จอห์น สจ๊วต มิลล์ (1906-1873) ปัญญาชนผู้สืบทอดขบวนการของลัทธิประโยชน์นิยมในอังกฤษ, ผู้ซึ่งอุทิศตนเองให้กับการสอนของบิดาของเขาเอง, เจมส์ มิลล์, และเพื่อนของบิดาคือ เจรามี่ เบนธัม. จากผลงานหนังสือของเขาที่ชื่อ Autobiography, ซึ่งบันทึกความเป็นมาของ "ปัญญาและการพัฒนาจริยธรรม" (intellectual and moral development), จอห์น สจ๊วต มิลล์ ได้พรรณาถึงความเข้มงวดของ "การทดลองทางการศึกษา" (educational experiment) ที่บิดาของเขาสั่งให้เขาปฏิบัติตั้งแต่อายุ 3-14 ปี. เมื่อเขาอายุ 3 ขวบ, เขาได้ศึกษาภาษากรีกและวิชาคณิตศาสตร์ ; อายุ 8 ขวบ พ่อของเขาได้เพิ่มภาษาละตินเข้ามาในหลักสูตรการศึกษาของเขา จนกระทั่งเขาอายุ 12 ขวบ, มิลล์ได้อ่านตรรกะวิทยา, ปรัชญา และทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์. ยิ่งไปกว่านั้น, การฝึกฝนของเขาไม่ได้ถูกจำกัดเพียงการฝึกให้ท่องจำแต่เพียงอย่างเดียว แต่เขาถูกฝึกให้เป็นนักคิดที่ลึกซึ้งอีกด้วย.
เมื่อเขาอายุ 21 ปี, เขาได้ประสบกับวิกฤตการณ์ทางอารมณ์ อันมีผลมาจากการหมดอาลัยตายอยากในชีวิตของเขาอย่างฉับพลัน, ซึ่งภาษาปัจจุบันหมายถึง, "อาการล้มเหลวทางประสาท" (nervous breakdown). อย่างไรก็ดี, หลายปีต่อมา, เขาได้ปรับปรุงฟื้นฟูเสริมสรางกำลังใจและอารมณ์ รวมทั้งสติปัญญาเพื่อทำงานให้สำเร็จดังที่สำญญากับตัวเองเอาไว้. เมื่อเขาอายุ 25 ปี, มิลล์ได้พบกับนางแฮร์เรียด เทเลอร์, ซึ่งในเวลาต่อมาเข้าได้แต่งงานกัน. เขามีความมั่นใจว่าบุคลิกภาพและความสามารถของหล่อนเป็นจุดหนึ่งที่มีอิทธิพลมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขา อีกทั้งช่วยในการกำหนดรูปแบบความคิดของเขา. ในปี 1823, ภายหลังได้รับการศึกษาภาคบังคบ, บิดาของเขาแนะนำเขาไปรับตำแหน่งในบริษัทอินเดียตะวันออก. ตลอดเวลา 30 ปี, ที่เขาทำงานในตำแหน่งนี้ เขาได้มช้เวลาบางส่วนไปกับงานเขียนหนังสือของเขา. หลังจากที่ปลดเกษียณ, ซึ่งเขาตั้งใจที่จะอุทิศตนเองให้กับการเขียนหนังสืออย่างเต็มที่, มิลล์ได้ถูกเสนอชื่อให้ฐานะที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก. แม้เขาจะปฏิเสธที่จะรณรงค์หาเสียง, เขาก็ยังได้รับเลือก. ในด้านความประพฤติทางการเมืองของเขานั้น, วิลเลี่ยม แกล็ด-สทัน, นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, กล่าวว่า : "เขาเป็นคนมีสำนึกที่ดี และมีปฏิภาณไหวพริบทางการเมืองที่ถูกต้องกับสภาพอันแท้จริง, พร้อมกับมีความเป็นอิสระทางความคิดสูง. เขาทำทุกอย่างได้ดี".
งานหลัก ๆ ของมิลล์ครอบคุลมประเด็นต่าง ๆ, แต่ต้องยอมรับว่า System of Logic (1843) ของเขา มีผลต่อการสนับสนุนปรัชญาที่เด่นที่สุด. ในงานชิ้นดังกล่าว, เขาได้ปกป้องวิธีการอุปนัยของตรรกะวิทยา, ซึ่งแสดงกฎทั่วไป หรือหลักการสากลที่จะต้องประจักษ์ได้โดยประสบการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริง. ผลงานชิ้นที่เด่น ๆ ของเขายังมีอีกได้แก่ Principles of Political Economy (1848), ที่บรรยายถึงความสัมพันธ์ของหลักประโยชน์นิยมกับเศรษฐศาสตร์, ความเรียงสั้น ๆ ของเขาอย่าง On Liberty (1859) และ Considerations on Representative Government (1861), นับเป็นถ้อยแถลงทางสังคมและปรัชญาการเมืองของเขาที่ได้รับการยอมรับว่ายอดเยี่ยม ; และความเรียง Utilitarianism (1861), อันเป็นผลงานของเขาที่สนับสนุนจริยศาสตร์อย่างชัดเจน. ในระหว่างช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต, เขาได้เขียนหนังสือที่เป็นผลงานที่มีความพิเศษมาก ๆ คือ Autobiography และ Three Essays on Religion, ผลงานทั้งสองชิ้นนี้ถูกตีพิมพ์ภายหลังจากเขาเสียชีวิต.
จอห์น สจ๊วต มิลล์, แตกต่างไปจากนักปรัชญาคนอื่น ๆ, มิลล์ไม่ได้พยายามที่จะเป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีจริยศาสตร์, แต่เขาค่อนข้างจะปกป้องทฤษฎีจริยศาสตร์ที่กำเนิดเขามา. อย่างไรก็ตาม, ในการแก้ต่างของเขา, สติปัญญาที่ล้ำลึกของเขาและความปรารถนาอันแรงกล้าของเขาในการที่จะค้นหาจริยศาสตร์ที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแห่งชีวิต ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และลึกซึ่งเกินกว่าหลักประโยชน์นิยม ที่สอนโดยพ่อของเขาและเจรามี่ เบนธัม. พื้นฐานปรัชญาประโยชน์นิยมของเบนธัม อยู่บนหลักการที่ว่าจุดมุ่งหมายทางศีลธรรม ก็คือการส่งเสริมให้เกิดมหสุขสู่มหชนในสังคม. เป็นการดำเนินการต่อไปบนข้อสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวที่ว่า ความสุขของปัจเจกชนเกิดจากความพอใจในดุลยภาพแห่งความรื่นรมย์มากกว่าความเจ็บปวด. ผลลัพธ์ที่ตามมา, คือการกระทำที่มีความโน้มเอียงเพื่อที่จะเพิ่มพูนความรื่นรมย์ถูกเรียกว่า "ความดี" และการกระทำที่มีความโน้มเอียงเพื่อที่จะเพิ่มพูนความเจ็บปวดถูกเรียกว่า "ความเลว". อย่างไรก็ตาม, สำหรับเบนธัมแล้ว, ประโยชน์นิยมจะให้พื้นฐานสำคัญทางปรัชญาแก่ฝ่ายนิติบัญญัติ.
เบนธัมมีแรงจูงใจอยู่กับแนวความคิดที่ว่า "ความดีของสาธารณชนควรเป็นเป้าหมายของผู้ร่างกฎหมาย : ฝ่ายนิติบัญญัติควรจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของสาธารณะชน และเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติมีประโยชน์นิยมเป็นพื้นฐานแล้ว ก้าวต่อไปก็คือการหาวิถีที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อนำไปสู่จุดหมายหรือประโยชน์ของสาธารณชน". ในอันที่จะสนับสนุนอุดมคติทางสังคมและการเมืองนี้, เขาจึงได้สร้าง "ระบบการคำนวณปริมาณความสุข" (hedonistic calculus) ขึ้นมาโดยมีนัยว่า ความรื่นรมย์และความเจ็บปวดนั้นสามารถถูกวัดได้. ด้วยเหตุนี้, การกระทำที่ดีและเลว และ, ผลลัพธ์ที่ตามมา, ความดีและความเลวตามกฎหมาย ,สามารถประเมินได้จากเงื่อนไขของปัจจัยนั้น ๆ ดังเช่น, ความเข้มข้นของความสุขหรือความทุกข์, ความยาวนานของความสุข และขอบเขตของความสุขขยายไปถึงใครบ้าง.
