ปรัชญาของเอปิคเตตัส , เป็นปรัชญาลัทธิสโตอิคสมัยโรมัน เป็นคำสอนที่มีการพัฒนามาจากเซโน (ก่อน ค.ศ.336-264 B.C.) ท่านได้เปิดโรงเรียนที่ ประมาณ พ.ศ.233 Stoa Poikile หรือ Pointed Porch (อันนี้พูดถึงเซโนอยู่น๊า) ซึ่งสถานที่นี้เป็นที่ประดับประดาด้วยภาพที่เขียนเอง Polygnotus (โปไลโนตัส เป็นโรงเรียนเกี่ยวกับการประพันธ์ ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นสโตอิก ซึ่งเป็นโรงเรียนของเซโน) เป็นโรงเรียนสุดท้ายใน 4 โรงเรียน ที่มีชื่อเสียงที่สุดในกรุงเอเธนส์โบราณ โดยอาศัยแนวคิดของพวกกรีกเป็นตัวอย่างของปรัชญาโรมัน จักรวรรดิ์โรมันมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ส่วนข้อดีของปรัชญาของคนพื้นเมืองดั้งเดิม คือ คุณธรรมไม่สามารถอำนวยผลประโยชน์หรือเป็นสาระได้ (ไร้ประโยชน์, ไร้สาระ) ระบบทฤษฎีความรู้เกี่ยวกับปรัชญา (วิชาแห่งปรัชญา) ทั้งหมดจึงย้ายถ่ายเทไปสู่กรุงโรม นั่นคือลัทธิสโตอิคจึงถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด (แพร่หลายมากที่สุด) ท้ายที่สุดของศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช (B.C.) ปรัชญาของสโตอิกก็มั่นคง สามารถถอดถอน (เปลี่ยนความคิดเห็นพวกกรีกได้) ไปสู่ (แนวคิด) สภาพแวดล้อมใหม่และก็ประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักอย่างต่อเนื่องถึง 400 ปี ลัทธิสโตอิคได้รับการยอมรับทั้งจากกลุ่มคนชั้นต่ำและชนชั้นสูงของสังคมในขณะนั้น ปรัชญาของเซโนได้กลายเป็นที่นิยมชมชอบของพวกทหารโรมัน ในฐานะที่เป็นปรัชญาอย่างชายชาติทหารที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากและความลำบาก อีกประการหนึ่งคือปรัชญานี้ได้นำเสนอสิ่งที่มันเป็นขุม, ที่มั่นแห่งปัญญา หรือที่มั่นแห่งจิตวิญญาณ (ความคิดของเซโนหรือนักปรัชญา สโตอิกนั้น ได้กลายเป็นขุมกำลังที่สำคัญแก่ปัญญาชนที่เด่น ๆ ในยุคนั่นเช่น ซิเซโร , เซเนก้า, จักรพรรดิ์ดีมาตุส, ออริอุส และเอพิครัส ปรัชญาของพวกสโตอิกนั้น ถือเป็นฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของโลก มันเป็นที่มาของปัญญา นักคิด นักเขียน ปัญญาชนเด่น ๆ)
ความต้องการอย่างเร่งด่วนของกลุ่มสโตอิก โดยก่อให้เกิดพวกสกปรกและเสเพลตามพื้นที่หนึ่ง ซึ่งในสิ่งที่เอปิคเตตัสสังเกตุอย่างดีอธิบายได้ว่า คนที่โกงและประณามคนอื่น ๆ ตลอด สามารถควบคุมฝูงชนเหมือนสัตว์ร้ายที่อยู่ในที่โดดเดี่ยวตามป่า และตามเทือกเขา และกลับนำพวกศาลตัดสินไปสู่ซ่องโจร พวกโจรนั้นเป็นพวกรุนแรง ชอบผิดลูกเมียผู้อื่น (และ) เป็นพวกชักชวนไปในทางเสื่อมเสีย
นี้เป็นเรื่องราวแต่เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเอปิคเตตัส เวลาและสถานที่ของเขาเที่ยงตรง แน่นอนนั้นยังเป็นสิ่งไม่มีใครรู้ แต่ก็มีสิ่งที่ชี้ชัดได้ว่า เขาเกิดในประเทศกรีกเมือง Hieapolis ในรัฐ Phrygia ประมาณคริสต์ศักราช A.D.50 ตามรายงานเล่าว่า ในตอนเด็กเขาถูกนำไปขายให้เป็นทาสโดยพ่อแม่ของเขาเอง และเขาถูกนำมาอยู่ในบ้านของทหารโรมันขี้เมา เขาเริ่มแสดงบุคลิกเป็นเอพิคเตตัส ในตอนเป็นหนุ่ม ออริเก้นเล่าบรรยายเกร็ดความรู้ว่า
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เขาโกรธเจ้านายที่บิดขาของเขา เอปิคเตตัสยืนยันว่า ถ้าท่านหักขาของเขาทิ้ง เจ้านายก็คงโกงอย่างน่าเกลียดและทำให้ขาของเขาหักด้วย เรื่องนี้เขาโต้แย้งอย่างถึงที่สุด ฉันไม่ได้บอกคุณเลยหรือ การฝึกฝนโดยวิธีการแบบโรมันนั้น , อิปิเตตัสก็ได้รับอนุญาตให้ไปฟังคำบรรยายของครูที่เป็นนักปรัชญาสำนักสโตอิกในสมัยนั้น, จนกระทั่งเขาได้แสดงความสามารถทางปัญญาของเขาอย่างโดดเด่น
เมื่อเจ้านายของเขาตาย เขาก็เป็นอิสระ โดยเวลานี้เขาได้รับแบบอย่างของปรัชญาและเขาได้รับคัดเลือกเป็นครูสอนในกรุงโรม เมื่อปี ค.ศ.89 ผู้มีอำนาจ โดมีเตียน ได้ขับไล่พวกปรัชญาออกจากกรุงโรม เอปิคเตตัสได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองนิโคพอริส และที่นี่เองเขาได้เริ่มสอนในโรงเรียน โดยเขาสอนไปเรื่อยจนตายประมาณ ค.ศ.130
เอปิคเตตัสเป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านปาฐกถามากกว่านักเขียน. ไม่มีสิ่งใดที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในฐานะที่เป็นงานเขียนของเอปิคเตตัส; แต่แอเรี่ยนซึ่งเป็นสานุศิษย์คนหนึ่งของเขาได้จดบันทึกคำสอนของเขา ในเรื่องจริยธรรมและรวบรวมได้ 8 เล่ม งานที่สำคัญที่สุดของเขาคือ Discourses of Epictetus and the Enchiridion or Manual จุดมุ่งหมายของเอปิคเตตัสก็คือการกระตุ้นให้คนสนใจหรือเอาใจใส่คุณธรรมความดี และเวลาที่เขาบรรยายซึ่งพวกเราได้ฟังจากแอเรี่ยนว่า การสนทนาของเขาไม่สามารถที่จะช่วยเหลือที่จะให้เกิดผลในด้านการประพฤติตามที่เขาตั้งใจได้เลย (งงมะ ???)
สโตอิกถูกจัดเอาไว้ในฐานะที่เป็นคนที่มีความคิดในทางศีลธรรม ซึ่ง moral person คือผู้ที่มีชีวิตอยู่โดยคำนึงถึงเหตุผลเป็นสำคัญ และมีนักเขียนได้พูดถึงสโตอิกเอาไว้ในฐานะที่เป็นคนที่มีความพอใจในตัวเอง มีความสามารถในการวางกฎเกณฑ์ และสามารถดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในท่ามกลางความผันแปรของชีวิต (มีความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปกติได้ในท่ามกลางชีวิตที่ผันแปรอยู่ตลอด / ท่ามกลางชีวิตที่มีความผันแปรตลอดเวลาสามามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ คือยอมรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสิ่งต่าง ๆ / ดำรงความวางเฉยอยู่ได้อย่างสูงส่งต่อชีวิตที่ผันแปร : สรุป - ความสามารถในการวางเฉยต่อสภาพชีวิตที่มีความผันแปรตลอดเวลา นี่คือปรัชญาของสโตอิก)
อาจารย์ : แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายพยายามอ้างถึงอาจารย์หรือนักคิดคนแรก ๆ - ในเรื่องของคุณธรรม ในเรื่องของหลักการทางจริยธรรม แนวคิดของเรื่องชีวิตที่ดีสโตอิกถือว่าตัวเอง / เขาจัดตัวเองเอาไว้ในฐานะที่เป็นผู้ที่ดำเนินรอยตาม, ดำเนินแนวทางตามโสเครติส (ทุกคนก็อ้างแต่หนักเบาต่างกัน) สโตอิกก็ถือว่าเขาตามแนวทางของโสเครติสเหมือนกัน เป็นต้นว่า โสเครติสมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย มีชีวิตอยู่อย่างพอกินพอใช้ มีชีวิตหนักไปทางการใช้ความคิดและการโต้เถียงกับคน พอใจในชีวิตอย่างนั้น
พวกสโตอิกยืนยันก็คือ อย่างที่นักคิดรุ่นก่อนหน้าเขาซึ่งก็คือพวกไซนิค, ดังที่กลุ่มพวกที่คิดก่อนหน้าของเขาทำไปแล้ว, ก็คือพวกไซนิก (ดังพวกนักคิดก่อน ๆ ได้ทำเอาไว้แล้ว) ซึ่งพวกไซนิกก็ยืนยันใกล้เคียงกัน ก็คือยืนยันว่า, บทเรียนจากชีวิตและคำสอนของโสเครติสได้ว่า (เอามาจาก / ดำเนินมาจาก) บทเรียนที่ได้ถูกนำมาจากชีวิตและคำสอนของโสเครติสที่ว่า คุณธรรมของมนุษย์และความสุขของมนุษย์นั้น ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในทางวัตถุ แต่มัน form ขึ้นมาจากสิ่งซึ่งเป็นความจริงที่เป็นสาระแท้ ๆ ของธรรมชาติ นั่นก็คือการเป็นคนที่มีเหตุผล (good Life ในทรรศนะของโสเครติสก็คือ ชีวิตที่มีเหตุผล และพวกนี้ก็พยายามดำเนินรอยตามไซนิกที่คิดก่อนหน้าเขา และสโตอิกก็ตามมา เขาคิดคล้าย ๆ กัน)
ยิ่งไปกว่านั้น, สโตอิกยืนยัน, โดยการอาศัยความรู้โดยการผ่านความประพฤติในลักษณะที่ผ่านการกระทำที่มีเหตุผล (conformity) เป็นการพยายามรวมธรรมชาติในเชิงเหตุผลของเขา (แสดงว่าในตัวมนุษย์มีธรรมชาติอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติในเชิงเหตุผล ก็พยายาม conform, สร้างขึ้นมา) people จะถูกรวมเข้ามารวมกัน, อยู่ในที่เดียวกัน แล้วก็รวมกันกับจักรวาล
ความหมายของคำอุทานของโสเครติสก็คือ "Know thyself" โดยการผ่านความรู้เกี่ยวกับตนเอง ที่ผู้คนสามารถเข้าร่วมในชุมชนทางศีลธรรม และสามารถที่จะทำให้หน้าที่ของตนสมบูรณ์ดังที่ธรรมชาติได้วางไว้
มุมมองของโสเครติสเกี่ยวกับจักรวาล, หลายส่วนเอามารวมกัน / ความคิดของเขารวมมาจากทฤษฎีทางปรัชญาของกรีกในสมัยนั้น, ทฤษฎีของนักปรัชญากรีกที่กำหนดขึ้นโดย Stoa, เซโน, และนักคิดสำคัญ ๆ (his brilliant successor), ไครซิอุส, แนวโน้มในการสนับสนุนความคิดทางจริยศาสตร์ของสโตอิก. โดยหลัก ๆ ก็คือมาจากหลักการของนักปรัชญาฟิสิกส์ยุคต้น ๆ ก็คือเฮราคริตุส, จักรวาลเป็นโครงสร้างแห่งความเป็นเอกภาพซึ่งรูปแบบและเป้าหมายของมันนั้นถูกกำหนดโดยพระเจ้า (determined by God แปลว่าแม้จะเป็น form ของมัน แต่ organic ขอมัน, ตัวของจักรวาลเอง ไม่ว่าจะเป็น form ของมันก็ดี หรือจะเป็นเป้าหมายของมันก็ดีมันถูก determined โดยพระเจ้า) ผู้ซึ่งคิดในฐานะที่เป็นหลักของเหตุผลทุกที่ทุกแห่ง. สโตอิกเข้าใจพระเจ้าในฐานะที่เป็นหลักของเหตุผลที่มีชีวิตชีวา, หลักสำคัญซึ่งสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งความเชื่อมโยงกันของจักรวาลภายในนี้ ในขณะเดียวกันก็เป็นจักรวาลที่เป็นระบบระเบียบและถูกสร้างขึ้นมาอย่างชาญฉลาด (cosmic แปลว่ามีระเบียบ) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ครอบคลุมความเป็นไปของจักรวาลทั้งหมด. ความคิดของพระเจ้าในทำนองนี้เรียกว่า "สรรพเทวนิยม : Panthism" ก็คือความเชื่อที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นถูกพระเจ้าแทรกซึม (พระเจ้าได้แทรกซึมอยู่ในทุกสิ่ง) และสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของจริยศาสตร์ของสโตอิก, ด้วยเหตุนี้เองคนแต่ละคน, ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มีเหตุผลคือสิ่งที่แตกออกมาจากพระเจ้า (คนก็คือบางส่วนที่แตกออกมาจากพระเจ้า, พระเจ้ามีเหตุผล มนุษย์ก็มีเหตุผล) คนสามารถเข้าใจธรรมชาติของพระเจ้าได้ และชีวิตที่ดีก็คือชีวิตที่ดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของพระเจ้า, และก่อรูปขึ้นมากับชีวิตที่สอดคล้องหรือดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับพระเจ้า, ด้วยเหตุนี้เอง, เอปิคเตตัสจึงกล่าวว่า "ที่ไหนที่มีพระเจ้าอยู่ที่นั่นก็มีความดีอยู่" (ที่ไหนที่มีสารัตถะของพระเจ้าดำรงอยู่ ที่นั่นก็จะมีสารัตถะแห่งความดีดำรงอยู่เช่นกัน.) อะไรคือสารัตถะของพระเจ้า ?
