บทที่ 4
เรื่องเกี่ยวกับผู้นำทางศาสนาคริสต์ในสมัยแรกเริ่ม
และหลักจริยธรรมตอนต้นสมัยกลาง
ในบทนี้เราจะกล่าวถึงสถานภาพทางจริยธรรมซึ่งพิจารณาจากบุคคลสำคัญ ๆ ในประเพณีของชาวคริสเตียนระหว่างช่วงระยะเวลานับตั้งแต่ศตวรรษแรกจนถึงศตวรรษที่ยี่สิบ ซึ่งเป็นเรื่องราวเมื่อประมาณพันปีมาแล้ว สำหรับบทความของคริสต์เตียนฉบับแรก (นอกเหนือจากพระคัมภีร์ใหม่) ที่เรียกได้ว่ามีหลักจริยธรรมในแง่ของปรัชญา ซึ่งถูกทำขึ้นเมื่อตอนปลายของศตวรรษที่สอง ช่วงแรกของ สหัสวรรษนี้ ถูกเรียกว่าเป็นช่วงของผู้นำทางศาสนาคริสต์สมัยแรกเริ่มจากความจริงที่ว่าพระที่ประจำอยู่ในโบสถ์จะอาศัยอยู่ที่โบสถ์และสอนจริยธรรมเหล่านั้น ในขณะที่คำนี้ถูกนำมาใช้อย่างคลุมเครือนั้น หน่วยงานส่วนมากต่างก็เห็นชอบว่าคำว่า พระ ถูกจำกัดโดยลักษณะพิเศษสามประการคือ ผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีความเคารพนับถือในหลักคำสอนทางศาสนาของตน ผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในการสอนและการเขียนของเขา และผู้นั้นต้องมีลักษณะเด่นในความสันโดษในชีวิตของเขา มนุษย์อย่างเช่น เซ็นต์ จอห์น ดามาสซีน ซึ่งอยู่ที่โบสถ์แห่งประเทศกรีก และ เอสเอส. แอมโบรส และ ออกุสตีน ที่เป็นหนึ่งในบรรดานักเขียนชาวละตินเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นพระ กล่าวอีกนัยหนึ่ง โบเทียส ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวคริสต์เตียนและเป็นนักเขียนก็ยังไม่ถือว่าเป็นพระ เขามิได้เป็นสมาชิกของคณะสงฆ์ เราจะมาพิจารณากันในเรื่องนี้ดีกว่า การพิจารณาถึงผู้นำทางศาสนาคริสต์ในสมัยแรกเริ่ม และครูชาวคริสเตียนในสมัยกลางเพื่อดูว่าพวกเขาให้อะไรแก่ประวัติศาสตร์ทางด้านจริยธรรมบ้าง จะเห็นได้ชัดว่าไม่มีครูคนใดทราบเรื่องจริยธรรม Nicomachean ของอริสโตเติลเลย (ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากนับตั้งแต่ศตวรรษที่สิบสามเป็นต้นมา) ความร่วมสมัยของพวกเขาในโรงเรียนของชาวอิสลามและชาวยิว เป็นการรู้จักหลักจริยธรรมตามลัทธิของอริสโตเติลมาเป็นเวลานานก่อนที่ชาวคริสเตียนจะรู้จัก เราจะเก็บเรื่องนี้ไว้ศึกษาในบทต่อไปเกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับโรงเรียนที่ไม่ใช่ของชาวคริสเตียนของจริยธรรมสมัยกลาง
ความสัมพันธ์ระหว่างการสอนศีลธรรมที่พบในคัมภีร์ไบเบิล และจริยธรรมทางปรัชญาไม่ได้รับความเข้าใจในแนวทางเดียวกันโดยนักเขียนในปัจจุบันที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้สำหรับนักเรียนบางราย ศีลธรรมที่มีพื้นฐานมาจากความเชื่อในคำสั่งของพระเจ้าไม่ใช่ทฤษฎีทางจริยธรรมแต่ประการใด สำหรับผู้อื่น ไม่มีหลักจริยธรรมใดให้แนวทางสำหรับการดำรงชีวิตที่แท้จริงโดยไม่มีการอ้างอิงถึงความถูกต้องและความผิดที่กำหนดโดยกฎของพระเจ้า หรือพระประสงค์ของพระเจ้า อีมิล บรูนเนอร์ นักศาสนศาสตร์นิกายโปรแตสแต็นร่วมสมัยที่เหลืออยู่กล่าวว่า ความดีประกอบด้วยการทำในสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์เสมอในเวลาอันสมควร โดยปราศจากความพยายามในการแก้ไขปัญหาทางจริยธรรมนี้ เราจะถือว่าการสอนศีลธรรมมีพื้นฐานบนการประกาศแนวความคิดที่ได้รับการสนับสนุนโดยหน่วยงานทางด้านธรรมะ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานภาพทางจริยธรรม ทำให้มันสามารถก่อให้เกิดความพยายามในการเชื่อมโยงความคิดไปสู่สถานภาพที่ยอมรับได้ทางด้านปรัชญาทางศีลธรรม เราจะพบว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีการทางศาสนศาสตร์ ในข้อเขียนของชาวคริสเตียนก่อนศตวรรษที่สิบสามและรู้สึกว่าพวกเขามีสถานที่ในการวิจัยด้านจริยธรรมทางประวัติศาสตร์
นักเขียนทางด้านศีลธรรมของชาวคริสเตียนในระยะต้นๆ มิได้หยุดชะงักด้วยประเพณีของชาวยิวโบราณซึ่งถ้ามีการอ้างว่าพระเจ้าเป็นผู้นำไปสู่บัญญัติสิบประการของโมเสสเพื่อควบคุมความประพฤติของมนุษย์ คำสอนนี้ เป็นที่รู้จักและยอมรับโดยชาวคริสต์เตียนตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว สำหรับพวกเขา ก็เหมือนกับชาวยิว เหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงถูกผูกพันให้ซื่อสัตย์ต่อผู้ที่สูงอายุกว่า หรือให้หลีกเลี่ยงการฆ่าและการลักขโมยก็เหมือนกับคำสั่งของพระเจ้า ศีลธรรมตามหลักของพระคัมภีร์ใหม่มิได้ปฏิเสธคำสั่งสอนของกฎหมายเก่าของชาวยิว แต่แนะนำการเน้นหนักไปที่ความรักในฐานะที่เป็นแรงจูงใจภายในของผู้ศรัทธาที่ประสงค์ที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง คำสั่งสอนสองประการของชาวคริสต์เตียนว่าด้วยเรื่องการทำกุศล (แม็ธธิว 22:37-40) ท่านควรรักพระเจ้าผู้นายของเรา และ ท่านควรรักเพื่อนบ้านของท่านเหมือนท่านรักตัวท่านเอง คำกล่าวนี้มักเข้าใจกันว่าเป็นการบรรลุถึงกฎของพระผู้เป็นเจ้า (โรมันส์ 13:8) และไม่ได้เป็นการยกเลิกกฎดั้งเดิมของพระคัมภีร์เก่า ในคำสอนของพระเยซูบนเขาไซนาย ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า อย่างคิดว่าข้า (พระเยซูคริสต์) มาเพื่อทำลายกฎหมายหรือคำสั่งสอน ข้ามิได้มาเพื่อทำลาย แต่ข้ามาเพื่อทำให้บรรลุความสำเร็จ
มันยากที่จะปฏิเสธว่ามีความตึงเครียดบางอย่างในข้อเขียนของชาวคริสเตียนในสมัยต้นๆ ระหว่างวิธีการทางกฎหมายที่เคร่งครัดต่อปัญหาด้านศีลธรรม และแนวทางที่ตรงกันข้ามในการให้ความสำคัญที่ความเมตตา ความรัก และค่านิยม ถึงแม้ว่าค่านิยมจะเป็นสิ่งที่เหมือนกันจิตวิญญาณของความชอบธรรมของชาวคริสเตียน พระและนักเชียนในสมัยกลางที่เขียนเกี่ยกับเรื่องจริยธรรมต่างก็ยอมรับหลักปฏิบัติของศีลธรรม, คำสอน ที่ได้แสดงโดยคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า การมองภาระผูกพันทางศีลธรรมในแง่ของกฎหมายไม่เหมือนกันกับข้อเขียนในปรัชญาของกรีกหรือโรมัน วิธีการที่ใกล้เคียงที่สุดมีอยู่ใน กฎหมาย สากลในยุค 300 ปีก่อนคริสตกาล แต่นั่นมิได้เป็นหลักคำสอนที่ประกาศโดยพระผู้เป็นเจ้าที่อยู่เหนือธรรมชาติ
จริง ๆ แล้ว การนึกฝันแรกเริ่มเกี่ยวกับภาระผูกพันทางจริยธรรมและความสัมพันธ์ที่มีต่อกฎหมายอาจเกิดขึ้นท่ามกลางหมู่ชาวคริสเตียนซึ่งไม่ใช่ทั้งชาวกรีกหรือชาวละติน บางคราวเรามีแนวโน้มที่จะลืมว่าโบสถ์ แบบตะวันออก ใกล้ๆ แถบตะวันออกและอาฟริกาเหนือมีผู้ศึกษาหาความรู้มากมายในระหว่างคริสศตวรรษแรก ๆ การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ได้ให้ความสว่างเกี่ยวกับงานของชาวซีเรียที่เป็นคริสเตียนในยุคแรกๆ, บาร์เดียซานแห่งอีเดสซ่า (154-222) ผู้ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาในการผสมผสานปรัชญาให้เข้ากับหลักคำสอนทางศาสนาของชาวคริสต์เตียน หนังสือของเขาเกี่ยวกับกฎหมายของประเทศยอมรับว่ากิจกรรมทางร่างกายของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับการควบคุมภายนอก และเคราะห์กรรม แต่บาร์เดียซานแย้งว่ามนุษย์มีอิสระจากภายในในการเลือกการปฏิบัติที่ถูกหรือผิด ไม่เหมือนกันนักเขียนชาวคริสต์เตียนในยุคหลัง ๆ ที่โอนเอียงที่จะเน้นที่ความเหมือนกันในแง่ของกฎหมายของประเทศที่ยิ่งใหญ่ (ตามหลักฐานของความเป็นเอกเทศในกฎหมายธรรมชาติ) บาร์เดียซานค้นพบการสนับสนุนอิสระภาพทางศีลธรรมในความเป็นจริงที่ว่ากฎหมายในประเทศต่าง ๆ มีความแตกต่างกันและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย จริยธรรมที่เด่นชัดในความคิดของชาวคริสต์เตียนในสมัยต้น ๆ ในบริเวณใกล้ ๆ แถบตะวันออกยังมิได้มีการศึกษาอย่างถูกต้อง
