เพลโต้มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 427-347 ก่อนคริสกาล ซึ่งเขาเกิดเกิดในช่วงที่ใกล้เคียงกับการสวรรคตของพระเจ้าเพริคลีส (Pericles : รัฐบุรุษชาวเอเธนส์ 495-429) ผู้นำทางระบอบประชาธิปไตยของนครรัฐเอเธนส์ และเป็ยช่วงที่ตรงกับการเริ่มต้นของสงครามเปโลโปนิเชี่ยน (Pelopnnesian War) ซึ่งสงครามทำให้อำนาจของนครรัฐกรีกอ่อนกำลังลง เพลโต้ยังอยู่ในช่วงความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของกรีกกำลังเริ่มขึ้นด้วย และเป็นช่วงที่มีความวุ่นวายทางการเมือง ในช่วงนั้นถ้าหากจะพูดถึงความปราดเปรื่องทางสติปัญญาของเพลโต้แล้วก็เปรียบเสมือนดอกไม้ของเอเธนส์ ซึ่งดอกไม้นี้กำลังเป็นดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน แต่ต้นของมันนั้นเริ่มที่จะเหี่ยวแห้ง (ซึ่งอาจจะหมายความว่า แม้ว่าเพลโต้จะมีสติปัญญาที่เบ่งบานก็จริง แต่ต้นที่เหี่ยวแห้ง หมายความถึงการที่เขาไม่สามารถที่จะใช้สติปัญญาของเขาอย่างเต็มที่ในการแสดงความคิดเห็น) สถานการณ์ในช่วงนั้นไม่เอื้ออำนวยที่จะให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในเวลานั้น ทำให้เขาไม่สามารถที่จะอยู่ในกรีกได้ ดังนั้นเขาจึงเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ
เพลโต้มีความเกี่ยวข้องกับกษัตริย์องค์สุดท้ายของเอเธนส์ ซึ่งกษัตรย์องค์นี้เป็นญาติฝ่ายพ่อ ส่วนญาติฝ่ายแม่ของนั้นเพลโต้เป็นญาติของโซลอน ผู้เป็นคนที่กำหนดกฎหมายของเอเธนส์ คาดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เพลโต้ได้รับอิทธิพลจากญาติทั้งฝ่ายพ่อทางด้านการปกครอง และความรู้ทางด้านกฎหมายจากญาติฝ่ายแม่ หล่อหลอมให้เพลโต้มีความคิดก้าวไกลในเรื่องกฎหมายและการปกครอง เพลโต้ได้รับการศึกษาอย่างดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่เด็กในเอเธนส์จะได้รับ และเขาใช้เวลาในช่วงชีวิตของเขาในการแสวงหาความรู้ โดยตลอด จุดหักเหที่ทำให้เพลโต้ตัดสินใจชี้ขาดว่าตนเองอยากเป็นอะไรเกิดขึ้นเมื่ออายุ 20 ปี เมื่อเขาได้มีโอกาสได้รู้จักและวนเวียนอยู่กับโสเครติส ผู้ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดแก่คนในสมัยกรีกโบราณ ทักษะวิธีการที่น่าในใจของโสเครติสก็คือเขาจะใช้วิธีการแลกเปลี่ยนระหว่างคำถาม และคำตอบของเขากับบุคคลที่สนทนาด้วย ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิภาษวิธี" (dialectical method) ซึ่งวิธีการสนทนาดังกล่าวของโสเครติสนั้นสามารถชักจูงจิตใจของผู้ร่วมสนทนาด้วย อาจกล่าวได้ว่าโสเครติสมีอิทธิพลทางความคิดต่อเพลโต้เป็นอย่างมาก
การสั่งสอนของโสเครติสได้สร้างสั่นสะเทือนให้กับรัฐและประชาชนชาวเอเธนส์เป็นอย่างมาก ในที่สุด 399 ปีก่อนคริสกาลโสเครติสก็ถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต เขาถูกกล่าวหาว่าเป็น "ตัวสร้างความชั่วร้าย" เพราะเขาพยายามที่จะค้นหาคำตอบที่ว่ามันมีความจริงอะไรที่ปรากฎอยู่นอกเหนือไปจากสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งที่อยู่ภายใต้โลก และสิ่งที่อยู่เหนือสวรรค์ และการสอนเรื่องแปลก ๆ นอกเหนือไปจากสิ่งที่คนในมัยนั้นสนใจ การตายของโสเครติสเป็นเป็นสิ่งที่ไม่อาจลืมเลือนได้ ซึ่งเพลโต้ได้ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือของเพลโต้ที่ชื่อ Plato's Apology, Crito, Phesdo ซึ่งในหนังสือเล่มดังกล่าวนี้เพลโต้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอยุติธรรม ของระบบการปกครองประชาธิปไตยของนครรัฐเอเธนส์ หลังจากการตายของโสเครติสทำให้เพลโต้ออกเดินทางจากเอเธนส์ และท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ ตลอด 20 ปี เขาใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในอียิปต์และอีตาลี และได้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งหนึ่งชื่อว่า The Academy เขาทำการสอนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งความสำเร็จ และการได้มาซึ่งเกียรติยศ จนกระทั่งเขาได้เสียชีวิตลงในวัย 80 ปี
งานเขียนของเพลโต้นั้นอยู่ในรูปของบทสนทนา (Dialogue) เขาไม่ได้เขียนแบบเรียงความทั่ว ๆ ไป ที่มีเนื้อหาราบเรียบ หากแต่หนังสือของเขาแต่ละเล่มเป็นการผูกเรื่องคล้ายกับบทละครที่มีฉากสนทนาของนักปรัชญาร่วมสมัย ซึ่งเพลโต้ใช้ตัวละครที่เป็นนักปรัชญาต่าง ๆ มาถกเถียงกันทางปรัชญาเพื่อเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดความคิดของตัวท่านเอง ตัวของเพลโต้เองนั้นไม่ได้ใช้ตนเองในการดำเนินเรื่อง หรือในบทสนทนาของเขา แต่เกือบจะทั้งหมดของบทสนทนาเพลโต้จะพูดผ่านโสเครติส ผลของมันก็คือเราไม่มีทางที่จะทราบได้ว่าคำพูดต่าง ๆ ในบทสนทนานั้นเป็นของโสเครติสจริงหรือไม่ บทสนทนายุคแรก ๆ ของเพลโต้นั้นเขาจะไม่กล่าวอะไรที่เหนือนอกเหนือคำสั่งสอนของโสเครติส และในกาลต่อมาเขาก็ได้พัฒนาหลักคำสอนของตนเองขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ
- Charmides (ชาร์มีเดส) ว่าด้วยการรู้จักประมาณ
- Euthyphro (ยูทีโฟร) ว่าด้วยการเคร่งศาสนา (piety)
- เรื่องราวที่โดดเด่นในกลุ่มบทสนทนาในยุครุ่งเรืองของเพลโต้คือ "Gorgiao" (จอร์เกียส) ที่ว่าด้วยหลักของจริยศาสตร์
- Thaeatetus (เทอเอเตตุส) เป็นเรื่องทฤษฎีความรู้ที่มีการถกเถียงกันด้วยเหตุผล
- Phaedrus, Symposium (เฟดรุด-ซิมโพเซียม) ที่เป็นคำสั่งสอนของเพลโต้เกี่ยวกับความรัก
- Timaeus (ตีเมอุส) ว่าด้วยเรื่องราวของจักรวาล
- ผลงานชิ้นสุดยอดของเพลโต้คือ The Republic ซึ่งเพลโต้บรรยายได้ครอบคลุมทำให้เราได้เข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาของเขา
ทฤษฎีจริยศาสตร์ของเพลโต้ก็เหมือนกับของนักปรัชญากรีกคนอื่น ๆ ที่จะพยายามหาคำตอบของปัญหาที่ว่า "ชีวิตที่ดีคืออะไร" (What is the good life?) ตามทรรศนะของโสเครติส ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของเพลโต้นั้นเชื่อว่า "ความรู้คือคุณธรรม" (virtue is knowledge) ซึ่งเพลโต้ได้นำความคิดดังกล่าวมาพัฒนาต่อ เขาเชื่อว่า ชีวิตที่มีเหตุผลนั้นก็คือชีวิตที่มีความสุข และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต สำหรับเพลโต้แล้วเชื่อว่า ความรู้จะสร้างความสอดคล้องกลมกลืนขึ้นภายในตัวบุคคลได้, กล่าวคือ เหตุผลจะควบคุมความปรารถนาและควบคุมความโกรธของตนเองได้, ผลที่ได้ก็คือปัจเจกบุคคลจะมีระเบียบวินัยและมีความสมดุลย์อันดีเยี่ยมในการใช้เหตุผลส่วนตัวของเขา