ในความเรียงของเขา, ดูจะให้ความสนใจต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยหลักการของเบนธัม น้อยกว่าการได้หาข้อโต้แย้งต่อกฎที่มีจริยศาสตร์แฝงอยู่ นอกเหนือจากที่ต้องโต้ตอบข้อโต้แย้งจากผู้คัดค้านลัทธิประโยชน์นิยม เขาได้แถลงหลักการนี้ใหม่โดยแก้ไขสิ่งที่ถูกอธิบายมาผิด ๆ ให้ถูกต้อง ในคำแถลงใหม่นี้อยู่ที่เขาไปไกลเกินกว่าเบนธัมที่ยืนยันถึงความแตกต่างของสารัตถะระหว่างความรื่นรมย์กับความเจ็บปวดอยู่ที่ปริมาณ โดยเขายืนยันว่าต้องคำนึงความแตกต่างระหว่างคุณภาพมาเป็นประเด็นสำคัญด้วย. ยกตัวอย่าง, ใครก็ตามที่หาความสุขจากการได้แก้ปัญหาจากมันสมองของตนเอง มิลล์เชื่อว่า, ย่อมเหนือกว่าความสุขที่ได้บริโภคอาหารหนึ่งมื้อ เขายืนยันความจริงข้อนี้
แม้ว่ามิลล์จะเห็นแตกต่างไปจากแนวคิดของเบนธัม ที่ให้ความสำคัญต่อความแตกต่างกันระหว่างความรื่นรมย์ทั้งหลายคือปริมาณ, เขาก็ยอมรับในหลักการซึ่งมีพื้นฐานของบทบาทหน้าที่ของความรื่นรมย์ และความเจ็บปวดไปเกี่ยวโยงกับทางศีลธรรม, กล่าวคือสุขนิยมปัจเจกบุคคล (individual psychological hedonism) และสุขนิยมสากล (universal ethics hedonism). ตามรูปแบบแรก, คือแรงจูงใจอันเดียวที่ต้องการสนองความปรารถนาของปัจเจกชนเพื่อความสุข, นั่นคือ, การให้ดุลยภาพของความรื่นรมย์มากกว่าความเจ็บปวด. แต่ตามความหมายของแบบหลัง, ซึ่งหมายถึง "ความสุขที่มากที่สุด ของคนจำนวนมากที่สุด" ที่ควรที่จะยกเป็นเป้าหมายและเป็นมาตรฐานของความประพฤติของปัจเจกชน. สุขนิยมเชิงจิตวิทยา (Psychological hedonism) ซึ่งให้ความสำคัญต่อการพรรณนาหลักการ, เนื่องจากมันหมายถึงแรงกระตุ้นที่แท้จริงของพฤติกรรม. ในทางตรงข้ามสุขนิยมสากล (universal ethics hedonism) คือทฤษฎีเชิงปทัสถาน ซึ่งมันกำหนดว่าอะไรที่ควรหรือมิควรจะทำ. มันคือหลักการที่ประเมินการกระทำจากผลลัพธ์แห่งการกระทำนั้น ๆ ของเขา, โดยไม่คำนึงถึงประเภทของแรงกระตุ้น.
อย่างไรก็ดี, เกิดมี 2 ความแตกต่างระหว่างสุขนิยมปัจเจกบุคคล (individual psychological hedonism) และสุขนิยมสากล (universal ethics hedonism) :
1. ถ้าแต่ละปัจเจกชนถูกกระตุ้นโดยความปรารถนา เพื่อความสุขของเขาหรือเธอ, เหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะสันนิษฐานว่าการกระทำดังกล่าวในขณะเดียวกันจะให้ประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม และ
2. ความจริงการที่บุคคลหนึ่งจะใฝ่หาความสุขให้ตัวเองก็ไม่มีกฎตายตัวบังคับให้เขาต้องปฏิบัติสอดคล้องกับสิ่งที่ตนปรารถนาเสมอไป.
มิลล์เข้าใจวิธีการเพียงพอที่จะปกป้องลัทธิประโยชน์นิยมให้อยู่ได้ คือทำอย่างไรจะถ่ายทอดประโยชน์จากความสุขที่ตนไดมาไปถึงผู้อื่นได้ รวมทั้งจากทฤษฎีจิตวิทยาไปยังทฤษฎีเชิงศีลธรรม เขาพยายามอุดช่องว่างหนึ่งในสองแห่งดังกล่าวโดยอาศัยแนวความคิดของ "พลังสนับสนุนที่ให้ทำตาม" (sanction), ซึ่งช่วยชักนำการกระทำไปผูกมัดกับอำนาจของกฎศีลธรรม. ส่วนช่องว่างแห่งที่สองไม่ปรากฏหลักฐานหรือสัญญาว่ามิลล์หรือใครก็ตามทำหน้าที่อุดเชื่อมรอยต่อแต่อย่างใด.
ในระบบจริยศาสตร์ของมิลล์, พลังสนับสนุนที่ให้ทำตามเป็นรากเหง้าจากแรงกระตุ้นแบบสุขนิยม (hedonistic motive), นั่นคือ, กฎศีลธรรมเป็นที่ยอมรับและการถือปกิบัติอย่างมีคุณธรรมจากความคาดหวังจะได้ความรื่นรมย์ หรือความเจ็บปวด. ทั้งสองสิ่งนั้นคือ "พลังสนับสนุนที่ให้ทำตามจากภายนอก" และ "พลังสนับสนุนที่ให้ทำตามจากภายใน". พลังสนับสนุนที่ให้ทำตามจากภายนอกคือการใชัพลังของการลงโทษและการให้รางวัลในทางสากล เพื่อควบคุมการกระทำของประชาชนให้กลัวความเจ็บปวด และสิ่งโน้มน้าวไปสู่ความรื่นรมย์. ยกตัวอย่าง, ในสังคมของพวกเรา, ความกลัวว่าสังคมไม่ยอมรับและการกักขัง, คือสองสิ่งที่ช่วยยับยั้งอาชญากรรม. แต่, มิลล์ได้เตือนว่า, การทำตามตัวหนังสือของกฎหมายเพื่อสนองตอบพลังสนับสนุนที่ให้ทำตามจากภายนอกไม่ได้บ่งถึงการรับผิดชอบต่อหน้าที่ทางศีลธรรมที่แท้จริง เพราะพลังสนับสนุนที่ให้ทำตามต้องมาจากจิตใจภายใน
เป็นเพราะกำลังของพลังสนับสนุนที่ให้ทำตามจากภายในนั้นมาจากความรู้สึกรื่นรมย์ที่ได้ปฏิบัติถูต้องทำนองครองธรรมของศีลธรรม และความรู้สึกเจ็บปวดซึ่งเกิดขึ้นจากการไปขัดกับศีลธรรมต่างหาก หลักมหสุข ที่ให้พลังสนับสนุนที่ให้ทำตามจากภายในสามารถมีได้โดยอาศัยการสังเกตเอา มิลล์ถือว่า, อย่างน้อยก็มีคนที่ได้ปรับปุงตนเองให้มีความรู้สึกเหฌนอดเห็นใจต่อคนอื่น ๆ จะรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น. ดังนั้น, โดยอาศัยพลังสนับสนุนที่ให้ทำตามจากภายใน ทำให้มิลล์สามารถที่จะประยุกต์ทฤษฎีจิตวิทยา ซึ่งเน้นความต้องการความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม กับทฤษฎีทางศีลธรรมที่อยากเห็นทุกคนทำความดี
อย่างไรก็ตาม, มิลล์ยอมรับว่า ที่เขายืนยันแข็งขันสนับสนุนให้พลังสนับสนุนที่ให้ทำตามไม่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกถึงหลักมหสุข. ในความเป็นจริง, เขาอ้างว่า, ยังหาสิ่งที่จะพิสูจน์หลักการอรก หรือหลักการสุดท้ายไม่ได้เลย ปล่อยให้ปัญหาการพิสูจน์กลายเป็นข้อสงสัยที่พอจะยอมรับให้ผ่านไปได้ในที่สุด การไม่สามารถหาเหตุผลมาพิสูจน์ ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาในแง่หลักการในแง่ของเขตความรู้และการปฏิบัติตัว แต่ถ้ามองในแง่ความจริง เราจำเป็นต้องใช้ความสามารถมาพิสูจน์ความจริง เช่น การใช้สติ และสามัญสำนึกในใจ