นักเขียนชาวกรีกที่เป็นคริสต์เตียนที่เขียนเกี่ยวกับทฤษฎีทางศีลธรรม
ต้องมีการยอมรับว่ายังมีการขาดความรู้ในการเริ่มต้นของปรัชญาในโรงเรียนคริสต์เตียนของชาวกรีก เราไม่เพียงแต่ขาดการศึกษาทางด้านเทคนิคของแนวความคิดด้านจริยธรรมของคนเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังขาดบทความที่สำคัญและการแปลข้อเขียนที่ดี ตัวอย่างเช่น มีนักเขียนชาวกรีกชื่อ ฮิปโปลีตุส ซึ่งไม่ทราบวันที่แน่นอนแต่เป็นผู้ที่ น่าจะเป็นนักเรียนของเออเรเนียส ซึ่งจากคำกล่าวนี้น่าจะจัดได้ว่าฮิปโปลีตุสอยู่ในช่วงครึ่งสุดท้ายของศตวรรษที่สอง มีคนคิดว่าเขาเป็นนักแต่งหนังสือชื่อว่า Philosophumena ซึ่งปรัชญากรีกโบราณส่วนมากจะได้รับการยกย่องจากทรรศนะพวกคริสต์ตศาสนา ในหนังสือนั้นมีเรื่องเกี่ยวกับการสำรวจด้านจริยธรรมของเพลโตที่ได้รับการอนุมัติ นั่นคือความผิดศีลธรรมและลักษณะการเป็นไตรมิตรของวิญญาณมนุษย์ การให้รางวัลและการลงโทษในชีวิตในภายหน้า ความดีสี่ประการที่อธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง Republic และความมีชื่อเสียง (ตามที่ได้แนะนำไว้ในนิทานของ เออร์) ที่ว่าชีวิตเป็นเพียงส่วนหนึ่งในเคราะห์กรรมและเป็นสิ่งที่เรามีทางเลือกบางอย่างเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง หนังสือของชาวคริสต์เตียนในสมัยต้น ๆ นี้ยังถือว่าพลเมืองเป็นการขาดแคลนความดีในขณะที่ความดีเป็นสิ่งที่คาดหมาย ลักษณะที่ประทับใจในแนวความคิดของฮิปโปลีตุสก็คือการยอมรับอย่างไม่มีปัญหาของปรัชญาเชิงปฏิบัติของเพลโต
ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โรงเรียนที่ทันสมัยและผลิตนักเรียนได้มากในแนวความคิดของชาวกรีกที่เป็นคริสต์เตียนได้พัฒนาขึ้นที่อเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นเมืองที่มีหลายชาติหลายภาษา มีห้องสมุดที่มืชื่อเสียงและมีโรงเรียนของชาวกรีกหลงเหลือมาจากศตวรรษที่สาม นักเขียนคริสต์เตียนที่เป็นชาวอเล็กซานเดรียคนแรกได้หันไปสนใจในปรัชญาคือ คลีม็องต์แห่งอเล็กซานเดรีย (ca 150-215 ในสมัยคริสต์ตศักราช) ข้อเขียนของเขาเรื่องหนึ่งคือ Miscellanies (Stromata) เป็นการนำเสนอการเปรียบเทียบมากมายระหว่างปรัชญาของคนนอกศาสนา และการสอนของชาวคริสต์เตียน คลีม็องเป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านทุนการศึกษาแบบดั้งเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นคริสต์ตศาสนาแต่เขาก็ถือว่าความเป็นจริงมากมายถูกค้นพบในปรัชญาและในการเปิดเผยศาสนา เขาวิเคราะห์ผู้ที่ถือลัทธิอีพิคูเรียน แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้าและผู้ที่เชื่อในวัตถุ การยกย่องที่ไม่น่าพีงพอใจของโรงเรียนของชาวยุโรปเป็นเรื่องธรรมดาในบรรดานักเขียนชาวคริสต์เตียนในยุคต้น ๆ ในหนังสือหกเล่มของ Miscellanies คลีม็องต์พัฒนาทฤษฎีของความรู้เชิงปฏิบัติ (phronesis) ว่าเป็นหลักสากลของมนุษย์และของการปฏิบัติหน้าที่ของจิตวิญญาณของมนุษย์ สิ่งนี้ทำก่อให้เกิดการปรับปรุงจากพวกที่นิยมเหตุผลของจริยธรรมตามแบบของเพลโต และทฤษฎีเหตุผลที่ถูกต้องของพวกกรีกในยุค 300 ปีก่อนคริสต์ตกาล เราควรพยายามฟันฝ่าเพื่อมีชีวิตอยู่ในวิถีทางที่เราจะมีชีวิตเหมือนพระเจ้าให้มากขึ้น (เป็นกฎที่พบในข้อเขียนของฮิปโปลีตุส) ถึงแม้ว่า คลีม็องต์จะยอมรับอย่างเปิดเผย เราก็สามารถรับรู้ได้เพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับธรรมชาติของพระเจ้า เขาทำการศึกษาปัญหาทางศีลธรรมบางประการเกี่ยวกับความรู้จักประมาณในการกิน การดื่ม และเสื้อผ้า แต่เอนเอียงบ้างไปในการคาดหวังเกี่ยวกับพื้นฐานทางปรัชญาในการตัดสินทางจริยธรรม บางทีสิ่งที่เป็นความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ของคลีม็องต ์เป็นการให้ความเคารพต่อปรัชญาด้วยคุณความดีของการร่วมมือของเขาในการสอนบางอย่าง จากการอ่านงานเขียนของชาวคริสต์เตียนอย่างกว้างขวาง
ชาวอเล็กซานเดรียรายอื่น ๆ ที่สร้างสรรค์งานของกรีกที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับจริยธรรมคือ โอริเก็น (185-254) หนังสือของเขาเรื่อง Against Celsus และ On First Principles จะมีคำสอนที่คล้ายคลึงกับคำสอนของ โพลตินัส ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความจริงที่พวกพวกเขาได้ศึกษาภายใต้ครูผู้สอนคนเดียวกัน ถึงแม้ว่าโอริเก็นจะมีอายุแก่กว่าโพลตินัสอย่างน้อยยี่สิบปีก็ตาม โอริเก็นก็เป็นผู้มองคุณค่าของปรัชญาในแง่ดีน้อยกว่าคลีม็องต์ มันเป็นเสมือนสิ่งแปลกสำหรับคริสต์ต์ศาสนา ในทางจิตวิทยาศาสตร์ โอริเก็นมีทรรศนะคติที่ถือว่าไม่ถูกต้องสำหรับชาวคริสต์เตียนและการสอนเหล่านั้นมีผลกระทบต่อทฤษฎีทางศีลธรรมของเขา เขามั่นใจว่าจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคนเป็นสิ่งที่ไม่ตายและเขาคาดหวังความเป็นไปได้ว่าจิตวิญญาณอาจมีอยู่ก่อนที่จะรวมเข้ากับร่างกาย ซึ่งมันอาจถือว่าเป็นบาปในชาตินี้ และอาจถูกลงโทษโดยการถูกผูกพันเข้ากับร่างกายในชาติก่อน ๆ นี่คือการมองบางอย่างของชาวคริสต์เตียนเหมือนกับการสืบสายโลหิตของพวกโพลติเนียมและในที่สุดก็นำไปสู่วิญญาณของมนุษย์ มนุษย์มีอิสระที่จะขึ้นหรือลง นั่นคือวิญญาณ อาจลงมาจากความดีสูงสุดไปสู่ที่ต่ำที่สุดหรือคงอยู่จากความเลวร้ายที่ต่ำที่สุดไปสู่ความดีที่สูงที่สุด เหตุผลและความตั้งใจอิสระจะปรากฏอยู่ในวิญญาณแต่ละดวงและสามารถควบคุมแนวทางพื้นฐานและมีชีวิตอยู่ได้ด้วยดี การทดสอบว่าการกระทำเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีจะพบได้ในคำสอนของพระเจ้า (คำสอนและพระคัมภีร์ใหม่จะสั่งให้หลีกเลี่ยงความโกรธ, การสาบาน และการให้กำลังใจแก่จิตใจที่ขลาดเขลาและช่วยเหลือความอ่อนแอ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจและเชื่อฟัง ผลที่ได้ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ในที่ของมันคือในพระเจ้าและจะไม่เป็นความชั่วร้ายอีกต่อไป
ในรูปแบบที่มีความลึกซึ้งน้อย ทฤษฎีของการลงมาของวิญญาณสู่พระเจ้าจะพบได้ในข้อเขียนของ เกรกอรี่แห่งไนซา (355-ca. 394) เขาปฏิเสธการมีอยู่ของวิญญาณในชาตินี้แต่ก็ยอมรับการกลับมาของสิ่งต่าง ๆ ไปสู่พระเจ้า มุมมองของเกรกอรี่ในเรื่องของการขึ้นสู่ที่สูงทางกายภาพนำไปสู่ความสนใจในสมัยต้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องความประหลาดมหัศจรรย์ของคริสต์ตศาสนา เขาให้ความสำคัญที่ความต้องการความช่วยเหลือพิเศษของพระเจ้า (ความกรุณา) เพื่อทำให้มนุษย์สามารถลุกขึ้นเพื่อรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
