http://www.duangden.com
สมจศ 530 พัฒนาการความคิดทางจริยศาสตร์
[ SHES 530 Development of Ethical Thoughts ]

Ethics and Morality เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
 
 


***

เราจะพูดอย่างนี้ได้มั๊ย จะได้แบ่งให้เห็นชัดว่า จริยศาสตร์ Ethics กับ Morality

          Ethics Principle - - - - - - - - - - > > > (หลักการ)

          Morality Matter - - - - - - - - - - - > > > (เนื้อหาของการกระทำ)

ถ้าเวลาเราพูดถึงจริยศาสตร์เราพูดถึงตัวที่มันเป็น Principle หลักการ ว่าเราจะใช้อะไรเป็นหลักการในการตัดสินว่าการกระทำนี้ดีหรือการกระทำนี้ไม่ดี ถูกหรือผิด เอา Principle เป็นหลัก เวลาเราพูดถึง ethic เราพูดถึงตัว Principle เวลาเราพูดถึง Morality เราพูดถึงตัวที่เป็นเนื้อหาของการกระทำ ตัวที่เป็นการกระทำ ทีนี้ศีลธรรมบางอย่างเนี่ย ถ้าตัดสินโดยหลักการ โดย ethic เนี่ยอาจจะถูกหรือไม่ถูกนี่อีกกรณีหนึ่ง แต่ว่าเวลาเราพิจารณาว่าไอ้ตัวที่เป็นเนื้อหาเนี่ย เราเอาตัวที่เป็น Principle มาพิจารณา

สมมติว่าการฆ่าสัตว์เนี่ย การฆ่าสัตว์เนี่ยเป็นเนื้อหา เป็นเนื้อหาของศีลธรรม เป็น Matter เป็นMorality ประเด็นที่ว่าการฆ่าสัตว์เนี่ยดีหรือไม่ดีเนี่ยมันเป็นเรื่องของ Principle

การทำแท้ง เป็นเนื้อหา แต่การตัดสินว่าทำแท้งดีไม่ดี ก็ต้องไปดูว่าอะไรมันมี Principle อะไร เวลาเราพูดถึง morality เราพูดว่าตัวหลักการ ตัวที่เป็นการกระทำ ตัวที่เป็นการประพฤติ เป็นการกระทำ เป็นเนื้อหาของการพูดคุย เค้าเรียก subject matter ของมัน

บางครั้งเค้าใช้คำนี้ซับซ้อนกันอยู่ เค้าใช้คำว่า Moral philosophy ที่จริงมันก็คือตัวเดียวกัน เนี่ยคือความสับสน เวลาเราพูดถึง moral philosophy ก็คือพูดถึงตัวหลักการ ตัว ethics เนี่ยเหละ ตัว Principle ของ moral นี่แหละ เพราะงั้นบางทีเวลาเราเอาตัว Moral มาพูดเนี่ยในทางปรัชญา ว่าถูกผิดดีไม่ดีอย่างไร ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความถูกความผิด ความดี ความไม่ดี เนี่ยเราเรียกตัวนี้ว่าเป็น Moral philosophy

ก็คือเวลาพูด Moral philosophy ก็คือตัวเดียวกันกับ ethic เป็นวิชาเป็นสาขาเดียวกัน ก็คือเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่พูดถึงเรื่องของ principle ของความ right and wrong , good and bad พูดถึง principle เพราะงั้นเวลาพูดถึง principle บางทีก็อาจคล้ายๆ ว่าเวลาจะตัดสินว่าถูกว่าผิดต้องคำนึงถึงหน้าที่ บางคนบอกต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ว่าจะเกิดกับคนนั้นคนนี้ เกิดกับคนมากที่สุด จำนวนมากที่สุด เกิดประโยชน์กับคนมากที่สุดและจำนวนมากที่สุด ตัวประโยชน์มาเป็นตัวตัดสิน มาเป็นตัว principle ในการตัดสิน ทีนี้บางคนไม่ใช่อย่างนั้นก็เอาตัวอื่นมาเป็นตัวตัดสิน มโนธรรมมาเป็นตัวตัดสิน แต่ว่าเวลาเราพูดถึงตรงนั้น ตัวที่มันเป็นเนื้อหาของการพูดคุยเนี่ย เรื่องของการกระทำนู่นกระทำเนี่ย ตัวเนื้อหาตัว matter ของตัวมันนี่ย ก็เป็นเรื่องของ morality ศีลธรรม

พูดสั้นๆ ว่าเวลาพูดถึง Ethic ก็พูดถึงตัวหลักการ พูดถึงตัว Principal เวลาเราพูดถึงศีลธรรมเราพูดถึงตัวเนื้อหาของมัน ตัวการกระทำ อย่างเช่น การให้ทานเป็นสิ่งที่ดี นี่คือศีลธรรม แต่เวลาการพูดถึงการให้ทานเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ ตัว ethic มันจะไม่ใช่อย่างนั้น มันจะไม่บอกว่าการให้ทานคือสิ่งที่ดี การให้ทานคือสิ่งที่ดีหรือไม่ต้องพิจารณาว่าทำไมถึงดี ต้องมาพิจารณาตรงนี้ ใช้อะไรเป็นตัวตัดสินที่บอกว่าการให้ทานดี ถ้าลูกคุณลำบาก คุณบอกว่าสร้างวัดสร้างอะไรใหญ่ๆ ดีได้บุญ ดีจริงหรือเปล่าอะไรเป็นตัวตัดสิน เพราะงั้นตัว Principal มันจะมาเป็นตัวตัดสินว่าการกระทำนั้นๆ อ่ะ มันดีจริงหรือเปล่า

หลักศาสนาทั้งหมดเนี่ยถือเป็น morality เป็นศีลธรรม แต่ศีลธรรมจะถูกต้องในสายตาของนักปรัชญาหรือไม่ ตามหลักของ Principal หรือไม่ ก็อีกกรณีหนึ่ง เอาตัวนั้นมาตั้ง ตัวที่เป็นการกระทำ ตัว morality มาตั้ง แล้วพิจารณาดูว่ามันจริงหรือเปล่าว่าถูก เพราะฉะนั้น morality ก็คือยังไม่ถูกมองโดยนักจริยศาสตร์ ยังไม่ถูกมองโดยนักปรัชญา แต่เรามองกันด้วย .. เราอาจจะไม่ได้รับการ Examine คือไม่ได้รับการตรวจสอบ แต่เรามองว่าเออมันอาจจะดี การให้ทานดี แต่ว่าพอจริงๆ แล้วดีหรือเปล่าเนี่ยมันก็ต้องรู้ว่านักปรัชญา นักจริยศาสตร์ จะถามว่าที่มันดีเนี่ยอะไรเป็นตัวตัดสินว่าดี อะไรเป็นหลักการในการตัดสินว่าดี อะไรเป็นเคนซีเรียในการตัดสินว่า การให้ทานดี ต้องดูที่การให้ทานมันดีด้วยตัวของมันเอง หรือว่าถ้ามันดีเนี่ยมันต้องไป relative กับปัจจัยอื่นๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงว่า Ethics ก็คือตัวทีเป็น Principal แต่ถ้าพูดถึงศีลธรรมMorality ก็พูดถึงตัวที่เป็นเนื้อหาของการกระทำ เนื้อหาของการกระทำนั้น ถ้ามารับการตรวจสอบ ก็หามาตัวที่เป็นหลักเกณฑ์ แยกง่ายๆ อย่างนั้น ชัดเจนมั๊ย

ถาม การให้ทานเป็นสิ่งที่ดี เป็น Morality ก็บอกว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วน่าจะเป็น ethic? เพราะตัดสิน

ตอบ ไม่ใช่เพราะ ethic มันไม่ได้ตัดสินเนี่ย เวลาจะพูดถึง ethic หมายถึงว่า มันจะต้องกล่าวว่าดีเนี่ยมันใช้อะไรเป็นตัวตัดสิน แต่ถ้าว่า “ดี” ยังไม่ใช่ คือเวลาถ้าจะเป็นจริยศาสตร์หมายความว่ามันต้องมีหลักการอะไรเป็นตัวอธิบายของคำว่าดี ไม่ใช่มันดีโดดๆ ของมัน ไม่ได้

ถาม ถ้าศาสนาบอกว่าการให้ทานเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าใช้เหตุผลแบบนี้เป็น Morality ? หรือจริยศาสตร์

ตอบ เป็น morality การที่จะเป็นจริยศาสตรได้หมายความว่ามันจะต้องเอาตัวนั้นมาพิจารณาบนหลักการอะไร การช่วยเหลือผู้อื่นเนี่ย มันพอมั๊ยในการตัดสินว่าดี

X ดีเพราะ X ช่วยเหลือผู้อื่น ต้องถามว่าการช่วยเหลือผู้อื่นเนี่ยมันดีจริงหรือเปล่าตัวมันเองเนี่ย ถ้ามีการตรวจสอบตรงนั้น ก็แสดงว่าเป็นจริยศาสาตร์ละ แต่ถ้าบอกว่าการช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีอันนี้ มันเหมือนว่าตัดสินลงไปเลย ถ้าตัดสินลงไปเลยก็เป็นเรื่องของศีลธรรม

การทำแท้งหญิงที่ถูกข่มขืนเป็นสิ่งที่ทำได้เพราะอะไรก็ว่าไป อันนี้เป็นข้อในทางศีลธรรม มันเหมือนกับเราขีดเส้นไว้เลยว่า “ทำได้เว้ย” อย่างนี้ อย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องของกำหนดว่าเป็นศีลธรรมเพราะมัน “ทำได้” แต่ว่าทางจริยศาสตร์เนี่ยหมายความว่าคุณต้องถูกตรวจสอบว่าคุณใช้หลักการอะไรมาบอกว่าทำได้หรือไม่ได้ เรื่องของหน้าที่ใช่มั๊ย เรื่องของประโยชน์ เรื่องของสิทธิ อะไรก็ว่าไป อันนี้ก็เป็นเรื่องของรายละเอียด ว่าแต่ละคนใช้ทฤษฎีอะไรในการพิจารณาตัดสิน

Present
Introduction “The Unexamined Life Is Not Worth Living”