ก็คือเหตุผลที่ถูกต้อง ? แน่นอน (ว่าต้องเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง). ด้วยเหตุนี้, ดังนั้น, ที่ไหนก็ตามที่ไม่มีความยุ่งยากหรือความยากลำบากมากเกินไป ที่นั่นก็น่าจะมีสารัตถะแห่งความดี.
เอปิคเตตัสได้รับความสนใจในเรื่องของอภิปรัชญามากกว่าอภิปรัชญาของสโตอิกมนยุคโรมัน และเอปิคเตตัสยังได้รับความเชื่อถือกว่าพวกเขาซึ่งเป็นจุดกำเนิดของสโตอา (Stoa) (แปลความได้ว่าเอปิคเตตัสแม้ว่าจะเกิดขึ้นมาจากแนวคิดแบบสโตอิกก็ตาม แต่ว่าเขาเอากลับได้รับการยอมรับมากกว่าพวก Stoa เสียอีก, ตัวเขาเองได้รับความสนใจ, และได้รับความนิยมมากกว่าความคิดที่เป็น original นี้ อีกนัยหนึ่งคือมีคนหนึ่งคิด แต่ปรากฏว่าในที่สุดแล้วเอปิคเตตัสกลับเป็นคนที่ได้รับความสนใจ, ยอมรับ, ให้ความเคารพมากกว่าพวกสโตอิก) ถึงกระนั้นก็ตาม, ทรรศนะของเอปิคเตตัสต่อการเป็นความจริงเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติของสรรพสิ่งนั้น มันมีลักษณะที่เป็นเรื่องของความศรัทธาเชื่อถือมากกว่าเรื่องของการพิสูจน์เพื่อค้นหาความจริง เขาเชื่อมากกว่าที่จะพิสูจน์, เป็นศาสนามากกว่าเป็นเรื่องของปรัชญา, และเป็นการปฏิบัติมากกว่าเป็นแค่คำพูดในเชิงทฤษฎีเท่านั้น. สำหรับเอปิคเตตัส, คุณค่าที่อยู่ภายในตัวมนุษย์ตามธรรมชาติ, มนุษย์มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวดองกับพระเจ้า และเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะเคารพบูชาพระเจ้า ทั้งที่มีอุปสรรคที่คนเรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย (งงมะ ???)
ท่านภาสกรณ์ : คุณค่าที่ติดตัวของมนุษย์มาแต่กำเนิด เรามีหน้าที่ที่จะต้องเคารพบูชาพระเจ้า สำหรับอุปสรรคที่คนเราประสบในการที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขนั้นก็คือ เป็นข้อเท็จจริงที่เราไม่สามารถจะ
ได้
, เช่นเดียวกันกับอุปสรรคที่ทุกคนประสบในการพยายามที่จะอยู่อย่างสะดวกสบาย เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถจะโต้แย้งได้ ซึ่งนักปรัชญากรีกคนที่จะทำความเข้าใจ. เงื่อนไขและข้อจำกัดของชีวิตที่มีจริยธรรมนั้น คือพระเจ้าได้ประทานเงื่อนไข และข้อจำกัดของชีวิตที่มีจริยธรรมนั้นให้พวกเขาไว้เรียบร้อยแล้วในธรรมชาติของมนุษย์
แต่ซีอุสกล่าวว่า ? ซีอุส, ถ้าเป็นไปได้ข้าพเจ้าจะสร้างร่างกายของท่าน และสมบัติของท่านให้เป็นอิสระต่อกัน และไม่ถูกกีดกัน (พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา
) สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่เคยลืมว่าร่างกายไม่ใช่ของคุณ แม้ว่ามันจะเป็นส่วนผสมทำให้ร่างกายฉลาด แต่ฉันไม่สามารถทำให้มันเป็นอิสระได้ ฉันเคยให้ส่วนของพระเจ้าของฉันแก่คุณ มันเป็นที่ดลใจให้กระทำหรือไม่กระทำได้ และทำให้ควรหรือไม่ควรหลีกเลี่ยงได้ (งงมะ ???)
ภาระกิจของผู้รู้ก็คือกระตุ้นให้คนรู้จักตรวจสอบตนเอง และให้การรู้จักวางชีวิตให้มีกฎเกณฑ์, ให้เจตจำนงหรือเจตนารมย์ของเขามีหลักการที่ชัดเจน (discipline their will to conform - discipline ก็คือการหาหลักหาเกณฑ์ในการทำเจตนารมย์ของเขามีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อที่จะสร้างให้เป็นคนที่มีเหตุผล) เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเสลาพูดถึงโสเครติสจะมีเหตุผลเป็นสำคัญ
ตามทรรศนะของเอปิคเตตัส, คือคนที่รู้จักให้คุณค่าต่อความดีเพื่อผลประโยชน์แก่ชีวิตตนเองนั้น คือคนที่มีความสุขที่แท้จริง. เอปิคเตตัสได้บอกกับเราว่า "คุณธรรม" ก็คือเงื่อนไขของเจตนารมย์หรือเจตจำนง ซึ่งเงื่อนไขเหล่านั้นมันจะต้องถูกครอบคลุม / ถูกบริหาร / ถูกจัดการโดยเหตุผล, ซึ่งมันก็จะทำให้เกิดผลที่ว่า คนที่มีคุณธรรมนั้นก็คือคนที่แสวงหาเฉพาะสิ่งที่เราสามารถเข้าถึงได้ และหลีกเลี่ยงจากสิ่งซึ่งเราเกินกำลังที่เราสามารถได้. ความทุกข์ก็คือสิ่งซึ่งเราไม่สามารถที่จะหลีกหนีให้พ้นได้ คนจำนวนมากที่ปรารถนาสิ่งซึ่งตัวเองไม่สามารถจะบรรลุได้ก็จะเกิดความทุกข์ (ใครก็ตามที่ไปแสวงหาในสิ่งที่ตนไม่สามารถจะมีได้ก็มีความทุกข์) ดังนั้น คนที่ฉลาดก็คือคนที่กำหนดตนเองให้มีความปรารถนาที่จำกัดในเรื่องที่เขาสามารถจะควบคุมได้ (เพราะฉะนั้น คนที่ฉลาดก็คือปรารถนาในสิ่งที่ตัวเองทำได้, ควบคุมได้ด้วยตัวเขาเอง) ในเรื่องของความปรารถนา, ความต้องการซึ่งเราไม่สามารถที่จะทำให้บรรลุความพอใจได้ / ในเรื่องความปรารถนาซึ่งไม่สามารถจะทำให้เราบรรลุความพอใจได้นั้น, พวกนี้ก็จะแปรไปเป็น apathetic, ซึ่ง apathetic ก็คือเราไม่มีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้. อนึ่ง, พวกเขารู้ว่าสิ่งใดก็ตามที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของปัจเจกบุคคลได้แล้ว มันก็จะไม่สอดคล้องกับจริยศาสตร์. คนดีคือคนที่แสวงหาภายในตัวเขาเอง ในสิ่งที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข ก็คือการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณธรรม, พวกเขาก็อยู่อย่างชีวิตพอเพียง (ชีวิตที่รู้จักอยู่อย่างมีความพอเพียง)
ในการตอบคำถามที่ว่า "อะไรคือสิ่งที่อยู่ภายในพลังอำนานของเรา ?" เอปิคเตตัสได้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งถึงหลักการที่โดดเด่นของลัทธิสโตอิกที่ว่า : มันเป็นทรรศนะของเราต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, มันไม่ใช่ตัวเหตุการณ์ (เขากำลังพูดถึงสิ่งที่เราควบคุมได้ นั่นคือ เราสามารถควบคุมทัศนคติของเราต่อเหตุการณ์ได้ แต่เราไม่สามารถจะควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้) ไม่มีอะไรในตัวของมันเองที่จะเป็นสิ่งที่น่ากลัว - แม้ว่าความตายก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวเฉพาะเมื่อเรากลัวมันเท่านั้น (มันน่ากลัวเพราะเรากลัวมัน) อีกประการหนึ่ง, บางทีคน ๆ หนึ่งอาจจะล้มเหลวในการดำเนินการ / ในการทำอะไรบางอย่างที่ถูกกำหนดโดยพระเจ้า - นั้นคือว่า, ในการบริหารหรือในการทำหน้าที่ของเขานั้นสิ่งแวดล้อมนี้อาจจะมาทำให้หรือมาขัดขวางเขาไม่ให้ประสบความสำเร็จ - เราก็ไม่ควรจะกังวลใจต่อความไม่สำเร็จ (เหตุการณ์ที่ทำให้ประสบความสำเร็จนั้นก็คือ มันอาจจะมีเหตุการณ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบางอย่างที่เกิดขึอนมาแล้วเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ แต่การไม่ประสบความสำเร็จนั้น คนเราก็ควรที่จะยังดำรงตนอยู่อย่างปกติให้ได้). ตัวอย่างเช่น, ถ้าเพราะพ่อแม่ที่ยากจนนั้นไม่สามารถจะเลี้ยงดูบุตรหลานของเขาได้ เนาก็ไม่ควรที่จะถูกรอบกวนตราบเท่าที่เขาได้ทำด้วยความจริงใจที่จะเลี้ยงดูเขา (ตราบเท่าที่จะเลี้ยงดูเขา ตามความสามารถเท่าที่เขาจะทำได้) ด้วยความพยายาม. ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่จะช่วยเหลือลูก เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวล. ถ้าพวกเขาทำตามหน้าที่ของเขา, เขากำลังทำหน้าที่ของเขาตามความสามารถให้บริบูรณ์, สิ่งทั้งหมดนี้ก็วางอยู่บนอำนาจของเขาหรืออยู่ในอำจานของเขา. ยิ่งไปกว่านั้น, เขาอาจมั่นใจว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากพระเจ้า และไม่ว่าพระเจ้าจะทำอะไรก็ตามหรือไม่ว่าอะไรก็ตามที่พระเจ้าทำนั้น, มันจะต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด.