เหตุผลที่มีอิทธิพลมากที่สุดของคริสต์ศาสนาของจริยธรรมในการต่อสู่กับวิญญาณก็ยังคงเป็นความมหัศจรรย์ที่สุดและยากที่จะพรรณาทางประวัติศาสตร์ บางเวลาระหว่างศตวรรษที่ห้ามีกลุ่มที่ทำงานห้าประการในประเทศเช็คกลายมาเป็นที่รู้จักในการศึกษาคริสต์ศาสนา พวกเขาเรียกงานของเขาว่า Corpus Dionyssiacum (หรือ Areopagiticum) ข้อเขียนของพวกเขาไม่เป็นที่รู้จักแต่เขาถูกเรียกว่า ดิโอไนเซียส ผู้เป็น areopagite ปลอม เขายอมรับว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ในยุคที่มีการเผยแพร่ศาสนาและเคยเห็นปรากฎการณ์ในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งตามความเป็นจริง ข้อเขียนเหล่านี้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอันแข็งกร้าวของปรัชญาของนักนิยมตามแบบของเพลโตรุ่นใหม่ และมีข้อความจากโพรคลัส (ศตวรรษที่ห้า) ดังนั้น พวกเขาจึงถูกเขียนถึงในยุคที่มีการเผยแพร่ศาสนา หนังสือเหล่านี้คือ On the Celestial Hierarchy (ลำดับการปกครองบนสรวงสวรรค์), On the Ecclesiastical Hierarchy (ลำดับการปกครองของพระ), On the Divine Names (ในนามของพระผู้เป็นเจ้า), Mystical Theology (ทฤษฎีแห่งความมหัศจรรย์) และ ten Letters (จดหมายสิบฉบับ) พวกเขาได้รับความนับถือย่างมากในยุคสมัยกลาง ถึงแม้ว่าบทความของเขาจะมีความคลุมเครือและลัทธิศาสนาของเขาเป็นการสอนของศาสนาคริสต์ต์ก็ตกอยู่ในความสงสัย
บทที่สี่ของหนังสือเรื่องในนามของพระเจ้าเป็นการทุ่มเทไปที่ความหมายของคำว่า ความดี ที่นำมาใช้กับพระเจ้า และมีความเชื่อมโยงกับ ชื่อ นี้ซึ่ง ไดโอไนเซียสเปิดเผยถึงความพอใจของเขาที่มีต่อจริยธรรมของพวกที่นิยมแบบของเพลโตใหม่ ที่จุดนี้ปัญหาของความเลวร้ายที่เกิดขึ้นและถูกปฏิบัติในแง่ของการอ้างของพวกนิยมเพลโตว่าความเลวร้ายเป็นการขาดความดี บทนี้เป็นหนึ่งในจำนวนสื่อสองสื่อ (อีกสื่อหนึ่งคือออกุสตีน) ซึ่งทฤษฎีว่าด้วยการขาดของความเลวร้ายมาสู่นักคิดของศตวรรษที่สิบสาม วิญญาณของทูตสวรรค์และวิญญาณของมนุษย์จะเรียกว่าเป็นความชั่วร้าย ในแง่นี้ เพราะว่า ความบกพร่องในเรื่องคุณภาพของความดีและกิจกรรมและความล้มเหลวนั้นเกิดจากความอ่อนแอของตนเอง คำอธิบายในเชิงบวกของกิจกรรมของมนุษย์ที่ดี ตามความคิดของพวกไดโอไนเซียสปลอม จะมองในแง่ของวิญญาณที่เกิดขึ้นเพื่อรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ในการตระหนักถึงที่มาของความงามและความดี วิญญาณจะผ่านการเคลื่อนไหวสามประการคือ (1) วงจรที่หมุนจากความมากมายหลากหลายของสิ่งภายนอกที่เข้ามาสู่ตัวของมันเอง (2) การเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณของการให้เหตุผลที่กล่าวอย่างอ้อมค้อมและเกี่ยวกับวิชาตรรกวิทยา (3) การเคลื่อนไหวที่ตรงไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของการกระทำที่มุ่งหมาย ทฤษฎีนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวบรัดและคลุมเครือในหนังสือที่เขียนขึ้นอย่างสั้น ๆ ในเรื่อทฤษฎีแห่งความมหัศจรรย์ มีอิทธิพลมากมายต่อนักธรรมะในยุคหลัง ๆ ที่เป็นสูตรที่ใช้โดยไดโอไนเซียสปลอมเพื่อสรุปความคิดเห็นของเขาที่มีต่อความดีว่า ความดีมีสาเหตุมาจากความบกพร่องที่มีหลายลักษณะและเกี่ยวข้องกับส่วนต่าง ๆ ซึ่งนำมาใช้กับทั้งทางกายภาพและความชั่วร้ายทางศีลธรรมและหมายความว่าการกระทำที่เป็นความดีต้องได้รับการยอมรับในทุกสถานการณ์ ในขณะที่การกระทำกลายมาเป็นการกระทำที่ไม่มีศีลธรรมถ้ามีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดขาดหายไป
แม็กซิมัสแห่งสไคโทโปลิน (560-662) ได้ขยายขอบเขตและช่วยในการเผยแพร่แนวความคิดของไดโอไนเซียสปลอมนี้ เรื่องราวของเขาเกี่ยวกับ ความเคลือบแคลง (patrologia graeca 91, 1072-1085) สอนไว้ว่ามนุษย์โต้ตอบพระเจ้าโดยผ่านการรับรู้ถึงความดีและความรู้สึกแห่งความรักแห่งสรวงสวรรค์ของความงามในพระเจ้า ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้สิ้นสุดลงในช่วงของการหยั่งรู้ในทุก ๆ สิ่ง มนุษย์และจักรวาลจะกลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของแนวความคิดของพระเจ้า ในที่สุด พระเจ้าก็จะเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง
นักเขียนชาวกรีกคนสุดท้ายผู้ที่เราจะกล่าวถึงในช่วงนี้คือ จอห์น ดามาซซีน (ca.675-749) งานอันกว้างขวางของเขาคือเรื่อง ที่มาของความรู้ หรือ The Source of Knowledge ซึ่งในส่วนที่สามของหนังสือเป็นการกล่าวถึงความจริงพื้นฐานของคริสต์ตศาสนาที่ถูกนำเข้าสู่ละตินในศตวรรษที่สิบสองโดยบูร์กุนดิโอ แห่งปีซ่า ภายใต้ชื่อเรื่อง De fide orthodixa (ความซื่อสัตย์ที่แท้จริง) ในรูปแบบของละตินนี้ มันมีอิทธิพลมากในศตวรรษที่สิบสามและมักถูกกล่าวถึงอย่างมากในวิชาว่าด้วยศาสนา จอห์น ดามาซซีนเป็นผู้แนะนำเราในการสอนที่แตกต่างไปจากทฤษฏีการต่อสู้ของจิตวิญญาณของชาวคริสต์เตียนที่นิยมเพลโตรุ่นใหม่ มีการวิเคราะห์ถึงอำนาจและหน้าที่ของมนุษย์ที่ดาร์มาซซีนนำมาจากข้อเขียนโดยบิชอบชาวกรีกชื่อเนเมเซียส เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ (ซึ่งเขียนเมื่อคริสต์ตศักราช 4100) ผู้ที่หันมาปรับปรุงทฤษฎีของเขาจากการสอนของยุคก่อนคริสต์ตศาสนาของโพเซียโดเนียสแห่งอะพาเมีย ข้อความต่อไปนี้จะแสดงว่าจอห์น ดามาซซีนทำความเข้าใจอำนาจทางจิตใจของมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งแปลโดยตรงมาจากข้อเขียนภาษาละตินของบูร์กุนดิโอ
เราควรสังเกตว่าวิญญาณของเรามีอำนาจสองชั้น บ้างก็เป็นความรู้ บ้างก็เป็นความจำเป็น ตอนนี้สิ่งที่เป็นความรู้ก็คือ ความเข้าใจ จิตใจ ความคิดเห็น จินตนาการและสามัญสำนึก ส่วนที่เป็นความจำเป็นหรืออำนาจที่เป็นความอยากคือ การปรึกษา (consilium ซึ่งเป็นการแปลความหมายผิดของคำว่า boulesis ซึ่งหมายถึงอำนาจในการทำสิ่งใดตามใจ) นอกจากนี้ยังต้องสังเกตด้วยว่ามีอำนาจที่เป็นความอยากปรากฏขึ้นเองในวิญญาณซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ และมันจะถูกนำไปสู่สิ่งต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่าความประสงค์ (voluntas, thelesis) ตัวอย่างก็คือ การมีชิวิตอยู่และการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นไปตามสามัญสำนึกในการรับรู้และความเข้าใจ ความอยากที่เป็นธรรมชาติในตัวของมันเองหรือความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์ ดังนั้นพวกเขาจึงอธิบายความปรารถนาตามธรรมชาติไปในทางนี้คือ เป็นความปรารถนาที่มีเหตุผล เป็นความอยากที่จำเป็น มีพื้นฐานมาจากแนวทางทางธรรมชาติเท่านั้น อำนาจของความปรารถนาที่จะทำตามอำเภอใจมีความเป็นธรรมชาติในตัวของมันเอง มีความจำเป็นและขึ้นอยู่กับเหตุผล ความอยากสำหรับส่วนประกอบทั้งหลายของธรรมชาติ เป็นอำนาจธรรมดา ๆ นอกจากนี้ยังมีความอยากอย่างอื่นสำหรับสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่มีเหตุผลหรือที่เรียกว่าความปรารถนา ตอนนี้การทำตามอำเภอใจก็จะมีความเป็นธรรมชาติในทุก ๆ ทาง thelesis ก็เป็นความปรารถนาอย่างหนึ่ง ความอยากตามธรรมชาติและมีเหตุผลสำหรับสิ่งใด ๆ ก็ตาม อำนาจของความอยากที่มีเหตุผลจะมีอยู่ในวิญญาณของมนุษย์ เนื่องจากว่ามันเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ความอยากที่มีเหตุผลสำหรับสิ่งใด ๆ นี้เรียกว่า boulesis (สะกดไว้ในภาษาละตินของบูร์กุนดิโอ ว่า bulisis) นั่นคือความปรารถนา ตอนนี้คำว่า boulesis ก็คือความปรารถนา ซึ่งเป็นความอยากที่มีเหตุผลและเป็นความต้องการในสิ่งใด ๆ ก็ตาม จึงเรียกว่า boulesis ซึ่งเป็นความปรารถนา (voluntes) ทั้งสองคำเป็นการกล่าวถึงสิ่งที่มีอยู่ในอำนาจของเราเองและสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา นั่นคือ การกล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่มีความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้
