http://www.duangden.com
สมจศ 530 พัฒนาการความคิดทางจริยศาสตร์
[ SHES 530 Development of Ethical Thoughts ]

CHAPTER 3 Aristotle : Moral Character
 
 


***

ประวัติของอริสโตเติ้ลมีชีวิตอยู่ในช่วงปี 384-322 ก่อนคริสตศักราช อริสโตเติ้ลเป็นนักปรัชญาที่เทียบได้กับเพลโต ซึ่งมีอิทธิในประวัติศาสตร์ของนักคิดตะวันตก เค้าเกิดที่ Stagira ใน Macedonia ซึ่งเป็นอาณานิคมของกรีก บิดาของเขาชื่อ Nicomachs ซึ่งเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนักของพระเจ้า Amnytas ที่ 2, กษัตริย์แห่ง Macedonia ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเจ้า Philip, บิดาของเขาตายเมื่อเขาอายุได้ 18 ปี ซึ่งหลังจากถึงแก่ความตายแล้วอริสโตเติ้ลที่เคยศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และเป็นผู้ที่รักการเรียนก็ถูกส่งตัวไปที่เอเธนส์เพื่อเข้ารับการศึกษาทางด้านปรัชญาในสำนัก Academy ของเพลโต, เขาอยู่ในสำนัก Academy จนเพลโตเสียชีวิตในปี 347 ก่อนคริสตศักราช

อริสโตเติ้ลเป็นนักศึกษาที่มีความสามารถพิเศษอย่างมากของเพลโตอย่างไม่ต้องสงสัย เขาไม่ใช่คนที่ไม่มีหลักการ เขาเป็นศิษย์ที่ยอมอุทิศตัวต่ออาจารย์ โดยมีคำกล่าวที่ว่าสิ่งที่รักก็คือเพลโต สิ่งที่เป็นที่รักมากกว่าเพลโตก็คือหลักความจริง เขาเคยถูกชักชวนให้เป็นหัวหน้าในสำนัก Academy ของเพลโตแต่เค้าก็เลือกที่จะปฏิเสธ หลังจากที่เพลโต้ได้ถึงแก่กรรม ก็มีเหตุกการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่อริสโตเติ้ลไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ Speusippus หลานชายของเพลโตกำหนดการเรียนการสอยที่ไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการใช้ปัญญา ในปี 343 ก่อนคริสตศักราช อริสโตเติ้ลได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนเจ้าชาย Alexander ซึ่งมีชันษา 13 ชันษา โอรสของพระเจ้า Philip ใน Macedonia ซึ่งเจ้าชาย Alexander ต่อมาก็ได้เป็นพระเจ้า Alexander มหาราชผู้พิชิตโลก อริสโตเติ้ลสอนเจ้าชาย Alexander อยู่ได้ไม่เกิน 3 ปีก็ต้องหยุดการเรียนการสอนเมื่อเจ้าชายได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระราชบิดา แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าการเป็นอาจารย์สอนเพียง 3 ปีของเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงอิทธิพลที่พระราชบิดามีเหนือพระโอรสได้ หรือในทางหนึ่งอาจจะมีผลต่อแนวคิดและการกระทำในภายหลังของพระเจ้า Alexander ได้ อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าอริสโตเติ้ลเคยอธิบายของผลที่จะตามมาของจุดมุ่งหมายการรวมรัฐของพระเจ้า Alexander หรือไม่ ความผูกพันฉันเพื่อนที่เป็นไปแบบครูกับศิษย์ได้มีการรายงานต่อๆ มาว่าพระเจ้า Alexander ได้ช่วยเหลืองานค้นคว้าบางอย่างของอริสโตเติ้ลในเรื่องของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

ในขณะที่มีอายุ 49 ปี อริสโตเติ้ลได้รับไปยังกรุงเอเธนส์และได้จัดตั้งสำนัก Lyceum, ซึ่งนับเป็นสำนักสอนปรัชญาที่ใหญ่โตเป็นอันดับสองใน 4 สำนักที่มีอยู่ในยุคโบราณนั้น และในฐานะอาจารย์สอนเกิดขึ้นแก่เขาอย่างรวดเร็ว เขาจึงได้กลายเป็นผู้ที่เข้าไปสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโน้น ประกอบกับบทบาทของนักปรัชญาผู้สร้างศัพท์ใหม่ นักวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์ เขาได้รับการยกย่องว่ามีผลงานแต่งหนังสือเกินกว่า 400 เรื่อง และเป็นหัวหน้าในการค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับพฤษศาสตร์ สัตวศาสตร์ และได้มีการรวบรวมเก็บไว้ในห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดของกรีกในสมัยนั้น. เป็นความเห็นร่วมกันของผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ Macedonian ที่ก่อการปฏิวัติหลังการสวรรคตของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ในปี 323 ก่อนคริสตศักราชทำให้อริสโตเติ้ลต้องจากเอเธนส์ และมีการพูดกันว่าผู้มีอำนาจบางคนกล่าวหาเขาว่าแนะนำสั่งสอนในสิ่งที่เป็นอันตราย เขาถูกชาวกรุงเอเธนส์ใส่ความเช่นเดียวกับโสเครติส ที่เคยถูกใส่ความมาแล้ว เมื่อ 76 ปีก่อนนู้น แต่สิ่งที่เขาตรงกันข้ามกับโสเครติสก็คือเขายอมที่จะถูกเนรเทศหรือว่ายอมหนีไปจากเมืองนั้น. อริสโตเติ้ลได้ถึงแก่กรรมที่เมือง Chalcis บนเกาะ Euboea ในปีถัดมา

สำหรับการแบ่งผลงานโดยเฉพาะของอริสโตเติ้ล ผลงานของเขาเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ในเชิงทฤษฎีตัวอย่างเช่น อภิปรัชญา, ฟิสิกส์, ดาราศาสตร์, ชีววิทยา, จิตวิทยา อีกส่วนหนึ่งก็คือวิทยาศาสตร์ในเชิงปฏิบัติเช่น จริยศาสตร์ Nicomachean, จริยศาสตร์ Eudemian และก็รัฐศาสตร์อีก 2 ส่วน. วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการผลิตหรือวิทยาศาสตร์เชิงกวี และตรรกศาสตร์อีกส่วนหนึ่ง คือมี 3 ส่วน. ผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจดังที่กล่าวมานี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจเลยที่จะพูดถึงอริสโตเติ้ลผู้ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขาไปกับ เรื่องความรู้ทั้งปวงที่เขาอยากจะรู้

