1. "Everything in the universe has a purpose or proper function within a harmonious hierarchy of purpose." In Plato's ethics, what is an individual's proper function, and how is it relate to one's moral worth?
จากคำกล่าวที่ว่า "Everything in the universe has a purpose or proper function within a harmonious hierarchy of purpose." หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งทั้งปวงมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอนอยู่ ซึ่งจุดหมายปลายทางนี้เป็นตัวกำหนดความเป็นไปของสิ่งแต่ละสิ่ง ซึ่งในทรรศนะทางจริยศาสตร์ของเพลโต้สอดคล้องกับทรรศนะดังกล่าวนี้ กล่าวคือความดีและความชั่วถูกผูกมัดอยู่กับเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ในจักรวาล ฉะนั้นความดีจึงมีจุดมุ่งหมายในตัวเองเช่นเดียวกัน การที่เราทำความดีก็เพื่อความดี มิใช่เพื่อจุดประสงค์อย่างอื่น
นอกจากนี้แล้วเพลโต้ยังเชื่อว่าโลกแห่งประสาทสัมผัสเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน เปลี่ยนแปลงได้และสิ่งนี้เองคือความชั่ว และในทางตรงกันข้ามโลกแห่งความบริสุทธ์จริง ๆ เป็นความคิดที่ไม่เปลี่ยนแปลงและนี่เองคือสิ่งที่เรียกว่าความดี มนุษย์สามารถรู้จักโลกที่แท้จริงได้ด้วยเหตุผล ในเมื่อเหตุผลจึงเป็นความดีอันสูงสุดของมนุษย์ และจุดหมายปลายทางของชีวิตมนุษย์คือการปลดเปลื้องวิญญาณออกจากความทุกข์ เพื่อให้วิญญาณเข้าถึงโลกแห่งความคิดได้ ฉะนั้นการที่จะเข้าถึงโลกแห่งความจริงได้นั้นมนุษย์จะต้องใช้เหตุผลเป็นเครื่องนำพา เพราะเหตุผลของมนุษย์นั้นจะคอยควบคุมการกระทำทุก ๆ อย่างนั่นเอง
มนุษย์นั้นจะสามารถมีชีวิตดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลมาคอยควบคุมความคิด การกระทำ และคอบระงับอารมณ์ที่ชั่วร้ายไว้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้มนุษย์เป็นคนฉลาด กล้าหาญ รู้จักประมาณตน และยุติธรรม ดังนั้น ชีวิตที่ประกอบด้วยเหตุผล และใช้เหตุผลเป็นเครื่องนำพาชีวิตจึงเป็นชีวิตที่มีคุณค่าสูงสุดของมนุษย์
2. What is the connection between knowledge and moral conduct in Plato's moral theory? What arguments can be put forward to support his view, and what can be said against it?
ทฤษฎีจริยศาสตร์ของเพลโต้ก็เหมือนกับของนักปรัชญากรีกคนอื่น ๆ ที่จะพยายามหาคำตอบของปัญหาที่ว่า "ชีวิตที่ดีคืออะไร" (What is the good life?) ตามทรรศนะของโสเครติสนั้นเชื่อว่า "ความรู้คือคุณธรรม" (virtue is knowledge) ซึ่งเพลโต้ได้พัฒนาความคิดดังกล่าวนี้ต่อมาว่า ความรู้หรือคุณธรรมมิใช่สิ่งที่จะหยิบยื่นจากผู้หนึ่งไปสู่อีกผู้หนึ่งได้ แต่ความรู้ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้ศึกษาเอง เพลโต้เชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงนั้นต้องตั้งอยู่บนเหตุผล และความรู้เป็นได้เพียงอย่างเดียวคือความถูกต้อง ดังนั้นความดีทุกอย่างจึงล้วนแล้วแต่เกิดจากความรู้ หรืออาจกล่าวได้ว่าการกระทำใด ๆ ที่เกิดจากเหตุผลก็ย่อมประกอบไปด้วยคุณธรรมนั่นเอง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความรู้เป็นรากฐานแห่งคุณงามความดีทั้งปวง และเมื่อมนุษย์สามารถเข้าถึงสัจจะธรรมข้อนี้แล้วก็ย่อมมีการกระทำทางจริยธรรม (Moral Conduct) ที่เหมาะสมเพราะมนุษย์สามารถใช้สติปัญญาของตนในการไตร่ตรอง หรือคิดหาเหตุผลในการกระทำสิ่งใด ๆ
3. Describe Socrates' dialectical method, and evaluate it as a technique for philosophical debate. What limitations on its effectiveness result from the Sophists' rejection of the law of logic?