จักรพงศ์ “The Unexamined Life Is Not Worth Living” ชีวิตที่ไม่มีการตรวจสอบเป็นชีวิตที่ไม่มีคุณค่า หมายความว่ามนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องพิจารณาตัวเองอยู่เสมอในความหมายนี้ Socrates ซึ่งเป็นปรัชญาศีลธรรมสำคัญคนแรกของอารยธรรมตะวันตก ได้ตั้งเป็นลัทธิคำสอนให้แก่มนุษย์แต่ละบุคคลมีการตรวจสอบหรือการพิจารณาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งถือว่าเป็นภาระอันหนึ่งของทฤษฑีจริยศาสตร์อันประกอบด้วยความมีเหตุผล การแสวงอุดมคติของชีวิตที่ถูกต้องซึ่งเป็นเป้าหมายดั้งเดิมของนักปรัชญาศีลธรรม การแสวงหากฏเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เป็นพื้นการและการพยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ดี เลว ความถูก และความผิด ไม่เฉพาะแต่นักปรัชญาเท่านั้น นักเขียน ผู้นำการปกครอง นักประวัติศาสตร์ และประชาชนทั่วไป ก็พูดถึงเรื่อง ก็พูดถึงคำถามทางศีลธรรมถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เอ่ยเช่นนั้นก็ตาม งานเขียนไม่ว่าจะเป็น Nicomachean Ethics ของ Aristotle, Hamlet ของ Shakespeare, Gettysburg Address ของ Lincoln และ Wealth of nation ของ Adam Smith ก็เป็นที่โต้แย้งกันไม่ว่าจะเป็นในโต้ะเล่นไพ่หรือที่พักกันภายในมหาวิทยาลัย สิ่งที่โต้แย้งกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ การแสวงหาปัญญา ภายใต้การกระทำของมนุษย์ เป็นความคิดเห็นประการหนึ่งที่มาจากการใช้ศีลธรรมเป็นตัวตัดสินทุกวัย ทุกที่ ทุกคำถามเกี่ยวกับข้อประพฤติทางจริยธรรม และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมที่เกิดขึ้น โดยพวกเขาเหล่านั้นพยายามที่จะตอบปัญหาถึงปัญหาทางศีลธรรมนั้น ว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่เป็น ก็เป็นหัวใจของคำถามทางศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าขุนมูลนายที่มีความทุกข์ใจเกี่ยวกับเรื่องสายสะพาย หรือศัตรูที่คอยให้ร้ายเรา หรือการเข่นฆ่าศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์กันในเรื่องการขัดแย้งทางทะเล** (ผิดอ.ติง) โดยได้ยกตัวอย่างการขัดแย้งทางทะเลโดยลงเอยด้วยการขัดขวาง จริงๆ แล้วนี่เป็นการตัดสินใจที่ยากประการหนึ่งในความหมายนี้ของปัญหาจริยธรรมของ Hamlet เป็นตัวอย่างปัญหาต่างๆ ที่นักทฤษฎีทาง จริยศาสตร์และบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน เช่นนั้นประสบเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่พวกเค้าเหล่านั้นตัดสิน เค้าก็จะพิจารณาเกี่ยวกับทางด้านประเพณี ปัญหาทางศีลธรรมมันเกี่ยวเนื่องกับหลายฝ่ายในการพิจารณาปัญหาศีลธรรมว่าสิ่งนั้นควรทำหรือไม่ควรทำ สิ่งที่พวกเขาพิจารณาในสังคมหนึ่งๆ ว่าเราอยากจะรู้ว่าสิ่งนั้นควรทำหรือไม่ควรทำนั้น เราอาจจะดูที่ปัจจัยทางด้านประเพณีหรือวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ อย่างเช่นในสังคมของเอสกิโมที่การฆ่า ยกตัวอย่างที่ไม่มีใน sheet นี้ อย่างเช่นในสังคมของเอสกิโมที่มีการฆ่าพ่อแม่และเอาเนื้อเค้ามากิน เพราะว่าสังคมนั้นเป็นสังคมที่หนาว เค้าต้องการความอบอุ่น อันนั้นก็ถือว่าเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ คำตอบต่อปัญหาจริยศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ก็หาไม่ได้และถูกคิดค้นมานานเกี่ยวกับปัญหาทางจริยธรรมต่างๆ โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจของนักกวีและคำพูด และแนวทางของนักปรัชญาศีลธรรมโดยตรงที่อ้างถึงพื้นฐานทางศีลธรรมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สำหรับนักปรัชญาการแสวงหาความจริงและการปฏิบัติตามนั้นไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่มันสามารถนำเราได้ รวมทั้งกฎเกณฑ์ที่รุณแรงหรือว่ามีปัญหาของในสังคมนั้นๆ เราก็จะใช้หลักของศีลธรรมในสังคมนั้นๆ มาเป็นตัวตัดสิน ก็คือเวลาเราพิจารณา การกระทำนี้ที่เราจะพิจารณาก็จะต้องใช้เหตุผลมาในการพิจารณาความเป็นเหตุเป็นผลของการกระทำนั้นๆ ความเป็นเหตุเป็นผลนี้อาจจะอยู่ในกฎเกณฑ์ของหลักที่ว่าด้วยตรรกศาสตร์ ความมีเหตุมีผล ก็คือ ความมีเหตุมีผลนี้ก็หมายความว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่เราก็จะมีข้ออ้างเพราะอย่างนู้นเพราะอย่างนี้ อันนำไปสู่ข้อสรุป ถ้าสมมติข้อสรุปจริง เราจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นพูดจริงหรือไม่จริงในคำถามเหล่านั้น เราก็อาจจะหาก็คือดูที่ข้ออ้างของมันว่ามันมาสนับสนุนข้อสรุป หรือมันมาโต้แย้งข้อสรุปได้หรือไม่ได้ ทางด้านตรรกศาสตร์นี้ก็คือสิ่งที่จะแนะเกี่ยวกับทางเลือกในการพิจารณาไตร่ตรอง เกี่ยวกับปัญหาศีลธรรมนั้นก็ได้แก่ มีอยู่ 2 ประการด้วยกัน 1 เพื่อพิจารณาไตร่ตรองในเรื่องของจริยธรรม หรือเพื่อรักษา หรือเรามักจะให้เหตุผลเมื่อมีการถกเถียงกันถึงเรื่องความถูกต้อง และเราจะหลีกเลี่ยงกับการสนทนากันด้วยเหตุผลในบางประการที่เกี่ยวกับปัญหาศีลธรรมที่ตายตัว นักปรัชญา Epictetus ประสบกับความลังเลและสงสัย ที่เค้าได้ยกตัวอย่างไว้ และก็ได้ตัดสินใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัดสินใจที่จะให้พวกเขาเหล่านั้นรู้จักวิธีการใช้หลักตรรกศาสตร์ เมื่อเพื่อนคนหนึ่งพูดว่าช่วยทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจหน่อยสิว่าตรรกศาสตร์นั้นจำเป็น Epictetus ก็ถามคุณ อยากจะให้ผมสาธิตให้ผมดูใช่มั๊ย เพื่อนคนนั้นก็ตอบว่าใช่ ตอนนั้นข้าพเจ้าจะต้องใช้รูปแบบการแสดงชุดการอ้างเหตุผล

โดยสรุปตรงส่วนที่จักรพงษ์พูดก็คือ จะสรุปออกมาเป็นประเด็นๆ เลย คือเค้ากล่าวว่า Aristotle เค้ากล่าวว่าชีวิตที่ไม่ได้รับการตรวจสอบก็ไม่มีคุณค่า หมายความว่ามนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องพิจารณาตัวเองอยู่เสมอ อันนี้ก็เป็นหัวข้อที่เค้ายกตัวอย่างขึ้นมา อันนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับทางด้านปรัชญา ปรัชญาที่เราให้คิดหาความเป็นเหตุเป็นผล

ประเด็นที่ 2 ที่เค้าพูดถึงก็คือเค้าเค้าจะพูดถึงความถูกความผิด ความดีความเลว ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางศีลธรรมว่า เราจะนำสิ่งนั้นมาทดสอบได้หรือไม่ได้ในปัญหาศีลธรรมของสิ่งเหล่านั้น

3. สิ่งที่เค้าพูดถึงก็คือเค้าจะมีการยกตัวอย่างเมื่อเกิดการถกเถียงในปัญหาศีลธรรมสิ่งๆ นั้น เราจะมาใช้ตัวอะไรเป็นตัวตัดสินของสิ่งๆ นั้น Introduction ก็คือการกล่าวเกริ่นนำ

Principle and Practices

วัฒกร ขอทำความตกลงในเรื่องของความหมาย ถ้าทุกคนได้อ่านในบทแรกจะพบปัญหาหรือว่าความสับสนในเรื่องของคำหรือในเรื่องของนัยยะ อย่างเช่นคำว่า Moral, ethical theory, morality มันคืออะไร

วัฒกรจะแปล Moral ว่าศีลธรรมก็ต่อเมื่อมันเป็นเนื้อหาที่ปรากฏ หรือว่ามันเป็นเนื้อหาที่ปรากฏขึ้นหมายถึงว่าเราไปขโมยผลไม้ มันผิดศีลธรรม Moral ในความหมายนี้วัฒกรจะใช้ว่าศีลธรรม แต่ทีนี้คำว่า ethical theory เราอาจจะแปลว่าทฤษฎีทางจริยธรรม แต่ในความหมายนี้ถ้าเราแปลว่าทฤษฎีทางจริยศาสตร์จะตรงกว่า ฉะนั้นคำว่า ethical theory ในที่นี้วัฒกรจะแปลว่าทฤษฎีทางจริยศาสตร์ ทีนี้คำว่า morality คำนี้ถ้าเราดูในพจนานุกรมศัพท์ปรัชญาของราชบัณฑิตก็จะแปลว่าจริยธรรม วัฒกรจะใช้ความหมายตามที่ราชบัณฑิตใช้ไป ไม่เปลี่ยนแปลง

ทีนี้วัฒกรจะทำความกระจ่างในช่วงแรกเลย Introduction เลยที่เค้าขึ้นต้นมาว่าชีวิตที่ปราศจากการตรวจสอบไม่มีค่าควรแก่การดำรงอยู่ สำนวนนี้เป็นประโยคที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยิน แล้วก็มีนักวิชาการไทยหลายท่านได้แปลออกมา บางท่านแปลว่าชีวิตที่ไม่มีการตรวจสอบเป็นชีวิตที่ไร้ค่า ชีวิตที่ปราศจากการตรวจสอบไม่มีค่าแก่การดำรงอยู่ แต่วัฒกรใช้คำว่าชีวิตที่ปราศจากการตรวจสอบไม่มีค่าแก่การดำรงอยู่ หรือว่าการมีชีวิตอยู่ ตรงนั้น

