http://www.duangden.com
สมจศ 530 พัฒนาการความคิดทางจริยศาสตร์
[ SHES 530 Development of Ethical Thoughts ]

CHAPTER 4 EPICURUS : The Pleasant Life
 
 


***

สำนักอีพิคคิวเรียนเป็นหนึ่งของสำนักปรัชญาที่เกิดขึ้นในยุคเสื่อมของกรีกโบราณ, มันเกิดมาเพื่อบรรเทาทุกข์จากความยุ่งเหยิงทางสังคมที่กำลังเพิ่มขึ้น.ในหมู่ของปรัชญาที่เกิดมาช่วยบรรเทาทุกข์ ซึ่งปรัชญาเหล่านี้ ก็รุ่งเรืองจนกระทั่งวัฒนธรรมของกรีกโบราณถูกแทนที่โดยคริสเตียน, สำนักอีพิคคิวเรียนมีความโดดเด่นเนื่องจากคำสอนที่มั่นคง. อีพิคคิวรัสสอนเราว่าความสุขเป็นเรื่องของความสงบและความสุขนี้บรรลุได้โดยอาศัยความพึงพอใจที่เรียบง่าย ซึ่งความพึงพอใจที่เรียบง่ายนี้ต้องรักษาสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์และมีจิตใจที่สงบ. เพื่อที่จะให้อุดมคติของพวกเขาเป็นจริง พวกสมาชิกของสังคมอีพิคคิวรัสก็เลยปลีกตัวออกมาจากโลกที่วุ่นวายแล้วก็มาสนทนาเชิงปรัชญากัน.

อีพิคคิวรัส (342 หรือ 341-270 ก่อนคริสตกาล), ได้ความเป็นพลเมืองของเอเธนส์ต่อมาจากบิดามารดา, เขาเกิดและเรียนที่เกาะซาโมส ในทะเลอีเจี่ยน (Aegean), ซึ่งที่นั่นเขาใช้ชีวิต 20 ปีแรกของเขา. หลังการสวรรคตของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปี 323 ก่อนคริสตกาล, ชาวเอเธนส์ถูกขับไล่ออกจากเกาะซาโมส, อีพิคคิวรัสไปที่ Asia Minor. เขาสอนอยู่ที่นั่นหลายปี, เขากลับสู่กรุงเอเธนส์ (306 ก่อนคริสตกาล) และสอนที่สวนที่มีชื่อเสียงของเขาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต. สวนของอีพิคคิวรัสนั้นเปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อิสระจากความยุ่งเหยิงของโลกภายนอก สำหรับกลุ่มคนผู้ซึ่งรับเอาคำสั่งสอนของอีพิคคิวรัสเข้าไปในชีวิตประจำวันของพวกเขา. สวนของอีพิคคิวรัสถูกจัดเป็นโรงเรียนที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่โรงเรียนหนึ่งเทียบเท่ากับสำนัก Academy ของ Plato, Lyceum ของ Aristotle และ Stoa ของ Zeno.

มันเป็นเรื่องตลกของประวัติศาสตร์ที่คำว่า Epicure นั้นบ่อยครั้งถูกใช้ที่จะสื่อความหมายถึงผู้ที่ตระกระตระกามหรือคนที่ลุ่มหลงมัวเมา. เคยมีข้อกล่าวหาของศัตรูอีพิคคิวรัสถึงความมีหมกมุ่นในความสุขทางกาย, แต่หลักคำสอนทางปรัชญาและความมัธยัสต์และความเรียบง่ายในการดำเนินชีวตของอีพิคคิวรัสเป็นเครื่องปฎิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้อย่างดี. ความสูงส่งของบุคลิกลักษณะของเขานี้ทำให้เขาได้เป็นที่นิยมอย่างสูง. จริง ๆ แล้ว, นักเขียนประวัติศาสตร์ของนักปรัชญาโบราณ, ชื่อ ดิโอเยเนส ลาเออรติอุส (third century A.D.), ได้กล่าวยกย่องอีพิคคิวรัสดังนี้ :

มีพยานอยู่มากมายที่จะแสดงให้เห็นว่าอีพิคคิวรัส เป็นผู้ที่มีความเมตตาต่อทุก ๆ คนอย่างหาผู้เสมอเหมือนมิได้ คือท่านมีความเมตตากรุณาต่อประเทศของท่านจนประเทศของท่านได้สร้างอนุสาวรีย์ทองสัมฤิทธิ์ให้เป็นเกียรติแก่ท่าน และท่านก็มีเพื่อนฝูงอยู่มากมายจนไม่อาจที่จะบรรจุลงในเมืองทั้งหลายได้หมดสิ้น, ศิษย์ของท่านทั้งหมดยังคงซื่อตรงต่อคำสอนของท่านตลอดมา, ยกเว้นเมโตรโดรัส …ความดีของอีพิคคิวรัสทำให้เค้าเหนือกว่าเมโตรโดรัสมากมาย สำนักของอีพิวคิวรัสยั่งยืนยาวนานสืบเนื่องมาแม้สำนักอื่น ๆ มันล้มไปแล้ว มีลูกศิษย์มากมาย และก็ยังมีการสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าอีกหลายรุ่นในระหว่างลูกศิษย์. เน้นย้ำ อีพิคคิวรัสอุทิศตัวให้ความกตัญญูต่อบิดามารดา, มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่พี่น้อง, สุภาพอ่อนโยนต่อผู้รับใช้, โดยสรุปแล้วท่านมีเมตากรุณาต่อทุกคน.

แม้ว่าอีพิคคิวรัสจะเป็นนักเขียนที่มีผลงานมาก, แต่ก็มีเพียงจดหมายเพียงเล็กน้อยและเศษเสี้ยวของงานเขียนของท่านเท่านั้นที่ยังคงเหลืออยู่. (อ.เสริมว่า Fragment แปลว่างานชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ยังคงเหลืออยู่) เหล่านั้นให้ประเด็นสำคัญของทฤษฎีของท่านเรื่องวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์, ทฤษฎีเรื่องความรู้, และจริยศาสตร์. อย่างไรก็ตาม, คำสอนที่สมบูรณ์กว่าของอีพิคคิวรัสกลับไปปรากฎอยู่ในงานของลูกศิษย์ของท่าน, ผู้ที่เด่นที่สุดเป็นชาวโรมัน ชื่อ ลูเครติอุส คารุส (94-55? ก่อนคริสตศักราช). หนังสือเรื่อง De Rerum nature (ว่าด้วยธรรมชาติของสรรพสิ่ง) ของลูเครติอุสนั้นเป็นกวีนิพนธ์ที่ไพเราะและคำกล่าวที่ยอดเยี่ยมของลัทธิอีพิคคิวเรียน; ลูเครติอุส กล่าวถึงอีพิคควรัสว่า:

มีชาวกรีกคนหนึ่ง ในภาวะที่ศาสนายังมีอิทธิพลมาก ชาวกรีกคนหนึ่งลุกขึ้นมาท้าทายอย่างไม่กลัวเกรง เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า สายฟ้าฟาด ไม่ได้ทำให้เค้ากลัวแต่กลับทำให้เค้ายิ่งอยากรู้ ยิ่งอยากจะท้าทายมากขึ้น

ทฤษฎีคำสอนของอีพิคคิวรัสเกิดมาจากคำสอนของสำนักไซราเนอิกซ์ที่ตั้งโดยอริสติปปุส (435-356 ก่อนคริสตศักราช) อริสติปปุสถึงเแม้ว่าท่านจะเป็นลูกศิษย์ของโสเครติส, ท่านก็สนับสนุนหลักการสุขนิยมว่าความพึงพอใจคือความดีสูงสุด. ในขณะที่อีพิคคิวรัสและสำนักไซราเนอิกซ์มีความคิดแตกต่างกันมากในเรื่องของชีวิตที่น่าพึงพอใจ, อีพิคคิวรัสเน้นความสุขภายในใจและคนหลังเน้นความสุขทางกาย, ทั้งสองคนเห็นพ้องด้วยกันในเรื่องเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป. ทั้งสองท่านยืนยันว่าธรรมชาติของมนุษย์มีลักษณะที่ว่า คนเรามักจะแสวงหาสิ่งที่เขาเชื่อว่ามันจะให้มาซึ่งความพึงพอใจกับพวกเขามากและหลีกเลี่ยงสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าให้ความทุกข์แก่พวกเขา, และความพึงพอใจมีเป็นความดีที่มีค่าอยู่ในตัวของมันเอง และความทุกข์ก็เป็นความชั่วอยู่ในตัวของมันเอง. อีกครั้ง, ท่านทั้งสองเห็นด้วยว่า “ไม่มีความพึงพอใจอันใดเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายภายในตัวของมันเอง.” ท่านทั้ง 2 ยังกำชับให้เราเลือกความพึงพอใจด้วยความรอบคอบ, เพราะ “หลาย ๆ ครั้งวิถีทางซึ่งก่อให้เกิดความพึงพอใจบางอย่าง มันจะนำมาซึ่งความยุ่งยากในปริมาณที่มากกว่าความพึงพอใจที่ได้หลายเท่าตัว”. อีพิคคิวรัสและเอพิคติปตัสสอนว่าบุคคลผู้ที่อยากจะมีความสุขจะต้องสั่งสมความสามารถที่จะเลือกความพึงพอใจที่เหมาะสม; และ, ท่านทั้งสองก็ยังยืนยันว่า, เฉพาะการกระทำที่ส่งเสริมความสุขสำราญส่วนบุคคลเท่านั้นที่จะมีความสำคัญทางศีลธรรม. อย่างไรก็ตาม, นอกจากประเด็นนี้แล้ว, ลัทธิเอพิคคิวเรียนและลัทธิไซเรนิกซึ่มแตกต่างกัน.

ในทัศนะที่ขัดแย้งกันกับเอพิคติปปุส, อีพิคคิสรุสยืนยันว่าระยะเวลาของความพึงพอใจมีความสำคัญมากว่าความเข้มข้นของความพึงพอใจในขณะที่มีความสุข. (อ.ยกตัวอย่างว่าสมมติเรามีเงินอยู่ 100 บาท ถ้าเรากินวันนี้วันเดียว เต็มที่เลยจนหมด 100 เลย อันนี้คือ intensity แต่ duration ก็หมายความว่าเราไม่กินทั้ง 100 วันนี้แต่เรากินข้าวจานหนึง 10 บาท – 20 บาท แต่เรากินได้หลายวันหลายมื้อ อย่างนี้คือ duration, 100 เอาความพอใจที่ยืดออกไปยาวนานดีกว่าเข้ม อิ่มเต็มที่ มีความสุขพอใจมากหลังจากนั้นเลิกแล้ว อย่างสมัยก่อนนักเรียนบางคนอยู่หอ intensity ก็หมายความว่าพอเงินมาถึง 3000 บาท 5 วันเรียบร้อย อันนี้เน้น intensity ความสุข ไม่เน้นอนาคต แต่อีกคนที่เป็น duration ก็คือ 3000 นั้นก็กินทุกวันวันละ 10 บาท 20 บาทจนกระทั่งสามารถที่จะประคับประคองชีวิตของตัวเองให้ครบ 1 เดือน เพราะฉะนั้นอีพิคคิวรุสเน้นตัวหลังมากกว่า (duration) เน้นการใช้ชีวิตที่ไม่เน้น intensity แต่ว่าจะเน้นระยะเวลาในการมีความสุข ตลอด) ดังนั้น, อีพิคคิสรุสจึงบอกว่าโดยทั่ว ๆ ไปความสุขทางใจเหนือกว่าความสุขทางกาย, ด้วยเหตุที่ความสุขทางใจนั้นอยู่นานกว่า, ถึงแม้ว่าจะมีความเข้มข้นน้อยกว่า. แม้ว่าอีพิคคิสรุสพบว่าความพึงพอใจทางกายไม่มีปัญหาในตัวของมันเอง, ท่านก็ยังแย้งว่าการหาความพึงพอใจทางกายในฐานะที่เป็นจุดหมายในตนเอง (คือหาความสุขทางกายเพื่อความสุขทางกาย ถ้าแปลตรง ๆ) ไม่ได้นำไปสู่ความสุข, แต่กลับนำสิ่งที่ตรงกันข้ามมา (อ. แปลความว่าบางทีความสุขทางกายเนี่ยแทนที่จะทำให้พึงพอใจ แทนที่จะนำไปสู่ความพึงพอใจมากกลับนำความทุกข์มาให้ ไม่ได้นำความสุขมาให้). ประสบการณ์แสดงให้เราเห็นว่าความปราถนาให้ชีวิตเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่เข้มข้นจะทำให้เกิดความคับข้องใจ (คือไม่สมหวังนั่นเอง), เพราะความพึงพอใจที่เข้มข้นไม่มีมากพอในชีวิตปกติธรรมดา. สิ่งที่นอกเหนือไปจากนี้, การแสวงหาความพึงพอใจจากจุดหมายเหล่านี้เช่น ชื่อเสียง, ความมั่งคั่ง, ความชอบใจ, เราจะพบกับความทุกข์มากกว่าความสุข , และความทุกข์ที่เป็นผลเนื่องมาจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่นความเพลิดเพลินในงานเลี้ยง, กินเหล้า, และการสร้างความสนุกสนาน ทำให้ไม่มีความสุขหรือทำให้ได้สุขพอๆ กับทุกข์. จากข้อพิจารณาดังกล่าวนี้, อีพิคคิสรัสสามารถสรุปได้ว่ามาตราฐานในการตัดสินว่าอะไรดีของเอริสติปปุส; อยู่ที่, “ความพึงพอใจทางกายที่มีความเข้มข้นมากที่สุดในชั่วเวลาหนึ่ง,” เป็นการหักล้างตัวเองโดยสิ้นเชิง. (อ. เสริม ก็คล้าย ๆ เหมือนกับบอกว่า “เหยียบงวง” พูดแล้วสะดุดขาตัวเอง คือคิดว่าความสุขทางกายจะนำความสุขมามาให้แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ มันอาจจะนำความทุกข์มาให้ด้วยซ้ำไป เค้าใช้คำว่า entirely self-defeating ก็หมายความว่าในที่สุดแล้วปรากฏว่าคำพูดของอีริสติปปุสนี้มันเป็นคำพูดที่ไม่จริง พูดไม่ถูก)