วิภาษวิธี (dialectical method) เป็นกระบวนการที่โสเครติสใช้เพื่อแสวงหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิต เนื่องจากความรู้มิใช่สิ่งของที่จะหยิบยื่นให้กัน หรือสามารถถ่ายทอดจากผู้หนึ่งไปสู่อีกผู้หนึ่งได้ และก็มิใช่สิ่งที่จะได้มาด้วยการนั่งครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง หากแต่ความรู้เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันแสวงหา
ในทรรศนะของโสเครติสถือว่าการสนทนาโต้ตอบ (dialogue) เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะแสวงหาความรู้ เพราะการสนทนาโต้ตอบเป็นความร่วมมือกันระหว่างผู้ร่วมสนทนาเพื่อหาความกระจ่างในปัญหาใดปัญหาหนึ่ง สำหรับวิธีการของโสเครติสนั้นมีความมุ่งหมายที่จะให้ผู้ร่วมสนทนามีความรู้ อันเกิดจากการรู้จักใคร่ครวญวิพากษ์วิจารณ์ และเกิดจากการพิจารณาไตร่ตรองของตัวผู้ศึกษาเอง ดังนั้น โสเครติสจึงไม่ใช้คำพูดที่ชักจูงให้คนหลงเชื่อ หรือให้คนยอมรับความเห็นของเขาโดยขาดการพินิจพิเคราะห์ด้วยตนเอง หากแต่โสเครติสจะทำหน้าที่ของหมดตำแย ที่จะคอยช่วยให้ผู้ร่วมสนทนากับเขาได้มีโอกาสคลอดความคิดของตนออกมา เพื่ออธิบายความรู้ความเข้าใจนั้นด้วยเหตุผล
สำหรับข้อบกพร่องในการทิ้งเหตุผลทางตรรกะของโซฟิสท์นั้น ก็คือการที่โซฟิสท์ได้ใช้ความสามารถทางวาทศิลป์ของตนเอง ในการทำให้ผู้ร่วมสนทนามีความเห็นตามที่พวกตนเชื่อ กล่าวคือวิธีการสอนของโซฟิสท์จึงเป็นการพูด เป็นเครื่องมือที่ดูเหมือนจะน่าเชื่อถือในการได้หยิบยื่นความเชื่อของตนให้แก่ศิษย์ มากกว่าสอนให้ศิษย์ใช้เหตุผลที่มากจากความคิดเห็นของตนเองในการวิพากษ์ปัญหาแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้วโซฟิสท์ได้สอนให้ศิษย์มีความเชื่อผิด ๆ ซึ่งเป็นอันตรายแก่ตัวของศิษย์เองด้วย กล่าวคือการที่โซฟิสท์ใช้วาทศิลป์พูดจาน่าฟังดูและจูงใจ ให้ศิษย์เห็นด้วยกับความคิดของตนทั้ง ๆ ที่โซฟิสท์ไม่มีความรู้ในเรื่องที่สอนเลย ด้วยเหตุนี้โซฟิสท์จึงถ่ายทอดความรู้ผิด ๆ ให้แก่ศิษย์ของตนเองได้อย่างง่ายดาย เพราะทั้งโซฟิสท์ผู้เป็นอาจารย์ และศิษย์ผู้มาแสวงหาความรู้ต่างก็ไม่มีความสามารถในการแยกแยะความแตกต่างระหว่างความเชื่อที่ถูก และความเชื่อที่ผิดได้
จากวิธีการสอนดังกล่าวของโซฟิสท์ ทำให้โสเครติสออกมาโต้แย้งว่าวิธีการดังกล่าวของโซฟิสท์นับเป็นอันตรายแก่ผู้ศึกษา กล่าวคือการที่โซฟิสท์ใช้วาทศิลป์ซึ่งเปรียบเสมือนดาบสองคม หากนำมาใช้ในการโต้เถียงเพื่อบิดเบือนความจริง ก็สามารถทำให้คนเห็นว่าความชั่วมีค่าสูงกว่าความดี หรือเห็นความผิดเป็นความถูกต้องได้ อีกทั้งยังใช้ความสามารถในการพูดชักจูงผู้อื่นให้ตกเป็นเครื่องมือของตนเองโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ดังนั้น โสเครติสจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าวิธีการแสวงหาความรู้ที่แท้จริงนั้นต้องประกอบไปด้วยการตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์คำตอบ และการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง
4. Reconstruct the Sophists' conception of human motivation, and develop its implications for their definition of justice.