ใน Introduction หรือว่าบทนำมันจะเริ่มจาก ชีวิตที่ปราศจากการตรวจสอบไม่มีค่าแก่การดำรงอยู่ประโยคนี้ Socrates เป็นกล่าว ประโยคนี้มันมีนัยยะ นัยยะคือความหมาย มันมีนัยยะบอกถึง 2 อย่าง อย่างแรกคือมันจะบอกถึงหลักความเชื่อของปัจเจกบุคคลที่ reflective หรือที่ไตร่ตรอง พิจารณา ที่ทบทวน คำว่า reflective เนี่ยมันถึงว่าสิ่งที่เราพิจารณาไตร่ตรอง คิดอย่างทบทวน ตั้งใจที่จะคิด reflective individuals ก็คือปัจเจกบุคคลที่คิด รู้จักไตร่ตรอง รู้จักคิด ในประโยคนั้นมันจะบอกนัยยะนั้น, นัยยะที่ 2 คือในประโยคนี้ ในประโยค ชีวิตที่ปราศจากการตรวจสอบไม่มีค่าแก่การดำรงอยู่ สำคัญถึงขนาดที่ว่ากำหนดงานภาระทางจริยศาสตร์ task, task ตัวนี้แปลว่างาน แต่ว่ามีความหมายที่ตรงสุดก็คือว่าภาระกิจ ตรงแป๊ะเลยงานก็ได้ภาระกิจก็ได้ ภาระหมายถึงว่าหนัก กิจหมายถึงว่างาน งานที่หนักตรงกับภาระกิจ สรุปง่ายๆ คือว่าประโยคนี้มันมีนัยยะอยู่ 2 อย่าง คือ 1 มันบอกถึงหลักความเชื่อ creed บอกถึง creed of reflective ประโยคนี้ประโยคเดียวมีอิทธิพลต่อวงการจริยศาสตร์มากทีเดียว creed of reflective individuals, individuals ตรงนี้มี s ด้วยหมายถึงว่า แต่ละปัจเจกแต่ละบุคคล, 2 ประโยคนี้มันจะมีการกำหนดงานขึ้นมา set งานขึ้นมา ภาระกิจของ, set งานของทฤษฎีทางจริยศาสตร์ ethical theory

ทีนี้การค้นหาละ พูดถึงหน้าที่ก่อน หน้าที่ของนักปรัชญา Moral ไม่ใช่ศีลธรรม แปลว่าจริยศาสตร์ หน้าที่ของนักปรัชญาจริยศาสตร์ เป้าหมายของนักปรัชญาจริยศาสตร์ที่มันเป็น tradition goal, tradition หลายท่านบอกว่าเป็นประเพณี ทีนี้ถ้าบอกว่าเป็นประเพณีเนี่ยมันจะติดกับภาพของประเพณีสงการณ์ ภาพของประเพณีลอยกระทง ทอดผ้าป่า มันจะเป็นลักษณะออกไปทาง action แต่ทีนี้คำว่า tradition จริงๆ ความหมายมันคืออะไรก็แล้วแต่ ความคิด หรือว่าแบบแผนที่สืบต่อเนื่องกันมา เพราะฉะนั้นความหมายในหนังสือที่บอกว่า great tradition in ethic ก็คือว่าแบบแผนที่ยิ่งใหญ่ แบบแผนที่สำคัญที่สืบต่อกันมาทางจริยศาสตร์ หรือถ้าเราเข้าใจว่าความหมายนี้มันเป็นแบบนี้ก็คือเข้าใจว่ามันเป็นประเพณีที่สำคัญอะไรก็ไม่ได้ แต่ tradition ถ้าจะแปลเป็นไทยนะตรงกันคำไทยสุดก็คือประเพณี ตรงแป๊ะเลย ทีนี้ custom คืออะไร custom มันไปตรงกับทำเนียม ตรงกับคำไทยคือธรรมเนียม

การค้นหาอุดมคติของชีวิตที่ถูกต้องและ Consistent, มีปัญหาละ Consistent คืออะไร Consistent คำนี้มันบอกถึงระบบ บอกถึงระบบทางจริยศาสตร์ ถ้ามี Consistent อยู่มันคู่กับระบบ หมายถึงว่าค้นหาอุดมคติของชีวิตที่ถูกต้องและมัน Consistent มันสอดคล้อง มันเป็นภาระที่แนบใน ตรงนี้คำว่า Consistent มันจะมีนัยยะบ่งบอกไปถึงความเป็นระบบ, คือการค้นหาอุดมคติของชีวิตที่ถูกต้องและสอดคล้อง มันเป็น tradition goal ของนักปรัชญาจริยศาสตร์ เรียกว่าเป็นเป้าหมาย เป็นจุดหมายที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนานมาแล้วของนักปรัชญาจริยศาสตร์ แต่การค้าหานี้ เราไม่ใช่ค้นหาด้วยการนึกเอาหรือว่าเดาเอา แต่เป็นการค้นหาที่ต้องใช้เหตุผลเข้าช่วย แม้กระทั่งการค้นหาหลักพื้นฐานทางจริยศาสตร์และทางที่พยายามจะแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับความดี ความชั่ว ความถูก ความไม่ดี มันไม่ใช่หน้าที่ มันไม่ใช่งานเฉพาะของนักปรัชญาเท่านั้นเอง แต่ว่าเป็นงานของพวกเราทุกๆ คนที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นในนี้เค้าบอกว่ามีนักเขียน มีผู้นำรัฐบาล มีนักประวัติศาสตร์ และก็มีพลเรือนสามัญ ที่รู้จักตั้งคำถาม เค้าจะบอกเลยว่าที่รู้จักตั้งคำถามทางจริยศาสตร์ขึ้นมา ถึงจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ word สำคัญที่ตั้งคำถามต้องรู้จักตั้งคำถามต้องรู้จักสงสัยขึ้นมา เค้าก็บอกว่าไม่ว่าจะเป็นงาน Nicomachean Ethics ของ Aristotle, Hamlet ของ Shakespeare, Gettysburg Address ของ Lincoln และ Wealth of nation ของ Adam Smith หรือแม้กระทั่งแต่การอภิปรายหรือว่าการพูดที่โต๊ะที่สะพาน หรือว่าที่หอพักหญิงก็ล้วนแล้วแต่เป็นการแสวงหาทางจิตวิญญาณหรือความปราถนาเพื่อปรีชาญาณเหมือนกัน wisdom เนี่ยอ.สิวลีใช้ว่าปรีชาญาณ ก็ไม่ผิดใช้ได้ แต่ใช้คำว่าปัญญาได้เหมือนกัน Wisdom ตรงนี้

วัฒกรจะสรุปตรงนี้ให้ฟังว่า งานที่ตั้งคำถามทางจริยศาสตร์มันไม่ใช่งานของนักปรัชญาอย่างเดียว มันเป็นงานของคนทุกคนที่รู้จักตั้งคำถาม เค้ายกตัวอย่างมาไม่ว่าจะเป็นพวกรัฐมนตรี พวกใครก็แล้วแต่ ที่รู้จักตั้งคำถามถึงว่าแม้ คนเหล่านั้นจะไม่เรียกว่าสิ่งที่เค้าตั้งคำถามมันเป็นปัญหาจริยศาสตร์ก็ตาม

ทีนี้เค้าจะขึ้นประโยคใหม่ในย่อหน้าที่ 2 เ ค้าจะขึ้นว่า Flowing beneath every human action is the current of ethical significance ในประโยคนี้มีนัยยะอยู่ 2 อย่าง 1 คือกลับประธานคือเอา the current of ethical significance เป็นประธานตามด้วยภาคแสดงคือ Flowing beneath every human action เป็นภาคแสดงไป หรือ1 ก็คือว่าใช้ Flowing beneath every human action เป็นภาคประธานแล้วกรรมก็คือ current of ethical significance จุดนี้เนี่ยวัฒกรใช้ Flowing beneath every human action.. ไปเลย ก็คือการไหลข้างใต้ทุกการกระทำของมนุษย์ (วัฒกรไม่แน่ใจว่าแปลถูกหรือเปล่า) มันเป็นกระแสที่สำคัญของจริยศาสตร์หรือมันเป็นกระแสที่มีนัยยะสำคัญทางจริยศาสตร์ Significance แปลว่าสำคัญหรือว่ามีนัยยะสำคัญก็ได้ ถ้าใน Dict จะบอกว่าสำคัญ significance เนี่ยคือสำคัญ แต่อ.บางท่านบอกว่ามีนัยยะก็ได้ นัยยะสำคัญทางจริยศาสตร์ and in all ages and places ก็คือในทุกๆ ยุคหรือว่าทุกๆ ที่ คำถามเกี่ยวกับการประพฤติทางศีลธรรม conduct, conduct เนี่ย synonym จะตรงกับคำว่า behavior ถ้า conduct แปลมาเป็นไทยจะแปลว่าความประพฤติ ความประพฤติทางศีลธรรม ภาพไม่ชัด แต่ถ้าบอกว่าพฤติกรรมทางศีลธรรม ภาพมันชัดมากเลย พฤติกรรมทางศีลธรรมหรือว่าความประพฤติทางศีลธรรมก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าความประพฤติทางศีลธรรมจะไม่เห็นภาพ แต่ถ้าพฤติกรรมมันจะออกมาในด้านระบบความเคลื่อนไหว ระบบความคิด ระบบประสาท จะออกมาทางวิทยาศาสตร์ และหลักการทางจริยธรรมที่ถูก posed ที่กำหนดและพยายามจะให้คำตอบว่ามันเป็นหรือไม่เป็นอย่างไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นคำถามซึ่งมีความสำคัญในตัวมันเอง คือประโยคนี้ “to be or not to be?” มันก็เป็นคำถามที่สำคัญในตัวมันเอง and “Whether ‘tis………….difficult decision. ตรงนี้มันเป็นประโยคหนึ่งในHamlet ของ Shakespeare ตรงนี้แปลแล้วงงมากอะไรสายสะพายนู่น ธนูอะไร แต่มันพอจับความได้นะว่ามันเกิดปัญหาทางจริยศาสตร์ขึ้นมาแล้ว ตรงมันเกิดปัญหาจริยศาสตร์ขึ้นมาในประโยคนี้ว่า เขาจะอยู่เฉยๆ ยอมแพ้หรือว่าเค้าจะจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้ ประโยคนี้เค้าจะบอกอย่างนั้น ไอ้ตรงนี้เค้าบอกว่าเป็นปัญหาที่ Dilemma ของ Hamlet, นี้ Dilemma แปลว่าอะไร Dilemma มันมีนัยยะหลายความหมายด้วยกัน เป็น 2 อย่าง เป็นที่ลำบากใจทั้งคู่เลย เป็น Dilemma ของ Hamlet, ซึ่งเป็นปัญหาโดยทั่วไปที่นักทฤษฎีทางจริยศาสตร์หรือว่าคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวคล้าย ๆกันเนี่ย ต้องประสบ ต้องเจอ ต้องพบ อะไรเนี่ย แล้วเค้าบอกว่า พวกเขาเนี่ยอยู่ในระหว่างปัญหาของชีวิตที่มันกดดัน แล้วก็ละเอียดอ่อนมาก เค้าจะพูดถึงคำถามจริยศาสตร์ละว่าเป็นอย่างไร