จริง ๆ แล้วความรู้เพียงอย่างเดียวก็น่าจะสามารถนำมาซึ่งการมีคุณธรรมได้ แต่ในขณะที่มนุษย์โง่เขลาอยู่ ตัวของมนุษย์ก็มักจะสร้างเรื่องยุ่งเหยิงให้กับชีวิตของตนเอง ทำให้บุคคลิกภาพหรืเรืองราวต่าง ๆ ในชีวิตของเขายุ่งเหยิง ไม่เป็นระบบ และไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้ อันจะทำให้ความปรารถนาและกิเลสต่าง ๆ เข้ามาครอบงำตัวเขาเอง ดังนั้นคนเราก็น่าจะใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตเพื่อความเป็นระเบียบของชีวิต อีกทั้งถ้าเราใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตแล้วเราก็ย่อมจะทำสิ่งที่เรียกว่าความดี
คนที่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีแล้ว นั้นก็หมายความว่า เมื่อเขารู้ว่าอะไรเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดความสอดคล้องกลมกลืน เขาก็จะทำสิ่งที่เรียกว่าความดี ณ ที่นี้ บุคคลที่มีคุณธรรมก็คือบุคคลที่รู้จักใช้เหตุผลส่วนตัว ซึ่งเขาผู้นั้นก็คือคนที่มีความสุขที่แท้จริง ความคิดในลักษณะนี้ได้ไปขัดแย้งเป็นอย่างมากกับความคิดเห็นของโซฟิสท์ที่ชื่อ Callicles ผู้ซึ่งป่าวประกาศว่า ผู้ที่อยากจะพบกับความสุขในชีวิตจริง ๆ ควรจะปล่อยให้ความปรารถนาเป็นไปตามความต้องการสูงสุด (ปรารถนาอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น ไม่ว่าตนเองอยากจะทำอะไรก็ทำไปตามความปรารถนาของตนเอง) ในเวลาเดียวกันนี้เพลโต้ก็โต้แย้งทรรศนะดังกล่าว
นอกจากนี้แล้วเพลโต้ได้นำแนวคิดทางปรัชญา 2 ประเด็นที่มีมีความเกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์คือ หลักอันตวิทยา (Teleology) และทฤษฎีมโนคติ (Theory of Idea) ทฤษฎีอันตวิทยานั้นเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนั้นมีเป้าหมายและมีหน้าที่ ๆ เหมาะสมของมันอยู่แล้ว สำหรับคำถามที่เพลโต้ค้นหาก็คือ เพลโต้จะตั้งคำถามว่า "ทำไม" (why) มากกว่าที่จะถามว่า "อย่างไร" (how) กล่าวคือ การที่เพลโต้จะถามเรื่องอะไรนั้น เพลโต้จะถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ แต่เขาไม่ต้องการที่จะรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเขาจึงวาดภาพคุณค่าในการอธิบายหลักอันตวิทยา เพื่อที่จะให้คนเราหลุดพ้นโดยการใช้เหตุผล เหมือนกับที่นักโทษหลุดพ้นไปจากคุก
คนดีมีคุณธรรม (morally virtuous person) ในความหมายของเพลโต้ ก็คือคนที่มีลักษณะสำคัญ ๆ 4 ประการ คือ ฉลาด รู้จักประมาณตน กล้าหาญ และยุติธรรม สำหรับบุคคลผู้ซึ่งมีคุณธรรมแล้วความปรารถนาและกิเลสก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมของเหตุผล เนื่องจากบุคคลที่มีเหตุผลจริง ๆ นั้น จะตั้งเหตุผลให้กับชีวิตตนเอง และก็เป็นครูของตนเอง มีกฎเกณฑ์เป็นของตนเอง และตัวเองก็มีความสงบสุขขึ้นในใจ ซึ่งเขาจะไม่กำหนดอะไรมากไปกว่านี้ ทำให้เขาเป็นบุคคลที่รู้จักประมาณตนและสามารถปรับตนเองเข้าหาธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยม
ทรรศนะทางอภิปรัชญาของเพลโต้อันเป็นพื้นฐานในจริยศาสตร์ของเขาก็คือ ทฤษฎีมโนคติ หรือโลกของแบบ เพลโต้อธิบายว่ามโนภาพทั่ว ๆ ไปไม่ได้มาจากประสบการณ์ แต่มาจากการคิดได้ด้วยเหตุผล
เพลโต้ได้แบ่งโลกออกเป็น 2 ประเภท คือ (1.)โลกของประสาทสัมผัส (2.)โลกของแบบหรือโลกที่เหนือประสาทสัมผัส เพลโต้ได้อธิบายว่าโลกของแบบเท่านั้นที่เป็นจริง เป็นสิ่งเที่ยงแท้ และเป็นต้นแบบของโลกแห่งประสาทสัมผัส ส่วนโลกของประสาทสัมผัสนั้นไม่แท้จริง มีการเปลี่ยนแปลงและลอกเลียนแบบโลกของแบบมาอีกทอดหนึ่ง เพื่อความเข้าใจขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในเรื่อง "แบบ" ก็คือถ้าพูดถึง "คน-กลม-สวย" สิ่งเหล่านี้คือ "แบบ" (ซึ่งเพลโต้เรียกสิ่งนี้ว่า "สิ่งสากล") ของวัตถุหรือสสารในโลก - ซึ่ง "แบบ" เหล่านี้เป็นจริงกว่า "เพลโต้ที่เป็นมนุษย์, ล้อรถยนต์, ดอกไม้" ซึ่งเป็นสิ่งเฉพาะในโลกแห่งวัตถุ เพราะเพลโต้ที่เป็นมนุษย์นั้นลอกแบบมาจากคน, ล้อรถยนต์ ลอกแบบมาจากความกลม, ดอกไม้ ลอกแบบมาจากความงาม เป็นต้น ดังนั้นคำว่า "คน" เป็นแบบของเพลโต้, เป็นแบบของใครต่อใคร แม้ว่าลักษณะทางกายภาพของเรา ๆ จะมีความแตกต่างกัน เป็นต้นว่าความสูง ความขาว แต่เราก็มีอะไรที่เหมือนกันอยู่ประการหนึ่งนั้นก็คือความเป็น "คน" นั่นเอง
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนยกขึ้นมาก็คือ "วงกลม" ในความคิดของเรานั้นวงกลมที่สมบูรณ์นั้นจะต้องแสดงให้เห็นในลักษณะที่เป็นวงกลม ๆ ซึ่งวงกลม ๆ ที่เราเห็นในโลกทางกายภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกบอล, หน้าปัดนาฬิกา, ผลส้ม แม้จะมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นขนาด, คุณสมบัติ, การใช้สอย แต่มีอย่างนึงที่เหมือนกัน นั่นก็คือแบบของความเป็น "วงกลม" นั่นเอง ซึ่งวงกลมนั้นมนุษย์ทุกคนสามารถเข้าใจได้เหมือนกัน และวงกลมก็ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงไป วงกลมก็ยังเป็นวงกลมวันยันค่ำ
ที่เขาพยายามอธิบายเรื่อง "โลกของแบบ" ก็เพราะเมื่อเรามีความรู้ในเรื่อง "แบบ" แล้ว เราก็ย่อมมีภาพจำลองเรื่องแบบของความยุติธรรมอยู่ในหัว เมื่อเรามีแบบของความยุติธรรมอยู่ในความคิดแล้ว เราก็จะสามารถแสดงความยุติธรรมให้ปรากฏออกมาได้ และนี่เองที่คือพื้นฐานการตัดสินทางจริยธรรมของเรา
งานวิเคราะห์ในเรื่องศีลธรรมและเรื่องความจริงของเพลโต้ที่เด่นชัดที่สุดก็คือทฤษฎีเรื่องแบบ และมโนคติแห่งความดี เขาได้รวมความคิดนี้จากหลักของอันตนิยมวิทยาและทฤษฎีแบบเข้ากันกับจริยศาสตร์ เพลโต้เชื่อว่าความดีก็คือเป้าหมายประการสุดท้ายซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้กำลังแสวงหา เพื่อที่จะรู้ต้นเหตุแห่งความสามารถทางด้านสติปัญญา และความหมายนั้นว่ามาจากไหน เพลโต้ได้อธิบายว่า ในโลกของความรู้และมโนคติแห่งความดี ที่มาของเหตุผลและความจริงนั้นก็อยู่ในความสามารถทางด้านสติปัญญาของมนุษย์นั่นเอง
เพลโต้ได้วิพากษ์ทัศนะโซฟิสท์ที่ว่า "มนุษย์เป็นมาตรการวัดทุกสิ่งทุกอย่าง" รวมทั้งความดีและคำสอนในเรื่องความดี และการที่จะได้ความรู้มานั้นจะต้องมีการแลกเปลี่ยนคำตอบคำถาม สาระสำคัญของปรัชญาของเขาถูกค้นพบในขณะที่เขาพยายามให้คำตอบเรื่องปัญหาทางจริยศาสตร์ที่สำคัญ 2 ประการคือ