ความแตกต่างประการสำคัญระหว่างลัทธิไซเราเนอิค และลัทธิอีพิคคิวเรียนอยู่ในแนวคิดที่แตกต่างกันของพวกเขาที่ว่าด้วยเรื่องธรรมชาติของความพึงพอใจที่แท้จริง. สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่พวกเขาเห็นไม่เหมือนกันก็คือความแตกต่างระหว่าง active หรือ positive pleasure, ซึ่งเกิดจากความพอใจจากการได้ตอบสนองความต้องการและความปราถนาที่มีลักษณะเฉพาะ, และpassive หรือ negative pleasure, ซึ่งมันเป็นความสุขที่ได้มาจากการไม่มีความเจ็บปวด (ทุกข์). (อ.เสริม absence of pain ไม่ทุกข์ ก็ถือว่าสุขแล้ว อย่าง positive ก็หมายความว่าต้อง get something ก่อนถึงจะมีความสุข แต่ว่าสิ่งที่เป็น negative หมายความว่าถ้าไม่ทุกข์ ก็ ok. แล้วถือว่าสุข, นั่นคือความสุขมีได้ 2 แบบ แบบหนึ่งคือแบบ active อีกแบบคือ positive, active นั้นเราต้องไปทำมา ถึงจะมีความสุข แต่ความสุขแบบ passive คือว่า absence of pain การปราศจากความเจ็บปวดก็ถือว่าเป็นความสุขแล้ว) อีพิคติปตุส ถือว่าจุดหมายในชีวิตก็คือการได้มาซึ่ง active pleasure อย่างสม่ำเสมอ, ขณะที่เอพิคคิรุสก็ยังยืนยันว่า active pleasure จะมีความสำคัญเฉพาะกรณีที่มันจะทำให้หมดทุกข์ ที่เกิดจากความไม่สมหวัง. สำหรับเอพิคคิวรุส แล้ว, passive pleasure มีความสำคัญมากกว่า active pleasure ด้วยเหตุที่ passive pleasure ช่วยให้มีความสุข. เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ไม่ใช่การได้รับความพึงพอใจทางกายอย่างเข้มข้นอย่างสม่ำเสมอ, แต่มันยิ่งกว่านั้น, มันเป็นสภาวะที่มีความสงบสุข, ataraxia, ซึ่งมีลักษณะ“เป็นความอิสระจากความยุ่งยากในใจและความเจ็บปวดทางกาย.”

อีพิคคิสรัสทำให้พวกเราเชื่อมั่นว่าความสงบเงียบและความสุขุมของชีวิตที่ดีนั้นเราทุกคนสามารถมีได้. มันเป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเราต้องควบคุมความปรารถนาให้น้อยที่สุด, อย่างไรก็ตาม, เราก็ต้องแยกแยะความต้องการตามธรรมชาติและความต้องการที่จำเป็นจากความต้องการที่ไม่จำเป็น, ยกตัวอย่าง, ปรารถนาทรัพย์สมบัติ, ความตื่นเต้น, ชื่อเสียง, อำนาจ. ความต้องการประเภทหลังเนี่ยไม่ใช่จะเพียงไม่จำเป็นต่อสุขภาพและความสงบทางใจเท่านั้น, แต่โดยแท้จริงแล้วมันยังทำลายทั้ง 2 สิ่งนี้ด้วย. แต่ในทางตรงกันข้ามการตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติ อันเป็นความต้องการที่จะต้องตอบสนองเพื่อรักษาสุขภาพและความสงบทางใจ-และความเป็นอิสระจากความเจ็บปวดซึ่งมาพร้อมกับการตอบสนองความต้องการเหล่านี้, จะนำไปสู่ความสุข.

อีพิคคิสรุสบอกเราว่าความดีทำให้เป็นจริงได้ด้วยปรัชญา, (ปรัชญา)อันเป็นการแสวงหาความรู้. อย่างไรก็ตามเราต้องทำความเข้าใจว่าปรัชญามีหน้าที่เชิงปฏิบัติโดยสำคัญ.

คำสอนของนักปรัชญาที่ไม่ช่วยทำให้ความทุกข์ของมนุษย์หายไปถือว่าไม่มีประโยชน์. เหมือนกับยาที่รักษาโรคไม่ได้ (คือเค้าบอกว่าถ้าการแพทย์รักษาโรคไม่ได้ การแพทย์ก็ไม่มีประโยชน์, เช่นกันถ้าปรัชญาทำให้หมดทุกข์ทางใจไม่ได้ ปรัชญาก็ไม่มีประโยชน์)

โดยธรรมชาติคนเราแสวงหาความพึงพอใจ, ความรู้จะช่วยให้คนเลือกความพึงพอใจที่แท้จริงได้. (อ. เสริม โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีความมุ่งหวังที่จะได้ความสุข แต่ว่ามนุษย์จะถูก are guide ถูกนำโดย ,ความรู้มันจะนำมนุษย์ไปสู่การเลือกได้ความสุขที่แม้จริง เพราะฉะนั้นปรัชญาสำคัญตรงที่ให้ความรู้กับมนุษย์) ถ้าปราศจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว, ก็อย่าหวังเลยว่าเราจะไม่ทำตามความปรารถนาเทียมและไม่จำเป็น หรืออย่าหวังเลยว่าเราจะสามารถรักษาความพึงพอใจที่จะนำไปสู่ความสุขได้. นอกจากนี้แล้ว, ถ้าปราศจากความรู้ที่ว่าด้วยธรรมชาติของสรรพสิ่ง, เราก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากความกลัวและความเชื่อที่งมงายซึ่งมันทำลายความสุขสงบทางใจ.

เอปิคัวรัสอาสาที่จะแสดงให้เห็นถึงความไร้เหตุผลของความกลัว 2 ประการ ซึ่งรบกวนคนสมัยนั้น, ก็คือความกลัวตาย และการกลัวพระเจ้าลงโทษ ท่านพบว่าปรัชญาธรรมชาติเหมาะที่สุดที่จะทำลายควากลัวเหล่านี้ คือลัทธิปรมาณูนิยมของเดโมคริตุส. เดโมคริตุสอธิบายจักรวาลทั้งหมดด้วยคำว่า “อะตอมที่เคลื่อนไหวในที่ว่าง” โดยให้เหตุผลว่า การอธิบายจักรวาลตามหลักกลศาสตร์ของเดโมคริตุสนั้นเพียงพอที่จะอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น, เอพิคคิวรัสเห็นว่าเราไม่ต้องคิดว่ามีพระเจ้าที่เข้ามาแทรกแซงยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์*. นอกจากนั้น, ทฤษฎีของเดโมคริตุสที่ว่าด้วยเรื่องวิญญาณสนับสนุนการโต้แย้งในเรื่องความกลัวตายว่าวิญญานนี้เป็นไม่มากไปกว่าการรวมตัวกันของอะตอมเล็ก ๆ หลาย ๆ อะตอมภายในร่างกาย, และเมื่อร่างกายตายไปอะตอมเหล่านี้ก็กระจัดกระจายออกไป. ในกรณีใด ๆ เราไม่จำเป็นต้องกลัวความตาย, “เพราะว่าเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ความตายก็ไม่มี เมื่อความตายมาถึง เราก็ไม่มีชีวิตอยู่ (เพื่อรู้สึกกลัวตาย) อีกต่อไป”

* อีพิคคิวรุสไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของเทพเจ้า.แต่เขาก็บอกว่าความโชคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เป็นผลงานของเทพเจ้า คือถ้าเทพเจ้ามีอยู่ก็ไม่ได้หมายความว่าความโชคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนต่าง ๆ จะเป็นผลงานของเทพเจ้าเหล่านี้ คือเหตุผลไม่ได้แสดงว่าถ้าเทพเจ้ามี ความโชคดีโชคร้ายมาจากเทพเจ้า. เขาได้พูดด้วยว่า “ถ้ามีเทพเจ้าที่คอยรับฟังคำอธิฐานของมนุษย์จริง มนุษย์ทุกคนคงหายไปแล้ว เพราะว่าพวกนี้ก็จะสาปแช่ง คือขอให้คนอื่นฉิบหายไป”

อีกเหตุผลหนึ่งที่ให้ปฎิเสธว่าพระเจ้าเป็นสาเหตุของโชคดีโชคร้ายหรือความดีความเลวที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ เค้าใช้ Paradox มาโต้แย้ง ซึ่ง Lactantius บอกว่า Paradox นี้อีพิคคิวรัสเป็นคนแต่ง, Paradox นี้จะเกิดจากความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าที่ทำได้ทุกสิ่งกับพระเจ้าที่มีควาเมตตาหรือมีความดีอย่างสมบูรณ์ ก็คือถ้าพระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง พระเจ้าก็ต้องทำให้ความเลวร้ายหมดไปได้ แต่ในความจริงความเลวร้ายยังอยู่ ก็แปลว่าพระเจ้าไม่ดี แต่ในขณะเดียวกันพระเจ้าก็ดีด้วยก็แปลว่าพระเจ้าทำไม่ได้ทุกสิ่ง จะเอาอะไรกันแน่ดีหรือทำได้ ก็เป็น Paradox

ถึงแม้ทฤษฎีปรมณูนิยมของเดโมคริตุสโดยรวมแล้วจะมีความเหมาะสมในการอธิบายธรรมชาติ แต่เอพิคคิรัสก็เห็นว่าทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลัทธินี้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะมันมีผลเสียต่อจริยศาสตร์. ในการพิจารณาความเคลื่อนไหวของอะตอม, เขาสังเกตเห็นว่าถ้าความเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติของอะตอมเป็นเอกภาพเสมอ ก็จะเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายการปะทะกันของอะตอม ซึ่งจำเป็นที่จะทำให้เกิดวัตถุที่ซับซ้อน. ดังนั้นเขาเลยเห็นว่าอะตอมจะไม่มีเอกภาพ มันกระจัดกระจายไปได้เอง. แต่การเคลื่อนไหวในลักษณะที่ไม่มีความแน่นอนและคาดเดาไม่ได้เช่นนี้ ก็ทำให้จักรวาลมีองค์ประกอบของความอิสระและการกำหนดไม่ได้ ซึ่งความความคิดนี้ลบล้างเหตุวิสัย (Determinism) ของเดโมคริตุส. ผลดีของการตีความนี้ที่มีต่อจริยศาสตร์จะชัดเจนเมื่อเราเข้าใจว่ามนุษย์ไม่ได้กลัวพระเจ้าอย่างเดียว แต่กลัวการกำหนดของชะตากรรม, ที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อันเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในลัทธิเหตุวิสัยของเดโมคริตุส. อย่างไรก็ตามเนื่องจากทฤษฎีที่ว่าด้วยความเคลื่อนไหวของท่านนี้ เปิดโอกาสให้มีอิสระได้, เอพิคคิวรุสจึงเชื่อว่าทฤษฎีนี้ยอมรับความเป็นไปได้ที่ว่าคนเราสามารถมีอิทธิพลต่อชีวิตตนเองและควบคุมชีวิตของตนเองได้. ดังนั้นท่านจึงสนับสนุนให้เราเข้าใจว่าแม้ว่าความจำเป็นจะเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย… มันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะดำเนินชีวิตไปภายใต้การควบคุมของความจำเป็นนั้น.

