http://www.duangden.com
สมจศ 530 พัฒนาการความคิดทางจริยศาสตร์
[ SHES 530 Development of Ethical Thoughts ]

CHAPTER 6 St.Augustine : The Love of God
 
 


***

เซนต์ออกัสตินมีชีวิตอยู่ในระยะวิกฤตของประวัติศาสตร์คริสศาสนา(354-430) ในปี 313 พระเจ้าจักรพรรดิ์ Constantine ทรงอนุญาตให้มีความอิสระในการเคารพบูชาของชาวคริสต์ และในปี 325 คณะมนตรีแห่ง Nicacea ได้กำหนดหลักคำสอนเบื้องต้นของศาสนาคริสต์ โดยประกาศว่า การตีความอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นลัทธินอกคำสอนจากศาสนา ในการพยายามที่ขจัดหลักคำสอนนอกศาสนานั้น เซนต์ออกัสตินเป็นผู้หนึ่งที่มีอิทธิมาก ท่านเกิดที่ Tagaste เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของ อาฟริกา มารดาของท่านนับถือศาสนาคริสต์ แต่ฝ่ายบิดาไม่ปรากฏว่านับถือศาสนาใด(บางตำราบอกว่านับถือศาสนาโรมัน) และจนกระทั่งเซนต์ออกัสตินได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสเมื่อท่านมีอายุ 32 ปี ชีวิตของท่านดำเนินตามรูปแบบฉบับของชายหนุ่มบ้านนอกชาวโรมันสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม ความคึกคะนองในวัยเด็ก ความภูมิใจในความเป็นเลิศของท่านเมื่อยังอยู่ที่โรงเรียนสอนวิชาวาทศิลป์ และการหมกมุ่นอยู่กับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้กลายเป็นที่มา(เป็นสาเหตุ)แห่งการตำหนิตัวเอง เมื่อท่านหวนคิดคำนึงสิ่งเหล่านั้นในทางกลับกัน ในขณะที่เป็นชายหนุ่มฉกรรจ์ และชาวคริสผู้เคร่งศาสนาคนหนึ่ง

ก่อนที่ท่านจะเปลี่ยนการนับถือศาสนา ออกัสตินเป็นอาจารย์สอนวิชาวาทศิลป์ผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในระหว่างช่วงที่ท่านประกอบอาชีพนี้ แนวคิดทางปรัชญาของท่านได้เปลี่ยนไปหลายครั้ง ในขณะที่ท่านแสวงหาความพอใจพอที่ยึดถือเป็นความเชื่อได้ พักหนึ่งท่านพอใจอยู่กับลัทธิคำสอนของท่านมณี ซึ่งได้อธิบายจักรวาลโดยอาศัยหลักคำสอนเกี่ยวกับองค์ภวันต์สูงสุดสองอย่าง คือ พระเจ้า กับ ซาตาน ซึ่งต่อสู้กันเพื่อครอบครองโลก แต่ยังไม่ที่เป็นพอใจกับคำตอบต่อคำถามซึ่งยังรบกวนใจท่าน ท่านได้หวนกลับมาที่ปรัชญากรีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาสำนัก Neo-Platonism. มาถึงจุดนี้ ท่านก็ยังไม่ได้พบกับความสำเร็จเพิ่มขึ้นเลย อย่างไรก็ดี คำสอนของสำนัก Neo-Platonism ก็เป็นประโยชน์ต่อท่านในเวลาต่อมา ท่านปฏิเสธแนวคิดเกี่ยวกับสรรพเทวนิยม ที่ว่า วิญญาณของมนุษย์เป็นส่วนของวิญญาณโลก แต่ท่านก็ได้บูรณาการหลักคำสอนของสำนัก Neo-Platonism เข้ามาเป็นทฤษฎีว่าด้วยความรู้ของท่านเองว่า สิ่งสูงสุดในความรู้ ก็คือการหยั่งรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงสูงสุด ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นสามารถเข้าถึงได้ ในที่สุด ออกัสตินก็ได้รับอิทธิพลของ เซนต์ แอมโบรส บิชอบแห่งมิลาน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนความพยายามของมารดานามว่า โมนิก้าซึ่งพยายามอบรมจะให้ท่านหันมานับถือคริสต์ศาสนา ประสบการณ์ส่วนตัวที่แน่วแน่เป็นผลทำให้ท่านเปลี่ยนศาสนาในปี 386 และท่านก็ได้รับพิธีล้างบาป โดยเซนต์ แอมโบรส ในปีถัดมา

ออกัสตินบวชเป็นพระคริสต์เมื่อปี 391 เจริญก้าวหน้าในช่วงที่จะเป็นบิชอบแห่ง ฮิปโป ท่านได้ใช้ความฉลาดหลักแหลมของท่านในฐานะเป็นนักคิด นักเขียน และใช้ความรู้ทางปรัชญาเพื่อศึกษาพระคัมภีร์ และหลักคำสอนอื่น ๆ เกี่ยวกับศาสนาใหม่ ๆ ผลิตผลงานเกี่ยวกับคำสอนของศาสนาคริสต์มากมาย ผลงานเหล่านั้นมีรายละเอียดเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านอย่างสมบูรณ์ การประกาศความเลื่อมใสและยอมรับนับถือศาสนาของท่านนั้น เบื้องต้น เป็นคำสรรเสริญพระเจ้า และประกาศการอุทิศตัวและมีความรักต่อพระองค์ อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง นครแห่งพระผู้เป็นเจ้า เป็นปรัชญาที่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ในกรอบของศาสนาคริสต์ และทำหน้าที่ในฐานะเป็นวิธีการอธิบายเกี่ยวกับเทพเจ้าที่สลับซับซ้อน คือ การให้เหตุผลเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติของพระเจ้าต่อมนุษย์ Enbchiridion ผลงานของท่านชิ้นหนึ่งในปีต่อมา เป็นคู่มือ ซึ่งท่านเปิดเผยความหมายของคุณธรรมแห่งความมีศรัทธา ความหวัง และความรัก การแสดงออกมาเป็นคำพูดที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับทฤษฎีว่าด้วยความรู้ของ ออสกัสติน พบอยู่ในผลงาน เรื่อง De Musica คำสนับสนุนอื่น ๆ ของท่านต่อปรัชญาคริสศาสนา และเทววิทยารวมอยู่ในหนังสือ เรื่อง ว่าด้วยธรรมชาติของพระเป็นเจ้า (On the Nature of God) ว่าด้วยเรื่องเจตจำนงเสรี (On Free Will) ว่าด้วยเรื่อง ความเป็นอมตะของวิญญาณ (On the Immortality of the Soul) ว่าด้วยธรรมชาติและพระเมตตา (On Nature and Grace) และ ว่าด้วยเรื่อง ตรีเอกานุภาพ(On the Trinity)

คำสอนของออกัสตินมีอิทธิพลต่อความเชื่อทางคริสศาสนาอย่างกว้างขวาง เกือบจะเกินกว่า 9 ศตวรรษทีเดียว หลังจากนั้นปรัชญาการศึกษาของเซนต์โทมัส อะไควนัส ได้มีส่วนครอบงำหลักคำสอนของท่าน

ออกัสตินเป็นปรัชญาชาวคริสคนแรกที่กำหนดหลักคำสอนเกี่ยวกับศาสนาในทัศนะของชาวโลกที่ครอบคลุมและเป็นอมตะยืนนาน เมื่อจะพรรณนาเกี่ยวกับการเปิดเผย (วิวรณ์) ของพระเจ้าของศาสนาคริสต์ ท่านอุทิศตัวเองในการรับภาระแสดงหนทางที่จะนำไปสู่ความปลอดภัยแห่งวิญญาณและความสุขอันเกิดจากการหลุดพ้น ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงทำการรณรงค์อย่างไม่ท้อถอยเพื่อที่จะขุดรากถอนโขนหรือกำจัดลัทธิความเชื่อนอกศาสนา ซึ่งทำให้มนุษย์เข้าใจผิดในการแสวงหาศาสนาที่แท้จริง นอกจากนี้แล้ว ออกัสตินรับอาสาหาแนวทางที่จะป้องกันด้วยเหตุผลต่อข้อกล่าวหาในเรื่องความขัดแย้ง การเห็นไม่ตรงกัน และความไร้สาระในหลักคำสอนของคริสศาสนา ความสำเร็จเกี่ยวกับภาระของท่านอันนี้ ทำได้ง่ายขึ้น(เกิดขึ้น) โดยการบูรณาการปรัชญากรีกเข้ากับความเชื่อทางศาสนาคริสต์อย่างมีประสิทธิภาพ (แบบอย่างที่สำคัญสามประการของการปรับเปลี่ยนแนวคิดของออกัสตินจากปรัชญากรีกก็คือ

1. การรวบรวมแนวคิดของพลาโต้ว่าด้วยเรื่องความดี ในการกำหนดลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า

2. การใช้แนวความคิดของสำนักพลาโต้ใหม่เกี่ยวกับการสื่อหน้าที่ของพระวจนะ(เหตุผลของจักรวาล, โลกของพระผู้เป็นเจ้า) ในการตีความบทบาทของพระเยซูคริสต์ในตรีเอกานุภาพที่ศักดิ์สิทธิ์ และ

3. การใช้คำจัดความเกี่ยวสิ่งชั่วร้ายของสำนักพลาโต้ใหม่ที่บอกว่า มันเป็นความขาดความดี ในการแก้ไขปัญหาเรื่องความชั่วร้าย)

ลัทธิคำสอนของคริสศาสนา ซึ่งเป็นพื้นฐานงานเขียนของท่านออกัสติน ถูกบรรจุไว้ในเรื่อง “การเปิดเผยของพระเจ้า” อย่างเช่นที่แสดงไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งใหม่และเก่า ประเด็นสำคัญหรือจุดสนใจเกี่ยวกับอภิปรัชญาและจริยศาสตร์ของพระคัมภีร์นั้น ก็คือ พระเจ้า พระองค์ผู้ทรงมีอำนาจทุกอย่าง(ทรงสรรพเดชะ) ทรงรอบรู้ทุกอย่าง(เป็นสัพพัญญู) และพระองค์ผู้ทรงเมตตาทรงสร้างมนุษย์และจักรวาลขึ้นมา มนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้มีฐานะต่ำกว่าเทพเจ้าเล็กน้อย เกิดมาพร้อมกับเจตจำนงเสรี และดังนั้น มนุษย์จึงสามารถเลือกได้ระหว่างความดีกับความชั่ว อดัม ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรก เลือกความชั่ว ดังนั้นเขาจึงไม่เป็นที่รักของพระเจ้า บาปดั้งเดิม(บาปกำเนิด)ของเขาจึงได้รับสืบทอดมาโดยมนุษย์ทุกคน การลงโทษต่อบาปอันนี้ ก็คือความตายที่มีชั่วนิรันดร์ แต่พระเจ้าทรงมีพระเมตตาน็น็สวสสสประทานความเป็นไปได้ที่จะให้ไถ่บาปโดยอาศัยการรวมกับพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์ พระผู้ทรงไถ่บาปของเราทั้งหลาย พระเยซูคริสต์ทรงรับภาระในบาปดั้งเดิมของมนุษย์ผู้ที่มีศรัทธาในพระองค์ แต่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามแบบอย่างของพระองค์ในเรื่องความจงรักภักดี ความเคารพ และการเชื่อฟังต่อพระบัญญัติของพระเจ้า สิ่งตอบแทนของผู้ที่ซาบซึ้งกับพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเป็นเจ้าคือการมีชีวิตนิรันดร์

งานของออกัสตินหลาย ๆ งาน แทรกไปด้วยคำสอนเรื่องความรัก ซึ่งรวบรวมและทำให้มีความเข้าใจ(ให้ความเข้าใจ)เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ลักษณะส่วนตัว ลักษณะทางอารมณ์ของความรักของท่านที่มีต่อพระเจ้านั้น ก่อให้เกิดการแสดงจนเป็นนิสัยในการสารภาพบาปว่า “ พระองค์ได้ทำให้หัวใจของข้าพเจ้าซาบซึ้งด้วยคำพูดของพระองค์ ข้าพเจ้ารักพระองค์” และยังกล่าวถึงสวรรค์ โลกมนุษย์ ทุกอย่างทั้งหมดอยู่ในที่นั้น อยู่ทุก ๆ ส่วน ชาวสวรรค์ และชาวโลกต่างก็พูดว่า ข้าพเจ้าควรรักพระองค์ และในฐานะเป็นข้อบังคับในเรื่องศรัทธา ความรักต่อพระเจ้า และความรักซึ่งเกี่ยวกับเพื่อนบ้าน ออกัสตินพิจารณาว่ามันเป็นองค์ประกอบที่ขาดเสียมิได้ของหลักคำสอนคริสต์ศาสนา

ดังนั้น พระบัญญัติทุกข้อของพระเจ้าจึงถูกรวบรวมเข้าไว้ในความรัก ดังที่สาวกของพระเยซูคริสต์กล่าวว่า “ตอนนี้ เป้าหมายของพระบัญญัติ ก็คือความรักของพระผู้เป็นเจ้า ที่ออกมาจากหัวใจอันบริสุทธิ์ของเรา และออกมาจากจิตสำนึกที่ดี และออกมาจากศรัทธาที่แท้จริง ดังนั้น เป้าหมายของพระบัญญัติทุกข้อก็คือความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า นั่นก็คือ พระบัญญัติทุก ๆ ข้อมีความรักเป็นเป้าหมายของมันเอง ความรักนี้รวมทั้งความรักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนบ้านของเรา และ พระบัญญัติสองประการเหล่านี้ก็ยังยึดถือกฏหมายและผู้เผยแผ่ที่กล่าวว่า “เราอาจจะเพิ่มเรื่องของพระเยซูและสาวกของพระองค์เข้าด้วย เพราะจากสาวกเหล่านี้นี่เอง จึงทำให้เราได้ยินเสียงนี้ว่า “เป้าหมายของพระบัญญัติ ก็คือความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า และพระเจ้าก็คือความรัก