เอปิคเตตัส, ในฐานะที่เป็นครูทางด้านศีลธรรมได้แนะนำให้เราปลูกฝังทัศนคติของความให้อุเบกขา (indifference) ต่อความดีและชะตากรรมต่อความดีและความชั่วเช่นเดียวกัน / ให้เหมือน ๆ กัน. (เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความดีหรือความชั่วก็ทำให้จิตใจสงบ), ด้วยเหตุที่ว่าเหตุการณ์ภายนอกนั้นมันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา. ดั้งนั้น, คนที่ฉลาดเท่านั้นที่ไม่ให้โอกาส คือไม่ทำให้ตนเองตกไปเป็นทาสของความปรารถนาทางด้ายร่างกาย หรือได้กลายเป็นคนที่ไปติดยึดอยู่กับคนใดคนหนึ่ง (attached มีอารมณ์ที่ยึดมั่น ภาษาทางพุทธศาสนาคือยึดมั่นถือมั่นอุปาทาน. ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับ person or objects, อย่าไปยึดมั่นอยู่กับคนใดคนหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง). แต่เราได้รับการเตือนอยู่เสมอว่า ความสุขนั้นจะได้มาด้วยการที่เรามีกฎของตนเอง หรือหลักยึดมั่นของตนเองที่จะถืออย่างต่อเนื่อง (เราได้รับการย้ำเตือนอยู่เสมอว่า ความสุขที่จะได้มาก็ด้วยการที่เรามีหลักการของตัวเองที่ยึดมั่นต่อสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง)
อาจารย์อธิบาย self-discipline สมมติว่าเราวางหลักว่าจะตื่นตี 4 ครึ่ง พอตี 4 ครึ่งก็ตื่น นี่คือ self-discipline หรือเราจะอ่านหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น self-discipline เหล่านี้มันก็จะเป็นเครื่องมือถ้าเรายึดมั่นอยู่อย่าง unremitting มันก็จะเป็นส่วนที่ทำให้เราประสบความสุข
การฝึกอบรมตนเองนั้นเพื่อความสุขในสวรรค์, เป็นความสุขที่เล็กน้อย แต่มันจะนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า. "ฉันปวดหัว" ฉันก็ไม่ได้โศกเศร้า. "ฉันปวดหู" แต่ฉันก็ไม่โศกเศร้า, คร่ำครวญ ฉันไม่เคยบอกหรือฉันไม่เคยพูดว่า คุณควรอาจจะไม่คร่ำครวญ, แต่ไม่คร่ำครวญอยู่ในใจ ; หรือ,
อย่าพึ่งตีโพยตีพายหรือดุด่าว่ากล่าว ทุกคนเกลียดฉันเหลือเกิน เพราะใครจะไปเกลียดคนเช่นนั้นได้ การวางอะไรไว้เพื่ออนาคตนั้นมันต้องมีหลักการ, walk erect ก็คือตั้งตรง อาจจะเดินเข้าไปอย่างทรนงและอิสระ
1. เอปิคเตตัสยืนยันว่า ทรรศนะที่เหมาะสมที่ถูกต้องในทางจริยศาสตร์ได้นั้นทำให้เราจะต้องเข้าใจถึงมโนทัศน์ (concept) ในเรื่องอภิปรัชญา โดยเฉพาะในเรื่องของการโปรดประทานของพระผู้เป็นเจ้า : (และเขาก็อธิบายต่อไปว่า เหตุผลแห่งเอกภพหรือจักรวาล, ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ, แต่โลกนั้นมีเหตุผลในทาง cosmic เหตุผลของเอกภพ กล่าวคือ ที่เกิดขึ้นมานั้นมันมีเหตุมีผล, มีระบบระเบียบ, สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นมีระบบระเบียบ ไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยความบังเอิญ) cosmic reason คือความจำเป็นที่จะครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง หรือเหตุผลแห่งเอกภพมันจะครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง (ที่เขาใช้ rather than chance เพื่อที่จะแทรกให้เห็นว่า cosmic นั้นมันเกิดขึ้นอย่างมีระบบระเบียบ มีกฎเกณฑ์ ไม่ใช่เกิดขึ้นมาโดยความบังเอิญ) จักรวาลนั้นดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ ซึ่งเหตุผลเหล่านี้มนุษย์จะต้องทำตัวให้สอดคล้องกลมกลืนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่มนุษย์จะต้องพยายามทำความเข้าใจ cosmic reason นี้ให้ได้ (เราจะต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาติให้ได้ เพราะการเข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาตินี้เองที่จะทำให้เรามีความสุข / การทำตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งก็คือ harmony คือดำเนินชีวิตไปอย่างรู้เท่าทัน หรือรู้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ หรือสอดคล้องกับธรรมชาติ และขณะเดียวกันก็พยายามที่จะเข้าใจเหตุผลของธรรมชาติให้ได้)
"อะไรคือโลก?" - ใครเป็นคนควบคุมให้มันดำเนินไป (บริหารจัดการให้โลกทั้งหลายดำเนินไป) - โลกนี้ดำเนินไปเองโดยไม่มีการควบคุมจัดการใช่มั๊ย - ไม่ว่าจะเป็นทั้งเมืองหรือบ้านไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ แม้กระทั่งเวลาสั้น ๆ, ถ้าปราศจากใครคนใดคนหนึ่งคอบควบคุมดูแลบริหารจัดการ (คอยปัดกวาด) นั่นก็คือระบบที่ยิ่งใหญ่และงดงามก็ควรจะถูกบริหารในลักษณะที่มัน
หมายความว่าถ้ามันไม่ได้ถูกจัดการมันก็อาจจะเกิดความยุ่งเหยิง / สับสนวุ่นวายไปหมด มันก็จะดำเนินไปอย่างไร้ระบบระเบียบ (disorder manner)
นักปรัชญาได้กล่าวว่า, มีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง และพระองค์ได้มอบหมาย / มอบให้โดยตรงกับทั้งมวล (หมายความว่า พระองค์ทรงมอบโดยตรงแก่สิ่งทั้งมวล) และก็อธิบายว่า, มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะปกปิดการกระทำจากพระเจ้า แม่แต่ความคิด และอารมณ์ของเราเองก็ปกปิดจากพระเจ้าไม่ได้
พระองค์เข้าใจในวิธีจัดการเกี่ยวกับโลกจักรวาล โดยเรียนรู้ตามหลักแห่งความยิ่งใหญ่ที่ยอดเยี่ยม และอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างว่าพระเจ้าเป็นระบบที่กว้างใหญ่ (ท่านภาสกรณ์ : สิ่งที่ยิ่งใหญ่, ยอดเยี่ยมที่เราสามารถทำความเข้าใจได้ ซึ่งระบบที่กว้างใหญ่อันนี้ก็คือที่ขยายออกมาจากมนุษย์ไปสู่พระเจ้า, the seeds of being ก็คือวิญญาณที่เป็นต้นกำเนิดของสัตว์ ได้รับการสืบทอดมาจากพระผู้เป็นเจ้า เพียงแต่ว่าวิญญาณดังกล่าวนี้ไม่ได้มาจากปู่หรือพ่อของเรา)
แต่ทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและเกิดขึ้นในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติที่มีเหตุผล เพราะมนุษย์เรามีคุณสมบัติที่มีส่วนแบ่งของการสื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้า เชื่อมโยงกับพระองค์โดยเหตุผล สรรพสิ่งรับใช้และเชื่อฟังกฎของจักรวาล, โลก, ทะเล, พระอาทิตย์, ดวงดาว, พืชและเหล่าสัตว์ที่อยู่บนโลก แม่แต่ร่างกายของเราก็เช่นเดียวกัน ขณะที่เจ็บป่วยและหายดี, คนนห่มสาวและคนแก่โดยจะอาศัยพระเจ้าที่จะทรงดลบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีมานั้น มันเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลที่จะบอกว่า สิ่งที่เราอาศัยอยู่ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง นั่นก็คือ ความเข้าใจไม่เฉพาะแต่ความวุ่นวายเท่านั้น เพราะจักรวาลที่มีอำนาจสูงส่ง และพิจารณาได้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราโดยการที่เราควบคุมให้อยู่ร่วมกันทั้งหมด นอกจากนี้, ในทางตรงกันข้ามที่ว่า, ไม่เป็นการชอบด้วยเหตุผล และไม่ก่อให้เกิดอะไรเลย นอกจากความพยายามที่ว่างเปล่า ทำให้เราอยู่ในความทุกข์และความเศร้าโศก
2. ด้วยเหตุที่, สิ่งทั้งมวลนั้นมันดำเนินไปอย่างประสานสอดคล้องกันภายใต้การควบคุมจัดการของพระผู้เป็นเจ้า, สารัตถะของมันก็คือว่า / เพราะฉะนั้นสารัตภะที่ว่ามนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า แตกมาจากพระเจ้า fregment of God คือส่วนที่แตกออกมาจากพระเจ้า คน ๆ หนึ่งควรจะยอมรับสถานะของเขาหรือเธอในระบบทั้งหมดของสรรพสิ่ง (เพราะฉะนั้นเขาต้องรู้ว่าในตำแหน่งแห่งที่ของเขาใน scheme of things นั้นอยู่วนไหน คือมันมีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย, สรรพสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจักรวาลมีมากมาย และ place ans status ของเขาควรจะอยู่ตรงไหนในสรรพสิ่งทั้งหลาย)
มีคน ๆ หนึ่งได้ถามเอปิติตุสว่า, เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในทุกการกระทำของเรานั้นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า ? เอปิติตุสกล่าวว่า ท่านไม่คิดหรือว่าสิ่งทั้งหมดนั้นมันยึดโดยงกันเป็นหนึ่งเดียว (แม้เด็ดใบไม้ใบเดียวก็สะเทือนถึงดวงดาว) มันสอดคล้อง, เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน, เป็นหนึ่งเดียว
I do. ฉันเห็นด้วย
เอาละ คุณไม่คิดหรือว่าสรรพสิ่งบนโลกได้รับอิทธิพลมาจากอำนาจที่อยู่บนสวรรค์ใช่มั๊ย ?