โดยอาศัยปรัชญาที่แท้จริง, เอพิคคิวรัสบอกพวกเราว่าเราสามารถเข้าใจได้ว่าความกลัวตาย, การแทรกแซงของพระเจ้าและการอยู่ในมือของความจำเป็นนั้นไม่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริง. ปรัชญาสามารถช่วยเราได้เป็นอย่างดี ปรัชญาไม่ใช่จะเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิตที่ดีเท่านั้น แต่ปรัชญายังเป็นกิจกรรมที่น่าพึงพอใจมากที่สุดอีกด้วย: “ในการทำงานประเภทอื่นทุกอย่าง เราจะได้ผลมาอย่างยากลำบากหลังจากทำงานเสร็จแล้ว, แต่ในปรัชญาความพึงพอใจมาพร้อมกับความรู้ ด้วยเหตุฉะนั้นเอพิคคิวรุสจึงตักเตือนว่า เมื่อยังหนุ่มสาวขออย่าให้มีใครชักช้าที่จะเรียนวิชาปรัชญา หรือเมื่อแก่ตัวลงก็อย่ามีใครท้อที่จะเรียน, เพราะไม่มีใครแก่เกินไปหรือเด็กเกินไปที่จะปกป้องรักษาสุขภาพของวิญญานของเขา”

 

1. ในการเริ่มพูดถึงธรรมชาติของจักรวาล, เอพิคคิวรุสย้ำถึงกฎเกณฑ์พื้นฐานอย่างหนักแน่นว่า “ไม่มีอะไรเกิดจากความว่างเปล่า” และ “ไม่มีอะไรถูกทำลายจนกลายเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า” นอกจากนี้แล้วท่านยังยืนยันหลักคำสอนของเดโมคริตุสว่าธรรมชาติมีแต่อะตอมที่เคลื่อนไหวในอวกาศที่ว่างเปล่า, เมื่อรวมกันเข้าทฤษฎีเหล่านี้ช่วยสนับสนุนข้อโต้แย้งของท่านที่ว่า โลกนี้ดำเนินไปด้วยสาเหตุทางธรรมชาติเท่านั้น และนอกจากนี้แล้วสาเหตุเหล่านั้นก็ให้ความมั่นคงและความยั่งยืนในสิ่งพื้นฐานของจักรวาล.

ไม่มีอะไรเลยเกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ เพราะถ้ามันเป็นเช่นนั้น, ทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นจากสิ่งต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสาเหตุ. และอีกครั้ง, ถ้าทุกอย่างที่หายไปกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่, สรรพสิ่งก็จะเสื่อมสลายไปเนื่องจากสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกทำลายย่อมจะไม่มีอยู่อีกต่อไป. ยิ่งไปกว่านั้น, จักรวาลก็เป็นอย่างที่มันเคยเป็นมาเสมอ. เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นอะไร: และก็ไม่มีสิ่งใดนอกจักรวาลที่จะเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้.

นอกเหนือจากนี้แล้ว, จักรวาลก็คือวัตถุ (Bodies) และ อวกาศ (space): ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์เป็นพยานได้ว่าวัตถุมีจริง…และถ้าไม่มีอวกาศแล้ววัตถุมันจะไปอยู่ที่ไหน แล้วมันจะเคลื่อนไหวไปได้อย่างไร. และนอกจาก 2 สิ่งนี้ก็ไม่มีสิ่งอื่นที่จะคิดถึงได้อีก…ยิ่งไปกว่านั้นบางวัตถุเกิดจากการประกอบกันขึ้นมา, และบางวัตถุก็เป็นสิ่งที่ประกอบเป็นสิ่งนั้นขึ้นมา. และสิ่งที่ประกอบเป็นสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาในที่สุดแล้วก็แบ่งแยกไม่ได้และไม่เปลี่ยนแปลง ถ้า, ไม่มีสิ่งใดถูกทำลายลงและกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่อีก, มันก็ต้องมีบางสิ่งที่อยู่คงทน ซึ่งอยู่เบื้องหลังการเสื่อมสลายไปของสิ่งที่ประกอบขึ้นมานั้น (อ.เสริม อีพิคคิวรุสใช้ทฤษฎีอะตอมของเดโมคริตุสอธิบาย ตอบมาเป็นจุด ๆ ว่ารากฐานของสรรพสิ่งเนี่ย, เดโมคริตุสเป็นนักปรัชญายุคธรรมชาตินิยม คือนักปรัชญายุคก่อนโซฟิสท์ นักปรัชญายุคนี้เค้าจะถามหาปฐมเหตุ (the first element) ปฐมธาตุของสิ่งต่าง ๆ เดโมคริตุสเค้าบอกว่าสิ่งต่าง ๆ มันจะเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่ปฐมธาตุมันก็คืออะตอมนี้มันยังดำรงอยู่ มันจะเปลี่ยนไปเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้แตกสลายไปตามเรื่องตามราวของมัน แต่สิ่งที่ถาวรของมันก็คืออะตอม วิญญาณของมนุษย์ก็เป็นส่วนประกอบของอะตอม เดโมคริตุสเป็นวัตถุนิยมเต็มที่ วิญญาณมันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ถูกก่อร่างขึ้นมาด้วยอะตอม เป็นวิญญาณ เพราะฉะนั้นพวกนี้จะเน้นความสุข เพราะจะต้องเอาตัวที่เป็นวัตถุนิยมมาเป็นรากก่อน เพราะเมื่อชีวิตมันมีแค่นี้มันก็ต้องหาความสุขอ่ะ ทีนี้ปัญหาก็คือว่าเวลาจะหาความสุขจะทำให้ความสุขนั้นมันรอบคอบ มันยั่งยืน มันยาวนาน และเป็นความสุขที่แท้จริง แทนที่จะเป็นความสุขในทางวัตถุอย่างเดียวก็อาจจะต้องลดความสุขให้มันลงตัวเท่านั้นเอง แต่รากฐานคือว่า, ทุก ๆ ปรัชญาต้องมีอภิปรัชญาของมันเป็นรากฐาน และจริยศาสตร์มันก็ต้องมีอภิปรัชญาเป็นรากฐาน อย่างอภิปรัชญาของอิสลามเค้าบอกว่าชีวิตเราพระเจ้าสร้าง คนเราเมื่อตายไปแล้วตัวร่างต่าง ๆ จะสิ้นสลายไปแต่วิญญาณยังอยู่ และก็จะต้องถูกตอบแทนในการกระทำดี-ชั่วของคนขณะที่อยู่บนโลกนี้ทำความดีความชั่วอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อถือว่ามีการตัดสินพิพากษาชีวิตของคนในหลังจากตายไปแล้วนี่ก็คืออภิปรัชญา ทีนี้จริยศาสตร์ก็ต้องตามมาบนฐานตรงนี้ว่าจะทำอย่างไร จะปฏิบัติอย่างไร ให้มันสอดคล้องกับการตัดสินพิพากษาในวันสิ้นโลก ทีนี้อภิปรัชญาของพุทธก็อาจจะบอกว่าคนเรามันเป็นไปตามกรรม กรรมมันเป็นตัวกำหนด เพราะฉะนั้นถ้าเราทำกรรมไม่ดี กรรมไม่ดีก็จะส่งเราไปสู่สิ่งที่ไม่ดี ถ้าทำกรรมดี กรรมดีก็จะส่งเราไปสู่สิ่งที่ดี นี่คืออภิปรัชญา เพราะฉะนั้นจริยศาสตร์ก็ต้องมาตอบสนองตัวนี้ มันต้องตั้งอยู่บนฐานตัวนี้ มันก็ต้องทำอะไรบ้างล่ะ ว่ากันไปเป็น (เทปกลับหน้า) เบญจศีล เบญจธรรม อะไรต่ออะไร ทุกอย่างเหล่านี้มันจะเป็นรากฐาน มันตั้งอยู่บนรากฐานของอภิปรัชญา มันต้งอมีอภิปรัชญาเป็นตัวรองรับ มันนี้ก็เหมือนกัน อภิปรัชญาของเขาก็คือปรัชญาของเดโมคริตุสในเรื่องของอะตอม ในเรื่องของวัตถุนิยมแบบอะตอม, ตอนนี้ถึง Furthermore, among bodies some are compounds แปลว่าสิ่งต่าง ๆ ก็ซับซ้อน) และบอกสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเหล่านี้ก็ solid in nature มีมวล, และก็จะย่อยเป็นส่วนย่อย ๆ อื่นไม่ได้. มันเป็นจุดเริ่มต้นของร่างกายอื่น ๆ

นอกจากนี้แล้ว, คุณสมบัติทั้งหมดของอะตอมก็คือคุณสมบัติที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส คือรูปร่าง, น้ำหนัก, และขนาด, และคุณสมบัติอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยรูปร่าง (เช่นสี). เพราะคุณสมบัติทุกอย่างเปลี่ยนแปลง; แต่อะตอมไม่เปลี่ยนแปลงเลย, เนื่องจากมันจำเป็นต้องมีอะไรสักอย่างที่ยังคงเป็นรูปเป็นร่างอยู่และไม่เสื่อมสลายไปเมื่อสิ่งที่มันประกอบขึ้นมาเสื่อมสลายไป (สิ่งที่ถูกสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ประกอบขึ้นมาเสื่อมสลายไป), ซึ่งมันสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้, แต่ไม่ใช่การดับไปสู่ความสูญ หรือการเกิดมาจากสิ่งที่สูญ (สิ่งที่ไม่มีอะไร), แต่ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยการสับเปลี่ยนตำแหน่งของ (บาง) อนุภาพ (particles), และโดยการเพิ่มขึ้นหรือแยกไปของอนุภาพอื่น ๆ. ด้วยเหตุผลนี้มันจึงจำเป็นที่ว่าวัตถุที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ควรจะไม่เสื่อมสลายไปและควรจะไม่มีความปลี่ยนแปลง, แต่เป็นส่วนและเป็นองค์ประกอบของตัวของมันเอง. ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีสิ่งที่มั่นคง.

และอะตอมก็เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา, อะตอมบางส่วนก็เคลื่อนที่ต่ำลงมา, บ้างก็เปลี่ยนทิศอย่าฉับพลัน, และบ้างก็กระดอนกลับจากการปะทะกันของพวกมันเอง. ในอะตอมชนิดหลังนี้, บางส่วนแยกออกจากกันห่างไปจากอันอื่น, ขณะที่อะตอมอื่น ๆ กระดอนกลับครั้งแล้วครั้งเล่า, เมื่อไหร่ก็ตามอะตอมที่อิสระเหล่านั้นหยุดโดยการรวมกับอะตอมอื่น, หรือถูกอะตอมอื่นล้อมรอบตัวมัน. เพราะสาเหตุหนึ่งธรรมชาติของความว่างเปล่าซึ่งแยกแต่ละอะตอมโดยตัวของมันเองเป็นเหตุให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น, เมื่อมันไม่สามารถทำการขัดขวางได้, และอีกสาเหตุหนึ่งหลังจากกระทบกันแล้วมันก็กระดอนไปเป็นระยะทางเท่าที่การรวมตัวของมันยอมให้มันกระเด็นไปได้ และความเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็ไม่มีจุดเริ่มต้น, เนื่องจากอะตอมและอวกาศเป็นสาเหตุ.