โซฟิสท์ได้ให้ทรรศนะไว้ว่า การทำให้ตนเองมีความสุขหรือการทำตามความพึงพอใจของตนเองก็คือชีวิตที่มีความสุขสูงสุด เพราะความพึงพอใจคือสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละปัจเจกบุคคล และการกระทำที่อยุติธรรมก็ดีกว่าการกระทำที่ยุติธรรม เพราะความอยุติธรรมสามารถนำมาซึ่งความพึงพอใจ และผลประโยชน์ที่มากกว่า และในบางครั้งคนสามารถที่จะกระทำการอยุติธรรม เนื่องจากเขามั่นใจว่าตนเองจะไม่ถูกจับได้และไม่ถูกลงโทษจากการกระทำอันอยุติธรรมนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคนที่มีความอยุติธรรมมักจะคนใจเพียงแค่ประโยชน์ส่วนตัวของเขาเอง เพราะเขาเชื่อว่าความอยุติธรรมมีประโยชน์มากกว่าความยุติธรรมนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การเสียภาษี เราจะเห็นว่าคนที่ยุติธรรมมักจะเสียเป็นจำนวนมาก ในทางตรงกันข้ามคนที่มีความอยุติธรรมจะเสียภาษีในจำนวนที่น้อยกว่าความเป็นจริง ดังนั้นจะเห็นว่าความอยุติธรรมนั้นนำมาซึ่งความได้เปรียบทางด้านต่าง ๆ
ทราซิมแมชุส (Thracymmachus) ได้แสดงทรรศนะไว้ว่า ความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผลประโยชน์ส่วนตัวและของผู้มีอำนาจ กล่าวคือเป็นการแสดงให้เห็นข้อดีของความอยุติธรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะเขาเชื่อว่าความอยุติธรรมจะนำมาซึ่งสิ่งตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทำความอยุติธรรมในปริมาณที่มาก ๆ ก็ย่อมจะได้รับความประโยชน์จากอความอยุติธรรมนั้นในปริมาณที่มากตามไปด้วย เป็นต้นว่านำมาซึ่งประโยชน์ทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นความสุขก็น่าจะมาจากความอยุติธรรมมากกว่าความยุติธรรม
5. What are Plato's objections to the hedonism of the Sophists? How does he support the view that reason is indispensable even to hedonists?
ตามทรรศนะของสุขนิยม (hedonism) เชื่อว่า "ความดีคือพึงพอใจหรือความสุขยอดปรารถนา (pleasure is the supreme "good") ซึ่งหมายถึงการได้รับอารมณ์ที่น่าน่าใคร่ น่าพึงพอใจ และได้รับการปรนเปรอความสุขทางประสาทสัมผัส จากความปรารถนาดังกล่าวนี้โซฟิสท์ได้ให้ทรรศนะไว้ว่า สิ่งใดจะเป็นสิ่งที่ดีก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่เรา นั่นก็เท่ากับว่า ความดีคือสิ่งที่เราพึงพอใจหรือชอบ ดังคำกล่าวของคาร์ลิเคิล (Callicles) ผู้ซึ่งป่าวประกาศว่า ผู้ที่อยากจะพบกับความสุขในชีวิตจริง ๆ ควรจะปล่อยให้ความปรารถนาเป็นไปตามความต้องการสูงสุด (ปรารถนาอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น ไม่ว่าตนเองอยากจะทำอะไรก็ทำไปตามความปรารถนาของตนเอง)
เนื่องจากโซฟิสท์มีความคิดแบบสัมพัทธนิยม คือถือว่าความจริงและความดีนั้นไม่แน่นอนตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินของแต่ละคน หากคนมีความเชื่อตามที่โซฟิสท์กล่าวนั้นก็หมายความว่า ความดี-ชั่ว ความถูก-ผิด เป็นเรื่องของความพอใจของมนุษย์ที่ต้องตัดสินเองตามความชอบและไม่ชอบของแต่ละบุคคล ไม่มีหลักศีลธรรมที่เป็นสากลหรือตายตัวให้ทุกคนได้ยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ใครชอบอะไรก็ดีสำหรับคนนั้น ไม่มีใครถูกหรือผิด ดังคำกล่าวของโปรทากอรัส (Protagoras) ที่ว่า "Man is the measure of all things."