1. Why should any person be morally virtuous ? ทำไมคนจึงต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม ?
2. Assuming the indispensability of knowledge for the moral life, what is the ultimate knowledge upon which moral virtue is based ? สมมติว่าความรู้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สาหรับชีวิตที่มีจริยธรรมนั้น แล้วอะไรเป็นความรู้ขั้นสูงสุดที่คุณธรรมอาศัยอยู่ (คุณธรรมอะไรเป็นพื้นฐานของความรู้ขั้นสูงสุด)
คำถามเหล่านี้นำเพลโต้มาสู่การพิจารณาในประเด็นปัญหาที่ว่า "อะไรเป็นความดีของชีวิตที่ยุติธรรม" และในทางตรงกันข้ามกับชีวิตที่ไม่มีความยุติธรรม ความเพลิดเพลินคือความดีสูงสุดเช่นนั้นหรือคือความดีสูงสุด? ความรู้นั้นอยู่เหนือความเพลิดเพลินหรือไม่ ? และอะไรเป็นความหมายที่ถูกต้องของคำว่า "ยุติธรรม"
***
ข้อ 1. เพลโต้ได้ตอบโต้ทรรศนะของโซฟิสท์ และตอบคำถามว่า ทำไมคนทุกคนจะต้องเป็นคนมีคุณธรรม เพราะโซฟิสท์ยังถือว่าความยุติธรรมนั้นเป็นคุณธรรมที่อ่อน เพราะคนที่แข็งแรงกว่า ก็สามารถจะเอาเปรียบคนรอบข้างที่อ่อนแอกว่า โซฟิสท์ยืนยันว่าคนเราจะเอาผลประโยชน์จากคนอื่น ๆ ถ้าเขามั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกจับได้และเขาจะไม่ถูกลงโทษ พวกเขาสนใจเพียงแค่ประโยชน์ส่วนตัวของเขาเอง เพราะฉะนั้น ความอยุติธรรมจึงมีประโยชน์มากกว่าความยุติธรรม ความคิดในลักษณะของธรรมชาติของมนุษย์นี้ถูกนำเสนอโดยโรคอน ในเรื่อง Gyges's ring
ตอนนี้คนที่มีความยุติธรรมก็ไม่ใช่ทำเพราะว่าความสมัครใจ แต่ทำเพราะว่าเขาไม่มีอำนาจที่จะเป็นคนอยุติธรรมได้เหมือนอย่างที่พวกเขาคิด เพราะเขาไม่มีอำนาจที่จะหาประโยชน์จากความอยุติธรรมนี้ ถ้าเราจินตนาการถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราก็จะเห็นว่าเมื่อมีอำนาจทั้งที่ยุติธรรมและอยุติธรรมแล้วนั้นพวกเขาก็จะทำมันอีก อย่างเช่นขอให้เราดูให้ชัดว่าความโลภนั้นมันจะนำพวกเขาไปในทิศทางใด ดังนั้นเราก็จะได้ค้นพบว่าทุก ๆ การกระทำทั้งที่คนที่มีความยุติธรรม และคนที่มีความอยุติธรรมกำลังทำนั้นก็ไปในทางเดียวกัน ก็คือทำไปในประโยชน์ของตนเอง ซึ่งธรรมชาติทุกอย่างจะตัดสินว่าสิ่งนั้นมันดีสำหรับเขา คนเราจะแสดงตนเป็นคนยุติธรรมก็ต่อเมื่อกฎหมายบังคับ มิได้ทำด้วยความสมัครใจ ทำให้สงสัยว่าความอยุติธรรมน่าจะได้ผลประโยชน์มากกว่าความยุติธรรม
ตามเรื่องที่เขาว่ากันมานั้น, Gyger เป็นคนเลี้ยงแกะในความอุปถัมภ์ของพระราชาแห่ง Lydian ตอนนั้นมีพายุใหญ่ และมีแผ่นดินไหวทำให้แผ่นดินแยกในที่ ๆ เขากำลังเลี้ยงแกะอยู่ ตอนแรกเขาตกใจที่ได้เห็น, เขาก็ตกลงไปในแผ่นดินที่แยกออกนั้น, ที่ซึ่งเขาพบสิ่งที่ประหลาดมากมาย เขามองเห็นม้าที่ทำด้วยทองเหลืองตัวหนึ่ง, ที่ประตู, เขาก็โน้มตัวลงมาแล้วมองเข้าไปพบร่างที่ไร้วิญญาณที่ได้ปรากฏให้เขาเห็น ร่างนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหวนทอง เขาจึงถอดแหวนออกมาจากนิ้วของคนตายแล้วก็นำมาสวมใส่เสียเอง
ในแต่ละเดือนเป็นประเพณีว่าคนเลี้ยงแกะจะต้องมาชุมนุมกัน เพื่อเขียนรายงานประจำเดือนเกี่ยวกับฝูงแกะที่พวกเขาเลี้ยงส่งให้แก่พระราชา ; ในการประชุมคราวนี้ Gyger มาพร้อมกับแหวนทอง, และเขาก็นั่งลงในหมู่คนเลี้ยงแกะ เขาบังเอิญไปหมุนหัวแหวนเข้าหาตัวเองเขาจึงหายตัวไปในขณะที่คนเลี้ยงแกะกำลังสนทนากัน เขาประหลาดใจมากกับเหตุการณ์นี้, และเมื่อเขาจับแหวนอีกครั้งหนึ่งแล้วหมุนแหวนออกข้างนอกเขาจึงปรากฏตัวขึ้น, เขาทำอย่างนี้หลาย ๆ ครั้งและก็ได้ผลเช่นเดิมเสมอ ๆ ต่อมาในภายหลังเข้าได้รับเลือกให้เป็นผู้ส่งสารไปให้พระราชา เมื่อเขามาถึงเมืองหลวงเขาก็ล่อลวงราชินี และเขาก็สมคบกันปลงพระชนม์พระราชา และครอบครองอาณาจักร
จากเรื่อง Gyges's ring แสดงให้เห็นว่าคนเรานั้นจะไปอธิบายความยุติธรรมได้อย่างไร และความอยุติธรรมให้ผลประโยชน์มากกว่าความยุติธรรม โดยเขาคิดจากจุดยืนของ Gyges เพราะ Gyges สามารถจะรับผละประโยชน์จากงานที่ทำด้วยความอยุติธรรม จากความสำคัญดังกล่าวนี้เพลโต้จะทำการโต้แย้งต่อไป
ข้อ 2. โซฟิสท์คนสำคัญคนหนึ่งชื่อทามาซีคุส, แสดงให้เห็นข้อดีของความอยุติธรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจ เขาอธิบายว่าความอยุติธรรมจะนำมาซึ่งสิ่งตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทำความอยุติธรรมในปริมาณที่มาก ๆ ความสุขที่ได้รับขากความอยุติธรรมก็จะมากตามไปด้วย ดั้งนั้นเขาจึงสรุปว่าความสุขมาจากความอยุติธรรมไม่ใช่จากความยุติธรรม
แต่เพลโต้ก็โต้แย้งทรรศนะของทาซีมาคุสว่า เป็นการหลงผิดอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับเรื่องความยุติธรรมและความอยุติธรรม เพลโต้เชื่อว่าความยุติธรรมน่าจะให้ประโยชน์ทั้งคนที่เป็นชนชั้นผู้ปกครอง, คนที่ถูกปกครอง พสกนิกรและคนรับใช้ จากนั้นเพลโต้ได้ยกตัวอย่าง โสเครติสผู้โง่เง่าที่สุด คนที่ยุติธรรมมักจะแพ้เสมอเสมอเมื่อเทียบกับคนที่อยุติธรรม หรือการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เมื่อใดก็ตามที่คนมีความอยุติธรรมเป็นคู่ชกของคนที่มีความยุติธรรม เมื่อนั้นท่านก็จะพบว่ามิตรภาพได้แตกหักไป คนที่อยุติธรรมมักจะได้อะไรมากไปกว่าคนที่ยุติธรรมเสมอ ประการต่อมาคือเมื่อมีการเสียภาษีเงินได้ คนที่มีความยุติธรรมจะจ่ายมากกว่า ในขณะที่คนอยุติธรรมจะจ่ายน้อยกว่า และเมื่อมีอะไรก็ตามคนยุติธรรมจะไม่ได้รับอะไรเลย แต่คนอยุติธรรมจะได้มากกว่า ขอให้สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาทำงาน โดยปกติแล้วคนที่ยุติธรรมตกงานเขาก็จะทุกข์ใจต่อการสูญเสียด้านอื่น ๆ และในที่สุดเขาก็จะไม่ได้รับอะไรเลยจากสาธารณชน มากไปกว่านั้นเขาก็จะได้รับความรังเกียจจากเพื่อน ๆ และปฏิเสธที่จะต้อนรับเขาอีกต่อไป
สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับความอยุติธรรม ก็จะกลัวว่าพวกเขาจะเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมอย่างที่ข้าพเจ้าแสดงแล้วว่า ความอยุติธรรมเมื่ออยู่ในระดับที่พอเพียงแล้วก็จะมีกำลังอำนาจมากกว่าความยุติธรรม และอย่างที่ข้าพเจ้าพูดตั้งแต่ต้นว่า ความอยุติธรรมเป็นประโยชน์ของคนที่แข็งแรงกว่า แต่ในขณะที่ความยุติธรรมนั้นเป็นประโยชน์และเป็นข้อดีของตัวมนุษย์เอง
ข้อ 3. บทสนทนานี้เป็นการโต้ตอบโดยมีความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่าง เพลโต้ และ โซฟิสท์ ในเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าของความยุติธรรม โซฟิสท์ยังคงยืนยันว่าความพึงพอใจคือความดีสูงสุดและความอยุติธรรม อาจดีกว่าความยุติธรรมหากมันนำมาซึ่งความพึงพอใจที่มากกว่า
ในบทสนทนาเรื่อง Gorgias, เพลโต้ พยายามลบล้างคำกล่าวนี้ โดยเขาได้พิจารณาจากความไม่สมเหตุสมผลของการทำตามความพึงพอใจและเรื่องของความดี เพลโต้ได้ยกบทสนทนาของคาลิคัล (Callicles) ซึ่งมีความเห็นที่ตรงข้ามกับโสเครติส (Socretes)
Soc-กลับไปยังคำพูดของ cal ที่ว่า ความพึงพอใจเป็นความดีเช่นกัน แต่ความรู้และความกล้าหาญ(เป็นตัวอย่างของคุณธรรม)ไม่ใช่สิ่งเดียวกันแม้กับคนบางคน หรือกับความดี
Cal-และอะไรที่ทำให้เพื่อนของ Soc คือ Foxton มีความเห็นที่ตรงกันหรือต่างกัน
Soc-เขาไม่เห็นด้วยกับ Cal เมื่อเขาเห็นว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเป็นความจริง ท่านจะต้องยอมรับ ข้าพเจ้าพบว่า ความดีและความชั่วเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน
Cal-ใช่
Soc-และทั้ง 2 สิ่งตรงข้ามกัน สุขภาพและเชื้อโรค พวกเราคงไม่ยอมให้อยู่ร่วมกัน มนุษย์ไม่สามารถมีทั้ง 2 อย่างได้ในเวลาเดียวกัน
Cal-หมายความว่าอย่างไร
Soc-ยกกรณีอาการทางร่างกาย มนุษย์อาจมีความเจ็บป่วยทางด้านดวงตา เราเรียกว่าเป็นโรคทางตา
Cal-ใช่
Soc-แต่เขาไม่สามารถมีอาการดีและความจ็บในเวลาเดียวกันใช่ไหม
Cal-อาจใช่
Soc-และเมื่อเขาหายจากอาการป่วยทางตาแล้ว สุขภาพของเขาจะแย่ลงไหม ถ้าท้ายสุดผลลัพท์คือเขาจะสูญเสียหรือไม่มีอาการทั้ง 2 อย่างพร้อมกันไหม
Cal-อาจใช่
Soc-มันดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดแลชะเหลวไหล
cal -มากๆ
Soc-ฉันสันนิษฐานว่าเขาจะมีอาการทางร่างกายด้วยสิ่ง 2 สิ่งนั้นและกำจัดให้หมดไป
Cal-ใช่
Soc-และเขาจะมีความแข็งแรงและความอ่อนแอในเวลาเดียวกัน โดยเหมาะสมลงตัว
Cal-ใช่
Soc-หรือมีความรวดเร็วและความช้า
Cal-อาจเป็นได้
Soc-และทำให้เขามีและไม่มีความดีและความสุขและนั่นเป็นสิ่งตรงข้ามกัน ความทุกข์และความลำบาก เป็นสิ่งเดียวกันเพียงแต่สลับกัน
Cal-คิดว่าใช่
Soc-หากเมื่อมีบางสิ่งที่คนมีและไม่มีในเวลาเดียวกัน สิ่งนั้นก็ไม่สามารถเป็นได้ทั้งดีและเลว เราคิดเช่นนั้น
Cal-เห็นด้วยทั้งหมด
Soc-กลับไปที่ข้อยอมรับเริ่มแรก ท่านกล่าวถึงคนที่หิวกระหายหมายถึง การมีสภาพของความหิวกระหาย คือสิ่งที่ดูน่าพอใจเป็นสิ่งดีหรือเจ็บปวดทำให้เสียใจ
Cal-ฉันคิดว่ามันน่าจะเจ็บปวดและรู้สึกแย่ แต่หากได้กินอาหารในขณะที่รู้สึกหิวก็ทำให้เราพอใจ
Soc-ฉันเข้าใจ แต่ทำในขณะที่แสดงออกว่าหิวกระหาย คือ รู้สึกแย่ ฉันพูดถูกไหม
Cal-ใช่
Soc-ถ้าเป็นเราก็รู้สึกแย่ด้วยเช่นกัน
Cal-ใช่แล้วก็รู้สึกแย่มากด้วย
Soc-เราต้องการอ้างเหตุผลจากตัวอย่างอื่นอีกไหม หรือคุณเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ต้องการหรือ หรือต้องการได้รับความเจ็บปวด
Cal-เห็นด้วยและไม่ต้องการตัวอย่างอื่นอีก
Soc-ดีมาก และท่านจะยอมรับไหมว่าหากท่านได้ดื่มเมื่อท่านกระหายจะทำให้ท่านพอใจ
Cal-ใช่
Soc-และในประโยคที่พูดถึงความกระหายแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกแย่
Cal-ใช่
Soc-และคำว่ากำลังดื่ม สื่อให้เห็นถึงความพอใจและเป็นความพอใจของความต้องการ
Cal-ใช่
Soc-นั่นคือความพอใจที่ได้ดื่ม
Cal-ใช่
Soc-เมื่อคุณเกิดความกระหาย
Cal-ใช่
Soc-และรู้สึกทุกข์
Cal-ใช่
ข้อ 4. ช่วงแรกของการโต้แย้งของโสคราตีสซึ่งมีการถูกทำให้สมบูรณ์ เขาลงความเห็นแล้วว่า ความดีและความชั่วเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน นั่นคือ ทั้งสองมีความหมายเฉพาะในคนแต่ละคนและในเวลาเดียวกันความพอใจและความจ็บปวดอาจเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ถ้าคนผู้นั้นมีความพอใจและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ต่ไม่ใช่ความดีและความชั่ว เมื่อสิ่งนั้นมีความขัดแย้งในการพิสูจน์ว่า ความดีและความพอใจ กับ ความเจ็บปวดและความชั่ว โสคราตีส เริ่มต้นในแบบเดียวกัน หลังจากไปรับข้อโต้แย้งในจุดนี้ เขาได้รับการช่วยเหลือจากการถกในครั้งนี้โดยกอร์เกียส ซึ่งเป็นครูของ rhetoric
Soc-สรุปได้ว่าความพอใจและความเจ็บปวด เกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อเขาบอกว่ากระหายหิวเราก็ดื่ม
Cal-ใช่
Soc-ไม่มีใครที่จะมีความดีและความชั่วในเวลาเดียวกัน
Cal-ใช่, ฉันเห็นด้วย
Soc-ความพอใจก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมือนกับว่าโชคดี หรือความเจ็บปวดเป็นสิ่งเลวร้ายดังนั้นความดีจึงไม่เหมือนกับความพึงพอใจ
Cal-
Soc-คุณคงเข้าใจ
Cal-แต่ท่านทำตัวเหมือนท่านไม่รู้
Soc-ใช่หรือไม่ที่จะหยุดความกระหาย และความพึงพอใจในการดื่มได้ในเวลาเดียวกัน
Cal-
Gor-เราต้องการได้ข้อยุติของการโต้แย้ง
Soc-และถ้าเราหิวหรือมีความต้องการอื่นใด และเขาจะไม่ออกจากความต้องการและความปรารถนา (พอใจ)ในเวลาเดียวกันใช่ไหม
Soc-เขาไม่สามารถออกจากความดีและความชั่วได้ในเวลาเดียวกัน
จากประเด็นที่โสเครติสและคาลิคัสถกเถียงกันมานั้นสรุปความได้ว่า ความดีไม่เหมือนกับความพอใจ หรือความเจ็บปวดนั้นไม่เหมือนกับความทุกข์
ข้อ 5. เมื่อเขาถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแสดงทัศนะที่ไม่เพียงพอของพวกสุขนิยม (ความพอใจเป็นสิ่งสำคัญคือความดีสูงสุด) ซึ่งเพลโต้ได้แสดงไว้ในใน Protagoras