Yes. ใช่เลย
นอกจากนี้เป็นไปได้อย่างไรในฤดูกาลของมัน พระเจ้ารับสิ่งให้ต้นไม้ออกดอก แต่ละดอกออกช่อ สั่งให้ใบไม้บานก็บาน ให้แตกหน่อก็แตกหน่อขึ้นมา ให้ออกผลขึ้นมา เมื่อสั่งให้สุกมันก็สุก เมื่อไรก็ตามที่พระเจ้าสั่งให้ต้นไม้สลัดใบ มันก็สลัดใบ เพื่อรอที่จะเติบโตต่อไป เมื่อนั้นเราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ ในขณะที่พระจันทร์เต็มดวงหรือมืดมิด และการเข้าใกล้และการออกห่างของดวงอาทิตย์ ก็คือสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวในสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในโลกใช่ไหม ดั้งนั้นใบไม้ทุกใบ ร่างกายทุกส่วนของพวกเรา เมื่อสิ่งนี้เกี่ยวข้องและรวมกันทั้งหมดโดยไม่มีวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่ไหม แต่วิญญาณของเรามันเกี่ยวข้องและอยู่รวมกับพระเจ้าตั้งแต่เกิด เพราะจริง ๆ แล้วจิตวิญาณของเราเชื่อมต่อกับพระเจ้า จิตวิญญาณของเราก็เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า และเป็นส่วนที่มีความแตกต่างอยู่นั้นของพระเจ้า และเราก็จะไม่สามารถเข้าใจพระองค์ได้ ที่ทำให้สรรพสัตว์เคลื่อนไหวในฐานะของสิ่งที่มีอยู่ และที่เป็นธรรมชาติเกี่ยวกับพระเจ้า คุณสามารถคิดถึงการปกครองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า และสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า และรวมเรื่องราวของมนุษย์ด้วยได้ไหม เมื่อนั้นคุณจะรับรู้ในสิ่งที่ปรากฏด้วยประสาทสัมผัสและความเข้าใจของคุณจะรับรู้สิ่งที่มาปรากฏเป็นวัตถุ ในขณะเดียวกันยอมรับบางสิ่ง ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธเกี่ยวกับบางสิ่ง แล้วก็สามารถรับรอยตราตรึงในความรู้สึก และความเข้าใจของคุณได้ไหมจากสิ่งต่าง ๆ ที่เราพบเห็นเป็นร้อยเป็นหมื่น เมื่อเราปลงใจกับอะไรบางอย่าง เราปฏิเสธหรือหยุดการตัดสินเกี่ยวกับคนอื่น และใจของคุณได้รับรอยตราตรึงจากสิ่งต่าง ๆ หลายอย่าง และสิ่งอื่น ๆ ที่ได้เห็นจากสิ่งต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยได้รับการช่วยเหลือจากใครคนหนึ่ง คุณจะสามารถหวนมาที่ความคิดที่คล้ายกับสิ่งที่เห็น การจดจำของคุณครั้งแรก คุณสามารถจดจำความแตกต่าง ความหลากหลายของศิลปะ วิชา และความทรงจำในสิ่งที่เป็นจำนวนหมื่นได้หรือไม่ และไม่ใช่พระเจ้าหรอกหรือที่สามารถในการตรวจตราสรรพสิ่งได้ และทรงอยู่กับสิ่งทั้งปวง และในการสื่อสารกับสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด ดวงอาทิตย์สามารถที่จะทำให้เกิดความสว่างไสวแก่ส่วนต่าง ๆ ของจักรวาลที่ยิ่งใหญ่นี้ แต่บางทีก็ยังมีเงามืดอยู่ เช่นส่วนที่เงาของโลก พระเจ้าผู้ซึ่งสร้างและทำให้พระอาทิตย์เคลื่อนไหว พระอาทิตย์เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ของทั้งหมดแล้ว มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ทุกสิ่งได้ (อาจารย์ : พระองค์เป็นผู้ที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนของดวงอาทิตย์, อันถือว่าเป็นส่วนย่อยในตนเอง, ถ้าเปรียบเทียบกับทั้งหมด, มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ทุกสิ่งได้)
คุณกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าถึงสรรพสิ่งในเวลาเดียวกัน
ใครที่ยืนยันว่า คุณมีอำนาจเท่ากับเทพเจ้าซีอุส พระเป็นเจ้ามอบหมายให้แต่ละคนทำตามผู้กำกับ พระองค์ได้กำหนดและควบคุมแต่ละคน และด้วยน้ำใจอันดีงามพระองค์ ทำให้พระองค์ยอมรับอาสาที่จะทำหน้าที่ผู้ที่เป็นผู้ควบคุม เป็นผู้ที่ตื่นอยู่ ไม่สามารถที่จะโดนหลอกลวง เพื่อทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพื่อให้การควบคุมนี้มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น พระเจ้าทรงยอมรับอย่างพวกเราแต่ละคนไหม ดังนี้ เมื่อใดที่คุณปิดประตูและดับไฟในห้องคุณมืดสนิท ขอให้จำว่าคุณไม่เคยกล่าวว่าคุณอยู่คนเดียว เพราะคุณไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าอยู่กับคุณ คุณเป็นสิ่งที่มีอยู่ตั้งแต่ต้น แต่คุณก็เป็นส่วนที่ต่างจากสารัตถะของพระเจ้า และมีบางส่วนบางอย่างของพระเจ้าในตัวคุณ ทำไมคุณจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเกิดของคุณเล่า ทำไมคุณไม่พิจารณาว่าคุณมาจากที่ไหน ทำไมคุณจำไม่ได้ว่าคุณกินเมื่อไร ผู้ที่ให้คุณกินนั้นคือใคร ใครเลี้ยงคุณมา หรือคุณอยู่ในบรรดาผู้หญิง คุณสนทนา คุณมีประสบการณ์ และเมื่อคุณโต้เถียงกัน คุณไม่รู้หรือว่านี่เป็นลักษณะของพระเจ้า ที่คุณรู้สึกถึงพระองค์ พระเจ้าฝึกหัดคุณใช้ไหม คุณนำพระเจ้ามากับตัวคุณเอง พระเจ้านำความยากจน นำคนดี คนเลว เคราะห์ร้ายมาสู่ตัวคุณ และไม่รู้อะไรเลย คุณสันนิษฐานเอาว่ามีพระเจ้าอยู่ในตัวของคุณ แต่คุณไม่รู้เลย คุณคิดว่านั้นหมายถึงคุณกำลังคิดว่าฉันพูดถึงพระเจ้าที่มีอยู่โดยไม่ต้องมีคุณก็ได้งั้นหรือ หรือว่าคุณกำลังคิดว่าฉันกำลังพูดถึงพระเจ้าที่เป็นเงินเป็นทองที่อยู่ได้โดยไม่มีตัวคุณงั้นหรือ ที่จริงในตัวของคุณนำพาพระองค์ไปโดยคุณมิได้สังเกต คุณดูหมิ่นพระองค์ด้วยความไม่บริสุทธิ์ในการกระทำที่สกปรก เพียงรูปลักษณ์ภายนอกของพระเจ้าที่เราเห็น ถ้าพระเจ้าที่ปรากฏตัวมาคุณก็ไม่กล้าทำสิ่งเช่นนั้น ไร้ความรู้สึกเกี่ยวกับธรรมชาติของคุณเอง และตั้งตนเป็นศัตรูกับพระเจ้า หรือมีความเกลียดชังพระผู้เป็นเจ้าใช่ไหม
3. ด้วยแนวความคิดในเรื่องสรรพเทวนิยมของเขา, เอปิติตุสได้นำเสนอทฤษฎีทางจริยศาสตร์ของเขา โดยอาศัยสิ่งที่เรียกกันว่า ความเชื่อมโยง / ความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาล. เขายืนยันว่า, ด้วยเหตุที่มนุษยืนั้นเป็นสิ่งที่มีเหตุผล, และด้วยเหตุที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของเมืองแห่งจักรวาลของพระเจ้า (สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่ง. เป็น Part หนึ่งของสิ่งทั้งมวลที่พระเจ้าทางสรางขึ้นในจักรวาล), ระบบระเบียบที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาแล้วมันดำเนินไป, เพราะฉะนั้นคนแต่ละคนก็ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด และด้วยเหตุดังกล่าวนั้น เขาจึงควรจะยอมรับถึงภาระหน้าที่ของเขาแก่บุคคลอื่น ๆ (เขาพูดถึงจริยศาสตร์ในความหมายที่ว่า เมื่อมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งในสากลจักรวาลที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา ความเป็นไปในสากลจักรวาลเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบได้ก็ต่อเมื่อ คนต้องยอมรับในหน้าที่ของตนเองที่มีต่อบุคคลอื่น ๆ / ทางอภิปรัชญา มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาล เพราะฉะนั้นมนุษย์จะต้องยอมรับถึงภาระหน้าที่ที่เขาจะต้องมีต่อผู้อื่น)
เราควรที่จะมีเหตุผลในกิริยาอาการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเอง เช่น เราเป็นใครหรือ เราเป็นคน ถ้าเป็นเช่นนั้น เราพิจารณาว่า ตัวคุณแยกออกมาเป็นส่วนหนึ่งหรือเปล่า และเป็นเรื่องธรรมชาติที่คุณอยู่จนถึงแก่ ควรที่ร่ำรวย มั่งคั่ง มีสุขภาพดี แต่เมื่อคุณคิดถึงว่าคุณเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งทั้งปวงมันก็เหมาะสม เมื่อพิจารณาเข้ากับสิ่งทั้งหมดที่ว่าบางครั้งคุณป่วย และในโอกาสอื่น ๆ ที่การดำเนินชีวิตและประสบกับอันตราย บางครั้งเราก็ประสบในการช่วยเหลือและก็ตายได้ก่อนเวลาอันสมควร ดังนั้น ทำไมคุณจึงไม่พอใจ คุณไม่รู้หรือว่า นอกจากนี้คุณยังไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป และมนุษย์คืออะไรเล่า ส่วนที่เป็นประโยชน์บางส่วน อันดับแรก ที่อยู่สูงสุดสิ่งที่รบมกับพระเจ้าเข้าด้วยกัน และอันต่อไปสิ่งที่ตุวคุณได้รับมาแต่เกิด ซึ่งเป็นส่วนย่อยของเมืองสากลก็คือ คุณเป็นประชากรของเอกภพ และเป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ ไม่ได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ คุณสามารถเข้าใจความปรารถนา ความมัธยัสถ์ของพระเจ้าได้ และพิจารณาถึงความเกี่ยวข้องของสรรพสิ่งต่าง ๆ แล้ว ลักษณะของคนส่อให้เห็นอะไร ลักษณะประชากรส่อให้เห็นอะไร เพื่อไม่ยึดถือประโยชน์ส่วนตัว และเพื่อที่ไตร่ตรองถึงละกษณะอะไรบางอย่าง ส่วนที่แยกอกมาแต่ ...แต่ก็เหมือนกับมือหรือเท้า ก็สิ่งเหล่านี้มีเหตุผลและเข้าใจได้ การหยั่งรู้ตามธรรมชาติมือและเท้าจะไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือย่างนี้หรือไม่ แต่เกี่ยวข้องกับการอ้างถึงร่างกานทั้งหมด ดังนั้นนักปรัชญาพูดว่า ถ้าเป็นไปได้ของคนที่ฉลาด และคนดีที่จะรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ ควบคุมสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาก็อาจจะได้รับความร่วมมือที่จะนำตัวเองออกจากความเจ็บปวดและความตาย การถูกทำร้ายโดยมีความรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ถูกกำหนดมาจากกฎเกณฑ์จักรวาล และมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เป็นสากลนั้นสูงสุดกว่าสิ่งเฉพาะกาล และเมืองมนุษย์ แต่เนื่องจากเราไม่รู้มาก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันจึงเป็นหน้าที่ของเราที่เราเห็น สิ่งที่เราเห็นตรงกันมากกว่าที่เราจะเลือก เพราะเหตุผลนี้มันถึงมีสิ่งเฉพาะ เพราะสิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิตั้งแต่เกิดของเราเช่นกัน
4. ในอันที่จะดำรงชีวิตในลักษณะที่สอดคล้องกับธรรมชาติที่มีเหตุผลของเรา เราจตะต้องทำสิ่งที่อยู่ภายในขอบเขตความสามารถของเราให้ดีที่สุด แล้วสิ่งอื่น ๆ ก็ยอมรับบอ่าที่เป็น สำหรับเอปิคเตตุสแล้ว สมรรถนะแห่งเจตจำนงคือสิ่งที่อยู่ภายใต้ความควบคุม และก็เป็นที่มีสูงสุดของการกระทำที่มีจริยธรรม
อาจารย์อธิบายหัวข้อ 4 : เพื่อที่จะให้มีชีวิตอยู่ตามวิถีทางที่เหมาะสมกับธรรมชาติแห่งความมีเหตุผลของเรา, เราต้อง "ทำสิ่งที่อยู่ในอำนาจของเราให้ดีที่สุด, แล้วปล่อยวางสิ่งเหล่านั้น หรือส่วนที่เหลือนั้นก็ปล่อยวาง" (อะไรที่เราควบคุม หรือเราจัดการได้เราก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ แต่ถ้ามีความผิดพลาด หรือเหนือการควบคุมเกิดขึ้นก็ให้ปล่อยวาง) สำหรับเอปิคเตตุสแล้ว, สมรรถนะแห่งเจตจำนงของเรานั้นอยู่ในการควบคุมของเรา faculty of will มีอยู่ 2 อย่างคือ
1. อยู่ใน within our control
2 faculty of eill นั้นถูกสร้างให้เป็น the ultimate source of ethical behavior คือแหล่งที่มาอันสำคัญที่สุดของการกำหนดพฤติกรรมในทางจริยธรรมของเรา