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า "ความดี" จึงขึ้นอยู่กับความชอบใจของแต่ละคน ใครชอบอะไรเขาก็ว่าสิ่งนั้นดี กล่าวคือคำว่า "ดี" จึงเป็นคำที่มนุษย์บัญญัติขึ้นเพื่อเรียกสิ่งที่เขาพึงพอใจ และการตัดสินว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาชอบสิ่งนั้นหรือไม่ ถ้าชอบเขาก็ว่าสิ่งนั้นดี ดังจะเห็นได้ว่าความดีนั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างกันไปตามทรรศนะส่วนตัวของแต่ละปัจเจกบุคคล
เพลโต้ได้โต้แย้งทรรศนะดังกล่าวว่าของโซฟิสท์ เพราะเพลโตเชื่อว่า "ความดี" กับ "ความพึงพอใจ" มิใช่สิ่งเดียวกัน กล่าวคือ มีสิ่งที่เป็นความดีและสิ่งที่เป็นความพึงพอใจ แต่ความพึงพอใจมิใช่อันเดียวกันกับความดี และการแสวงหากับวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งทั้งสองสิ่งนั้นก็เป็นคนละอย่างกัน การแสวงหาความพึงพอใจเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนการแสวงหาความดีก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
ในทรรศนะของเพลโต้นั้นความดีมิใช่สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกพึงพอใจของตนเอง เพราะตนเองเห็นหรือคิดไปว่าสิ่งนั้นเป็นความดี หากแต่ความดีจะต้องเกิดจากการกระทำที่ถูกต้องและเห็นคุณค่าแห่งความดีนั้น ๆ เพราะคนเรานั้นต้องไม่เพียงแต่รู้ว่าความดีคืออะไร หากแต่เขายังรู้ด้วยว่าทำไมสิ่งนั้นจึงดี นอกจากนี้แล้วการกระทำความดียังต้องตั้งอยู่บนเหตุผล อันสามารถเข้าใจได้ด้วยปัญญาอีกด้วย
6. Explain the concept of harmony in Plato's ethical theory, and relate it to his definition of the cardinal virtues.
แนวคิดทางจริยศาสตร์ของเพลโต้ในเรื่อง "ความสอดคล้องกัน" (harmony) นั้นเป็นการกล่าวถึง ความสัมพันธ์ของคุณธรรมหลัก 4 ประการ อันได้แก่ ปัญญา (wisdom), ความกล้าหาญ (courage) , การรู้จักประมาณ (temperance) และความยุติธรรม (justice) ซึ่งเพลโต้ได้อธิบายว่าในบรรดาคุณธรรมหลักทั้ง 4 ประการนี้ความยุติธรรมนับเป็นคุณธรรมขั้นที่สูงที่สุด เพราะความยุติธรรมได้ครอบคลุมคุณธรรมทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน เพราะเมื่อปราศจากความยุติธรรมแล้วกิจกรรมต่าง ๆ ย่อมดำเนินไปอย่างผิดเป้าหมาย แม้ปัญญาเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ดำเนินไปได้ แต่ความยุติธรรมก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการอันแท้จริงซึ่งตัดสินโดยเหตุผล ความกล้าหาญทำให้เรายืนหยัดที่จะทำสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ปัญญาและความยุติธรรม ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใด ๆ ก็ตาม และการรู้จักประมาณจะช่วยให้เราทำจิตใจของเรากลมกลืนไปกับเหตุผล