ในหนังสือ Nicomachean ของอริสโตเติ้ล เป็นหนังสือที่พูดถึงเรื่องปรัชญาไว้อย่างชัดเจนอย่างเป็นระบบที่สุดในปรัชญาในอารยะธรรมตะวันตก. It ตัวนี้คือ Nicomachean Ethics มันดำเนินไปตามแนวความคิดแบบที่ว่า เริ่มตั้งแต่โสเครติส แล้วก็พัฒนามาเป็นลำดับโดยเพลโตแล้วขยายความว่าวิธีคิดที่เป็นแบบเดียวกันเน้นย้ำ 2 ทั้ง เป็น tradition ของโสเครติส เพลโต อริสโตเติ้ลเลยว่า 1. ให้คุณค่าสูงสุดกับมนุษย์ว่ามีธรรมชาติที่มีเหตุมีผล ให้คุณค่าสูงถึงเรื่องของเหตุผลในตัวมนุษย์ ให้คุณค่าสูงสุด และ 2. ธรรมชาติที่มีจุดมุ่งหมาย วิธีคิดแบบนี้มันจะต่อเนื่องไปจนถึงเฮเกลเลย เฮเกลก็เหมือนกันเวลาคิดมันก็จะมีกระแสวัฒนธรรมแบบนี้ ประวัติศาสตร์มีเป้าหมาย พัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกกันว่า spirit เพราะฉะนั้นอันนี้เป็น Tradition ของโสเครติส เพลโต อริสโตเติ้ล. Nevertheless… ถึงกระนั่นก็ตาม คล้ายๆ ว่าถึงแม้ว่ามันจะเหมือนกันก็ตาม วิธีคิดแบบโสเครติส เพลโต อริสโตเติ้ลมันจะเหมือนกันก็ตามภายในกรอบใหญ่, ทฤษฎีทางจริยศาสตร์ของอริสโตเติ้ลและครูของเขาคือ plato นั้น stand in sharp contrast มีลักษณะที่แตกต่างกันเลย เห็นชัดมากเลยว่าแตกต่างกัน. (แตกต่างกันอย่างไร) ผลสืบเนื่องคล้ายๆ เหมือนกับสิ่งที่สืบเนื่องมาจาก ความคิดทางจริยศาสตร์ของเพลโตและอริสโตเติ้ลนั่นมีความแตกต่างกันเริ่มตั้งแต่ว่า อันเป็นผลพวงมาจาก concept ในเรื่องอภิปรัชญาต่างกัน (แตกต่างกันอย่างไร) การพูดถึงปัญหา Metaphysic ต่างกัน ปัญหาจริยศาสตร์มันก็เป็น consequence ของ Metaphysic เมื่อมอง Metaphysic ต่างกัน Ethics มันก็จะมีมุมมองที่ต่างกัน มันเป็น consequence


Meta
---------- > Ethics


งั้นเวลาพูดถึง Metaphysic ของเพลโต เราก็แบบอยู่อย่างนี้ มี Form หรือ Idea อยู่ตรงนี้ แล้วจาก Form มันก็ไปสู่ Particular อาจจะมีหมาในโลกของแบบ แต่มันจะเป็นอย่างนี้ สุนัข A สุนัข Bสุนัข C สุนัข D สุนัข F


FORM

v
v
v

v
v
v

v
v
v

v
v
v

v
v
v

v
v
v

v
v
v

             
A B C D E F
(Particular thing)


โลกของแบบไม่มีการเปลี่ยนแปลง จีรังยั่งยืน นิจจัง แต่ใน Particular thing ใน Particular object สิ่งเฉพาะนี่มัน changing เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา, ไม่ถาวร, งั้นสิ่งเหล่านี้มันจะหมดไปตามสภาพ แต่ The world of idea โลกของแบบยังอยู่, แบบของสุนัขยังอยู่แม้สุนัข A B C D E F จะตายไปๆๆ หรือว่าโลกของแบบของคนยังอยู่ ใครตายไปๆๆ นาย A B C D E F ตายไป หรือใครก็ตามตายไป แต่คนในโลกของแบบยังอยู่

ทีนี้ถ้าอริสโตเติ้ล ลักษณะของอริสโตเติ้ลก็จะต่างกัน ลูกศรจะชี้ต่างกัน


FORM
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
     
A B C D E F
(Particular thing)



การเป็น Form ใด Form หนึ่งออกมาเนี่ยมันมาจาก Particular thing แล้วใช้วิธีการที่เรียกว่า แอปเพรกชั่น สิ่งที่แตกต่างกันตัดออกไปเหลือแต่สิ่งที่เหมือนกัน สมมตินาย A B C D E F แล้วก็กลายเป็นคนในโลกของแบบ แบบตามที่อริสโตเติ้ลว่ามันอยู่ใน Particular thing เช่น

นาย ก : 2 ตา ตาสีฟ้า ตาหยี

นาย ข : 2 ตา ตาสีดำ ตาโบน

นาย ค : 2 ตา ตาสีน้ำตาล ตาใหญ่

แอปเพรกชั่นก็คือว่าตัดสิ่งที่ต่างกันออกไป ก็จะเหลือสิ่งนี้ที่เหมือนกัน 2 ตา เพราะฉะนั้น Form ของสิ่งนั้นไม่ใช่อยู่ที่โลกของแบบ แต่มันอยู่ที่เมื่อเราเห็นหลายๆ คนแล้วปรากฏว่ามีลักษณะร่วมกัน เพราะฉะนั้นโลกของแบบก็มาจากสิ่งเฉพาะ ก็คือ 2 ตา, หรือคนเรามีขายาวบ้าง สั้นบ้าง บิดบ้าง เป๋บ้าง แต่ที่เหมือนกันก็คือ 2 ขา เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นใน Metaphysic ของอริสโตเติ้ลนั้นก็จะบอกว่า Form มาจากสิ่งเฉพาะ เป็นผลสรุปของการที่เห็นอะไรที่เหมือนๆ กันแล้วเกิด contract, มันไม่ใช่มาจาก Form แล้วมาแผ่เป็น Particular thing แต่จากคนสังเกตเห็นอะไรที่มันเหมือนๆ กันแล้วมาจัด grouping เข้ากรุ๊ป เพราะฉะนั้นแนวคิดของอริสโตเติ้ลก็จะพยายาม Grouping สิ่งต่างๆ ออกเป็นพวกๆๆๆ งั้นวิทยศาสตร์ของเค้าก็จะเริ่มจากธรรมชาติมีสิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต มีสัตว์ มีพืชก็ว่าไป เขาก็จัดกรุ๊ปอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจากวิธีคิดอย่างนี้ของเขาก็ทำให้เกิดมองประเด็นปัญหาในทางจริยศาสตร์ต่างไป, คนแบบนี้ จริยศาสตร์ก็เป็นแบบนี้, คนคิดแบบนี้จริยศาสตร์ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เพราะความคิดทางจริยศาสตร์มันเป็น consequently ของ metaphysic . งั้นประโยคที่เค้าบอกว่า This difference stems form.. (หน้า 30) ก็คือการมองว่าธรรมชาติของหลักการทางจริยศาสตร์นั้นเป็นความดีสูงสุดจะต่างกัน (ต่างกันอย่างไร) Aristotle takes issue…. อริสโตเติ้ลได้นำเอาบทสรุปแนวคิดของเพลโต, Thesis ก็หมายถึงสิ่งที่เพลโต้ได้พูดไว้ individual objects are intelligible.. สิ่งเฉพาะรู้จักหรือเข้าใจได้โดยแบบที่ไม่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันอยู่ในตัวของมันเอง (อันนี้เป็นความคิดของเพลโต) มัน Immutable มันไม่เปลี่ยนรูป unchanging Permanent คุณลักษณะของ Form มีหลายอย่าง Immutable unchanging หรือ Permanent นี่คือลักษณะของ form เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราสามารถจะเข้าใจมันได้ หมายความว่า Plato's thesis that หลังคำว่า that อธิบาย Plato's thesis ที่บอกว่า with plato' s thesis that individual objects are…โดยผ่านสิ่งที่เรียกว่า Form ที่ไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งดำรงอยู่ในตัวของมันเอง ก็หมายความว่า form มันดำรงอยู่โดยในตัวของมันเอง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้วอริสโตเติ้ลก็ไม่เห็นด้วย