ในความลังเลใจนี้และการที่ไม่มีการวิเคราะห์ใดที่ชัดเจนจนเกินไป เรามีจุดเริ่มต้นของจิตวิทยาเกี่ยวกับศีลธรรมเป็นพิเศษซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของธรรมชาติ (และมีความจำเป็นทางกายภาย) การทำตามใจของความดีที่เห็นได้ชัดจากการควบคุมการเคลื่อนไหวของความปรารถนาของมนุษย์อย่างตั้งใจและมีเหตุผล (รวมทั้งความมีอิสระ) ภายใต้อิทธิพลของบทความนี้ โทมัส อควินัสและนักคิดรายอื่น ๆ ในศตวรรษที่สิบสามสอนว่ามีอำนาจในการทำตามใจของมนุษย์อยู่สองอย่างคือ voluntas ut retio ซึ่งเป็นอำนาจที่เป็นอิสระ และ voluntas ut natura ซึ่งเป็นอำนาจที่ไม่เป็นอิสระ ยิ่งไปกว่านี้จากบทความของจอห์น ดามาซซีนนี้ยังเป็นการแนะนำการกล่าวอ้างที่ว่ายังมีความอยากในมนุษย์มากกว่าความปรารถนาที่มีเหตุผล ความอยากทางประสาทสัมผัสจะรวมถึงอำนาจสองอย่างด้วยคือ ความอยากในความใคร่ (ซึ่งการเคลื่อนไหวจะเป็นความต้องการที่ปกติธรรมดาหรือการรังเกียจในเรื่องสิ่งของส่วนตัวที่รับรู้ได้ด้วยความรู้สึก) และความอยากที่เกี่ยวกับความโกรธ (ซึ่งการเคลื่อนไวเป็นการพยายามที่จะรุกรานหรือจู่โจมอย่างอันตรายหรือด้วยความลำบากของวัตถุที่รู้สึก) การสอนนี้มีอิทธิพลต่อจิตวิทยาเกี่ยวกับศีลธรรมของอะควินาสและนักเขียนรายอื่น ๆ ในของประเพณีในการศึกษาเพื่อที่พวกเขาจะได้ปรับปรุงทรรศนะเกี่ยวกับความอยากสามประการของกิจกรรมมนุษย์นั่นคือ ความปรารถนา ความอยากในความใคร่และความอยากที่เกี่ยวกับความโกรธ
นักเขียนชาวละตินที่เขียนเกี่ยวกับทฤษฎีทางศีลธรรม
ในยุคก่อนศตวรรษที่สิบสาม ส่วนที่เป็นชาวตะวันตกหรือละตินของโบสถ์คริสต์ตศาสนาได้ผลิตนักเขียนที่ดีหลายรายที่เป็นผู้สัมผัสถึงคำถามหลัก ๆ เกี่ยวกับจริยธรรม ในบรรดาพระชาวละติน แอมโบรสและออกุสตีนเป็นผู้ที่โดดเด่นในด้านนี้ ทรรศนะทางจริยศาสตร์บางประการของพวกเขายังคงอยู่ภายใต้การศึกษาในศตวรรษที่ยี่สิบ ดังที่เราเห็น โบเทียสก็มีกล่าวถึงชีวิตที่มีศีลธรรมไว้ในหนังสือเรื่อง Consolation of Philosophy ของเขา อีริจิน่าและอันเซล์มได้พัฒนารูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมาก ของจริยธรรมของคริสต์ตศาสนาของพวกที่นิยมเพลโตในศตวรรษที่เก้าและสิบเอ็ดตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์ อเบแลนด์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของความตึงเครียดระหว่างความต้องการของผู้กระทำของจิตสำนึกส่วนบุคคล และข้อกำหนดของผุ้ถูกกระทำของกฎศีลธรรมที่เกินความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ เราจะมาดูกันที่ทฤษฎีจริยธรรมที่เด่นชัดของบุคคลสำคัญ ๆ ในแบบแผนของชาวละตินนี้
หนึ่งในบรรดานักจริยศาสตร์ชาวคริสต์เตียนในยุคต้นเป็นชาวอาฟริกาเหนือชื่อ เทอร์ตุลเลียน ผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณคริสต์ตศักราช 160 240 ที่เรามักคุ้นกับชื่อของเขาจากวลีที่ว่า credo quia absurdum (ข้าพเจ้าเชื่อเพราะว่ามันเป็นเรื่องน่าหัวเราะ) แต่มันยากที่จะตัดสินในสิ่งที่เขาอธิบาย เป็นไปได้มากทีเดียวที่เขาพูดง่าย ๆ ว่าความซื่อสัตย์เป็นความมหัศจรรย์ที่เป็นความโกหกที่อยู่นอกเหนือจากขอบเขตของเหตุผล ในหนังสือของเขาเรื่องจิตวิญญาณ (On the soul) (บทที่ 19) เทอร์ตุลเลียนแนะนำว่าวิญญาณของมนุษย์เป็นธรรมชาติของร่างกายและวิญญารของเด็กก็จะมาจากสามัญสำนึกของผู้เป็นบิดา นอกเหนือจากความคิดในแง่ของวัตถุที่เห็นได้ชัดของจิตวิญญาณของมนุษย์ (มีนักเขียนชาวคริสต์เตียนน้อยรายที่จะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้) เทอร์ตุลเลียนเป็นผู้สนับสนุนอย่างแรงกล้าในเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลและได้แสดงให้เห็นถึงความหมายของบุคคล ในการสอนศีลธรรมของเขา เทอร์ตุลเลียนสนับสนุนข้อบังคับที่แข็งกร้าวและเข้มงวดในทุก ๆ ด้านของการดำเนินชีวิตของชาวคริสต์เตียน คริสต์ตศาสนาให้รายละเอียดข้อกำหนดของความประพฤติ นั่นคือรางวัลสำหรับความเชื่อฟังซึ่งเป็นความสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุดกับพระเจ้า การลงโทษสำหรับการไม่เชื่อฟังเป็นความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ตามที่นักศึกษาคริสต์ตศาสนาในสมัยก่อนคริสต์ตกาลได้สรุปการถือตามกฎหมายอันเกินควรของเทอร์ตุลเลียนว่า พระเจ้าผู้ที่เขาทนุถนอมเป็นผู้ตัดสินที่หลากหลายและเป็นที่หวงแหน เป็นผู้ที่ก่อให้เกิด timor (ความกลัว) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการช่วยเหลือดวงวิญญาณของมนุษย์ให้พ้นภัย
ที่มีความสำคัญน้อยลงไปก็คือชาวอาฟริกันที่นับถือศาสนาคริสต์ต์อีกคนหนึ่งคือ แล็คแทนเทียส (ca. 250-330) ผู้ที่เขียนหนังสือเป็นภาษาละติน ในหนังสือเรื่อง Divine Institutes ของเขา แลคแทนเทียสมุ่งประเด็นว่าปรัชญาของคนนอกศาสนาไม่มีความจริง (เล่มที่ 2) ซึ่งใช้ชื่อว่า De falsa sapientia เล่มที่หกในการเขียนหนังสือของเขาแสดงถึงหลักพื้นฐานของศีลธรรมของครีสเตียนและถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคำสั่งของพระเจ้า นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของวิธีการทางศาสนาแบบกลาง ๆ ทางด้านจริยธรรมในโบสถ์ในยุคต้น ๆ ในขณะที่เขามีความเอนเอียงไปสู่ทฤษฎีเกี่ยวกับปัญหาทางจริยธรรม แล็คแทนเทียสตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในด้านความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติ
มันเป็นเรื่องปกติที่จะกล่าวถึงแอมโบรส บิชอปแห่งเมืองมิลาน (340-397) ซึ่งเป็นนักจริยซาสตร์เชิงปฏิบัติ หนังสือของเขาเรื่อง On the Function of the Clergy เป็นการนำเอาวิธีการปฏิบัติของ Cicero;'s De officiis มาใช้ในการจัดตั้งของชาวคริสต์เตียน ในแง่นี้ แอมโบรสมีอิทธิพลต่อศีลธรรมของชาวคริสต์เตียน อีกแง่หนึ่งของงานของเขาในด้านปรัชญาถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการวิจัยไปสู่ความเป็นมาของแนวความคิดของออกุสตีน ซึ่งสรุปได้ว่า แอมโบรสมีมากกว่าความสนใจในปรัชญาของพวกที่นิยมเพลโตรุ่นใหม่ กลุ่มคำสอนที่รวบรวมภายใต้ชื่อเรื่อง De Isaac et anima แสดงให้เห็นว่าเขาได้ปรับปรุงแนวความคิดของเพลโตว่าว่าความชั่วร้ายไม่มีอะไรทีดี แต่เป็นการขาดความดี และการที่เขาอยู่ภายใต้อิทธิพลเช่นเดียวกันในการปฏิบัติของเขาต่อความดีและความชั่ว ยิ่งไปกว่านั้น แอมโบรสยังวาดภาพชีวิตที่ดีให้เป็นการล่องลอยของวิญญาณจากโลกไปสู่พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นเขาจึงเป็นสื่อกลางสำหรับการถ่ายทอดแนวความคิดทางปรัชญาของกรีกไปสู่โบสถ์ละตินในสมัยต้น ๆ
