิปัญญาไทยก็เริ่ม, จริยธรรมไทยปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก หรืออาจจะก่อนหน้านี้ก็ได้ แต่เราไม่ทราบและไม่มีหลักฐาน ที่มีหลักฐานก็คือจาก "ศิลาจารึก" ต่อไปนี้จะให้อ่านแล้วดูว่ามีจริยธรรมไทยอะไรบ้างที่ปรากฏในศิลาจารึก แล้วจับประเด็นให้ได้

ตัวอักษรนี้จริง ๆ แล้วเราคงอ่านไม่ออกแต่เขามีการถอดความ, อ่านจารึกนี้ออกมา แล้วคนที่มีบทบาทสำคัญมากในการอ่านคือทางกรมศิลปากร ชื่ออาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ แล้วนายประเสริฐ ณ นคร ซึ่งคนเหล่านี้มีบทบาทในการอ่านศิลาจารึกมาก

ทีนี้จะพูดถึงแนวคิดทางจริยศาสตร์ แต่อยากจะเปลี่ยนเป็นแนวคิดทางจริยธรรมด้วยซ้ำไป แต่มีประเด็นที่เราจะพูดคือเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรม เป็นการศึกษาแนวคิดที่เกี่ยวกับความประพฤติที่ดีงามในสังคมไทย ซึ่งเราจะต้องสืบค้นกลับไป

แนวคิดทางจริยธรรมหรือจริยศาสตร์ของคนไทยน่าจะมีมานานแล้ว ที่พูดว่าน่าจะมีมานานแล้ว เพราะคนไทยซึ่งอยู่ตามที่ต่าง ๆ ก็น่าจะมีความคิดว่าสิ่งที่เป็นความประพฤติที่ดีนั้นควรจะเป็นอย่างไร อักษรเราไม่ทราบว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร แต่ว่าปรากฏเป็นลายลักษณ์ครั้งแรกเมื่อเรามีตัวอักษรใช้ก็คือ ในยุคสมัยกรุงสุโขทัยนั่นเอง ก่อนนั้นคนไทยน่าจะมีแนวคิดทางจริยธรรมมาบ้างแล้ว แต่ก็คงไม่มีการจดบันทึกเอาไว้

ที่บรรยายวันนี้จะพูดถึงในส่วนของสุโขทัยก่อน จากนั้นจะเป็นอยุธยา และรัตนโกสินทร์ (ตอนต้นและตอนปลาย ซึ่งจะเป็นเรื่องราวของนักเขียนปัจจุบันที่เราจะพูดถึงก็มีอยู่หลายท่าน เช่น อาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งท่านได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมที่แฝงอยู่ในวรรณคดีต่าง ๆ หนือกฤณา อโสกสิน)

ตอนนี้อยากให้นักศึกษาได้ฟอร์มความคิดไว้ตั้งแต่แรกว่า มันมีพัฒนาการทางความคิด อยากจะให้ทราบไว้ตั้งแต่ต้นว่ามันเป็นประวิติศาสตร์ภูมิปัญญาไทย เพราะมีการรวมทั้งประวัติศาสตร์ วรรณคดี และปรัชญา ซึ่งไม่เคยมีใครทำไว้ก่อน ส่วนใหญ่หนังสือที่ได้ก็คือ จากหอสมุดแห่งชาติ และห้องสมุดธรรมศาสตร์

คนไทยน่าจะมีแนวคิดทางจริยศาสตร์มาเป็นเวลานานแล้ว แต่เมื่อไม่มีตัวอักษร จึงไม่มีการจดบันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้การแนวคิดทางจริยศาสตร์หรือจริยธรรมของคนไทยก็เท่ากับเป็น การศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญา เพราะนอกเหนือจากเราได้ศึกษาแนวคิดจริยศาสตร์แล้วเรายังได้ ทราบถึง ภูมิหลังของไทยด้วย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งเรียกว่าเป็นรากฐานของภูมิปัญญาไทย อย่างแท้จริง ซึ่งเราก็คงศึกษามามากแล้วตอนที่เราศึกษาพฤติกรรมทางจริยธรรมของคนไทย

เราอาจจะแบ่งแนวคิดทางจริยศาสตร์ออกมา ผู้บรรยายของแบ่งออกมาเลยว่า แบ่งออกตามยุคสมัยของประวัติศาสตร์ แต่วิชานี้ไม่ใช่วรรณคดีเราไม่ได้จะดูรสวรรณคดี แต่เราดูหนังสือ เพราะหนังสือก็คือสิ่งที่ถ่ายทอดความคิดของยุคนั้น ๆ เราก็จะดู

           1. สุโขทัย หนังสือที่น่าสนใจมีอยู่ 3 เล่มที่น่าสนใจ

(1.) ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (หนังสือของ ดร.ราตร ธันวารชร ซึ่งเป็นการตีความศิลาจารึก ไปเอาการอ่านตีความของผู้รู้มารวมไว้ รวมทั้งเป็นการตีความของท่านเอง สรุปเป็นประเด็น และมีประเด็นทางจริยธรรมในนั้นด้วย) จะศึกษาว่ามีประเด็นทางจริยธรรมใดบ้างที่น่าพูดถึง

(2.) สุภาษิตพระร่วง จากผลงานการวิจัย ได้สรุปรวมไว้ว่าสุภาษิตพระร่วงเป็นสุภาษิตที่สั่งสอนคนไทย มาเป็นเวลานานว่าควรประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร ในนั้นเราจะเห็นว่าคนไทยคิดอย่างไร สำหรับสุภาษิต ของพระร่วงนั้นเราไม่ทราบผู้แต่ง สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นพระยาลิไท แต่ว่าไม่แน่ใจว่าใช่เสียทีเดียวหรือเปล่า เพราะอาจจะเป็นพ่อขุนรามคำแหงก็ได้ เพราะคำว่า "พระร่วง" ไม่ได้หมายความถึง กษัตริย์เพียงองค์เดียว เพราะพระร่วงนี้คือราชวงศ์ของกษัตริย์สุโขทัยซึ่งปกครองสุโขทัย ดังนั้น อาจจะไม่แน่ใจว่าผู้แต่งมีกี่องค์ อาจจะมีเพียงองค์เดียวก็คือพระยาลิไทหรือเปล่า หรืออาจจะเป็น พ่อขุนรามคำแหงด้วย หรือว่าองค์อื่น ๆ แล้วแต่ว่าใครสนใจแต่งอะไรก็มาแต่ง จนกระทั่งมีคนบอกว่า ถึงสมัยอยุธยาอาจจะมีกษัตริย์บางองค์ที่มีเชื้อสายของพระร่วงเจ้า