ออกัสตินบอกพวกเราว่า เมื่อมีความรักต่อพระเจ้าแล้ว เราก็จะรักที่จะรู้ความจริง ในการได้รับความรู้ที่เป็นจริงนั้น คนเราจะค้นพบอย่างที่เขาเห็นว่า ที่ใดก็ตามที่ข้าพเจ้าพบความจริง ที่นั้นข้าพเจ้าก็พบพระผู้เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์ผู้ทรงเป็นความจริงในพระองค์เอง ปัจเจกบุคคลจะรู้ความจริงได้ โดยอาศัยประสบการณ์และความเชื่อมั่นภายในตัวเอง นอกจากนี้แล้ว พวกเขาต้องทำความพยายามปรารถนาที่จะเตรียมใจที่จะรับรู้ความจริง ออกัสตินยืนยันว่า คนเราไม่สามารถรับรู้ความจริงที่แท้จริงได้ ถ้าไม่มีศรัทธา อันดับแรก คนควรที่จะเชื่อเพื่อที่ว่าจะได้เข้าใจ อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางด้านสติปัญญาของพระผู้เป็นเจ้า โดยตัวมันเองแล้วก็ยังไม่พอเพื่อความเข้าใจที่แท้จริงและสูงสุดเกี่ยวกับพระองค์ ซึ่งเป็นความสุขของพวกเรา เพราะความสุขอันนี้ คนเราจะต้องอยู่เหนือเหตุผลต่อทรรศนะที่ลึกลับ การเห็นที่เป็นความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งอยู่เหนือเหตุผล ศรัทธา ความรู้ และทรรศนะที่ลี้ลับนั้น อาจจะเข้าใจว่าเป็นระดับที่เพิ่มขึ้นในเรื่องความเข้าใจที่เหนือธรรมชาติเกี่ยวกับพระเจ้า พระองค์ผู้ทรงเป็นสารัตถะของความจริงทั้งหมด

ความรู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้านั้นจำเป็นอย่างยิ่ง(ขาดเสียมิได้)ต่อความสุขของเรา แต่ออกัสตินถือว่ามันเป็นความภูมิใจลวง ๆ สำหรับคนที่เชื่อว่า พวกเขาสามารถรู้จักพระเจ้าได้ โดยความพยายามของพวกเขาเอง คนจะรู้จักพระเจ้าก็ต่อเมื่อพระเจ้าทำให้เขารู้ด้วยพระเมตตาของพระองค์ จิตใจก็จะสามารถเข้าใจความจริงนั้นได้ ในทำนองเดียวกัน ความหลุดพ้นก็สามารถเข้าถึงได้ โดยอาศัยพระเมตตาของพระองค์อย่างเดียว ในทฤษฎีของออกัสติน คนแต่ละคนถูกกำหนดล่วงหน้าโดยพระเจ้าทั้งต่อการหลุดพ้นและการถูกสาบแซ่ง เนื่องจากคนทั้งหมดมีมลทินอันเป็นบาปเบื้องต้น(บาปกำเนิด) พวกเขาจึงสมควรได้รับการลงโทษ ผลที่สุดก็คือ ความหลุดพ้นเป็นของขวัญพรีที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่คนจำนวนน้อยที่ทรงเลือก ถ้าปราศจากพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ทั้งศรัทธาหรือผลการกระทำที่ดีก็ไม่สามารถรับรองว่าจะหลุดพ้นได้ ไม่มีจิตวิญญาณของมนุษย์ดวงใดสามารถเข้าถึงความลึกลับแห่งพระปัญญาของพระเจ้าในการเลือกคนบางจำพวก แต่ไม่เลือกคนพวกอื่นเพื่อที่พระองค์จะได้ช่วยเหลือให้รอดพ้น การเชื่อมั่นในความดีของพระผู้เป็นเจ้า และถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงว่า เราไม่สามารถจะตัดสินได้ว่าเราจะรอดหรือไม่ก็ตาม(ได้รับการช่วยเหลือ) เราก็ถูกกำหนดให้แสวงหาพระเจ้า และเพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ตามหลักพระบัญญัติของพระองค์

การดิ้นรนของมนุษย์เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงจากสิ่งชั่วร้าย และแสวงหาความดีนั้น ออกัสตินได้พรรณนาไว้ในผลงานชื่อ นครแห่งพระผู้เป็นเจ้า (The City of God) ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมดนับตั้งแต่การตายของ อดัม และอีฟ จนถึงการตัดสินครั้งสุดท้ายออกัสตินอธิบายว่า มีการขัดแย้งกันระหว่าง นครแห่งพระผู้เป็นเจ้า กับ นครแห่งมนุษย์ ผู้ที่อยู่ในเมืองมนุษย์โลก แสวงหาประโยชน์ทางวัตถุ และความสุขทางเนื้อหนังมังสา พวกเขาเป็นทุกข์ไม่เฉพาะแต่กับความทุกข์ใจอันเกิดขึ้นจากความเชื่อแบบผิด ๆ ในขณะที่อยู่ในโลกมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นทุกข์ที่ต้องอดทนต่อการเหินห่างจากพระผู้เป็นเจ้าตลอดไปไม่มีที่สุด ซึ่งเป็นการลงโทษมนุษย์ผู้มีบาป โดยนัยตรงกันข้าม ประชากรของเมืองแห่งพระผู้เป็นเจ้าก็สร้างสังคมที่ลึกลับ และมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนที่มีคุณงามความดีมีศีลธรรมในโลกสวรรค์ และสร้างสังคมของผู้ที่เชื่อในพระเจ้าในโลกมนุษย์ โดยอาศัยภาระในการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ พระดำรัสที่ประกอบด้วยศรัทธาของพระเจ้า พวกเขาก็จะมีความสงบสุขทางจิตวิญญาณในโลกมนุษย์ และมีความสุขนิรันดร์เกี่ยวกับการได้เห็นพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นความสุขที่แท้จริงของมนุษยชาติ

 

๑. เพื่อเป็นการสนับสนุนและปกป้องหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ ออกัสตินเต็มใจที่แก้ปัญหาทางอภิปรัชญาของจริยศาสตร์บางข้อที่ยุ่งยากที่สุด ในบรรดาปัญหาเหล่านี้ บางที ก็เป็นความท้าทายที่เด็ดขาดที่สุดต่อการประสบความสำเร็จในทฤษฎีจริยศาสตร์ของท่าน และจุดประสงค์ตามธรรมชาติเกี่ยวกับการเข้ามาสู่ปรัชญาศีลธรรมของท่าน ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าปัญหาเรื่องความชั่วร้าย กล่าวคือ เราจะประณีประนอมความมีอยู่ของสิ่งที่ชั่วร้ายในโลกนี้เข้ากับพลานุภาพอันเหลือคณานับ และความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร ธรรมชาติซึ่งขัดแย้งกันปรากฏชัดเจนแล้วจากการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับปัญหานี้ ซึ่งนักปรัชญากรีก, เอปิคิวรัสได้พิจารณา(ให้เหตุผล)ไว้แล้วฯ

โดยบอกว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าประสงค์จะขจัดสิ่งชั่วร้ายออกไปจากโลกนี้ แต่พระองค์ไม่สามารถทำได้ หรือ พระองค์สามารถทำได้ แต่พระองค์ไม่ประสงค์จะทำ หรือพระองค์ไม่มีอำนาจหรือความประสงค์ที่จะทำ หรือท้ายที่สุด พระองค์มีทั้งอำนาจและความประสงค์ ถ้าพระองค์มีความประสงค์จะทำ แต่ไม่มีอำนาจ นี้แสดงให้เห็นความอ่อนแอไร้สมรรถภาพของพระเจ้าซึ่งตรงกันข้ามกับธรรมชาติของพระเจ้า ถ้าพระองค์มีอำนาจ แต่ไม่มีความประสงค์ นั่นก็เป็นการแล้งน้ำใจ และนี้แสดงให้เห็นว่ามันตรงกันข้ามกับธรรมชาติของพระองค์ไม่น้อยเลย ถ้าพระองค์ทั้งไม่สามารถ หรือทั้งไม่มีความประสงค์แล้ว พระองค์ก็ทั้งอ่อนแอไร้ความสามารถและแล้งน้ำใจ และ ผลที่สุดก็คือเป็นพระเจ้าไม่ได้ ถ้าพระองค์ทั้งปรารถนาที่จะขจัดสิ่งชั่วร้ายและทั้งสามารถขจัดสิ่งชั่วร้าย (ซึ่งเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่สอดคล้องกับธรรมชาติของพระเจ้า) แล้วสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด หรือ ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงป้องกัน/ขัดขวางสิ่งชั่วร้ายนั้น?

ในฐานะเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเป็นการปฏิบัติเกี่ยวกับ(แก้ปัญหา)ปัญหาเรื่องสิ่งชั่วร้าย ออกัสตินยืนยันว่า พระเจ้าเป็นความดีโดยสมบูรณ์ และสรรพสิ่งก็เกิดขึ้น/มาจากจากพระองค์ เนื่องด้วยความดีที่มีอยู่ในพระองค์ พระเจ้าจึงไม่ทรงสร้างสิ่งชั่วร้ายใด ๆ ขึ้นมา ก็จะมีผลตามมาว่า สิ่งชั่วร้ายจะเป็นลักษณะเฉพาะที่มีอยู่จริงของสรรพสิ่งไม่ได้ อย่างไรก็ดี สิ่งต่าง ๆซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นนั้น มีความดีน้อยกว่าความดีสมบูรณ์(พระเจ้า)โดยประการทั้งปวง และสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสิ่งชั่วร้ายก็ต่อเมื่อมันไม่มีหรือขาดความดีเท่านั้น

สิ่งที่เราเรียกกันว่าความชั่วร้ายในเอกภพนี้ เป็นแต่เพียงความไม่มีอยู่แห่งความดีเท่านั้น ในร่างกายของสัตว์ โรคและบาดแผลไม่ได้หมายถึงอะไรอื่นเลยนอกจากความมีสุขภาพดีหายไป เพราะเมื่อโรคและแผลได้รับการรักษาแล้ว นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า มีสิ่งที่ชั่วร้ายปรากฏอยู่ กล่าวคือ โรคและแผลก็หายไปจากร่างกาย และอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง เมื่อมันมารวมกันความมีโรคจึงปรากฏขึ้น เพราะแผลหรือโรคไม่ใช่แก่นสารหรือสารัตถะ(ธาตุแท้) แต่เป็นความบกพร่องในธาตุแท้ที่เป็นเนื้อหนังมังสานั้น ตัวเนื้อหนังมังสาเองเป็นสารัตถะหรือธาตุแท้ และด้วยเหตุนั้น จึงมีบางสิ่งดีในสิ่งที่ชั่วร้ายเหล่านี้ นั่นก็คือ การขาดแคลนความดีซึ่งเราเรียกกันว่าความมีสุขภาพดีเป็นส่วนประกอบ(ความบังเอิญ) เช่นในทำนองเดียวกัน(ในลักษณะเดียวกัน) สิ่งที่เราเรียกความชั่วในวิญญาณนั้น ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากความขาดแคลนความดีตามธรรมชาติ และเมื่อความชั่วเหล่านี้ได้รับการรักษาแล้ว ความชั่วเหล่านั้นก็จะไม่ถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เมื่อความชั่วเหล่านั้นไม่มีอยู่ในวิญญาณที่มีสุขภาพดีแล้ว ความชั่วเหล่านั้นก็ไม่สามารถอยู่ในที่ใดที่หนึ่งอีกต่อไป

สรรพสัตว์ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นคนดี แต่มิได้ถูกสร้างให้เป็นคนดีอย่างสมบูรณ์แบบ ฉะนั้นสรรพสัตว์จึงง่ายต่อการที่จะทำความชั่ว(มีแนวโน้มที่จะทำความชั่ว) เพราะฉะนั้น สรรพสิ่งที่มีอยู่เข้าใจว่าผู้ที่สร้างทุกอย่างขึ้นมานั้นเป็นความดีสูงสุด ตัวเองก็เป็นความดี แต่เพราะสรรพสิ่งไม่เหมือนกับผู้ที่สร้าง ซึ่งเป็นความดีสูงสุดและไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความดีของสิ่งต่าง ๆ อาจจะน้อยลงและเพิ่มขึ้นได้ แต่เมื่อความดีลดลง มันก็เป็นสิ่งชั่วร้าย อย่างไรก็ดี ความดีที่มีอยู่มากมายอาจจะลดลงเมื่อไม่มีทางอื่น ถ้าสัตว์กำลังจะทำการต่อไป ความดีบางอย่างนั้นก็จะยังคงอยู่เพื่อทำให้สัตว์ดำเนินต่อไปได้ เพราะอย่างไรเสีย สัตว์ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็ก หรือเป็นสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งก็ตาม อาจจะเป็นความดีซึ่งทำให้สัตว์นั้นเป็นสัตว์ที่ไม่สามารถถูกทำลายได้ ถ้ามันไม่ทำลายตัวมันเอง ธรรมชาติที่ไม่ถูกสิ่งชั่วร้ายรั้งไว้ก็ถูกยึดถือในการประเมินเท่านั้น แต่ถ้ายังมีอะไรอีกที่ไม่เป็นสิ่งชั่วร้าย ธรรมชาตินั้นก็จะได้รับการพิจารณาเกี่ยวกับคุณค่าที่สูงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม เมื่อธรรมชาติถูกใช้ผิด การใช้ธรรมชาติแบบผิด ๆ ก็จะกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย เพราะมันถูกกีดกันออกจากความดีบางอย่าง เพราะถ้ามันไม่ได้ถูกกีดกันออกจากสิ่งที่ดีแล้ว มันก็จะไม่ได้รับความเสียหายอะไร แต่มันได้รับความเสียหายจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ มันจึงถูกกีดกันออกจากความดี ดังนั้น ตราบเท่าที่สัตว์อยู่ในกระบวนการแห่งความชั่วร้าย ก็มีความดีบางอย่างซึ่งถูกกีดกันออกไป ถ้ามันเป็นส่วนหนึ่งของสัตว์ ก็ควรที่จะดำรงสิ่งที่ไม่สามารถถูกทำให้เสื่อมได้ แน่นอนสิ่งนี้ก็จะเป็นสัตว์ที่ไม่มีวันเสื่อมไปประเภทหนึ่ง และดังนั้น กระบวนการแห่งความชั่วร้ายก็จะให้ผลในการปรากฏขึ้นของความดีอันยอดเยี่ยมนี้ แต่ถ้าความดีนั้นไม่หยุดที่จะถูกทำให้เสื่อม ทั้งไม่สามารถหยุดจัดการกับความดีที่มีความชั่วร้าย อาจจะกีดกันออกได้ แต่ถ้ามันควรถูกครอบงำด้วยสิ่งชั่วร้ายอย่างเต็มที่และสมบูรณ์แล้ว ก็จะไม่มีความดีอะไรหลงเหลืออยู่ เพราะว่าไม่มีภาวะหรือพระเจ้าอยู่ด้วย สาเหตุที่ความชั่วร้ายสามารถครอบงำความดีได้นั้นก็ต่อเมื่อมันได้ครอบงำสัตว์ ดังนั้น ภาวะ(พระเจ้า)ทุกอย่าง จึงเป็นความดี เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่ ถ้าไม่ถูกทำให้เสื่อมได้ เป็นความดีเล็กน้อย ถ้าถูกทำให้เสื่อมได้ แต่ในกรณีใด ๆ ก็ตาม เฉพาะคนที่โง่เง่าและหลงมัวเมาเท่านั้นจะปฏิเสธว่ามันเป็นความดี และถ้าภาวะนั้นถูกครอบงำโดยสิ่งชั่วร้ายอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อนั้น สิ่งชั่วร้ายเองต้องมีไม่ได้ เพราะไม่มีภาวะเหลืออยู่ในสิ่งที่ภาวะสามารถอาศัยอยู่ได้