พระชาวละตินที่อยู่ประจำโบสถ์ผู้ที่ได้พัฒนานาทฤษฎีศีลธรรมอย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ ออกุสตีนแห่งฮิบโป (354-430) เขามีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องกล่าวถึงซึ่งส่วนมากเป็นปัญหาที่นักจริยศาสตร์รุ่นหลังต้องศึกษา ทรรศนะทางจริยธรรมของออกุสตีนยังคงอยู่ภายใต้การถกเถียงกันในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ ไม่มีงานชิ้นใดบรรจุคำสอนศีลธรรมของเขา เราเชื่อในพระเจ้า จากหนังสือเรื่อง On the Trinity ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงพรรณา
นั่นคือมนุษย์ทุกคนต้องการและพยายามฝ่าฟันเพื่อความสุข (beatitudo) ออกุสตินไม่ได้สงสัย สถานะทางจริยธรรมของเขาเป็นเสมือน eudaimonistic เหมือนกับแนวความคิดเก่าของชาวกรีก เขาไม่รู้เรื่อง Nicomachean Ethics ของออกุสติน (ยกเว้นโดยผ่านรายงานที่เป็นบทความภาษาละตินอย่างเช่น Cicero) และความคุ้นเคยของเขากับบทสนทนาของเพลโตก็จำกัดมาก ดูเหมือนว่าเขาได้อ่านบางส่วนของเรื่อง Enneads และบางส่วนของงานเขียนสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมของพอร์ไพรี่ พวกที่นิยมลัทธิของเพลโต (ภายใต้สิ่งที่เขารวมไว้กับความคิดของพวกที่นิยมลัทธิของเพลโต) ปรากฏต่อออกุสตินโดยปรัชญาที่ดีที่สุดของพวกคนนอกศาสนา เมืองแห่งปรัชญาคือพวกลัทธิที่บูชาความสำราญ และลัทธิที่บูชาความอดทน ออกุสตินคิดว่าพวกนี้คิดผิดอย่างมากในด้านจริยธรรมของพวกเขา ด้วยความสนใจที่มีมากพอ ออกุสตินสรุปความขัดแย้งทั้งหมดของความปรารถนาว่าเป็น ความสุขของร่างกาย และพวกที่นับถือลัทธิบูชาความอดทนว่าเป็น ความมั่นคงของจิตวิญญาณ ทรรศนะของเขาเองก็คือความสุขของมนุษย์มิสามารถประกอบขึ้นได้ด้วยความสมบูรณ์ของตัวมนุษย์ (เช่นความดีหรือความรู้) แต่ไม่มีอะไรในเป็นพิเศษในการรวมกัน หลังจากที่ร่างกายตายแล้ว กับพระเจ้า
ส่วนที่สำคัญจริง ๆ ของมนุษย์ ตามที่ออกุสตินเห็นคือวิญญาณ (anima, animus, spiritus) มนุษย์เป็นวิญญาณโดยใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ (anima utens corpora De moribus ecclesiae, I 27,52) เท่าที่ทราบ วิญญาณนี้เรียกว่าจิตใจ (mens) ที่เป็นการรักษาสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดภายในจิตใจ วิญญาณเช่นเดียวกันนี้ก็คือความจำ (memoria) และเป็นแหล่งของการกระทำทางกายภาพโดยผ่านร่างกายหรือแนยกไปจากร่างกาย วิญญาณจึงเรียกได้ว่าเป็นความประสงค์ (voluntas) จิตวิทยาของพวกที่นับถือพระผู้เป็นเจ้าได้รับการสนับสนุนในหนังสือเล่มที่ 9 ถึงเล่มที่ 14 ของหนังสือเรื่อง on the trinity วิญญาณของมนุษย์สามารถควบคุมความสนใจไปสู่วัตถุต่าง ๆ โดยการกระทำของตามใจตัวเอง (versio) คน ๆ หนึ่งอาจหันไปให้ความสำคัญกับร่างกาย (ซึ่งเป็นความเสื่อมถอยของวิญญาณ) และนี่คือการบิดเบือนไปในทางที่ผิด ออกุสตินมิได้คิดว่าร่างกายเป็นสิ่งชั่วร้าย ร่างกายเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าและเป็นสิ่งที่ดี (De natura bond, 1) ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเชื่อว่าวิญญาณเป็นเสมือนที่รองรับชีวิต สติสัมปชัญญะ และความพยายามของมนุษย์ทั้งหมดก็ดีกว่าสิ่งที่จินตนาการได้ทั้งหมด ดังนั้น วิญญาณเพียงแค่ลดความสำคัญของตัวมันเองโดยการให้ความสำคัญที่คุณค่าแห่งการมีตัวตน เมื่อวิญญาณกลับไปที่ตัวของมันเอง มันจะพบธรรมชาติที่ดีกว่าแต่ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์และขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงในทางโลก การไตร่ตรองจะเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณของมนุษย์ แน่นอน (ให้ดูที่การอธิบายถึงความทรงจำที่มีชื่อเสียงจากหนังสือเรื่อง Confession X, 8-26) แต่การพิจารณาต่อไปจะแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมของวิญญาณที่มีต่อพระเจ้า ในการมองที่พระเจ้า วิญญาณของมนุษย์พบว่าเป็นแหล่งที่มาของความเป็นจริงและคุณความดีทั้งหลาย
พระเจ้าจะให้ความสำคัญที่จิตใจของมนุษย์ที่หันไปสู่พระองค์และแสวงหาความช่วยเหลือของพระองค์ แสงสว่างแห่งสรวงสวรรค์มีไว้เพื่อมนุษย์ทุกคน เพื่อแสดงให้พวกเขารู้ว่าความจริงแรกเริ่มของการหยั่งรู้ การมีอยู่ และการกระทำ แสงสว่างของพระเจ้ามิได้เป็นหลักการที่เป็นการรับรู้แต่ยังเป็นที่มาของข้อมูลทางศีลธรรมและแนวทาง ความเข้าใจแรกเริ่มของเราในเรื่องความเสมอภาค ความเป็นระเบียบแบบแผน ความคิดที่ถูกต้อง (prudential) ความถ่อมตัว (temperantia) ความแข็งแกร่งของร่างกาย (fortitudo) ความยุติธรรม (recititudo, justitia) และอื่น ๆ อย่างเช่น ความคิดทางด้านจริยธรรมได้เข้ามาสู่เราโดยผ่านสัญชาตญาณที่เป็นไปได้ด้วยแสงสว่างแห่งสรวงสวรรค์ ข้อความต่อไปนี้จะแสดงว่าออกุสตินได้นำเสนอมาตรฐานที่ไม่มีที่สิ้นสุดของการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมนี้ได้อย่างไร (rationes aeterrnae)
ดังนั้น ท่ามกลางเป้าหมายต่าง ๆ ของการทำความเข้าใจ ยังมีบางอย่างที่เห็นได้ในวิญญาณเอง ตัวอย่างเช่น ความดี (ที่ตรงข้ามกับความชั่ว) ความดีที่มีความคงทน แช่นความกตัญญู หรือความดีที่เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตนี้และไม่ได้ผูกมัดให้หลงเหลืออยู่ในวันข้างหน้า เป็นความซื่อสัตย์ที่เราเชื่อในสิ่งที่เรามองไม่เห็น และโดยการที่เราปฏิบัติตัวของเราเอง โดยการที่เราทนต่อความทุกข์ยากจนกระทั่งเรามาถึงเป้าหมายในความปรารถนาของเรา คุณความดีเหล่านี้ และสิ่งอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับเราในการมีชีวิตอยู่ในที่ต่างถิ่น ซึ่งจะไม่มีสถานที่ใดในชีวิตที่มีความสุข (ในสรวงสวรรค์) เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งจำเป็นเหล่านี้ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมองเห็นด้วยความเข้าใจ........ซึ่งแตกต่างไปจากสิ่งเหล่านี้ที่วิญญาณเป็นผู้จุดขึ้น เพื่อมันมันสามารถเห็นและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างแท้จริง ทั้งในตัวของมันเองหรือในแสงสว่าง เพราะว่าแสงสว่างก็คือตัวพระเจ้านั่นเอง......
อีกอย่างหนึ่งก็คือออกุสตินอธิบาย ดังที่เขากล่าวไว้ในบทสนทนาในตอนต้น ๆ จากเรื่อง On Order (เล่มที่ 2 หน้า 8,23) ว่า การสอนนี้ (disciplina) เป็นกฎของพระเจ้า ซึ่งจะรวมอยู่และมั่นคงในพระองค์ตลอดไป เป็นการถ่ายทอด เพื่อให้สามารถพูดได้ เกี่ยวกับวิญญาณของความรอบรู้ เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ว่าพวกเขามีชีวิตอยู่ได้ดีกว่า และเป็นชีวิตที่ประเสริฐในสัดส่วนที่พวกเขาไตร่ตรองมันอย่างสมบูรณ์มากขึ้นด้วยความเข้าใจและรักษามันไว้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นในการดำรงชีวิตอยู่ กฎที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้เป็นทั้งเหตุผลและความประสงค์ของพระเจ้า lex est natio divina et voluntas Dei (Contra Faustum, Xii, 27) มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้และเป็นสากล ในสมัยก่อนยุคโมเซอิค กฎที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้เป็นที่รู้จักโดย ออกุสติน) และถูกนำมาเข้ามามีส่วนในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร สำหรับโมเซอิคแล้ว กล่าวได้ว่าเป็น สิ่งที่ประทับอยู่ในจิตใจของพวกเรา หรือ ตราไว้ในหัวใจของพวกเรา สติสัมปชัญญะของมนุษย์ (conscientia) จึงกลายมาเป็นความรับรู้ในกฎอย่างรวดเร็ว เช่น อย่าปฏิบัติต่อผู้อื่นในสิ่งที่ท่านไม่อยากให้เขาปฏิบัติต่อท่าน (Ernarrationes in Psalmos, Ps. 57, 1) กฎอื่น ๆ อีกมากมายประเภทนี้เป็นที่รู้กันดีตามธรรมชาติ