อ.เสริม ในเรื่องนี้เค้าต้องการรู้ว่าถ้าถามว่าทฤษฎีจริยศาสตร์ของอีพิวพิรุสนี้มาจากรากฐานทางอภิปรัชญาของใครเป็นรากฐาน ก็ต้องจับความให้ได้ว่าของเดโมคริตุส นี้เดโมคริตุสเป็นนักปรัชญาในยุคอย่างที่เราบอกอ่ะยุคโบราณ ยุคเบื้องต้นของกรีกอ่ะ หลังจากธาเรสแล้วก็มีการหาความหมายของสิ่งที่เป็น First Element ของสรรพสิ่ง ตั้งแต่น้ำมาอะไร ไฟอะไรมาเรื่อยจนถึงเดโมคริตุสเค้าก็พูดถึงอะตอมอันเป็นธาตุพื้นฐานของสิ่งทั้งมวล สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปก็จริงแต่ว่ามันเปลี่ยนไปแต่รูปแบบภายนอกแต่ตัวที่เป็นเนื้อหาสาระก็คือตัวที่เป็นอะตอมนั่นเอง

ย่อหน้าที่แล้วเค้าก็ยกมาจากงานเขียนของเดโมคริตุสก็ว่าด้วยเรื่องการเคลื่อนไหวของอะตอมตาม Concept ของเขาอ่ะ คงจะไม่เห็นอะตอมจริง ๆ ทีนี้อะตอมในความเห็นของเขามันเล็กกว่าอะตอมในความหมายของเรา อะตอมในความหมายของเขาคือสิ่งที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถจะแบ่งแยกออกไปได้แล้วแต่อะตอมของเรานั้นเป็นอะตอมที่ยังแบ่งออกได้เป็นอนุภาพต่าง ๆ เพราะถ้าถามว่าตาม concept แล้วว่าอะตอมของใครเล็กกว่าอะตอมของใคร ก็ของเดโมคริตุสจะต้องเล็กกว่าเพราะอะตอมของเดโมคริตุสมีความเชื่อว่ามันแบ่งต่อไปไม่ได้แล้ว เค้าไม่ได้เห็นอะตอมจริง ๆ

 

2. คำสอนที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างมาจากอะตอม ซึ่งเป็นวัตถุซึ่งไม่ใช่เพียงแต่สิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิตอย่างเดียวยังรวมถึงวิญญานด้วย อะตอมของวิญญาณก็คือร่างที่ละเอียดเหลือคะนานับ enclosed within the body หมายถึงว่ารวมกันแล้วมันเข้าไปอยู่ในร่างกาย, คืออะตอมของวิญญาณมันก็จะเป็น mean ที่จะทำให้ความรู้สึกปรากฏขึ้นมาในตัวเรา คือถ้าไม่มีวิญญาณถ้าไม่มีอะตอมของวิญญาณเนี่ย sensation มันไม่มี เพราะฉะนั้นการที่เรามีอะตอมของวิญญาณเค้าเรียกว่า enclosed within the body เข้าไปอยู่ในร่างกายของเราเนี่ยมันก็จะทำให้เราเกิด sensation เกิดความรู้สึกเจ็บปวด ทุกข์ สุขอะไรขึ้นมา เค้าเรียก sensation

ในทฤษฎีนี้เอพิคคิวรุสอยู่ในฐานะที่จะเข้าถึงความกลัวซึ่งเกิดขึ้นหลังความตาย เมื่อตายลงอะตอมของวิญญาณก็ออกจากร่างกาย พวกเราจึงหมดความรู้สึก เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่าพวกเราจะถูกลงโทษอย่างเจ็บปวดหลังจากที่พวกเราตาย (อ.เสริม ของไทยคือการลงนรกว่างั้นเถอะ ไม่มีอะไรได้ที่จะมาลงโทษฉันให้เจ็บปวดได้อย่างไร ไม่มีอะไร) ดังนั้นพวกเราจึงต้องรู้ดีว่าสสารที่ประกอบขึ้นเป็นวิญญาณของเราเป็นอมตะในตัวของมันเอง ยิ่งไปกว่านั้นเอพิคคิวรุสพยายามพิสูจน์ให้ว่าผู้ที่ขัดแย้งว่าวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอมตะ เพราะมันเป็นสิ่งที่รวมตัวกันเข้าอันเป็นเหตุผลมาจากข้ออ้างที่เป็นเท็จ ถือว่าเป็นข้ออ้างที่เป็นเท็จ

ต่อไปจะได้กล่าวถึง sensation และ feeling ในวิถีทางที่คุณจะได้รับความเชื่ออันน่าเชื่อถือที่สุด คุณจำต้องพิจารณาให้เห็นว่าวิญญาณก็คือร่างกายซึ่งละเอียดที่สุดซึ่งกระจายอยู่ทั่วร่างกาย คล้าย ๆ กับลมซึ่งผสมกับความร้อน และในบางแง่ก็เหมือนกับสิ่งหนึ่ง ๆ และในบางครั้งก็เหมือนกับสิ่งอื่น มีบางส่วนซึ่งมีระดับที่แตกต่างกันมาก ๆ เหนือไปกว่าสิ่งละเอียดซึ่งรวมตัวกันเข้าเหล่านี้ แล้วสำหรับเหตุผลนี้สามารถที่จะให้ความรู้สึกที่ผสมกลมกลืนกับแง่ของร่างกายได้ดีที่สุด ซึ่งบัดนี้สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความกระจ่างไว้หน้าที่ของวิญญาณและความรู้สึกและการเตรียมพร้อมในการเคลื่อนย้ายของวิญญาณ และเจ้าของความคิดซึ่งเป็นเจ้าของวิญญาณและสิ่งที่พวกเราได้สูญเสียขณะที่ตาย ยิ่งไปกว่านั้นท่านต้องเข้าใจว่าวิญญาณนั้นเป็นเหตุอันสำคัญที่ก่อให้เกิดความรู้สึก แต่วิญญาณก็ยังไม่ได้ใช้ความรู้สึกถ้าหากว่ามันไม่ได้ถูกครอบคลุมไว้ด้วยร่างกาย

อ.เสริม วิญญาณมันจะเกิดขึ้นลอย ๆ ไม่ได้ วิญญาณต้องมีที่อยู่ ที่อยู่ก็คือร่างกาย And this in its turn having afforded the soul this cause of sensation acquires itself too a share in this contingent capacity form the soul. และสิ่งนี้ก็จะทำให้เห็นถึงความมีอยู่ของวิญญาณอันเป็นสาเหตุของความรู้สึก, contingent capacity-- contingent being แปลว่าสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมีแต่มันย่อมมี, necessary being สิ่งที่จำเป็นจะต้องมี, ทีนี้ contingent capacity ก็คือว่า, ทำไมเป็น contingent เพราะวิญญาณมันไม่ถาวร มันแตกสลายไปตามที่อะตอมมารวมตัวกัน ก็เลยกลายเป็น contingent capacity แปลว่าความสามารถที่มันชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อมันเกาะกันอยู่มันก็ยังมี capacity อยู่ แต่เมื่อมันไม่เกาะเกี่ยวกันแล้ว อะตอมไม่เกาะเกี่ยวกันแล้ววิญญาณมันก็ไม่มี มันก็เป็น contingent อย่างที่ว่า

สันติ : แต่มันก็ไม่ได้ใช้ความสามารถทุกอย่างซึ่งเป็นเจ้าของของวิญญาณ เพราะฉะนั้นเมื่อวิญญาณถูกปล่อยออกจากร่างกาย ๆ ไม่ได้มีความพยายามเพียงพอที่จะมีความรู้สึก เพราะฉะนั้นวิญญาณจึงไม่เคยมีพลังนี้ในตัวเอง แต่มันจำต้องหาช่องทางที่จะย้ายไปอยู่ในร่างอื่นที่จะทำไปสู่ร่างนั้นในขณะนั้นด้วยตัวเอง ถ้าร่างนี้ยังมีพลังในตัวอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนย้ายโดยธรรมชาติ จำต้องเกิดขึ้นด้วยความสามารถของความรู้สึกของตนเองและเพื่อสื่อให้เห็นร่างกายได้อย่างชัดเจน และในคุณค่าของการเชื่อมต่อและการเคลื่อนย้ายที่เข้ากันได้ ดังที่ข้าพเจ้าได้พูดไปแล้ว

อ. เสริม ดังนั้นตราบเท่าที่วิญญาณยังอยู่ในร่างกาย ถึงแม้ว่าร่างกายบางส่วนจะถูกตัดขาดไป สูญเสียไป มันก็ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะสูญเสียไปด้วย เพราะวิญญาณมันซึมอยู่ในทุกอณูของร่างกาย

สันติ : และอะไรก็ตามที่ยังหลงเหลืออยู่ของวิญญาณก็อาจตายไปด้วย และมันจะถูกเคลื่อนย้ายไปไม่ว่ามันจะอยู่ในส่วนไหนของร่างกาย ถ้าหากว่าวิญญาณยังมีอยู่ต่อไปมันก็ยังคงมีความรู้สึกต่อไป ในอีกความหมายหนึ่งก็คือว่าร่างกายก็ยังคงดำเนินไปอยู่ไม่ว่ามันจะอยู่ในส่วนใดก็ตาม ถ้าหากว่ามันมีสิ่งหนึ่งซึ่งได้สูญเสียไปต่ออะตอมเล็ก ๆ อย่างไรก็ตามแม้ส่วนเล็ก ๆ ก็ช่างมันเถอะเพราะได้รวมตัวกัน (อ.บอกสันติลักไก่) ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากว่าร่างกายได้ถูกทำลายลงวิญญาณก็จะถูกทำให้กระจัดกระจาย และไม่เนิ่นนานพอที่จะมีพลังที่คล้ายกันที่จะปฎิบัติต่อการเคลื่อนไหวของมัน

อาจารย์ : if it has once lost, วันหนึ่งถ้ามันมีบางส่วนนั้นสูญเสียไป which together goes to produce the nature of soul. แปลว่าถ้าเมื่อเอามันมารวมกันเนี่ยจากเล็ก ๆ ก็ตามเอามารวมกันก็ก่อให้เกิดเป็นธรรมชาติของวิญญาณได้, ยิ่งไปกว่านั้นถ้าร่างกายของเราทั้งหมดนี้เสื่อมสลายไปวิญญาณก็จะสลายไปด้วย และมันก็ไม่สามารถทำการเคลื่อนไหวอีกต่อไป ดังนั้นเราก็จึงไม่มีความรู้สึก

สันติ : For ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการวิญญาณให้ความรู้สึกถ้าหากว่ามันยังไม่มีอยู่ในร่างกาย แล้วไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหวและมีสิ่งที่ห่อหุ้มและสิ่งแวดล้อมตัวมันไว้ได้ ไม่ได้ได้นานพอในขณะเดียวกัน สิ่งที่ล้อมรอบมันอยู่ในขณะนี้และได้ปฏิบัติต่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราต้องเข้าใจอย่างชัดเจนเช่นกันว่า

อาจารย์ : the incorporeal in the general acceptation of the term is applied to that which could be thought of as such as an independent existence. ศัพท์ Independent existence ความมีอยู่ที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่น, term คือคำที่เค้าพูดมาก่อนแล้ว ใช้มาแล้วคืออะตอม

สันติ : มันมีความเป็นไปไม่ได้ที่จะต้องยอมรับความมีอยู่ ว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่ที่แผ่ซ่านไปทั่ว เพราะการยอมรับความว่าง และความว่างสามารถที่จะทำได้และทำไม่ได้ แต่ก็ยังมีโอกาสในตัวของร่างกายเอง

อาจารย์ : So that those who say that soul is incorporeal are talking idly หมายความว่าคนที่พูดว่าวิญญาณเป็นนามธรรมก็เป็นการพูดแบบตลก ๆ. For it would not be able to act or acted on in any respect, if it were of this nature. But as it is, both these occurrences are clearly distinguished in respect of the soul. เค้ายกข้อความจากต้นฉบับมาเลยแปลเป็นภาษาอังกฤษ

สันติ : เพราะวิญญาณไม่ใช่สิ่งที่กระทำหรือถูกกระทำขึ้นได้ในแง่ใด ๆ ถ้าหากว่ามันยังมีธรรมชาติเช่นนี้อยู่ แต่ดังที่มันเป็นเช่นนี้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้ง 2 อย่างถูกกระทำให้แตกต่างกันด้วยภาคของวิญญาณ (อ.บอกสันติมั่ว)

 

3. อีพิคคิวรัสไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการดำรงอยู่ของเทพเจ้า แต่เขาพูดในแง่ที่ว่า (พระเจ้าไม่ได้เข้าไปแทรกแซงโดยวิถีทางใดๆ กับเหตุการณ์ของธรรมชาติ) พระเจ้าไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องใดๆ กับความเป็นไปในธรรมชาติ ความเป็นไปในเหตุการณ์ต่างๆ พระเจ้าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องใดๆ. อีพิคคิวรุสในฐานะที่เขาไม่ได้มีความเชื่อเหมือนกับคนร่วมสมัยของเขาที่ว่า คือคนร่วมสมัยกับเขาคิดว่าร่างกายของเรา ชีวิตของเราหรือตัวของเราเนี่ยได้ถูกควบคุมโดยพระเจ้า อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า หมายความว่าเราถูกควบคุมโดยพระเจ้า, เขาต่อต้าน ขัดแย้งหรือโต้แย้งที่ว่ามนุษย์นั้นถูกควบคุมโดยพระเจ้า, ในฐานะที่เขามีความเชื่อที่แตกต่างจากความเชื่อในคนร่วมสมัยกับเขา. ในทางตรงกันข้ามเขายังยืนยันว่ามนุษย์นั้นเป็นปรากฏธรรมชาติอย่างหนึ่ง และยืนยันว่าความรู้ที่แท้จริงที่ชัดเจนนั้นของหลักการทั่วๆ ไปของการขับเคลื่อน การเคลื่อนไหวของชีวิตก็เพื่อที่จะแสวงหาความสุข อิสระจากความกลัวหรือของการถูกลงโทษ หรือการไร้สิ่งหนึ่งสิ่งใดหลังจากที่ตายไปแล้ว (ตายแล้วไม่มีอะไรเหลือ) และจากความกลัวของพระเจ้าสามารถจะมีผลต่อเมื่อเราเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่ง. การที่เราจะอิสระจากความกลัวเหล่านี้ได้และการลงโทษจากพระเจ้าอะไรเหล่านี้ได้เราจะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติที่แม้จริงของสรรพสิ่งก่อน. อิสระจากความกลัวในเรื่องของการสูญไปหลังจากตายไปแล้ว หรืออิสระจากความกลัวในเรื่องพระเจ้านั้น เราจะอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อเรามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย.