การพิสูจน์ว่าของสิ่งหนึ่งนั้นมีการให้หรือยัง เป็นเพราะคนสามารถมองเห็นสิ่งของนั้นด้วยตาเปล่า พิสูจน์เสียงจากการได้ยิน และสิ่งอื่น ๆ แล้วแต่ประเภท อย่างนั้นเราชอบอะไร เข้าใจว่าสิ่งที่จะพิสูจน์ได้ก็โดยผลิตของที่เป็นที่ต้องการของประชาชนแล้วดูว่าเป็นที่ต้องการหรือไม่ ในทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ถ้าสุดท้ายแห่งหลักการประโยชน์นิยมยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าสิ้นสุดจริง ก็ยากที่จะให้ใครเชื่อ จนป่านนี้เขายังไม่สามารถหาคำอธิบายว่าทำไมความสุขทั่ว ๆ ไป ยังเป็นที่ปรารถนา เว้นเสียแต่ว่าคนหนึ่ง ๆ ต้องการหาความสุขให้กับตัวเองตราบใดที่เขารู้ว่าจะสรรหาความสุขดังกล่าวมาได้อย่างไร
***
ข้อ 1. จุดมุ่งหมายของมิลล์ที่จะปกป้องลัทธิประโยชน์นิยมก็โดยชี้แจง สอนแนะให้คนรู้หลักการอย่างชัดเจน เขาใช้ความพยายามเพื่อเปิดเผยเรื่องที่เข้าใจผิดๆ ต่อหลักการ ขณะเดียวกันก็ให้คำอธิบายถึงหลักการดังกล่าวแบบตรงไปตรงมา เขาเริ่มไม่เห็นด้วยกับคนที่ไม่ได้เอา อรรถประโยชน์ มาสัมพันธ์กับความรื่นรมย์และความเจ็บปวด
เพียงแค่ส่งใบบันทึกหมายเหตุผ่านไปให้คนไม่ประสีประสา สันนิษฐานหรือสมมติให้คนที่ยืนหยัดเพื่ออรรถประโยชน์เป็นที่ทดสอบความถูกผิด ใช้การจำกัดความที่มีสาระบ่งถึงอรรถประโยชน์ที่คัดค้านความรื่นรมย์ จำเป็นที่จะต้องขอกล่าวคำอภัยต่อความเป็นปรัชญาของนักต่อต้านลัทธิประโยชน์นิยม การปรากฏของกาลเวลาที่สับสนทำให้คนมองเป็นเรื่องเหลวไหลและขาดความเข้าใจ ซึ่งดูจะให้ความสำคัญกับการมองทุกสิ่งที่เป็นความรื่นรมย์เป็นเรื่องน่ากล่าวหา และยังมีแบบสรุปย่อที่ส่วนมากใช้เป็นข้อกล่าวหาประโยชน์นิยมตามที่นักประพันธ์ที่ชำนาญการเขียน และพวกคนประเภทเดียวกันที่ประนามทฤษฎีนี้ว่าไม่ได้ผล เมื่อเอาคำว่า อรรถประโยชน์ มาใช้ก่อนคำว่า ความรื่นรมย์ และยิ่งจะเป็นการเสริมสร้างความมัวเมาในกิเลสหากเอาคำว่า ความรื่นรมย์ มาก่อนคำว่า อรรถประโยชน์ คนที่รู้เรื่องดีจะบอกได้เลยว่านักเขียนทุกคนตั้งแต่ยุค เอปิคิวลัส ถึงยุค เบนธัม ซึ่งถือและยังคงใช้ทฤษฎีแห่งอรรถประโยชน์ตามที่เข้าใจมาตลอด โดยความรื่นรมย์เนื้อแท้ของมันไม่เอาความเจ็บปวดมาเกี่ยว และแทนที่จะเอาตัวให้ประโยชน์มาขัดกับอารมณ์ความรู้สึกยินดีปรีดา กลับป่าวประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ตัวให้ประโยชน์ หมายถึง สิ่ง ๆ นั้นเสียอีก ยังมีกลุ่มคนรวมถึงพวกนักเขียนไม่เฉพาะในหน้าหนังสือพิมพ์ และนิตยสารรายปักษ์เท่านั้น พวกนักแต่งหนังสือประเภทเรื่องเครียดหนัก ๆ กับนิยายอ่านเล่นที่พาตัวเองตกเป็นเหยื่อกับความผิดบ้องตื้นเช่นนี้ เพียงแค่รู้จักคำว่า ลัทธิประโยชน์นิยม แต่ไม่รู้ซึ้ง พวกเขาก็มีใจคิดต่อต้านหรือปล่อยปละละเลยทำเป็นไม่สนใจ นอกจากหาความรื่นรมย์ไปทีละแบบ สุดแล้วแต่จะเป็นแบบจากความงดงาม ความหรูหรา จากของประดับหรือจากความสนุกที่ได้รับจากความบันเทิง โดยไม่ใส่ให้นึกรังเกียจ กลับยกย่องเหมือนเป็นของอภินันทนาการโดยหลงผิด เห็นความเหลาะแหละเป็นของเลิศ กับความรื่นรมย์เพียงชั่วครั้งชั่วคราว และโดยเหตุที่การใช้อย่างผิด ๆ ออกนอกลู่นอกทางเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาเข้าใจเอามาใช้กับคำศัพท์นี้ และจากคำ ๆ นี้ทำให้คนรุ่นใหม่สรรหาความหมายเฉพาะจุดของมัน พวกที่แนะนำคำศัพท์นี้โดยที่ไม่ได้ตั้งฉายาให้มัน อาจจะนำกลับมาใช้โดยหวังว่าจะช่วยการถูกลดชั้นลงได้สิ้น
ข้อ 2. ดังนั้นมิลล์จึงได้กำหนดหลักของประโยชน์นิยมอย่างสั้น ๆ
ลัทธิความเชื่อที่ยอมรับอรรถประโยชน์ หรือหลักมหสุขในฐานะที่เป็นรากฐานของศีลธรรม, ถือว่าการกระทำที่ถูกต้องคือ การกระทำที่มีแนวโน้มในการที่จะก่อให้เกิดความสุข, การกระทำที่ผิดคือการกระทำที่มีแนวโน้มในการที่จะก่อให้เกิดสิ่งตรงกันข้ามกับความสุข. โดย "ความสุข" ในที่นี้คือความรื่นรมย์, และการปราศจากความเจ็บปวด, โดย "ความอสุข" ในที่นี้คือความเจ็บปวด, และภาวะที่ปราศจากความรื่นรมย์. เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดดเจนของมาตรฐานทางศีลธรรมที่ก่อตั้งขึ้นโดยทฤษฎีนี้, มีเรื่องที่จะต้องกล่าวถึงอีกมากมาย; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, ความคิดเรื่องความเจ็บปวดและความรื่นรมย์นั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง; และมีขอบข่ายแค่ไหน นี่คือที่จะเปิดประเด็นกัน. แต่คำอธิบายเพิ่มเติมเหล่านี้ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อหลักแห่งชีวิตอันเป็นพื้นฐานทางศีลธรรมของทฤษฎีนี้ - กล่าวคือ, ความรื่นรมย์, และการเป็นอิสระจากความเจ็บปวด, คือความเจ็บปวดเป็นจุดหมายเดียวเท่านั้นที่น่าพึงปรารถนา, และสิ่งอื่นใดที่น่าพึงปรารถนานั้น (ซึ่งมีมากมายในลัทธิประโยชน์นิยมเช่นเดียวกับแบบแผนนของลัทธิอื่น ๆ) มันน่าปรารถนาก็เพราะตัวมันเองให้ความรื่นรมย์, หรือมิฉะนั้นก็เป็นวิธีที่ส่งเสริมความรื่นรมย์ และการหลุดพ้นจากความเจ็บปวด.
ข้อ 3. แม้ว่าหลักแห่งอรรถประโยชน์นำให้เข้าใจรู้ซึ้งถึงสิ่งที่เป็นความรื่นรมย์และความเจ็บปวด ก็ยังคงมีการกล่าวหาว่าหลักการนี้เป็นหลักการที่ เหลวไหล เป็นเพราะการหลงผิดที่ไม่สังเกตว่าในตัวความรื่นรมย์นั้นมีความต่างของประเภท และความสูงของระดับขั้นยู่ด้วย
ปัจจุบันนี้, หลักแห่งชีวิตนี้ก่อให้เกิดความสะเทือนใจต่อหลาย ๆ คน, และในบรรดาคนเหล่านี้บางคนก็เป็นผู้ที่น่ายกย่องสรรเสริญและมีอุดมคติ. คนเหล่านี้ถือว่าชีวิตนั้น (ตามความคิดที่เขาแสดงออกมา) ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่าความรื่นรมย์ - และไม่มีสิ่งที่น่าแสวงหาอื่นใดที่ดีกว่าและประเสริฐไปกว่าความปรารถนา เหล่านี้เป็นหลักแห่งชีวิตที่ต่ำต้อยและหยาบช้า ; เป็นหลักการที่คู่ควรกับสุกรเท่านั้น. ในสมัยก่อนก็มีการเปรียบเทียบอย่างเหยีดหยามว่าสาวกของเอปิคิวรัสเป็นเช่นนี้, และในสมัยใหม่ผู้ที่ยึดถือหลักการนี้บางครั้งก็ถูกเปรียบเทียบในทำนองเดียวกันโดยผู้ที่ต่อต้านชาวเยอรมัน, ฝรั่งเศส และอังกฤษ.