ทีนี้ย่อหน้าที่ 3 คำตอบที่ตอบคำถามทางจริยศาสตร์เนี่ย ไม่ว่ามันจะมีความสำคัญ เหมือนกับ Hamlet นี่วัฒกรไม่เอาตรงๆ นะ เอาแบบย่อๆ หรือว่ามันขี้ประติ๋วเหมือนกับเรื่องที่เล็กน้อยในการปฏิบัติตามธรรมเนียม พูดง่ายๆ คือว่าคำตอบ ซึ่งเค้าบอกว่าเรื่องที่ว่าจะทำตาม Convention เนี่ย ไม่ได้พบในหนังสือเค้าหรอก เค้าบอกว่าไม่มีจากหนังสือเค้า ทำนองนั้นนะ นี้วิธีการที่หลากหลาย

 

Principle and practices

หลักการและการปฏิบัติ ขึ้นต้นเลยว่า To think about morality การคิดเกี่ยวกับจริยธรรม มันเป็นภาระกิจหลักของนักทฤษฎีทางจริยศาสตร์ ก็คือการคิดเกี่ยวกับจริยธรรม เค้าบอกว่าคิดแบบไหนนะ คิดอย่างลึกซึ้ง แล้วคิดอย่างซื่อสัตย์ มันเป็นภาระกิจหลักของนักทฤษฎีทางจริยศาสตร์ แล้วพวกเราทุกคนสามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ในบางระดับ หมายถึงว่าเราเข้าไปมีส่วนในภาระกิจนี้ได้ในบางระดับ ไม่ได้ทั้งหมด แต่ more often than not (วัฒกรแปลไม่ออก)

การค้นหาทฤษฎีทางจริยศาสตร์ภายใต้การค้นหาที่เกิดขึ้นจริงๆ พวกเราสามารถที่จะเข้าใจถึงความไม่เป็นภาวะแนบใน พูดง่ายๆ คือความไม่ลงรอยหรือความไม่สอดคล้องของความคิด หรือว่าการปฏิบัติ

อ. เสริม Inconsistencies in แปลว่าไม่ มันไม่มีความต่อเนื่อง ไม่มีความกลมกลืนกัน 2 4 6 8 10 มัน consistencies, 2 3 5 8 Inconsistencies, consistencies มันเป็นระบบ ไปในแนวเดียวกัน สอดคล้องกัน, Inconsistencies ก็คือไม่ไปในแนวเดียวกัน ไม่สอดคล้องกัน เช่นว่านายก. ตื่นตี 5 ทุกวัน ทุกเช้าตื่นตี 5ๆๆๆๆ อย่างนี้เค้าเรียก Consistencies คือเป็นอย่างนี้เสมอๆ ไม่มีความเปลี่ยนแปลง แต่ว่าถ้า ตี 5 บ้าง ตี 3 บ้าง 8 โมงบ้าง อย่างนี้ Inconsistencies เพราะฉะนั้น consistencies แปลว่าความต่อเนื่อง เป็นระบบ ความคงที่, Inconsistencies อคงที่ ความไม่คงที่

วัฒกร : มาถึง Principle and Practices ตรงนี้มีจะตัวอย่างยกให้ น่าสนใจมาก เค้าบอกว่า เราจะเข้าใจถึงความไม่สอดคล้องในความคิดและการปฏิบัติเชิงจริยศาสตร์ที่มันเป็น ordinary

พวกเรา เราจะเข้าใจถึงความไม่สอดคล้องในความคิดและการปฎิบัติเชิงจริยศาสตร์ที่มันเป็น ordinary ที่มันธรรมดา ที่มันทั่วๆ ไป, พวกเรา Condemn ประนามคนที่ขี้เกียจ ผู้ซึ่งได้เลือกชีวิตเป็นแบบ“beachcomber” คนที่ปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ทำอะไร ไร้สาระ “beachcomber” เราประนามคนอย่างนี้ในขณะเดียวกันเราก็ยังชื่นชม อิจฉาคนที่ร่ำรวย ใช้เวลา ไม่ทำอะไรเลย ทำไมพวก beachcomber เราประนามเค้าแต่พวกร่ำรวย ไม่ทำอะไร ทำไมเราไม่ประนามเค้าล่ะ มันเป็นความ Inconsistencies

อ.เสริม หมายถึงว่าคนหนึ่งเนี่ยใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นคนจน เลยใช้ชีวิตไปแต่ละวันแต่ละวัน ไม่มีสาระอะไร แต่อีกคนหนึ่งอาจจะร่ำรวย ก็มีชีวิตวันๆ ก็ Shopping ไปนู่นไปนี่ ไม่เห็นมีอะไรเหมือนกัน แต่ว่าทำไมเรา admire คนนี้ เราชื่นชมคนนี้ เราอิจฉาคนนี้ แต่คนนี้เรา look down เค้า ทั้งๆ ที่ชีวิตทั้ง 2 คนนี้มันเป็น beachcomber เหมือนกัน เป็นพวกใช้ชีวิตอย่างไร้สาระเหมือนกัน แสดงให้เห็นว่าเวลาเราตัดสินคนเนี่ย บางทีมัน Inconsistencies หมายถึงว่าไม่คงที่ในการตัดสิน เกณฑ์ในการตัดสินเราไม่คงที่ เลื่อนไปเรื่อย ถ้าคนนี้เราชอบ มันรวย ดีเว้ยไอ้หมอนี่ แต่คนนี้ จนว่ะ อย่างนี้เราไม่ได้ดูในสาระสำคัญ เพราะฉะนั้นหลักการในการพิจารณาคน 2 คนนี้มันเป็น Inconsistencies ไม่มีความคงที่ในการตัดสินถูกผิดของคน

ถ้าทางพุทธพจน์บอกว่า “อคติ” ถ้าคนนี้มันดีกับเรา มันจะขี้โม้หรืออะไรก็ตาม แต่มันดีกับเรา คนนี้มันไม่ดีกับเราแต่มันดีกับคนอื่นไปทั่ว คนนี้ไม่ดีแล้ว แต่คนนี้ดี แสดงให้เห็นว่าเกณฑ์ในการตัดสินของเรา ในการตัดสินการกระทำของคนเนี่ย Inconsistencies ไม่คงที่

วัฒกร : หัวข้อนี้ principle and practices Topic จริงๆ มันจะพูดถึงเรื่องของหลักการและก็ทางปฏิบัติที่มันเกิดความขัดแย้งคือ Inconsistencies ทั้งเรื่องเลย มันจะพูดถึงความขัดแย้งกันความไม่ลงรอยกัน

นี้ตัวอย่างที่ 2 เค้าบอกว่าในคุณสมบัติเดียวกัน เราไม่เห็นด้วยกับ Climber พวกทะเยอทะยาน ขณะเดียวกันคน go-getter คนที่มีความกระตือรือร้น คืออยากทำงานออกมาประสบผลสำเร็จ จะต่างกับ Climber พวกทะเยอทะยาน คือบางทีไม่สนใจคุณภาพงานแต่จะเอาใน เลีย, จะต่างกับพวก go-getter นี่คือมุ่งมั่นทำงานจริงๆ เลย มันก็ขัดแย้งกัน คุณภาพงานบางที go-getter อาจจะคล้าย Climber แต่ทำไมเราถึงไม่ชอบ Climber ชอบ go-getter คำพูดว่าความซื่อสัตย์เป็นนโยบายที่ดีที่สุด “honesty is the best policy” มันจะขัดแย้งกัน ซื่อสัตย์เป็นนโยบายที่ดีที่สุด เกิดปัญหาแล้วการการโกหก การพูดโกหกมีการโกหกสีดำ การโกหกสีขาว การโกหกสีเทา เออคืออะไรการโกหกสีดำ การโกหกสีขาว การโกหกสีเทา ทีนี้วัฒกรจะบอกให้มันคืออะไร การโกหกสีดำคือโกหกเพื่อตัวเราเอง หลอกเค้า โกงเค้าเพื่อตัวเราเอง ถ้าสีขาว ก็พวกหมอ โกหกเพื่อคนไข้ ส่วนโกหกสีเทาคืออะไรวัฒกรไม่ทราบ ได้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายมั๊ง แล้วก็มันยากที่เราจะประนีประนอมหลักการตัดสินพื้นฐาน มันเป็นเรื่องที่ยาก

เค้าจะชี้แล้วว่า เราไม่สามารถที่จะให้ Common sense ทางจริยธรรมได้ คือใช้ความรู้สึกเอา เราไม่สามารถที่จะให้ความรู้สึกตัดสินอะไรต่างๆ ได้ มันไม่ได้ เพราะว่าเรื่องแต่ละเรื่องมัน Inconsistencies กันมาก

บทต่อไปเค้าบอกว่า วัฒกรจะสรุปบรรทัดสุดท้ายของหน้านี้เค้าพูดชัดว่า การกระทุกอย่างของเรา ความเชื่อทุกอย่างของเรา มันจะสอดคล้องกับการกระทำทุกอย่าง การตัดสินการกระทำของเราหรือว่า Character ในนี้เค้าบอกว่าพวกเราทุกคนมีความเชื่อ พวกเราทุกคนในห้องนี้มีความเชื่อ และ ความเชื่อของพวกเราทุกคนในห้องนี้มันจะสอดคล้อง มันจะลงรอยกับสิ่งที่เราตัดสิน สิ่งที่เราตัดสินการกระทำของคนอื่น หรือตัดสินการกระทำและการ character ไม่ใช่ว่าตัดสินคนอื่นเท่านั้น แต่ว่าตัดสินตัวเราเองด้วย ทั้งคนอื่นและตัวเราเอง

Flowing beneath every human action ..(ย่อหน้าที่ 2 หน้าแรก)