วิธีอื่นๆ คือ ออกตินได้บรรยายวัตถุแห่งศีลธรรมให้ชัดเจนขึ้น บรรจุมันไว้ในพจน์แห่งกฎชั่วนิรันดร์ ดังที่เขากล่าวไว้ในหนังสือ on of der (II,8,25,) ว่า คำสอนนี้ (disciplina) เป็นกฎแห่งพระเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งเคยถือเอาตายตัวและไม่หวั่นไหวกับพระองค์ ดังนั้น คำกล่าวนี้ก็ถูกคัดลอกออกมาในวิญญาณแห่งความรู้ เพื่อว่าพวกเขารู้ว่าพวกเขาอยู่ดีกว่าและเป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่าได้สอนตามที่พวกเขาไตร่ตรองเองมันอย่างสมบูรณ์มากกว่ากับการเข้าใจตัวเขาเอง และปฏิบัติมันได้สมบูรณ์มากกว่าในแบบแห่งชีวิตของพวกเรา กฎชั่วนิรันดร์นี้เป็นทั้งเหตุผลและเจตจำนงของพระเจ้า lex est ratio divina et voluntas Dei (Contra Faustum, XII,27) มันเป็น immutable และสิ่งสากลก่อนสมัยโมเสด กฎชั่วนิรัดร์เป็นที่รู้จักทั่วไปตลอดจนเหตุผลของมนุษย์ (และบางทีออกัสตินก็เรียกว่า lex naturalis) และถูกส่งมอบไปในส่วนในการเขียนแบบถึง Moses เป็นที่กล่าวกันว่า ประทับใจเราหรือเขียนในใจของเรา ด้วยเหตุนี้มโนธรรมของมนุษย์ (Conscientia) จึงกลายเป็นกฎที่ทราบกันโดยทันที เช่น อย่าทำสิ่งใดที่คุณไม่ต้องการให้เขาทำต่อคุณ (Enarrationes in psalmos, Ps. 57,1) กฎอื่นมากมายแบบนี้เป็นที่รู้กันแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จริยธรรมของออกัสตินก็ปรากฎเป็นเรื่องศีลธรรมของชาวคริสต์ไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามคำสอนของเขามีมิติทางจริยธรรมที่จำเป็นต่อคนอื่น ๆ ถึงแม้ว่าการยืนยันของเขาจะหันเหไปในทางกฎของพระเจ้า ออกัสตินก็เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองซึ่งไม่มีนักเขียนทางจริยศาสตร์ในคำยืนยันของเขาต่อเสรีภาพของบุคคล สิ่งสำคัญของเจตจำนงที่ดี และความต้องการเป็นเรื่องของแรงจูงใจภายใน ในบั้นปลายชีวิตเขาได้เขียนตำราที่มีชื่อเสียงมาก On the spirit and the Letter (De spiritu et littera, 412 A.D.) เป็นการอธิบายว่าคนจะถูกดลใจด้วยความรักพระเจ้าก่อนที่จะได้รับความเคารพความเชื่อถือใด ๆ โดยการทำตามกฎทางศีลธรรม ตอนนี้เขาได้แสดงทัศนะของเขาออกมาว่า ถ้าบัญญัตินี้ห้ามความกลัวกับลงโทษและไม่ห้ามความรักความถูกต้อง มันถูกเก็บเป็นทางการไม่เป็นอิสระและยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่ได้ห้ามทั้งหมด เพราะว่าไม่มีผลไม้ดีที่ไม่ได้เติบโตจากรากของกุศล (De spiritu et littera,14,26) ความกลัวการลงโทษไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอ แม้แต่การหลีกเลี่ยงปฏิเสธการไม่มีศีลธรรม (Epistola 145,3,4) ในหนังสืออื่น ๆ (Epistola 155,4,13) ออกัสตินทำให้ความรักพระเจ้าเป็นหลักของการดำรงชีวิตที่ดี
ในชีวิตนี้ แม้ว่าจะไม่มีคุณธรรมที่ป้องกันสิ่งที่รักที่ควรจะรัก ความรอบครอบอยู่ที่การเลือก การถูกจูงใจโดยไม่มีการล่อลวง คือการละเว้นสิ่งมึนเมาและไม่มีทิฏฐิในการตัดสิน แต่สิ่งที่ควรจะเลือกอย่างวัตถุแห่งการรักหลักการของเรา แต่นั่นเราก็พบได้ดีกว่าสิ่งอื่น ๆ อยู่บ้าง วัตถุนี้คือพระเจ้าและแต่สิ่งที่เหนือกว่า หรือแม้แต่เสมอกับพระองค์เป็นการแสดงว่า เราไม่ทราบวิธีรักของพวกเรา ส่วนความดีของพวกเราเปลี่ยนมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่มากไปกว่านั้นเราเข้าไปหาพระองค์ ซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ดีกว่า
มันอยู่ในพจน์ของการยอมสละที่คนหนึ่งจะเข้าใจ ตำราของออกัสตินที่อ้างไว้อย่างมาก ความรักและทำสิ่งที่คุณอยากทำ (dilige, et quod vis fac) ออกัสตินไม่ได้หมายความว่า คนดี ๆ คนหนึ่งจะสามารถทำลายกฏแห่งพระเจ้าทั้งหมดได้ ถ้าเช่นนั้นคนรู้สึกถึงความรักที่ยิ่งใหญ่สำหรับบางสิ่งหรืออื่น ๆ สิ่งที่เขาหมายถึงก็คือมนุษย์ซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริงเป็นเจตจำนงที่ดี ดังนั้น แรงจูงใจที่ดีว่าเขาเกือบจะทำโดยอัตโนมัติในการเห็นพ้องกันเต็มที่กับภาษิตของการหยั่งรู้กับกฎศีลธรรม ดังเช่นความสมบูรณ์ของเจตจำนงและบุคลิกลักษณะมาสู่มนุษย์โดยผ่านคุณสมบัติประจำตัวของมารยาทการหยั่งรู้เท่านั้น ความรักที่เป็นแรงจูงใจการทำดีทางศีลธรรมเป็นคุณธรรมแนววิทยาของความกรุณา
ทั้ง ๆ ที่ศาสนาที่เพิ่มสีสรรค์ของการสอน ออกัสตินได้คิดถึงปัญญาของเขาเป็นดังจริยศาสตร์ ดังที่เขาสรุปเรื่องสสารโดยทั่วไปในหนังสือเล่มที่ 8 ของเมืองแห่งพระเจ้า ครั้งที่ 3 และเป็นส่วนสุดท้ายของปรัชญาคือศีลธรรม สิ่งที่ชาวกรีกเรียกว่า ethica (quam Graeco vocabulo dicunt ethiken) เขาดำเนินไปถึงการอธิบายว่าเขาเข้าใจขอบเขตของจริยศาสตร์อย่างไร
มันกล่าวด้วยเรื่องความดีอันสูงสุด โดยอ้างถึงสิ่งที่เราทำโดยตรงทั้งหมด มันเป็นความดีที่เราค้นหาเพื่อตัวมันเองและไม่ใช่เพราะว่าสิ่งอื่นอีกและครั้งหนึ่งมันก็สำเร็จ เราไม่ได้ค้นหามากไปกว่าที่ทำให้เรามีความสุข นี้เป็นความจริงว่าทำไมเราเรียกมันตอนสุดท้ายของเรา เพราะว่าสิ่งอื่นเป็นที่ต้องการในเรื่องของ summun bonum นี้ ขณะที่มันก็เป็นที่ต้องการบริสุทธิ์เพื่อตัวมันเอง
เรื่องจริยธรรมชาวคริสต์ในสมัยต้น ๆ อื่นๆ พบในศตวรรษหน้าในการเขียนของ Roman senator Anicius Manlius Torquatus Severinus Boethius (Ca. 470-525) ผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักดีคือ ปทานุกรมปรัชญา ตำราทางเทววิทยาบางเรื่องยังเป็นแหล่งทางความคิดของเขาในจริยศาสตร์ จิตวิทยาของ Boethius คล้ายกับของออกัสติน แต่เขารู้ปรัชญากรีกมากกว่าออกัสติน โดยเฉพาะ Boethius ดูเหมือนจะเป็นนักศึกษาลาตินคนแรกในโบสถ์คริสต์ซึ่งคุ้นเคยกันดีกับ the Nicomachean Ethics แม้จะมีความรู้ของอริสโตเติลอยู่ Boethius ก็ชอบคำสอนของพลาโตหลาย ๆ ปัญหาและยังรู้สึกประทับใจผลงานที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ ในปรัชญาการฝึกหัดของสโตอิค ตอนสุดท้ายแห่งศตวรษที่ 19 เป็นสมัยนิยมระหว่างนักประวัติศาสตร์ปรัชญาต่อคำถามคริสตศาสนาของผู้แต่งนี้ วันนี้ไม่มีนักศึกษาที่เอาจริงเอาจังสงสัยว่าเขาเป็นชาวคริสต์