According to aristotle's doctrine มันนี้เค้าก็ว่าแล้ว พอพูดถึง Metaphysic ของเพลโตเสร็จแล้วเค้าก็พูดถึง Metaphysic ของอริสโตเติ้ล the forms which make objects understandable แบบซึ่งทำให้ objects เข้าใจได้นั้นไม่สามารถ exist apart form particular objects แบบที่มันอยู่ตรงนี้มันอยู่ไม่ได้ถ้ามันไม่มี particular objects หมายความว่าถ้าไม่มี particular objects – form ก็อยู่ไม่ได้ จะมีมาได้อย่างไร ถ้าไม่มีสุนัข A B C E สุนัขอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีตัวนี้ตั้งอยู่ Form จะมาได้อย่างไร มันมาไม่ได้ ที่ Form มาได้ก็เพราะ particular objects มันมีอยู่แล้วเราหาความเหมือนกัน

แล้วเค้าก็ว่าต่อว่า According to aristotle's doctrine the forms (Forms ของสิ่งต่างๆ เช่น Form ของหนังสือ คน สัตว์ สมุด หมา แกะ เด็ก หมู ต้นไม้) which make objects understandable cannot exist apart form particular objects ไม่สามารถดำรงอยู่แยกออกไปจาก particular objects ได้

That is, นั่นก็คือว่า individual objects นั่นแหละ particular objects ก็คือ individual objects, particular หรือ individual ก็ได้ คือเฉพาะลงไป, สำหรับอริสโตเติ้ลแล้ว unity of a universal, repeatable…สำหรับอริสโตเติ้ลนั้นความเอกภาพของสิ่งทั้งมวลก็คือ form นั้นมันย้ำแล้วย้ำอีกก็แปลว่าเราเห็นคน 1 คน 2 คน 3 มันย้ำๆๆๆ จนกระทั่งว่าออกมาเป็นว่า “คน” เป็นแบบนี้, เรารู้จักม้าตัว A B C D E เราเห็นม้าตัว A B C D E อ๋อ “ม้า” มันเป็นอย่างนี้ F สิ่งนี้ที่เป็นแบบ A B C D E F มันต้องเป็นม้า เพราะมันย้ำผ่านประสบการณ์ เพราะงั้นที่เค้าบอกว่าอริสโตเติ้ลนั้นจะเน้นประสบการณ์ ในขณะที่เพลโตเน้นในเรื่องของเหตุผล ต่างกัน อย่างเห็นรูปที่เห็นๆ กัน เพลโตชี้ขึ้นฟ้า อริสโตเติ้ลชี้ลงดิน ความหมายก็คือว่า The all of form อยู่ในโลกของแบบ อยู่ใน Idea อยู่ข้างบน แต่ว่า Form ของอริสโตเติ้ลอยู่ที่นี่ อยู่ในประสบการณ์ของมนุษย์ การที่มนุษย์ได้เห็นต่างๆ และก็มา Grouping ความคิดเนี่ยเค้าเรียกว่าเป็นความคิดของอริสโตเติ้ล เพราะงั้นรูปนี้ไม่ใช่ธรรมดาอ่านเห็นต้องเข้าใจว่าทำไมชี้ขึ้นบน ทำไมชี้ลงล่าง, เพลโตเน้นเหลุผล คิด แต่อริสโตเติ้ลเน้นประสบการณ์ที่เป็นจริง ที่พบเฉพาะ งั้นเวลาพูดถึงปัญหาในทางด้านจริยศาสตร์เนี่ยวิธีคิดของอริสโตเติ้ลกับเพลโตก็จะต่างกัน เพราะมี metaphysic แต่ทั้งสองนั้นยังให้ความสำคัญกับ rational nature ธรรมชาติในเรื่องของการให้เหตุให้ผล

เค้าก็บอกว่า “no form without matter ไม่มี form ถ้าไม่มี matter, no matter without form ก็คือไม่มี matter (สิ่งต่างๆ เนื้อหา) ก็ไม่มี form, form กับ matter ต้องอยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก เป็นสิ่งเดียวกัน แต่เพลโตนั้น form กับ matter แยกออกจากกัน, matter เปลี่ยนแปลงไปได้ แต่ form ยังอยู่ แยกออกจากกัน

Consequently, Aristotle.. สิ่งที่มันตามมาก็คือว่าอริสโตเติ้นนั้นปฏิเสธทัศนะของเพลโตที่ว่า (ประโยคหลังจากนี้บอกทัศนะทางจริยศาสตร์ของเพลโต)

พอเค้าพูดถึงปัญหาทางอภิปรัชญาเสร็จเรียบร้อยแล้ว Consequently สิ่งที่ตามมาก็คือว่า, ด้วยเหตุผลอย่างนี้แหละ Consequently, ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวตอนต้นนี่แหละ อริสโตเติ้นจึงปฏิเสธทัศนะของเพลโตที่ว่า (หลังจาก that ทั้งหมดเป็นเพลโต view หมดเลย) อริสโตเติ้นปฏิเสธทัศนะของเพลโตที่ว่า การประเมินคุณค่าในทางศีลธรรมในชีวิตประวันของคนเรามันมีสมมติฐานไว้แล้วว่า good คืออะไร แต่ good ที่ว่าเนี่ยมัน is independent มันไม่ขึ้นกับ experience (ประสบการณ์), personality and circumstances ก็หมายความว่าในทัศนะของเพลโตมีสมมติฐานเบื้องต้นเลยว่าความดี เวลาจะตัดสินใครว่าอะไรดีไม่ดี “ดี”มันอยู่ในโลกของแบบ แล้วในโลกของแบบความดีนั้นไม่ขึ้นกับประสบการณ์ของมนุษย์ ไม่ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะของคน ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม, ดีเป็น idea เป็นดีในอุดมคติ ด้วยเหตุนี้เอง he insist that..อริสโตเติ้ลยืนยันว่าพื้นฐานหลักการในทางศีลธรรมนั้นอยู่ในกิจกรรมของชีวิตของเรา ไม่ใช่อยู่ในโลกของแบบ แต่มันอยู่ในกิจกรรมของเรา, เพราะฉะนั้นอะไร “ดี” ต้องดูที่ particular thing แล้วถึงจะเป็นดีตรง Form แต่ของเพลโต “ดี” อยู่ใน Form ก่อนแล้วถึงจะมา particular thing, อย่างที่บอกว่า Ethics เป็น consequence ของ Metaphysic งั้นเวลาพูดถึงปัญหาในทางจริยศาสตร์เนี่ย Plato ก็บอกว่า “ดี” ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่ ไม่ขึ้นอยู่กับเฉพาะ ไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ แต่ว่าอริสโตเติ้ลเค้าบอกว่าความดีมันต้องขึ้นอยู่กับกิจกรรมของเราแต่ละวัน เวลาจะหาว่าอะไรเป็นความดีต้องไปดูในชีวิตประจำวันของเรา and can e discovered แล้วก็ความดีนั้นสามารถที่จะถูกค้นพบได้โดยการผ่านการศึกษาในสิ่งที่เป็น activity