กล่าวโดยสรุปแล้วเพลโต้เชื่อว่า ความรู้จะสร้างความสอดคล้องกลมกลืนขึ้นภายในตัวบุคคล กล่าวคือ เมื่อมนุษย์มีเหตุผลอันเกิดจากการใช้ปัญญา ดังนั้นเหตุผลจะควบคุมความปรารถนาและควบคุมความโกรธได้, ผลที่ได้ก็คือปัจเจกบุคคลจะมีระเบียบวินัยและมีความสมดุลย์อันดีเยี่ยมในการใช้เหตุผลส่วนตัวของบุคคล โดยแท้จริงแล้วความรู้เพียงอย่างเดียวก็น่าจะสามารถนำมาซึ่งการมีคุณธรรมได้ แต่ในขณะที่มนุษย์โง่เขลา ตัวของมนุษย์ก็จะสร้างเรื่องยุ่งเหยิงให้กะตนเอง ทำให้บุคคลิกลักษณะของเขายุ่งเหยิง ไม่เป็นระบบ และไม่สามารถควบคุมได้ อันจะทำให้ความปรารถนาและกิเลสต่าง ๆ เข้ามาครอบงำตัวเขาเอง แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อคนมีความรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีแล้วด้วยการใช้ปัญญา นั่นก็หมายความว่าเขาย่อมที่จะรู้จักใช้เหตุผลเป็นเครื่องนำทางชีวิตเพื่อเข้าถึงความดีนั้น และไม่ว่าความปรารถนาหรือกิเลสตัณหาใด ๆ ก็ตามก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมของเหตุผล อีกทั้งคนที่รู้จักใช้เหตุผลเป็นเครื่องนำทางชีวิตก็จะตั้งเหตุผลให้กับชีวิตตนเองว่า อะไรคือเป้าหมายแห่งชีวิตของตนเอง นั่นก็คือความดี และกล้าที่จะเผชิญกับความชั่วร้ายทั้งปวงที่จะเข้ามา ในท้ายที่สุดแล้วบุคคลก็ย่อมมีกฎเกณฑ์ในการนำพาชีวิตด้วยความดีและมีเหตุผล และตัวเองย่อมบังเกิดความสงบสุขขึ้นในใจ ทำให้เขาเป็นบุคคลที่รู้จักประมาณตนและสามารถปรับตนเองเข้าหาธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยม
7. Against the Sophists' argument that injustice is more profitable than justice, Socrates holds the belief that it is better to be done a justice than to commit one. What arguments are offered by both parties to the debate, in defense and in attack? Evaluate the short-term and long-run practicality of these conflicting moral theories.
เนื่องจากโซฟิสท์มีแนวคิดแบบสัมพัทธนิยม คือเชื่อว่าดีชั่ว ถูกผิด เป็นเรื่องต่างจิตต่างใจสำหรับแต่ละคน ใครว่าอะไรดีก็สำหรับคนนั้น และคนอื่นก็ไม่สามารถคัดค้านได้ ความจริงที่แน่นอน, ตายตัว หรือเป็นสากลนั้นไม่มีในโลกนี้ จากแนวความคิดดังกล่าวที่ไม่มีความจริงที่แน่นอนตามตัว ไม่มีคุณธรรมอันเป็นกลางเพื่อให้คนได้ยึดถือร่วมกัน อันนำมาซึ่งการยึดถือในคุณธรรมส่วนตน เอาตนเองเป็นที่ตั้งในการพิจารณาหรือตัดสินเรื่องราวต่าง ๆ อันนำมาซึ่งทรรศนะของโซฟิสท์ที่ว่า "ความอยุติธรรมมีให้ผลประโยชน์มากกว่าความยุติธรรม" เพราะโซฟิสท์เชื่อว่าความดีนั่นก็คือความอยุติธรรมจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่มากกว่าความยุติธรรม
ในที่นี้เราอาจหักล้างแนวคิดดังกล่าวนี้ได้ว่า การที่โซฟิสท์ใช้ความอยุติธรรมนั้นก็เพื่อประโยชน์ในการเสาะแสวงหาทรัยพ์สมบัติ ชื่อเสียง อำนาจ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับทรรศนะของโสเครติสแล้วเชื่อว่า "ความรู้" ต่างหากที่นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงแห่งชีวิต แต่โซฟิสท์มิได้ใช้ปัญญาในการแสวงหาความเป็นจริงและความเข้าใจแห่งชีวิตแต่อย่างใด หากแต่ใช้ความอยุติธรรมซึ่งตนเองคิดไปว่าเป็น "ความดี" ที่สามารถนำมาซึ่งความสุขที่เกิดจากการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบธรรม
สำหรับโสเครติสแล้วเห็นตรงข้ามกันกับทรรศนะของโซฟิสท์ เพราะเชื่อว่า "การที่เราไม่ได้รับความยุติธรรม ดีเสียกว่าการที่เราจะเป็นผู้อยุติธรรมเสียเอง" การที่โสเครติสกล่าวเช่นนี้ เพราะเขายึดมั่นในความดียิ่งกว่าชีวิตของตนเอง เขายอมที่จะตายเพื่อความดี เนื่องจากการที่เขาได้สั่งสอนเรื่องความดีมาตลอดชีวิตของเขา ว่าชีวิตที่ดีเท่านั้นเท่านั้นเป็นชีวิตที่ควรค่าแก่การมีอยู่ และความชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่นั้นมิใช่ความทุกข์อันเกิดจากความอยุติธรรมหากแต่คือการทำความไม่ดี หากเขาหลบหนีออกมาในขณะที่ถูกคุมขังอยู่นั้น ก็เท่ากับว่าเขาไม่สามารถทำในสิ่งที่ตนเองพร่ำสอนผู้อื่นได้ และเป็นการปฏิเสธอุดมการณ์ที่เขาเองยึดถือมาตลอดชีวิต ดังนั้น คำพูดและความประพฤติของเขาควรจะแสดงออกในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม แม้เขาจะต้องตายเขาก็จะไม่กระทำการอันเป็นความ อยุติธรรม
ในทางปฏิบัติแล้วเราจะพบว่ามีการนำวิธีการของ "โซฟิสท์" มาใช้กันมาก เนื่องจากความดี-ชั่ว ความถูกต้อง-ความผิด ความยุติธรรม-ความอยุติธรรม ฯลฯ เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะกำหนดเอาเอง และการใช้วาทศิลป์จะนำมาซึ่งชีวิตที่ประสบความสำเร็จ และชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั้นคือชีวิตอันอุดมไปด้วยอำนาจและเกียรติยศ ดังนั้นผู้ที่จะได้สิ่งเหล่านี้มากกว่าคนอื่นก็คือผู้ที่พูดเก่ง มีปฏิภาณไหวพริบในการพูด รู้จักพลิกแพลงกฎหมายเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน ในปัจจุบันเราสามารถพบได้ในวิชาชีพทนายความ เพราะผู้เป็นทนายย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าลูกความของตนนั้นตกอยู่ในฐานะของจำเลย ซึ่งจำเลยอาจจะมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหานั้นก็เป็นได้ แต่ทนายความมีหน้าที่แก้ข้อกล่าวหาเพื่อให้ลูกความของตนพ้นจากความผิด และไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรทนายความย่อมหวังผลให้ลูกความของตนชนะคดีความในท้ายสุด และสำหรับการนำวิธีการของ "โสเครติส" มาปฏิบัตินั้นก็มีอยู่มากพอ ๆ กับวิธีการของโซฟิสท์ จากทรรศนะของโสเครติสที่เชื่อว่า "การที่เราไม่ได้รับความยุติธรรม ดีเสียกว่าการที่เราจะเป็นผู้อยุติธรรมเสียเอง" เราสามารถพบได้ในทหารหรือสายลับที่ถูกจับตัว สายลับเหล่านั้นจะไม่ยอมเอ่ยปากถึงความลับของปฏิบัติการณ์ที่ได้รับมอบหมายมา หรือความลับของประเทศชาติ เพราะเขายึดมั่นในหน้าที่และคุณธรรมยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง เขายอมที่จะตายดีกว่าที่จะเสียอุดมการณ์
8. Describe the psychological theory underlying Plato's ethics. How is it related to his conception of the state?
ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ปรากฏในจริยศาสตร์ของเพลโต้นั้น เพลโต้อธิบายว่าจริยศาสตร์ของเขานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานทางจิตวิทยา 2 ประการด้วยกันคือ
1. วิญญาณของแต่ละปัจเจกบุคคลประกอบขึ้นด้วยเหตุผล, อารมณ์ และความปรารถนา (the soul of all individuals consist of three basic elements or faculties, reason, spirit, and appetite;)
2. บุคลิกลักษณะของแต่ละคนนั้นจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาขององค์ประกอบทั้งสามด้านนี้ ว่าด้านใดจะแสดงออกมาได้โดดเด่นชัดเจนมากกว่ากัน (an individual's character depends upon the comparative development of the three elements and the dominance of one faculty over the others.)