โปรทากอรัสยอมรับว่า ความพึงพอใจเพียงชั่วคราวนำมาซึ่งความสุขเช่นกัน เขายกตัวอย่างประเด็นสำหรับการแสดงว่า ความรู้คือสิ่งสูงสุดของความพึงพอใจ ถึงแม้ว่ามันปรากฎออกมาในบุคคลที่มีความพึงพอใจได้ชัดเจนกว่าการมีความรู้ก็ตาม ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ นั่นคืออาจรู้หรือไม่รู้ คุณจะแสดงให้เห็นเกี่ยวกับโลก ทุกสิ่งของโลกเป็นความคิดเห็นที่ว่าความรู้คือหลักการที่ไม่ใช่ความต้องการหรือกฎหรือคำสั่ง ข้อบันทึกต่างๆ บุคคลอาจมีความรู้และความรู้เกี่ยวกับตนเองซึ่งอาจทำให้เขาถูกควบคุมโดยความโกรธ ความพึงพอใจ ความเจ็บปวด ความรัก ความกล้า ความรู้เป็นเหมือนกับทาสและถูกลากไปเกี่ยวข้องด้วยวิธีการต่างๆ มันเป็นมุมมองหรือความคิดเห็นหรือความรู้
ถ้าเขารู้ถึงความแตกต่างของความดีกับความชั่วว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความรู้ ปัญญาก็จะช่วยเขาได้
ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับโสคราตีส โปรทากอรัสกล่าว และมิได้มีเพียงแค่นั้น แต่ยังหมายรวมถึงคนอื่น ๆ เราถูกกำหนดขอบเขตให้พูดว่า ปัญญาและความรู้เป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์
แต่หลักใหญ่ของโลกธรรมชาติ คือตัวของคนผู้นั้นจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่ดี และเมื่อคนมีความรู้พวกเขาจะพร้อมรับกับความเจ็บปวดหรือความพึงพอใจหรือบางส่วนของผลพวงเหล่านั้น
เขาพยายามที่จะบอกว่าอะไรคือธรรมชาติของการกระทำเหล่านี้ ซึ่งพวกเขาเรียกว่าการนำมาซึ่งความพึงพอใจ และพวกเขายืนยันว่ามันเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงทำสิ่งที่เรียกว่าเป็นสิ่งดีอยู่เสมอ
จากประเด็นที่เขาถกเถียงกันมานั้นสรุปความได้ว่า สรุป ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ การรู้ในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกของตนเองนับว่ามีประโยชน์ ความรู้เกี่ยวกับตัวเองเป็นความรู้เรื่องธรรมชาติของเรา หากไม่รู้จักตนเอง เราก็ไม่
ข้อ 6. โสคราตีสและพาธากอรัส ชาวสุขนิยมซึ่งมีมาตราการบางอย่างที่มากกว่ากฎเกณฑ์ในเรื่องความพึงพอใจ และความเจ็บปวดเพราะเมื่อประเมิณความพึงพอใจและความเจ็บปวดแล้ว ให้ดูว่าอะไรนำมาซึ่งความพึงพอใจมากที่สุด จึงต้องใช้มาตราการวัดความพึงพอใจ
เนื่องจากวิธีการวัดความพึงพอใจต้องใช้การพิจารณา ชาวสุขนิยมยอมรับให้การพิจารณาเหนือความรู้
พาธากอรัส-ความพึงพอใจเป็นสิ่งเดียวกับความสุข แต่ถ้าความสำราญทำให้ทุกข์ก็ไม่สุข
โสคราตีส-ความเจ็บปวดกับความดีเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้
การรู้ว่าอะไรดีและการทำดีจึงแยกออกจากกันไม่ได้ คนที่ทำความชั่วเพราะเขามีความเขลาคือความไม่มีความรู้ว่าอะไรอะไรไม่ดี
เรายอมรับว่าเป็นความจริงที่ว่าบางกรณี ความไม่รู้ทำให้เราทำสิ่งที่ไม่ดีและเป็นอันตรายต่อตัวเราเช่นเรื่องสุขภาพ แต่ก็มีหลายกรณีที่ทำให้เราทำความไม่ดี มิใช่เพียงความไม่รู้อย่างเดียว
ข้อ 7. โสคราติส สรุปว่า เมื่อมีคำกล่าว่า ผู้คนที่เป็นผู้ชนะนั้น ชนะด้วยความรู้สึกพอใจ ย่อมหมายความว่า คนเหล่านั้นกำลังตกอยู่ในความหลง (งมงายโง่เขลา) ไม่มีใครหรอกที่จะชอบดำเนินรอยตามทางแห่งความเลวร้ายหรือสิ่งที่ตนคิดว่าเลวร้าย ดังนั้นแล้ว บุคคลใดที่ควบคุมตนเองได้ด้วยหลักของเหตุผลแล้ว ผู้นั้นไม่มีทางที่จะดำเนินไปสู่ความหลงผิด คำสอนที่ว่า คุณธรรมคือความรู้ (ของโสคราติส) เป็นคำสอนที่เพลโต้ได้เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง และรู้จักกันดีจากผลงานที่รวมอยู่ในผลงานที่ชื่อ Faculty Psychology หลักจริยศาสตร์ของเพลโต้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางจิตวิทยา 2 ประการ คือ 1. จิตวิญญาณ (Soul) ของแต่ละปัจเจกบุคคลประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบหรือคุณสมบัติพื้นฐาน 3 ด้าน คือ ด้านเหตุผล (reason) ด้านเจตนารมณ์ (ความปรารถนา) (spirit-passion) และด้านความต้องการ (appetite-desire) 2. บุคคลิกลักษณะของแต่ละคนขึ้นอยู่กับพัฒนาการเชิงแข่งขันระหว่างองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ด้านนี้ว่า ด้านใดจะโดดเด่นขึ้นมาให้เห็นชัดเจนมากกว่ากัน
องค์ประกอบพื้นฐานแต่ละด้านของจิตวิญญาณ ย่อมเกี่ยวพันอยู่กับพฤติกรรมทางศีลธรรม ในฐานะที่เป็นปัจจัยอย่างลงตัว โดยมี คุณธรรมที่เหมาะสม มาเป็นตัวช่วยกำหนดบุคคลิกลักษณะ กล่าวคือ การควบคุม สั่งการจิตวิญญาณด้วยหลักเหตุผล เท่ากับ ปัญญา (Wisdom) การปรับระดับความต้องการของตนให้พอเหมาะ เท่ากับ ความรู้จักประมาณ (Temperance) การเสริมหลักความคิดทางเหตุผลด้วยความรู้สึกปรารถนา ย่อมทำให้เกิด (เท่ากับ) ความกล้าหาญ (Courage) ความผสมผสานอย่างลงตัวนี้ย่อมก่อให้เกิด ความยุติธรรม ข้อนี้เป็นส่วนกลางของคุณธรรม (ทั้ง 3) และหลักพิเคราะห์อย่างเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับสังคมเช่นเดียวกัน เพราะว่า เพลโต้ได้เสนอว่า รัฐก็เปรียบได้กับปัจเจกบุคคลที่มีอำนาจอย่างกว้างขวางนั่นเอง โสคราติส และ Glaucon ร่วมกันพิจารณาถึงคุณธรรมทั้งหลาย และต่างก็เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่านี้ว่า รัฐก็เปรียบได้กับปัจเจกบุคคล ที่ก็มีองค์ประกอบ 3 ด้าน เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการมี ระบบคุณธรรมต่าง ๆ ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง
สรุปเนื้อหาหลักข้อนี้ กล่าวถึงหลักจริยศาสตร์ของเพลโต้นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งวิญญาณ 3 ประการ คือ วิญญาณด้านเหตุผล คอยควบคุมจิตใจให้มีเหตุผลอยู่ในกรอบ อันนำไปสู่ความมีคุณธรรม วิญญาณด้านเจตนารมณ์ ทำหน้าที่คอยรับอารมณ์หรือสร้างอารมณ์ต่าง ๆ เช่น รัก กล้าหาญ โกรธ เป็นต้น และวิญญาณด้านความต้องการ ทำหน้าที่คอยสนองความต้องการต่าง ๆ เช่น อยากเป็นเศรษฐี อยากเป็นอาจารย์ หรือแม้แต่อยากเป็นโจรเป็นต้น