สันติ : ยิ่งไปกว่านั้นการเคลื่อนไปของร่างกายและการหมุนกับมาและการเข้าครอบงำและทั้งที่ตั้งขึ้นและตั้งลง, ก็คือที่เทพเจ้าเหล่านี้เข้ามาครอบงำในวิถีชิตไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม และปรากฏการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกันกับสิ่งเหล่านี้ไม่จำต้องพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับคนผู้ซึ่งควบคุม และบางอย่างได้ถูกบัญยัติและต่อความรื่นเริงใจและรวมทั้งความเป็นอมตะด้วย ไม่จำเป็นที่เราต้องหันมาเชื่อว่าพวกเขามีความศักดิ์สิทธิ์และมีโอกาสที่จะใช้ตัวเองต่อการเคลื่อนไหวนี้ แต่เราจำต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ไว้อย่างสมบูรณ์ในการแสดงออกทั้งหมดซึ่งพวกเราได้ใช้เป็นความคิดรวบยอดเช่นนั้น เพื่อที่ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกเหนือไปจากความคิดเห็นตรงกันข้ามกับความคิดเรื่องเหล่านี้ (อ.บ่นว่าสันติพูดไม่รู้เรื่องเลย อ.ให้หา concept) Concept ของข้อนี้ก็คือพูดถึงสิ่งที่เหนือธรรมชาติเหล่านี้ ว่าพวกเราไม่จำต้องเชื่อก็ได้ว่าพวกเราต้องไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ อีพิคคิวรุสอธิบายว่าในเหตุผลที่เค้าอธิบายครั้งก่อนนั้นพวกเราก็ไม่จำต้องเชื่อก็ได้ในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าของอะไร แต่เขาอธิบายต่อไปว่าพวกเราต้องรักษา concept เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ก่อนเพื่อที่ว่าจะได้เข้าใจในการอธิบายครั้งต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นทุกการโต้แย้งเป็นสาเหตุของการเผยแพร่อันสำคัญในเรื่องของวิญญาณของมนุษย์ เราต้องใช้การโต้แย้งเหมือนกันเพื่อที่จะหาเหตุและผลว่าวิญญาณกำเนิดมาจากอะไร เพราะฉะนั้นเราจำต้องเชื่อว่าวิญญาณนี้มันเกี่ยวเนื่องมาจากการสรุปเข้าเรื่องในมูลเหตุตั้งแต่กระบวนการในการกำเนิดโลก ถ้ากฎนี้เป็นความสำเร็จซึ่งเราจะนำความหมายของเขาด้วย

หน้า 56 ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราจำต้องเชื่อว่าการค้นหาอย่างแท้จริง อันเป็นเหตุของความจริงอันสำคัญที่สุดซึ่งเป็นหน้าที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติและต่อความศักดิ์สิทธิ์ <blessedness> สำหรับพวกเราในการรู้ถึงปรากฎการณ์ที่มาจากฟากฟ้าซึ่งตั้งอยู่ในแนวนี้ และเกี่ยวกับการเข้าใจถึงธรรมชาติของสิ่งที่มีอยู่ซึ่งถูกพบในปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นนั้น และสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็คล้ายกับเป็นความรู้อย่างแท้จริงที่จำเป็นสำหรับความเป็นอยู่ที่เป็นสุขของพวกเรา ไม่มีอะไรที่น่าสงสัยและน่ากลัวซึ่งสามารถสรุปได้ทั้งหมดในสิ่งซึ่งเป็นอมตะและทุกสิ่งที่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาต ิซึ่งพวกเราสามารถเสาะหาด้วยใจของเราด้วยกรณีเช่นนี้ได้อย่างชัดเจนก็คือ ไม่มีอะไรที่เราจะให้ข้อสรุปได้ทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณและเกี่ยวเรื่องประสบการณ์ที่เหนือธรรมชาติได้ นอกจากว่าเราเข้าถึงด้วยใจของเราเอง เสาะหาอ้างเหตุอ้างผลขึ้นมาในใจของเราเอง

และเหนือสิ่งอื่นใดทุก ๆ เรื่อง เราจำต้องติดตามจุดสุดท้ายว่าสิ่งที่เข้ามาแทรกแซงในใจของมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเทพเจ้าเหล่านี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นอมตะ และยังมีความหวังมีการกระทำและแรงจูงใจซึ่งประกอบไปด้วยข้ออ้างเหล่านี้ และเพราะเหตุว่าพวกเขายังตั้งความหวังและจินตนาการถึงความทุกข์ที่ยังอยู่ตลอดไปอย่างเช่นการทำนายดวงชะตาชีวิตเป็นต้น และการกลัวต่อการสูญเสียความรู้สึกต่อเมื่อตายแล้วว่ามันควรจะเกี่ยวเนื่องกับตัวเราเองเพราะมันถูกนำไปไม่ได้ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอ แต่ค่อนข้างที่จะเป็นความสังหรใจที่ไร้เหตุผลดังที่พวกเราได้รู้ข้อจำกัดของความเจ็บปวด พวกเราได้ประสบทุกข์ที่เป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวง หรือมากกว่านั้นถ้าหากพวกเรายังเข้าถึงความเชื่อนี้โดยทัศนะลม ๆ แล้ง ๆ เช่นนี้อยู่ แต่ด้วยการใช้ความคิดที่มีเหตุผลก็จะได้ความรู้ที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้มาได้ทั้งหมด จะได้ข้อเท็จจริงแสวงหาเหตุผลหลัก ๆ เหล่านี้ได้ เรื่องการใช้หลักเหตุผลก็คือความคิดไตร่ตรองพิจารณาดูให้ดี พวกเราจำต้องใช้ความตั้งใจต่อความรู้สึกภายในและความรู้สึกภายนอกให้เข้าใจหลักสำคัญ ก็คือใช้ความคิดภายในใจและก็หาเหตุผลทั้งที่เป็นภายนอกและภายใน และสันชาติญานซึ่งเข้ากันได้กับมาตราฐานของการตัดสินทุกชนิดก็คือพยายามหาเหตุผลหลาย ๆ อย่างมารวมกัน เพื่อที่จะให้รู้ ให้เข้าใจถึงเรื่องของวิญญาณ เพราะว่าถ้าพวกเราสนใจต่อสิ่งเหล่านี้พวกเราก็จะโยงให้เห็นถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นที่เป็นการแทรกแซง หรือเป็นอุปสรรคและความเป็นจริงของเราโดยการเรียนรู้สาเหตุที่แท้จริงของปรากฎการณ์ประหลาดและสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นการข้ามพ้นจากเวลาสู่เวลา พวกเราก็จะต้องหลุดพ้นจากความกลัวต่อผู้อื่นได้ ก็คือถ้าพวกเราใช้การพิจารณาดูให้ดีหาเหตุหาผลดี ๆ เราก็จะสามารถหลุดพ้นจากความกลัว อย่างเช่นต่อความตาย และก็ต่อการถูกลงโทษหลังความตายได้ ก็คือการพิจารณาดูให้ดีหาเหตุหาผลว่าเมื่อเราตายไปแล้วมันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จริงหรือเปล่า

 

4. การใช้หลักคำสอนของอีพิคคิวรัสเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตที่ดี, อีพิคคิวรุสยืนยันว่าพวกเราหลีกหนีจากความเชื่อพื้นฐาน 2 ประการซึ่งเขาได้ใช้พื้นฐานทาง Metaphysical คือ อันดับ 1 คือเชื่อว่ามีพระเจ้า พระเจ้าศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง แต่พระเจ้าอยู่เหนือการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการให้รางวัลหรือการลงโทษใดๆ ประการที่ 2 ความตายก็คือไม่มีอะไร เวลาตายก็ไม่มีความเป็น เวลาเป็นก็ไม่มีตาย จากพื้นฐาน 2 ประการนี้เค้าพูดว่าชีวิตจะมีความสุขอยู่ได้อย่างสงบ 1.พระเจ้าไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา 2.ความตายไม่ใช่ของน่ากลัว ที่เรากลัวเพราะว่าเรายังไม่ตาย พอเราตายแล้วความกลัวไม่มี

ก่อนอื่นทั้งหมดเราต้องเชื่อก่อนว่าพระเจ้านั้นเป็นอมตะ และก็พระองค์ทรงมีความศักดิ์สิทธิ์, ความเชื่อทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับพระเจ้าฝังลึกอยู่ในจิตใจคน และความเชื่อทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับพระเจ้า… (เทปกลับหน้า) แต่มันก็ยังเป็นความเชื่อเกี่ยวกับทุกสิ่งที่สามารถยืนยันความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นอมตะของพระองค์ได้ สำหรับความมีอยู่ของเทพเจ้าทั้งหลายจะมีก็ต่อเมื่อความรู้สึกว่าทัศนะเช่นนี้ถูกทำให้กระจ่างแล้วแต่พวกเขาไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความเชื่อต่าง ๆ ว่าพวกเขามีอยู่ เพราะจริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้เป็นผู้ตอบแทนการที่พวกเขาเชื่อต่อเทพเจ้าว่ามีอยู่และผู้ที่ไม่เคารพไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นผู้ปฎิเสธเทพเจ้าทั้งหลาย แต่เขาก็ได้ถูกโจมตีในเรื่องของเทพเจ้า แต่ผู้ที่ยึดมั่นต่อความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าทั้งหลาย เพราะคำกล่าวที่เกี่ยวกับเรื่องเทพเจ้าทั้งหลายไม่ได้มีความคิดที่ได้มาจากความรู้สึกแต่มันเป็นสมมติฐานที่ผิด ๆ เหมือนความโชคร้ายอันยิ่งใหญ่ซึ่งเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถูกห่อของขวัญมาจากเทพเจ้า ผู้ที่เคยชินต่อเรื่องศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็จะยอมรับเรื่องศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง แต่จะยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างว่าไม่ใช่ธรรมชาติของพวกเขาในฐานะที่เป็นของแปลกประหลาด ธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นอมตะย่อมไม่รู้ถึงความลำบากในตัวเอง และสาเหตุที่ให้เกิดความลำบากต่อผู้อื่น ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การฝืนใจโดยความโกรธหรือความรัก และทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ

เมื่อเกิดความเชื่อที่ว่าความตายไม่มีอะไรสำหรับพวกเรา เพราะความดีและความชั่วทั้งหมดเกิดขึ้นในความรู้สึก แต่ความตายได้กีดกันความรู้สึกเพราะฉะนั้นการเข้าใจที่ถูกต้องว่าความตายไม่ได้มีอะไรสำหรับพวกเรา ซึ่งได้ทำให้ชีวิตมีความเป็นอมตะและน่ารื่นรมย์ไม่ใช่เพียงเพราะว่ามันได้ใช้เวลานาน ๆ แต่เพราะว่ามันได้ใช้การร้องขอต่อความไม่เป็นอมตะ เพราะยังไม่มีอะไรที่น่าหนักใจในชีวิตสำหรับมนุษย์ผู้ซึ่งได้ข้อสรุปว่าไม่มีอะไรน่าหนักใจในความตาย เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงพูด เพียงแต่ว่า ผู้ซึ่งกล่าวว่าเขากลัวความตายไม่ใช่เพราะว่ามันมีความเจ็บปวดเมื่อความตายมาถึง แต่เพราะมันเป็นการเจ็บปวดในการคาดคะเนถึงสิ่งนั้น เพราะเหตุที่ว่าไม่ได้รับความลำบากเมื่อความตายมาถึง แต่ความเจ็บปวดที่ว่างเปล่าในสิ่งที่เราคิดถึงความตายเช่นนั้นไม่มีอะไรสำหรับเรา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา เมื่อความตายมาถึงพวกเราก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ เมื่อมันไม่ได้เกี่ยวข้องทั้งชีวิตและความตายและสิ่งที่จะตามเรามาอีกก็ไม่มีอะไรอีก เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีหลายคนที่พยายามหลบหลีกจากความตาย เหมือนมันเป็นความชั่วอันยิ่งใหญ่และก็ยังมีผู้ที่ยังนึกถึงมันในฐานะที่เป็นความโอนอ่อนจากความชั่วในชีวิต แต่มนุษย์ผู้ที่ฉลาดก็ยังแสวงหาที่จะหลบหนีจากชีวิต และจากความกลัวต่อการเสียชีวิต เพราะไม่มีใครที่จะทำให้ชีวิตเขามีความผิด และทำให้เขาตายด้วยความชั่วใด ๆ แต่ด้วยเพียงแต่อาหารเขาก็ไม่ได้แสวงหาอะไรอื่นที่ยิ่งใหญ่อีกเลยแต่ค่อนข้างที่จะมีความสุขมาก ดังนั้นเขาจึงได้ค้นพบความสนุกที่ไม่ใช้เวลาที่ยืดยาวนาน แต่ก็เป็นความสุขที่มากมายในทัศนะของอีพิคคิวรัส การกระทำทุกอย่างของพวกเราเป็นเหตุผลโดยตรงต่อความสุขทางร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ว่าความสุขคือความดีที่น่าชื่นชมพวกเราก็จะต้องแสวงหาเพื่อที่ว่าบางครั้งชีวิตที่มีความสุขที่สุดที่พวกเราจะต้องการเพื่อที่จะได้รับ ความเจ็บปวดที่จะได้รับนั้น ความสุขที่ยิ่งใหญ่และก็ความสุขที่ยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ (ท่านภาษกรณ์: พูดถึงว่าความดีนี้เรายอมที่จะมีทุกข์เพื่อให้ได้สุขที่ดีกว่า) เมื่อความสุขคือความดีขั้นแรกแล้ว เป็นธรรมชาติของพวกเราด้วยเหตุผลนี้พวกเราจึงไม่ได้เลือกความสุขทุกอย่างแต่บางครั้งพวกเราจำต้องทิ้งความสุขไปหลายอย่าง เมื่อความไม่สบายที่ใหญ่กว่าซึ่งเกิดขึ้นจากพวกเราอันเป็นผลของความทุกข์เหล่านั้น ดูเหมือนว่าพวกเราจะคิดถึงความเจ็บปวดได้ดีกว่าความสุขก็ต่อเมื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่จะมาถึงพวกเรา เพราะพวกเราได้ทนทานความทุกข์มาเป็นเวลานานดังนั้นความสุขทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของพวกเราก็คือความดี แต่ไม่ใช่ความสุขทุก ๆ อย่างที่ต้องถูกเลือก แม้แต่ความเจ็บปวดบางอย่างก็อาจถูกเลือกด้วยซึ่งก็คือความชั่ว แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของธรรมชาติจำเป็นจะต้องละทิ้ง แต่ด้วยการเปรียบเทียบและด้วยการพิจารณาถึงผลประโยชน์และความไร้ประโยชน์ซึ่งเป็นรูปแบบที่พวกเราจำต้องตัดสินอยู่บนเรื่องนี้ทั้งหมด เพราะบางทีในบางโอกาสพวกเราก็จำต้องทำความชั่ว ในทางตรงกันข้ามเพราะความชั่วพวกเราจึงจำเป็นต้องทำความดี เมื่อไม่มีใครมองเห็นความชั่วได้อย่างชัดเจนก็จำต้องเลือกความชั่ว และก็ถูกล่อลวงโดยความชั่วเหมือนกับความดีเป็นเครื่องเปรียบกับความชั่วที่ยิ่งใหญ่ และจำต้องเปรียบเทียบต่อไป

 

5. ในทัศนะของอีพิคคิวรุส การกระทำของเราทุกอย่างมุ่งไปที่ว่าจะทำอย่างไรให้เรามีความสุขทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เค้าก็เลยบอกว่าแม้ว่าความสุขทุกอย่างเป็นความดีที่มีค่าอยู่ในตัวเอง , บางทีเราต้องเลือกความทุกข์เพื่อที่จะได้ความสุขที่มันดีกว่า มันนานกว่า เค้าบอกในลักษณะที่ว่าไม่ใช่ว่าความสุขทุกอย่างจะมีค่าควรแสวงหาและก็ไม่ใช่ความทุกข์ทุกอย่างจะเป็นสิ่งที่ควรงดเว้น ก็คือเรายินยอมที่จะรับความทุกข์เพื่อให้ได้สุขที่มันยิ่งใหญ่กว่า ตัวอย่าง การฉีดยารักษาโรค ยอมที่จะรับความเจ็บปวดตรงนั้นเพื่อจะมีสุข-- เวลาเราไม่สบายไปฉีดยา เสียวหน่อยเวลาเข็มฉีดยามา ต้องชั่งใจระหว่างความทุกข์จากเข็มฉีดยาที่จะปักเข้าไป กับความสุขที่จะตามมาหลังจากหายป่วยแล้ว

 

6.จะทำอย่างไรที่จะให้ชีวิตมีความสุขและมีความสงบร่มเย็น, อีพิคคิวรุสเค้าบอกว่าเราต้องรู้ว่าการที่จะให้เรามีความสุข ความสงบร่มเย็นเนี่ยเราต้องรู้ถึงธรรมชาติของความปรารถนาของเรานี้ เราต้องรู้ก่อน เราต้องรู้ถึงความปรารถนาอันหลากหลายของเราก่อน ถึงเราจะรู้ว่าจะทำอย่างไร เราต้องรู้ถึงความปรารถนาอันหลากหลายของเราก่อน และเราต้องรู้ถึงความสุขอันแตกต่างกันซึ่งมาจากความพอใจของเรา (their satisfaction) ต้องรู้ 2 ตัว สรุปก็คือทำอย่างไรถึงจะให้มีความสุขมากที่สุด อีพิคคิวรุสบอกว่าเราต้องรู้ถึงความแตกต่างหลากหลายของความปรารถนาของเรา และก็ต้องรู้ถึงความสุขอันแตกต่างกันซึ่งมาจากความพอใจของเรา

ให้พิจารณาให้เห็นถึงความปรารถนาบางอย่าง บางอย่างก็เป็นความปรารถนาตามธรรมชาติ บางอย่างก็เป็นความปรารถนาเทียม ไม่มีประโยชน์อะไรเลย บางอย่างก็เป็นทั้งความปรารถนาตามธรรมชาติของเราเองและไม่มีสาระในตัวของมันด้วย และบางอย่างก็เป็นเพียงความต้องการตามธรรมชาติเท่านั้น และบางอย่างก็ยังจำเป็นต่อความสุขสบายของร่างกายและของชีวิต ความทุกข์ซึ่งเกิดมาจากความกลัวหรือความว่างเปล่าแล้วความปรารถนาซึ่งถูกปลดปล่อย มนุษย์เข้าใจสิ่งเหล่านี้เขาก็จะสามรถชนะตัวเองได้ และเข้าใจความศักดิ์สิทธิ์และความปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้

สรุปคือความอยากของมนุษย์แบ่งได้ 3 ประการ
1. ความอยากที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นสิ่งจำเป็น เช่นปัจจัย 4 ถ้าไม่มีเราจะตาย อากาศ, อาหาร

2. ความอยากตามธรรมชาติแต่ไม่จำเป็น เช่น ความต้องการทางเพศ, การกินอาหารมื้อละ 30,000 บาท

3.ความอยากที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือยจนเกินไป เช่นชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นความอยากที่เกินความจำเป็น อย่างเช่นรถยนต์ เครื่องประดับฟุ่มเฟือย

นั่นคือให้พิจารณาดูว่าอันไหนมันจำเป็น

 

7. การพิจารณาในเรื่องความต้องการจะนำไปสู่ทรรศนะที่ว่า "ความมัธยัสถ์และความเรียบง่ายเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง ส่วนความหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์อย่างเดียวท้ายที่สุดแล้วก็จะนำไปสู่ความทุกข์ การย่อยอาหารที่ดีย่อมทำให้ร่างกายเป็นไปด้วยดี และการคิดคำนึงในเรื่องปรัชญานั้นทำให้จิตใจมีความสงบ คุณธรรมทั้งหมดซึ่งเราควรแสวงหาเพื่อทำความรอบคอบให้เกิดขึ้น ความรอบคอบนั้นเป็นคุณธรรมทางจริยธรรมที่ทรงคุณค่ามากที่สุด และเป็นที่มาของคุณธรรมทุกอย่างซึ่งจะทำให้เราสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข

And again … พูดอีกครั้งหนึ่ง independence of desire การเป็นอิสระจากความปรารถนาหรือจากตัณหานั้น we think a great good เราถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นความดีอันยิ่งใหญ่ที่สุด ตลอดเวลาเรารู้สึกพอเพียง, รู้สึกดีแล้ว แต่ก็มียางอย่างที่ยังอยากอยู่ แต่ก็นั่นแหละ ถ้าตัวเราไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างพอเพียง, เราก็อาจจะมีความสุขไปกับเครื่องยั่วยวนใจ ซึ่งประกอบด้วยความหรูหราสะดวกสบาย ซึ่งคนที่ขาดมันก็จะต้องการมัน ซึ่งนั่นแหละที่ธรรมชาติเป็นผู้ชนะ, แต่โดยแท้จริงมันคือสิ่งที่เกินความต้องการของมนุษย์ ดังเช่นคุณค่าของอาหารรสชาติธรรมดา ๆ ก็มีค่าเท่ากับอาหารหรู ๆ เมื่อคนที่ยากลำบากละความอยากได้แล้ว เพียงแค่ขนมปังกับน้ำเปล่าก็มอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่เขาได้เมื่อเขาได้กินมันเพื่อความเจริญเติบโต ดังนั้น เพียงอาหารง่าย ๆ ธรรมดา ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่หรูหราราคาแพงก็ทำให้คน ๆ นั้นสุขภาพดีได้ และทำให้คนรอดพ้นและมีชีวิตรอดไปได้ และเมื่อเราปฏิบัติเช่นนี้ระยะเวลานาน ๆ เราก็จะลดละความอยากในของที่เกินจำเป็น และทำให้เราไม่กลัวต่ออนาคตและโชคชะตา (สรุป : ความอยากได้ ความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเป็นความต้องการของมนุษย์ ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วก็ต้องการเพียงแค่สิ่งที่สามารถทำให้ดำรงชีวิตอยู่รอด แต่มนุษย์ก็สรรหาของมาสนองความต้องการต่อไป เปรียบเทียบคนจนและคนรวย, คนจนกินแค่ขนมปังกับน้ำเปล่าก็พอแล้ว ก็สามารถมีชีวิตอยู่รอด ทำงานอยู่ไปได้วันหนึ่ง แต่กับคนรวยต้องมีเนื้อ นม ไข่ ไวน์ ฯลฯ จึงจะพอใจ)

เมื่อเรายืนยันว่าความสุขหรือความพอใจนั้นเป็นเป้าหมาย เป็นจุดหมายปลายทางของการแสวงหา, เมื่อใดก็ตามที่เรารู้ว่าความพอใจของเราสิ้นสุดที่ไหน เมื่อเรารู้ว่าความพอใจของคนเราสิ้นสุดที่ไหน เราไม่ได้หมายถึงความพอใจในเชิงสุรุ่ยสุร่าย และความต้องการในเชิงมักมากในกามารมณ์ ซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยใครบางคนที่ไม่สนใจและไม่เห็นด้วยกับพวกเราหรือไม่เข้าใจ ก็คือความเป็นอิสระจากความทุกข์ทรมานทางร่างกาย และความยากลำบากทางจิตใจ มันไม่ใช่การดื่มเหล้าและการสำมะเลเทเมา หรือความพอใจในทางตัณหา หรือความพึงพอใจกับปลาและโต๊ะอาหารเลิศหรูซึ่งทำให้ชีวิตดูหรูหรารื่นเริงมีความสุข แต่เป็นการคิดเป็นเหตุเป็นผลอย่างมีสติ ตรวจสอบความต้องการทุก ๆ ความต้องการและหลีกเลี่ยงกำจัดความคิดเห็นอื่น ๆ ที่จะรบกวนจิตใจออกไป

หมายความว่า เขากำลัง defend ให้กับเอปิคิวรัสว่า เมื่อเวลาพูดถึงเอปิคิวรัสคือการแสวงหาความสุขทาง sensuality แต่จริง ๆ แล้วพวกเอปิคิวเรี่ยนไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ความสุขในทรรศนะของอิปิคิวรัสคือการเป็นอิสระจากความทุกข์ในกายและความวุ่นวายในใจ (but freedom pain the body and from trouble in the mind.)