คำว่า "ร่วง" ไม่ได้หมายถึงการร่วงตกลงบนพื้นดิน แต่หมายถึง "รุ่งเรือง" ผู้ที่รุ่งเรือง เพราะฉะนั้นจึงหมายถึงวงศ์กษัตริย์ที่ปกครองสุโขทัย เพราะฉะนั้นจึงสรุปไม่ได้ว่าใครเป็นผู้แต่ง สุภาษิตพระร่วง เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะแต่งโดยกษัตริย์ทุกพระองค์ของสุโขทัยที่แต่งไว้ก็ได้ แล้วก็เอามารวบรวม ตอนหลังก็มีการรวบรวมพิมพ์ออกมาเป็นเล่มในสมัยเรานี่เอง ในงานวิจัยดังกล่าว จะถึงลักษณะสังคมสุโขทัยด้วย ซึ่งจะสอดรับกับศิลาจารึกเป็นอันมาก

(3.) ไตรภูมิพระร่วง ผู้ที่สั่งให้แต่งคือพระยาลิไท ทรงสั่งให้ข้าราชบริพารแต่ง ซึ่งจุดประสงค์หลัก ในการแต่งเพื่อให้ประชาชนทำดี (สั่งสอนประชาชนว่าเธอไม่ควรประพฤติตนแบบนี้ เพราะในนั้น จะบอกว่านรกมีกี่ขุม มีกี่ประเภท สวรรค์มีกี่อย่าง) มีหนังสือ "ไตรภูมิพระร่วง" ของธรรมศาสตร์ ซึ่งไตรภูมิพระร่วงอันนี้จะมีการตีความ เช่น พูดถึงนรกแบบต่าง ๆ ซึ่งมี 7 ตอน

เพราะฉะนั้นหนังสือทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวนี้น่าสนใจ เพราะตอนนี้เขาก็กำลัง back to the origin ย้อนกลับพิจารณากำเนิดของเรา เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นสิ่งที่ดีว่าเราควรจะได้มีโอกาสศึกษา ทบทวนความเป็นไทยของเรา ว่าคนไทยมีภูมิปัญญามาก

           2. อยุธยา

           3. รัตนโกสินทร์
- ตอนต้น
- ตอนปลาย

***

ส มั ย สุ โ ข ทั ย

เป็นที่น่าแปลกมากเพราะเราในสมัยปัจจุบันก็สามารถเข้าใจได้ เพราะการคิดประดิษฐ์ ตัวอักษรเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.1826 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพ่อขุนรามฯ (พระเจ้ารามคำแหงมหาราช)

ก่อนอื่นจะเริ่มต้นจากยุคสุโขทัย เราไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ หรือวรรณคดีโดยเจาะจง แต่เราทราบภูมิหลังให้ได้ทราบถึงความคิดที่เป็นไทย ๆ

ยุคสุโขทัย หรือสมัยสุโขทัย เรื่องราวการตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจนเท่าไร เนื่องจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีน้อยและมันไกลตัวเรายิ่งกว่าอยุธยา เพราะอยุธยานั้นมีพงศาวดารมาก และมีคำให้การของชาวกรุงเก่าต่าง ๆ แต่ของสุโขทัยนั้นจะน้อยกว่า เพราะฉะนั้นเราสรุปได้แต่เพียงว่า สมัยสุโขทัยนั้นเป็นครั้งแรกที่คนไทยรวมตัวกันได้สำเร็จ ก่อนหน้านี้เป็นชนเผ่าที่กระจัดกระจายกันอยู่ ตามที่ต่าง ๆ (ชนเผ่าไทยกระจัดกระจายอยู่ในดินแดนแหลมทอง) นี่เป็นครั้งแรกที่มารวบรวมกันได้ ซึ่งรวมรวมกันได้ในปี พ.ศ.1781 พ่อขุนบางกลางหาว (พ่อขุนบางกลางท้าว) เจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราช มี 2 พ่อขุน ท่านมีตำแหน่งเป็น The Prince เป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ 2 เมือง รวบรวมกำลังกันแล้วก็ยกกองทัพเข้าโจมตีสุโขทัย ขณะนั้นสุโขทัยไม่ได้เป็นของไทย เพราะชนเผ่ากระจัดกระจาย แต่สุโขทัยสมัยนั้นเป็นเมืองหน้าด่านของเขมรหรือขอม และในที่สุดฝ่ายไทยประสบชัยชนะในการสู้กับขอม ตีเมืองสุโขทัยได้สำเร็จและได้พร้อมใจกันยกพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นกษัตริย์สุโขทัย ที่พ่อขุนผาเมือง ไม่ได้เป็นกษัตริย์เพราะมีมเหสีเป็นเจ้าหญิงเขมร (ขอม) เพราะฉะนั้นประชาชนจึงไม่ไว้ใจว่ายังคงมีเยื่อใย หรือน้ำพระทัยให้กับฝ่ายขอมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นพ่อขุนบางกลางหาวจึงได้ขึ้นเป็นกษัตริย์สุโขทัยและ ทรงพระนามว่า "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์"

กษัตริย์องค์แรกของสุโขทัยคือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ต่อจากนั้นคือพ่อขุนบานเมือง ซึ่งไม่ได้มีการสร้างสรรค์อะไรมากนักให้แก่อาณาจักรสุโขทัย ต่อจากพ่อขุนบานเมืองคือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือพระเจ้ารามคำแหงมหาราชเป็นกษัตร์องค์ที่สำคัญที่สุด ทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้า ทรงเป็นนักการเมือง ทรงเป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ ทรงแผ่อาณาจักรสุโขทัยไปกว้างไกลยิ่งกว่าสมัยของกษัตริย์องค์ใดในรัชสมัย ของพระองค์ท่าน แล้วที่สำคัญคือชนเผ่าไทยที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ มารวมกันเป็นปึกแผ่นเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดทำได้อย่างนี้เลย โดยทรงโฆษณาชวนเชื่อพระอาณาจักรของพระองค์โดยส่งคนไป บอกพวกที่กระจัดกระจายอยู่ให้มาตั้งเมืองในบริเวณสุโขทัย (สุโขทัยมีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่) ประชาชนก็เข้ามาตั้งถิ่นฐานเพราะประชาชนหลบเขมรไปอยู่ตามป่า พุ่มไม้