In keeping…อริสโตเติลได้เริ่มการแสวงหาในทางจริยศาสตร์ของเขากับการตรวจสอบสิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นในสังคม อะไรคือสิ่งที่เป็นพื้นฐาน รากฐานความปรารถนาของผู้คน ความปรารถนาพื้นฐานของคนคืออะไร มันมีทั้งหมด 3 ประการ มี Self-sufficient แล้วมันมี final แล้วมันมี attainable

Self-sufficient เพียงพอ

Final จุดมุ่งหมายของมันน่าปรารถนาในตัวของมันเอง ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสิ่งอื่นแต่มีเป้าหมายในตัวของมันเอง คล้ายๆ เหมือนกับว่าเป็น end ไม่ได้มีไปเพื่อผลประโยชน์อื่นใดเลย นอกจากเพื่อตัวตามจุดประสงค์ของมัน

attainable สิ่งเหล่านั้นสามารถจะบรรลุได้จริง

People are agreed, Aristotle maintains, อริสโตเติ้ลยืนยันว่าปรัชญาตัวนั้นยอมรับว่าความสุขเท่านั้นที่เป็นเป้าหมาย which meets these requirements เพราะงั้นจาก requirements จะเป็น Self-sufficient, final และ attainable เนี่ยแกก็สรุปว่า 3 ตัวนี้ สรุปความได้ว่า requirements ทั้ง 3 เนี่ยมันก็คือความสุขเท่านั้น คือเป้าหมายของชีวิต ชีวิตต้องการความ happiness ต้องการความสุข อย่างไรก็ตามเขาก็ยอมรับว่า no more than a preliminary…งั้นเราก็ต้องตรวจสอบ เราก็ต้องรู้ว่าธรรมชาติของความสุขนั้นเป็นอย่างไร เราควรจะต้องมีการตรวจสอบในทางจริยศาสตร์ว่าธรรมชาติของความสุข และเงื่อนไขที่จะนำไปสู่บรรลุความสุขเหล่านั้นคืออะไร อันดับแรกแสดงให้เห็นว่า good life ของแกก็คือ Happiness life

Following Plato, Aristotle…เค้าอธิบาย reason คือหมายความว่าอริสโตเติ้ลบอกเราว่าความสุขนั้นต้องอธิบายได้ ใน term ของเหตุผล (เป็นเพราะอะไร เค้าก็อธิบาย) เพราะเหตุผลมันเป็น activity เป็น function ที่โดดเด่นของมนุษย์ เค้าใช้คำว่า human being's distinctive โดดเด่น distinctive function and activity เหตุผลนั้นเป็นกิจกรรมและก็เป็นหน้าที่ของมนุษย์ การที่จะเป็นมนุษย์มันก็ต้องมีเหตุผล ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะงั้นตัวนี้อธิบายคำว่าเหตุผล คืออธิบายให้เห็นว่ามนุษย์นั้นจะต้องมีเหตุผล

In his philosophical system, HOWEVER…อย่างไรก็ตามในระบบปรัชญาของอริสโตเติ้ลนั้นมันถูกปรับเปลี่ยนโดยหลักการในเรื่อง potentiality and actuality, Potentiality (ภาวะแฝง)Actuality (ภาวะจริง) เมล็ดของต้นโอ๊กจะกลายเป็นต้นโอ๊ก ในเม็ดของต้นโอ๊กเนี่ยมันมี potentiality มันมีศักยภาพ มีภาวะแฝง พร้อมที่จะกลายไปเป็นต้นโอ๊ก เหมือนกับเด็กเล็กๆ มันก็มีภาวะแฝงของมันพร้อมที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เป็นพ่อเป็นแม่ต่อไป งั้นเด็กตัวเล็กๆ มันมีภาวะแฝงอยู่ จากภาวะแฝงมันก็พัฒนาไปสู่ภาวะจริง กระบวนการตัวนี้แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติมีเป้าหมาย แต่เป้าหมายมันจะบรรลุได้มันจะต้องใช้เวลาจาก potentiality ไปสู่ actuality จากภาวะแฝงที่จะใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนตัวมันเองไปสู่สภาวะจริง จากไข่ไก่ที่มีเชื้อแล้วก็พัฒนาไปสู่ภาวะจริงที่เป็นตัวไก่ แม่ไก่ และก็ไข่ได้,potentiality ไปสู่ actuality อันนี้เป็นปรัชญาหลักอริสโตเติ้ลเหมือนกัน potentiality and actuality, นี่เค้าก็อธิบายว่า too people actualize…เด็กๆ อาจจะไม่มีเหตุผลแต่ว่ามันมี potentiality มันมีศักยภาพที่จะใช้เหตุผล their distinctive or defining potentiality by living the life of reason. ชีวิตที่มีเหตุผล เพราะงั้นสำหรับอริสโตเติ้ลแล้ว this means that นี่หมายถึงว่าความสุขขึ้นอยู่กับ actualization การให้เกิดภาวะจริงขึ้นมา, ภาวะจริงนั้นก็คือว่า full realization คือได้ประจักษ์ให้เห็นชัด คือจากคนที่มันไม่รู้อะไรโง่ๆ ก็ทำให้มันเกิดเค้าเรียกว่า one's rationation เป็นคนที่มีเหตุมีผล เพราะงั้นเค้าบอก happiness ความสุขเนี่ยมันจะต้องขึ้นอยู่กับ actualization ในที่นี้ก็คือ full realization - one's rationation แปลว่าความสุขที่จะมีความสุขได้นั้นจะต้องเป็นความสุขที่เป็นการเพาะ พัฒนาของเหตุผล, ชีวิตที่มีความสุขนั้นต้องเป็นชีวืตที่มีเหตุผลในทัศนะของอริสโตเติ้ล ก็หมายความว่าชีวิตที่จะมีความสุขได้นั้นจะต้องเป็นชีวิตที่ resonalityได้ actualization ชีวิตที่ resonalityได้ actualization ก็แปลว่าชีวิตที่หลักในเรื่องของเหตุผลได้เกิด การเกิดการเติบโตขึ้นมาเหมือนกับไข่ไก่ได้โตขึ้นมาเป็นแม่ไก่ ไอ้ resonality ก็คือความเป็นเหตุเป็นผลมันก็พัฒนาให้เต็มรูปแบบ เพราะงั้นถ้าชีวิตที่ปราศจากเหตุผลก็เป็นชีวิตที่ไม่มีความสุข, ชีวิตที่มีความสุขจะต้องเป็นชีวิตที่บุคคลนั้นได้พัฒนา resonality ของเขาไปสู่ความเป็นจริงแล้ว คือความสุขกับเหตุผลจึงเป็นเรื่องที่คู่กันอยู่ตลอดเวลาในทางด้านของอริสโตเติ้ล