มนุษย์เอย จงขอบคุณพระเจ้า จงอย่าอกตัญญู ไม่ตระหนักถึงประโยชน์ที่เหนือกว่าของท่าน จงรู้สึกของคุณที่เรามองเห็น ที่ได้ยิน ที่มีชีวิตอยู่ และจงขอบคุณต่อสิ่งที่มาสนับสนุนให้มีชีวิต เช่น ผลไม้มาให้เราได้กิน ไวน์ให้เราดื่ม น้ำมันให้เราใช้ การตัดสินความดีแต่ละอย่างมันอยู่บนพื้นฐานอะไร สิ่งนั้นมีศักยภาพในตัวมันเองใช่ไหม และคุณเคยใช้ศักยภาพในตัวมันเองใช่ไหม และคุณเคยใช้ศักยภาพการได้เห็น ได้ยิน และคุณได้รับศักยภาพของการเห็น ได้ยินไหม หรือเกี่ยวกับข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือม้า หรือสุนัขหรทอไม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกกำหนดเป็นอุปกรณ์ หรือคนรับใช้ ให้เชื่อฟังสิ่งที่สามารถใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นตามที่มันปรากฏ ถ้าเราสอบถามถึงคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ คุณสอบถามถึงคุณค่าอะไร อะไรเป็นศักยภาพที่จะตอบคุณได้ ศักยภาพใด ๆ ก็ตามสูงส่งกว่าการสอบถามนี้อย่างไร ศักยภาพอันใดอันหนึ่งซึ่งสูงส่งกว่าสิ่งต่างที่ใช้คนอื่นที่เหนือเป็นอุปกรณ์ หรือพยายามตัดสินแต่ละเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ แต่ละอย่าง เพราะสิ่งต่าง ๆ มันจะรู้อะไรเกี่ยวกับตัวมันเอง และคุณค่าตัวมันเอง คือแต่ละอย่างมันรู้ว่าเมื่อใดที่ถูกใช้ แต่เมื่อไรที่ถูกใช้ เมื่อไรไม่ถูกใช้ อย่างเช่นเวลาที่เราลืมตาและหลับตา ก็คือการหันเหไปจากสิ่งที่เราไม่ชอบใจ นั้นเป็นศักยภาพของการมองเห็นใช่ไหม ตอบ ไม่ใช่ แต่นั่นเป็นศักยภาพของเจตจำนงหรือความปรารถนา ศักยภาพอันไหนที่ทำให้เกิดการเปิดหูปิดหู ศักยภาพอันไหนที่สร้างให้เราอยากรู้อยากเห็น และก็ค้นคว้าสอบถาม ให้มีการสอบถามหรือเราสามารถกล่าว หรือในทางตรงกันข้ามก็เป็นคนหูหนวก และไม่ตอบสนองสิ่งที่คนอื่นพูดนั้นเป็นศักยภาพของการได้ยินใช่ไหม ไม่ใช่ แต่มันเป็นศักยภาพแห่งเจตจำนง มันทำให้ตัวมันเองให้มีอยู่ ศักยภาพในส่วนตา ผู้ที่ตาบอด หูหนวกก็ไม่สามารถสังเกตเห็นอะไรต่าง ๆ นอกจากตำแหน่งในสิ่งที่กำหนดให้มาเป็นผู้รับใช้พระเจ้า หรือให้ความช่วยเหลือปฏิบัติตัวเองอย่างเดียว เห็นอย่างชัดเจน และก็สามารถแยกแยะคุณค่าของคนที่เหลืออยู่ได้ ข้าพเจ้ากล่าวว่า เจตจำนงได้บอกทุก ๆ สิ่ง แต่สูงส่ง แต่ไม่ใช่ตัวมันเองใช้ไหม เมื่อเราลืมตา ตาสามารถทำอย่างอื่นนอกจากเห็นได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าเราควรจะมองภรรยาของใครคนใดคนหนึ่งก็ตาม ด้วยกิริยาอันหนึ่งอันใดก็ตา อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจ ศักยภาพของเจตจำนงหรือความปรารถนา ไม่ว่าเราควรที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูดหันหรือไม่ก็ตาม ถ้าพวกเราเชื่อ เราก็ควรดำเนินชีวิตตามนั้นหรือไม่ แล้วอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เราเชื่อเช่นนั้น มันไม่ใช่ศักยภาพของเจตจำนงใช่หรือไม่ อีกครั้งศักยภาพที่แตกต่างกัน ศักยภาพในการโน้มน้าวจิตใจ และคำพูดที่เสริมแต่งเข้ามา ถ้าศักยภาพที่เฉพาอย่างเช่นนั้น มันจะมีศักยภาพอะไรมากไปกว่าการเสริมถ้อยคำ และการเตรียมการแสดงเหมือนที่ม้วนผมใช่ไหม มันมีอะไรมากไปกว่าการเสริมคำพูด แต่ไม่ว่าดีกว่าที่จะพูดหรือเงียบ หรือพูดให้ดีในเรื่องนี้หรือในกิริยาอาการเช่นนั้น ไม่ว่าการกระทำนี้เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม และการใช้ และประโยชน์ของแต่ละสิ่ง แล้วอะไรเล่าเป็นสิ่งตัดสินใจให้เราถึงศักยภาพแห่งเจตจำนง ความปรากฏอย่างเดียวใช้ไหม ดังนั้นอะไรที่ทำให้ปรากฏ ข้อพิสูจน์บัญญัติ 10 ประการของโมเสส และรับภาระที่พิสูจน์ต่อตัวมันเองนี้หมายถึงอะไร ถ้าเป็นอย่างนั้น สิ่งที่รับใช้ก็จะต้องเหนือกว่าคนล่าสัตว์ เครื่องดนตรีที่ให้คนเล่นก็เหนือกว่าคนเล่นดนตรี หรือคนรับใช้ก็เหนือกว่าพระราชา และอะไรเล่าที่มช้สิ่งทั้งหมดให้เป็นประโยชน์ และอะไรเล่าเป็นสิ่งที่ใช้ได้เป็นประโยชน์ได้ เจตจำนงใช่ไหม อะไรเล่าที่ดูแลสิ่งต่างๆ ทั้งหมด เจตจำนงใช่ไหม และอะไรที่ทำลายมนุษย์ทั้งหมด และเวลาหนึ่งอาจะถูกทำร้ายด้วยความโกรธ บางครั้งเราถูกทำร้ายโดยคนที่โกรธคนอื่น ในอีกสถานการณ์หนึ่ง เราถูกทำร้ายด้วยการถูกปล้น หรือมีวิกฤตการณ์อื่น ๆ ดังนั้นมนุษย์มีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหนือกว่าเจตจำนงนี้หรือไม่ มันเป็นไปได้อย่างไรที่สิ่งทีมีแนวโน้มที่จะยับยั้งควรอยู่เหนือกว่าสิ่งที่ไม่ใช่เจตจำนงใช่ไหม อะไรทำให้อำนาจตามธรรมชาติที่จะป้องกันศักยภาพในการเห็นได้ เจตจำนงกับการทำงานของเจตจำนงเป็นเช่นเรื่องเดียวของศักยภาพ การได้ยินได้พูดใช่ไหม และอะไรที่ทำให้อำนาจทางธรรมชาติในการที่จะงดเว้นยับยั้ง เจตจำนงนี้ไม่มีอะไรนอหเหนือจาตัวมันเอง เพราะมันเป็นเพียงแต่ว่าเจตจำนงถูกไปใช้อย่างผิด ดังนั้น เมื่อพูดถึงมันเอง มันเป็นสิ่งชั่วราย หรือเป็นสิ่งคุณธรรม เจตจำนงอย่างเดียวเป็นทั้งสิ่งชั่วรายและคุณธรรม
5.ในการกำหนดพื้นฐานทางอภิปรัชญาและทางด้านศีลธรรมของเจตจำนง, (ต้องแยกคำให้ออกกก่อน เพราะมันมีคำว่า meta physical กับ moral primacy ซึ่ง meta physical แปลว่าหลักการสำคัญในทางอภิปรัชญา และหลักการสำคัญในทางจริยศาสตร์ของเขามันเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องของ The Will หรือเจตจำนง / หลักการในทาง metaphysic หรือหลักการในทาง moral ก็ดี เกี่ยวข้องอยู่กับคำว่า The Will) เอปิคติตุสจึงเชื่อว่าเขาได้จัดการ หักล้างความเชื่อทางด้านปรัชญาของอิปิคิวรัส. หลักการที่ว่าวัตถุนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดหรือดีที่สุด และถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริง (matter ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริง : matter เป็น most excellent คือสิ่งที่เยี่ยมที่สุด และก็เป็นสิ่งที่เป็นจริง) เขาชี้ว่า, ................................เทปหมดหน้าอ่ะ ต้องยืมเพ่ตุ๊กซะแล้วน๊า.......................
6. การหลีกเลี่ยงความผิดหวังคือการหลีกเลี่ยงความคับข้องใจ และความผิดหวังในการหลีกเลี่ยงความคับข้องใจและการผิดหวังนั้นจำเป็นต้องอาศัยการควบคคุมสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายในอำนาจของเรา เช่น ทัศนคติหรือปฏิกริยาที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งต้องไม่เอาใจใส่ คือเฉยเมยกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่นอกเหนือความสามารถในการควบคุมของเรา ยกตัวอย่างเช่น ทรัพย์สิน ชื่อเสียง เอปิคเตตัสอธิบายว่า ความคับข้องใจเป็นผลมาจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ กล่าวคือ เราเข้าใจว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่เราควบคุมได้
อาจารย์อธิบายหัวข้อ 6 : การหลีกเลี่ยงให้พ้นจากความคับข้องใจ, ความทุกข์ใจ (คนเราจะหลุดพ้นจากความคับข้องใจได้นั้น) มันจะต้องอาศัยอะไร 2 ประการด้วยกัน
1. ประการแรก คือ control of those things which are in our power มีความสามารถในการควบคุมสิ่งนั้นให้อยู่ในอำนาจของเราได้ (อะไรคือสิ่งที่เราจะควบคุมให้อยู่ในอำนาจของเราได้ ก้อได้แก่ (1.)ทัศนคติของเรา (2.)การกระทำที่เราจะไปกระทำใด ๆ ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเราต้องทำได้ / การกระทำที่เราจะทำต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันนี้เราทำได้
2. ประการที่สอง คือการวางเฉยต่อสิ่งซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา (สิ่งใดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เราก็ต้องวางเฉย) เพราะสิ่งนั้นมันเป็น externals คือมันอยู่ภายนอก อย่างเช่น ความร่ำรวย ชื่อเสียง
อาจารย์ : เอปิคติตัสจึงอธิบายความทุกข์ในฐานะที่เป็นผลของการตัดสินในสิ่งต่างๆ ที่มันผิดพลาด ทำไมคนเราจึงเกิดความทุกข์??? เอปิคเตตัสบอกว่า เพราะเราตัดสิน, เราวินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ ผิด การที่เราวินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ ผิดจะทำให้เราเกิด frustration ขึ้นมา ในวิถีทางนั้นมันจะนำเราไปสู่ (จบ) เพราะการตัดสินใจที่ผิดมันก็คือนำเราไปสู่การพยายามที่จะควบคุมสิ่งซึ่งมันควบคุมไม่ได้ (จริง ๆ แล้วมันไม่สามารถที่จะควบคุมได้ เพราะความพยายามในการที่จะเข้าไปควบคุมในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ มาจากการตัดสินที่ผิดพลาด / ความเข้าใจที่ผิดพลาดของเรา)
อาจารย์ : โดยสรุปก็คือ วิธีการมองความทุกข์ของคนเราจะไม่เหมือนกัน ตามทรรศนะของเอปิเตตัสเขาบอกว่า คนเราจะหลีกพ้นจากความทุกข์และความเสียใจได้ก็ต่อเมื่อ / ได้อย่างไร / ด้วยวิธีการอะไร
1. ความสามารถในการควบคุมสิ่งที่อยู่ในอำนาจของเราได้ ตัวอย่างเช่น ทัศนคติ, ปฏิกิริยาที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ (reaction กับสิ่งเหล่านั้น)
2. การวางเฉยต่อสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เช่น ความร่ำรวย, ชื่อเสียงเราควบคุมไม่ได้ เราก็เฉย ๆ เพราะถ้าเราไม่เฉยเราก็จะมีความทุกข์
(ย่อหน้าแรกของประเด็นที่ 6) มีคำว่า within กับ beyond ซึ่งมันตรงข้ามกัน แสดงว่าเขาพูดถึง 2 ประเด็นใหญ่ ๆ คือสิ่งที่อยู่เหนือ within และ beyond, ถ้าสิ่งที่เป็น within เราจะจัดการอย่างไร และสิ่งที่เป็น beyond เราจะจัดการอย่างไร คือเราจัดการกับสองสิ่งนี้ให้ถูกต้อง ถ้าเราจัดการกับสิ่งที่ within กับ beyond ได้ถูกต้องแปลความว่าเราก็จะพ้นจากความ frustration และการ dissapointment (ความทุกข์) เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่า ตัวที่เป็น within หรือสิ่งที่อยู่ภายในตัวเราคืออะไร Within our power...ก็คือทัศนคติ, เป้าหมาย, จุดประสงค์, ความปรารถนา, ความเกลียดชัง และคำพูดสั้น ๆ ก็คือ อะไรก็ตามหรือกิจการใด ๆ ก็ตามที่เป็นเรื่องของเราเองก็ถือว่าเป็น within หมด / Beyond our power...ก็คือร่างกาย, ทรัพย์สิน, ชื่อเสียง, ที่ทำงาน และโดยสรุปก็คือ สิ่งอะไรก็ตามที่มันไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเรา ถ้าความปรารถนา ตัณหา ความอยาก ความกระสัน เหล่านี้เป็น within แต่ถ้าสิ่งนี้มันอยู่นอกตัวเรา มันก็เป็น beyond - เพราะฉะนั้น ทั้งสองนี้เราจะจัดการอย่างไร ??? เพื่อที่มันจะทำให้เราพ้นจากความทุกข์ เราจะจัดการอย่างไร ???