หลังจากอาณาจักรไทยตั้งขึ้นเป็นผลสำเร็จแล้ว คนไทยก็เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐาน แล้วก็ประกอบกับทรงดำเนินพระราชโยบาย คือไม่มีการเก็บภาษี เพราะฉะนั้นคนจึงเข้ามาอาศัยกันมาก ลักษณะการปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก ทำให้อาณาจักรมีความสงบร่มเย็นมาก หลังจากรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์ที่ทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ก็ไม่ได้ทรงพระปรีชาสามารถเหมือนกันพระองค์ ก็คือพระเจ้าเลอไท - พระเจ้าลิไท – พระเจ้าไสยลือไท

พระเจ้าลิไท ถึงแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะที่เป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่โด่งดังในเชิงความที่เป็นนักรบ แต่สิ่งที่ทำให้พระองค์โด่งดังก็คือเรื่องเกี่ยวกับการที่ทรง ให้มีการนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วงเอาไว้

อาณาจักรสุโขทัยไม่ยืนยาวเพราะไม่มีพระมหากษัตริย์องค์ใดทรงพระปรีชาสามารถ และ พระเจ้ารามคำแหงยังทรงมีกัลยาณมิตรอีก 2 พระองค์ คือ พระยาเม็งราย (พระเจ้าเม็งราย - เจ้าเมืองเชียงใหม่) กับพระยางำเมือง (ผู้สร้างเมืองพะเยา) ซึ่ง 3 พระองค์นี้ทรงเป็นเพื่อนสนิทกัน พระเจ้างำเมืองเป็นเพื่อนรักกับพ่อขุนรามฯ ต่อมาพระยาเม็งรายซึ่งมีอายุมากกว่าก็เข้ามา ตอนแรก พระยาเม็งรายก็คิดจะยกกองทัพไปตีพระยางำเมือง (อะไรทำนองนั้น) ต่อมาก็คิดได้ว่าเป็นกลุ่มไทย ด้วยกันทั้งหมดทำไมจึงจะไปตีกันเอง เพราะอย่าลืมว่าภัยอันร้ายแรงคือเขมรหรือขอม และจีนทางตอนเหนือด้วย จากนั้น 3 พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะเป็นพันธมิตรกัน

ในหนังสือบางเล่มกล่าวว่าก่อนที่จะเป็นพันธมิตรกันได้นั้น พระเจ้างำเมืองซึ่งเป็นเพื่อนกับ พระเจ้ารามคำแหงทะเลาะกัน เหตุผลที่ทะเลาะเพราะพ่อขุนรามฯ ไปเป็นชู้กับมเหสีของพระเจ้างำเมือง และมีเรื่องมีราวใหญ่โต ในตอนหลังก็เลยไปให้พระเจ้าเม็งรายตัดสินเพราะพระองค์มีอายุมาก (เรื่องนี้ในพงศาวดารไทยไม่ได้จารึกเอาไว้ แต่ไปปรากฏใน The Short History) พระเจ้าเม็งรายในฐานะที่ อาวุโสสูงสุดทรงไกล่เกลี่ย ทั้ง 3 องค์เลยได้คิดว่าเรื่องอะไรที่จะทะเลาะกันในกลุ่มไทย ดังนั้นจึงรวมพลังเป็นกลุ่ม (ไม่ถึงกับลงนามเซ็นสัญญาแต่เป็นพันธมิตรกัน) และเป็นพันธมิตรกันจวบจนสิ้นราชวงศ์ทั้งสามพระองค์เลย

อาณาจักรสุโขทัยสิ้นสุดลงเมื่ออยุธยาเข้ายึดครอง อยุธยาส่งพระราเมศวรมา (พระบรมราชาธิราชทรงส่งพระโอรสมาตีและยึดครองสุโขทัย) และสุโขทัยก็ไม่ได้ล่มสลายทันที แต่เมื่ออยุธยาเรืองอำนาจ แต่จะค่อย ๆ ล้มหายตายจากกลายเป็นเมือง ๆ หนึ่งของอยุธยา

แนวคิดทางจริยศาสตร์หรือจริยธรรมก็สะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนในวรรณคดีของสุโขทัย โดยเฉพาะศิลาจารึก สุภาษิตพระร่วง และไตรภูมิพระร่วง

***

ศิ ล า จ า รึ ก

ภูมิหลังเกี่ยวกับศิลาจารึกคือ ศิลาจารึกนอกเหนือจากมีความสำคัญทางด้าน ประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้วก็ยังมีความสำคัญในด้านเกี่ยวกับแนวคิดทางจริยศาสตร์ กล่าวคือ มีความคิดเกี่ยวกับการทำความดี ว่าความประพฤติที่ดีความเป็นอย่างไร

ศิลาจารึกเป็นแผ่นหินรูปสี่เหลี่ยม มียอดแหลมแต่เป็นแหลมแบบมนๆ ส่วนยอดของที่มนๆ นั้นมีความสูง 1 เมตร 11 เซนติเมตร - มีจารึกไว้ทั้ง 4 ด้าน - สูง 59 เซนติเมตร กว้าง 35 เซนติเมตร

ด้านที่ 1 และที่ 2 มี 35 บรรทัด ด้านที่ 3 และที่ 4 มี 27 บรรทัด สันนิษฐานว่าจารึกในปีพุทธศักราช 1835 (ไม่ต้องสันนิษฐานก็มีปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจารึกว่าสร้างในปี 1835) ซึ่งก็เป็นเวลา 9 ปี หลังจากค้นพบตัวอักษร (ค้นพบตัวอักษรในปี 1826)

การค้นพบตัวอักษรก็คือการเอาตัวอักษรขอมมาดัดแปลง เพราะเดิมคนไทยไม่มีอักษร ของตัวเอง พ่อขุนรามคำแหงเห็นว่าเราปลดแอกออกจากขอมแล้ว ทำไมจึงจะยังใช้อักษรขอมอยู่ เราควรจะมีอักษรที่เป็นของเราเอง และศิลาจารึกที่จารึกขึ้นนี้ไม่เป็นที่นิยมในสมัยของพระองค์ เนื่องจาก ประชาชนอ่านไม่ออก (ประชาชนอ่านอักษรขอมออก แต่อ่านอักษรใหม่นี้ไม่เป็น) เพราะฉะนั้นศิลาจารึก จึงถูกทิ้งร้างอยู่ จนกระทั่งรัชกาลที่ 4 ครั้นเมื่อดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏเสด็จไปที่สุโขทัย ก็ไปเจอวางอยู่ตรงเนินหน้าประสาทของสุโขทัย ก็จึงทรงให้ไปเอามาแล้วอยากจะรู้ว่าเขียนอะไรจึงหาผู้รู้ เพื่อจะมาอ่าน แล้วก็มีการอ่านกันต่อ ๆ มาและปัจจุบันก็ยังคงมีการอ่านกันอยู่