 

๒. กระนั้นก็ดี ถึงแม้ยังค้างคาที่จะแก้ปัญหาเรื่องความชั่วร้ายอีกส่วนหนึ่งที่ว่า ถ้าพระเจ้าสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ไฉนพระองค์จึงทรงยอมอนุญาตให้เราเลือกทำสิ่งที่ชั่วร้ายเล่า? หรือถ้าพระองค์อิสระที่จะทำอะไรก็ได้ที่พระองค์ปรารถนาจะทำ ทำไมพระองค์ควรปรารถนาที่จะสร้างสิ่งที่ชั่วร้ายมาด้วย? ออกัสตินให้เหตุผลว่า เนื่องพระเจ้าทรงอำนาจสูงสุดกว่าสิ่งทั้งปวง พระองค์สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ ถ้าพระองค์มีพระประสงค์เช่นนั้น ดังนั้น การที่พระองค์ยอมให้สิ่งชั่วมีได้ต้องส่อให้เห็นความดีของพระองค์ในบางกรณี ท่านอธิบายว่า พระเมตตาและความยุติธรรมของพระเจ้านั้น ได้รับการปฏิบัติโดยปัจเจกชนที่ปรากฏอยู่พร้อมกับการเลือกระหว่างความดีกับความชั่ว ไม่ว่าเราจะเลือกอันไหนก็ตาม พระประสงค์ของพระเจ้าก็สมบูรณ์โดยสิ้นเชิง และเมื่อเลือกสิ่งชั่วร้าย การเลือกนั้นก็จะกลับเป็นเรื่องที่ดีโดยพระองค์ ในการแสดงสภาวะที่ไม่สมบูรณ์ของเรา เราไม่สามารถเข้าใจพระปัญญาเกี่ยวกับวิถีของพระองค์เลย แต่ออกัสตินก็มั่นใจว่า ด้วยศรัทธาที่เปี่ยมล้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะปรากฏชัดเจนเอง

พระเจ้าผู้ทรงมีอำนาจทุกอย่างทรงทำอย่างมีเหตุผลในเรื่องการยอมให้มีความชั่วร้าย หมายความว่า และเราก็ไม่สามารถสงสัยได้เลยว่าพระเจ้าทรงทำอย่างมีเหตุผล ถึงแม้ในเรื่องการยอมให้มีสิ่งที่เป็นความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้ เพราะพระองค์ทรงยอมให้สิ่งชั่วร้ายมีได้ก็ด้วยความยุติธรรมในการตัดสินของพระองค์ และแน่นอนการตัดสินของพระองค์ทั้งหมดซึ่งเป็นความยุติธรรมนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น ถึงแม้ ตราบเท่าที่การตัดสินนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย สิ่งชั่วร้ายก็ไม่ใช่ความดี ยังมีข้อเท็จจริงอีกว่า สิ่งชั่วร้ายก็เหมือนความดีที่ยังมีอยู่ ย่อมเป็นความดี เพราะถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่ความชั่วร้ายควรมีอยู่ ความมีอยู่ของสิ่งชั่วร้ายย่อมจะไม่ได้ยอมให้เกิดมีได้โดยพระเจ้าผู้ทรงมีอำนาจทุกอย่าง ผู้ทรงสามารถปฏิเสธที่จะยอมให้สิ่งที่พระองค์ไม่ปรารถนาเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เช่นกับทรงยอมให้สิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้เกิดขึ้นโดยปราศจากข้อสงสัย และถ้าเราไม่เชื่อเรื่องนี้ การพิพากษาลงโทษที่มีอยู่ในลัทธิคำสอนของเราก็จะถูกหักล้าง (เกี่ยวกับเรื่องนั้น) ตรงจุดไหนที่เราประกาศที่จะเชื่อพระเจ้า พระบิดาผู้ทรงมีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด เพราะพระองค์จะไม่ใช่ผู้ที่ได้รับขนานนามว่า ทรงอำนาจทุกอย่าง(ทรงสรรพเดชะ) อย่างแท้จริงได้ ถ้าพระองค์ไม่สามารถทำอะไรก็ตามที่พระองค์ประสงค์จะทำได้ หรือถ้าอำนาจของพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ก็ถูกขัดขวางโดยความประสงค์ของพระผู้สร้างอะไรต่าง ๆ ขึ้นมาองค์ใดองค์หนึ่ง

พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยถูกครอบงำ/เอาชนะได้ ถึงแม้จะมีการกระทำมากมายซึ่งตรงกันข้ามกับพระประสงค์ของพระองค์ก็ตาม พระผู้เป็นเจ้า มีภาระอันยิ่งใหญ่พระองค์แสวงหาตามพระประสงค์ของพระองค์ทุกอย่าง และแสวงหาอย่างชาญฉลาด นั่นก็คือเมื่อภาวะสร้างสรรค์ซึ่งมีความเฉลียวฉลาด ทั้งที่เป็นเทพดาและมนุษย์ผู้มีบาป ทำอะไรซึ่งไม่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ แต่ทำด้วยเจตจำนงของตัวพวกเขาเอง พระองค์ทรงใช้เจตจำนงที่แท้จริงของผู้ที่ถูกสร้างซึ่งกำลังเป็นไป ตรงกันข้ามกับเจตจำนงค์ของพระผู้สร้างในฐานะเป็นอุปกรณ์เพื่อทำให้เจตจำนงของพระองค์บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นความดีสูงสุดจึงกลับกลายเป็นเรื่องที่ดีได้ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เป็นความชั่วร้ายก็ตาม ด้วยความยุติธรรมของพระองค์ก็หันไปที่การตัดสินลงโทษผู้ที่พระองค์ทรงกำหนดล่วงหน้าว่าจะลงโทษ ด้วยพระเมตตาของพระองค์ ก็มุ่งไปที่ความหลุดพ้นของผู้ที่พระองค์ได้ทรงกำหนดความกรุณาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะตราบเท่าที่พวกเขายังมีจิตสำนึกอยู่ ผู้ที่ถูกสร้างมาเหล่านี้ก็ได้ทำสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงประสงค์ไม่ให้ทำ แต่เมื่อพิจารณาถึงพลานุภาพอันเหลือคณานับของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว พวกเขาก็จะไม่สามารถตระหนักรู้ผลกระทบต่อความประสงค์ของพวกเขาเอง เพราะในข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเขาทำตรงกันข้ามกับพระประสงค์ของพระองค์ พระประสงค์ของพระองค์เกี่ยวกับพวกเขาก็สมบูรณ์ และดังนั้น จึงมีผลตามมาว่า ภาระกิจของพระผู้เป็นเจ้านั้นยิ่งใหญ่ ถูกแสวงหาตามพระประสงค์ของพระองค์ทุกประการ เพราะในวิถีทางที่แปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์จนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้นั้น ถึงแม้สิ่งที่สัตย์ทำขัดแย้งกับพระประสงค์ของพระองค์ก็ไม่ได้หักล้างหรือเอาชนะพระประสงค์ของพระองค์ได้ (ถึงแม้สิ่งที่ทำลงไปจะขัดแย้งกับพระประสงค์ของพระองค์ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเอาชนะพระประสงค์ของผู้เป็นเจ้า) เพราะการกระทำนั้นย่อมจะไม่เกิดขึ้น เมื่อพระองค์ไม่ยอมให้มีเจตจำนง(และแน่นอน การยอมอนุญาตของพระองค์นั้นไม่ใช่พระองค์ไม่เต็มใจ แต่พระองค์เต็มใจที่ยอมให้มันเกิดขึ้น) หรือไม่ก็ พระเจ้าองค์ผู้ทรงความดียอมอนุญาตให้สัตว์ทำในสิ่งชั่วร้ายได้ ซึ่งด้วยพระเดชานุภาพของพระองค์ พระองค์จึงทรงสามารถเปลี่ยนความชั่วร้ายนั้นมาเป็นความดีได้

เจตจำนงหรือพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งมักจะเป็นความดีเสมอ บางครั้งเจตจำนงของพระองค์สมบูรณ์ได้โดยอาศัยเจตจำนงที่ชั่วร้ายของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม บางครั้ง มนุษย์ผู้มีความดีเกี่ยวกับเจตจำนงค์ของตนก็ปรารถนาอะไรบางอย่างที่พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ก็มี แม้พระประสงค์ของพระเจ้าก็เป็นความดีเหมือนกัน เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น ก็ย่อมจะเป็นความดีที่บริบูรณ์มากกว่าและแน่แท้กว่า (เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าไม่มีวันกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายไปได้) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกชายที่ดีคนหนึ่งเป็นห่วงว่าพ่อของเขาควรมีชีวิตอยู่ต่อไป เมื่อมันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าว่าเขาควรตาย อีกครั้ง มันเป็นไปได้สำหรับมนุษย์ผู้มีเจตจำนงอันชั่วร้ายที่จะปรารถนาสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ด้วยความดีของพระองค์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกชายชั่วคนหนึ่งปรารถนาให้พ่อของเขาตาย เมื่อนั้นความปรารถนานี้ก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเช่นกัน มันชัดเจนว่า คนก่อนปรารถนาสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าไม่ปรารถนา และคนต่อมาปรารถนาสิ่งที่พระเจ้าปรารถนาจะให้เป็น และความรักครั้งสุดท้ายของชายคนแรกมีความสอดคล้องกลมกลืนกับพระประสงค์ที่ดีของพระเจ้ามากกว่า ถึงแม้ความปรารถนาของเจตจำนงนั้นแตกต่างจากเจตจำนงของพระเจ้ามากกว่าความต้องการความรักครั้งสุดท้ายของชายคนหลัง ถึงแม้ว่าความปรารถนาแห่งเจตจำนงนั้นจะเป็นเช่นเดียวกันกับพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าก็ตาม ดังนั้นมันจึงจำเป็นในการที่จะตัดสินว่า ความปรารถนาของคนนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยหรือไม่ เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาว่าอะไรเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ และอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมสำหรับพระเจ้า และเพื่อที่จะประสงค์สิ่งที่เป็นแรงจูงใจจริง ๆ ของเจตจำนงนั้นในแต่ละกรณี เพราะพระเจ้าทรงบรรลุพระประสงค์ของพระองค์บางอย่าง ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นสิ่งที่เป็นความดีทุกอย่าง โดยอาศัยความปรารถนาที่ชั่วร้ายของมนุษย์ที่เลว

 

๓. ถึงแม้ออกัสตินได้แก้ปัญหาเรื่องความชั่วร้ายในที่นี้และในที่อื่นจนเป็นที่พอใจแล้ว ความขัดแย้งทางเหตุผลที่มีมานานอีกประการหนึ่งก็เกิดขึ้นเมื่อมีการพิจารณาว่า พระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้าว่าเราจะเลือกอะไร การรู้ล่วงหน้าของพระเจ้าจะต้องตรงกัน หรือประณีประนอมกันได้กับเสรีภาพของเราที่จะเลือกสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ชั่วร้าย เพราะเมื่อสรรพสิ่งมีสาเหตุ มันก็ย่อมจะปรากฏว่า ถ้าพระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ถูกกำหนดไว้แล้ว และปัจเจกชนก็มีเจตจำนงเสรีไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเราไม่มีอิสระ การลงโทษและการให้คุณก็เป็นสิ่งไม่ยุติธรรมและไร้ประสิทธิภาพ อีกประการหนึ่ง ถ้าเราอิสระที่จะเลือกแนวทางการกระทำของเราเอง พระเจ้าก็ไม่สามารถมีพระญาณรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ได้ และผลที่ตามมาพระเจ้าก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ทรงมีอำนาจ(ทรงสรรพเดชะ)อย่างแท้จริง