Consideration of the condition…การพิจารณาถึงเงื่อนไขที่จะทำให้บรรลุความสุขนั้น ได้นำให้อริสโตเติ้ลเข้าไปสู่การถกเถียงกันในเรื่องของคุณธรรม ก็แปลความว่าชีวิตที่มีความสุขควรจะเป็นอย่างไร คำถามคือว่าการบรรลุความสุขจะบรรลุได้อย่างไร นำอริสโตเติ้ลไปสู่การถกเถียงกันในประเด็นในเรื่องของคุณธรรม สำหรับเขาแล้วก็เหมือนกับนักปรัชญาอื่นๆ ก็คือว่าคุณธรรมนั้นเป็นสิ่ง เหมือนกับที่โสเครติส Knowledge is virtue, virtue หรือคุณธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็น excellence thing เป็นสิ่งสูงสุดเป็นสิ่งสำคัญ แล้วเค้าก็อธิบายว่า virtue ของสิ่งต่างๆ นั้นมันต่างกัน, virtue ความดี คุณธรรม ถ้วยกาแฟนี้ดี กินแล้วกาแฟไม่หก ไม่แตกแล้วก็สามารถจะเก็บความร้อนได้นาน, ไม้บรรทัดนี้ดี, ขวานนี้ดี, มีดนี้ดี, ไมโครฟนนี้ดี, ความดีของไมโครโฟน ความดีของมีด ความดีของมันจะต่างกัน, เพราะเวลาเค้าพูดถึงคำว่าดีจะต่างความหมายกัน, เพราะแต่ละอย่างมี final ต่างกัน มีเป้าหมายต่างกัน, เป้าหมายของปากกานี่ดีเพราะเขียนได้ลื่น ชัดเจน แล้วตัวไม่แตก นี่ปากกาดี, มีดดีเพราะคมทำงานได้สะดวก, รถนี้ดีก็นั่งแล้วสบายไม่มีปัญหา เย็น เพลงเพราะอะไรก็ว่าไป, อันนี้เป็นความดีสูงสุดซึ่งแตกต่างกันไปตามสภาพของมัน

นี้เค้าก็พูดต่อไปว่า By the same token, ก็คือ token แปลว่าสุภาษิตหรือว่าตัวอย่างอะไรทำนองนั้น Aristotle argues, a virtuous person lives according to reason, อันนี้สำคัญมาก a virtuous person นั้นจะต้อง lives according to reason คนดีจะต้องดำเนินชีวิตไปอย่างมีเหตุผล, มีดดีคู่กับคม รถดีคู่กับสบาย ปากกาดีคู่กับเขียนได้ง่าย ชัด แต่คนดีคู่กับ reason, เห็นหรือยังรู้ข้อแตกต่างหรือยัง มันต่างกัน แว่นดีใส่แล้วอ่านหนังสือชัด แต่ว่าเวลาคนดีเนี่ย a virtuous person lives according to reason งั้นคนดีในควาหมายของอริสโตเติ้ลก็คือจะต้องเป็นคนที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเหตุผล, ดังนั้น thus realizing his or her distinctive potentiality. นั่นก็คือว่าเค้าต้องการที่จะอธิบายคำว่า lives according to reason ก็คือการ realizing his or her distinctive potentiality เขาได้ประจักษ์ถึงศักยภาพของเขา ศักยภาพที่แฝงเร้นอยู่ในตัวของเขา ภาวะแฝงน่ะเขาได้ realizing แล้ว เขาได้ realizing ก็คือจากภาวะแฝงมันก็มาสู่ภาวะจริง มนุษย์มีธรรมชาติที่แฝงอยู่ก็คือมนุษย์มีเหตุผล เพราะฉะนั้นนี่มันแฝงอยู่ในตัวเขเนี่ย เขาได้ประจักษ์แล้ว แล้วได้ realizing แล้วถึง potentiality ของเขา, ภาวะที่แฝงอยู่ในตัวเค้า ก็คือภาวะที่มีเหตุผล

แล้วเค้าก็แบ่งคุณธรรมออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ก็คือคุณธรรมในแง่ศีลธรรม moral and intellectual และ 2 ตัวนี้มันเกี่ยวข้องกัน

1. moral virtues นั้นเกี่ยวข้องอยู่กับ the habitual choice…..ก็แปลความว่า คุณธรรมทางศีลธรรมมันเกี่ยวข้องกับอยู่กับว่า การเลือกของเราในการกระทำนั้นมันจะต้องเกี่ยวกับหลักของเหตุผล ก็แปลความว่าการที่เราจะทำอะไรเนี่ยเราทำบนหลักของเหตุผล ไม่ใช่ทำด้วยอารมณ์, habitual choice แปลว่าแต่ละชีวิตแต่ละวันๆ มันมี choice ที่ต้องทำ มีตัวเลือกที่จะต้องเลือก การเลือกของเราในการกระทำอย่างนั้น ไม่กระทำอย่างนี้เนี่ยควรจะมาสายดีมั๊ยเวลาเรียนหนังสือ หรือควรจะมาตรงเวลา, ควรจะทำการบ้านส่งตรงเวลาหรือว่ามาขอผลัดเปลี่ยน อย่างนี้ก็ถือว่าเป็น habitual choice คือวิถีปฎิบัติตัดสินในนิสัยของเราในการเลือกเนี่ย เราเลือกอยู่บนอะไร in accordance with rational principles. การเลือก choice ที่จะทำของเราเนี่ยมัน accordance with ration หรือเปล่า (rational อะไร) rational principles บนหลักของเหตุผลหรือเปล่า, การตัดสินใจเลือกกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดในชีวิตประจำวันของเรานั้น เราตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานหลักการของเหตุผล อันนี้เรียกกันว่าเป็น moral virtues เป็น virtues แรกในทัศนะของอริสโตเติ้ล ก็คือการตัดสินใจเลือกในการกระทำในชีวิตประจำวันของเรา เราตัดสินใจไปตามหลักการของเหตุผลหรือไม่ rational principles อะไร, โดยหลักเหตุผลหรือไม่