วิญญาณทั้ง 3 ประการนี้ ใครมีวิญญาณส่วนใดมาก ก็แสดงให้เห็นว่าผู้นั้นมักมีนิสัยน้อมไปด้านนั้นด้วย เช่น ผู้ที่ชอบแสวงหาความรู้ ใฝ่เรียนใฝ่ศึกษา ก็แสดงว่า ผู้นั้นมีวิญญาณแห่งเหตุผลมาก ผู้ชอบด้านการปกครอง การเมือง ทหาร เป็นต้น ผู้นั้นก็มีวิญญาณแห่งเจตนารมณ์มาก ส่วนผู้มีนิสัยชอบสะสมทรัพย์สมบัติหรือวัตถุสิ่งของ ผู้นั้นก็มีวิญญาณแห่งความต้องการอยู่มาก
อนึ่ง วิญญาณทั้ง 3 ส่วนนี้ ยังต้องมีคุณธรรมที่เหมาะสมมาเป็นเครื่องช่วยกำหนดตรวจสอบบุคคลิกลักษณะอีกด้วย นั่นคือ ปัญญา ความกล้าหาญ ความรู้จักประมาณ และความยุติธรรม
ปัญญา คอยกำกับ วิญญาณแห่งเหตุผล
ความกล้าหาญ กำกับ วิญญาณแห่งเจตนารมณ์
ความรู้จักประมาณ กำกับ วิญญาณแห่งความต้องการ
ความยุติธรรม คอยผสมผสานระหว่างวิญญาณทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ให้ด้านใดด้านหนึ่งมากกว่ากันหรือน้อยกว่ากัน
คนที่ถือมั่นอย่างองอาจว่า จิตวิญญาณของเขาจะยังคงรักษามั่นต่อหลักของเหตุผลที่สั่งให้ควรทำหรือไม่ควรที่จะกลัวอะไร ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพพอใจ ชอบใจ หรือทรมานใจก็ตาม และสมควรที่เราจะเรียกเขาว่า บัณฑิต (Wise) ผู้ซึ่งมีกฎบังคับหรือคำสั่งลักษณะเช่นนี้อยู่ภายใน เป็นส่วนที่เราอาจกล่าวได้ว่าเป็น ความรู้ที่เกิดจากสัดส่วนของแต่ละองค์ประกอบใน 3 ด้าน และของทั้งหมดรวมกัน สรุปความได้ว่า ใครก็ตามที่ตกอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ชอบใจ โกรธ หรือไม่พอใจในเรื่องต่าง ๆ แล้วรู้จักควบคุมจิตใจตนเองได้ ไม่โน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือไม่หนักไปทางชอบใจ หรือโมโหโกรธ เป็นต้น แสดงว่า ผู้นั้นมีวิญญาณ 3 ส่วนสมดุลกัน
และคุณจะไม่กล่าวหรือว่า บุคคลที่รู้จักประมาณ มีองค์ประกอบเหล่านี้ผสมผสานกันอย่างลงตัวในตัวเขา กล่าวคือ มีด้านหลักของเหตุผลพอกันกับอีก 2 ด้าน คือ Spirit และ desire ผสมกันจนเป็นคำสั่งที่ควรจะต้องทำตามหรือไม่ควรจะขัดขืน
แน่นอนที่สุดว่า มันเป็นสิ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงการรู้จักประมาณอย่างแท้จริง ทั้งในส่วนระดับปัจเจกบุคคลและสังคมรวม (State)
สรุปความได้ว่า แม้คนที่รู้จักประมาณ ก็ควรพูดได้ว่า น่าจะมีวิญญาณครบทั้ง 3 ส่วนด้วย
ดังนั้นแล้ว ความฝันของเราก็กำลังกลายเป็นความจริง ส่วนข้อที่น่าสงสัยจากที่เริ่มกล่าวไว้ในตอนต้นที่เกี่ยวกับการสร้างว่า มีพลังวิเศษอะไรที่นำเรากลับไปสู่รูปแบบพื้นฐานของ ความยุติธรรม ก็กำลังถูกตรวจสอบอยู่ในเวลานี้
และการแบ่งส่วนของพลเมืองเป็น กลุ่มแรงงาน ไม่จะเป็นช่างไม้ ช่างทำรองเท้า และพลเมืองส่วนอื่น ๆ ที่กำลังทำหน้าที่ธุรกิจต่าง ๆ ของตนอยู่ เป็นประหนึ่ง เงาของความยุติธรรม และสำหรับการตรวจสอบนั้น หลักเหตุผล ก็ถูกนำมาใช้
แต่ในความเป็นจริงนั้น ความยุติธรรมที่ผ่านมาเป็นเช่นที่เรากำลังอธิบายหรือกำลังครุ่นคิดกันอยู่นี้หรือ อย่างไรก็ตาม มันไม่ออกนอกตัวคน แต่อยู่ภายในตัวคน และเป็นตัวตนที่แท้จริงที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับมนุษย์ สำหรับผู้รักความยุติธรรมจะไม่ปล่อยให้องค์ประกอบพื้นฐานทางจิตต่าง ๆ ของตนไปก่อสิ่งรบกวนให้กับผู้อื่น หรือแม้ว่าเพียงบางส่วนก็ตาม
เขาวางตัวอยู่ภายในชีวิตของเขาเองที่ตนเองเป็นนายของตนเอง และมีกฎของตัวเอง และพบความสันติได้ด้วยตัวของตัวเอง และเมื่อเขาล้อมกรอบ 3 องค์ประกอบทางจิตในตัวเขาเองเข้าด้วยกัน และอาจจะเปรียบเทียบระดับสูงกว่า ต่ำกว่า หรือกลาง ๆ และส่วนต่างในระหว่าง เมื่อเขาประมวลทั้งหมดให้อยู่ในกรอบ โดยไม่มีอะไรเล็ดลอดไปได้ เขาก็กลายเป็นผู้ที่รู้จักประมาณควบคุมตัวเองได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยธรรมชาติของความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์ และหากเขาต้องทำเขาก็ทำได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของคุณสมบัติ หรือส่วนของร่างกายกิริยาอาการ ส่วนของการเมืองหรือธุรกิจส่วนตัว เขาก็ยังคิดและรักษาสภาวะอันผสมกลมกลืน (ขององค์ประกอบทางจิต) นี้ไว้ได้ เป็นความประพฤติที่ทั้งดีและยุติธรรม และความรู้อันนี้นั้นหรือ ปัญญา ก็เป็นประธานเหนือมันทั้งหมด และเมื่อเวลาใดสภาวการณ์ใด ที่เขาจะหวนกลับไปประพฤติสิ่งอยุติธรรม ความคิดอย่างนั้นก็คือ ความหลง (ignorance) นั่นเอง ฯลฯ
สรุปความได้ว่า การที่คนเรามีอาชีพหรือรักอาชีพต่างกันนั้น ก็เพราะมีความยุติธรรมอยู่ในใจทุกคนแล้ว และก็ทำให้เห็นต่อไปว่า แม้คนเราจะประกอบอาชีพอะไร เช่น กรรมกร ชาวนา โจร อาจารย์ ช่างเหล็ก เป็นต้น ก็เป็นความยุติธรรมแล้วที่เขาเหล่านี้ ต้องมีอาชีพต่างกัน คนเป็นโจรจะกลับเป็นอาจารย์แล้วสังคมพากันยอมรับ ก็แสดงว่า ความยุติธรรมอยู่เหนือการครอบครองของวิญญาณทั้ง 3 ส่วน ซึ่งก็ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่นอน เพลโต้เห็นว่า มันยุติธรรมแล้วที่คนต้องมีอาชีพการงานต่างกัน
ข้อ 8. คนที่ยุติธรรม ถูกมองว่า เป็นเหตุผล อารมณ์และโครงสร้างความต้องการอย่างลงตัวภายตัวมันเอง อีกฝ่ายหนึ่ง ปัจเจกชนทั้งหลายที่ไม่ยุติธรรม ถูกความคิดกบฎข้างในล้อมกรอบ โดยเป็นความสับสนภายในจิตใจของพวกเขาเอง สำหรับความไม่ยุติธรรมทำลายอำนาจตามธรรมชาติของบุคลิกลักษณะ เหมือนกับเชื้อโรคทำลายสุขภาพร่างกายทั้งหมด ฉะนั้น
ตามเนื้อเรื่องแล้ว การกระทำต่าง ๆ ซึ่งปกป้องสภาวะที่เหมาะสมในตัวบุคคล ก็จะถูกเห็นว่า เป็นสิ่งที่ดี และการกระทำเหล่านั้นซึ่งลดน้อยลง ก็จะถูกเรียกว่า เป็นความเลว ตอนนี้ เพลโต้อยู่ในสถานะที่จะตอบคำถามพื้น ๆ ว่า ทำไม คนจึงมักมีคุณธรรมหรือความยุติธรรมที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบด้วย ครั้งหนึ่ง ธรรมชาติของความยุติธรรมก็ถูกเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ลักษณะที่อยู่เหนือความอยุติธรรมอย่างชัดเจน ก็คือ ลักษณะที่ดีกว่าเกี่ยวกับการกระทำของมันเอง ฯลฯ