ออกัสตินเริ่มต้นรับภาระที่จะแสดงให้เห็นว่ามันเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีความเชื่อทั้งใน (การรู้ล่วงหน้า)พระญาณของพระเจ้าและในเจตจำนงเสรีของมนุษย์ เมื่อออกัสตินยอมอนุญาตให้เชื่อว่าเหตุการณ์ทุกอย่างมีสาเหตุ ท่านก็ชี้ให้เห็นว่า เจตจำนงของมนุษย์เป็นหนึ่งในสาเหตุของเหตุการณ์ต่าง ๆ ของการกระทำแห่งเจตจำนง ดังนั้น อำนาจอันเป็นสาเหตุของเจตจำนงก็เป็นส่วนประกอบของกฏเกณฑ์ที่เป็นสาเหตุทั้งหมดเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงรู้มาก่อน ความขัดแย้งอันนี้ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการแยกแยะระหว่างความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ และตัวสาเหตุเองออกจากัน หมายความว่า การที่พระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้าว่า เหตุการณ์อันหนึ่งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนั้น ก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างเช่นการที่พระองค์ทรงเป็นสาเหตุให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

แต่มันก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจว่า ถึงแม้พระเจ้าทรงมีอำนาจบางอย่างเกี่ยวสาเหตุทั้งหมด ดังนั้น จึงไม่ต้องมีอะไรที่อาศัยการปฏิบัติที่เป็นอิสระเกี่ยวกับเจตจำนงของเราเอง เพราะเจตจำนงของเรานั้นตัวมันเองก็รวมอยู่ในกฏแห่งเหตุซึ่งเป็นสิ่งที่แน่นอนสำหรับพระเจ้า และถูกครอบคลุมด้วยความรู้ล่วงหน้าของพระเจ้า เนื่องจากเจตจำนงของมนุษย์ก็เป็นสาเหตุของการกระทำของมนุษย์เช่นกัน และพระองค์ผู้ทรงรู้สาเหตุทุกอย่างของสรรพสิ่งล่วงหน้า ย่อมจะไม่ทรงเพิกเฉยต่อเจตจำนงของเราในระหว่างสาเหตุเหล่านี้อย่างแน่นอน

แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่เต็มใจก็ตาม ถ้าเจตจำนงนั้นถูกเรียกว่า ความจำเป็นของเรา ซึ่งไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา ก็มีผลต่อสิ่งที่เจตจำนงสามารถมีผลได้ ยกตัวอย่างเช่น ความแน่นอนในเรื่องความตาย ก็เป็นที่ประจักษ์ว่า เจตจำนงของเราที่เราดำเนินตามอย่างเหมาะสมหรือยอดเยี่ยมนั้น ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้ความจำเป็นเช่นนั้น เพราะเราทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งถ้าเราไม่เต็มใจจะทำแล้ว เราก็ไม่ควรทำอย่างแน่นอน นี้เป็นความจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับการกระทำที่มีความปรารถนาในตัวมันเอง เพราะว่า ถ้าเราปรารถนาจะทำ การกระทำนั้นก็เกิดขึ้น ถ้าเราไม่ปรารถนาจะทำ การกระทำนั้นก็ไม่เกิดขึ้น เพราะเราไม่ควรปรารถนาทำอะไรถ้าเราไม่เต็มใจที่จะทำ แต่ถ้าเรากำหนดความจำเป็นว่ามันเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูดว่า มันจำเป็นที่ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเช่นนั้น หรือมีธรรมชาติเช่นนั้น หรือ ถูกทำให้เป็นเช่นนั้น หรือในลักษณะเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าทำเราจึงควรมีความกลัวต่อความจำเป็นซึ่งจะนำความเป็นอิสระของเจตจำนงของเราไป เนื่องจากเราไม่ได้กำหนดชีวิตของพระเจ้าหรือการรู้ล่วงหน้าของพระเจ้าให้อยู่ภายใต้ความจำเป็น ถ้าเราควรกล่าวว่า มันเป็นสิ่งจำเป็นที่ว่า พระเจ้าควรดำรงอยู่ตลอดไป และทรงรู้สรรพสิ่งล่วงหน้าได้ ทั้งสองอย่างนั้นก็ไม่ใช่อำนาจของพระองค์ที่ถูกจำกัดให้น้อยลง เมื่อเรากล่าวว่า พระองค์นั้นไม่ตายและไม่ทรงทำอะไรพลาดพลั้ง เพราะสิ่งนี้อยู่ในวิถีซึ่งเป็นไม่ได้สำหรับพระองค์ นั่นก็คือว่า ถ้ามันเป็นไปได้สำหรับพระองค์แล้ว พระองค์ย่อมจะมีอำนาจน้อยลง แต่แน่นอนพระองค์เหมาะที่จะได้รับการขนานนามว่า “ผู้ทรงมีอำนาจทุกอย่าง” เพราะพระองค์ทั้งทรงเป็นอมตะ(ไม่ตาย)และไม่ทรงทำอะไรผิดพลาด เนื่องจากว่าพระองค์ได้รับการขนานนามว่า ผู้ทรงอำนาจทุกอย่างตรงที่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งที่พระองค์ปรารถนา ไม่ใช่ตรงที่พระองค์ทรงเป็นทุกข์กับสิ่งที่พระองค์ไม่ปรารถนาจะทำ เพราะถ้าความทุกข์นั้นควรเกิดขึ้นกับพระองค์แล้ว พระองค์ย่อมจะเป็นผู้ที่ชื่อว่า ผู้ทรงอำนาจทุกอย่าง ไม่ได้ ด้วยเหตุอะไร พระองค์จึงไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงอำนาจทุกอย่าง

 

๔ ดังนั้นจึงมีผลตามมาว่า คนเรามีความรับผิดชอบต่อความโชคร้ายของเขาเอง พวกเขามีความอิสระที่จะเลือก และพวกเขาก็เลือกสิ่งชั่วร้าย อย่างไรก็ตาม สำหรับออกัสตินแล้ว เจตจำนงที่ชั่วร้ายเป็นสิ่งที่มีความบกพร่องในตัวมันเอง ดังเช่นที่ท่านให้คำจำกัดความสิ่งชั่วร้ายว่ามันเป็นการหายไปหรือขาดไปของความดี เหมือนกันฉันนั้น ท่านก็จัดลักษณะเจตจำนงที่ชั่วร้ายว่ามันเป็นเจตจำนงอัน ที่ไม่สามารถเลือกทำสิ่งที่ดีได้

เพราะฉะนั้น ขออย่าให้ใครค้นหาสาเหตุทีทำให้เกิดผลของเจตจำนงที่ชั่วร้ายเลย เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่สามารถให้เกิดผลได้ แต่เป็นข้อบกพร่อง เมื่อเจตจำนงเองนั้นไม่ได้มีผลต่ออะไรบางอย่าง แต่มันเป็นความบกพร่องประการหนึ่ง เพราะความบกพร่องจากสิ่งที่ถือว่าสูงสุดนั้น ก็คือสิ่งที่มีความดีลดน้อยลง การขาดความดีนี้ก็คือการเริ่มต้นที่จะมีเจตจำนงชั่วร้าย ตอนนี้ การแสวงหาเพื่อที่จะค้นหาสาเหตุของความขาดหรือความบกพร่องเหล่านี้ อย่างที่ข้าพเจ้าได้พูดถึงสาเหตุต่าง ๆ ว่ามันไม่มีความสมบูรณ์ แต่มันเป็นความขาดหรือความบกพร่อง ก็เป็นเช่นกับที่ใครบางคนค้นหาเพื่อต้องการจะเห็นความมืดมิด หรือฟังความเงียบงัน ความมืดมิดและความสงบเงียบทั้งสองเหล่านี้พวกเรารู้ได้ อันแรก(ความมืด)เรารู้ได้โดยอาศัยดวงตาเท่านั้น และอันต่อมา(ความเงียบ)เรารู้ได้โดยอาศัยหูเท่านั้น แต่หาใช่ด้วยศักยภาพที่มีอยู่จริงของสิ่งเหล่านั้นไม่ แต่รู้ได้ด้วยการขาดศักยภาพนั้นไปต่างหาก(หมายความว่า ที่เรารู้ว่ามันมืดหรือเงียบ ไม่ได้รู้ด้วยศักยภาพแห่งจักขุปสาทหรือโสตปสาท แต่มันเป็นด้วยอำนาจความขาดศักยภาพดังกล่าวนั้น กล่าวคือเราไม่ได้ใช้ศักยภาพดังกล่าวนั้นในการเห็นความมืดหรือฟังความเงียบ) ดังนั้นขออย่าให้ใคร ๆ ค้าหาเพื่อที่จะรู้สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้จากข้าพเจ้าเลย นอกเสียจากว่าบางทีเขาไม่อยากรู้สิ่งทุกพวกเรารู้สิ่งนั้นเราไม่สามารถรู้ได้ เพราะเมื่อใดที่สายตาเพ่งพินิจอารมณ์ที่มากระทบประสาทสัมผัส ไม่มีที่ไหนเลยที่นัยน์ตานั้นจะมองเห็นความมืด แต่ที่นั้น สายตาก็เริ่มที่มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด และดังนั้นจึงไม่มีประสาทสัมผัสอันอื่นเลยนอกจากหูเท่านั้นที่สามารถรับรู้ความสงบเงียบได้ และความเงียบนั้นรับรู้ได้อย่างเดียว ไม่ใช่การได้ยิน ดังนั้น จิตใจของเราก็เหมือนกัน จะรับรู้รูปแบบที่ใจสามารถรับรู้ได้โดยมีความเข้าใจสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อใดที่รูปแบบเหล่านั้นบกพร่อง ใจก็รับรู้สิ่งเหล่านั้นได้โดยรู้สึกว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะใครละจะสามารถเข้าความบกพร่องหรือความขาดได้?

และข้าพเจ้าก็รู้ในทำนองเดียวกันนี้ว่า เจตจำนงไม่สามารถกลายเป็นความชั่วร้ายได้ เจตจำนงไม่เต็มใจที่จะเป็นเช่นนั้น และเพราะฉะนั้น ความอ่อนแอของเจตจำนงนั้นจึงถูกลงโทษอย่างยุติธรรม ไม่ใช่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นไปด้วยความสมัครใจ เพราะความบกพร่องของเจตจำนงย่อมจะไม่มีผลต่อสิ่งที่ชั่วร้าย แต่มันเป็นสิ่งชั่วร้ายภายในตัวมันเอง นั่นคือการที่จะพูดว่า ความบกพร่องนั้นไม่ได้มุ่งต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งชั่วร้ายโดยธรรมชาติ และเป็นสิ่งชั่วร้ายโดยตัวมันเอง แต่ความบกพร่องแห่งเจตจำนงเป็นความชั่วร้าย เพราะความบกพร่องนั้นขัดแย้งกับกฏแห่งธรรมชาติ และเป็นการละทิ้งสิ่งซึ่งมีความดีสูงสุดเพื่อสิ่งที่มีความดีน้อยกว่า เพราะความโลภไม่ได้เป็นความบกพร่องหรือข้อเสียที่มีอยู่ในทอง แต่มันมีอยู่ในตัวคนผู้ที่ต้องการทองมากเกินไป ต่อการสูญเสียความยุติธรรม ซึ่งเราควรยึดถือให้สูงกว่าทองอย่างเปรียบเทียบมิได้ ทั้งสองไม่ได้เป็นความฟุ้งเฟ้อที่เป็นความบกพร่องของวัตถุซึ่งเป็นที่ชอบใจและน่าหลงไหล แต่เป็นความบกพร่องของจิตใจที่ปรารถนาหรือต้องการความสุขทางกามารมณ์จนเกินไป จนละทิ้งความรู้จักประมาณ ซึ่งทำให้เรายึดติดกับตัววัตถุซึ่งเป็นที่ชอบใจมากกว่าในความเป็นแก่นสารของมัน(ความวิจิตร) และยึดติดในวัตถุที่มันน่ายินดีมากกว่าโดยอาศัยความที่มันไร้มลทิน หรือไม่ใช่เพราะการอวดอ้างเป็นข้อบกพร่องเกี่ยวกับการยกย่องของมนุษย์ แต่มันเป็นความบกพร่องของวิญญาณที่พบในการสรรเสริญมนุษย์มากเกินไป และความบกพร่องนั้นทำให้มนุษย์เข้าใจเสียงของจิตสำนึก ความหยิ่งยโสก็เช่นกัน ไม่ได้เป็นความบกพร่องของผู้ที่มีอำนาจหรือไม่ใช่ของตัวอำนาจนั้นเอง แต่มันเป็นความบกพร่องของวิญญาณที่หลงไหลอำนาจของตัวเองมากเกินไป และดูแคลนการมีอำนาจที่ยุติธรรมของผู้มีอำนาจมากกว่า เพราะฉะนั้น เขาผู้ซึ่งรักความดีซึ่งประกอบด้วยธรรมชาติอันใดอันหนึ่งจนเกินไป ถึงแม้ว่าเขาได้บรรลุความดีนั้นแล้ว ตัวเขาเองก็กลับกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายในความดี และเป็นคนโชคร้าย เพราะละเลยโอกาสที่จะทำความดีที่ยิ่งขึ้นไปได้

 

๕. การให้เหตุผลสนับสนุนอย่างมีเหตุผลของออกัสติน เกี่ยวกับความเชื่อของชาวคริสต์ในการให้แต่ละบุคคลมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมศีลธรรม และการปรากฏมีของความชั่วร้ายทางศีลธรรมในโลกนี้ ได้หล่อหลอมมาเป็นพื้นฐานทางปรัชญาซึ่งท่านได้พรรณนาถึงเมืองแห่งพระเจ้ากับเมืองของมนุษย์ ท่านเรียกผู้ที่เลือกทำความดีว่าเป็นพลเมืองของเมืองแห่งพระเจ้า และเรียกผู้ที่เลือกทำความชั่วว่าเป็นพลเมืองของเมืองแห่งมนุษย์ การมีชีวิตอยู่ในเมืองสวรรค์บุคคลจะต้องมีจิตใจมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามพระดำรัสของพระเยซูเจ้า บุคคลผู้มุ่งแต่ความเพลิดเพลินทางร่างกายหรือทำการบูชาที่ผิดๆ หรือพวกนอกศาสนา เขาเรียกว่า “การมีชีวิตอยู่อย่างจืดชืด” ในโลกนี้