เมื่อถูกโจมตีเช่นนี้, เอปิคิวรัสก็มักจะตอบว่าไม่ใช่พวกเขาหรอก, แต่ผู้ที่กล่าวหาต่างหาก, ผู้ซึ่งแสดงธรรมชาติของมนุษย์ให้ต่ำต้อยเช่นนั้น, ด้วยเหตุที่ผู้กล่าวหานั้นทึกทักเอาว่ามนุษย์ไม่สามารถได้มาซึ่งความรื่นรมย์ นอกเสียจากความรื่นรมย์ที่สุกรรู้จัก. ถ้าการทึกทักเช่นนี้เป็นจริง, เราก็คงไม่สามารถโต้แย้งข้อกล่าวหาได้, แต่มันจะไม่เป็นข้อกล่าวหาอีกต่อไป : เพราะถ้าบ่อเกิดแห่งความรื่นรมย์ของมนุษย์และสุกรเหมือนกัน, หลักแห่งชีวิตที่ดีเพียงพอสำหรับใครสักคนหนึ่งก็จะต้องดีเพียงพอสำหรับคนอื่น ๆ ด้วย. รู้สึกว่าการเปรียบเทียบชีวิตของเอปิคิวเรี่ยนกับชีวิตของสัตว์เดรัจฉานเป็นเรื่องต่ำต้อย, แน่นอนทีเดียวก็เพราะความรื่นรมย์ของสัตว์เดรัจฉานไม่สนองความพอใจของมนุษย์ให้มีความสุขได้. มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้มากกว่าความกระหายของสัตว์ และเมื่อเขารู้สึกตัว, เขาจะไม่ถือว่าสิ่งอื่นใดเป็นความสุข นอกเสียจากสิ่งที่รับรู้นั้นทำให้เขาเกิดความอิ่มเอมใจ. ต่ข้าพเจ้าไม่รู้จักหลักแห่งชีวิตแบบเอปิคิวเรี่ยน ซึ่งไม่ยอมรับว่าความรื่นรมย์ที่เกิดจากปัญญา จากความรู้สึกตัว, และจินตนาการ, และจากความสำนึกทางศีลธรรม, ในฐานะที่เป็นความรื่นรมย์ที่มีคุณค่าสูงกว่าความรื่นรมย์ทางประสาทสัมผัส. อย่างไรก็ตาม, จะต้องยอมรับว่า, นักเขียนชาวประโยชน์นิยม โดยทั่วไปให้ความสำคัญแก่ความรื่นรมย์ทางจิตใจมากไปกว่าความรื่นรมย์ทางร่างกาย, ฯลฯ, นั่นคือ, ในสถานการณ์แรกได้เปรียบมากกว่าเพราะเงื่อนไขภายนอกมิใช่แก่นแท้ภายใน. และบนจุดทั้งหมดเหล่านี้ชาวประโยชน์นิยมได้แสดงเหตุผลในเรื่องเหล่านี้เอาไว้แล้ว, แต่พวกเขาอาจจุแสดงเหตุผลเพิ่มเติมอีกก็เป็นได้, และ, เพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น. หลักอรรถประโยชน์นั้นเข้ากันได้กับหลักความจริงที่ว่า, ความรื่นรมย์บางประเภทน่าพึงปรารถนามากกว่า และมีคุณค่ามากกว่าความรื่นรมย์อื่น ๆ, มันเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่เราจะคำนึงถึงแต่ปริมาณอย่างเดียวในการประเมินคุณค่าของความรื่นรมย์ แต่เราควรจะคำนึงถึงทั้งคุณภาพและปริมาณของความรื่นรมย์.
ข้อ 4 สิ่งที่ดีกว่า มีค่ากว่าความพึงพอใจอันแรก คือการวัดอย่างมีแบบแผนโดยผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งสองแบบ. ดังนั้นจึงต้องอาศัยผู้มีความสามารถในการตัดสินใจ, มิลล์กล่าวว่า ให้ดูที่ข้อเท็จจริงซึ่งคนจะชอบความพึงพอใจที่สูงกว่า
ถ้ามีคนถามข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดถึงความรื่นรมย์ ว่ามีความแตกต่างกันทางคุณภาพหรืออะไรทำให้ความรื่นรมย์อันหนึ่งมีค่าน่าพึงปรารถนามากกว่าอันอื่น นอกไปจากว่ามันมีปริมาณมากกว่า มีเพียงคำตอบเดียวที่จะตอบได้เมื่อมีความรื่นรมย์สองอัน ถ้าทุกคนหรือเกือบทุกคนที่เคยรู้จักทั้งสองอันนี้ปักใจชอบอันหนึ่งอันใดมากกว่าอีกอันหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงพันธะทางศีลธรรม ก็หมายความว่าอันแรกน่าพึงปรารถนามากกว่า เมื่อมีความสุขสองอัน ถ้าคนที่รู้จักความสุขทั้งสองอย่างดี พอใจอันหนึ่งมากกว่าอีกอันหนึ่งอย่างมากมาย โดยไม่คำนึงว่าจะมีความทุกข์อย่างสาหัสติดตามอันนั้นมา และจะไม่ยอมละทิ้งความสุขอันแรกแม้ว่าโดยธรรมชาติของเรานั้นอันหลังจะให้ปริมาณความสุขมากกว่า เราก็มีสิทธิ์สรุปว่า คุณภาพของความสุขที่ถูกเลือก เมื่อเปรียบกับอีกอันหนึ่งแล้ว มีค่าสูงกว่าปริมาณของความสุขอันหลังอย่างเทียบมิได้ ดังนั้นจึงเป็นความจริงอย่างปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้ที่คุ้นเคยและสามารถชื่นชมกับความสุขทั้งสองแบบจะสมัครใจดำรงชีวิตในทางที่อาจสามารถชื่นชมสิ่งที่สูงกว่า คงมีคนไม่กี่คนที่จะยอมลดตัวลงมีชีวิตแบบสัตว์เดรัจฉาน แม้จะได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้มีชีวิตที่รื่นรมย์เต็มอิ่มแบบเดียวกับสัตว์ ไม่มีคนฉลาดคนใดที่จะยอมกลายเป็นคนโง ่ไม่มีบัณฑิตคนใดที่จะยอมกลายเป็นคนเขลาไม่มีคนที่ประกอบด้วยมโนธรรมและจิตสำนึกคนใดจะยอมกลายเป็นคนเลวและเห็นแก่ตัว แม้เขาจะยอมรับว่าคนโง่ คนเขลา และคนพาลมีความพอใจในชีวิตมากกว่าตน ในการที่จะได้รับความสุข ผู้ที่สามารถมีความสุขได้สูงกว่าย่อมต้องการอะไรต่ออะไรมากกว่าผู้ที่สามารถน้อยกว่า และเขาก็มีโอกาสที่จะได้รับความเจ็บปวดมากกว่าด้วย แต่แม้ว่าเขาอยู่ในภาวะที่จะต้องเสียงอย่างนี้ เขาก็จะไม่ยอมลดตัวลงมาอยู่ในสภาพชีวิตที่ต่ำกว่า เป็นมนุษย์ที่ไม่สมอยากดีกว่าเป็นสุกรที่เอมอิ่ม เป็นโสกราตีสที่ไม่เป็นสุขดีกว่าเป็นเจ้างั่งที่เปรมปรี และถ้าคนเขลาหรือสุกรมีความเห็นต่างออกไป ก็เพราะว่าเขารู้จักเฉพาะส่วนของเขาเท่านั้น ผู้ที่อยู่อีกข้างหนึ่งเมื่อเปรียบดูแล้วรู้ทั้งสองด้าน
ข้อ 5 มิลล์ได้แสดงสิ่งที่ลดค่าข้อคิดเห็นของผู้ที่ละทิ้งความพึงพอใจที่มีค่ามากที่สุดโดยที่ผู้นั้นไม่สามารถอธิบายได้, อาจจะโดยธรรมชาติ หรือโอกาสที่ไม่เหมาะสม ในการหาความสุขอันที่มีค่ามาก.สิ่งที่มีอำนาจและมีผลต่อการตัดสินใจครั้งสุดท้าย คือใครคนหนึ่งต้องมีการทดสอบแยกวิเคราะห์หาความพึงพอใจอย่างแท้จริง
มันอาจจะมีข้อคัดค้าน, จากใคร ๆ ในเรื่องของความพึงพอใจที่มีมากที่สุด, ตามโอกาส, ภายใต้ปัจจัยที่เข้ามาล่อ, การเลือนลงสู่สิ่งที่ต่ำ. แต่นี่คือสิ่งที่เข้ากันได้กับการรู้คุณค่าที่เต็มเปี่ยมของสิ่งที่ดีที่สุดอย่างแท้จริง. คนทั่วไป,มักมีความบกพร่องของบุคลิกลักษณะ,การทำโดยความสมัครใจต่อการใกล้ชิดกับความดี,แม้ว่าพวกเรารู้ว่ามันมีค่าน้อย, และสิ่งนี้ไม่มีค่าเมื่อ เป็นตัวเลือกระหว่างความพอใจของร่างกายสองส่วน, เมื่อมันคือส่วนระหว่างร่างกายและจิตใจ.พวกเราพบว่าการปล่อยตัวทำตามใจในเรื่องของกามารมณ์นั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพ, แม้ว่าจะรู้ว่าความสมบูรณ์ของสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีที่สุด.มันอาจจะมีข้อคัดค้านอยู่บ้าง, ว่าคนส่วนมากเริ่มต้นจากความมุ่งมั่นในวัยหนุ่มสำหรับการมีศีลธรรมอันสูงส่งในทุกสิ่งทุกอย่าง, แม้พวกเขาจมอยู่กับจำนวนปีในการใช้ชีวิตที่เพิ่มกลับทำให้ตัวของเขายิ่งเกียจคร้านลง. แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อเช่นนั้นนี่เป็นสิ่งที่ผู้คนประสบอยู่เสมอเป็นความเปลี่ยนแปลงของคนสามัญธรรมดา,ข้าพเจ้าเชื่อว่ามันเริ่มจากความรู้สึกภายใน ซึ่งคนเราย่อมมีอยู่แล้ว ปริมาตรของความรู้สึกทางศีลธรรมอันสูงส่งมันอยู่ในธรรมชาติของการปลูกฝังอบรม บางสิ่งอาจถูกทำลาย, ไม่โดยปัจจัยที่เป็นความเกลียดชังซึ่งเป็นศัตรูสู้รบกัน, แต่โดยการมาของความตาย ถ้าการมีอาชีพแสดงถึงฐานะสถานภาพในการดำเนินชีวิตที่มีการอุทิศเวลาเพื่อที่พวกเราจะได้ใช้สติปัญญาใช้สมองในการทดสอบสิ่งต่างๆ, เพราะพวกเขาไม่ได้มีเวลาหรือโอกาสที่เหมาะสมสำหรับการทำตามใจตนเอง; และพวกที่ติดกับความคิดของตนจะมีความพึงพอใจที่ต่ำกว่า, มันเป็นสิ่งผิดเพราะพวกเขามีเจตนาที่จะกระทำ,แต่เพราะว่าพวกเขาบางคนมีท่าทางจะเข้าใจได้, หรือบางคนสามารถมีความสุขร่วมกันได้ยาวนาน.มันอาจจะเป็นคำถามของใครบางคนที่มีความรู้สึกอ่อนไหวอ่อนแอกับสิ่งที่เรียกว่าความเสมอภาค เรื่องการแบ่งชั้นของความพึงพอใจ, อย่างไรก็ตามความเฉลียวฉลาดและความใจเย็นมักโอนเอียงไปในทางที่ต่ำกว่า, สิ่งต่างๆในชีวิตทั้งหมดมีการแตกหักลงแม้จะพยายามทำให้มันอยู่รวมกันก็ตาม