องค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านั้นนับเป็นพื้นฐานที่จะนำพาให้มนุษย์เกิดพฤติกรรมทางจริยธรรมได้อย่างลงตัว กล่าวคือ เหตุผลจะคอยควบคุมวิญญาณของมนุษย์ประกอบกันเป็น "ปัญญา", ความมีเหตุผลจะคอยบังคับความปรารถนาของมนุษย์ประกอบกันเป็น "การรู้จักประมาณ", การเสริมสร้างเหตุผลด้วยความปรารถนาของมนุษย์ประกอบกันเป็น "ความกล้าหาญ" เมื่อเกิดการผสมผสานกันอย่างสอดคล้องของทั้งสามประการนี้แล้วย่อมก่อให้เกิด "ความยุติธรรม" เพราะในทรรศนะของเพลโต้นั้น "รัฐก็คือปัจเจกบุคคลที่มีอำนาจอย่างมากมาย" ซึ่งเพลโต้ได้นำแนวคิดดังกล่าวนี้มาใช้ในการอธิบายจริยศาสตร์ของรัฐ กล่าวคือ เพลโต้ได้แบ่งพลเมืองออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ ตามลำดับต่อไปนี้
1. ชนชั้นปกครอง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่กำหนดนโยบายสูงสุดของรัฐทั้งในด้านการปกครองประเทศจากศัตรู อีกทั้งวางนโยบายต่าง ๆ เพื่อนำความรุ่งเรืองและความสงบสุขมาสู่รัฐของตน ชนชั้นปกครองนับว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากที่สุดของรัฐ เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองจะต้องเป็นคนดี มีความรู้ มีเหตุผล และที่สำคัญคือมีคุณธรรม
2. นักรบ ได้แก่ทหาร มีหน้าที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง คอบปกป้องและคุ้มครองพลเมืองของตน และเป็นฝ่ายที่สามารถใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบหมายจากชนชั้นปกครอง
3. สามัญชน ประกอบไปด้วยประชาชนที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ ส่วนใครจะประกอบอาชีพใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะเป็นผู้ตัดสิน โดยคำนึงถึงความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละคนไป
เพลโต้จัดแบ่งระดับของชนชั้นออกเป็น 3 ระดับ โดยคำนึงถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน และการที่คน ๆ เดียวทำหลายหน้าที่ย่อมจะสู้ทำเพียงหน้าที่เดียวตามที่ตนเองถนัดไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงแบ่งคนออกเป็น 3 ระดับชั้นตามความถนัดของแต่ละคนเพื่อความมั่นคงสมบูรณ์แห่งรัฐของตน และการที่รัฐจะดำรงอยู่รอดได้นั้นบุคคลทั้ง 3 ระดับชั้นนั้นก็ย่อมต้องยึดมั่นในคุณธรรมสำหรับชนชั้นของตนเอง ดังต่อไปนี้คือ
1. ปัญญา เป็นคุณธรรมของชนชั้นปกครอง
2. ความกล้าหาญ เป็นคุณธรรมของนักรบ, ทหาร
3. การรู้จักประมาณ เป็นคุณธรรมสำหรับสามัญชนทั่วไปที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของชนชั้นปกครอง
4. ความยุติธรรม เป็นคุณธรรมสำหรับทั้ง 3 ชนชั้น กล่าวคือ แต่ละชนชั้นจะะต้องทำหน้าที่ในชนชั้นของตนเองให้ดีที่สุดและไม่ก้าวก่ายในหน้าที่ของชนชั้นอื่น และเมื่อนั้นความยุติธรรมก็จะปรากฏขึ้น และรัฐก็จะเป็นรัฐที่ดีสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในรัฐนั้น