อย่างไรก็ดี เมืองต่างๆมากมายและเมืองใหญ่ ๆทั่วโลก ซึ่งมีพิธีกรรม ประเพณี การพูด อาวุธ และการแต่งกาย ถูกจำแนกให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ถึงกระนั้น ไม่มีสังคมของมนุษย์ที่มากไปกว่าสองประเภทของมนุษย์ ซึ่งเราอาจเรียกอย่างยุติธรรมว่าสองเมืองตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์ของพวกเรา เมืองแรกประกอบด้วยบุคคลผู้ที่ปรารถนาการมีชีวิตอยู่ด้วยประสาทสัมผัส (ทางเนื้อหนัง) อีกเมืองหนึ่งเป็นเมืองที่บุคคลที่ปรารถนาการมีชีวิตอยู่อย่างมีความมุ่งหมายอย่างมีความหวัง และเมื่อแต่ละคนได้รับตามที่เขาปรารถนา พวกเขาจะอยู่อย่างสงบมีความสุขตามอัตภาพของพวกเขา

ถ้าเราค้นหาว่า อะไรเป็นการมีชีวิตอยู่ด้วยประสาทสัมผัส พวกเราต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบว่าเนื้อความทางจดหมายที่ Apostle Paul เขียนถึง Galatians เนื้อความจดหมายเขากล่าวว่า “ตอนนี้มาดูผลจากการมีชีวิตอยู่ด้วยประสาทสัมผัส ผลเหล่านี้คือ การผิดประเวณี การได้เสียก่อนแต่ง ความสกปรก ความโลภ การบูชาที่ผิดๆ การใช้เวทย์มนต์ดำ ความเกลียด การชิงดีชิงเด่น การแข่งขันกัน ความโกรธ ความหยาบคาย การยุแหย่ พวกนอกศาสนา ความอิจฉา การฆาตกรรม ความมัวเมา การแก้แค้น และอื่นๆ ที่เราได้บอกคุณก่อนหน้านี้แล้วว่า”สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่มีในอาณาจักรของพระเจ้า” เนื้อความทั้งหมดนี้ของ Apostle ควรพิจารณาตราบเท่าที่มันยังสนับสนุนเรื่องที่ใกล้ตัวและเพียงพอที่จะตอบคำถามที่ว่า อะไรเป็นการมีชีวิอยู่ด้วยประสาทสัมผัส สำหรับผลของการมีชีวิตอยู่อย่างประสาทสัมผัส พวกเราไม่ได้พบกับบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องกับความเพลิดเพลินทางประสาทสัมผัส เช่น การได้เสียก่อนแต่ง ความโลภ ความสกปรก ความมัวเมา การแก้แค้นเท่านั้น แต่ยังพบกับบุคคลผู้อยู่ไกลจากความเพลิดเพลินทางประสาทสัมผัส ความชั่วร้ายทางวิญญาณก็ยังมีอยู่ สำหรับใครที่ไม่เคยเห็นว่าการบุชา ที่ผิดๆ การใช้มนต์ดำ ความเกลียดชัง ความแปรเปลี่ยน การแข่งขัน ความโกรธ ความหยาบคาย พวกนอกรีด ความอิจฉา เป็นความชั่วที่มาจากวิญญาณมากกว่าความชั่วที่มาจากประสาทสัมผัส มันเป็นไปได้สำหรับมนุษย์ที่จะงดเว้นจากความเพลิดเพลิน เขาพิสูจน์โดยการปฏิบัติอันควรแก่ผลของการมีชีวิอยู่ด้วยประสาทสัมผัส ใครที่ไม่มีความเกลียดในวิญญาณ หรือใครผู้ควรพูดว่าเป็นศัตรูของเขา หรือบุคคลที่เขาคิดว่าเป็นศัตรูของเขา คุณมีร่างกายที่น่าเกลียดสำหรับฉัน คุณมีจิตใจที่คิดชั่วร้ายต่อฉัน พูดให้ดีๆหน่อยคือว่า ถ้าบางคนได้ยินว่า ฉันอาจเรียกว่า “กามารมณ์” เขาควรจะไม่ตกไปสู่ลักษณะเหล่านั้นซึ่งเป็นส่วนความอยากของมนุษย์ ไม่แน่ ความสงสัยที่ว่า ความเกลียดที่เป็นวิญญาณของมนุษย์ที่มนุษย์จะต้องจัดการให้เหมาะสมฯ

 

6. เราต้องตระหนักว่า ออกัสตินแสดงให้เห็นว่า ความดีและความชั่วสูงสุด หมายถึง ความเป็นอยู่ชั่วนิรันดร์ ไม่ใช่หมายถึงการมีชีวิตอยู่ชั่วขณะในโลกนี้เท่านั้น ผู้ที่แสวงหาความสุขในโลกนี้และความพยายามของพวกเขานั้น ไม่สามารถมีความสุขอย่างแท้จริงหรือเป็นผู้มีศีลธรรมอย่างแท้จริงได้ ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่แสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัสเท่านั้น แต่ผู้ที่อาศัยเหตุผลในฐานะเป็นพื้นฐานของศีลธรรม ต่างก็มีความผิดพลาดเหมือนกัน ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือและการแนะนำจากพระเจ้าและ เหตุผลก็ไม่สามารถมีผลในการกำจัดความชั่วร้ายของชีวิตได้

ชาวคริสต์เชื่อเกี่ยวกับความดีและความชั่วร้ายสูงสุด ซึ่งตรงกันข้ามกับนักปรัชญา ผู้ที่ยืนยันว่า ความดีสูงสุดอยู่ในตัวของมันเอง ถ้าเป็นดังนั้น พวกเราถามว่า อะไรที่เป็นเมืองของพระเจ้าในประเด็นนี้ และในประเด็นแรก อะไรเป็นแนวความคิดเกี่ยวกับความดีและความชั่วร้ายสูงสุด ตอบได้ว่า ชีวิตที่นิรันดร์เป็นความดีสูงสุด ความตายที่นิรันดร์เป็นความชั่วสูงสุด และบุคคลผู้หนีจากความชั่วได้จะต้องมีชีวิตอยู่อย่างสุจริต และดังนั้น จึงมีคำกล่าวว่า “การมีชีวิตอย่างยุติธรรมโดยศรัทธา” สำหรับพวกเราที่ยังไม่ได้ทำและเห็นความดีของเรา ดังนั้นพวกเราต้องมีชีวิตอยู่โดยอาศัยศรัทธา ทั้งสองอย่างนั้น พวกเราไม่มีพลังอำนาจในตัวเองที่จะอยู่อย่างถูกต้อง แต่สามารถทำได้โดยที่พระองค์ทรงให้ศรัทธาต่อความเชื่อในการช่วยเหลือของพระองค์ เมื่อพวกเรามีความเชื่อและสวดอ้อนวอนต่อพระองค์ บุคคลผู้ที่คิดเอาว่า ความดีและความชั่วร้ายสูงสุดสามารถพบได้ในชีวิตนี้เท่านั้น เป็นความคิดที่แปลกและเป็นความคิดที่ตื้นๆ มีนักทำนายเขาทำนายว่า “พระเจ้าทรงรับรู้ความคิดของมนุษย์ หรือที่ Apostle Paul อ้างถึงข้อความที่ว่า “พระเจ้าทรงรับรู้ความคิดของคนฉลาด” เหล่านั้นเป็นการไม่เคารพพระเจ้า (อย่าเอ่ยนามพระเจ้าเล่นเปล่า ๆ)

คำพูดอะไรที่ให้รายละเอียดเพียงพอเกี่ยวกับความลึกลับของชีวิตนี้ เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ในชีวิตนี้ที่มีจุดประสงค์ของธรรมชาติที่สำคัญถูกครอบงำได้ โดยที่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถโจมตีได้โดยสิ่งที่คาดไม่ถึง ร่างกายของคนฉลาดพ้นจากความทุกข์ซึ่งอาจจะขจัดความเพลิดเพลิน พ้นจากความไม่สบายซึ่งถูกขจัดออกโดยการพักผ่อน การขาดหายไปหรือการเสื่อมถอยของส่วนต่างๆของร่างกายทำให้เราเห็นความสำคัญของความสมบูรณ์ ความพิการจะทำลายความน่ารัก ความอ่อนแอจะทำลายสุขภาพ ความอ่อนเพลียจะทำลายกำลัง การง่วงนอนหรือการเชื่องช้าจะทำลายความกระตือรือร้น สิ่งเหล่านี้ไม่ทำลายการเป็นอยู่ด้วยประสาทสัมผัสของคนมีปัญญา ทรรศนคติที่สมควรและเหมะสมและความเคลื่อนไหวของร่างกายถูกนับว่ามีอยู่ระหว่างพรที่เป็นธรรมชาติ แต่พรชนิดไหนเล่าถ้าความเจ็บป่วยทำให้อวัยวะสันเทา ถ้าบุคคลมีความทุกข์จากส่วนโค้งของกระดูกสันหลังจนแขนของเขาถึงพื้น และจะเดินเหมือนสัตว์สี่เท้า มันจะทำลายความสวยงามและความสง่างามของร่างกาย ในขณะที่พักผ่อนหรือเคลื่อนที่ ฉันพูดถึงพรพื้นฐานของวิญญาณ ความรู้สึกและปัญญา ความรู้สึกให้มาเพื่อความรับรู้และปัญญาให้มาเพื่อความเข้าใจของความจริง แต่ชนิดของความรู้สึกอะไรที่มีอยู่ เมื่อบุคคลกลายเป็นคนหูหนวกและตาบอด เหตุผลและปัญญามันอยู่ที่ไหน เมื่อความไม่สบายทำให้คนคลุ้มคลั่ง อดที่จะสงสารไม่ได้หรืออดที่จะหลั่งน้ำตาไม่ได้ เมื่อเราคิดหรือเห็นการกระทำหรือการพูดจาของคนบ้า และเมื่อเทียบกับคนที่มีสติและการกระทำของคนปกติพร้อมทั้งการแสดงออกของคนที่ปกติจะเห็นความแตกต่างชัดเจน ฉันพูดว่าอะไรที่บุคคลผู้ที่มีความทุกข์จากผีเข้าสิง (ความชั่วร้าย) ปัญญาอยู่ที่ไหน ขณะที่ความชั่วร้ายของจิตใจใช้ร่างกายและวิญญาณตามความชอบใจ และผู้ที่แน่ใจว่า สิ่งเช่นนั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นกับบุคคลผู้มีปัญญาในชีวิตนี้ เมื่อรับทราบความจริง อะไรที่เราสามารถหวังในร่างกายนี้ พวกเราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับปัญญาที่ว่า”ร่างกายทรุดโทรมจะฉุดวิญญาณลงต่ำไปด้วย และการบูชาที่ผิดๆ ก็จะฉุดจิตใจที่สามารถคิดอะไรต่างๆได้ลงด้วย และความกระตือรือร้นหรือความปรารถนาของการกระทำจะถูกพิจารณาข้อดีเบื้องต้นของธรรมชาติ และธรรมชาตินี้ก่อให้เกิดความสงสารคนบ้า และการกระทำซึ่งพวกเราไม่อยากจะเห็น ซึ่งจะทำให้เสียความรู้สึกและอ้างเหตุผลที่คลาดเคลื่อน ฯ

 

7. เมื่อเราตระหนักถึงความบกพร่องของเหตุผลของมนุษย์ซึ่งไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยพระเจ้าแล้ว เราก็ย่อมจะเข้าใจว่า ศรัทธา ความหวัง และความรัก เป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานของชาวคริสต์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นผู้ที่แสวงหาความสงบและความสุขโดยอาศัยพระเจ้า คุณธรรมที่ว่าด้วยความรอบคอบ ความรู้ประมาณ ความยุติธรรม และความกล้าที่นักปรัชญากรีกนักเหตุผลนิยมได้ให้ความสำคัญไว้อย่างสูงนั้น ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความชั่วร้ายนอกเสียจากว่าพวกเขาจะใช้เพื่อเป็นการรับใช้ศาสนาที่แท้จริง

ข้าพเจ้าจะกล่าวอะไรซึ่งคุณธรรมที่เรียกว่าความรอบคอบได้บ้าง ไม่ใช้ความระมัดระวังของคุณธรรมทั้งหมดนั้นหรือที่ถูกใช้ในการเข้าใจการหยังรู้ความดีจากสิ่งชั่วร้าย ดังนั้น จึงไม่มีความผิดอะไร อาจจะถูกยอมรับสิ่งที่เราปรารถนาและควรงดเว้น และดังนั้น มีข้อพิสูจน์ว่า พวกเราอยู่ในท่ามกลางของสิ่งเลวร้ายหรือสิ่งเลวร้ายอยู่ในตัวเรา เพราะคุณธรรมสอนให้เรารู้ว่า มันเป็นสิ่งเลวร้ายที่จะยินยอมให้ทำบาปและสอนให้รู้ว่ามันเป็นความดีที่จะปฏิเสธความยินยอม(ในการทำบาป)นั้นๆ เนื่องจากความรอบคอบสอนเราและความรู้จักประมาณสามารถทำให้เราไม่ต้องยินยอม ความเลวร้ายนี้ถูกกำจักออกจากชีวิตนี้ ไม่ใช่โดยความรอบคอบหรือโดยความรู้ประมาณ และความยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่จะให้แก่มนุษย์ทุกคนที่ตัวเองเกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงมีกฎแห่งธรรมชาติที่ยุติธรรมบางอย่างในตัวมนุษย์เอง ดังนั้นวิญญาณจึงอยู่ในอำนาจพระเจ้า ประสาทสัมผัสอยู่ในการควบคุมของวิญญาณ และผลคือทั้งวิญญาณและประสาทสัมผัสอยู่ในอำนาจของพระจ้า คุณธรรมที่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า คุณธรรมที่มันรับภาระไปสู่เป้าหมายของมันเองมากกว่าที่จะอยู่เฉยๆในผลงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้วของมัน เพราะวิญญาณนั้นอยู่ในอำนาจของพระเจ้า และในฐานะที่วิญญาณถูกครอบงำด้วยเจตนาของพระเจ้า และประสาทสัมผัสอยู่ในอำนาจของจิตใจ เพราะวิญญาณมีความปรารถนารุนแรงจนเป็นปฏิปักษ์ต่อจิตใจ เพราะฉะนั้น ตราบเท่าที่พวกเราถูกกลุ้มรุมด้วยความอ่อนแอ ความทุกข์ทรมาน โรคร้ายนี้ เราจะกล้าพูดได้อย่างไรว่า เราเป็นผู้รอดแล้ว และถ้าเราไม่รอดเล่า เราจะพอใจกับความสุขขั้นสุดท้ายของเราได้อย่างไร ดังนั้นคุณธรรมนั้นได้รับการขนานนามว่า ความอดทน จึงเป็นข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดสุดเกี่ยวกับสิ่งชั่วร้ายของชีวิต เพราะสิ่งที่ชั่วร้ายนี้เองซึ่งคุณธรรมอันนั้นให้ยอมรับด้วยความอดทน และคุณธรรมข้อนี้ยึดมั่นในความดี ไม่สำคัญว่า ปัญญาที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้นพร้อมกับคุณธรรมนั้นหรือไม่