For it is not continuous drinkings and revelings, nor the satisfaction of lusts, nor the enjoyment of fish and other luxuries of the wealthy table, which produce a pleasant life, การดื่ม การกิน และความพอใจในเรื่องของการได้ตอบสนองความต้องการ, ความ enjoy กับปลา และความสนุกสนานทั้งหลาย

but sober reasoning, searching out the motives for all choice and avoidance, แต่ sober reasoning คือการเป็นคนที่แสวงหา, อยู่อย่างเป็นคนที่แสวงหาเหตุผล และก็แสวงหาแรงกระตุ้น for all choice การจัดการเรื่องทั้งหมดและการหลีกเลี่ยง and banishing ก็คือการกำจัดความคิดที่จะเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายภายในใจให้มากที่สุด นี่คือทรรศนะของพวกอิปิคิวเรี่ยนที่ส่วนใหญ่คนจะไม่พูดถึง

โดยปกติร่างกายของมนุษย์ ความพึงพอใจไม่สามารถจะเพิ่มขึ้นได้ โดยครั้งหนึ่งคนที่เคยลำบากยากแค้น ความต้องการจะถูกตักออกไป (คนเราถ้าลำบากยากจนอะไร ๆ ก็ดีไปหมด อาหารธรรมดา เสื้อผ้า ฯลฯ) ซึ่งก็ต่างกันออกไป และขีดจำกัดในรูปของความระมัดระวังที่จะพึงพอใจ และอารมณ์ความรู้สึกก็จะเกี่ยวดองกันไปหมดซึ่งก่อให้เกิดความกลัวในจิตใจ (สรุป : ถ้าเคยจนก็จะกลัวจนอีกทำให้ไม่กล้าทำตัวสุรุ่ยสุร่ายมาก จะระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการทำอะไรเพื่อความพึงพอใจของตัวเอง กล่าวง่าย ๆ คือสร้างข้อจำกัดในใจขึ้นจะได้ไม่ประมาท)

Infinite time contains no greater pleasure than limited time, เวลาที่มันไม่จำกัดไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดความสุขได้มากกว่าเวลาที่จำกัด และถ้าคนเราใช้เหตุผลวัดขอบเขตของความสุข ก็หมายความว่าเอาเวลามาเป็นตัวกำหนดไม่ได้

Infinite time - เวลาที่ไม่จำกัด, contains - บรรจุ, no greater pleasure than - ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า หรือไม่ได้มากไปกว่า, limited time

ในทางกลับกัน เวลาที่น้อย ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้มีความสุขน้อยกว่าเวลาที่มาก และถ้าคนเราวัดความสุขด้วย, ถ้าใช้เหตุผลนั้นในการกำหนด (คือเวลาเรามีความสุขก็จะมี limit ใช่ม๊า และถ้า limit ของความสุขถูกวัดด้วยความสุขแล้วเวลาไม่เกี่ยว)

ร่างกายของมนุษย์รับรู้ถึงการจำกัดของความพึงพอใจว่าไม่มีขอบเขตจำกัดและไม่จำกัดเวลา (คือมีความต้องการโดยไม่มีขอบเขต และไม่จำกัดเวลา) แต่จิตใจของมนุษย์สามารถเข้าใจที่เหตุผลที่เป็นสุดยอดต่อชีวิตและสามารถจำกัดขอบเขตได้ ความกลัวก็จะมลายหายไปเมื่อเวลาผ่านไป สามารถทำให้เรามีชีวิตที่สมบูรณ์ และเราก็ไม่ต้องการเวลาไม่กำกัดอีก แต่เมื่อใดจิตใจรู้สึกไม่ดี เป็นสาเหตุที่จะทำให้อยากไปจากชีวิต (ตาย) เมื่อนั้นเหมือนถึงจุดจบทันที แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่ดีของชีวิตก็ตาม (สรุป : ตามธรรมดาของมนุษย์ก็มีความต้องการไม่จำกัด แต่พูดในแง่ร่างกาย คือ มีความต้องการอยากกินอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคซึ่งจำกัดไม่ได้ตลอดชีวิตจนกว่าจะตาย แต่ความต้องการทางจิตใจมีความสามารุทางความคิด เราใช้ปัญญาไตร่ตรองได้ และเมื่อเราหยุดที่จะอยากได้เวลาของความต้องการสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตจะหมดไป)

คนที่เคยได้เรียนรู้ถึง limits of life จะเป็นผู้ที่ละทิ้งความเจ็บปวดในความอยาก และทำให้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ แบบที่ว่าง่ายต่อการไขว่คว้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน (สรุป : คนที่รู้จักพอในชีวิตจะเป็นผู้ที่ชนะความอยาก จะมีชีวิตที่เป็นสุขเพราะปราศจากความต้องการที่จะแข่งขันกับใคร)

การที่จะเริ่มต้นและเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดก็คือ "ความสุขุมรอบคอบ" (prudence) ความสุขุมรอบคอบเป็นสิ่งที่มีมานานกว่าปรัชญา เมื่อความสุขุมรอบคอบได้ก่อกำเนิดขึ้น (คล้ายน้ำพุ) ก่อให้เกิดคุณความดีทั้งหมด และได้สอนพวกเราว่าไม่จำเป็นต้องอยุ่อย่างสุขสบายโดยที่ปราศจากความสุขุมรอบคอบ, มีศีลธรรมและยุติธรรม แต่เป็นชีวิตที่สุขุมรอบคอบ, มีศีลธรรมและยุติธรรมที่ปราศจากความสะดวกสบาย สำหรับความดีงามตามที่ธรรมชาติเป็นผู้สร้างนั้น (ตามสัญชาตญาณของมนุษย์) ที่ต้องการความสะดวกสบาย ความพึงพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส คนประเภทสะดวกสบายจะไม่สามารถแยกออกจากความต้องการเหล่านี้ได้ สำหรับผู้ที่คิดว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น, ผู้ซึ่งนับถือพระเจ้า นี่คือเวลาที่จะเป็นอิสระต่อความกลัวตาย และเหตุผลออกไปจากการดลบันดาลโดยธรรมชาติ (สรุป : ความสุขุมรอบคอบในที่นี้หมายถึงปัญญาที่รู้แจ้ง, รู้เท่าทันความอยากของจิตใจ และปัญญาก็จะเป็นจุดกำเนิดของคุณความดีทั้งหมด อีกทั้งการดลบันดาลโดยธรรมชาติ ก็คือกิเลส ตัณหา ความต้องการ ความอยากได้ใคร่มี)

อาจารย์ : เขาเน้น prudence เพื่อจะเน้นให้เห็นว่าคนเราเวลาดำเนินชีวิตไปด้วยความไม่ประมาท

- prudence ก็คือเวลาที่เราจะเสพ, คนเรามันต้องดินต้องใช้ แต่การมี prudence คือการรู้จักพิจารณาในสิ่งที่เราบริโภค ในสิ่งที่เราเสพอย่างรอบคอบมันจะทำให้เราไม่นำชีวิตเราไปสู่ความทุกข์ อย่าลืมว่าเวลาเราพูดถึงอิปิคิวเรี่ยนนั้นจะต้องมีตัวที่เป็นความสุขไว้ก่อน แต่ definition ความสุขอย่างไรนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง โดยส่วนใหญ่แล้วคนจะมองอิปิคิวเรี่ยนว่าเป็นพวกที่แสวงความสุขจากการบริโภค, จากการได้เสพ แต่ในความหมายของอิปิคิวเรี่ยนที่เขายกมาจากหนังสือของอิปิคิวเรี่ยนเองเขาแสดงให้เห็นว่าก็จะพูดถึงเรื่องของการเสพก็จริง แต่ว่าการเสพวัตถุนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องทำด้วยความรอบคอบ และความสุขทางวัตถุนั้นไม่สามารถจะนำไปสู่ความสุขอันสูงสุดจริง ๆ ได้ อิปิคิวเรี่ยนเน้นความสุขทางจิตใจเป็นสำคัญ

 

8. อิปิคิวรัสได้บรรยายถึงคนที่มีความฉลาดว่าเป็นผู้ที่รู้ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ดีนั้นมันง่ายที่จะได้มา และสิ่งชั่วร้ายนั้นมันเป็นสิ่งที่อยู่ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หรือไม่ก็นิดหน่อย คนที่ฉลาดย่อมรู้ว่าตัวพวกเขานั้นเองสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่จะตัดสินความสุข มิใช่โชคชะตาและพวกเขายังมีอำนาจที่จะเปลี่ยนโอกาสที่เกิดขึ้นมาเป็นการพิจารณาที่ดีได้ นอกจากนี้แล้วการตัดสินใจอันชาญฉลาดนั้นดีกว่าที่จะรอผลจากโชคชะตา อันเป็นการเลือกของคนที่มีความสุขุมรอบคอบ

อาจารย์ : (แปลถูกแล้วแต่อาจารย์มาช่วยตีความให้) อิปิคิวรัสได้อธิบาย prudence person (ที่ใช้คำว่า as ตรงนี้ก็เพื่อจะอธิบาย person อีกทีหนึ่งว่า) ก็คือคนที่รู้ว่า (who knows that) ความดี, สิ่งที่ดี ๆ มันง่ายที่จะบรรลุถึงไม่ยาก (the truly good things are easy to obtains) - truly good ความดีจริง ๆ มันง่ายที่จะได้รับมา, มันไม่ใช่ของยาก และเขาก็รู้ว่าความชั่วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นและเป็นสิ่งที่ไม่มีน้ำหนัก, ฉาบฉวย (the evils are either short-lived or slight.) - slight คือลักษณะของการที่แสวงหาความสุข หรือการทำความชั่วนั้นมันฉาบฉวย บางเบา ไม่มีอะไร - Prudence people ก็คือคนที่รู้จักตัวเอง (know that they themselves) - not destiny คือรู้จักตัวเอง, จัดการกับตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา - control the factors ควบคุมปัจจัยที่จะทำให้เกิดความสุขของเขา - and they have the power to turn chance และในขณะเดียวกันเขาก็มีพลังที่จะทำให้โอกาสต่าง ๆ เหล่านั้นไปสู่สิ่งที่ดี ๆ (a good account.) - ยิ่งไปกว่านั้น, the wise decision rather than the fortunate outcome is the prudent individual's choice. การตัดสินใจอย่างชาญฉลาดนั้น (the wise decision) ค่อนข้างจะ (rather than) หรือย่อมจะดีไปกว่าการปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามโชคชะตา นั้นคือการเลือกของคนที่เป็น

สรุป : prudent คือคนที่มีความชาญฉลาด คือคนที่คิดว่าการตัดสินใจอย่างฉลาดนั้นย่อมดีกว่าการปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามชะตากรรมนั้นคือลักษณะทางเลือกของคนที่รอบคอบ (prudence people)

คนที่มีความรอบคอบจะมีความเข้าใจในข้อจำกัดของสิ่งที่ดี ที่ง่ายต่อการบรรลุ แทนที่จะเป็นผลแห่งการเจ็บป่วยในระยะสั้น หรือการเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย

Pain does not last continuously in flesh, but the acutest pain is there for a very short time, and even that which just exceeds the pleasure in the flesh does not continue for many days at one … ความเจ็บปวดไม่ได้… ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสก็มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาสั้นเท่านั้นเอง และ…