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการอ่านก็คือ อาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ แห่งกรมศิลปากร และอกท่านหนึ่งคือ ดร.ประเสริฐ ณ นคร (ความจริงน่าจะมีใครสักคนในห้องนี้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "แนวคิดทางจริยธรรมที่ปรากฏในศิลาจารึก") แนวคิดทางจริยธรรมในศิลาจารึก หลักที่ 1 เราจับประเด็น หรือเราพบอะไรในนั้นบ้าง

จริยธรรมในศิลาจารึก

          (1.) จริยธรรมของผู้ปกครอง - กล่าวถึงลักษณะของนักปกครองที่ดีไว้หลายประการ

1.1 ควรมีความกล้าหาญ - "เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้าไพ่ฟ้าหน้าใส พ่อกูหนีญญ่าย พ่ายจะแจ กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาส เมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู ชื่อพระรามคำแหง เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน"

รามคือพระราม, คำแหงคือผู้กล้า (Ram-Kam Hang The Bold - รามคำแหงผู้กล้า)

จริยธรรมผู้ปกครองประการแรกคือควรจะมีความกล้าหาญ ถ้าไม่กล้าก็ไม่ควรจะเป็น ผู้ปกครองที่ขี้ขลาดตาขาว ไม่สมควรจะปกครองบ้านเมือง และเราก็ได้เห็นแล้วว่าหลังรัชสมัยของพระองค์ไม่มีใครเก่งกล้าสามารถ เท่าพระองค์ ทรง Kamikaze คือพุ่งช้างเข้าโดยไม่กลัวแม้แต่น้อย เช่นหลัง ๆ สมัยอยุธยา เราจะเห็นว่าพระเจ้าเอกทัศน์แย่มาก ถึงขนาดต้องไปขอพระเจ้าอุทุมพรมาช่วย (พระเจ้าอุทุมพรเป็นพี่ แต่พระเจ้าเอกทัศน์เป็นพี่) ปรากฏว่าเอกทัศน์อยากจะครองราชย์มาก แต่พ่อของพระองค์ (พระเจ้าบรมโกศ) ท่านไม่เห็นเอกทัศน์อยู่ในสายตาเลยเพราะพระเจ้าเอกทัศน์นั้นไม่เก่งแล้วยังไม่สนพระทัยในการปกครอง บ้านเมือง เพราะฉะนั้นพ่อของพระองค์จึงตั้งข้าม ซึ่งอันนี้ทำให้เอกทัศน์แค้นพ่อมาก ตั้งอุทุมพรซึ่งเป็นน้อง ข้ามมาให้ครองราชย์ให้เป็นมหาอุปราช แล้วบังคับให้พระเจ้าเอกทัศน์ไปบวชโดยที่เอกทัศน์ไม่ได้เต็มใจด้วย ปรากฏว่าเอกทัศน์ไม่พอใจพอพ่อตายพระเจ้าเอกทัศน์จึงลาผนวชแล้วออกมาบอกว่าตนเองต้องการราชสมบัติ พระเจ้าอุทุมพรจึงลาผนวช พระเจ้าเอกทัศน์ก็ขึ้นครอง แต่เป็นการครองราชย์ที่ไม่มีปรีชาสามารถ และเมื่อพม่าบุกเข้ามาครั้งที่ 1 พระเจ้าอุทุมพรต้องมาช่วยตามคำร้องขอของเอกทัศน์ เมื่อช่วยแล้ว พระเจ้าอุทุมพรก็ทรงบัญชาการรบ ข้าราชบริพารที่ตามพระเจ้าอุทุมพรไปบวชก็สึกออกมาช่วย เสร็จแล้ว พม่าก็แพ้กลับไปแล้วพระเจ้าอุทุมพรก็กลับไปบวชตามเดิม พระองค์จึงได้ฉายาว่า "ขุนหลวงหาวัด" ปีต่อมาพม่าก็บุกอีกเป็นครั้งที่ 2 พม่าไม่ยอมแพ้ พระเจ้าเอกทัศน์ก็ไปขอให้พระเจ้าอุทุมพร ออกมาช่วยรบอีกครั้ง แต่คราวนี้พระเจ้าอุทุมพรไม่ออกมาช่วยแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้กรุงแตก เพราะฉะนั้น "ความกล้า" เป็นเรื่องที่สำคัญมากของผู้ปกครอง

1.2 ควรมีความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ญาติพี่น้อง - "เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอพ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้เนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนัง วังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่ว ได้นาง ได้เงินได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตายยังชื่อพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กู ดังบำเรอแก่พ่อกู พี่กูตายจึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม"

1.3 ควรมีความยุติธรรม - ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน "ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกกลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร่ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสวนความแก่มันด้วยชื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองทุกแห่ง ป่าพร้างก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน กลางเมืองสุโขทัยนี้มีน้ำตระพังโพย"

มีความยุติธรรมแก่ราษฎรมีการเอากระดิ่งไปแขวนไว้ที่ประตู ใครมีความทุกข์ เดือดร้อน ก็ไปสั่นกระดิ่งแล้วพ่อขุนฯ จะเสด็จออกมารับฟังเรื่องราว อันนี้คือลักษณะของเมืองที่เป็นแบบโบราณ การจัดการบริหารจะเป็นแบบง่าย ๆ เรียบ ๆ ซึ่งเหมาะแก่ประชาชนจำนวนน้อย แล้วก็จะเสด็จออกมา เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์นั่นเอง แล้วก็ทรงตัดสินเรื่องราว ไม่แน่ใจว่าตัดสินความเดี๋ยวนั้นเลยหรือเปล่า อาจจะตัดสินเดี๋ยวนั้นก็ได้เพราะคนน้อย เรื่องราวในแต่ละวันก็คงมีไม่มาก ก็เสด็จออกแล้วตัดสินเรื่องราวร้องทุกข์ให้ไปตามคนที่เกี่ยวข้องมาแล้วฟังความ แล้วตัดสินด้วยพระองค์เอง อันนี้เป็นการแสดงว่า พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่เรื่องของราาษฎรอย่างแท้จริง

1.4 ควรมีเมตตากรุณาต่อไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ต่อราษฎร - "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหงเมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าง เจ้าเมืองบ่เอาจกอบ ในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจะใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่า เหย้าเรือน พ่อเชื้อเสื้อค้า มัน ช้างขอ ลูกเมีย เยีย ข้าว ไพร่ฟ้าข้าไท ป่าหมากป่าพลู พ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแลผิแผกแสกว้างกัน สวนดูแล้จึ่ง แล่งความแกขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านบ่ใครเดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่วยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วมีนาง บ่มีเงินบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่วยมันตวง เป็นบ้านเป็นเมืองได้ข้าเสือกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี"