ดังนั้น Apostle paul ไม่ได้พูดถึงมนุษย์ที่ปราศจากความรอบคอบ การรู้จักประมาณ ความอดทน และความยุติธรรม แต่พูดถึงผู้ที่มีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยความมีศรีธรรมที่แท้จริง และของผู้ที่มีคุณธรรมที่เป็นจริง ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ที่พวกเรารอดก็ด้วยความหวัง ตอนนี้ความหวังที่เราเห็นอยู่มันไม่ใช่ความหวัง เพราะมนุษย์เห็นอะไรเล่าและเขาหวังไปทำไม แต่ถ้าเราหวังสิ่งที่เราไม่เห็น ดังนั้นเราจะรอเพื่อเห็นสิ่งนั้นด้วยความอดทนไหม” ดังนั้น ที่พวกเรารอด เราจึงถูกสร้างขึ้นให้มีความสุขโดยความหวัง และในฐานะที่พวกเรายังไม่ได้ผ่านเวลาปัจจุบันไป แต่มองไปข้างหน้าเพื่อหลุดรอดพ้นในอนาคต ดังนั้น ความรอดพ้นนั้นจึงอยู่พร้อมกับความสุขของเรา และความหลุดพ้นนั้นต้องประกอบด้วยความอดทน เพราะเราถูกครอบงำด้วยสิ่งชั่วร้าย ซึ่งพวกเราต้องต้านทานด้วยความอดทน จนกระทั่งพวกเราบรรลุความสุขอันบริสุทธิ์สูงสุดสุดที่จะพรรณนา เพราะย่อมจะไม่มีอะไรเลยที่จะอยู่คงทนถาวรในโลกนี้ ความรอดนั้น เช่น ความรอดจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ความรอดพ้นนั้นเองจะเป็นความสุขขั้นสุดยอด และความสุขประเภทนี้นักปรัชญาปฏิเสธที่จะเชื่อ เพราะนักปรัชญาไม่เข้าใจความสุขประเภทนี้ และพยายามเสริมแต่งคิดค้นหาความสุขในชีวิตนี้เพื่อตัวเอง จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมที่หลอกให้เราภูมิใจ

คำพูดที่ว่า ที่ใดไม่มีศาสนาที่แท้จริง ที่นั่นไม่มีคุณธรรมที่แท้จริงเช่นกัน เพราะถึงแม้ว่าวิญญาณจะควบคุมร่างกายและเหตุผลคอยควบคุมสิ่งชั่วร้าย ในทำนองเดียวกัน แต่ถ้าวิญญาณและเหตุผลไม่เชื่อฟังพระเจ้าแล้ว ในฐานะที่พระเจ้าได้รับสั่งให้วิญญาณและเหตุผลมารับใช้พระองค์ เหตุผลและวิญญาณเหล่านั้นก็ไม่มีอำนาจที่เหมาะสมที่จะควบคุมร่างกายและสิ่งชั่วร้ายได้ เพราะเจ้านายของร่างกายและสิ่งชั่วร้ายประเภทไหนเล่าที่ใจเป็นสิ่งที่เพิกเฉยต่อพระเจ้าที่แท้จริง และกลับอยู่เหนืออำนาจการควบคุมของพระองค์ ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลความชั่วร้ายที่เลวทรามที่สุด เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าคุณธรรมจึงดูเหมือนว่ามีอยู่ในตัวมันเอง และโดยคุณธรรมที่ควบคุมร่างกายและสิ่งชั่วร้ายที่อาจจะมีอยู่และขัดขวางสิ่งที่ร่างกายต้องการ มันเป็นความชั่วร้ายมากกว่าที่จะเป็นคุณธรรม ตราบเท่าที่ไม่มีการอ้างถึงพระเจ้า เพราะถึงแม้ว่าบางคนคาดว่าคุณธรรมชึ่งมีการอ้างถึงเฉพาะตัวมันนั้นและเป็นที่ต้องการเฉพาะเหตุผลในตัวมันเอง เป็นคุณธรรมที่จริงและเที่ยงแท้ ข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อนั้น คุณธรรมเหล่านั้นเกิดความพองตัวขึ้นมาด้วยความหยิ่ง และดังนั้น คุณธรรมเหล่านี้จึงถูกพิจารณาว่า มันเป็นสิ่งชั่วร้ายมากกว่าคุณธรรม เพราะสิ่งที่ให้ชีวิตแก่ประสาทสัมผัสนั้นไม่ได้มาจากตัวมันเอง แต่มาจากสิ่งอื่น ดังนั้น สิ่งที่ให้ความสงบสุขแก่มนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในมนุษย์ แต่มันมาจากอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือตัวมนุษย์ และสิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงเป็นจริงที่มนุษย์จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับอำนาจทางสวรรค์ทุกอย่าง และสิ่งที่เป็นคุณธรรมทั้งหมด ฯ

 

8. ทุกๆคนต่างปรารถนาความสงบอย่างกระตือรือร้น แต่วิธีการที่เข้าใจกันแบบผิดๆเกี่ยวกับเมืองของมนุษย์ทำให้ไม่สามารถจะเข้าถึงความสงบสุขนั้นได้ ผู้ที่อยู่ในเมืองแห่งพระเจ้ารู้ว่า ความสงบสุขมิใช่ได้มาด้วยสงคราม แต่ได้มาด้วยความรัก ดังนั้น ทุกๆคน จึงควรเชื่อฟัง และพร่ำสอนพระบัญญัติของพระเยซูที่ว่า “ ขอให้รักพระผู้เป็นเจ้า และรักเพื่อนบ้านของท่านเองเหมือนกับที่ท่านรักตัวท่านเอง”

สันติภาพในโลกมนุษย์มีอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว ในขณะที่สันติภาพในอาณาจักรพระเจ้าเป็นสิ่งชั่วนิรันดร์ และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราเป็นสัตว์ที่ไร้เหตุผล เราจะไม่ปรารถนาอะไรเลยที่เหมาะสมต่อส่วนต่างๆของร่างกายและความพอใจของการอยากอาหาร แต่ความสะดวกสบายและความสมบูรณ์ของร่างการนั้นเป็นความเพลิดเพลิน สันติภาพของร่างกายอาจจะนำไปสู่สันติภาพของวิญญาณ ถ้าสันติภาพของร่างกายไม่มีผลต่อวิญญาณที่ไร้เหตุผล เพราะไม่มีความอยากในอาหาร แต่ทั้งสองอย่างก็ช่วยให้เกิดสันติภาพของวิญญาณและร่างกาย ซึ่งเป็นสันติภาพที่สอดคล้องกับชีวิตและสุขภาพ สำหรับสัตว์จะหลีกเลี่ยงจากความทุกข์แสดงว่ามันรักความสงบสุขของร่างกาย มันแสวงหาความเพลิดเพลิน แสดงว่ามันรักความสงบของวิญญาณ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงจากความตายเป็นการเพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงความรักความสงบสุขซึ่งวิญญาณและร่างกายมีความสัมพันธ์กัน แต่มนุษย์มีวิญญาณที่มีเหตุผล เขาอยู่ใต้อำจานที่มีเหตุผลเหล่านี้ ซึ่งเขาจะมีร่วมกันกับสัตว์คือความสงบของวิญญาณที่มีเหตุผลของเขา แต่ปัญญาเป็นของมนุษย์มีอิสระควบคุมกำหนดลักษณะการกระทำของเขา และเขาจะประสบกับความสุขหากมีการควบคุมความรู้และการกระทำของเขาที่ดีพอ อย่างเช่นที่เรากล่าวว่า ความสงบของวิญญาณที่มีเหตุผลและสำหรับจุดประสงค์นี้ เขาจะถูกรบกวนโดยความทุกข์ หรือถูกรบกวนโดยความอยาก หรือไม่ก็จะถูกความตายมาแย่งชิงเอาไปเสียก่อน เขาใช้สติปัญญาความรู้โดยเขาอาจจะกำหนดชีวิตและพฤติกรรมของเขา แต่โดยปกติแล้วแนวโน้มของจิตใจมนุษย์จะตกไปสู่ที่ต่ำเสมอ (ถือผิดๆ) แต่การแสวงหาความรู้ของเขานั้นอาจจะเป็นกับดัก นอกจากเสียว่าเขาจะได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า หากเขาเชื่อฟังพระเจ้า และบางครั้งใครอาจจะให้ความช่วยเหลือที่จะดำรงไว้ซึ่งความอิสระของเขา และเพราะว่าเขามีร่างกายที่เป็นอมตะ เขาไม่คุ้นเคยกับพระเจ้า เขาดำเนินชีวิตโดยศรัทธา ไม่ใช่ดำเนินชีวิตโดยปัญญา และเขาค้นหาความสงบของร่างกายหรือจิตใจหรือทั้งสองอย่าง ความสงบซึ่งเป็นอมตะมนุษย์จะมีเหมือนกับพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น เขาแสดงพระบัญญัติที่ดี มีความอ่อนน้อม มีความศรัทธาต่อกฎของความเป็นนิรันดร์ แต่พระเจ้าทรงอบรมพระบัญญัติ สองประการคือ ความรักในพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนบ้าน และมนุษย์พบความรัก สามประการคือ การรักพระเจ้า การรักตัวเอง และการรักเพื่อนบ้านของเขา และเมื่อเขารักพระเจ้าและรักตัวเอง สิ่งที่จะตามมาก็คือ เขาต้องพยายามชักชวนเพื่อนบ้านให้รักพระเจ้า ดังนั้น เขาจึงรักเพื่อนบ้านของเขาเหมือนกับรักตัวเอง พระองค์ทรงทำในนามของภรรยาของเขา เด็กๆของเขา เจ้าของบ้านของเขา เท่าที่จะทำได้ ซ้ำเขายังปรารถนาที่จะให้เพื่อนบ้านกระทำต่อเขาเช่นนั้น ถ้าเขาต้องการ และเหตุนั้น เขาจะพบความสงบหรือความปรองดองกันกับคนที่อยู่ใกล้กับเขา และคำสั่งที่นำมาซึ่งความปรองดองกันนี้ นั่นคือมนุษย์นอกจากไม่ทำร้ายใครแล้วก็ยังทำความดีเพื่อทุกคนเท่าที่จะทำได้ ฯ

 

๙. มันเป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินจากประวัติของชาวโลกที่มีมาช้านานว่า เราได้รับพรหรือไม่ เพราะในขอบเขตที่วุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์นั้น คำตัดสินของพระเจ้ามีอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้คำตัดสินนั้นเราไม่สามารถเข้าใจได้ก็ตาม เราต้องยอมรับความรู้โดยปราศจากการเรียกร้องว่า คนดีนั้นอาจจะประสบความโชคร้ายอันเป็นโลกียวิสัยบ้าง ในขณะที่คนชั่วอาจจะเพลิดเพลินกับชีวิต(มีความสุขกับชีวิต)