ข้อ 6 หลักการมหสุข คือ การอธิบายให้เห็นถึงข้อโต้แย้งระหว่างปริมาณและคุณภาพของเกณท์วัดความพึงพอใจ
ข้าพเจ้าได้พูดถึงประเด็นนี้ ในแง่ที่ว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เข้าใจความคิดเรื่องประโยชน์หรือเรื่องความสุข ซึ่งทั้งสองนี้เป็นหลักที่ชี้นำการกระทำของมนุษย์ แต่มันมิได้เป็นเงื่อนไขจำเป็นของการที่จะยอมรับหลักตัดสิน (ศีลธรรม) ของประโยชน์นิยม เพราะหลักตัดสินของเรามิใช่ความสุขที่มากที่สุดของผู้กระทำ แต่เป็นความสุขที่มากที่สุดของทั้งหมดเราอาจสงสัยว่าคนที่สูงส่งมีความสุขกับความสูงส่งของเขาหรือไม่ แต่ข้อที่สงสัยไม่ได้ก็คือเขาได้ทำให้คนอื่นๆมีความสุขมากขึ้น และโลกโดยส่วนรวมก็ได้รับความสุขมากขึ้น ดังนั้นสัทธิประโยชน์นิยมจะบรรลุเป้าหมายได้ก็โดยปลูกฝังบุคลิกที่สูงส่งให้เกิดขึ้นโดยทั่วไป ทั้งนี้ถึงแม้ว่าคนแต่ละคนจะได้รับประโยชน์จากความสูงส่งของผู้อื่น ละความสุขของแต่ละคนก็ตามออกมาจากประโยชน์เหล่านี้ ตามหลักมหสุขที่ได้กล่าวมาข้างต้น จุดหมายสุดท้ายอันเป็นหลักตัดสินว่าสิ่งอื่นๆน่าพึงปรารถนาหรือไม่ไม่ว่าจะพิจารณาเรื่องสิ่งมีค่าของตนหรือของผู้อื่น ก็คือการดำรงชีวิตที่ห่างจากความเจ็บปวดมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และถึงพร้อมด้วยความสุขสำราญทั้งในทางคุณภาพและปริมาณ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลักนี้ซึ่งตามคติของประโยชน์นิยมเป็นจุดหมายของการกระทำของมนุษย์ จึงจำต้องเป็นหลักของศีลธรรมซึ่งนิยามกันว่า หลักระเบียบของความประพฤติมนุษย์ การยึดหลักการนี้จะทำให้ชีวิตในสภาพที่เราเอ่ยมานั้นเป็นชีวิตของมนุษย์จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่เพียงมนุษย์เท่านั้น แต่รวมทั้งสัตว์โลกอื่นๆด้วย ถ้าธรรมชาติอำนวยให้
ข้อ 7 แนวทางที่จะทำให้เกิดความกระะจ่างคือการแถลงข้อที่ถูกคัดค้านในเรื่องของคำสั่งสอน และการตอบคำถามต่างๆ. ดังตัวอย่าง, การโต้เถียงว่าลัทธิประโยชน์นิยมนั้นไม่สมเหตุสมผล เพราะเรื่องของความสุขไม่สามารถที่จะมีคำตอบได้อย่างชัดเจน โดย มิลล์ได้แสดงความจริงเกี่ยวกับลักษณะของความสุขและได้ให้คำแนะนำสำหรับเป็นแนวทางให้กับสังคมได้นำไปใช้
องค์ประกอบของความพอใจชีวิตของชีวิตดูเหมือนมีสองอย่างและปรากฎว่าอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะสนองความมุ่งหมาย นั่นคือความสงบและความระทึกใจ เมื่อชินกับความสงบมากเข้า หลายคนรู้สึกถึงความรื่นรมย์เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขาพอใจได้ เมื่อชินกับความระทึกมากเข้าหลายคนปรับตัวกับความเจ็บปวดได้พอควร แน่นอนเมื่อไม่เป็นการเหลือวิสัยที่จะส่งเสริมให้มนุษย์ทั้งมวลผสมผสานทั้งสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน เพราะทั้งคู่ไม่มีอะไรขัดแย้งกันเลยแต่กลับเป็นพันธมิตรโดยธรรมชาติ นั้นคือการมีอย่างหนึ่งต่อเนื่องกันชั่วกาลเวลาหนึ่งเป็นการเตรียมพร้อมละกระตุ้นให้เกิดความอยากมีอีกอย่างหนึ่ง จะมีก็แต่ในบุคคลที่มีความเฉื่อยชามากจนกลายเป็นนิสัยเลวๆเท่านั้น ที่ไม่ปรารถนาความระทึกใจหลังจากได้หยุดพักมาชั่วเวลาหนึ่ง จะมีก็แต่ในบุคคลที่อยากได้ความระทึกใจมากจนเป็นโรคจิตเท่านั้น ที่รู้สึกว่าความสงบที่เกิดขึ้นภายหลังความระทึกใจนั้นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายและแห้งแล้ง แทนที่จะเห็นว่าความสงบนี่สอนให้ความรื่นรมย์มากพอๆกับความระทึกใจที่ได้รับมาก่อนหน้านั้น ผู้ที่มีความโชคดีบางคนเกิดมาพร้อมกับอะไรต่ออะไรมากมาย แต่ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์เพื่อสนองความรื่นรมย์ สาเหตุก็คือ คนพวกนี้ไม่เคยใยดีกับใครนอกจากตนเอง คนที่ไม่มีน้ำใจทั้งด้านส่วนตัวและส่วนรวมจะประสบความระทึกใจในชีวิตน้อยมาก และความระทึกใจของเขาก็จะมีค่าน้อยลงๆตามกาลเวลา จนกระทั้งในที่สุดความเห็นแก่ตัวของเขาก็จะยุติลงพร้อมๆกับความตายแต่คนที่มีของรักอยู่เบื้องหลังโดยเฉพาะคนที่ปลูกฝังความรักในมนุษยชาติ แม้ใกล้ตายก็ยังมีความสนใจในชีวิตอย่างกระตือรือล้นเท่าๆกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มสาวและยังสุขภาพแข็งแรง ถัดจากความเห็นแก่ตัว สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราไม่สมหวังในชีวิตคือการขาดการพัฒนาทางจิตใจ จิตที่ได้รับการพัฒนาข้าพเจ้าไม่ได้หมายถึงจิตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยปัญญาของเมธีแต่เป็นเพียงจิตที่เปิดทางให้แก่การพุ่งของความรู้ และได้รับการขัดเกลาพอสมควร จิตอย่างนี้จะพบว่าสิ่งต่างๆที่ล้อมรอบตัวนั้นเป็นแหล่งที่จะเร้าความสนใจได้อย่างม่มีที่สิ้นสุดไม่ว่าจะในวัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในผลงานศิลปะ ในจินตนาการของกวี ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ในความเป็นอยู่ของมนุษยชาติทั้งในอดีต ปัจจุบันและจะเกิดในอนาคต
ข้อ 9. เพื่อคัดค้านว่าไม่ได้ประกอบไปด้วยสิ่งที่เคลื่อนไหวเกี่ยวกับสังคม มิลล์โต้แย้งว่า ความจริงสิ่งนี้ถูกต้อง แต่ไม่มีลู่ทางที่จะพินิจพิเคราะห์ หลักความสุขอันยิ่งใหญ่ไม่เป็นปัจจัยสำหรับความประพฤติ แต่สิ่งนั้นเป็นปัจจัยในฐานะเป็นกฎ โดยที่ความประพฤติได้ถูกตัดสินและถูกลงโทษ คำถามทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความเคลื่อนไหว เป็นสิ่งชัดเจนเกี่ยวกับคำถามเรื่องหน้าที่และการตีค่าทางจริยธรรม การตีค่าทางคุณธรรมนำไปสู่การกระทำ ซึ่งมีผลต่อความสุขทั่ว ๆ ไป