1.5 ควรมีความโอบอ้อมอารี - (สามารถใช้ข้อความในข้อที่ 1.4 ได้)

1.6 ควรมีความนับถือศาสนา เลื่อมใสหรือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา – ก่อนหน้าที่จะนับถือ พุทธศาสนาคนสุโขทัยนับถือภูติผี เจ้าป่าเจ้าเขา แล้วมีเจ้าป่าเจ้าเขาที่สำคัญคือ "พระขะพุ่ง" "เบื้องหัวนอน เมืองสุโขทัยนี้ มีกุฏิพิหารปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส มีป่าพร้าว ป่าลาง มีป่าม่วง ป่าลาง มีน้ำโคก มีพระขะพุ่งผี เทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้และ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผีไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขา อันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย"

พระขะพุง คือเทพดาในเขา หมายถึงเจ้าป่าเจ้าเขา เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ให้ความคุ้มครอง แต่กระนั้นเมื่อศาสนาพุทธเข้ามาก็ยังคงนับถือเจ้าป่าเจ้าเขา ผีบรรพบุรุษอย่างนี้อยู่

ศาสนาพุทธเข้ามาในสุโขทัยสมัยของพระเจ้ารามคำแหง เข้ามาทางนครศรีธรรมราช โดยที่พ่อขุนรามคำแหงเสด็จไปนครฯ แล้วก็ได้ไปพบกับพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง แล้วทรงเลื่อมใสมาก แล้วทรงสนทนาธรรมกัน จนกระทั่งเมื่อเสด็จกลับมาจึงตัดสินพระทัยว่าสุโขทัยจะยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา อันนั้นคือจุดเริ่มต้น เพราะฉะนั้นจึงยอมรับนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แล้วทำนุบำรุงอย่างแท้จริง และมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก อันนี้เป็นจริยธรรมประการหนึ่ง ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้คือ "พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปัวท่วยนางลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากรานกฐิน เดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐินมีพนมเบี้ยมีพนม หมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนนอน บริพารกฐินโอยทานแล่บีแล้ญิบล้าน ไปสวดญัตติกฐินถึงอรัญญิกพ้น เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงกัน แต่อรัญญิกพู้นเท้าหัวลาน ตีบงตีกลอง ด้วยเสียงพาทย์เสียงพิณเสียงเลื้อน เสียงขับ" อันนี้ก็คือหมายความว่า คนนับถือศาสนาพุทธ และผู้ปกครองทรงปฏิบัติตนเป็นผู้นำในศาสนา ก็ปรากฏว่าคนจะเลื่อมใสศรัทธา

"1214 ศกปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัยนี้ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฝังขะดารหินตั้งระหว่างกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับ เดือนออก แปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้าง แปดวัน ฝูงปู่ครูเถรมหาเถรขึ้นนั่งเหนือขะดารนี้สวดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีล มิใช่วัดสวดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขะดารหิน ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองกัน วันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้างเผือกกระพัด ลยาง เทียรย่อมทองงา… ขวาชื่อรูจาศรี พ่อขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปบนพระ…อรัญญิกแล้วเข้ามา"

โปรดให้ช่างไปตั้งขะดารหิน ก็คือแผ่นหิน เอาไปตั้งกลางดงตาล แล้วนิมนต์พระ มาแสดงธรรมในวันพระ ถ้าไม่ใช่วันพระก็เสด็จขึ้นเอง เทศนาสั่งสอนประชาชน อันนี้ก็คือเลื่อมใสศาสนา และเราก็ได้ทราบข้อดีอีกอันหนึ่งคือมีกฐินตั้งแจ่สมัยสุโขทัย และอาจจะมีมาตั้งแต่ก่อนไทยอพยพมาจากจีนก็ได้ (ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริงว่าไทยอพยพมาจากจีนตอนใต้) ก็อาจจะมีกฐินมาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็มีสงกรานต์ ตั้งแต่ตอนนั้น เนื่องจากว่าตอนนี้สิบสองปันนาซึ่งจะมีคนไทยอยู่ คนไทยที่นั่นแต่งตัวเหมือนคนไทย ของเราและมีพิธีกฐิน พิธีสาดน้ำสงกรานต์ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าพิธีเหล่านี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ก่อนที่ไทยจะอพยพมายังแหลมทองด้วยซ้ำไป

1.7 ควรเสียสละ ให้ปันสิ่งของ - "คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโพยทาน" นี่คือการให้ทาน, เสียสละ, ให้ปันสิ่งของ นี่เป็นสังคมที่น่าอยู่พอสมควรเมื่อเทียบกับอยุธยา อยุธยานี้มีขนาดใหญ่แต่ มีปัญหามากมาย มีการแย่งชิงราชสมบัติตลอด มีการชิงอำนาจกันแต่สุโขทัยเราจะไม่เห็นภาพนี้เลย สาเหตุที่อยุธยาเป็นเช่นนี้จนเสียเมืองเหตุผลเพราะมีลักษณะการปกครอง ฐานะของกษัตริย์เป็นสมมตเทพ ไปเอาแนวคิดจากอินเดียผ่านทางเขมร (ขอม) เพราะฉะนั้นจึงเปลี่ยนแนวคิดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือกษัตริย์ มีอำนาจมาก ประชาชนไม่มีอำนาจเลย สิ่งที่เกิดตามมาคือคนที่อยู่ห้อมล้อมกษัตริย์อยากจะเป็นใหญ่ มีความทะเยอยานสูง ซึ่งตรงกันข้ามกับสุโขทัยที่กษัตริย์ก็คือราษฎรคนหนึ่ง ทำตัวธรรมดามากที่อยู่อาศัยก็ง่าย อาจจะไม่ใช่อิฐก็ได้ อาจจะเป็นไม้ เพราะถ้าหากเป็นอิฐแล้วก็น่าจะเหลือร่องรอยมายังยุคต่อมา แต่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยกลับไม่มีอะไรเหลือเลยแสดงว่าเป็นไปได้มั๊ยว่าสร้างเมืองด้วยไม้ อย่างวัดที่ เขาสร้างด้วยอิฐยังคงเหลือซากอยู่ และในกำแพงเพชรซึ่งเป็นอีกเหมืองหนึ่งก็มีอุทยานประวัติศาสตร์ เหมือนกัน มีการใช้ศิลา มีการสรางวัด มีวัดถึง 500 วัด แต่กษัตริย์อยุธยาจะต่างไปจากกษัตริย์สุโขทัย เพราะบ้านเมืองสร้างจากไม้ธรรมดาพ่อเมืองอยู่อย่างไร ราษฎรก็จะอยู่อย่างนั้น แต่อยุธยาจะไม่ใช่อย่างนั้น ดูได้จากพระราชวงศ์โบราณเราจะเห็นมีพระที่นั่งวิหารสมเด็จวางเรียงกันอยู่ กษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง จะอยู่เหนือกว่าราษฎร ส่วนราษฎรจะเป็นไม้ แต่กษัตริย์นั้นจะมีการสร้างอย่างดี สร้างพระราชวังอย่างหรูหรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดก็คือ เมื่อกษัตริย์มีอำนาจมาก … ความเสมอภาคก็ลดน้อยลงจึงมีไพร่ซึ่งเป็นคนที่ เข้ามาใช้แรงงาน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่ได้เกิดในสุโขทัย ไม่มีการเกณฑ์คนมาใช้แรงงาน แต่สิ่งเหล่านี้ เริ่มขึ้นในสมัยอยุธยา เพราะฉะนั้น หลักจริยธรรมของผู้ปกครองค่อนข้างจะผันแปรมากเหมือนกัน เมื่อถึงสมัยอยุธยา ทุกอย่างของอยุธยาจะเป็นลักษณะที่ค่อนข้างรวบอำนาจและเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น