ในปัจจุบันนี้ เราเรียนรู้เพื่อยอมรับด้วยความวางเฉยเกี่ยวกับสิ่งชั่ว ซึ่งบางทีคนอาจจะประสบมาและถือว่าพรซึ่งคนชั่วสนุกสนานอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไร้ค่า เพราะฉะนั้น แม้ว่าเงื่อนไขเกี่ยวกับชีวิตเหล่านี้ ซึ่งความยุติธรรมของพระเจ้าก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนนัก คำสอนของพระองค์มีประโยชน์ เพราะพวกเราไม่รู้ว่าด้วยเหตุอะไร พระเจ้าจึงตัดสินใยคนดีให้เป็นคนจน คนชั่วให้เป็นคนรวย ทำไมในความคิดเห็นของพวกเรา ผู้ที่จะประสบความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะละทิ้งพระเจ้า กลับมีชีวิตที่มีความสุข ในขณะที่ความเศร้าโศกติดตามเขาผู้ซึ่งมีชีวิตที่น่าสรรเสริญ เป็นเหตุให้เราคิดว่า เขาควรที่จะมีความสุข ทำไม่คนบริสุทธิ์จึงถูกกีดกัน มันไม่ใช่เป็นเรื่องการแก้แค้น แต่มันยังเป็นการตัดสินแบบผิดๆ อีกด้วย และมันเป็นที่ผิดโดยการตัดสินของผู้พิพากษา หรือไม่ก็มันถูกหลักฐานพยานเท็จครอบงำ อีกประการหนึ่ง คือผิดจริงๆ กลับไม่ถูกปลดปล่อยด้วยความไร้มลทิน แต่การอุทธรณ์ของเขาก็ได้รับการยอมรับ ทำไมคนที่ไม่มีพระเจ้าจึงมีความสุขกับมีสุขภาพดี ขณะที่คนที่มีพระเจ้ากลับเป็นทุกข์เพราะป่วยไข้ ทำไมนักเลงจึงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ในขณะที่คนที่ไม่สามารถทำร้ายคนอื่นแม้ด้วยวาจากลับพิการมาตั้งแต่เกิด ทำไมคนที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจึงตายก่อนกำหนด เช่นอย่างที่ปรากฏ คนที่ไม่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ได้นานกลับมีชีวิตยืนยาวนานกว่าปกติ ทำไมผู้ที่ก่ออาชญากรรมต่างๆ จึงได้รับเกียรติยศ ในขณะที่คนที่ไม่ความผิดอะไรกลับถูกเพิกเฉยไม่ได้รับความสนใจ แต่ใครเล่าจะสามารถรวบรวมและนับเหตุการณ์ที่ข้อแย้งกับประเภทนี้ได้ แต่ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นสภาวะที่ผิดปกติของสิ่งต่างๆ มีความเหมือนกับในชีวิตนี้ ในตัวอย่างนี้ Psalmist ได้กล่าวไว้ว่า “เราดูเหมือนจะไร้สาระ วันของเขาก็เหมือนเงาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว” ภาวะที่วิปริตนี้มันยังเป็นฟอร์มจนกระทั่งว่า ไม่มีใครยกเว้นคนเลวเท่านั้นที่ได้ความมั่งคั่งที่ไม่ยั่งยืนบนโลกนี้ แต่ที่คนดีได้รับทุกข์อย่างนั้น เขาบอกว่าปรากฏการณ์ที่วิปริตนี้ ก็อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นการตัดสินที่ยุติธรรมของพระเจ้าแล้ว เราอาจจะบอกได้ว่า คนที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้ได้ผลประโยชน์อันชั่วนิรันดร์ซึ่งถือว่าเป็นการได้รับพระจากพระเจ้าของมนุษย์ คนเหล่านี้ก็จะถูกหลอกลวงด้วยความสุขที่ชั่วแล่นหรือว่าไม่ยั่งยืน สิ่งที่ได้รับนี้ก็ถือว่าเป้นรางวัลที่ยุติธรรมสำหรับความเลวของพวกเขา เพราะฉะนั้น เกราอาจจะบอกได้ว่ามันเป้นพระกรุณาของพระเจ้าก็ได้ ว่า คนที่จะได้รับทุกข์ก็อาจจะได้รับความสุขนั้นควบคู่กันไปด้วย แต่เพราะเราไม่ได้เห็นว่าคนดีเท่านั้นที่ประสบทุกข์ คนเลวเท่านั้นประสบทุกข์ คนดีประสบความดีก็มี คนชั่วประสบความชั่วก็มี ดังนั้นมันจึงแสดงให้เห็นว่า การตัดสินของพระเจ้าเข้าใจไม่ได้ วิถีของพระเจ้าอยู่เลยการค้นพบของเรา ดังนั้นเราจึงไม่รู้ว่า ด้วยการตัดสินของพระเจ้าอย่างไร สิ่งนี้หรือสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้นกับคนที่มีคุณธรรมสูงสุด ปัญญาสูงสุด มีความยุติธรรมสูงสุด แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ถ้าจะเรียนรู้ที่จะถือว่าสิ่งเหล่านี้ด้อยค่า สิ่งต่างๆนั้นไม่ว่าดีหรือไม่ดีมันก็มีให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนดีคนชั่ว ดังนั้น เราควรที่จะเรียนรู้ที่จะไขว่หาแต่สิ่งที่ดี แล้วเราควรจะหลีกหนีสิ่งเลว เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่เราจะทำการตัดสิน เราควรจะตระหนักว่า ในวันพิพากษาการตัดสินขจองพระเจ้า ก็จะเป็นความยุติธรรม และการตัดสินก็จะเป็นการตัดสินการกระทำที่มาก่อนหน้านั้น และเมื่อนั้นเราก็จะพบว่าความยุติธรรมของพระองค์อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะเข้าใจได้หรือรับรู้ได่ ถึงแม้ว่าประเด็นนี้ไม่ซ่อนเร้นในจิตของผู้ที่ศรัทธา เพราะฉะนั้นที่ซ่อนอยู่ก็คือความรู้ มันคือความยุติธรรม

 

๑๐. คำพิพากษาครั้งสุดท้ายก็จะเป็นวันแห่งการชำระบาป เมื่อพระเจ้าทรงเห็นคุณธรรมและความชั่วอย่างแจ้งชัด และการให้คุณและการลงโทษก็จะถูกพิพากษาในวันนั้น เมืองแห่งมนุษย์ก็จะสิ้นสุดลง(ถูกทำลาย) และพลเมืองแห่งเมืองมนุษย์ก็จะถูกตัดสินให้มีความผิดได้รับความตายชั่วนิรันดร์ ความตายนิรันดร์นี้ไม่ใช่ความตายดั้งเดิมในเมื่อวิญญาณออกจากร่างกายไป แต่เป็นความตายครั้งที่สอง เมื่อพระเป็นเจ้าทรงละทิ้งวิญญาณ เมื่อการลงโทษชั่วนิรันดร์เป็นการตัดสินที่โหดร้าย ความชั่วร้ายแห่งบาปของเราควรได้รับการตัดสินเช่นนั้น แต่พระเป็นผู้เจ้าผู้ทรงมีองค์ความดีไม่ใช่ว่าพระองค์จะไม่ยุติธรรม แต่พระองค์ยังทรงมีเมตตาอีกด้วย เพราะพระองค์ได้ส่งพระบุตรมาให้พวกเรา โดยผู้ที่เป็นพลเมืองแห่งเมืองของพระผู้เป็นเจ้าได้รับการไถ่บาปโดยพระบุตรของพระองค์นั้นนั่นเอง

ในบรรดาการล่วงละเมิดครั้งแรกนั้น เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับการลงโทษมี่มีอยู่ชั่วนิรันดร์แล้ว ก็เนื่องมาจากคนเราทั้งหมดผู้ไม่ได้อยู่ในภายในขอบเขตแห่งพระเมตตาชองพระผู้ช่วยให้รอด แต่การลงโทษที่มีอยู่ชั่วนิรันดร์ดูเหมือนมันรุนแรง และไม่ยุติธรรมสำหรับความคิดเห็นของมนุษย์ เพราะว่าในความอ่อนแอของเงื่อนไขทางจริยธรรม มันยังมีความบกพร่องที่ว่าปัญญาอันสูงสุดและบริสุททธิ์นั้นซี่งเราเข้าใจโดยวิธีที่ว่า ความอ่อนแอนั้น เราได้รับมอบมาตั้งแต่เมื่อการล่วงละเมิดครั้งแรกที่เดียว คนเราจะพบความสำราญและความพึงพอใจมาขึ้นในพระเจ้า แต่เขาจะมีความทุกข์มากขึ้น ในเมื่อละทิ้งพระองค์ แบะเขาได้ทำลายความซึ่งมีอยู่ในตัวเขาเอง ซึ่งอาจจะเป็นความดีชั่วนิรันดร์ และเขาก็ทำให้กลายมาเป็นความชั่วชั่วนิรันดร์ ดังนั้นเผ่าพันธ์มนุษย์เป็นอันมาก จึงถูกประนามลงโทษ เพราะครั้งแรกนั้น ผู้ที่เริ่มทำความชั่วเป็นแรกได้ถูกลงโทษพร้อมกับอนุชนรุ่นหลังของเขาผู้ที่สืบทอดในเวลาต่อมา ดังนั้นจึงไม่มีใครเลยที่จะถูกยกเว้นหรือพ้นจากการลงโทษอันยุติธรรมและเหมาะสมอันนี้ นอกเสียจากว่าเขาเหล่านั้นได้รับการช่วยเหลือด้วยพระเมตตาและความมีน้ำใจที่ควรจะได้รับ และเผ่าพันธ์มนุษย์นั้นก็ได้ถูกแบ่งไว้เช่นนั้น ที่บอกว่าในบางคนที่ถูกเปิดเผยในเห็นความสามารถแห่งความมีน้ำใจที่ประกอบด้วยเมตตา ในคนที่เหลือก็เปิดเผยให้เห็นความสามารถในการตอบแทนอย่างยุติธรรม ที่บอกว่าทุกๆอย่างซึ่งเกิดขึ้นจากความเมตตาของพระเจ้าในลักษณะที่ช่วยเหลือเราจากความชั่วร้ายที่มีอยู่ถาวร ในขณะที่เรากำลังตกต่ำ เกี่ยวกับโลกในอนาคต ซึ่งสรรพสิ่งถูกสร้างให้เป็นคนใหม่ อย่างไรก็ดีภาระอันหนักหน่วงมีต่อบุตรของอดัม จากวันที่พวกเขาคลอดจากครรภ์มารดา จนถึงวันที่พวกเขาได้กลับไปสู่ตำแหน่งเจ้าสรรพสิ่ง มีการพบว่า มันน่าสรรเสริญ ถึงแม้ว่าคนี่แนะนำพร่ำเตือนซึ่งมีความทุกข์ทรมาณสอนให้เราเป็นคนมีจิตใจปกติ และทำให้พวกเรามั่นใจว่า ชีวิตนี้ได้ถูกลงโทษแล้วอันเป็นผลมาจากความอ่อนแอ ซึ่งทำให้เขาเจ็บปวด ที่พวกเราได้กระทำผิดในขณะที่เราได้อยู่ในสวรรค์ และบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระคัมภีร์ใหม่ได้แนะนำไว้นั้นได้ตกเป็นคำสอนในอนาคต ซึ่งจะทำให้พวกเราต้องรอที่พบในโลกหน้า และคัมภีร์ใหม่นี้ได้ถูกเสนอขึ้นเพื่อให้เรายอมรับ ในช่วงเวลาที่ถูกจำกัดของเรานั้น เราอาจจะได้หลักประกันนั้นมา ดังนั้นจึงขอให้เราก้าวต่อไปด้วยความหวัง และขอให้เรานั้นอย่าใส่ใจความต้องการของร่างกายและทำการพัฒนาทุกวัน เพราะพระเจ้าจึงจะรู้การกระทำเหล่านี้ว่า ถูกลงโทษโดยพระองค์ เช่นอย่างที่หลายคนถูกกำหนดโดยน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาก็เป็นบุตรของพระเจ้า แต่ด้วยอาศัยเมตตาเท่านั้น ไม่ใช่เกิดมาเป็นบุตรของมนุษย์เพื่อประโยชน์ของเราทั้งหลาย ก็คือพวกเราโดยธรรมชาติก็เป็นลูกของมนุษย์ แต่โดยอาศัยพระองค์ เราก็กลายมาเป็นบุตรของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงรับภาระทีจะเป็นธรรมชาติของเราที่มีตลอดกาลนาน และไม่มีการเปลี่ยนแปลง และด้วยเหตุนั้น พระองค์อาจจะดึงเราเข้าไปหาพระองค์ และยอมรับความเป็นพระเจ้าของพระองค์อย่างรวดเร็ว พระองค์ได้กลายมาเป็นผู้ที่เข้าร่วมเกี่ยวกับความอ่อนแอของพวกเราเอง นั้นก็คือว่า เราถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อะไรบางอย่างดีขึ้น หรือบางที เราก็ได้เข้าร่วมในร่วมในความบริสุทธิ์ยุติธรรมและความเป็นอมตะภาพของพระองค์ มันเลยทำให้คุณสมบัติแห่งบาปและความไม่เป็นอมตะภาพหายไปและดำรงรักษา อะไรก็ตามที่มันมีคุณสมบัติดี พระองค์ได้ปลูกผังไว้ในธรรมชาติของเรา ซึ่งตอนนี้มันสมบูรณ์ โดยการที่เขามีส่วนร่วมในธรรมชาติของพระองค์ เพราะว่าโดยอาศัยบาปของมนุษย์คนหนึ่ง เราจึงได้ตกลงในความทุกข์ทรมานที่น่าสังเวชและโดยอาศัยความเที่ยงธรรมของผู้หนึ่งซึ่งก็คือพระเจ้า เราจึงได้รับพระอันน่าสรรเสริญอย่างคาดไม่ถึง ใครๆ ก็ไม่ควรที่จะไว้ใจว่า เขาได้เดินผ่านจากตนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งจนกระทั่งถึงที่นั้น ซึ่งตรงนั้นไม่สิ่งที่ยั่วยวนและได้เข้ามาสู่ความสงสุขที่เขาแสวงหาด้วยวิธีการหลายๆ อย่างและด้วยความขัดแย้งกันเกี่ยวกับสงครามที่มีหลากหลาย เช่นในคำที่กล่าวว่า เนื้อหนังมังสาซึ่งมีความต้องการเป็นปฏิปักษ์ต่อจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเนื้อหนังมังสา

 

๑๑. อำนาจในการคาดคะเนครั้งสุดท้ายของพระเจ้า การที่พระองค์ทรงยอมให้ผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยคุณธรรมและมีความสุขอยู่ด้วยพระเมตตาของพระเจ้า ก็คือรางวัลแห่งศรัทธาของเราทั้งหลาย