สำหรับ Boethius แล้วมีประชาน 4 ระดับ ต่ำที่สุดคือประสาทสัมผัสซึ่งเข้าใจรูปร่างและคุณภาพของสิ่งที่ปกคลุมสสาร ระดับต่อไปคือจินตนาการซึ่งมองเห็นแบบของกายปราศจากสสารของพวกเขา ขั้นตอนที่ 3 คือ เหตุผล (ratio) ซึ่งรวมไปถึงธรรมชาติสิ่งสากลว่า อาจจะแสดงออกในหลาย ๆ ปัจเจกบุคคล (นี้คือกำลังประชานว่าเป็นความพิเศษของการดำรงชีวิตของมนุษย์บนโลก) และกำลังที่สูงที่สุดคือความฉลาดซึ่งรู้ตัวเองอย่างสมบูรณ์ แบบ ซึ่งอยู่คนละส่วนกับสสาร (intellectibilia) นี้เป็นความสามารถหยั่งรู้ มนุษย์แบ่งในโอกาสเท่านั้น เมื่อพวกเขารับความเข้าใจชั่วขณะ เทววิทยาเป็นศาสตร์หยั่งรู้ที่ปลูกฝังความรู้อันสูงสุดชองพระเจ้าและคุณสมบัติของการหยั่งรู้ การเริ่มต้นปฏิบัติสั้น ๆ ในอภิปรัชญาซึ่งมาถูกเรียกว่า De Hedomadibus ในสมัยกลาง Boethius ได้ลงบัญชี 9 ญัตติ ซึ่งเขาเอาที่เห็นได้โดยง่ายที่เหลือจากการให้เหตุผลของเขา ครั้งแรกบรรยายเรื่อง มโนภาพร่วมกัน เป็นข้อความซึ่งคนหนึ่งรับรองขณะที่ได้ยินมี 2 ชนิด เช่น สัจพจน์เลขาคณิตของความเท่ากัน อาจเข้าใจมนุษย์ทั้งหมดได้ ส่วนญัตติอื่น ๆ อย่างเช่น การรวมกันไว้ไม่สามารถเข้าครอบครองอวกาศได้ที่เข้าใจแต่การเรียนเท่านั้น ชนิดที่ 2 อย่างเช่น เพิ่มการเท่ากันสู่การแก้ไขความเท่ากันในความเท่ากัน มนุษย์ทุกคนสามารถรู้ได้ทฤษฎีของการให้เหตุผลและการนิยามในปรัชญานี้ เพิ่มทฤษฎีไหวพริบการรู้เอง มีส่วนร่วมในการชักจูงคำสอนของผู้รู้ ต่อมาในเรื่องปฐมธาตุของการคาดคะเนและการรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ (รวมไปถึงจริยธรรม) นำมาเป็นส่วนร่วมกับการเน้นความสำคัญพิจารณาเหตุผลในเหตุผล discursive (ซึ่งสกัดกั้นจากตำราของ Boethius เรื่องตรรกวิทยาตรรกบท) ธรรมเนียมของ Boethius นี้เป็นศาสตร์เครื่องพิสูจน์เป็นแหล่งของโครงสร้างระบบจำนวนมากที่แสดงลักษณะปรัชญาศีลธรรมคริสต์และเทววิทยาในสมัยกลางต่อมา
แตกต่างกับจริยศาสตร์ที่แนะนำไว้ในตำราอภิปรัชญาที่แท้จริง De Hebdomadibus นี้เป็นการพิจารณาละเอียดตามแบบของพลาโต ตัวอย่างที่ด้อยกว่าของความดีจำนวนมากดีอย่างไร โดยรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ความดีสูงสุด ตามที่ความดีอภิปรัชญาไม่เหมือนกันกับความหมายของความดีทางจริยศาสตร์ ตอนสุดท้านของตำรานี้ เรากล่าวได้ว่า ทุกสิ่งเป็นสิ่งดีแต่ทุกสิ่งก็ไม่ใช่ดีทีเดียว ความถูกต้องเป็นชนิดของการกระทำและมีการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำเท่านั้น
หนังสือเล่มที่ 3 และเล่มที่ 5 ของ the Consolation of Philosophy ได้ให้ความชัดเจนยิ่งขึ้นของวิธีที่ Boethius พยายามที่จะสร้างปรัชญาแห่งชีวิตโดยการปฏิบัติโดยการใช้ธาตุของ platonisim, Aristotelianism และ stoicism ภายในตำราศีลธรรมชาวคริสต์คล้าย ๆ กับกรีก Boethius เห็นคนพยายามต่อสู้เพื่อบรรลุความสุขอันเป็นปรมัตถะ (boetitudo) คนอื่นก็คิดว่าความสุขขึ้นอยู่กับการได้สิ่งของทางกาย (strength, health, beauty) หรือสิ่งของทางจิตใจ (Knowledge, virtue) หรือแม้แต่สิ่งของการติดต่อทางสังคม (fame, political power, good reputation) Boethius ให้เหตุผลว่าทุกสิ่งเหล่านี้สุดท้ายก็ไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์และไม่ใช่สิ่งที่ถาวร นั่นอาจจะเป็นความดีที่สมบูรณ์บ้างซึ่งเป็นวัตถุวิสัยปลายทางของความปรารถนาของมนุษย์เหล่านี้สำหรับความสุข เป็นเหตุผลที่ต้องการให้ใครสักคนเห็นว่าพระเจ้ายังคงมีอยู่สมบูรณ์และเป็นความดีอย่างเต็มที่สุด การให้เหตุผลนี้สรุปลงว่า พระเจ้าคือจุดมุ่งหมายของการต่อสู้ทางศีลธรรมทั้งปวง ทางวัตถุวิสัยเปลี่ยนมาเป็นธาตุในอันตวิทยาของนักศึกษาต่อมา
แน่นอนที่มีงานเขียนมากมายซึ่งให้รายละเอียดคำถามของการปฏิบัติศีลธรรมในศตวรรษทันทีตาม Boethius ผลงานที่เขียนจำนวนมากเหล่านี้ไม่ได้รับความเชื่อถือและไม่ได้ศึกษาเปรียบเหมือนกับว่าไม่รู้ ตัวอย่างก็คือ bishop แห่ง Braga Martin แห่ง Dumio (ca. 515-580) ผลงานของเขาอยู่ภายใต้เรื่อง Formula for an Houest Life, The Four Virtues, How to put Down pride และอีกมากมาย โดยทั่วไปแล้ว มาร์ตินรับเอาคำสอนของ Seneca เรื่องการนำเอาคุณธรรมทางศีลธรรมและประยุกต์มันมาสู่วิถีชีวิตของชาวคริสต์เช่นเดียวกันมาก กล่าวถึงเรื่องความพอใจทางศีลธรรมของผู้เขียนซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสืออย่างเช่น Cregory the Great (540-604) และ Isidore of Seville (ca. 570-630) พวกเขาไม่ขึ้นกับแหล่งคนนอกศาสนาอย่างมาร์ติน แต่มุมมองทางจริยศาสตร์ของพวกเขาเป็นผลจากความเห็นร่วมกันของมนุษย์นิยมคลาสสิค กับรากฐานมุมมองแห่งชีวิตของคริสต์ Cregory's Moral Exposition of the Book of Job ถูกคัดลอกต่อมามากแต่ก็เป็นการพูดที่เกินความจริงที่เรียกมันว่า the classical Crundwerk ซึ่งเป็นจริยศาสตร์ที่เกิดขึ้นในสมัยกลาง
ในศ่ตวรรษที่ 9 John Scottus Erigena (ca. 810-877) บรรจุมันไว้ในผลงานลาตินเป็นจริยศาสตร์ Neoplatonic ทั้งสิ้นของการต่อสู้ทางวิญญาณต่อแหล่งของมัน De divisione naturae ของเขาเป็นโครงสร้างอภิปรัชญามากมายที่มุ่งอธิบายทุกสิ่งเป็นอย่างไร ซึ่งรวมไปถึงมนุษย์มาจากเหตุผลหนึ่งและในที่สุดก็กลับไปสู่หลักการหยั่งรู้ Plotinian emanationism ร่วมกันในวิธีปลุก Christian creationism ความจริงทั้งหมดเรียกว่า ธรรมชาติ (natura) พระเจ้าดังเช่นแหล่งคือ natura creans sed increata อุดมคติหยั่งรู้เท่ากับเป็น natura creana et creata และในที่สุดพระเจ้าสุดท้ายคือ Natura increans et increata มนุษย์คือการริเริ่มแบบอุดมคติที่ฉลาดแน่นอนชั่วนิรันดร์ในการหยั่งรู้จิตใจ บั้นปลายชีวิตของเขามนุษย์แต่ละคนบนโลกได้ประสบ ความแบ่งแยก ธรรมชาติแห่งชีวิต วิญญาณแบ่งแยกจากร่างกายและร่างกายแตกออกไปเป็นส่วนประกอบสสารของมัน อย่างไรก็ตามขั้นตอนที่ 3 ของร่างกายคนเรารวมกันใหม่กับวิญญาณของเขาและเป็นการรับรู้โดยลำดับ ในขั้นตอนที่ 4 คนเรารับรู้แล้วกลับมารวมกันที่อุดมคติแม่แบบในพระเจ้า และขั้นสุดท้ายของการกลับสู่โลกทั้งหมดจะกลับสู่แหล่งของมัน มนุษย์เป็นอิสระที่จะดัดแปลงเจตจำนงของตนไปสู่การกลับนี้และจริง ๆ เป็นหน้าที่ของเขาชาวคริสต์ที่จะพัฒนาความสามารถที่สูงกว่า เพื่อที่ว่าสิ่งที่มีอยู่ทั้งสิ้นของเขาได้เปลี่ยนรูปไปสู่ความคิดที่บริสุทธิ์ การโปรดปรานการหยั่งรู้เป็นความจำเป็นที่ทำให้มนุษย์เกิดการเป็นอยู่ที่สูงกว่าตามที่ Erigena อธิบายไว้ในหนังสือเล่มที่ 5 On the Division of Nature มนุษย์ซึ่งอาศัยชีวิตที่ดีทางศีลธรรมไม่ได้รวมกันใหม่กับพระเจ้าอย่างเดียวดังที่มนุษย์ทุกคนทำ เงื่อนไขอันติมะของเขาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปเหมือนพระเจ้า (deifactio) deification ถูกอนุญาตต่อความดีเท่านั้น
หลังจาก Erigena แล้วไม่มีนักเขียนลาตินในเรื่องศีลธรรมที่มีภูมิรู้ที่เปรียบได้จนกระทั่งเรามาพบกับ St. Anselm ในศตวรรษที่ 8 Anselm of Canterbury (1033-1109) เป็นชาวอิตาเลียนที่รับการฝึกฝนในวัด Benedictine ฝรั่งเศสและกลายมาเป็นพระรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงของอังกฤษของ Canterbury ความสำคัญของเขาในประวัติศาสตร์ของจริยศาสตร์ ซึ่งความสำคัญของเขาอยู่ในเจตคติส่วนบุคคลของตัวกระทำทางศีลธรรมเป็นการพิจารณาความดีหรือความชั่วทางศีลธรรม นักประวัติศาสตร์ผู้หนึ่งก้าวไปไกลมากดังที่กล่าวกับ Anselm ว่า ศีลธรรมเป็นการอธิบายความอิสระของการตัดสินใจประโยชน์ และกล่าวโดยทั่วไปเป็นอิสระของการตัดสินของอันติมะขั้นสุดท้าย นี้เป็นตัวอย่างแรกของนักจริยศาสตร์สมัยกลางซึ่งได้แตกออกไปจาก eudaimonism ของพลาโต อริสโตเติล และ สโตอิค