เขาหัวเราะให้กับชะตากรรมที่เคยแนะนำ (He laughs at destiny, whom some have introduced as the mistress of all things. - some ก็คือคนบางคน, He ก็คือคนที่หัวเราะให้กับ คือการขยายความ destiny ตรงนี้ หลังคอมม่าคือการขยายความให้กับ destiny) - destiny ก็คือคนที่นำเสนอในลักษณะที่ว่า ชะตาที่ถูกกำหนดไว้นั้นเป็นจ้าวของทุกสิ่งทุกอย่าง เขาคิดว่าโชคชะตาอยู่กับเราและเป็นกำลังสำคัญในการกำหนดเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง (determining events) และชะตากรรมที่เกิดขึ้นมานั้นบางชะตากรรมเกิดขึ้นมาโดยความจำเป็นที่จะเกิดขึ้นมา และชะตากรรมบางอย่างก็เกิดขึ้นมาบางโอกาสโดยบังเอิญ และบางชะตากรรมก็เกิดขึ้นภายในการควบคุมของเรา ในขณะที่ (for while necessity cannot be called to account,) ความจำเป็นที่ว่านั้นไม่สามารถหาคำอธิบายได้ เราจะเห็นได้ว่าโอกาสที่เกิดขึ้นมานั้นบางครั้งมันไม่ได้เกิดอย่างต่อเนื่อง (inconstant) แต่มันอยู่ในการควบคุมของเรา (is subject to no master,) - and to it are naturally attached praise and blame. แล้วโดยธรรมชาติมันก็จะนำไปสู่การได้รับการยกย่องหรือได้รับการตำหนิ

For, indeed, it were better to follow the myths about : the gods than to become a slave to the destiny of the natural philosophers : เพราะจริง ๆ แล้วมันดีกว่าในการที่จะตามเทพนิยาย หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระเจ้า ดีกว่าการที่จะกลายเป็นทาสของการชี้นำโดยนักปรัชญาธรรมชาติ เขาก็อธิบาย for the former suggests a hope of placating the gods by worship, ความหวังที่จะได้รับการปลอบโยนโดยการบูชาพระเจ้า เมื่อเรามีทุกข์เราก็รับการปลอบโดยพระเจ้า - ขณะที่ destiny of the natural philosophers นั้นเกี่ยวข้องกับ (involves) ไม่มีการปลอบโยน, คำปลอบประโลม (a necessity which knows no placation.)

As to chance, he does not regard it as a god as most men do (for in a god's acts there is no disorder) คล้าย ๆ กับโอกาสนั้นไม่ได้เป็นดั่งเทพเจ้าที่มนุษย์เข้าใจกัน, โอกาสนั้นไม่ได้เป็นเทพเจ้าอย่างที่มนุษย์เข้าใจ เพราะการกระทำของพระเจ้าไม่มีความวุ่นวาย

 

9. อิปิคิวรัสชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าความยุติธรรมจะเท่าเทียมกันของคนทุกคนเมื่อพิจารณาในหลักการทั่วไป แต่เมื่อนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันแล้วมันก็จะใช้ไปในขอบข่ายที่แตกต่างกันออกไป

อาจารย์ตีความประเด็นข้อ 9 : เมื่ออิปิคิวรัสได้หันไปให้ความสนใจกับธรรมชาติของการใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนของคนเรา (community life หมายความว่าชีวิตในทางสังคมของคน) อิปิคิวรัสก็ได้พบว่าหลักการของความยุติธรรมนั้น (is required mutual help among people and to prevent them from injuring one another.) ก็คือการที่จะต้องสร้างความสร้างความเข้าใจในการที่จะให้เกิดความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (mutual help among people) - is required แปลว่าต้องการ - justice ต้องการความมั่นใจที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในสังคมอีกครั้งหนึ่ง และประการที่สอง ความยุติธรรมนั่นก็คือ จะต้องป้องกันพวกเขาให้พ้นจากการถูกทำร้ายจากคนอื่น

สรุปว่า ความยุติธรรมจะอยู่ได้ในทรรศนะของอิปิคิวรัสก็คือ 1. การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (mutual help among people) 2. การ prevent, การเฝ้าปกป้องเขาให้พ้นจากการถูกทำร้ายโดยคนอื่น นั่นคือความยุติธรรม (justice consent of Epicurian) อย่าลืมว่าอันนี้เป็นการพูดถึงชีวิตในทางสังคมของคน (ในข้อ 8 พูดถึง individual คือความสุขในปัจเจกบุคคล แต่ถ้าพูดถึงความสุขในทางสังคมแล้วเขาก็พูดถึงความยุติธรรม ซึ่งชีวิตที่ได้รับความยุติธรรมทางสังคมก็คือชีวิตของคนที่อยู่ในสังคม)

To these ends, individuals form a social compact, with justice governing their interrelations. เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้ ปัจเจกบุคคลแต่ละคนก็จะต้องสร้างข้อตกลงในทางสังคม (social compact) ขึ้นมา โดยมีความสัมพันธ์กันอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม (with justice ด้วยยุติธรรม - governing ครอบคลุม - their interrelations ความสัมพันธ์)

(Epicurus points out that) อิปิคิวรัสยังชี้ให้เห็นอีกว่า - although justice is the same for all when it is considered as a general principle, แม้ว่าความยุติธรรมนั้นเหมือนหรือเท่าเทียมกันกับทุก ๆ คนเมื่อความยุติธรรมได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นหลักการโดยทั่วไป (หมายความว่าความยุติธรรมจะต้องเท่าเทียมกันกับทุกคนถ้าพิจารณาโดยหลักการทั่วไป) - it manifest variations แต่มัน / ความยุติธรรม (it = justice) ก็จะถูกแสดงออกไปออกอย่างหลากหลาย (ความยุติธรรมเท่ากันก็จริง แต่เวลา present มันแสดงออกไปอย่างหลากหลาย) - (when is applied in specific situations.) เมื่อความยุติธรรมนั้นได้ถูกแสดงหรือถูกใช้ไปในสถานการณ์บางอย่าง

The justice which arises from nature ความยุติธรรมนั้นคือสิ่งซึ่งเกิดขึ้นจากธรรมชาติมันเป็นหลักประกันสำหรับการแชร์ผลประโยชน์ซึ่งกันและกันของคนในสังคม, ป้องกันคนจากการทำร้ายคนอื่น (one another) และป้องกันตนเองไม่ให้ถูกทำร้ายโดยคนอื่น (ป้องกันคนอื่นไม่ให้มาทำร้ายเรา) นี่คือ mutual advantage ซึ่งเป็นประเด็นของความยุติธรรม

For all living things …ไม่สามารถหรือไม่ปรารถนาที่จะสร้างข้อผูกพันเพื่อที่จะไม่ให้ทำร้าย…

Justice never is anything in itself, ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในตัวของมันเอง แต่มันต้องเกี่ยวข้องกับมนุษย์กับคนอื่นในสถานที่ใดก็ตาม (with one another in any place - ที่ไหน, เมื่อไหร่ก็ตาม) มันก็คือการรวมกันของคนที่จะไม่ถูกทำร้าย และป้องกันจากการถูกทำร้าย และผู้อื่นก็ไม่ถูกทำร้าย (สรุป : ความยุติธรรมไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่มันจะต้องเกี่ยวกับคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง, ความยุติธรรมนั้นไม่มีความหมายถ้าอยู่กับคน ๆ เดียว แต่มันมีความหมายว่าความยุติธรรมเมื่อมันเกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ แทนความว่าเมื่อเกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ แล้วไม่ไปทำร้ายคนอื่น และก็ไม่ให้คนอื่นมาทำร้ายเรา)

Injustice is not an evil in itself, ความอยุติธรรมนั้นไม่ได้เป็นสิ่งชั่วร้ายในตัวของมันเอง แต่เป็นผลที่ตามมาของความกลัว ซึ่งเกิดความเข้าใจของคนเราที่ไม่สามารถหนีจากการลงโทษ

เป็นไปไม่ได้ที่คน ๆ หนึ่งที่ได้ทำการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างลับ ๆ ซึ่งการละเมิดนี้ไม่ว่าจะอันตรายร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงก็ตาม แม้จะหนีรอดจากการจับกุมได้ และแม้ว่าจะหนีรอดมาเป็นครั้งที่พันก็ตาม แต่ตราบกระทั่งถึงเวลาตายก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าเขาได้หนีมันพ้นจริง ๆ

ความยุติธรรม โดยทั่วไปแล้วก็คือความเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน เป็นสัญญาที่มีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่สำหรับบางกลุ่มบางคนแล้ว สิ่งเดียวกันนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีสำหรับทุกคนในสังคม

บทลงโทษซึ่งถูกจัดตั้งโดยกฎหมายซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายที่ถูกต้อง คือสิ่งที่ยืนยันความยุติธรรม แม้ว่ามันจะเท่าเทียมกันสำหรับทุกคนหรือไม่ก็ตาม ถ้าคนร่างกฎหมายไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียผลประโยชน์แล้ว ความสำคัญของความยุติธรรมก็คงไม่สำคัญอีกต่อไป และแม้ว่าผู้ที่ควรได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงตามข้อเท็จจริงไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอ เราต้องไปตัดสินตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและพิสูจน์ได้

ที่ ๆ ซึ่งเหตุการณ์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การกระทำใดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงแม้ว่าจะกระทำจริง ๆ ก็ตาม เราไม่สามารถตัดสินได้ แต่ที่ ๆ เหตุการณ์เปลี่ยนแปลง การกระทำเดียวกันจะนำไปสู่บทลงโทษอย่างไม่มีการผ่อนผันจะถูกตัดสินตั้งแต่วินาทีที่ทำผิด (เมื่อได้เปรียบคนอื่น) แต่ผลของมันคือ พวกเขาจะไม่ได้รับความเที่ยงธรรมอีกต่อไป ในขณะที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ด้วย

 

10. ในส่วนที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของเรานั้น อิปิคิวรัสได้บอกกับเราอย่างไร โดยจริง ๆ เรานั้นดูเหมือนว่าถูกนำไปอย่างผิด ๆ โดยการคิดว่าปกป้องจากการกระทำที่ไม่ดีจากเพื่อนบ้านของเรา คือคนเราคิดว่าความยุติธรรมที่แท้จริงก็คือปกป้องจากการที่คนอื่นมาทำกับเราในทางที่ไม่ดี เขาได้อธิบายให้ข้อคิดเห็นว่าการปกป้องที่มั่นใจที่สุดก็คือ เราขจัดหรือนำตัวเราออกจากพันธนาการของเรื่องราวต่าง ๆ (affair) และการเมือง และขจัดหรือการถอดถอนนำไปสู่การไปอยู่ร่วมกันกับเพื่อนที่ได้รับการเลือกสรรแล้ว 2-3 คน. ในกรณีอย่างนี้เองนำเขาไปสู่การสร้างชุมชนในอุดมคติแบบอิปิคิวเรี่ยน (ก็คือไปอยู่กันสองสามคนเท่านั้น) ไอเดีย Epicurean community นั้นก็คือ The Garden of Epicurus ก็คือสวนของของอิปิคิวรัสซึ่งเป็นตัวอย่างที่เป็นจริงตามความคิดของเขา.

(สรุปประเด็นข้อ 10 : คืออย่าไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้านเขามาก หรืออย่าไปยุ่งกับเรื่องการเมืองให้มากเท่านั้นเอง ให้ไปอยู่กับคนที่มีความคิด, อุดมการณ์ใกล้เคียงกัน เพราะว่าอยู่แค่นี้ปลอดภัยที่สุดคือการปกป้องตนเองจากการทำที่ไม่ดีจากเพื่อนบ้าน และการที่จะปกป้องชีวิตตนเองให้มั่นใจที่สุดคือเราอย่าไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้านและเรื่องการกมือง เราก็จะมีชีวิตอย่างมีความสุข)

 

11. การอธิบายที่ชาญฉลาดด้วยตัวของเขาเองทางจริยศาสตร์ของอิปิคิวรัสนั้น อิปิคิวรัสได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ดำเนินตามคำสอนของเขาว่า พวกเขาอาจจะคาดหวังไว้มากกว่าความสุขของมนุษย์ธรรมดา (เท่ากับเขาแสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อว่าวิธีการนี้เราจะมีความสุขได้มากกว่าคนอื่นก็ได้ ถ้าเราดำเนินชีวิตตามนี้)

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 10:22 PM