9. What is the place of the "Idea of the Good" in Plato's general philosophical position? In his ethical theory?
สำหรับเพลโต้แล้วยกย่องการกระทำความดีที่ประกอบด้วยเหตุผล นั่นคือการกระทำด้วยความรู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังทำเป็นสิ่งที่ดี เพราะนำไปสู่จุดมุ่งหมายอันใด ปัญหาที่ตามมาก็คือ ในทรรศนะของเพลโต้ อะไรคือจุดหมายสูงสุดหรือความดีสูงสุด
ในทรรศนะของเพลโต้ความดีสูงสุดนั้นก็คือความดีในตัวเองและเป็นความจริงแท้ ทั้งยังเป็นจุดมุ่งหมายของการกระทำความดีทั้งปวง และสิ่งที่เป็นความดีสูงสุดในทรรศนะของเพลโต้นั่นคือ "มโนคติแห่งความดี" (Idea of The Good)
แนวคิดในเรื่องมโนคติแห่งความดีนั้นมีความสัมพันธ์อันเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเรื่องโลกของแบบ กล่าวคือมโนคติแห่งความดีนั้นมีความสำคัญต่อโลกแห่งมโนคติ เช่นเดียวกับพระอาทิตย์ที่มีความสำคัญต่อโลกแห่งผัสสะ เพราะมีพระอาทิตย์สิ่งมีชีวิตทั้งปวงจึงเกิดขึ้นได้ และเพราะแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เราจึงมองเห็นและรู้จักสิ่งทั้งปวง ในทำนองเดียวกัน มโนคติแห่งความดีนั้นเป็นที่มาของมโนคติทั้งหลาย และจากการที่อาศัยมโนคติแห่งความดี เราจึงรู้จักมโนคติอื่น ๆ เพลโต้เชื่อว่า มโนคติแห่งความดีไม่ได้เป็นเพียงบ่อเกิดแห่งความรู้ในสิ่งทั้งปวงเท่านั้น แต่มโนคติแห่งความดียังเป็นแบบแห่งความสมบูรณ์สูงสุด เป็นบ่อเกิดของทุกสรรพสิ่ง และเป็นแก่นแท้ของสิ่งทั้งปวงอีกด้วย
10. Using Plato's analogy between vision and understanding, describe the way in which knowledge of the good may be sought. Where can one expect to find the model of perfection which Plato recommends as the proper guide to moral excellence? Why should people seek the idea of the good?
ทฤษฎีแบบของเพลโต้มีรากฐานมาจากการแสวงหาว่า ความรู้คืออะไร เนื่องจากเพลโต้มีความเชื่อว่าลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของแบบนั่นก็คือ แบบเป็นเหตุผล กล่าวคือเราจะเข้าถึงได้ก็โดยการใช้เหตุผลหรือปัญญาเท่านั้น มิใช่ประสาทสัมผัส อันได้แก่ ความดี และความจริง เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเราสามารถเข้าถึงแบบของความดีได้ก็ย่อมจะนำพาให้บุคคลมีความสมบูรณ์ทางศีลธรรมด้วย ซึ่งเพลโต้ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ไว้ในบทสนทนาของเขา โดยเพลโต้ปฏิเสธว่าความรู้ (อันเป็นบ่อเกิดของความดี) นั้นมิใช่สิ่งที่เกิดจากรับรู้จากประสาทสัมผัส และความรู้ก็มิใช่ความคิดเห็นและการคาดคะเนก็มิใช่ความรู้ที่แน่นอนแต่อย่างใด ถึงแม้ในบางครั้งความคิดเห็น หรือการคาดคะเนจะถูกต้องก็ตามแต่ก็ยังไม่จัดเป็นความรู้ถ้าหากปราศจากหลักฐาน ดังนั้นความรู้จะต้องเกิดจากความเข้าใจที่เป็นเหตุผล เพราะการที่รู้เพียงว่าอะไรเป็นอะไรนั้นยังไม่เพียงพอ หากแต่ยังต้องรู้ด้วยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
เหตุที่เพลโต้ที่เขาพยายามอธิบายเรื่อง "โลกของแบบ" ก็เพราะเมื่อเรามีความรู้ในเรื่อง "แบบ" แล้ว ทีนี้เราก็ลองนึกถึง "แบบของความดี" และเมื่อเรามีแบบของความดีแล้วเราก็จะสามารถทำความดีออกมาได้ และนี่เองคือพื้นฐานการตัดสินทางจริยธรรมของเรา