1.8 ควรมีความคิดสร้างสรรค์ - การประดิษฐ์อักษรไทย การจารึกเรื่องราวยุคสมัยในศิลาจารึก "เบื้องหัวนอน เมืองสุโขทัยนี้ มีกุฏิพิหารปู่ครูอยู่ มีสรึกภงส" สร้างทำนบ (สรึกภงส) กั้นน้ำ มีการทำคลองชลประทานในสุโขทัยเพื่อที่จะเอาน้ำมารดต้นข้าว สุโขทัยนี้ปลูกข้าว แต่ในจารึกนี้ ไม่ได้บอกไว้ชัดเจน แต่มีการเจอเป็นทางน้ำแล้วมีการกั้น ก็เลยรู้ว่ามีการทำชลประทาน สร้างเขื่อนไว้ในนี้ด้วย รวมถึงการทำศิลาจารึก, ประดิษฐ์ตัวอักษรก็ถือว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์

1.9 ควรมีความเป็นนักบริหาร - รู้จักสร้างสิ่งต่าง ๆ สร้างเครื่องสังคโลก มีการขุดพบเตาเผา ที่อุทยานประวัติศาสตร์ รู้จักจัดทรัพยากรอย่างดี ปลูกมะขาม ปลูกขนุน

1.10 ความรอบรู้ - คิดประดิษฐ์ตัวอักษรและนำมาใช้โดยการทำศิลาจารึกไว้ (ต้องใฝ่รู้ก่อน ถึงจะมีความรอบรู้ได้ ใฝ่รู้ก็คือรักเรียน อยากจะรู้ หาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ต้องใฝ่รู้ก่อนจึงจะรอบรู้) เพราะทรงเป็นราชาปราชญ์ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ทรงฟังธรรม โปรดให้พระสงฆ์มาเทศนา สั่งสอนประชาชนอยู่เรื่อย ๆ ในทุกวันพระ ถ้าไม่ใช่วันพระท่านก็เสด็จออกเองและก็สั่งสอนประราชน ทรงเป็นผู้ที่ทำงานหนัก

          (2.) จริยธรรมสำหรับคนทั่วไป (ประชาชน)

2.1 ควรมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ - ทรงสั่งสอนประชาชนให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ "เห็นสินท่านบ่ใครเดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่วยเหนือเฟื้อกู้ มับบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วมีนาง บ่มีเงินบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่วยมัยตวง เป็นบ้านเป็นเมืองได้ข้าเลือกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี" หมายความว่า ถ้าเห็นใครมีเงินอย่าอิจฉา ไม่โลภไม่อิจฉาถ้าเห็นใครมีเงินเยอะ ๆ ใครไม่มีเงินมีทองก็ช่วยเขา ถ้าข้าศึกศัตรูมาก็อย่าไปฆ่าเขา ให้ไว้ชีวิตเขา

2.2 ควรมีความเมตตากรุณา - "พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปัวท่วยนางลูกเจ้าลูกขุน ทั้งหลายทั้งสิ้น ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน" ทรงศีลของประชาชนคือรักษาศีล โอยทานคือบริจาคทาน รักษาศีลและ บริจาคทานซึ่งเป็นเหตุว่าทำไมสุโขทัยจึงเจริญ ข้อดีคือสังคมล่มเย็น แต่ข้อเสียของการรักษาศีล มีเมตตา บริจาคทานคือสังคม จะเป็นรัฐที่จะอ่อนต่อข้อศึกศัตรู เมื่ออยุธยาขึ้นมานั้นสุโขทัยยังไม่ได้ล่มสลาย แต่อยุธยาขึ้นมาแข่งแล้วทำให้สุโขทัยอ่อนแอลง เพราะอยุธยาดำเนินการปกครองเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง อยุธยาเป็นเผ่าไทยอีกเผ่าหนึ่งซึ่งแยกไปตั้งที่อยุธยา เหตุเนื่องจากพระเจ้าอู่ทองซึ่งอยู่อยุธยา แล้วเกิดเหตุ โรคระบาดก็เลยแยกไปตั้ง พาผู้คนที่เมืองอู่ทองไป คือคนที่อยู่ในสุโขทัยไม่ใช่คนไทยหมด แต่จะมีบางส่วน ที่ยังกระจายกันอยู่อีก แล้วมารวมกันเป็นปึกแผ่นที่สุโขทัย แล้วเมืองอู่ทองก็จะมีคนไทยจำนวนหนึ่ง จากสุพรรณบุรีไปอยุธยา เพราะฉะนั้นก็จะมีคนไทยที่มาอยู่อยุธยามาก … เพราะสุโขทัยมีความดี คนจึงมีอารมณ์เย็น บริจาคทานรักษาศีล แต่ก็สู้อยุธยาไม่ได้ กษัตริย์อยุธยาก็เข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ได้ส่งคนมาตีสุโขทัย และหลังจากนั้นสุโขทัยจึงกลายเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาไป

เพราะฉะนั้นข้อเสียคือจะเป็นรัฐที่อ่อน ไม่มีกำลังที่จะป้องกันอาณาจักร แล้วอีกอย่าง คนไทยใจดี คือใจดีกับข้าศึกศัตรู ก็จะมีพวกเจ้าประเทศราชที่สุโขทัยไปรบชนะแล้วไว้ชีวิต พวกนี้จึงย้อนกลับมา แล้วเข้ามาสมคบโจมตี อันนี้คือจุดเสื่อมของสุโขทัย จะเห็นได้ว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

2.3 ควรมีความขยันหมั่นเพียร - "เมื่อก่อนลายเสือไทนี้บ่มี 1205 ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหง หาใคร่ใส่ใจ และใส่ลายเสือไทนี้ ลายเสือไทนี้จึงมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้ พ่อขุนรามคำแหงนั้นหาเป็นท้าว เป็นพระยาแก่ไททั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์ สั่งสอนไททั้งหลายให้รู้บุญรู้ธรรมแท้แต่คนอันมีในเมืองไท ด้วยรู้ ด้วยหลอก ด้วยแกล้ว ด้วยหาญ ด้วยแคะด้วยแรง หาจักคนเสมอมิได้ อาจปราบฝูงข้าศึก มีเมืองกว้างช้างหลาย" อาจปราบฝูงข้าศึก (น่าจะหมายถึงพ่อขุนรามฯ ว่าท่านทรงกล้าหาญ ปราบข้าศึก)

2.4 ควรมีความกล้าหาญ - (ใช้ข้อความในข้อ 2.3)

2.5 ควรมีความรอบรู้ - "ด้วยรู้ ด้วยหลอก" (ส่วนหนึ่งของข้อความในข้อ 2.3)

2.6 ควรมีความสามัคคีปรองดอง - …ปลุกใจประชาชนด้วยในตัว เช่นในเรื่องพิธีกรรมเกี่ยวกับ ศาสนาแล้วก็มีการช่วยกันจัดงานกฐิน, พิธีกฐินขึ้นมา (หน้า 73 ต่อหน้า 74)

2.7 ความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อกษัตริย์ (ในบางตอนของจารึกที่พ่อขุนรามคำแหงโปรดให ้จารึก แล้วท่านก็ยอพระเกียรติตนเองไปด้วย ซึ่งคนที่จารึกนี้คงจะเขียนอะไรที่เป็นการยอพระมหากษัตริย์ ให้มากที่สุด)

2.8 ควรมีความเลื่อมใส ศรัทธาในพุทธศาสนา - "พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปัวท่วยนางลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธา ในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน"

2.9 ควรมีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา - พ่อขุนรามคำแหงฯ พูดเป็นตัวอย่างและคิดว่า ประชาชนก็ควรจะทำเช่นเดียวกัน คือควรมีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา อันนี้ทรงเขียนไว้เพื่อยกย่อง ตนเองด้วย และทำตนเองให้เป็นตัวอย่างเพื่อให้ราษฎรทำตามด้วย

2.10 บิดามารดาควรให้ความรัก และความเมตตาแก่บุตรธิดา – ในฐานะที่เป็นบิดามารดา ควรรักและเมตตาลูก "ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่า เหย้าเรือน พ่อเชื้อเสื้อค้า มัน ช้างขอ ลูกเมีย เยีย ข้าว ไพร่ฟ้าข้าไท ป่าหมากป่าพลู พ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น" พ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น หมายความว่าถ้าผู้เป็นพ่อตาย ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยุ้งฉาง ช้างม้า ให้แก่ลูกทั้งสิ้น โดยที่ไม่มีใครจะมาเอาไปได้ ท่านบอกเลยว่าท่านมีความเป็นธรรม เพราะบางประเทศเป็นไปได้ว่า ใครที่รำรวยพอตายไปแล้วทรัพย์ตกเป็นของคนอื่น แต่สมัยสุโขทัยนั้นถ้าพ่อทำได้มาก เหลือไว้มาก ตกแก่ลูกมาก อันนี้คือความยุติธรรมของพระองค์ท่าน อยุธยานั้นทรัพย์สมบัติทั้งหมดเป็นของหลวง เพราะท่านเป็นเจ้าของแผ่นดิน แผ่นดินทั้งหมดในอยุธยาเป็นของกษัตริย์ อันนี้จะตรงกันข้ามกัน

2.11 ความเสมอภาค - "ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแลผิแผกแสกว้างกัน" คือไม่มีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นไพร่ฟ้า ไพร่ก็คือคนธรรมดา ลูกเจ้าลูกขุนก็คือคนชั้นสูง ใครก็ตามไม่แตกต่างกันทุกคน มีความเสมอภาคกัน สรุปว่าปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นประชาธิปไตย มีความเสมอภาค "สวนดูแล้จึ่ง แล่งความแกขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านบ่ใครเดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่วยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วมีนาง บ่มีเงินบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่วยมันตวง เป็นบ้านเป็นเมืองได้ข้าเสือกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี" ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างดี ช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใครเดือดร้อนมาเราช่วย จะเห็นได้ว่าศิลาจารึกของรัตนโกสินทร ์นั้นฆ่าฟันกันแหลกเลย ใครมีทรัพย์สินมาเราโกง ตรงข้ามกันเลย …ทำให้การแข่งขันกันสูง และคนมีความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่จะต้องคดโกงกัน

2.12 ความนอบน้อมถ่อมตน - "เมื่อชั่วพ่อกู กุบำเรอพ่อกู" แสดงการอ่อนน้อม ผู้น้อยควรอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ มีอะไรดี ๆ ก็เอาไปให้พ่อแม่

ในจารึกนี้เป็นการยอพระเกียรติพระองค์ท่าน แต่เราอ่านแล้วไม่มีความรู้สึกว่าหมั่นไส้เลย คือเหมือนกับถ่อมตัวในที แต่ในขณะเดียวกันก็มีการโชว์ว่าท่านมีการสร้างสรรค์อะไร