2. The contemplation of theoretical truths and the discovery of the rational principles which ought to control everyday actions give rise to the intellectual virtues. เกี่ยวข้องกัน (เกี่ยวข้องกันอย่างไร) การพิจารณาถึงความจริงในเชิงทฤษฎี และการค้นหาหลักเหตุผลซึ่งควรที่จะนำมาใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของเราในชีวิตประจำวันแต่ละวันๆ นั้นจะทำให้เกิด intellectual Virtueขึ้นมา คือแสดงง่ายๆ มันเป็นผลคล้ายๆ เหมือนกับว่าถ้าเราใช้ชีวิตของเราอย่างมีเหตุผลอยู่เสมอๆ มันก็จะทำให้เราเกิดการพัฒนาการทางสมอง intellectual แปลว่าสมอง, ตอนแรก moral Virtue อาจจะเป็นเรื่องของจิตใจก่อน ว่าอะไรถูกอะไรผิด ตัดสินด้วยหลักด้วยเหตุผล, แต่ว่าเมื่อทำไปทำไปนานๆ การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ก็จะนำไปสู่การทำให้เกิด intellectual Virtue ขั้นมา มันทำให้เกิดคุณธรรมในทางพุทธิปัญญา, คล้ายๆ กับว่าเราฝึกฝนนานเข้าๆ เนี่ยมันก็เกิดคุณธรรมในทางสติปัญญาขึ้นมาในการตัดสิน, คล้ายๆ เหมือนกับมัน shape มันแหลมคมขึ้น มัน intellectual-Virtue คุณธรรมทางพุทธิปัญญามันก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น, give rise to the intellectual virtues คือทำให้เกิดการยก intellectual virtues

อะไรที่ทำให้เกิดการยก intellectual virtues ก็คือ 2 อย่าง 1. คือ The contemplation of theoretical truths และก็ 2. the discovery of the rational principles, 2 ตัวนี้ในการ control every action นั้นมันจะ สามารถเขียนเป็นแผนผังได้ดังนี้


l
----- Theoretical truth ---------------------------->
   
l
>>
 
Contemplation l
>>
> Control everyday action
----- > Intellectual Virtue
l

>>

 
l
----- Discovery of the ration principle ----->
   


Contemplation ก็คือการที่เราพิจารณาอย่างสม่ำเสมอ วินิจฉัยพิจารณา, (Contemplation อะไร) Contemplation ข้อ 1 ก็คือ Contemplation (Contemplation ก็คือพินิจ พิจารณา ไตร่ตรอง อย่างสุขม, Contemplation ไม่ใช่คิดอย่างเดียวนะ Contemplation เลยจากคำว่า think คิด, Contemplation คือมุ่งจิต มุ่งสมาธิ คิดให้ความสำคัญ พินิจ พิจารณาอย่างรอบคอบ) พิจารณา 1. theoretical truths และ 2. the discovery of the rational principles

การ Contemplation, Contemplation ก็พิจารณาในเรื่องทฤษฎีในเรื่องของความจริง และการพิจารณาถึงการค้นหาหลักการที่มีเหตุผลนั้น มันทำอะไร which ought to control everyday actions ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้เนี่ยมันไป control everyday actions ทั้ง 2 ตัวนี้มันมีอิทธิพลต่อ everyday actions แล้วถ้ามันมีผลต่อ everyday actions มันก็ทำให้เกิด give rise to the intellectual virtues. ทำให้เกิด intellectual virtues

การที่เราพิจารณาทั้ง 2 เรื่องเนี่ยจะเป็นในเรื่องทฤษฎีในเรื่องของความจริง และก็ค้นหาไอ้ตัวที่เป็นหลักการที่มีเหตุผลนั้น แล้วก็เอาทั้ง 2 สิ่งนี้มาใช้ในการควบคุมการให้ชีวิตของเราอยู่สม่ำเสมอเนี่ย การที่มันใช้ในการควบคุมชีวิตของเราอยู่อย่างสม่ำเสมอเนี่ย เอา 2 สิ่งมาพิจารณา แล้วสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราเนี่ยครั้งแล้ว ครั้งเล่า มันก็จะ rise to the intellectual virtues มันก็จะทำให้คุณธรรมทางสติปัญญาของเราเกิดการพัฒนาการขึ้นมาเป็นลำดับๆ เพราะฉะนั้นเค้าบอกว่าจาก potentiality ไปสู่ actuality ก็คือว่าอย่างนี้ ก็คือการที่จะเป็นบุคคลที่มีความสติปัญญามี reason สมบูรณ์นั้นก็คือขบวนการเป็นอย่างนี้ มันพัฒนามาจาก potentiality ไปสู่ actuality จากภาวะแฝง ไปสู่ภาวะจริง, ขบวนการนี้แรกว่า (เปลี่ยนเทป)

Moral Virtue ก็คืออะไรเมื่อกี้พูดไปแล้ว อะไรคือ Moral Virtue ในทัศนะของอริสโตเติ้ล คือการที่เราจะตัดสินใจทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปเนี่ย เราตัดสินใจด้วยการใช้เหตุผล มันเป็นขั้นตอนก่อน ทีนี้อะไรถูกอะไรผิดก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะงั้น Moral Virtue อันนี้มันเหมือนกับพื้นๆ เพราะอะไร Moral Virtue มันก็คือการพิจารณา rational principle

ต้องให้เข้าใจชัดเจนก่อนนะ ตรงนี้เหมือนกับว่าถ้าเราจะทำอะไรเราพิจารณาจากหลักการของเหตุผล ทีนี้ว่าเวลาจะเป็น rational หรือไม่ rational มันก็ต้องมาพิจารณาในขึ้นนี้ อันนี้เป็นพื้นๆ ก่อนว่าคนเราเวลาทำอะไรนะทำบนพื้นฐานของเหตุผล ทีนี้ rational มันจะเป็น rational เป็นที่ใช้การได้แหลมคมหรือไม่นั้น มันต้องมาอยู่ระดับนี้ต้อง Contemplation ต้องพิจารณาถึงทฤษฎีในสิ่งเหล่านี้ว่ามันจะช่วยให้ตัวนู้นชัดขึ้น เพราะเวลาพูดพูดในภาพกว้าง ก็หมายความว่า rational principle หลักการที่มีเหตุผลคืออะไร จริงๆ แล้วมันลงลึกไปกว่านั้นว่าการที่เราจะรู้ว่า rational principle คืออะไรอะไรนั้นมันก็ต้องพิจารณาทั้ง 2 ตัวนี้ ทั้งในแง่ของทฤษฎีในเรื่องของความจริง และก็ในเรื่องของการค้นหาหลักการของเหตุผล การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ ถ้ามันมาควบคุมความคิดของเราอยู่สม่ำเสมอแล้วเราก็จะเกิดปัญญา เกิดพุทธิปัญญาในเรื่องของหลักการเหล่านั้นขึ้นมา