อ. ย้อนให้ หมายความว่าในการกระทำมันมีอะไรเป็นหลักการอยู่ Flowing beneath every human action ก็หมายความว่า every human action อยู่ข้างบนแล้วก็ Flowing beneath อยู่ข้างล่าง มีอะไรมันไหลอยู่ข้างล่าง คือหมายความว่าในการกระทำของมนุษย์มันมีอะไรเป็นหลักการ เป็นตัวอธิบายต่อการกระทำของมนุษย์ การกระทำของมนุษย์มีอะไรเป็นหลักการในการอธิบาย เค้าก็บอกว่า is the current of ethical significance หมายความว่าในการกระทำของมนุษย์ทุกการกระทำ มันจะมี Flowing beneath อยู่ มันจะมีอะไรเป็นหลักการอธิบายอยู่ข้างล่าง ว่าการกระทำนี้ถูกหรือไม่ถูก มันจะมี ethical significance ที่อยู่ข้างล่าง จะอธิบายว่ามันถูกหรือไม่ถูก ดีหรือไม่ดี ยังงัย เพราะฉะนั้นเวลาเค้าใช้คำ and in all ages and place ทุกกาล ทุกสมัย ทุกสถานที่ question abut moral conduct and moral principles หมายความว่าปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องของการกระทำทางศีลธรรมของคนและก็หลักการทางศีลธรรมเนี่ยได้ถูกนำเสนอ และก็ได้ถูกตอบคำถามอยู่ตลอดเวลา ก็หมายความว่าตลอดประวัติศาสตร์ของการเป็นไปของมนุษย์เนี่ย มนุษย์ก็มีการกระทำ เพราะงั้นในกระทำก็ต้องอธิบายว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้ อันนี้เป็นหลักการทางศีลธรรม

หลักการทางศีลธรรมมีการ post มีการนำเสนออยู่ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ ในการพัฒนาการของมนุษย์ ในขณะเดียวกันมัน answer อยู่ด้วย คือนำเสนอว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น คือไป post แล้วก็ answer ว่า เหตุที่ทำอย่างนั้นเพราะอย่างนี้ๆ ๆ อันนี้เป็น answer เพราะงั้นกระบวนการที่มัน post และ answer เนี่ยมัน all ages and place มันทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกกาลสมัย มันจะมีการนำเสนอเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา มนุษย์พยายามที่จะตอบคำถามนี้อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะหาคำตอบ เพื่อที่จะให้เหตุผลกับการกระทำของตัวเองว่ามันชอบธรรม มันถูกต้อง มันไม่ดีอย่างไร มันดียังงัย ไอ้ที่มันชอบยังงัย มันดียังงัย มันถูกอย่างไร มันผิดอย่างงัยเนี่ย อันนี้แหละเป็น Flowing beneath อยู่ข้างล่าง คือเป็นกระแสที่ไปตามการพัฒนาของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา มันไปคู่กับการกระทำของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา

อย่างเช่นว่าแม่นี่มีลูกหลายคนและยากจนมาก เสร็จแล้วปรากฏว่าไม่มีเงิน ก็เลยไปขโมยของที่ห้างสรรพสินค้า โดนจับ ข้อหาลักทรัพย์ ก็ต้องปรับ แต่ไม่มีตังค์ พอไม่มีตังค์ก็เลยต้องกักขังแทนค่าปรับ ก็เอาแกไปขัง พอเอาแกไปขังปั๊บ ลูกแกหลายคนก็ต้องเอาไปด้วยไปอยู่ในกรงขัง ปัญหาก็คือถามว่า การกระทำนี้ยุติธรรมหรือไม่ Post ขึ้นมา มันยุติธรรมหรือไม่ งั้นยุติธรรมหรือไม่ ก็ต้องอธิบายก่อนว่าทำไมยุติธรรม บางคนสายนั้นบอกว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย คนที่ถือกฎหมายก็บอกว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เพราะฉะนั้นคนทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ มันธรรมดา อีกฝ่ายหนึ่งบอกไม่ได้ อีกฝ่ายทางด้านมโนธรรมบอกมันไม่น่าจะถึงระดับนั้น อะไรก็ว่าไป นี่ก็อธิบาย นี่คือเหตุการณ์ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งไปขโมยนี่คือเหตุการณ์ที่มันเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้น และการอธิบายว่าเมื่อแกถูกจับแล้วยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม เนี่ยเป็นคำอธิบาย ซึ่งมันเกิดในประวัติศาสตร์มนุษย์อยู่ตลอดเวลา นี่คือเหตุการณ์หนึ่ง

ตัวอย่างการทำสงคราม หรืออะไรต่อมิอะไรเยอะแยะมากมาย คนที่ถูกไล่จากกรุงฟาเลสตาย ถูกขับออกจากพื้นที่ตัวเองซึ่งเคยอยู่มาเป็น 100ๆ ปี อยู่มาวันหนึ่งชาวยิวบอกว่าตรงนี่เป็นที่ของฉัน เป็นดินแดนแห่งพันธะสัญญา ตามที่ปรากฏไว้ในคัมภีร์ ตัวเองไปอยู่ในอียิปต์หลายพันปี อยากจะกลับมาอยู่ใน Promise land ก็ขับพวกนี้ออกไปจากฟาเลสตาย พวกนี้ต่อสู้กัน ประวัติศาสตร์เค้า ต้องทำอย่างไร นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมัน post มนุษย์อยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันมันก็ต้อง answer ต่อคำถาม ตลอดทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกกาลสมัย มันเผชิญหน้ากับมนุษย์ตลอดเวลา ยุคใหม่ก็เป็นเรื่องของ cloning มนุษย์มีสิทธิที่จะ cloning มั๊ย ถ้า cloning ควรจะเป็นอย่างไร มันก็ post ขึ้นมาล่ะ เพราะงั้นทุกสถานการณ์ มันก็จะเกิดการ post คำถามใหม่ๆ ขึ้นมา ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็ต้อง answer คำถามเหล่านั้นขึ้นมา อันนี้เค้าเรียกว่า Flowing beneath คือมันก็คู่ไปกับการกระทำ มันไหลไปกับการกระทำของมนุษย์ตลอดเวลา ในประวัติศาสตร์

ถาม พูดถึงเรื่อง Ethics and morality เราจะโยง Flowing beneath เอาไปเปรียบเทียบกับ morality ได้หรือเปล่า

ตอบ morality อาจจะว่าแม่ซึ่งดูแลลูกเนี่ยก็ตอบดูแลลูก ต้องหาอาหารมาให้ลูก เป็น Matter เนื้อหาของการกระทำของคน แต่ถูกไม่ถูกต้องว่าอีกที ก็ไม่ถูก เพราะว่าทำอย่างนี้มันผิดกฎหมาย บอกว่ามันถูกเพราะในฐานะแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูก ถ้าการหากินปกติ ทำไม่ได้ ก็ต้องหาคำอธิบาย อันนี้มันเป็น ethic ก็คือว่าจะอธิบายต่อกำหนดการนี้ ความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม แม่มีสิทธิที่จะดำเนินชีวิตอย่างนี้มั๊ย หรือไม่ มันก็เป็นข้อถกเถียงอย่างที่บอกว่าผู้หญิงถูกข่มขืนควรมีสิทธิมั๊ยในการที่จะทำแท้ง มัน post

questions about moral conduct and moral principles are posed and answer attempted. are post เห็นมั๊ย ก็หมายความว่าคำถามที่เกี่ยวกับการกระทำทางศีลธรรมและหลักการทางศีลธรรมนั้น are post ได้ถูกนำขึ้นเสนอมา and answer attempted ก็คือความพยายามในการที่จะตอบ เป็นหรือไม่เป็นอย่างงัย เป็นบุคคลเป็นยังงัย

วัฒกร : พวกเราทุกคนมีความเชื่อที่สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเราตัดสินในเรื่องของการกระทำ และเรื่องของบุคลิกลักษณะ รวมทั้งตัวเราเอง และของผู้อื่นด้วยว่ามันถูก มันผิด มันดี มันไม่ดีอย่างไร พวกเรามีความปรารถนาที่จะ strive to realize (p.3) and we have a concept และเรามีความคิดมีมโนทัศน์ที่ dim or clear ก็คือชัดเจน of the best way to live เมื่อพวกเราพยายามที่จะ fill on the blank places in our moral theory.

Reason and Morality

ถ้าสรุปตรงนี้จะสั้นมาก เหตุผลและจริยธรรมนี่ ตรงนี้เค้าจะพูดถึง จะเน้นในเรื่องของนัก จริยศาสตร์และศีลธรรมว่า นักศีลธรรมมีหน้าที่อะไรบ้าง ในหัวที่ที่ 3 Reason and Morality เค้าจะพูดถึงนักวิทยาศาสตร์สังคม นักศีลธรรม นักจริยศาสตร์ และก็จะมีคำศัพย์คำหนึ่งซึ่งไม่รู้จะบรรยัตศัพท์ ภาษาไทยว่าอะไร “Casuistry” อ.เสริม ความมีศีลธรรม ความมีคุณธรรม ความมีจริยธรรม ทำนองนั้น
อ.เสริม ย่อหน้าสุดท้ายหน้า 3 หมายความว่าภาระกิจหน้าที่ของนักจริยศาสตร์กับนักสังคมศาสตร์มันจะต่างกัน เค้าบอกว่า For social scientists สำหรับนักสังคมศาสตร์แล้ว the examination of moral behavior entails the processes of definition หมายความว่าการตรวจสอบพฤติกรรมในทางศีลธรรมนั้นเนี่ยมันนำไปสู่กระบวนการในการหาคำจำกัดความ การจำแนกแยกแยะ และก็หากฎเกณฑ์โดยทั่วๆ ไป พวกเขาก็คือพวก social scientist พวกนักสังคมศาสตร์เนี่ย จะสังเกตและก็จะเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศีลธรรม กฎเกณฑ์ที่มีความแตกต่างกันของสังคมและก็ข้อกำหนดต่างๆ และก็ formulate theories และก็มาวางเป็นทฤษฎี วางเป็นกฎเกณฑ์ทฤษฎีขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องของบทบาทของทางศีลธรรมในสังคมนั้นๆ หรือพวกเขาอาจจะศึกษาถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง technological and moral-culture ความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมทางสังคม or they may report the facts หรือเค้าอาจจะอธิบายความจริง facts, points of view ทัศนะ and actions taken in specific cases of moral conduct การกระทำบางอย่างในสถานการณ์บางสถานการณ์ ถึงแม้ว่า Although their findings are relevant to conclusions reached by others interested in morality, social scientists as such are essentially engaged in descriptive activity. อันนี้สำคัญ แยกให้ถูก ภาระกิจของ social scientists กับภาระกิจของนักจริยศาสตร์ moralist เนี่ยมันจะต่างกัน จริยศาสตร์จะพูดถึงเรื่องของ fact อธิบาย fact แต่อันนี้ (moralist) จะพูดเรื่องของ value ต่างกันนะ ภาระกิจต่างกันเลย ต้องจำคำ 2 คำนี้ไว้ให้ดี fact กับ value