มีคำถามว่าในสมัยนั้นศิลาจารึกนี้เอาไว้ตรงไหน เพราะรัชกาลที่ 4 พบศิลาจารึกนี้ ในอุทยานสุโขทัย แต่เราไม่ทราบว่าตรงนั้นคือที่อยู่เดิมของมันหรือเปล่า พ.ศ.2376 พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ และผนวชอยู่ที่วัดราชาธิวาส ได้เสด็จประพาส เมืองเหนือ เมื่อเสด็จไปถึงสุโขทัยทอดพระเนตรศิลาจารึก 2 หลัก คือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 และศิลาจารึกภาษาเขมรของพระมหาธรรมราชาลิไท อันนี้เรียกว่าศิลาจารึกหลักที่ 2 กับพระแท่นมนังคศิลา อยู่ที่เนินประสาทพระราชวังสุโขทัย (ก็คืออุทยานประวัติศาสตร์ที่เรารู้จักกันนั่นเอง แล้วน่าประหลาดคือ ไม่มีใครสนใจ ถูกทิ้งไว้อย่างนั้น) ซึ่งราษฎรถือว่าศักดิ์สิทธิ์ จึงโปรดให้ส่งมาไว้ที่วัดราชาธิวาสทั้งหมด ต่อมาเมื่อประทับอยู่วัดบวรนิเวศโปรดให้ส่งหลักศิลาทั้งสองหลักมาไว้ที่วัดบวรนิเวศด้วย ทรงพยายามอ่าน ศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้วยพระองค์เอง และโปรดให้อื่นผู้อ่านอ่านหลักที่ 2 ของพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งเป็นภาษาเขมรทั้งสองหลัก แต่ในสมัยของพระองค์การอ่านยังไม่สมบูรณ์ เพราอ่านกันไม่ไหว ยาก จนถึงรัชกาลที่ 9 จึงอ่านได้สำเร็จ อ่านกันได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ได้บอกไว้ว่าศิลาจารึกนี้อยู่ตรงไหน บอกแต่ว่าเมื่อทรงไปเจอนั้นอยู่บนเนินประสาทพระราชวังเดิม

มีพระสงฆ์ถามว่า อาจารย์คิดว่า ศิลาจารึกขอพ่อขุนฯ ท่านทรงเขียนเองทั้งหมดหรือเปล่า อาจารย์ก็ตอบว่า เดาเอาว่าทรงโปรดให้เขียน ท่านคงไม่จารึก, แกะสลักเอง เข้าใจว่าเป็นความคิดของท่าน … เราไม่ทราบแน่เพราะมันตั้งแต่ปีหนึ่งพันแปดร้อยกว่า ๆ ใช้คำว่า "กู" ในสองย่อหน้าแรก พอมาย่อหน้าที่สองใช้คำว่า "พ่อขุนรามคำแหง" พอมาย่อหน้าที่สามจะต่างจากย่อหน้าที่หนึ่ง-สอง เพราะย่อหน้าที่หนึ่ง-สองจะเรียบ ๆ กูอย่างนั้นกูอย่างนี้ พอมาย่อหน้าที่สามมีการสร้างสรรค์ แล้วก็เป็นระบบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าท่านอาจจะพูดเองในสองย่อหน้าแรก แล้วบอกให้จาร (จารึก) ลงไป พอมาย่อหน้าที่สามพวกที่ฝ่ายข้อมูลก็อาจจะเริ่มเขียน เพราะตั้งแต่ย่อหน้าสามลงมานั้นเริ่มค่อนข้าง จะเป็นระบบแล้วว่าจะบรรยายเกี่ยวกบเรื่องใด แล้วจากย่อหน้าที่สองเป็นต้นไปคำว่า "กู" ก็หายไปเลย จะใช้คำว่า "พ่อขุนรามคำแหง, เจ้าเมืองศรีสัชนาลัย, เจ้าเมืองสุโขทัย" ตลอดเลย

สมมติว่า เราจะเขียนถึงกษัตริย์ เรากล้ามั๊ยที่จะพูดว่า "กู" ต่อ เราก็ไม่กล้าใช่ปะ เราเลยต้องใช้คำแทนพระนามของพระองค์ท่าน อันนี้คือคำสันนิษฐานที่น่าจะเป็นจริงได้ แต่จริง ๆ แล้วเราก็ไม่ทราบว่าเป็นยังงัยนี่หน่า

ศิลาจารึกกรุงสุโขทัยที่ขุดพบนั้นพบทั้งหมด 45 หลัก แต่หลักที่มีชื่อเสียงที่สุด เช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดศรีชุม, วัดป่ามะม่วง, วัดป่าแดง ฯลฯ แต่อันนี้มีชื่อเสียงที่สุด เป็นอันที่อ้างถึงมากที่สุด เพราะหน้าแรกจารึกไว้อย่างชัดเจน และสามารถเดาได้ สมมติว่าเราไม่รู้เลย, ไม่ทราบภาษาเลย เราสามารถเดาได้จากการอ่านสองย่อหน้าแรก และสองย่อหน้าแรกเหมือนคำที่คนบอก ให้คนอื่นจดแล้วบอกจด แล้วเป็นคำที่ง่าย ๆ อย่างพ่อกูชื่ออะไร แม่กูชื่ออะไร พอมาย่อหน้าสาม เริ่มจะซับซ้อนขึ้น … คำค่อนข้างจะมีสัมผัสคล้องจอง อันเป็นลักษณะภาษาคนไทย

อาจารย์หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ท่ายเคยกล่าวไว้ว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มหาราชเปรียบประดุจดัง (เหมือนกับ) รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย (the first the constitution) เหมือนกับรัฐธรรมนูญของอังกฤษเลยที่ไม่มีการจดบันทึกไว้อย่างชัดเจน คล้ายๆ เป็นประวัติศาสตร์การปกครอง จากคำบอกเล่า เพราะฉะนั้นไม่ได้เป็นกฎหมายที่ไม่ได้มีการกล่าวไว้ชัดเจน แต่เป็นจารีตประเพณี

เหตุที่กล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก เพราะบอกถึงธรรมเนียมการปฏิบัติของคนไทย บอกถึงระบบการบริหาร ในศิลาจารึกได้กล่าวถึงความมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ความเป็นพี่น้อง ซึ่งบอกว่าสังคมสุโขทัยเป็นสังคมประชาธิปไตย แม้ไม่ได้บอกโดยตรงเพราะ ในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีคำว่าประชาธิปไตย แต่ก็มีประชาธิปไตยอยู่ในเนื้อหาของมัน มีเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ

สรุปว่า ศิลาจารึกนั้นมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า เป็นดวงประทีปส่องสว่าง ซึ่งนอกจากจะทำให้ เราเห็นแสงแห่งวัฒนธรรมในสมัยสุโขทัยได้อย่างชัดเจนแล้ว เรายังได้เห็นแสงแห่งความดีงามด้วย แสงแห่งภูมิปัญญา แสงแห่งความดีงามของสังคมไทยที่ผู้ปกครองและประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น เพราะของอย่างนี้ไม่ใช่เพียงผู้ปกครองเท่านั้นที่จะทำสำเร็จแต่ประชาชนต้องร่วมมือด้วย.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 17 October, 2006 4:03 PM