พวกเขาพูดถึงเรื่องนั้นแน่นอน เพื่อกำหนดว่า ประชาชนจักทำตามคำชักชวนด้วยสิ่งที่น่าสนใจทั่ว ๆ ไปทางสังคม แต่สิ่งนี้ตีความหมายผิดมาก ๆ ของมาตรฐานของศีลธรรม และทำให้งุนงงกฎของการกระทำ มันกลายเป็นผลผลิตทางจริยธรรมที่บอกพวกเราให้ทราบถึงหน้าที่หรือสิ่งที่พวกเราอาจจะรู้ แต่ไม่มีระบบทางจริยธรรมที่กำหนดไว้ว่า สิ่งเดียวจากทั้งหมดพวกเราอาจมีความสำนึกเรื่องหน้าที่ ในทางตรงกันข้าม 9,900 ของการกระทำทั้งหมดของเราถูกทำจากตัวกระตุ้นอื่น ๆ และทำอย่างนั้นอย่างถูกต้อง หากกฎของหน้าที่ไม่ได้ตำหนิพวกเขา ไม่เป็นการยุติธรรมสำหรับเกณฑ์ตัดสินความดีว่า ความไม่เข้าใจชัดเจน ควรถูกทำให้ชัดเจน ทั้งนี้เพราะว่า ในฐานะนักศีลธรรมอยู่เหนือสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด ในการยืนยันว่า ตัวกระตุ้นทั้งหมดไม่มีสิ่งใดที่จะต้องทำตามหลักศีลธรรม แม้จะด้วยคุณค่าของสิ่งที่เป็นตัวนำ เขาผู้ช่วยรักษาคนทั้งหมดด้วยสิ่งที่ถูกต้องทางศีลธรรม จะเป็นเพราะความสำนึกในหน้าที่หรือความหวังที่จะคลายความกังวล เขาผู้ทรยศต่อเพื่อผู้ไว้ใจเขา เป็นคนมีพิรุธในความคิด
แต่เพื่อจะกล่าวเพียงการกระทำตามหน้าที่และในการเชื่อตามหลัก มันก็จะกลายเป็นความไม่เข้าวิธีการทางความคิด การคิดสิ่งนั้นมีความหมายว่าประชาชนควรจะคิดไว้ในใจโดยทั่ว ๆ ไปในโลกหรือในสังคม การทำดีส่วนมากไม่เพียงแต่เพื่อผลประโยชน์แก่ชาวโลกเท่านั้น แต่รวมถึงสำหรับตนเองด้วย ซึ่งความดีสำหรับโลกถูกทำขึ้น และความคิดของคนดีมีคุณธรรม ไม่ต้องการจะมีโอกาสอยู่เหนือคนที่เขาเกี่ยวข้องด้วย ยกเว้นแต่ว่าจะมีความจำเป็นที่จะรับรองตัวเองว่า เป็นผู้มีประโยชน์ต่อพวกเขา เขาก็จะไม่ละเมิดสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือ เขาจะรอคอยกย่างถูกต้อง การคูณเพิ่มความสุขว่าตามจริยศาสตร์ เป็นเรื่องของความดี โอกาสสำหรับแต่ละคน มีเพื่อทำอำนาจของเขาให้ขยายเพิ่มขึ้น ในทำนองเดียวกัน มีบางคนทำคุณประโยชน์แก่รัฐ เป็นแต่ผู้รอคอย และในโอกาสเช่นนี้ เขาเพียงผู้เดียวเป็นผู้มีคุณประโยชน์แก่รัฐ ในกรณีต่าง ๆ อาจมีประโยชน์ส่วนตนด้วย สิ่งที่น่าสนใจหรือความสุขของคนเพียงสองสามคน เป็นสิ่งที่เขาต้องตั้งใจทำ อิทธิพลของการกระทำทั้งหมดนี้ ย่อมเจริญแพร่หลายในสังคม ความจริงในกรณีของการงดเว้นสิ่งทั้งหลาย ซึ่งบรรพบุรุษทำกันมาตามธรรมเนียม แม้ผลลัพธ์ในกรณีที่คล้ายคลึงกันอาจจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็ทราบดีอย่างรู้ตัวว่า การกระทำหากทำโดยทั่วไป ก็ควรเป็นผลร้ายโดยทั่ว ๆ ไป และนี้ก็เป็นหน้าที่ๆ จะละเว้นจากสิ่งนั้น ส่งที่มีคุณค่าน่าสนใจสำหรับรัฐ ซึ่งมีความหมายเพื่อการรู้จัก ไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งที่ถูกสั่งโดยทุก ๆ ระบบของศีลธรรม เพราะพวกเขาทั้งหมดตั้งใจที่จะละเว้นสิ่งที่เป็นผลร้ายแก่สังคม
ข้อ 10. มีการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่หลักความคิดใหญ่เกี่ยวกับหลักประโยชน์นิยม มิลล์เสนอแนะถึงการตรวจสอบต่อไปถึงพลังสนับสนุนสูงสุดที่ให้ทำตาม
ปัญหาที่มักจะถูกถามอยู่บ่อย ๆ และก็เป็นปัญหาที่ควรถามเกี่ยวกับมาตรฐานที่ถือเป็นมาตรฐานทางศีลธรรมทั้งหลาย คือ อะไรคือพลังสนับสนุนให้ทำทำตาม (sanction) อะไรคือแรงจูงใจให้ยอมทำตาม หรือให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น อะไรเป็นที่มาของพันธะในการทำตาม มันได้พลังผูกมัดนี้มาจากไหน มันเป็นส่วนที่จำเป็นสำหรับปรัชญาทางศีลธรรมที่จะต้องเตรียมคำตอบเพื่อคำถามนี้ แม้ว่ามีการคาดคะเนถึงรูปแบบของวัตถุประสงค์เรื่องศีลธรรม โดยยึดเอาประโยชน์เป็นสำคัญอย่างถี่ถ้วน ถึงกระนั้นก็ตาม สมมุติฐานก็เป็นสิ่งที่ลงตัวอย่างเหมาะเจาะที่จะทำให้เหตุผลนั้นอยู่เหนือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในการพิจารณาตามมาตรฐานทั้งหมด มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คนยังได้ชื่อว่า รับเอามาเป็นมาตรฐานหรือยอมรับศีลธรรมมาเป็นพื้นฐานทุกๆอย่าง ในสิ่งที่เขาไม่เคยชิน เพื่อความสงบสุข การศึกษาและประสบการณ์เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดศีลธรรมที่เหมาะสมได้ และศีลธรรมจะปรากฏในจิตใจขึ้นด้วยตัวมันเอง พร้อมกับความรู้สึกของการเป็นกฎเกณฑ์ ด้วยตัวมันเอง และเมื่อบุคคลเป็นผู้ที่ได้ตอบรับเพื่อที่จะเชื่อว่า ศีลธรรมนี้เกิดเป็นกฎเกณฑ์ขึ้นจากกฎบังคับโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งความเหมาะสมไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดเกียรติยศ ข้ออ้างเป็นการทำให้เขาอยู่เหนือคนธรรมดา ผลการพิสูจน์สมมุติฐานดูเหมือนจะทำให้เป็นข้อผูกมัดที่เหนียวแน่นมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับที่เป็นทฤษฎีดั้งเดิม ข้ออ้างที่เข้มแข็งดูเหมือนจะปราศจากจุดยืนที่ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับทฤษฎีเก่า เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง เหมือนกับการอ้างถึงเหตุผลนั้น เขาพูดถึงตัวเองว่า ฉันรู้สึกว่า ฉันจะเอาอะไร หรือทำลายอะไร แกล้งแสดงหรือล้อลวงได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แต่ทำไมฉันถึงเจาะจงเฉพาะที่จะให้เกิดความสุขแก่ผู้คนโดยทั่วไปเล่า ถ้าความสุขที่เป็นของพวกเราที่มีอยู่บางสิ่งเกี่ยวเนื่องกับฉัน ทำไมฉันจะไม่ให้สิ่งที่น่าพอใจนั้นเล่า
ข้อ 11. มิลล์แย้งว่า แม้เป็นพลังสนับสนุนภายนอกที่ให้ทำตาม อันได้แก่สังคมและสิ่งเหนือธรรมชาติ (และ) กฎข้อบังคับที่เป็นหลักประโยชน์นิยม เหตุผลไม่ได้เป็นสิ่งที่เราต้องทำตาม เหตุผลโดยตัวของมันเองแล้ว ไม่สามารถบังคับพวกเราให้เข้าถึงหลักศีลธรรมได้อย่างน่าพอใจ เมื่อผู้คนต้องการศีลธรรมจริง ๆ เขาก็จะรู้สึกภายในใจว่า กฎระเบียบกำลังบังคับเขาอยู่ มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเรา รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ซึ่งศีลธรรมเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า เป็นพลังสนับสนุนให้ทำตามของหลักประโยชน์นิยม และเหตุนี้ มิลล์จึงเรียกว่า เป็นพลังสนับสนุนภายในที่ให้ทำตาม