สิ่งที่อยู่ภายในตัวเราโดยธรรมชาติแล้วมันเป็นอิสระ, ไม่ถูกจำกัด, และเป็นสิ่งที่ไม่ถูกขัดขวาง, แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของเรานั้นจะเป็นสิ่งที่อ่อนแอ และมันจะต้องพึ่งพาอาศัย และมีความจำกัด. แสดงว่าความปรารถนานั้นไม่จำกัด, มันอยู่ในตัวเรามันไม่จำกัด, มันไม่ถูกขัดขวางด้วย แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่อยู่นอกตัวเรากลับเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งและเป็นสิ่งที่จำกัด และมีการผันแปร (ต่อไปนี้อยู่ในชีทของเพ่ตุ๊ก) ดังนั้น ขอให้จำว่าถ้าคุณเชื่อว่าอิสระภาพ หรือความมีอิสระภาพต่อสิ่งต่าง ๆ นั้น โดยธรรมชาติต้องอาศัยสิ่งอื่น และคุณก็ถือสิ่งของที่เป็นของคนอื่นเป็นของคุณเอง คุณก็จะขัดขวาง คุณก็จะเสียใจ และไม่สบายใจ คุณจะพบความผิดพลาดเกี่ยวกับพระเจ้าและตัวมนุษย์ แต่ถ้าคุณถือเอาเฉพาะสิ่งของที่เป็นส่วนตัวของคุณเอง และพิจารณาสิ่งของของคนอื่น เช่น อย่างที่มันเป็นจริง ๆ เมื่อนั้นก็จะไม่มีใครขู่เข็ญคุณได้ ไม่มีใครที่จะจำกัดคุณ และคุณจะไม่พบความบกพร่องกับใคร ๆ เลย คุณก็จะไม่กล่าวหาใคร และคุณก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเจตจำนงของคุณเอง และไม่มีใครทำให้คุณเสียใจ คุณจะไม่มีศัตรู หรือคุณก็จะไม่เป็นทุกข์ใด ๆ เลย
ดังนั้น เมื่อเรามุ่งไปสู่สิ่งที่ยอดเยี่ยมเช่นนั้นแล้ว ขอให้จำว่าคุณก็จะต้องไม่ทำตัวคุณเองให้เป็นไปตามความชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องหยุดสิ่งที่เราบรรลุผลที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งอื่น ๆ แต่คุณจะต้องปลดเปลื้องสิ่งต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง แต่ถ้าคุณมีสิ่งเหล่านี้แล้ว และเป็นเจ้าของอำนาจและทรัพย์สินเช่นเดียวกันแล้ว คุณอาจจะขาดสิ่งที่อยู่ถัดมาในการแสวงหาอันที่อยู่เมื่อก่อน และคุณจะไม่ได้รับสิ่งนั้น โดยเมื่อความสุขอย่างเดียว ความมีอิสระอย่างเดียว เมื่อคุณได้รับความสุข ความอิสระเช่นนั้นมาก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราแสวงหาที่สามารถกล่าวถึง รูปร่าง หน้าตา ที่เป็นที่ไม่ชอบใจว่า คุณเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก และโดยความเป็นจริงแล้วไม่มีสิ่งใดที่เป็นจริงเลย และต่อจากนั้นก็ตรวจสอบรูปลักษณ์ภายนอกนั้น โดยสิ่งที่ควบคุมคุณเองไว้ทั้งส่วนแรกและส่วนมาก โดยทำนองนี้ ไม่ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในอำนาจของเราก็ดี ไม่ว่าถ้าเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนืออำนาจของเราและได้เตรียมเอาไว้ ทั้งพูดว่า มันไม่มีอะไรสำหรับคุณเลย ขอให้จำว่า ความปรารถนานั้นต้องการที่จะบรรลุถึงสิ่งที่คุณปรารถนา และความรังเกียจนั้นเราต้องการที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรารังเกียจ เพราะผู้ที่ไม่สามารถได้ในสิ่งที่ตัวเองปรารถนานั้นก็จะผิดหวัง และเขาผู้ที่ได้รับวิ่งที่รังเกียจนั้นก็จะเป็นผู้เคราะห์ร้าย ถ้าเป็นดังนั้น คุณก็เพียงแค่หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ปรารถนาที่ควบคุมได้ คุณก็จะไม่ได้รับอะไรบางอย่างที่คุณงดเว้น แต่ถ้าคุณหลีกเลี้ยงความเจ็บปวด ความยากจน ความตาย คุณก็จะเลี่ยงในการเป็นผู้เคราะห์ร้าย ดังนั้น ในการจำกัดความรังเกียจจากสิ่งต่าง ๆ นั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา และเปลี่ยนมันให้เป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาซึ่งอยู่ภายในอำนาจของเรา เพราะว่าเราปรารถนาอันใดอันหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเรา คุณก็จะต้องผิดหวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณก็ยังไม่สามารถทำสิ่งที่อยู่ในอำนาจของคุณให้มั่นคงไว้ได้อีกด้วย และเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ดังนั้น ที่ใดก็ตามที่มันเป็นโดยภาคปฏิบัติสำหรับคุณที่จะแสวงหา และหลีกเลี่ยงสิ่งอันใดอันหนึ่ง และทำสิ่งนั้นด้วยการไตร่ตรอง รอบคอบ สุภาพ รู้จักประมาณ
7. อาจารย์ : IF free, เขาอธิบายว่า free คือ ความสุขของแต่ละคนนั้นถูกจำกัดอยู่ ความปรารถนาของเขาต่อส่องซึ่งขึ้นอยู่กับเจตจำนงของเขาเอง และความประสานสอดคล้องกับเจตจำนงของพระเจ้า ดังนั้น แม้ความตายก็ถือเป็นเรื่องเล็กน้อง อีกนัยหนึ่งคือ คนที่จะมีความสุขได้จะต้องขีดวงจำกัดความปรารถนาของเขาต่อสิ่งซึ่งเกี่ยวขจ้องกับเจตจำนงของเขาเอง และสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกันกับเจตจำนงของพระเจ้า / คนที่จะมีความสุขได้ เจตจำนงของเขาต้องสอดคล้องกับเจตจำนงของพระเจ้า
1. จำกัดเจตจำนงของตัวเองเอาไว้
2. เจตจำนงของตัวเรานั้นจะต้องสอดคล้องกับเจตจำนงของพระเจ้า
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วแม้ความตายก็จะไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัว หมายความว่าพระเจ้าอยากให้เราตายเราก็ตาย ความตายไม่ใช่ของที่น่ากลัว.
สำหรับทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสมต่อเหตุการณ์เช่นนั้นก็จะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องหลักการเกี่ยวกับความวางเฉย (อุเบกขา), ความสามารถในการสู้กับสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่หวั่นไหว. เอปิคเตตัสโต้แย้ง (ถกเถียง) ว่า, เหตุการณ์ภายนอกทั้งมวลซึ่งดำเนินมาจากเจตจำนงของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลที่จำเป็น / มันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่เป็นเหตุเป็นผล, และดังนั้น, เมื่อธรรมชาติเป็นไปอย่างนั้น เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจัดการ เราควบคุมไม่ได้ ความตายเป็นเรื่องปกติ ฝนตกเป็นเรื่องปกติ แต่การที่เรามีความทุกข์เมื่อเราเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้เพราะว่าเราตัดสินมันผิด ถ้าเราตัดสินหรืออธิบายสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง เราก็จะไม่เกิดคามทุกข์ เช่น โลธรรม 8 ในพุทธศาสนา ได้ลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งธรรมชาติที่เกิดขึ้นมา เราหลีกเลี่ยงไม่ได้. สำหรับเอปิคเตตัสแล้ว มันเป็นไปอย่างนั้น มันถือว่ามันมีเหตุผลของมันในการที่มันเป็นไปอย่างนั้น แต่ปัญหาก็คือ การที่คนมีความทุกข์เพราะคนตัดสินผิด ซึ่งการ Judgement ผิดก็คือการอธิบายสิ่งเหล่านี้ หรือความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ผิด ซึ่งจะนำไปสู้ความทุกข์ โลกธรรม 8 ก็เช่นกัน...ม่ายด้ายยินเลยอ่ะ... นำไปสู่ความทุกข์ได้ถ้าเราจัดการกับมันไม่ถูก. เพราะฉะนั้น (One should accept) คนเราก็ควรที่จะยอมรับหลักการวางเฉยในสิ่งที่มันได้มาสู่ชีวิตของเราอย่างเราไม่ได้เรียนเชิญมันมา (invitable มันเกิดขึ้นมาโดยที่เราหนีไม่พ้น). เพราะฉะนั้น ไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าสะพรึงกลัวถ้าเรามีหลักคิด, ทรรศนะที่ถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้น หรือเรามีทรรศนะที่ถูกต้องต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.
ขอให้จำไว้ว่า ธรรมชาติของมันจะเป็นเช่นนั้น เคยเป็นเช่นนั้น และจะเป็นเช่นนั้น หรือไม่ก็เป็นไปตามสรรพสิ่งต่าง ๆ ควรที่จะเป็นอีกอย่างหนึ่งนอกจากที่มันเป็นอยู่ปัจจุบัน และสิ่งนั้นไม่เฉพาะแต่มนุษย์ หรือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นที่ที่อยู่ภายใต้โลก หรือโลกที่มีส่วนรวม การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวนี้ แต่ยังหมายถึงพระเจ้าเป็นผู้หยั่งรู้สรรพสิ่งอีกด้วย แต่ที่จริงแล้วจะธาตุทั้ง 4 เคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป โลกก็จะกลายเป็นน้ำ กลาเป็นอากาศ และอีกเหตุการณ์หนึ่ง โลกก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นสิ่งอื่น ๆ การเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเดียวกันนั้นก็จะเกิดจากสิ่งต่าง ๆ นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาแล้ว สิ่งที่อยู่ข้างล่าง ใครก็ตามที่พยายามกลับจิตใจของเขาเข้ามาสู่ประเด็นนี้ หรือควบคุมตัวเองเพื่อให้ได้รับความปรารถนาที่ไม่อาจหลีกเลี้ยงได้ ก็จะดำเนินชีวิตของเขาผ่านไปได้ด้วยความสำรวมจากการรู้จักประมาณและความสามัคคี ขอให้จำว่า คุณเป็นนักแสดงคนหนึ่งในละครที่คนเขียนคนหนึ่งเลือกเรามา ถ้าบทละครนั้นสั้น ดังนั้นคุณก็จะแสดงอยู่มนช่วงสั้น ไ ถ้าบทละครนั้นยาว คุณก็จะแสดงในฉากที่ยาว ๆ ถ้าคนเขียนมีความพอใจเกิดขึ้นว่า คุณควรแสดงเป็นคนจน เราก็จะเห็นได้ว่าคุณแสดงนั้นได้ดี หรือในฐานะเป็นคนพิการ หรือคนปกครอง หรือพลเมืองประชาชนธรรมดา เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องแสดงให้ดีตามบทที่คุณได้มา แต่การเลือกบทบาทเป็นของคนอื่น คุณได้ยินคนชั่วคนหนึ่งพูดว่า ให้คนจนตายไปเสีย ดังนั้น พ่อแม่เขาก็ตาย แต่เขาถูกตัดขาดในช่วงชีวิตที่รุ่งเรืองและไปอยู่ต่างประเทศ ขอให้สังเกตว่า แนวทางที่ตรงกันข้ามนี้ ให้งดเว้นความประทับใจเช่นนั้น เมื่อต่อต้านกับวัฒนธรรมที่ตรงกันข้าม หรือว่าการใช้เหตุผลอย่างชาญฉลาด และวิธีการให้เหตุผล และการใช้ และการฝึกฝนการใช้เหตุผลอย่างสม่ำเสมอต่อการปรากฏที่ยังน่าสงสัย เราจะต้องทำความมั่นใจให้กระจ่างชัดอย่างมีปฏิภาณ พร้อมที่จะใช้ เมื่อความตายปรากฏข้างในฐานะที่เป็นสิ่งชั่วร้าย เราก็ควรที่จะยอมรับในทันทีทันใดนั้นว่า ความชั่วมันเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่ความตายนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลียงไม่ได้ เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม หรือเราจะหนีไปที่ไหนเพื่อหลีกเลี่ยงความตายได้ไหม ข้าพเจ้าจะสามารถหนีรอดพ้นความตายไปที่ไหนได้ ขอให้แสดงสถานภาพผู้คนที่ข้าพเจ้าอาจให้ความช่วยเหลือ ผู้ที่ไม่ถูกความตายครอบงำแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นว่า ความสนใจที่จะหลีกเลี่ยงความตายนั้น ถ้าไม่มีสถานที่เช่นนั้น บุคคลเช่นนั้น แล้วคุณอยากให้ข้าพเจ้าทำอะไร ข้าพเจ้าไม่สามารถหลีกหนีไปจากความตายได้ และข้าพเจ้าสามารถหลีกหนีความกลัวตาย ข้าพเจ้าต้องตายอย่างน่าสยดสยอง และด้วยความทุรนทุรายใช่ไหม และเหตุของกำเนิดของโรคทุกชนิดอยู่ในความปรารถนา เพื่ออะไรบางอย่างก็ไม่สามารถบรรลุได้ ภายใต้อิทธิพลของสิ่งนี้ ที่อยู่ภายในให้สอดคล้องกับความโน้มเอียงของข้าพเจ้าเอง ถ้าเราทำสิ่งที่อยู่ภายนอกให้สอดคล้องกับแนวโน้มของตัวเราเอง ข้าพเจ้าก็จะทำสิ่งนั้น ถ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้นข้าพเจ้าก็จะคั่วลูกตาเขา มีแนวโน้มที่จะทำลายใครก็ตามที่จะทำร้ายข้าพเจ้า เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ได้ทนต่อถูกกีดกันจากความดี และไม่ทนต่อการตกไปในสิ่งชั่วราย ดังนั้น ในที่สุด เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไม่สามารถควบคุมเหตุการณืหรือหลั่งน้ำตาของผู้ที่ขัดขวางข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าก็จะนิ่ง และนอนกรน และหลั่งน้ำตาของผู้ผ่อน และด่าว่าคนที่ข้าพเจ้าด่าได้ เทพเจ้าซีอุส และเทยพดาอื่น ๆ ที่เหลือ เพราะท่านเหล่านั้นมีความหมายอะไรต่อข้าพเจ้า ถ้าเทพเจ้าเหล่านั้นไม่ได้ดูแลข้าพเจ้าเลย คนเราอาจจะไม่สบายใจไม่ใช่เพราะเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เท่านั้น แต่อาจไม่สบายใจโดยมีความคิดที่เรารับสิ่งต่าง ๆ เข้ามา ความตายจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวอะไรเลย แต่ความน่ากลัวก็ยังมีอยู่ในความคิดเกี่ยวกับเรื่องความตายของเรา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่ากลัว เมื่อใดก็ตามที่เราถูกขัดขวาง หรือถูกรบกวน หรือเศร้าโศกทุกข์ใจ ก็ขอให้เราคิดว่ามันเป็นของคนอื่น ให้คิดว่าเป็นของเราเองนั้นก็คือว่ามันอยู่ในความคิดของเราเอง การกระทำของคนที่ไม่ได้เคยรับการฝึกฝน การที่จะตำหนิติเตียน เขาก็จะได้รับการตำหนิตัวเองและเมื่อเขาได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว เขาก็จะไม่ตำหนิทั้งตัวเขาเองและคนอื่น ใช่ว่าความปรารถนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ทุก ๆ อย่างนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามที่คุณต้องการ แต่ก็ขอให้ปรารถนาในสิ่งนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นตามที่มันเกิดขึ้นได้และคุณก็จะสบายใจ
8. เอปิคเตตัสสังเกตเห็นว่า ผู้ที่ยอมต่อข้อจำกัดกำลังของมนุษย์และการที่คนเรานั้นไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ย่อมไม่โศกเศร้าเมื่อพวกเขาประสบกับความโชคราย หรือเมื่อประสบกับเหตุกาณ์อื่น ๆ
อาจารย์อธิบายหัวข้อ 8 : เอปิคเตตัสให้ข้อสังเกตว่า ผู้ที่ยอนยอมต่อข้อจำกัดทางกำลังของมนุษย์ (เราต้องยอมรับว่ามนุษย์มีขอบเขตหรืออำนาจจำกัด) 1.คนที่ยอมรับในความจำกัดในอำนาจของมนุษย์ และ 2.ยอมรับในสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยง (และยอมรับว่าคนเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงสองตัวนี้ได้) จะไม่นำเราไปสู่ความโศกเศร้าเมื่อพวกเขาประสบต่อความโชคร้ายหรือเหตุการณ์อื่น ๆ
ท่านปลัดอำพรสรุป : เอปิคเตตัสได้รับอิทธิพลมาจากเซโน และหลักการทของเซโนหลักใหญ่ก็คือ การขจัดตัณหาราคะ, พยายามที่จะปลงตกให้ได้ และประเด็นของเขาก็คือวินัยในการควบคุมตนเอง. สิ่งจริง ๆ ก็คือเราจะปฏิบัติอย่างไรที่จะทำให้ชีวิตของเราหลุดพ้นไปจากความทุกข์โศก เขาได้เสนอว่า ถ้าเราไม่ยึดติดอยู่กับความทุกข์ ความทุกข์ก็จะไม่ติดตามเรา เพราะฉะนั้นเราต้องทำความเข้าใจให้รู้เท่าทันตัวทุกข์ด้วย. ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากเราเท่านั้น แต่มันเกิดกับทุกคน แต่เราจะมีวิธีเลือกย่างไรที่จะขจัดทุกข์นั้น. เราอย่าได้น้อยใจกับโชคะตาของเราเลย ที่สำคัญที่สุดก็คือ จงรักษาสุขภาพของเราให้ดีก็แล้วกัน.
9. เอปิคเตตัสสนับสนุนให้ดำรงชีวิตด้วยการรู้จักควบคุมตนเอง นั่นก็คือว่า การควบคุมความอยากของตัวเอง และการมีอารมณี่ดี ไม่ใช่ความยากจนที่เป้นเหตุให้เกิดความโศกเศร้า แต่เป็นเพราะความโลภที่มีมากจนเกินไป โดยเห็นว่า ไม่มีอะไรจะชั่วร้าย (ต่ำช้า) ไปกว่าความใคร่ทรงกามารมณ์ การได้เปรียบ และความป็นผู้เกียจคร้าน ไม่มีอะไรสูงส่งหรือประเสริฐไปกว่าความเป็นผู้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความอ่อนโยน และความเป็นผู้ใจบุญสุนทาน แรกรเม ท่านได้เตือนเราไม่ให้ตนเป็นเหยื่อโดยความปรารถนาที่จะดำรงชีวิตอยู่แบบสนุกสนาน
อาจารย์อธิบายหัวข้อ 9 : เอปิคเตตัสได้สนับสนุนการมีชีวิตที่ควบคุมตนเอง นั่นก็คือการเป็นนายของความปรารถนาของเรา (เราเป็นนายของความปรารถนาของเรา และการที่เราได้ถือครองคุณความดีภายในจิตใจเรา) และเรามีความรู้สึกทางด้านคุณธรรม หรือการมีคุณธรรมอยู่ในจิตใจของเรา (สรุป : 1.กาควบคุมตนเอง คือเป็นนายเหนืออารมณ์ของเรา 2.การมีคุณธรรมในจิตใจของเรา)
It is not poverty that...ไม่ใช่ความจนหรอกที่ทำให้เกิดความโศกเศร้า แต่เพราะความโลภ, ความปรารถนาที่ไม่มีที่สิ้นสุดต่างหากที่ทำให้เกิดความโศกเศร้า
Nothing...ไม่มีอะไรที่เป็นวิถีทาง (วิธีการ) ที่ชั่วร้ายไปกว่าการรักใน / ไม่มีอะไร (สิ่งใด) ที่จะน่ารังเกียจ (ชั่วราย) ไปกว่าความรักในการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสนุกสนานหรือสะดวกสบาย (the love gain คือความรักที่จะได้สะสม / ได้มา / ความปรารถนาที่อยากจะได้เพิ่มเข้ามา - indence คือความเกียจคร้าน). เหล่านี้ความคืออะไรที่ชั่วร้ายไปกว่า ต่อไปคือไม่มีอะไรที่ประเสริฐไปกว่า.
ไม่มีอะไรที่ประเสริฐไปกว่าการมีความเมตตา แปลว่าไมีมีอะไรสูงส่งหรือประเสริฐไปกว่าความเป็นผู้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเป็นผู้มีใจบุญสุนทาน. แรกเริ่ม / ในตอนแรกเขาได้เตือนเราให้ต่อต้าน / ผลักดัน / ไม่เห็นด้วย / ขัดขวางต่อการตกไปเป็นเหยื่อของชีวิตที่เห็นแก่การสะดวกสบายสนุกสนาน.
ท่านปลัดอำพรสรุป : ในหัวข้อนี้เขาได้รับอิทธิพลมาจากเซโนในเรื่องของ "คนดี" ก็คือคนที่อาศัยอยู่ตามเค้าโครงของธรรมชาติดังที่เราได้อธิบายมาแล้วในข้อ 4 ซึ่งเชื่อในกฎธรรมชาติ และกำหนดหน้าที่ของเขาด้วยการอธิบายเหตุผลของจักรวาล.
นักปรัชญาพวกนี้ผู้ซึ่งคิดพอใจที่จะอยู่แบบธรรมชาติของมนุษย์ เพียงแต่การตกลงกันเกิดจากธรรมชาติของรัฐ เกิดจากความยุติธรรม ความรู้จักประมาณ และอิสรภาพ และยินดีในสิ่งที่ธรรมชาติให้แก่ตน. เอปิคเตตัสกล่าวว่า, การไม่ยินดีในสิ่งของตนซึ่งเป็นความดีสูงสุด ธรรมชาติได้ให้.....ม่ายด้ายยินอ่ะ.....นั้นถูกครอบงำด้วยความละอาย ด้วยความคิด: และฉันได้แสดงคำพูดท่าทางออกไป ความโกรธไม่ใช่สาเหตุของความรู้สึกในใจเหมือนความดี และความสิ้นสุดของชีวิต ถ้าคนเราตายไปกับความพอใจของคุณ เกี่ยวกับงานที่คอยและเวลาว่างของคุณ และนำมาซึ่งวิธีการที่จะ.....ม่ายด้ายยินเลยอ่ะ.....คุณจงมีชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติ และปรนนิบัติตนให้เหมาะสมกับธรรมชาติ.