คนที่มีความยุติธรรมแล้ว แต่ยังถูกอำนาจฝ่ายต่ำทั้งหลาย เช่น ความเห็นแก่ตัว ความไม่ยุติธรรม เป็นต้น ครอบงำจิตใจได้อีก แสดงว่าผู้นั้นมีอารมณ์และโครงสร้างทางความต้องการบกพร่อง เหมือนคนเป็นโรคเอดส์ ถูกเชื้อไวรัสทำลายสุขภาพร่างกายทั้งหมด ฉะนั้น
ข้อ 9. มีการอธิบายธรรมชาติของความยุติธรรมในรายละเอียด โสเครติส พาผู้ฟังของเขาให้ประหลาดใจกับคำวินิจฉัยของเขาทีว่า มีบางสิ่งที่สูงกว่าความยุติธรรม กล่าวคือ มโนคติแห่งความดี (the Idea of the Good) Adeimantus พี่น้องรายอื่นของเพลโต้ รุกเร้าให้โสเครติสชี้แจง
ทัศนะของโสคราตีสที่ว่า ยังมีสิ่งที่อยู่เหนือความยุติธรรมหรือความดีทั้งหลาย นั่นก็คือ มโนคติแห่งความดี เพราะมโนคติแห่งความดี เป็นแม่แบบหรือที่มาของของดีทั้งหมด
ข้อ 10. จากนั้น เพลโต้ ก็ได้ตอบปัญหานั้น อะไรคือความรู้ที่สุด ซึ่งศีลธรรมคุณความดีเป็นหลัก มันคือความรู้ที่เกี่ยวกับความดี ถึงอย่างไรก็ตาม ที่สุดและที่สุดเป็นแนวคิดอันหนึ่งที่ถูกยกให้สูงขึ้นเกินไป เพื่อที่จะพยายามยึดแนวคิดนั้นอย่างล้นเหลือกับจิตใจของมนุษย์ เริ่มแต่แนวคิดเรื่องความดี ได้ขัดแย้งกับคำบรรยายของเพลโต้โดยตรง มันจึงต้องทำให้มีการจัดรูปแบบที่ครอบคลุมกันใหม่ ดังนั้นสายตาจึงสำคัญไม่เฉพาะกับตาและเป้าหมายอื่นเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อพระอาทิตย์ด้วย ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งแสงสว่าง ในทางเดียวกันนั้น ความเข้าใจที่ปรารถนาไม่เฉพาะจิตใจและจุดหมายอื่น ๆ แห่งการเข้าใจ แต่ยังเป็นความดีอีกด้วย ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความเป็นผู้มีสติปัญญาด้วย ในระยะสั้น การมองเห็นเป้าประสงค์ สามารถมองเห็นเพียงเพื่อเมื่อแสงพระอาทิตย์ขึ้นบนพวกเขา และความจริงนั้นสามารถที่จะรู้เพียงเมื่อรู้ว่า แสงสว่างนั้นคือความดีเท่านั้น นักปรัชญาชาวกรีก อธิบายเรื่องความเหมือนกันนี้ในบทสนทนากับ Glaucon
พระอาทิตย์ได้ชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่งแสงสว่าง และแสงสว่างนั้นก็มีความสำคัญต่อสายตามนุษย์ในอันที่สามารถมองเห็นวัตถุสิ่งของต่างๆ ได้ สิ่งที่สายตาสามารถมองเห็นวัตถุต่างๆ ได้ เพราะอาศัยแสงสว่างอันมาจากดวงอาทิตย์ ฉันใด ความดีหรือความจริงทั้งหลายที่เกิดมีขึ้นในจิตใจคนทั้งหลายได้ ก็เพราะอาศัยคนผู้มีสติปัญญา ฉันนั้น และแสงสว่างนี้ก็เปรียบเหมือนกับความดี
ทำไม คุณรู้ ผม พูดว่า ตาทั้งคู่นั้น เมื่อคน ๆ หนึ่งชี้ทางให้พวกเขาเข้าใกล้เป้าหมาย ซึ่งแสงสว่างในกลางวันยาวนาน แต่แสงแห่งพระจันทร์และดารานั้น ดูไม่ค่อยสว่างมาก เกือบจะไม่สามารถมองเห็นได้เลย พวกมันดูไม่มีความสว่างในการที่จะเห็นภาพเหล่านั้น
แต่พวกมันเป็นไฟชี้ทางให้เข้าใกล้เป้าหมายได้ ซึ่งแสงพระอาทิตย์ดูได้อย่างชัดเจนและมีแสงสว่างไปทั่ว...และวิญญาณก็เหมือนกับตา เช่น เมื่อหยุดอยู่นั้น ซึ่งความจริงและแสงสว่างก็มีอยู่ วิญญาณสามารถมองเห็นและเข้าใจและสะท้อนออกมาทางปัญญา แต่เมื่อมันให้ประโยชน์ในการเป็นและการที่จะทนต่อความหมาย จากนั้น เธอก็ให้ความเห็น และเกี่ยวกับความสาบแช่งและเป็นความเห็นหนึ่งเดียวในครั้งแรก และจากนั้นก็เป็นความเห็นอื่น ๆ และดูไปแล้วเหมือนคนไม่ฉลาด (คนไร้ปัญญา) ...ปัจจุบันนี้ สิ่งนั้นคือสิ่งที่เผยความจริงให้รู้ และพลังแห่งความรู้แก่ผู้รู้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะมี คุณในฐานะที่มีแนวคิดเรื่องความดี และนี่ก็คุณจะรู้สึกว่า เป็นที่มาแห่งวิทยาศาสตร์และความจริง เหมือนกับหนังสือกลายเป็นผู้นำแห่งความรู้ (ปัญญา) คุณอาจถูกก็ได้ในการประเมินค่านี้ แต่สิ่งอื่นน่าจะถูกกว่าก็ได้ และเห็นตัวอย่างก่อน ๆ นี้คือ แสงไฟและแสงอาทิตย์อาจเป็นจริงอย่างที่ได้พูดไว้แล้ว เหมือนพระอาทิตย์และอาจไม่เหมือนก็ได้ ดังนั้น ลูกโลกนี้ วิทยาศาสตร์และความจริงอาจรู้สึกว่า เปรียบเหมือน ความดี แต่มันไม่ใช่ ความดีมี (อยู่) ที่ ๆ หนึ่งซึ่งเป็นเกียรติและยังคงสูงขึ้นกว่าเดิม ฯลฯ
สรุปประเด็นที่น่าสนใจคือ มีกล่าวถึงแสงสว่างนั้น มีความสำคัญต่อสายตาในการมองเห็นวัตถุต่างๆ ได้ ถึงแม้ว่า บางครั้งอาจจะเป็นแสงสลัวๆ ไม่ชัดเจนนักก็ตาม แต่ก็ยังสามารถส่องทางหรือชี้ทางให้คนเข้าใกล้จุดหมายได้ คือมีแสงสว่างสักนิดก็ยังดีกว่า มืดไม่มีแสงเลย เช่นเดียวกับวิญญาณแห่งปัญญา ที่สามารถรับรู้หรือเข้าใจในเรื่องอุปสรรคปัญหาต่างๆ ได้ แม้ว่า บางครั้งวิญญาณอาจถูกความต้องการฝ่ายต่ำครอบงำ ทำให้เขวไปบ้างก็ตาม แต่ในที่สุด ก็สามารถหลดพ้นจากอำนาจเบื้องต่ำได้ ทั้งนี้ เพราะวิญญาณมีแสงสว่างคือ ปัญญาคอยกำกับอยู่
ข้อ 11. ความเหมือนกันระหว่างสายตาและนิมิตของวิญญาณ เพลโต้ ยังถกถึงสาเหตุและสภาวะความรู้ของพวกเรา เกี่ยวกับความดี
ความเห็นของข้าพเจ้า ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในโลกแห่งความรู้ (ปัญญา) แนวคิดแห่งความดีปรากฏขึ้นในที่สุด ดูเหมือนเพียงแต่ประกอบไปด้วยความพยายามและเมื่อเราดู ก็เปรียบเหมือนการอนุมานให้เป็นจักรวาลในสิ่งที่งดงามและถูกต้องด้วย แหล่งกำเนิดแสงและแสงสว่างแห่งพระผู้เป็นเจ้า การมองเห็นโลกนี้ และแหล่งกำเนิดโดยตรงของเหตุผลและความจริงในปัญญา และนั้นเป็นพลังซึ่งเขาผู้ที่ได้แสดงออกด้านความสัมพันธ์กับชีวิตโดยทั่วไป หรือชีวิตส่วนตัวต้องมีตาอันไม่เปลี่ยนแปลง (มันเป็นการตัดสินว่า เป็นของผมต่อไปอีก) นั้นเป็นพลังและปริมาณความจุของการศึกษาที่ยังมีอยู่ในวิญญาณแล้ว และนั้นคือเป็นเพียงการจ้องมองดูโดยตา ไม่สามารถที่จะทำให้ออกจากความมืดมิดเข้าสู่แสงสว่างได้ ถ้าปราศจากร่างกายทั้งหมด ดังนั้น เครื่องมือของความรู้ เข้าใจเพียง โดยการเคลื่อนย้ายของวิญญาณทั้งหมดถูกนำออกไปจากดลกนี้ แห่งการเป็น (
การเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ทางโลก) แก่สรรพสัตว์ (
โลกที่เป็นความจริงที่ถาวรมั่นคง) และศึกษาไปตามลำดับขึ้นตอนหรือศัพท์อื่นของคำว่า ความดี
และไม่มีความสามารถใด จะก่อให้เกิดการสนทนาที่ง่าย ๆ และไวขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่การปลูกฝังที่สำคัญของสายตา (การมองเห็น) สำหรับสิ่งนั้นยังคงอยู่เรียบร้อย แต่ได้กลับไปตามทางการแนะนำที่ผิด ๆ และก็มองข้ามความจริงไปใช่ไหม