หลักประโยชน์มีพลังสนับสนุนที่จะให้ทำตามอันเป็นพลังของทุกระบบศีลธรรม และก็ไม่มีเหตุผลว่าทำไมหลักประโยชน์จะไม่มีพลังสนับสนุนที่ให้ทำตามดังกล่าว พลังสนับสนุนที่ให้ทำตามหลัก เป็นพลังสนับสนุนจากภายนอกหรือไม่ก็ภายใน พลังสนับสนุนภายนอกที่ให้ทำตามนั้นไม่จำเป็นต้องพูดยืดเยื้อ พลังเหล่านี้ก็คือ ความหวังที่จะได้ผลประโยชน์และความกลัวความไม่พอใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือความกลัวความไม่พอใจของเจ้าแห่งจักรวาล พรห้อมด้วยความเห็นใจและความรักใครที่เรามีต่อคนเหล่านี้ หรือความรักและความกลัวพระเจ้า เหล่านี้ทำให้เราทำตามเจตจำนงของพระองค์ โดยปราศจากผลประโยชน์ส่วนตน เห็นได้ว่า ไม่มีเหตุผลอันใดที่ทำไมสาเหตุเหล่านี้ จึงไม่คู่ควรกับศีลธรรมของประโยชน์นิยมอย่างเต็มที่และอย่างจริงจัง เหมือนสาเหตุเหล่านี้คู่ควรกับศีลธรรมแบบอื่น จะว่าไปแล้วสาเหตหุที่อ้างถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะต้องเป็นสิ่งคู่กับศีลธรรมแบบประโยชน์นิยมอย่างแน่นอนตามสัดส่วนของสติปัญญา เนื่องจากไม่ว่าจะมีเหตุผลอื่นใด ในเรื่องพันธะทางศีลธรรมที่นอกเหนือไปจากความสุขของคนทั่วไปหรือไม่ก็ตาม มนุษย์ปรารถนาความสุขอย่างแท้จริง และไม่ว่าในทางปฏิบัติมนุษย์จะมีจุดบกพร่องเพียงใด มนุษย์ก็ปรารถนาและสรรเสริญการกระทำของผู้อื่นต่อตนเองทุกการกระทำที่คิดว่าจะส่งเสริมความสุขของตน เกี่ยวกับสาเหตุทางศาสนานั้น ถ้ามนุษย์เชื่อ ดังที่ส่วนใหญ่บอกในเรื่องความดีของพระเจ้า คนที่คิดว่าสิ่งที่จะนำไปสู่ความสุขของคนทั่วไปเป็นสาระสำคัญ หรือแม้แต่เป็นมาตรการการวัดความดีก็จำเป็จต้องเชื่อว่านั่นคือสิ่งซึ่งพระเจ้าเองก็ทรงเห็นชอบด้วย ดังนั้นพลังทั้งหมดของการได้รางวัลและการถูกลงโทษจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือศีลธรรม และไม่ว่าจะมาจากพระเจ้าหรือจากเพื่อนมนุษย์ของเรา กอปรกับความสามารถที่เป็นไปได้ทางธรรมชาติมนุษย์ในการยอมสละเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พลังเหล่านี้ทำให้มนุษย์ทำตามศีลธรรมแบบประโยชน์นิยมในสัดส่วนที่มนุษย์ยอมรับศีลธรรม และจะยิ่งมากขึ้นอีก ถ้าการศึกษาและการปลูกฝังโดยทั่วไปถูกใช้ให้เป็นไปตามจุดประสงค์นี้
กล่าวมามากแล้วเกี่ยวกับพลังสนับสนุนภายนอกให้ทำตาม พลังสนับสนุนภายในที่ให้ทำตามหน้าที่ ไม่ว่ามาตรฐานของหน้าที่ของเราคืออะไรก็ตาม ก็คือสิ่งเดียวกันกับความรู้สึกในจิตใจของเรา ความเจ็บปวดที่ค่อนข้างแรงกล้า เมื่อคิดถึงการละเมิดหน้าที่ ในธรรมชาติของผู้ที่ได้รับการปลูกฝังทางศีลธรรมอย่างถูกต้อง ในกรณีที่การละเมิดนั้นหนักหนาจะเกิดความรู้สึกนี้ และจะรุนแรงจนรู้สึกว่าเป็นไปได้ได้ที่จะทำ ความรู้สึกนี้ เมื่อเป็นกลางและติดอยู่กับความคิดเรื่องหน้าที่ล้วน ๆ โดยไม่ติดอยู่กับแต่เพียงรูปแบบบางอย่างของหน้าที่เท่านั้น หรือมิได้ติดอยู่กับเพียงสภาพการณ์ภายนอก นี่คือสาระสำคัญของมโนธรรม แม้ในปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนดังที่เกิดขึ้นจริง ข้อเท็จจริงนี้โดยทั่วไปเป็นการทับถมกันของส่วนเล็ก ๆ ที่มาจากความเห็นอกเห็นใจ ความรัก และความกลัวที่อาจมีมากกว่าสองอย่างแรกด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบทั้งหมดของความรู้สึกทางศาสนา จากการระลึกถึงความหลังครั้งยังเยาว์และอดีตทั้งหมดของเรา จากความหยิ่งในศักดิ์ศรี ความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นมีศักดิ์ศรี และบางครั้งก็จากการลดค่าตัวเอง ความซับซ้อนวุ่นวายดังกล่าวนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า คือกำเนิดของลักษณะลึกลับ ซึ่งโดยธรรมชาติของจิตใจมนุษย์อาจมีตัวอย่างอื่นอีกมากมายนั้น เป็นตัวทำให้เกิดความคิดเกี่ยวกับพันธะทางศีลธรรม ซึ่งก็ทำให้คนเชื่อว่าความคิดนี้ไม่อาจมาจากสิ่งอื่นใดได้นอกจากกฏลึกลับ ซึ่งจริง ๆ แล้วจะพบได้ในประสบการณ์ปัจจุบันของเราว่า เป็นตัวทำให้เกิดความคิดนี้ขึ้น อย่างไรก็ดี พลังผูกมัดของมันเกิดจากการมีอยู่ของความรู้สึกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำให้มันแตกสลายก่อนที่จะทำสิ่งซึ่งละเมิดมาตรฐานความถูกต้องของเรา และถึงแม้เราจะละเมิดมาตรฐานนั้นจริง ๆ เราก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มความรู้สึกนี้ภายหลังในรูปของความรู้สึกผิดและเสียใจ ไม่ว่าเราจะมีทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติหรือกำเนิดของมโนธรรมอย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิดมันขึ้นอย่างแท้จริง
ดังนั้น พลังสนับสนุนสูงสุดที่ให้ทำตามศีลธรรม (ยกเว้นสาเหตุภายนอก) ก็คือความรู้สึกแบบอัตนัยในจิตใจของเรา ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอายอะไรสำหรับพวกที่ยึดมาตรฐานทางประโยชน์ในเรื่องนี้ อะไรคือพลังสนับสนุนให้ทำตามมาตรฐานดังกล่าวนี้ เราอาจตอบ ซึ่งก็เหมือนกับมาตรฐานทางศีลธรรมอื่น ๆ ทั้งหมดว่าความรู้สึกอันเข้มแข็งของมนุษยชาติ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังสนับสนุนให้ทำตามนี้จะไม่ได้ผลกับคนซึ่งไม่มีความรู้สึกแบบนี้ แต่คนพวกนี้ก็จะไม่เชื่อฟังทำตามหลักศีลธรรมอื่นที่ไม่ใช่ประโยชน์นิยมเช่นกัน ศีลธรรมไม่ว่าชนิดใดจะไม่อาจผูกมัดเขาได้ นอกจากสาเหตุที่ให้ทำตามจากภายนอก ในเวลาเดียวกันความรู้สึกเหล่ามีอยู่จริง เป็นข้อเท็จจริงของธรรมชาติมนุษย์ มันเป็นความเป็นจริง และพลังอันยิ่งใหญ่ของมันซึ่งสามารถมีผลกับคนซึ่งได้รับการปลูปฝังมันอย่างถูกต้อง ความจริงนี้พิสูจน์ได้ด้วยประสบการณ์ ไม่เคยมีใครแสดงเหตุผลให้เห็นได้ว่า เหตุใดความรู้สึกแบบประโยชน์นิยม จึงไม่ควรถูกปลูกฝังให้เข้มข้นหนักแน่นขึ้น เหมือนความรู้สึกเกี่ยวกับศีลธรรมแบบอื่น
ข้อ 12. สำหรับมนุษย์ที่ไม่เอาใจใส่ถึงความรู้สึกข้างในนี้ จะมีมาตั้งแต่เกิดหรือภายหลังจากเกิดหรือไม่ก็ตาม มิลล์ก็ยืนยันว่า มันสามารถเป็นอำนาจที่ทรงพลังมาก และเป็นพื้นฐานที่แข็งแรงสำหรับศีลธรรมด้านประโยชน์นิยม
ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเลยว่า ความสำนึกต่อหน้าที่นั้นจะต้องเกิดมีเองหรือถูกปลูกฝังขึ้นในภายหลังหรือเปล่า การที่จะยึดถือเอาว่าเป็นสิ่งที่เกิดมีขึ้นเองนั้น ก็ค่อนข้างจะเป็นปัญหาที่ขัดแย้งกับตัวมันเอง สำหรับนักปรัชญาผู้สนับสนุนทฤษฎีนั้นก็เห็นด้วยว่า การหยั่งรู้เองโดยสัญชาตญาณเป็นหลักความถูกต้องตามหลักศีลธรรม แต่ไม่คอยจะมีรายละเอียดมากนัก ถ้ามีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดมีขึ้นเองแล้ว ข้าพเจ้าก็ให้เหตุผลไม่ได้ว่า ทำไมความรู้สึกที่เกิดมีขึ้นเองนั้นจะไม่รวมไปถึงความพอใจและความทุกข์ใจที่มีต่อคนอื่นด้วย ถ้ามีหลักธรรมบางอย่างที่เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็พูดได้ว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าเช่นนั้น หลักจริยศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องการมีสัญชาตญาณ ก็เข้ากันได้กับลัทธิประโยชน์นิยม และก็คงจะไม่ต้องมีการถกเถียงกันอีกต่อไป ถึงกระนั้น นักสอนศีลธรรมทั้งหลายที่สอนเกี่ยวกับความรู้สึกที่บังเกิดในใจของเราเอง แม้จะเชื่อว่ามีหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เกี่ยวกับความรู้สึกที่บังเกิดในใจเอง ก็ต้องเชื่ออยู่แล้วว่า ต้องเป็นอย่างนั้น เหล่านักสอนศีลธรรมมีความเห็นเป็นอันเดียวกันว่า ส่วนมากหลักศีลธรรมมักจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่เนื่องมาจากการให้ความสุขใจในเพื่อนพ้องของเรา ดังนั้น ถ้ามีความเชื่อถือในหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เป็นหลักนอกเหนือไปจากธรรมชาติก็ยิ่งจะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของพลังสนับสนุนภายในให้ทำตาม สิ่งดังกล่าวมานี้จึงทำให้ข้าพเจ้ายอมรับว่า หลักที่ถือประโยชน์เป็นสำคัญมีประโยชน์ต่อสิ่งนั้น