Aristotle, the, in harmony with…ดังนั้น,ด้วยเหตุนี้เองอริสโตเติ้ลเพื่อให้เกิดการประสมกลมกลืนกับประเพณีชาวกรีก, วิถีปฏิบัติแบบกรีกก็คือ stresses the value of contemplation เน้นถึงคุณค่าของการใช้สติปัญญาในการพิจารณาคร่ำครวญ อย่างรอบคอบ

,but withal, is much, is much impressed with the fact that people live for most part at the level of practical decision and routine behavior. คล้ายๆ เหมือนกับจะบอกว่าประชาชนโดยทั่วไป (most part) โดยส่วยใหญ่อาจจะ OK การ Contemplation นี่เป็นเรื่องสำคัญ การคิดพิจารณาอะไรอย่างรอบคอบนี่สำคัญ, นี่เค้าบอกว่าอริสโตเติ้ลนั้นก็ harmony กับ Greek tradition คือเน้นย้ำในเรื่องคุณค่าของการพินิจ พิจารณา Contemplation แต่กระนั้นก็ตามเค้าได้ประจักษ์ในความจริงกับ impressed with ก็ประจักษ์ impressed ก็คือรู้ ประจักษ์แท้ๆ ความจริงที่ว่า, คือเค้าได้รู้ในความเป็นจริงว่าประชาชนนั้นมีชีวิตอยู่ ในส่วนใหญ่นั้นอยู่ในระดับที่ว่าต้องการการตัดสินใจและก็การ routine behavior ก็แปลว่าพฤติกรรมที่ถือปฏิบัติกันมา ต่อๆ กันมา ไม่ได้คิดอะไรทำนองนั้น routine behavior (งาน routine งานประจำ) routine behavior ก็คือพฤติกรรมที่ถือปฏิบัติกันมาประจำๆ สม่ำเสมอเป็นแบนั้นแบบนั้น. The good habits necessary to moral virtue พฤติการณ์ในการกระทำความดีนั้นสำหรับ moral virtue ไม่ใช่สติ๊ก (strict) อยู่แต่เฉพาะเรื่องของบุคคลเท่านั้นแต่ can be best be formed in a sound social and legal structure แต่จะเป็นการดีมากถ้ามันจะสร้างกฎเกณฑ์เงื่อนไขเหล่านั้นออกมาในรูปของ a sound social and legal structure โครงสร้างในทางกฎหมายและโครงสร้างในทางสังคมที่เหมาะสม คล้ายๆ เหมือนกับว่ามันจะต้องมีโครงสร้างทางกฎกหมายและโครงสร้างทางสังคมเป็นตัวกำหนดแบบเอาได้ เพราะคนปกติมันไม่ค่อยคิดอะไรมาก สรุปได้อย่างนั้น, routine behavior แปลว่าคนโดยส่วนไม่ค่อย Contemplation เมื่อไม่ค่อย Contemplation แกทำอย่างไรล่ะ ก็ต้องสร้าง moral virtue ขึ้นมา ไม่แต่เฉพาะคนเท่านั้น คือ moral virtue ของคนก็ต้องมีแต่เฉพาะคนอย่าเดียวไม่พอ มันต้องสร้างกฎเกณฑ์ในทางกฎหมายขึ้นมากฎเกณฑ์ในทางสังคมขึ้นมาว่าอะไรเป็น moral virtue อะไรคือความดีในทางศีลธรรม ออกมาเป็นรูปของกฎหมาย ออกมาเป็นรูปของโครงสร้างทางสังคม อันนี้คืออริสโตเติ้ล ไม่ใช่เป็นกฎเกณฑ์ที่จะพิจารณาแค่ให้กับมาพิจารณาเท่านั้น แต่ว่าจะต้องสร้างระบบกฎหมายและสร้างระบบสังคมขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้กฎหมายในสังคมนั้นถูกต้องชอบธรรม อะไรคือความดีของสังคม อะไรคือความดีทางกฎหมาย ควบคุมสังคม, เพราะเค้าบอกว่า people live for most part at the level of practical decision, practical decision ก็หมายความว่าต้องการการตัดสินใจในเชิงปฏิบัติ

พี่นิพนธ์ :It is difficult…มันเป็นรื่องยากลำบากที่จะเอาเด็กมาฝึกฝนในรู้เรื่องความถูกต้องทางคุณธรรม ถ้าไม่ยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ถูกต้องที่มีไว้สำหรับควบคุมอารมณ์ในการดำเนินชีวิต (เค้ายกข้องความของอริสโตเติ้ลมา) และเป็นเรื่องยากที่จะให้พอใจกับคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเมื่อยังเป็นเด็ก. For this reason ด้วยเหตุผลนี้การฝึกฝนพวกเขารวมทั้งอาชีพของพวกเขาก็ควรจะมีกฎเกณฑ์ เพื่อให้พวกเขาจะได้ไม่ลำบากใจ เมื่อพวกเขามีประเพณีที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอในเมื่อพวกเขายังเป็นเด็กก็ควรที่จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างและได้รับการเอาใจใส่ ก็เหตุเพราะว่าเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่จะได้ปฏิบัติจนเป็นนิสัย (อ. them คืออะไร? คือกฎเกณฑ์ คือ law, to them คือฝึกเป็นนิสัยให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ตามขนบธรรมเนียมประเพณี), We shall need laws for.. เราต้องการกฎที่ดี และสามารถพูดได้ว่ามันครอบคลุมชีวิตทั้งหมด เพื่อที่คนส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องเชื่อตามกฎมากกว่าที่จะโต้แย้ง รวมทั้งการลงโทษ มากกว่าที่จะให้เป็นรางวัล