ใช่ (Glaucon ตอบ), เช่น ความสามารถ อาจแน่นนอนก็ได้
และด้วยเหตุที่จุดเด่นของวิญญาณ ดูเหมือนจะเป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมก็ตาม พวกมันยังสามารถที่จะก่อให้เกิดมาตามภายหลัง โดยนิสัยและการฝึกหัด คุณลักษณะของปัญญาประกอบด้วยหลาย ๆ สิ่งอีกจากพระเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งยังคงอยู่ตลอดไป และโดยการสนทนาที่ให้ผลประโยชน์และผลกำไรด้วย ฯลฯ
ประเด็นที่สามารถสรุปได้ดังนี้ เป็นการกล่าวถึง ความเหมือนกันของสายตาที่มองเห็นภาพกับนิมิตหรือสัญลักษณ์แห่งวิญญาณ กล่าวคือ ที่ตาคนเรามองเห็นอะไรได้ เพราะอาศัยวัตถุเป็นสื่อทำให้เกิดการเห็นขึ้น เช่นเดียวกับ วิญญาณที่สัมผัสอารมณ์ต่างๆได้ ก็เพราะอาศัยนิมิตหรือสัญลักษณ์ในการรับรู้หรือเข้าถึงอารมณ์ ยกตัวอย่าง เช่น ตามองเห็นต้นไม้ได้ เพราะอาศัยต้นไม้ทำให้เกิด การเห็นขึ้น ขณะเดียวกัน วิญญาณรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความรัก โกรธ ได้ เพราะอาศัยความรู้สึกพอใจและไม่พอใจ เป็นนิมิตแล้วจึงเข้าถึงอารมณ์ได้
และสิ่งที่ทั้งสองอย่างเหมือนกันอีกประการหนึ่ง ก็คือ ความไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ตาเมื่อเห็นต้นไม้แล้ว จะมองเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ความรู้สึกว่าเป็นต้นไม้ยังปรากฏอยู่ วิญญาณก็เช่นเดียวกัน เมื่อนิมิตหรือสัญลักษณ์แห่งความดีหรือความชั่วปรากฏอยู่ก็ยังคงอยู่อย่างนั้น ความดีไม่สามารถกลายเป็นความชั่ว หรือความชั่วก็ไม่สามารถกลายเป็นความดีได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป
ข้อ 12. ด้วยความเชื่อที่ว่า "นักปรัชญาที่เคยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งจากสวรรค์ กลับจะปรับตัวเข้ากับคำสั่งและทำตัวเคร่งน่าเคารพนับถือยิ่งขึ้น เท่าที่ธรรมชาติของมนุษย์จะพึงให้ได้ "พลาโต" สรุปลงความเห็นต่อต้านคนที่เชื่อว่าความอยุติธรรมมักได้เปรียบกว่าความยุติธรรม นักปรัชญาเมื่อได้รู้แก่นแท้ของสาเหตุ ก็จะสามารถปรับตัวฝังลึกอยู่ในอุดมคติที่สมบูรณ์โดยไม่มีที่ติ"
มีคำถามจาก กลอว์คอน (GLAUCON) ที่สงสัยว่าคนทั่วไปเอาข้อสันนิษฐานตรงไหนมาบอกว่าคนที่อาศัยความยุติธรรม, กิเลสตัณหา หรือจากสิ่งไม่ดีไม่งามพอกันที่ทำให้เขากลายเป็นคนชั่ว ทั้งที่ความเลวเหล่านี้ช่วยเขาร่ำรวยและมีอำนาจมากขึ้น?
ปรากฏว่าหาสาระจากข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่ได้เลย
คิดดูหรือเปล่าว่า หากความอยุติธรรม แม้ไม่ถูกค้นพบและเขาไม่ต้องถูกทำโทษ เขาจะได้เปรียบและกำไรจากการกระทำจริงหรือ? เปล่าเลย คนที่ไม่ถูกค้นพบความผิดมีแต่จะแย่และเลวกว่า ส่วนคนที่ถูกค้นพบความผิด และถูกลงโทษแล้ว หากมีปิดเรื่องไว้ และให้การแก้ไขโดยหลักมนุษยธรรมแล้ว อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาได้เปิดเผยความอ่อนโยนส่วนหนึ่งของธาตุแท้ของเขาออกมา และเป็นการชำระจิตวิญญาณให้สะอาด ทำให้ดูน่าเคารพยิ่งขึ้น โดยอาศัยการได้รับความยุติธรรม การขัดเกลาจิตใจผสมเชาว์ปัญญา ซึ่งโดยรวมดีกว่าที่ร่างกายหนึ่งได้รางวัลทางโลกเป็นรูปของขวัญด้านของสวยงาม และสิ่งบำรุงสุขภาพร่างกาย เนื่องจากความน่าเคารพของวิญญาณมีมากกว่าด้านร่างกาย
คนที่เข้าใจลึกซึ้งจะอุทิศพลังแห่งชีวิตโดยมุ่งหมายจะได้มาซึ่งศีลธรรมที่สูงขึ้น แรกสุดเขาจะปฏิบัติตามวิชาที่สอน เขาเลื่อมใดในคุณสมบัติที่มีผลต่อจิตวิญญาณของเขาเอง โดยยังไม่คำนึงถึงคนอื่น
ขั้นต่อไปเขาก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกปฏิบัติตนให้ละเว้นความโหดร้าย ไร้ศีลธรรมและความรื่นรมย์ที่ขาดเหตุผล ฝึกจนติดเป็นนิสัยให้ได้ แม้สุขภาพของตัวเองก็ยังคำนึงเป็นอันดับรอง เพราะจุดหมายแรกของเขาคือจะต้องชนะตัวเอง โดยบังคับจิตใจและร่างกาย พยายามอยู่ภายใต้ศีลธรรมไม่ให้กิเลสครอบงำ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของวิญญาณก่อนจะคิดมาดูแลสุขภาพร่างกายของตอนเอง
และการจะได้มาซึ่งความมั่งมีและลาภยศ ต้องอยู่ภายใต้กฎแห่งความถูกต้องเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งเขาจำเป็นต้องระวังตัวเอาใจใส่เป็นพิเศษด้วย ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากการเยินยอทางโลก และได้เงินมาทางมิชอบจนเป็นผลร้ายต่อตัวเองในที่สุด
เขาจะช่วยดูแลบ้านเมือง และระมัดระวังอย่าให้มีสิ่งไม่เรียบร้อยเกิดขี้น ผลจากความละโมบ กิเลสตัณหา โดยถือตามกฎอย่างเคร่งครัดว่าจะจัดการกับของที่ได้มาหรือกำไรที่ได้มา หรือสิ่งที่ต้องใช้จ่ายไปตามวัตถุประสงค์ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ และยินดีปรีดาภูมิใจที่จะได้รับเกียรติ ซึ่งเขามั่นใจว่าจะส่งเสริมให้เขาเป็นคนดีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจะหลีกเลี่ยงการสมาคมกับพวกที่คอยจะทำลายความเคร่งครัด กฎระเบียบ การดำเนินชีวิตของเขาให้จงได้
เท่าที่กล่าวมานี้ หากเป็นลักษณะของเขา เขาก็จะไม่เป็นนักปกครอง
ในนามขององค์เทวรูป(รูปปั้นสุนัข) แห่งประเทศอียิปต์ คนเดียวกันนี้ เป็นนักปกครองในประเทศของเขาเองได้ แต่ถ้าเป็นดินแดนที่เขาเกิดก็ไม่แน่ นอกจากเป็นคำสั่งจากเบื้องบน
ข้าพเจ้าทราบดีว่า ท่านคงหมายถึง เขาจะเป็นนักปกครองในเมืองที่เราสถาปนา แต่คงเป็นจริงแค่ในความคิด เพราะข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะหาคนเช่นนี้จากโลกนี้ได้ที่ไหน?
แต่ในสวรรค์ ข้าพเจ้าขอตอบว่าหาได้ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามโครงร่างที่ถูกนิมิตไว้แล้ว ดูเหมือนว่าคนที่ต้องการก็คือคนที่จัดวางบ้านที่พำนักของตัวเองอยู่ในระเบียบ แต่จะมีจริงหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเขาเพียงอาศัยการปฏิบัติตัวตามแบบฉบับของเมืองนั้น โดยไม่ต้องไปยุ่งเรื่องอะไรอื่นๆ อีก.