 

social scientists กับ moralist นักจริยศาสตร์

social scientists พวกนี้จะศึกษาอะไรที่เค้าเล่ามาทั้งหมดก็คือการศึกษา fact และอธิบาย descriptive fact

Moralist อันนี้มันต้อง value และ judgment

เห็นมั๊ยภาระกิจต่างกัน นักสังคมศาสตร์อาจจะสนใจเรื่องศีลธรรม แต่สนใจศีลธรรมในแง่ที่ไม่ได้ตัดสินว่าจริยธรรมนั้นดี ถูก ผิดอย่างไร แต่สนใจว่าเค้าทำอย่างนั้นทำไม สมมติว่าทำไมเด็กวัยรุ่นจึงชอบใส่สายเดี่ยว เพราะงั้นในบรรดาเด็กวัยรุ่นที่ Center point 1000 คน ใส่สายเดี่ยวซะ 800 คน อธิบาย fact แต่จะไม่อธิบายว่า แต่ moralist บอกว่าการใส่สายเดี่ยวเนี่ยถูกหรือไม่ถูก ดีหรือไม่ดี ไม่ใช่หน้าที่ของ social scientists แต่จะเป็นหน้าที่ของ Moralist ว่าถูก ดี ควร ทำไมถึงถูก ดี ควร ก็ต้องไปหาทฤษฎีมาอธิบายว่า ถูกดี ควร อย่างไร เค้าบอกว่า อาจจะเอาทฤษฎีเรื่องของสิทธิ อะไรก็แล้วแต่นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่สรุปความว่าภาระกิจต่างกัน

ภาระกิจของ social scientists นั้นคือศึกษาและอธิบาย fact ว่ามันเป็นอย่าไงๆ ความแตกต่างทางศีลธรรมของคนไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิดอย่างไง แต่อันนี้ (นักจริยศาสตร์) จะ เมื่อศึกษาแล้วก็จะไม่สนใจ fact เท่าไหร่ แต่สนใจ fact ในแง่ที่ว่า fact นั้นมันสะท้อนความถูกหรือผิดอย่างไร เอา fact มาเป็นตัว refractive อีกทีหนึ่ง, fact ตั้งอยู่แล้วก็ refract ว่า refract ในความหมายที่ว่า การกระทำนี้มันถูกมั๊ย ทำไมถึงไม่ถูก อะไรเป็นตัวตัดสินว่าไม่ถูก ทำไมถึงถูก ก็บอกว่าก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล เค้าจะแต่งตัวยังงัยก็ได้ เรื่องของเขา เสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เพราะงั้นการแสดงถึงเสรีภาพ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์ มีสิทธิที่จะแสดงเสรีภาพ อันนี้อธิบาย fact, refract ในความหมายว่าเอาตัวสิทธิส่วนบุคคลมาเป็นตัวตัดสิน ว่าการกระทำนี้น่าจะถูก บางคนบอกไม่ได้หรอก สิทธิส่วนบุคคลเนี่ยมันจะต้องไปไม่ไปทำลายความรู้สึกดีๆ อันนี้เป็นเรื่องของมโนธรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง, อันนี้ก็อีกกรณีหนึ่งก็เอา fact เอา refract อันนี้อธิบายข้อเท็จจริง อันนี้คือข้อแตกต่างระหว่าง ภาระกิจของนักสังคมศาสตร์กับภาระกิจของนักจริยศาสตร์จึงต่างกัน

Casuist act นี่หมายถึงว่าการกระทำที่ดี การกระทำที่มีคุณธรรม, act คือ action, Casuist คือคุณธรรม, การกระทำที่มีคุณธรรม การกระทำที่ดี การกระทำที่มีศีลธรรมอะไรทำนองนั้นแหละ

 

History and Ethical Theory

อ.เสริม เค้าต้องการอธิบายว่า การพัฒนาการความคิดทฤษฎีทางจริยศาสตร์ ในอารยะธรรมตะวันตกได้พัฒนาความเข้าใจ เพิ่มความเข้าใจมาโดยลำดับๆ ขยาย (Accretion แปลว่าขยาย) ขยายความเข้าใจมาเป็นลำดับๆ ยิ่งกว่า rather than ยิ่งกว่าอะไร by a systematic evolution in a straight line of progress.ยิ่งกว่าจะเป็นการพัฒนาในลักษณะเป็น straight line เป็นแนวตรง ไม่ใช่พัฒนาไปอย่างนั้น แต่ว่ามันค่อยๆ ขยายเพิ่มขึ้นไปจากตรงนั้น มากกว่าจากตรงนั้นมาตรงนั้นๆๆ แต่เค้าจะใช้คำว่า gradual accretion of insights, gradual accretion of insights แปลว่าขยายเพิ่มพูนความเข้าใจ ขยายความเข้าใจเหล่านั้นมาโดยลำดับๆ ยิ่งไปกว่าการที่จะพัฒนาไปว่าจากเรื่องนั้นมาเรื่องนั้นๆ บางทีจากเรื่องเดียวกันมันขยายไปเรื่องนู้น มันจะเห็นต่อไปในรายละเอียด

Two principal influences หมายความว่ามีหลักใหญ่ๆ 2 หลักที่มีอิทธิพล, ที่จริงเค้าใส่ divergent in origin and direction แทรกไว้เฉยๆ, กิริยามันอยู่ตรง have provided, Two principal influences have provided แปลไม่แปลก็ไม่เป็นไร คือแปลว่ามันแยก เบนมาจากจุดกำเนิดแล้วมันไปใน แล้วก็มีทิศทางของมันไป แต่ว่า have provided most of the concept with which ethical theorists in the western world deal ก็แปลว่ามันมีหลักการที่มีอิทธิพลอยู่ 2 หลักใหญ่ๆ ที่ได้ให้ the concept with which ethical theorists ที่ให้ ที่มีอิทธิพลต่อนักทฤษฎีทางจริยศาสตร์ในโลกตะวันตก, 2 ทฤษฎีใหญ่ๆ, 2 ความคิดใหญ่ๆ, 2 แนว, 2 หลัก

2 แนวๆ ใหญ่ๆ คือ In the Greek เค้าต้องการสรุปว่า 1.กรีก และอีกตัวคือ Judeo-Christian ethic ก็หมายความว่าหลักใหญ่ๆ ของตะวันตกที่มีอิทธิพล ก็คือ 1. ทฤษฎีทางจริยศาสตร์ของกรีกที่มีอิทธิพล และก็ 2 ทฤษฎีทางยิว-คริสต์ ทฤษฎีทางศาสนาคริสต์กับยิว, 2 ตัวนี้มีบทบาทเป็น principal influences to the western ethical start

ทีนี้เค้าก็บอกว่าตัวกรีกเนี่ย มันสนใจเรื่องอะไร ตัวทฤษฎีกรีกสนใจเรื่อง good life ต่างกันนะ ก็คือ Inquiry was directed คือการแสวงหาความหมายนั้น Inquiry, was directed ได้ถูกชี้แนะไปยังการาค้นหา, Inquiry ก็คือการหาความหมายของคำว่า good life นี่ได้ถูกนำไปสู่การค้นคว้าในเรื่องของธรรมชาติของความสุข good life ก็คือ happiness, nature of happiness ธรรมชาติของความสุข, good life คือชีวิตที่มีความสุข ก็คือชีวิตที่ good life ชีวิตที่ดี, แล้วก็นอกจากจะหา character ของ the happiness, happiness of life, nature of life แล้วก็บอกว่า differences of opinion regarding ก็มีทัศนะที่มีความชัด ในทฤษฎีของกรีกเนี่ย มันก็มีทฤษฎีที่มีความแตกต่างกันในต่อ differences of opinion ทัศนะที่แตกต่างกัน regarding เกี่ยวกับ characteristics ลักษณะของความสุข ลักษณะของชีวิตที่มีความสุขที่สุด happiness life ก็แสดงว่า และก็ means for achieving it แสดงเค้าพูดถึง 2 อย่าง เค้าพูดถึงทัศนะที่แตกต่างกันของทฤษฎีตะวันตกในเรื่องของ nature of happiness หรือว่า Good life มันก็พูดถึง character ของ happy life พูดถึงลักษณะของชีวิตที่ดี และก็พูดถึง mean ของมัน แสดงว่าพูด 2 อย่าง เค้าพูด 2 อย่าง คือ 1. Character ของมัน พูดถึงลักษณะบอกว่า ทฤษฎีตะวันตกจะพูดว่า character ของชีวิตที่ดีเนี่ย good life เนี่ยเป็นอย่างไร และข้อ 2. พูดถึง mean ก็คือพูดถึง วิถีทางที่จะไปถึง good life เป็นอย่างไร mean ก็คือทาง ทางที่จะไปถึง good life เป็นอย่างไร พูด 2 อย่าง

และพูด 2 อย่างนี้ก็จะมีทัศนะอีก differences of opinion ก็มีพวกสโตอีก ไซนิก พวกอะไรต่ออะไร พวก Socrates Plato Aristotle พวกนี้มันจะมีความคิดเรื่อง good life ที่ต่างกัน, แตกต่างกันใน 2 ลักษณะคือพูดถึง Character ที่แตกต่างกันและพูดถึงถึง mean ที่ไปสู่ Character นั้นที่แตกต่างกันด้วย

Mean ก็คือวิถีทาง, end ก็คือ Good life นั่นเอง

ทีนี้เค้าบอกว่าในลักษณะที่ A quite different orientation was introduced by the Judeo-Christian ethic คำว่า orientation แปลว่าก่อน แรก เริ่ม ต้น ก็หมายความว่า แต่ว่าทฤษฎีของยิว Judeo-Christian ethic เนี่ย ความสนใจของ Judeo-Christian ethic ก็คือ จริยศาสตร์ของ Christian และ Judeo ยิวและคริสต์เนี่ยมันสนใจอีกเรื่องหนึ่ง มัน orientation อีกเรื่องหนึ่ง มันสนใจอีกเรื่องหนึ่ง มันพูดอีกเรื่องหนึ่ง พูดถึงเรื่องอะไร