เกี่ยวกับการคาดคะเนที่น่ายินดีนั้น และตอนนี้พร้อมด้วยความสามารถเช่นที่พระเจ้าอาจจะยอมลดตัวลงมา ขอให้พวกเราพิจารณาว่า จะเป้นไปได้อย่างไรที่พวกนักบุยจะถูกใช้เมื่อพวกเขาอยู่ในฐานะที่เป็นอมต และมีน้ำใจดีงาม และเมื่อเนื้อหนังมังสาย่อมจะอยู่ได้ไม่นาน แต่รูปแบบที่เป็นน้ำใจอยู่ได้นานกว่า และจริงๆ แล้วเพื่อที่จะบอกความจริง ข้าพเจ้าไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของการรับใช้อันนั้น หรือข้าพเจ้าอยากจะพูดให้มันดีขึ้นว่า ให้มีความสงบและมีความสะดวกเรียบง่าย เพราะการรับใช้อันนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นภายในขอบเขตความรู้สึกด้านร่างกายของข้าพเจ้าและถ้าข้าพเจ้าควรที่จะพูดถึงจิตใจ และความเข้าใจของข้าพเจ้าแล้ว อะไรเล่าคือความเข้าใจของข้าพเจ้าในการเปรียบเทียบกับความดีงามของการรับใช้นั้น เพราะเมือนั้นเหตุการณ์ก็จะเป็นว่า พระเจ้ามีความสงบสุข เหมือนย่างที่พวกสาวกได้กล่าวว่า ความสงบสุขนั้นมันเกิดขึ้นจากความเข้าใจทั้งหมด นั้นก็คือการที่จะกล่าวว่า มันเป็นความเข้าใจของมนุษย์ทุกคน และบางที่ก็เป็นความเข้าใจของเทพยดาทุกองค์ แต่แน่นอนย่อมไม่เป้นความเข้าใจของเทพเจ้า ที่บอกว่าความสงบสุขนั้นได้เกิดขึ้นกับเรา ตรงนี้ไม่มีความสงสัย แต่ถ้าความสงบสุขนั้นมันเกิดขึ้นกับพวกเทพยดาแล้ว ผู้ที่กล่าวว่า ความเข้าใจทั้งหมดนั้นดูเหมือนว่ามันไม่ได้มีข้อยกเวันตามความชอบใจของตน ดังนั้น เราจะต้องเข้าใจว่า เพื่อที่สื่อความหมายว่า ทั้งเราทั้งเทพยดาก็ไม่สามารุเข้าความสงบสุข ซึ่งพระเจ้าทรงเสวยอยู่อย่างพระเจ้าเข้าใจ ความปราศจากความสงสัยซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจที่ทั้งหมดนี้โดยอาศัยอำนาจของพระองค์อย่างเดียว แต่เพราะวันหนึ่ง ด้วยเมตตาของพระองค์ เราย่อมจะถูกสร้างให้มาเป็นผู้มีส่วนร่ามตามความสามารถอันน้อยนิดของเขา ทั้งในตัวเราเองและเพื่อนบ้านของเราและด้วยอาศัยพระเจ้า ความสูงสุดของเราจึงถูกสร้างขึ้นในขอบเขตที่พวกเทพยดาสามารุเข้าใจความสงบของพระเจ้าในระดับมาตรวัดของตัวเขาเอง เละคนเราก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้ เราจะอยู่ห่างไกลอยู่เบื้องหลังพวกเขา ความก้าวหน้าทางด้านน้ำใจอันใดอันหนึ่งก็ตามมนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ เพราะเราจะต้องจดจำไว้ว่ามนุษย์เป็นผู้ที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน ซึ่ง เซนต์ปอล กล่าวไว้ว่า เรารู้เป็นเพียงบางส่วนและเราเราก็สามารถคาดการณ์ได้เป็นบางส่วน จนกระทั่งความรู้อันนั้นซึ่งเป็นความรู้ที่สมบูรณ์เกิดขึ้น เราก็จะได้เผชิญหน้ากับสิ่งนั้น เมื่อพูดว่า ความผาสุขที่มีชั่วนิรันดร์ ในเมืองแห่งพระเจ้าและควาที่มีชั่วนิรันดร์ของผู้ทียอมรับนับถือพระเจ้าตลอดกาล ความผาสุขนั้นจะเป็นความผาสุขที่ยิ่งไหญ่ขนาดไหน มัน่อมจะมีเป็นความผาสุขที่มีมลทิน แต่ไม่มีสิ่งชั่วร้ายมาเจือปนความผาสุขประเภทนั้น ย่อมไม่ขาดความดี และจะใช้เวลาเวลาว่างเพื่อสวดสรรเสริญพระเจ้า ผู้ที่นับถือพระเจ้าทุกที่ทุกเวลา พระเจ้าจะอยู่กับเราทุกคน เพราะข้าพเจ้าไม่รู้ว่า มีนจะมีการรับใช้อะไรอื่นอีกในที่ที่ไม่มีความเหน็ดเหนื่อย ย่อมจะทำให้การกระทำนั้นเพราะลง หรือย่อมไม่มีความต้องการใดๆ ไปกระตุ้นต่อผู้ใช้แรงงาน ข้าพเจ้าได้ถูกตักเตือนโดยเพลงอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินคำเหลานี้ว่า ขอให้ผู้ที่ได้รับพรอยู่ในบ้านของพวกเขา โอพระเจ้า เหขาเหล่านั้นที่ยังจะสวดสรรเสริญพระองค์ ส่วนประกอบและและอวัยวะทั้งหมดของร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อยนั้น ซึ่งตอนนี้ เราเห็นว่า มันเหมาะต่อประโยชน์ที่มีความจำเป็นหลายๆ อย่าง ย่อมจะช่วยให้มีการสวดสรรเสริญ เพราะในชีวิตนั้น ความจำเป็นมันไม่มีสถานที่ แต่มันมีความสงบสุขที่เต็มพร้อมแน่นอน มั่นคงและอยู่ได้นาน เพราะส่วนทั้งหมดเหล่านี้ ที่มีความสอดคล้องกันด้านร่างกาย ซึ่งถูกจำแนกโดยอาศัยร่างกายทั้งหมดทั้งภายในและภายนอก และมีสิ่งที่ข้าพเจ้าเพิ่งพูดไปว่า ส่วนต่างๆทั้งหมดที่ยังอยู่มันหลีกหนีความสังเกตของเรา ดังนั้น เราจะเข้าใจมันได้ไหมและพร้อมกับการต้นพบที่ยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์อื่นๆ ซึ่งเมื่อนั้น มันย่อมจะช่วยกระตุ้นจิใจให้มีเหตุผลในการสรรเสริญพระเจ้า ที่ตางนั้นก็ย่อมมีการใช้ความสวยงามซึ่งเรียกร้องหาเหตุผล ส่วนประกอบเช่นนี้ย่อมจะมีอำนาจใช้ในการเคลื่อนไหว ข้าพเจ้าไม่ได้มีความมุทุลุแบบหุนหันพลันแล่นที่จะให้ความหมาย เช่นอย่างที่ข้าพเจ้าไม่มีความเข้าใจ ถึงกระนั้นก็ดี ข้าพเจ้าย่อมพูดได้ว่า ในกรณีใดก็ตามทั้งในการเคลื่อนไหวและหยุดอยู่ อย่าสงเช่น เมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏ มันย่อมจะดูคล้ายๆกัน เพราะเมื่อพิจารณาถึงสภาวะพ้นแล้ว ไม่มีสิ่งใดซึ่งไม่คล้ายกัน จะได้รับความยอมรับ สิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ร่างกายย่อมมีความปรารถนาทางด้านจิตใจคบคุมอยู่ด้วย และจิตใจนั้นก็จะไม่ปรารถนาอะไร ซึ่งมันไม่ได้กลายมาเป็นทั้งจิตวิญญาณและร่างกาย เกียรติยศที่แท้จริง เพราะทั้งเกียรติยศอันนี้ย่อมจะถูกปฏิเสธ ไใช่เพราะเขาเป็นคนที่มีค่าหรือไม่ถูกประนามเพราะเขาไร้ค่าอันใดอันหนึ่ง คนที่ไร้ค่าคนใดก็ตามย่อมจะไม่ร้องขอเกียรติยศอันนั้นมากนัก เพราะไม่ใช่แต่คนที่มีค่าเท่านั้นจะอยู่ที่นั้นด้วย ความสงบสุขที่แม้จริงก็ย่อมจะอยู่ที่นั่น ที่ซึ่งไม่ใครเลยที่จะเป็นทุกข์กับการขัดแย้งทั้งกับตัวเราเองหรือคนอื่นคนใดคนหนึ่ง พระเจ้าเงนั้นจึงเป็นเจ้าแห่งคุณธรรมย่อมจะอยู่ที่นั้นในฐานะเป็นรางวัลตอบแทน เพราะไม่อะไรยิ่งไปกว่าและดีกว่า ดังนั้นพระองค์จึงให้สัญญากับพระองค์เอง แล้วอะไรเล่าได้ถูกสื่อความหมายโดยพระดำรัสของพระเจ้าโดยอาศัยสาวก เราจะเป็นพระเจ้าของเธอ และเธอก็จะเป็นคนของเรา เราจะเป็นที่ชอบใจของท่านทั้งหลาย เราจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ปรารถนาอย่างน่ายกย่องนั้นก็คือการมีชีวิตอยู่ การมีสุขภาพดี การดูแลรักษา ความอุดมสมบูรณ์ ความมีชื่อเสีย ความมีเกียรติยศและความมีสงบสุข และสิ่งที่ดีทั้งหมด สิ่งที่ดีนี้ก็เช่นเดียวกันย่อมเป็นการตีความที่ถูกต้อง ของคำพูดของนักเผยแผ่ศาสนาที่ว่า พระเจ้านั้นอาจจะอยู่กับเราทุกคน พระองค์ย่อมจะเป็นเป้าหมายของความต้องการของเรา พระองค์ย่อมจะเห็นได้ โดยปราศจากเป้าหมาย เราก็รักพระองค์โดยปราศจากการบังคับ และสวดสรรเสริพระองค์โดยปราศจากความเหน็ดเหนื่อย ทางออกของความรักอันนี้ การปฏิบัติอันนี้ แน่นอนมันย่อมจะเป็นเช่นกับชีวิตที่มีอยู่นิรันดร์ในตัวมันเอง และทั่วไปสำหรับทุกคน

ไม่จำเป็นต้องพูดในเชิงบรรยาย แต่ใคาเล่าจะสามารถเข้าใจระดับแห่งเกียรติยศและความมีชื่อเสียงบารมีขนาดไหนจะได้รับการตอบแทนต่อระดับต่างๆ ของคุณความดีของบุญกุศลที่เราได้ทำ และบุญกุศลอันนั้นก็ไม่สามารถนับได้ว่ามันจะมีระดับหลายหลาย ในเมืองที่ได้รับพรนั้นย่อมจะมีพระที่วิเศษอันนี้ คือไม่มีผู้แทรกแซง คนใดอิจฉาริษยาผู้ที่เหนือกว่า อย่างเช่นตอนนี้ ประมุขแห่งสวรรค์ก็ไม่ได้ถูกเทพยดาริษยา เพราะไม่มีใครปรารถนาในสิ่งที่เขาไม่ได้รับ ถึงแม้ว่า เขาจะถูกผูกมัดไว้กับข้อตกลงที่เข้มงวดที่สุด เช่น ในร่างกาย นิ้วก็ไม่ได้ต้องการเป็นตา ถึงแม้ว่าอวัยวะวะทั้งสองนั้นถูกรวมลงอย่างสอดคล้องกลมกลืนกัน ในโครงสร้างสมบูรณ์ร่างกายนี้ ดังนั้น พร้อมกับพระสวรรค์ที่เขาได้รับมานี้จะมีมากหรือน้อยก็ตาม คนแต่ละคนย่อมจะได้รับพรสวรรค์แห่งความสุขเกษมที่ปรารถนาไม่มากไปกว่าที่เขามี

 

๑๒. เมื่อท่านได้พรรณนาอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับเมืองแห่งพระเจ้าและเมืองแห่งมนุษย์สมบูรณ์แล้ว ออกัสตินก็แสดงความหวังว่า ท่านได้ถ่ายทอดความหมายของคำว่า “รัก”ของพระเจ้า โดยอาศัยการให้เหตุผลสนับสนุนที่เป็นจริงเกี่ยวกับศาสนาที่แท้จริงแล้ว

ดังนั้นเนื่องจากความดีสูงสุดแก่งเมืองพระเจ้าสมบูรณ์ และเป็นความสงบสุขชั่วนิรันดร์ ไม่ใช่อย่างเช่นที่มนุษย์ได้ประสบมา และมันก็ผ่านไปได้โดยการเกิดและการตาย แต่มันเป้นความสงบสุขที่มีความเป็นอิสระจากสิ่งชั่วร้ายทั้งมวลซึ่งเทพเจ้าเคยรอคอย ใครเล่าจะสามารถปฏิเสธได้ว่าชีวิตในอนาคตเป็นชีวิตที่มีความผาสุขมากที่สุด หรือเมื่อเปรียบกับชีวิตในอนาคตแล้ว ชีวิตที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นชีวิตที่น่าเวทนาที่สุด ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความสุขขชองร่างกายและวิญญาณและสิ่งต่างๆในภายนอก และถ้ามนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งใช้ชีวิตนี้พร้อมกับการอ้างคำนั้นซึ่งเขาชอบอย่างลุ่มหลงและหวังไว้ด้วยความมั่นใจ เขาอาจจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ได้รับพรในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วเขาไม่ได้รับพรมากอย่างที่เขาหวังก็ตาม แต่การที่เราจะมีอำนาจครอบครองความสุขอย่างแท้จริงเกี่ยวกับชีวิตนี้โดยไม่ต้องหวังในสิ่งที่อยู่นอกเหนือตัวเรา เป็นเพียงความสุขจอมปลอมและเป็นทุกข์ทรมานที่ละเอียดลึกซึ้ง เพราะพรหรือความสุขที่แท้จริงของวิญญาณ เราไม่ได้เสวยอยู่ในปัจจุบัน เพราะวิญญาณ นั้นไม่มีปัญญาที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้ควบคุมให้บรรดาสิ่งต่างๆให้มีความสุขสังเกตด้วยความรอบคอบ การกะทำที่เป็นของมนุษย์ การหักห้ามใจแบบประการต่างๆ และการดำเนินการอย่างยุติธรรม สำหรับเป้าหมายที่พระเจ้าอาจจะอยู่กับสิ่งทุกสิ่งในความเป็นอมตะที่มั่นคงและความสงบสุขที่สมบูรณ์ที่นั้น เราย่อมจะได้รับการพักผ่อนและข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วก็รัก เมือรักแล้วก็มีการสวดสรรเสริญพระเจ้า

สิ่งนี้ที่จะมีในตอนสุดท้ายโดยปราศจากจุดหมาย เพราะเราเสนอเป้าหมายอื่นอะไรเล่าเพื่อตัวเราเองมากไปกว่าที่จะได้รับราชอาณาจักรที่ไม่มีเป้าหมายอันใดเลย โดยได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 17 October, 2006 3:43 PM