อีกอย่างหนึ่ง ในความเชื่อของข้าพเจ้าเอง ถ้าความรู้สึกตามหลักศีลธรรมไม่ได้มีขึ้นเอง แต่มีมาในภายหลัง ความรู้สึกเหล่านั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเหตุผลที่จะตอ้งให้เป็นไปตามธรรมชาติแม้แต่น้อย คนเรา ธรรมชาติสร้างมาให้พูด ให้มีเหตุผล ให้สร้างที่อยู่เองได้ ให้เพาะปลูกได้ แม้ว่าจะเป็นความสามารถที่เกิดมีในภายหลังก็ตาม ความรู้สึกตามหลักศีลธรรม แท้จริงไม่ใช่ส่วนหนึ่งที่เราจะมีได้เองตามธรรมชาติในความรู้สึกที่อยู่ในระดับที่จะรับรู้ได้ในปัจจุบันของพวกเรา แต่บุคคลผู้เชื่อถืออย่างมากในมูลเหตุที่นอกเหนือธรรมชาติก็ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ลำบาก เช่นเดียวกับความสามารถที่เกิดมีในภายหลังก็มีมากเกินจะอ้างได้ทั้งหมด ความสามารถตามหลักศีลธรรม ถ้าไม่ใช่ส่วนหนึ่งที่เราจะมีได้ตามธรรมชาติก็เป็นส่วนหนึ่งที่นอกเหนือไปจากธรรมชาติ ในระดับรองลงมา ก็อาจจะเกิดขึ้นเองได้โดยเป็นไปเอง และอาจถูกนำมาโดยการปลูกฝังการพัฒนาขึ้นตามลำดับ มันก็อาจพิสูจน์ได้ลำบากเหมือนกัน โดยการใช้บทลงโทษภายนอกและกำลังของความคิดในตอนเริ่มแรก และการถูกปลูกฝังในเชิงคำแนะนำพร่ำสอน ดังนั้น จึงแทบจะไม่มีสิ่งใดที่ดูไรเหตุผล หรือเสียหายซึ่งมันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ โดยวิถีทางของอำนาจเหล่านั้นที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ พร้อมกับอำนาจของความรู้สึกผิดชอบ การสงสัยว่า ความมีอำนาจที่คล้ายกันอาจถูกให้ในความหมายที่คล้ายกันกับหลักที่ยึดถือประโยชน์ แม้ว่ามันจะไม่มีพื้นฐานอยู่ธรรมชาติของนั้น ก็ควรที่จะกลายไปอยู่ในรูปของประสบการณ์
การโยงใยทางศีลธรรม (moral associations) ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วน ๆ นั้น ถ้าไม่มีส่วนสำคัญใดในธรรมชาติของเรา ไม่มีประเภทความรู้สึกใดที่มีพลัง ที่การโยงใยนี้จะมาทำให้กลมกลืนได้ ที่จะทำให้เรารู้สึกว่ามันเข้ากับธรรมชาติของเราได้ และทำให้เรามิใช่แต่จะสนับสนุนให้เกิดในผู้อื่นเท่านั้น (ซึ่งเราก็มีสาเหตุทางผลประโยชน์มากมายที่จะทำเช่นนั้น) แต่ยังถนอมรักษามันไว้ในตัวเราเองด้วย กล่าวสั้น ๆ ถ้าไม่มีรากฐานทางธรรมชาติของความรู้สึกที่เห้นด้วยกับศีลธรรมแบบประโยชน์นิยมแล้วละก็ อาจเป็นไปได้ที่การโยงใยนี้ แม้จะหลังที่ถูกปลูกฝังโดยการศึกษาแล้วก็ตาม จะถูกวิเคราะห์ให้หายไปได้
แต่กระนั้นก็ดี มีรากฐานของความรู้สึกตามธรรมชาติที่รุนแรงดังกล่าวนี้ และทันทีที่ความสุขของคนทั่วไปได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานทางจริยธรรม รากฐานของความรู้สึกนี้ก็จะทำให้ศีลธรรมแบบประโยชน์นิยมมีพลัง รากฐานที่มั่นคงนี้ก็คือ รากฐานของความรู้สึกทางสังคมของมนุษยชาติ ความปรารถนาที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเพื่อนมนุษย์ของเรา ซึ่งก็เป็นความรู้สึกที่รุนแรงอยู่แล้วในธรรมชาติมนุษย์ และก็เป็นที่น่ายินดีที่มันมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของอารธรรมที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆแม้จะไม่มีการพร่ำสอนอย่างโจ่งแจ้งก็ตาม
ข้อ 13. คำอธิบายที่กระตุ้นถึงมูลเหตุและธรรมชาติของความรู้สึกสำหรับมนุษยชาติ ตลอดจนการแสดงออกถึงความสุขที่วิเศษสุดของเขา สำหรับมิลล์แล้วอาจช่วยทำให้ข้อสรุปกระชับขึ้น
แนวความคิดที่เป็นรากเหง้าลึก ๆ ซึ่งเป็นเฉพาะของแต่ละปัจเจกบุคคล ในขณะที่ตัวเขาเองก็เป็นสัตว์สังคม ชักนำให้ตัวเองรู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งของความต้องการตามธรรมชาติของเขา นั้นคือว่า ควรจะมีความสามัคคีกันระหว่างความรู้สึกของเขาและความมุ่งหมายของเขา และคนเหล่านั้นก็คือ สัตว์โลก ถ้าความแตกต่างของความคิดเห็นและวัฒนธรรมทางด้านอารมณ์ ทำมันให้เป็นไปไม่ได้สำหรับตัวเขาที่จะแบ่งความรู้สึกตามความเป็นจริงของพวกเขา บางทีก็ทำให้ตัวเขากล่าวโทษและท้าทายความรู้สึกเหล่านั้น เขายังต้องการที่จะมีสติ ซึ่งความมุ่งหมายจริงๆของเขาและของพวกเขาไม่ได้ขัดกันเลย นั้นคือ เขาไม่ได้ทำตัวเขาให้ตรงกันข้ามว่า จริง ๆ แล้ว พวกเขาปรารถนาอะไร กล่าวคือ ตัวพวกเขาเองเป็นฝ่ายดี แต่ว่า บางทีก็ตรงกันข้ามบ้าง สนับสนุนมันเองบ้าง ความรู้สึกนี้ในแต่ละปัจเจกบุคคลแล้ว มีความแข็งแกร่งน้อยกว่าความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวของพวกเขามากมายยิ่ง และบ่อยครั้งที่ต้องการรวมเข้าด้วยกัน แต่คนเหล่านั้น ผู้ที่มีความรู้สึกแบบนั้น มันก็เป็นเจ้าของลักษณะของความรู้สึกตามธรรมชาติทั้งหมด มันไม่ต้องการให้ตัวเองตลอดถึงจิตใจของพวกเขาศึกษาสิ่งที่งมงาย หรือกฎหมายที่เด็ดขาด ที่กำหนดขึ้นโดยพลังของสังคม แต่ก็ถือว่า เป็นเจ้าของสิ่งที่ไม่ดีพอต่อพวกเขา ที่เป็นของไม่มีอยู่ การตัดสินนี้เป็นพลังสนับสนุนสูงสุดที่ให้ทำตาม ของความสุขที่วิเศษสุดทางด้านศีลธรรม สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ใจรู้สึกว่ามีการพัฒนาดีขึ้น ทำงานดี และไม่บกพร่อง ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจที่จะดูแลคนอื่น ๆ มันถูกสิ่งที่เราได้เรียกพลังสนับสนุนภายนอกให้ทำตามว่าอะไร ทำให้มีขึ้น และพลังสนับสนุนให้ทำตามเหล่านั้นกำลังต้องการอะไร หรือการกระทำในลักษณะที่ตรงกันข้ามทำสงครามมืดภายในจิตใจที่มีพลังขึ้นในตัวมัน ในสัดส่วนที่ไวต่อความรู้สึกและลักษณะที่รอบคอบ ตั้งแต่สองสามอย่างที่ใจของพวกเขาอยู่ในกรอบของศีล อันควรถือว่าอยู่นอกบทเรียนชีวิตในแผนของการให้ความไม่เอาใจใส่ต่อคนอื่นยกเว้นสิ่งที่ไกลมากเช่น การบังคับที่น่าสนใจเฉพาะตัวของพวกเขาเอง
***