In this tradition ในกระแสวัฒนธรรมนี้ ในกระแสของวัฒนธรรม Judeo-Christian ethic นี้มันสนใจเรื่องอะไร In this tradition, the ideals of righteousness before God and the love of God and neighbor. คืออุดมคติในเรื่องของคุณธรรมที่มีต่อพระเจ้า, Judeo-Christian ethic ก็จะพูดถึง อุดมคติ ideals ของคุณธรรมหรือชีวิตที่ดีมีคุณธรรมที่มีต่อพระเจ้า righteousness before God คุณธรรมที่มีต่อพระเจ้าว่า เราภาระกิจในฐานะมนุษย์มีคุณธรรมอะไรที่ปฏิบัติต่อพระเจ้ายังงัย สนใจต่างกันแล้วเห็นมั๊ย Orientation ต่างกันแล้ว

orientation ของกรีกก็คือ good life แต่ Orientation ของ Judeo-Christian ethic นั้นพูดถึงเรื่องของ righteousness before God and the love of God and neighbor. คุณธรรมที่มีต่อพระเจ้าแล้วก็ความรักในพระเจ้า แล้วก็ความรักในเพื่อนบ้าน นี่คือคุณธรรมพื้นฐาน เป็น Orientation of the Judeo-Christian ethic

Not the happy or pleasant life เห็นมั๊ยเค้าบอกเลย งั้นความสนใจ Orientation ของ Judeo-Christian ethic มันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสุข หรือความพอใจความสุขในชีวิต

Constitute the substance of morality เนี่ยก็คือก่อรูปขึ้นมาเป็นเนื้อหาของศีลธรรม สรุปความว่าในกระแสวัฒนธรรมตะวัยตกนั้นมีอิทธิพลความคิดอยู่ 2 กระแสหลักใหญ่ ก็คือความคิดของกรีก ซึ่งพูดถึงเรื่อง good life, ใน good life ก็จะพูดถึงมีความแตกต่างกันในลักษณะทั้ง Character และ mean ที่จะไปสู่ good life มีทัศนะมี่แตกต่างกัน

อีกกระแสวัฒนธรรมหนึ่งซึ่งที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมตะวันตกก็คือวัฒนธรรม Judeo-Christian ethic ก็คือพูดถึงเรื่องของคุณธรรมที่มีต่อพระเจ้า และความรักในพระเจ้าและความรักในเพื่อนบ้าน ทั้งหมดนั้นก่อรูปก่อร่างขึ้นเป็นจริยศาสตร์ตะวันตก, Constitute แปลว่าก่อรูปก่อร่างขึ้นมา เป็นจริยศาสตร์ตะวันตก

อ. คือมันยาก พอมาถึงจุดหนึ่งมันก็บอกว่าอย่างนี้ These two influences ทฤษฎีที่มีอิทธิพลทั้ง 2 นี้ได้ are represented ได้ถูกนำเสนอขึ้นในลักษณะที่แยกออกจากกันของนักทฤษฎีที่มีความแตกต่างกัน between those theorist จะเห็นว่ามี 2 กลุ่ม มีนักทฤษฎี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของที่จะอธิบายเรื่องของหน้าที่และสิทธิซึ่งก็ถือว่าเป็น primary concept เป็น concept ที่เป็นพื้นฐานของ key ทั้ง 2 นี้

and those who view happiness and the good life as the fundamental concerns of ethics ในขณะที่ทฤษฎีนึ่งก็พูดถึงเรื่องของความสุข ทัศนะเรื่องความสุขและชีวิตที่ดี ในฐานะที่เป็นหลักการพื้นฐานของจริยศาสตร์ อีกฝ้ากหนึ่งเค้าพูดถึงเรื่องของหน้าที่อะไรเนี่ย ถ้าเราพยายามที่จะทำ If we mark an effort ถ้าเราพยายามที่จะทำการ reconcile these diverse view ก็พยายามที่จะหาความกลมกลืนกันระหว่างทัศนะอันมีความแตกต่างกันนี้ we are faced with เราก็จะเผชิญหน้ากับ the difficult task of defining ภาระกิจอันยากในการที่จะให้ความหมายถึงความสำพันธ์ของทั้ง 2 คำนี้ระหว่างการทำในสิ่งที่ถูกต้องและก็การทำให้เป็นสิ่งที่เป็นความสุข, ถูกต้องกับสุขจะเอาอันไหนคล้ายๆ ทำนองนั้น

ถ้าพูดเรื่องความสุขเป็นของกรีก ถ้าพูดเรื่องหน้าที่กับสิทธิ (duty and right) มันเป็นเรื่องของทฤษฎีของคริสเตียน Judeo-Christian ethic

The diverse tradition ลักษณะที่แตกต่างกันของวิถีวัฒนธรรมของกรีกและของคริสต์ จริยศาสตร์ของยิวและคริสต์เนี่ย ที่จริงมันอยู่ตรงนี้ประโยคกิริยามันอยู่ตรงนี้ กระโดดมานี่เลย คอมม่าตรงนั้นไม่ต้องดูก็ได้ มา produce a multiplicity of systems in ethics ก็หมายความว่าลักษณะวัฒนธรรมที่แตกต่าง กระแสที่แตกต่างกันของกรีกและคริสต์ มันจะ produce a multiplicity of systems in ethics หมายความว่า ทั้ง 2 อย่างนี้เมื่อมันมาเผชิญหน้ากัน มันก็ไปสร้างทฤษฎีทางจริยศาสตร์ที่มันมีความสลับซับซ้อนขึ้นมา

ที่นี้ลองแทรกประโยคคำว่า in combination with the many other historical and cultural factors operative in the formation of ideas ก็หมายความว่าในความเชื่อมโยงกันกับปัจจัยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนั้น ในการก่อรูปก่อร่างหรือความคิดขึ้นมา แปลความว่านอกจากยิว กรีกแล้วเมื่อมันมาเผชิญหน้ากันแล้วเนี่ยมันยังมีปัจจัยอะไรอีก ปัจจัยทางด้าน historical and cultural factors เข้ามาเป็นตัวประกอบด้วย historical and cultural factors ก็คือ ปัจจัยทางด้านประวัติศาสตร์และปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมเป็นตัวมาเสริมให้เกิด produce a multiplicity of systems in ethics ทำให้เกิด ปัญหาการพูดถึงปัญหาทางจริยศาสตร์อีกหลากหลายปัญหาเกิดขึ้น พอไปอยู่ในวัฒนธรรมนี้ ไปอยู่ใน historical อย่างนี้ ไปอยู่ใน cultural นี้ มันก็เกิดปัญหา พูดถึงปัญหาทางจริยศาสตร์อีกปัญหาหนึ่ง พอมายุคใหม่ก็เปลี่ยนเอาประวัติศาสตร์ เหตุการณ์เปลี่ยนไป สถานที่เปลี่ยนไป วัฒนธรรมเปลี่ยนไป ก็อภิปรายปัญหาใหม่ ไอ้การที่มันเกิดการอภิปรายในปัญหาทางจริยศาสตร์หลากหลายอย่างนี้เนี่ย เรื่องปัจจัยของวัฒนธรรม และก็ประวัติศาสตร์ที่มันมามีผลต่อความเชื่อมโยง operation between Greek ethic and Judeo-Christian ethics produce a multiplicity of systems in ethics ก็คือทำให้เกิดการอภิปรายถึงปัญหาทางจริยศาสตร์หลากหลายปัญหาเกิดขึ้นเพราะปัจจัยตัวนี้ ตัวหลัก 2 ตัวก็คือ Greek และ Judeo-Christian แล้ว historical and cultural factors เข้ามาเป็นตัวปัจจัยเสริม แล้วมันก็ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ถึงการอภิปรายปัญหาทางจริยศาสตร์มากขึ้น

โยทิน : ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นข้อแตกต่างที่ต่างกันระหว่างประวัติศาสตร์ และระบบประวัติศาสตร์นั้น ก็ไม่ใช่ระบบที่ลึกซึ้งสักเท่าไหร่นักในการที่จะสร้างระบบที่อยู่ตายตัวเลยในเรื่องของจริยศาสตร์

จำนวนด้านทฤษฎีทั้งหลายแหล่ด้านจริยศาสตร์ที่เป็นสาระสำคัญนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ๆ ก็เป็นเรื่องของปัญหาที่ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้น ในทางเดียวกันก็คือการแก้ปัญหาก็เป็นไปพร้อมกับปัญหาที่เกิดขึ้น ในการแก้ปัญหาแต่ละครั้งก็เป็นไปแบบต้องระมัดระวัง เพราะว่าเป็นระบบที่ยิ่งใหญ่อย่างองค์กรใหญ่ๆ อย่างที่บอกว่ายิว คริสต์ ประวัติศาสตร์ ประเพณีเข้ามา นั่นคือการที่จะตอบหรือการตั้งข้อสังเกตแบบเอาใจใส่หรือตั้งใจ และปัญหาแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นมาอย่างมากมายก็ยังรอการตอบหรือการแก้ปัญหา แต่มันก็เป็นความลำบากมากในทางปฏิบัติ (อ.เสริมให้) นักปรัชญาชาวเยอรมันต้องการพูดถึงว่าปัญหาดังกล่าวนี้มันไม่ได้เคยมีการแก้ไข ไม่มีการตอบอย่างชัดเจนว่าจะไปอย่างไร เพียงแต่ว่าปัญหาหนึ่งนั้นได้ถูกแทนที่ด้วยอีกปัญหาหนึ่ง เค้าบอกว่า but are merely superseded by new ones แปลว่าปัญหาที่พูดๆ กันอยู่ ก็ไม่ได้ตอบอะไรให้มันชัดเจนว่าจริงๆ แล้วมันควรจะเอาอย่างไรกันแน่ แต่ว่าพอปัญหานี้พูดไปไม่ทันจะจบ คล้ายๆ กับว่าปัญหาใหม่ก็มาแทนที่ superseded by new ones ปัญหาใหม่ก็เข้ามาแทนที่ปัญหาเก่า ก็พูดถึงปัญหาใหม่เข้าไปอีก ปัญหาเก่าก็ทิ้งค้างเอาไว้ ไม่ได้ตอบให้ชัดเจน ปัญหาใหม่ก็ตามมาอีก ก็ว่ากันไปอีก เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาพูดปัญหาใหม่อีก นี่คือที่นักปรัชญาเยอรมันได้พูด