อ. จับประเด็นถูกใช่มั๊ย คล้ายๆ เหมือนกับว่าคนโดยส่วนใหญ่มันไม่มีนิสัยพิจารณาอะไร เมื่อไม่นิสัยพิจารณาเท่าไหร่ก็ต้องสร้างกฎเกณฑ์มาเป็น เค้าใจคำว่า Sound, Sound แปลว่าเหมาะ, sound social structure and sound legal structure คือสร้างโครงสร้างทางสังคมที่เหมาะสมขึ้นมา สร้างกฎหมายที่เหมาะสมขึ้นมา, โครงสร้างทางสังคม และโครงสร้างทางกฎหมายที่เหมาะสมมันจะช่วยประชาชนให้ได้รู้ว่าอะไรคือความดีอะไรคือความชอบ คือ_____แกบอกไว้อะไรดีอะไรดีบางทีมันไม่พอ งั้นย่อหน้าที่เค้ายกเอามาเนี่ยชัดเจนมาก ที่เค้ายกข้อความของอริสโตเติ้ลมาเนี่ย ชัดเจนมากเลย เค้าบอกว่ามันยากที่จะทำให้เด็กๆ เติบโตขึ้นมาอย่างที่จะให้เค้า right training for virtue if one has not been brought up under right laws มันการยากที่จะทำให้เด็กเนี่ยเติบโตขึ้นมา right training for virtue ถ้า, มันการยากที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาแล้วก็รู้จักคุณธรรมที่เหมาะสมถ้าเด็กคนๆ นั้นไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาภายใต้กฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง (brought up แปลว่าเติบโต)

for to live temperately .. มันก็เป็นการยากที่จะทำให้เกิดความพอใจกับคนโดยทั่วๆไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเป็นเด็ก ด้วยเหตุผลนี้เอง For this reason their nurture..ด้วยเหตุผลนี้เองการเลี้ยงดูเค้าและการให้เขาทำอะไรๆ เนี่ยควรที่จะถูกควบคุมโดยกฎหมาย ถูกกำหนดโดนกฎหมาย พฤติกรรมของเขาจะต้องถูกกำหนดโดยกฎเกณฑ์ หรือไม่ใช่กฎหมายก็อาจเป็นกฎเกณฑ์

for they will not be painful when they have become customary.คือโดยสรุปความก็คือว่าสังคมจะต้องสร้างระบบโครงสร้างอะไรคือความดีอะไรคือความถูกต้องขึ้นมา กฎหมาย laws ต่างๆ มันจะช่วยคนให้ได้รู้จักว่าความดีคืออะไรมากกว่าที่จะคิดขึ้นเอง กฎหมายเหล่านี้ก็จะทำให้คนเรารู้จักว่าอะไรคือความเหมาะสมอะไรคือความดี อะไรคือความชั่วได้ มันจะช่วยควบคุม

หลักการอ่าน Text เล่มนี้ก็คือว่าเมื่อเค้าพูดถึงกรอบใหญ่ๆ พยายามเข้าใจถึงหลักการโดยใหญ่ๆ ของนักปรัชญาเหล่านี้แล้ว เค้าก็มาแตกลูกอีกทีหนึ่งเป็นประเด็นๆ แล้วในแต่ละประเด็นเค้าก็อธิบายหลักเอาไว้แล้วก็ยกข้อความที่นักปรัชญาคนนั้นเขียนเอาไว้ อย่างในเรื่องนี้อริสโตเติ้ลนี่เค้าก็จะพูดถึงตั้ง 13 ประเด็น แต่ละประเด็นเค้าก็ยกข้อความมา

ความสำคัญของมันก็คือว่าเราต้องตีประเด็นที่เค้าพูดถึงให้ชัดก่อนว่าเค้าพูดถึงอะไรประเด็นเดียวตัวเอียงๆ เนี่ย นี่คือประเด็น นี่คือผู้เขียนนาย albert แกได้สรุปเอาไว้ว่าประเด็นหลักๆ ในจริยศาสตร์ของอริสโตเติ้ลเนี่ยมี 13 ประเด็น ชี้ให้เห็น 13 ประเด็น ใน 13 ประเด็นนี้มีข้อความที่เค้า code มาจากหนังสือที่อริสโตเติ้ลเขียนเอาไว้เพื่อที่จะยืนยันว่าประเด็นเหล่านั้น มีปรากฎอยู่ในงานเขียนของอริสโตเติ้ลจริงๆ เพื่อยืนยันว่าอริสโตเติ้ลมีความคิดอย่างนั้น

1.Aristotle assumes that any investigation, practical or theoretical, has a teleological basic, that is, it aims at some end or good. By using examples form ordinary experience, he attempts to show that ends or goods form a hierarchy.

ประเด็นที่ 1. อริสโตเติ้ลว่า การตรวจสอบ Aristotle assumes that any investigation, practical or theoretical, has a teleological basic ก็คือว่าการตรวจสอบก็ดีการปฏิบัติก็ดี ทฤษฎีอะไรก็ดีมันจะมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่ามีเป้าหมาย ทุกสิ่งทุกอย่างมีเป้าหมาย investigation ก็มีเป้าหมาย, practical ก็มีเป้าหมาย, theoretical ก็มีเป้าหมาย มันจะมีจุดมุ่งหมาย มันจะมี purpose ของมัน, เวลาเราพูดถึง teleological basic พื้นฐานในทางอันตวิทยา คือพื้นฐานทางด้านอันตวิทยาก็คือว่ามันจะต้องมีเป้าหมาย มีจุดมุ่งหมายไม่ใช่ไม่มี เวลาทำอะไรจะเป็น investigation ก็ดี, จะเป็น practical ก็ดี, จะเป็น theoretical ก็ดี มันต้องมีเป้าหมาย, investigation ก็คือการตรวจสอบ การตรวจสอบก็ต้องมีเป้าหมายว่าตรวจสอบเพื่ออะไร, ทฤษฎีมันก็ต้องมีเป้าหมาย, practical มันก็ต้องมีเป้าหมาย, that is นั่นก็คือว่า it aims at some end or good ก็หมายความว่าจุดมุ่งหมายของมัน มันมีเป้าหมายที่เป็นจุดจบของมันบางอย่าง หรือว่ามีอะไรที่เป็นความดีบางอย่างอยู่. By using examples form ordinary experience โดยการใช้ตัวอย่างจากประสบการณ์ธรรมดาๆ ประสบการณ์ปกติของมนุษย์, By using examples form ordinary experience โดยการใช้เรื่องราวที่เป็นปกติธรรมดาของมนุษย์ ที่เค้าประสบอยู่, he attempts to show that เขาพยายามที่จะแสดงว่า ends or goods form a hierarchy รูปแบบของจุดหมายปลายทางหรือว่ารูปแบบของความดีนั้น a hierarchy มันมีลำดับของมันอยู่.

2.Analogously, each theoretical pursuit has its appropriate end, but the science of politics-ethics and social philosophy-includes all the others, in the sense that it ascertain their importance and development. For this reason, the science of politics can have as its proper and nothing less than “the good for man”

ในเชิงเปรียบเทียบ, การแสวงหาทฤษฎีนั้นมีจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมของมัน, แต่ว่าศาสตร์ในทางการเมือง - ขยายความศาสตร์ทางการเมือง อธิบายว่า จริยศาสตร์และปรัชญาสังคมมันจะ includes คือเอามารวมกันทั้งหมด, in the sense ในความหมายที่ว่าค้นหาความสำคัญและพัฒนาการ. For this reason ด้วยเหตุผลนี้เองศาสตร์ในทางการเมืองสามารถมี ในฐานะที่ความเหมาะสมของมันและมันไม่มีสิ่งใดที่น้อยไปกว่าความดีสำหรับ good for man

3.Aristotle warns us against expecting a high degree of precisian in our study of political science, since it deals with the human variable. As such, it is a subject best handled by those of experience.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 10:09 PM