10. เมื่อท่านได้ให้คำเตือนว่า ลัทธิสุขนิยมเป็นคำสอนที่ไม่ถูกต้อง เอปิคเตตัสบอกพวกเราว่า หลัก 2 ประการที่เราควรมีให้พร้อมอยู่เสมอ ก็คือ ไม่มีอะไรดีหรือชั่วที่คงมีอยู่ในเจตจำนง และไม่ว่าเราไม่ต้องเป็นผู้นำเหตุการณ์ต่าง ๆ คือควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น เพียงแต่คอยดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเท่านั้น (ไม่กำหนดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแต่เราตามมันไป) เมื่อเราใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้ ปัจเจกชนที่ฉลาดก็จะรักษาคุณธรรมซึ่งเป็นการควบคุมที่แท้จริงของพวกเราเอาไว้ และเป็นสาเหตุแห่งความสงบสุขภายในใจ และพวกเขาก็จะหลีกเลี่ยงความผิดหวัง ความไม่สบายใจซึ่งทำให้ผู้ที่แสวงหาสิ่งต่าง ๆ ภายนอกเช่น ชื่อเสียง เกียรติยศ และทรัพย์สมบัติเกิดความทุกข์ขึ้นมาได้
อาจารย์อธิบายหัวข้อ 10 : เมื่อท่านได้ให้คำเตือนว่า สุขนิยมเป็นหลักการที่ผิดพลาดนั้น เอปิคเตตุสก็บอกกับเราว่า (เอปิคเตตัสได้ให้เหตุผลว่าสุขนิยมเป็นหลักการที่ผิดพลาดอย่างไร) มีหลักอยู่ 2 ประการ ซึ่งเราควรที่จะมีอยู่อย่างสม่ำเสมอ / มีพร้อมอยู่เสมอ ก็คือ ไม่มีอะไรดีหรือชั่วที่ควรมีอยู่ในเจตจำนง (แสดงว่าไม่มีอะไรดีหรือชั่วในเจตจำนง / เจตจำนงไม่ดีหรือชั่ว / ไม่มีสิ่งใดดีหรือชั่วที่มีอยู่ในเจตจำนงของเรา)
ทวน ๆ ก็คือหลักสองประการ คือ
(1.) ไม่มีอะไรดีหรือชั่วที่คงมีอยู่ในเจตจำนง
(2.) เราไม่ต้องเป็นผู้นำเหตุการณ์ต่าง ๆ คือควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น หากเพียงแต่คอยดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นเท่านั้น (not to lead event หมายความว่า เราอย่าไปคาดหวัง เพราะการคาดหวังแสดงว่าเหตุการณ์นั้นมาตามหลังเรา เรา lead หรือเรานำไปก่อนแล้ว แล้วเราคาดหวังว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราอย่าไป lead แต่ให้ follow ก็คือเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเราก็ยอมรับให้สภาพของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เพราะฉะนั้นหลักของมันก็คือการวางเฉย อย่าไปเร่งหรือปรารถนาอะไร แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ยอมรับสภาพที่มันเกิดขึ้นมานั้นได้
ตามหลักของเอปิคเตตัส เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นมาเราอย่าไปปรารถนา อย่าไปคาดหวัง อย่าไปนำหน้ามันก่อน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเรารับสภาพนั้นได้ แต่ถ้าเราไป lead มัน และถ้ามันเกิดขึ้นมา แล้วปรากฏว่าเราผิดหวังหรือไม่ได้ตามหวัง เพราะเราคาดหรือ lead ไว้ เพราะฉะนั้นการคาดแสดวงว่าเรา lead มันแล้วว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นหลังจากที่เรา lead เอไว้หรือหวังเอาไว้แล้ว แต่เราควร follow ก็คือเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วเรายอมรับสภาพได้ว่าดีหรือเลว
การใช้กฎนี้, คนที่ฉลาดก็จะป้องกันตนเอง (เราไม่ต้องเป็นผู้นำเหตุการณ์นั้น เพียงแต่ตามมันไปเท่านั้น) เมื่อใช้หลักการเหล่านี้, ปัจเจกบุคคลที่ฉลาดก็จะรักษาคุณธรรมซึ่งเป็นการควบคุมที่แท้จริงของพวกเขาเอาไว้ / ปัจเจกชนจะฉลาดที่จะปกป้องหรือรักษาคุณธรรมตรวนี้เอาไว้ ซึ่งคุณธรรมตรงนี้ (which are their) เป็นสิ่งที่ควบคุมที่แท้จริงของพวกเขาไว้ หมายความว่า เป็นคุณธรรมที่เที่ยงแท้อย่างเดียวเท่านั้นที่เขาควรจะมีเอาไว้ คุณธรรมที่แท้จริงอันเดียวที่เขาควรจะต้องมี และสิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นที่มาของความสุขทางจิตใจของเขา และพวกเขาก็จะพ้นจากความผิดหวังและความทุกข์หรือความไม่สบายใจ ซึ่งทำให้ผู้ที่แสวงหาสิ่งต่าง ๆ ภายนอก เช่น ชื่อเสียง เกียรติยศ และทรัพย์สมบัติเกิดความทุกข์ขึ้นมา
สรุปได้ว่า หลัก 2 ประการที่ว่าก็คือ ในเจตจำนงของเราไม่ดีไม่ชั่ว และเราไม่ควรที่จะคาดหวังอะไรที่มันเกิดขึ้นมา แต่เราควรที่จะยอมรับสภาพต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา อย่าไปคาดหวัง แต่เราต้องยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้น การใช้ทั้งสองกฎนี้ก็จะทำให้คนเรา และจะป้องกันความดีในชีวิตของคนเรา - หลักการดังกล่าวนี้ทางพุทธศาสนาว่าอย่างไร ?
ท่านภาสกรณ์ : มีพุทธพจน์บทหนึ่ง คนเราไม่จำเป็นต้องคิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และไม่จำเป็นต้องไปคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
อาจารย์ : สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเราก็ตามมันไป อย่าคิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และอย่าไปกังวลกับอดีตเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วหรือกำลังเผชิญอยู่ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติดกับมัน แต่ให้มองดูมัน และทำใจให้เป็นกลาง
ท่านปลัดอำพรสรุป : ปัจเจกชนทั้งหลายจะปกป้องคุณธรรม ซึ่งเป็นสมบัติที่แท้จริงของพวกเรา และเป็นที่มาของจิตสงบ และพวกเราจะต้องหลบหลีกซึ่งความเศร้า และสิ่งที่ไม่เจ็บไม่ปวด เขาเชื่อว่าชีวิตที่ดำเนินตามหลักของเหตุผลนั้นเป็นคุณธรรม และสิ่งที่เป็นเปลือกนอกที่จะมารบกวนต่อความซื่อสัตย์และความสมบูรณ์
เมื่อคุณทำอะไรสักอย่างหายไป แน่นอนคุณคงคิดเสมอว่าจะได้อะไรมาแทนมัน ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ได้ม้ามาแทนลา ได้วัวมาแทนแกะที่มันหายไป นับว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามากเราก็จะไม่คิดอะไร แต่ถ้ามันมีค่าน้อยกว่าลาที่หายไป ของที่มันหายไปดูจะมีคุณค่า การทำบางอย่างเพื่อเงิน สิ่งที่รับก็คือความพร่ามัว ความอ่อนน้อม
.ที่ราบเรียบ.
ของคุณค่าเป็นสิ่งที่ควรทำ ขณะเดียวกันก็ควรพิจารณาการใช้เวลาของตนให้คุ้มค่า แม้ทั้งหมดนี้คุณกำลัง
. คุณมีความเกี่ยวข้องกับความอ่อนน้อมถ่อมตน ความซื่อสัตย์ และความมั่นคง ความกลัว ความสงบเสงี่ยม ในช่วงสั้น ๆ ของอิสระภาพของคุณเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เพื่ออะไร หากเราพิจารณาดูให้ดีแล้ว อะไรก็ตามที่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้มาแทนที่ที่มันหายไป ถ้าคุณได้รับก็แสดงว่างนั้นมัน
.นั่นเอง
11. เอปิคเตตัสสรุปเนื้อหาสำคัญที่เหมาะสมของวิชาปรัชญา และย้ำให้เห็นความสำคัญของการนำทฤษฎีทางจริยศาสตร์มาใช้ในพฤติกรรมจริง ๆ นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ว่าเราต้องการอย่างนี้ แต่มันมีหนังสือเยอะแยะมากมายที่พูดถึงเรื่องของการให้เหตุผลในแบบสโตอิก ดังนั้นแล้วเราต้องการอะไรเล่า ? คนที่จะใช้การให้เหตุผลนั้น ก็คือผู้ที่การกระทำของเขาอาจจะแสดงให้เห็นหลักฐานต่อหลักคำสอนของเขา
อาจารย์อธิบายเพิ่มเติม : หมายความว่า การกระทำนั้นแสดงออกมาเป็นหลักฐาน เช่น พระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้น, บัญญัติให้พระใส่จีวรอย่างนี้ พระจึงใส่จีวรแบบนี้
ท่านปลัดอำพรสรุป : ในคำสอนของเขาได้สรุปเอาปรัชญาที่สำคัญไว้ 3 ลักษณะที่มนุษย์ผู้ทีความปราดเปรื่องควรจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบไปด้วย ความปรารถนา และความรังเกียจ อันเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มนุษย์ไม่ควรผิดหวังจากความต้องการภายในจิตใจของตน และไม่ควรทำให้เกิดความรังเกียจขึ้นในใจของตน ซึ่งจะเป็นประตูเปิดไปสู่ความอิจฉาริษยา และทำให้เราละเลยการรับฟังเหตุผล
ปรัชญาต่อไปนี้ก็คือ ปรัชญาที่ว่าด้วยหน้าที่ของชีวิตของเรา เป็นธรรมดาที่ชีวิตจะต้องถูกรบกวนเมื่อความปรารถนาต่าง ๆ มากระตุ้น แต่เราก็ต้องมีความรู้สึกที่มีความสมบูรณ์ในตัว คือมีความพอ
ดี รู้จักหน้าที่ของตน ให้มีความรู้สึกนึกคิดอยู่เสมอว่าเรามีหน้าที่อะไร เช่น เป็นพ่อก็ต้องทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดี มีหน้าที่ของความเป็นลูกก็ต้องทำหน้าที่ความเป็นลูกที่ดี หรือเป็นพลเมืองก็ต้องทำหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดี
ปรัชญาที่สามคือ สำหรับผู้คนแก่การเรียน ผู้ซึ่งซาบซึ้งถึงปรัชญาทั้งสองข้อข้างต้นนี้ ไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น หรือในสภาพแวดล้อมกดดัน แต่ลำพังเพียงปรัชญาอย่างเดียวไม่ได้นำมาซึ่งความเป็นมนุษย์ที่ดี แต่ปรัชญาเป็นเพียงวัตถุดิบ เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การเป็นคนที่ดีได้ เปรียบเสมือนแผ่นไม้สำหรับช่างไม้ ซึ่งเฉกเช่นเดียวกับศิลปะแห่งการใช้สี หากจะถามว่าชีวิตคืออะไร มันก็เป็นการใช้ชีวิตอยู่บนโลกของแต่ละคน ซึ่งเราอาจจะเห็นมันแต่เพียงภายนอก เช่น คนรวย ชื่อเสียง สุขภาพ ทรัพย์สมบัติ แต่ปรัชญาจะนำมาซึ่งสิทธิในการใช้ชีวิต, ในการเลือกดำรงชีวิตบนโลก เราเกิดมาโดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เกิดมาว่าเราโดนสอนมาโดยสิ่งรอบข้างและเรียนรู้มัน ซึ่งมาสรุปได้ว่า คนเราเกิดมาเรามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีติดตัวเรามา มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่ดี ซึ่งเราจะพยายามนำ sense เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในสิ่งที่เราเจอ เช่นการลองถูกลองผิด รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ
จากจุดนี้เราก็เริ่มที่จะเพิ่มความอวดดี หยิ่งทะนงในตนเองเข้ามา หรือมนุษย์ไม่รู้จักพอในสิ่งที่ตนมี มนุษย์มักจะหากฎต่าง ๆ ขึ้นมาให้กับสิ่งรอบข้าง และถ้ามนุษย์นำกฎเหล่านั้นมาใช้อย่างได้ผลก็มีการฝ่าฝืนอีก ซึ่งความจริงแล้ว เราควรหรือไม่ที่บางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ ไม่ควรที่จะกำหนดหรือถูกค้นหา แต่มันก็ต้องมีกฎบางอย่าง และทำไมเราถึงค้นพบมัน แต่ถ้าเราสามารถหากฎบางอย่างได้ เราก็สามารถรักษาความบ้าคลั่งในตัวของเราได้ และสามารถที่จะนำปัจจัยทั่วไปมาใช้ในชีวิตประจำวันได้
โดยสรุปแล้ว ความพอใจในเหตุและผลก็คือ เราเชื่อในสิ่งที่ไม่เชื่อนั้นมั๊ย สิ่งเหล่านี้ก็คือส่วนหนึ่งของปรัชญาที่ตรมกฎเกณฑ์ และนำมันมาใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด
อาจารย์ : There are three topics in philosophy, มี topic ในทางปรัชญา 3 topic ใหญ่ ๆ ซึ่งผู้ที่จะเป็นคนที่ฉลาด, เป็นคนดีต้องนำไปปฏิบัติ ก็คือปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องของความปรารถนา และความไม่พอใจ, นั่นก็คือเขาไม่ควรที่จะถูกทำให้ผิดหวัง (ถ้าปรารถนาก็อย่าให้ disappointed แต่ถ้า aversions ก็อย่าให้มัน incur) - may not be disappointed of the one ก็คือไม่อยากทำให้ถูกผิดหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (of the one ก็คือ desire) หรือไม่อยากให้มันเกิด the other - That of the pursuit and avoidance นั่นก็คืออย่างหนึ่งเราแสวงหา แต่อีกอย่างหนึ่งเราหลีกเลี่ยง (หมายความว่าถ้า desire ก็ต้อง pursuit แต่ถ้า aversions เราก็ต้อง avoidance) นั่นก็คือว่าเขาควรที่จะประพฤติปฏิบัติอย่างมีระบบมีระเบียบ และอย่างพินิจพิจารณา ไม่ใช่อย่างผลีผลาม, ไม่ระมัดระวัง หรืออย่างประมาท
สรุปทั้ง 3 อย่างที่ว่านี้ก็คือ
(1.) desire and aversions
(2.) pursuits and avoidance
(3.) integrity of mind and prudence (integrity ก็คือจิตใจที่มั่นคง หรือจิตใจที่มีความรอบคอบ)
whatever belongs to
ไม่ว่าการพิจารณาตัดสินสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็จะต้องทำด้วยความเข้มแข็ง และจิตใจที่มีความรอบคอบ
***