โยทิน : แม้ในศตวรรษที่ต่อๆ มาก็ยังถูกยกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาเก่าๆ นั่นแหละ reappear generation ปัญหาเก่าๆ นี้ไม่จบ จริยศาสตร์ก็มีโครงสร้างที่หลากหลาย ในตะวันตกทั้งที่มีประเพณีที่แตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นความที่ไม่มีระบบ ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัวก็เกิดขึ้นในการตอบปัญหาหรือความคิด นักคิดตอบต่างๆ ก็ คือตอบแบบไม่ชัดเจน

 

The Nature of Ethical Theory

ธรรมชาติของทฤษฎีทางจริยศาสตร์ : ปัญหาเริ่มต้นของทฤษฎีทางจริยศาสตร์ก็คือว่าการให้ความหมายของธรรมชาติของคำว่าจริยศาสตร์ ถือว่าเป็น initial problem เริ่มต้นความหมายของคำ คือว่า ethic คืออะไร nature of ethic ธรรมชาติของจริยศาสตร์พูดถึงเรื่องอะไร

Any definition of a discipline so long in tradition and so rich in variety is made vague by the demand of inclusiveness. มันก็มีคำอธิบายความหลากหลาย โดยหลักการ so long in tradition มีการถือปฏิบัติกันมา and so rich in variety is made vague มากแต่ว่ามันก็ทำให้เกิดความสันสน vague หมายถึงว่าไม่ชัดเจน by the demand of inclusiveness. โดยการพยายามที่จะหาความหมายที่มันครอบคลุมที่สุด inclusiveness เท่าที่จะทำได้

Broadly conceived, รับรู้ได้อย่าง Broadly ที่สุดกว้างที่สุด ethical theorizing is concerned with การกำหนดทฤษฎีในทางจริยศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องอยู่กับ the construction of a rational system of moral principle 1. construction ก็คือว่า ethical theorizing หมายถึงการกำหนดทฤษฎีทางจริยศาสตร์นั้น 1. Construction of a rational system of moral principle หมายความว่าการสร้างเหตุผลที่เป็นระบบในหลักการทางจริยศาสตร์ ก็หมายความว่าถ้าเราสร้างหลักการอะไรขึ้นมาเราต้องมี rational system, rational system แปลว่าระบบที่มันมีเหตุมีผล คุณจะอธิบายว่าอันนี้ถูกคุณต้องมีเหตุมีผล และเหตุผลนั้นต้อง system ด้วย rational นั้นต้อง system เพราะงั้นเขาถึงใช้คำว่า rational system เพราะงั้นจริยศาสตร์ภาระกิจของมันข้อ 1. ก็คือ Construction, Construction อะไร กับ the construction of a rational system of moral principle หลักทางศีลธรรมต้องอธิบายด้วยเหตุผลที่มีระบบ คือ Construction ขึ้นมาสร้างขึ้นมา ถ้าสร้างขึ้นมาแล้วเนี่ยมันก็ต้องมีเหตุผลที่เป็นระบบที่จะอธิบายได้ว่าทำไมถึงกำหนดว่าไอ้นี่มันถูก ถูกนี่เพราะอะไรคุณหาเหตุผลมาสิ เหตุผลของคุณต้องเป็นระบบนะ อธิบายได้ที่ general principle เป็นหลักการโดยทั่วไป ไม่ใช่อธิบายบาง caseๆ ไม่เอา หลักการนั้นต้องอธิบายทุกสถานการณ์ได้

And, as we have seen, with the direct and systematic examination of the underlying assumption of morality. ก็คือ direct ชี้และก็การตรวจสอบอย่างเป็นระบบต่อ assumption of morality คือการตรวจสอบข้อสรุปในการศีลธรรม ต้องมีการ examination ได้ คุณต้องมีหลักในการตรวจสอบว่าอันนี้ถูกอันนี้ผิดต้องมี examination ต้องมีการตรวจสอบได้

2. More specifically โดยเฉพาะอย่างยิ่ง we find among the enterprises attempted by ethical theorists เราสามารถที่จะค้นหาข้อความความพยายาม ข้อสรุปความพยายามโดยนักทฤษฎีทางจริยศาสตร์โดย 1.ก็คือ the analysis and explanation of moral judgment and behavior ก็คือการวิเคราะห์และการอธิบายถึงการตัดสินทางศีลธรรมและพฤติกรรมในทางศีลธรรม 1. เลยก็คือการวิเคราะห์และการอธิบาย analysis and explanation of moral judgment and behavior, moral judgment หมายความว่าการตัดสินในทางศีลธรรม, moral behavior แปลว่าพฤติกรรมในทางศีลธรรม คุณต้องอธิบายได้คุณต้อง analysis ได้ หน้าที่ของนักทฤษฎีทางจริยศาสตร์

2. the investigation and clarification of the meanings of moral terms and statement; the investigation ตรวจสอบ, and clarification of the meanings of moral terms and statement แล้วก็ทำให้เกิดความชัดเจน ตรวจสอบและทำให้เกิดความชัดเจนในความหมายของคำในทางศีลธรรม แล้วก็ moral terms and statement คำในทางศีลธรรมหรือคำในทางจริยธรรม และประโยคในทางจริยธรรมต้องชัดเจน สรุปข้อ 2 ก็หมายความว่า investigation and clarification ทำหน้าที่ 2 อย่างก็คือว่าตรวจสอบ ทำให้เกิดความชัดเจนใน moral terms and moral statement

ข้อ 3 ก็คือ the establishment วางราก วางกฎเกณฑ์เลย establishment แปลว่าปักธงเลยบอกว่าตรงนี้ โครมลงไปเลย สร้างตรงนี้ ก็คือกำหนดวางกฎเกณฑ์ในเรื่องของความชัดเจนใน of the validity of set of norms or standards for the governing of behavior ก็คือวางกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในเรื่องขอบรรทัดฐานและก็มาตราฐานทางการกระทำซึ่ง governing of behavior คือครอบคลุมพฤติกรรม an ideal of human character และก็อุดมคติในคุณลักษณะของมนุษย์ที่ to be achieved ที่มนุษย์ควรจะไปให้ถึง อุดมคติที่มนุษย์ควรจะไปให้ถึง an ideal of human character หมายความว่าอุดมคติ ลักษณะในอุคมคติของมนุษย์ที่มนุษย์จะต้องไปให้ถึง, to be achieved ที่มนุษย์จะสามารถได้รับ ก็คือไปให้ถึง, an ideal of human character อุดมคติ ลักษณะของมนุษย์เชิงอุดมคติ ที่มนุษย์จะต้องไปให้ถึง. or หรือ ultimate goals to be striven for. ก็คือว่าจุดหมายปลายทางสูงสุดที่มนุษย์ควรจะใฝ่คว้าให้ได้ Striven forใฝ่คว้า ต่อสู้ดิ้นรน ที่จะไปให้ถึงให้ได้

We may still call people ethic theorists, even if they do not attempt all these tasks. เราก็อาจจะยังเรียกคนถึงแม้ว่าพวกเค้าจะไม่พยายามที่จะทำภาระกิจนี้ก็ตาม (ดูคำอธิบายข้างล่าง)

เราพยายามที่จะหาด้วยตัวของเราเอง we find ourselves committed, committed แปลว่าเราไปยึดไปจับ ไปถือ เราจะไปจับไปถืออะไร to a particular เราจะถือทฤษฎีไหนเป็นทฤษฎีในการตัดสินความถูกความผิดของเรา เราก็ต้องหาในการอธิบาย

to define ethics as the study of the condition for human happiness would provide an appropriate description of ethics as it was conceived by Aristotle, but not as it was understood by Immanuel kant. to define การให้ความหมาย ethics อย่างที่ศึกษา as the study of the condition for human happiness การศึกษาถึงเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์มีความสุข would provide จะให้ an appropriate description จะให้คำอธิบายที่เหมาะสมต่อทฤษฎีในฐานะที่มัน it was conceived by Aristotle มันก็ต้องไปหาจากที่ได้พูดโดย Aristotle ถ้าพูดถึง human happiness

, but not as it was understood by Immanuel kant. แต่จะหาไม่พบในคำอธิบายของ Immanuel kant ถ้าจะพูดถึง human happiness เนี่ยคุณไปหาใน kant ไม่ได้คุณต้องไปหาใน Nicomachean Ethics ของ Aristotle

Or, conversely, if we portray ethics as the study of humanity' s irrevocable duties, ก็หมายความว่าในทางตรงกันข้าม สมมติว่าเราต้องการที่จะหา portray, portray แปลว่าวาดภาพ การหาภาพลักษณ์ในทาง จริยศาสตร์ในฐานะที่ศึกษาถึงเรื่องของ humanity' s irrevocable duties แปลว่าหน้าที่ที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ ต้องทำ

we will be characterizing kant' s theory adequately, ย่อหน้านี้ ต้องการสรุปว่าถ้าจะหาความหมายของทฤษฎีจริยศาสตร์ก็ต้องหาดูว่าถ้าจะไปทางนู้นก็ต้องเน้นไปอีกทางหนึ่ง ถ้าของ Aristotle ก็เน้นในเรื่องของความสุขชีวิต แต่ถ้า Kant ก็ต้องพูดในเรื่องของหน้าที่อะไรทำนองนั้น เห็นมั๊ยมันต่างกัน

we will be characterizing kant' s theory adequately, but re would have a completely misleading notion of the ethics of Aristotle. ก็บอกว่าถ้าคุณจะหาความหมายแบบเรื่องของหน้าที่ คุณต้องไปหาในทฤษฎีของ kant คุณหาใน Aristotle ไม่เจอ นี่คือเค้าต้องการให้เห็นว่าไอ้ ethical theory มันมีความแตกต่างกันที่เราจะไป commit ถ้าเราจะไป commit ในเรื่องของความสุขของชีวิตก็อาจจะเป็น Aristotle แต่ถ้าพูดถึงหน้าที่ก็อาจจะเป็นเรื่องของทฤษฎีจริยศาสตร์ของ kant

Further ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่า the classical ethics theorists attempt to present systems of moral principle and the reasons why they are valid, there are ethical theorists-the positivists, in particular –who deny the logical defensibility of such systems. นี่ก็เหมือนกัน ทำนองเดียวกัน

สรุปความว่าคือแต่ละทฤษฎีทางจริยศาสตร์เนี่ยเค้าก็มีวิธีคิด สนใจ จุดสนใจแตกต่างกัน แตกต่างกันไปตามนักทฤษฎีแต่ละคน การหาความเข้าใจต่อทฤษฎีทางจริยศาสตร์มันก็ต้องศึกษา อันนี้มันก็เป็นintroduction นั่นเอง ต่อไปเราจะได้พูดถึงต่อไปในเรื่องของ Plato.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 9:37 PM