แน่นอน St. Anselm เป็นหนี้ออกัสตินมาก โดยเฉพาะในเรื่องจิตวิทยาทางศีลธรรมของเขา เจตจำนงเป็นรูปการที่สำคัญที่สุดของวิญญาณ เจตจำนงของมนุษย์เป็นจิตอาจจะเป็นการกำหนด 2 อย่างก่อนที่จะเป็นการกระทำทางศีลธรรม โดยหนึ่งในแรงจูงใจเหล่านี้ affectio ad commodum มนุษย์ทุกคนโอนเอียงไปโดยจิตวิสัยที่จะค้นหาสิ่งที่ดี ๆ ต่าง ๆ ที่เป็นที่ชอบใจต่อข้อความการมีอยู่โดยปกติของเขา สิ่งนี้โน้มเอียงให้เขาต้องการสร้างบ้านและเพาะปลูกไร่นาของเขาเป็นตัวอย่าง ข้อที่ 2 ของแรงจูงใจเหล่านี้ affectio justitiae สามารถทำให้บางคนโน้มเอียงทำตามใจต่อไปดีกว่าธรรมชาติที่ดี นี้เป็นการให้เหตุผลของเจตจำนงโดยมารยาทการหยั่งรู้ การเห็นว่าสิ่งนี้ ยุติธรรมสูงกว่า หมายถึง anselm เราจะต้องดูอย่างรวบรัดที่ทฤษฎีความจริงใน Dialogue on Truth เขาได้อธิบายตัวอย่างความจริงหลายอย่าง (verum) ข้อความจริง ความเห็นจริง การทำสิ่งใดตามใจจริง การทำจริง การรับรู้ทางประสาทสัมผัสจริง สิ่งจริง เหมือนกับ platonist ที่ดี Anselm ให้เหตุผลว่าตัวอย่างมากมายเหล่านี้เป็นความจริงเพราะว่าเป็นความจริงสูงสุดในสิ่งที่นับรวมอยู่ทั้งหมด เมื่อเป็นความจริงคือความถูกต้อง (rectus) เกี่ยวข้องกับมาตรฐานความมั่นคงของความถูกต้อง (rectitudo) นิยามความจริงโดยทั่วไป (veritas) คือ ความถูกต้องเห็นได้ด้วยใจอย่างเดียว
การประยุกต์นี้สู่ปัญหาของศีลธรรม Anselm ตัดสินใจว่าความยุติธรรมคือความถูกต้องของเจตจำนงซึ่งถูกรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของตัวมันเอง ในคำอื่น ๆ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่มากมายเนื่องจากสิ่งที่เขาตั้งใจเนื่องมาจากเหตุผลว่าทำไม (propter quod) เขาตั้งใจที่นี่ Anselm กำลังกระจายใจความสำคัญของแรงจูงใจทางจริยศาสตร์ เขาได้แนะนำว่าตัวการกระทำทางศีลธรรมคือความถูกต้อง ไม่ใช่เพราะการกระทำของเขาบรรลุผลที่แน่นอน แต่เป็นเพราะคุณภาพที่แน่นอนของเจตคติขั้นแรก หรือการโน้มเอียงโดยการทำตามใจของบุคคลตั้งแต่เขายืนยันว่า ความถูกต้องจะต้องตั้งใจเพื่อประโยชน์ของตัวมันเท่านั้น (ความจริงอิสระได้อธิบาย พลังของการรักษาความถูกต้องของเจตจำนงเพื่อประโยชน์ของความถูกต้องของตัวมัน) ทีนี้เอง Anselm ทำบางสิ่งไปก่อน ทฤษฎีความบริสุทธิ์และเจตจำนงที่ดีของค้านท์ แน่นอนความถูกต้องทางศีลธรรมของ Anselm อยู่ไกลไปจากความถูกต้องทางจิตนิยมเล็กน้อย เขาไม่ใช่แบบทางจริยศาสตร์เจตจำนงของบุคคลหนึ่งเป็นความถูกต้องโดยต้องกันกับความถูกต้องทางวัตถุวิสัยซึ่งก็คือพระเจ้า
หนึ่งในนักเขียน 2 3 คนในตอนเริ่มสมัยกลางที่ใช้คำว่า จริยศาสตร์ คือ Peter Abelard (1079-1142) การปฏิบัติของเขา Ethica seu liber dcitus scito tcipsum เป็นที่หมายในการอธิบายจริยศาสตร์ในสมัยกลางตรงข้ามเช่นเคย (ในช่วงเวลาของเขา) เหมือนความจริงใกล้เข้าถึงสิ่งสากลทั้งหลาย Abelard ไม่สามารถยืนยันได้ว่าตัวอย่างที่เห็นชัดของความดี (bonum) เป็นเช่นคุณธรรมของสิ่งเฉพาะในสาระการมีอยู่ของความดีสิ่งสากล (bonitas) บางสิ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Anselm เขายืนยันว่าบาปประกอบขึ้นด้วยการยอม (consensus) สิ่งที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ความไม่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกฎแห่งพระเจ้า การยอมต่อบาปเท่ากับดูถูกพระเจ้า เขาดำเนินการให้เหตุผลโดยโน้มน้าวใจว่าสิ่งที่เป็นความดีทางศีลธรรมหรือความชั่วไม่ใช่สิ่งสนองของการให้กระทำ แต่เป็นการกำหนดก่อนของเจตจำนงของตัวกระทำ โดยใช้ตัวอย่างที่ชอบมากในลัทธิที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ Abelard กล่าวว่า เมื่อบาปไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยความต้องการผู้หญิง แต่อยู่ในการยอมความต้องการ
Abelard ไม่ได้มีความรู้โดยตรงของ Nicomachean Ethics และเป็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถใช้การวิเคราะห์การสมัครใจของอริสโตเติลได้ ในใจความสำคัญบทที่ 3 ของจริยศาสตร์ของเขา Abelard ลังเลที่จะกล่าวว่าบาปโดยจำเป็นนำไปพัวพันการทำของเจตจำนงหรือไม่ เขาได้อธิบายตัวอย่างต่าง ๆ ของสิ่งที่ทำเทียบกับเจตจำนงของคนแล้วดูเหมือนว่านำไปพัวพันความผิดและบาปโดยลำดับ เขาได้ทำเรื่องสำคัญหลายเรื่องที่สำคัญแตกต่างกันระหว่างข้อบกพร่อง (culpa) และความผิดพลาด (poena) แต่การใช้ถ้อยคำและความผิดของเขาชี้ขึ้นๆ ลง ๆ ในบางบทจริยศาสตร์กล่าวถึงความตั้งใจ (intentio) เป็นจุดรวมของความดีและความชั่วทางศีลธรรม ในการให้คำว่า ความตั้งใจ ความหมายเช่นเดียวกับยอมตลอดทั้งงานเขายืนยันว่า การกระทำหรือการละเลยการกระทำไม่ได้เพิ่มคุณค่าทางศีลธรรมของการยอมหรือความตั้งใจ
จริยศาสตร์ของ Abelard ไม่ใช่จิตนิยมบริสุทธิ์ ความตั้งใจของมนุษย์จะต้องถูกต้องและสิ่งนั้นหมายถึงหมายถึงวัตถุนิยมพ้องกันกับกฎของพระเจ้า เขารู้ว่าบางคนได้แนะนำว่าความตั้งใจนั้นถูกต้อง เมื่อใคร ๆ เชื่อว่าเขาทำดีแล้ว เขายืนยันอย่างมั่นคงว่าความตั้งใจดีเท่านั้นเป็นสิ่งเดียวที่พอใจพระเจ้าอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้แสดงว่าประชาชนทราบได้อย่างไรถึงความพอใจพระเจ้าอย่างวัตถุนิยม
ทัศนะที่ว่าศีลธรรมเป็นสสารคุณภาพบางสิ่งของความถูกต้องภายในวิญญาณของแต่ละบุคคล (สิ่งที่นักเขียนสมัยใหม่เรียกว่า intrinsic morality) ค่อนข้างทั่วไปในศตวรรษที่ 12 แม้แต่นักวิจารณ์ผู้ยิ่งใหญ่ของออโทดอกซ์ของเทววิทยาของ Abelard เหมือนกับ Bernard แห่ง Clairvaux (1090-1153) ได้เห็นพร้อมกันกับด้วยความคิดที่ว่ายอมต่อความดีเป็นสิ่งที่ทำให้คนทำบุญได้รับการตอบแทนชั่วนิรันดร์ในสวรรค์ St. Bernard ไม่ใช่นักทฤษฎีทางจริยศาสตร์มากไปกว่านักศีลธรรมคนอื่นในสมัยกลางเลย เขายืนยันอย่างตรง ๆ เรื่องความสำคัญของการรักพระเจ้าด้วยความบริสุทธิ์ และทำให้สูงเป็นเหตุจูงใจอาจจะเป็นไปได้ นี้เป็นใจความของตำรา On the Necessity of Loving Cood (De diligendo Deo) แน่นอนนี้ไม่ใช่จิตนิยมทางศีลธรรมมีมาตรฐานของ suprahuman ซึ่งความตั้งใจที่ถูกต้องจะต้องตามกัน บรรทัดฐานนี้เป็นกฎชั่วนิรันดร์ Bernard ไม่ได้มีใจในกฎหมายเลย แต่เขาก็อยู่ไกลจากการกล่าวว่า ความดีกำลังมีความรู้สึกดี ๆอย่างตรง ๆ เขาลงโทษคนที่ตีราคาเจตจำนงของตนน้อย แต่ละคนทำสิ่งสากลและกฎชั่วนิรันดร์ นี้เป็นสิ่งที่บิดเบือนที่ต้องการเลียนแบบพระเจ้า
ระหว่างศตวรรษที่ 12 จริยศาสตร์หรือปรัชญาทางศีลธรรมถูกยอมรับว่าเกิดขึ้นในจำพวกระเบียบการสอนในโรงเรียนหลายคริสต์หลายแห่ง ข้อความที่คัดออกมาจำนวนมาก (ftorilegia) และตำราของพระถูกผลิตขึ้นมาบริการเช่นตำราการฝึกเด็กในโรงเรียนวัดและศูนย์การศึกษาอื่น ๆ ผลงานสำคัญเหล่านี้เป็นความลับมีตัวอย่างเช่น Teachings of the moral Philosophers (Moralium dogma philosophorum) ซึ่งได้เป็นคุณลักษณะของ William แห่ง conhes, Gauthier แห่ง Chatillon และอื่น ๆ มีหนังสือ the Moral philosophy of the Good in itself และหนังสือ the Useful Good (Moralis philosophia de honesto et utili) พิมพ์ระหว่างผลงานของ Hilsebert แห่ง Tours แต่เป็นการแต่งหนังสือที่ไม่แน่นอน และมี oxford collection of Moral writings (Florilegium Morale Oxoniense) ซึ่งได้แก้ไขเร็ว ๆ นี้เท่านั้น สิ่งเหล่านี้และผลงานชนอดนี้อื่น ๆ ได้ร่วมกันเป็นความต้องการ cull สิ่งที่ดีที่สุดจากกรีกยุคคลาสสิคและนักเรียนศีลธรรมชาวโรมันและดัดแปลงการอ่านแบบฝึกหัดเหล่านี้มาสู่ความต้องการของวิถีชีวิตชาวคริสต์ ในขณะนี้เองบางครั้งก็เรียกว่า Christian Socratism ผู้แต่งหนังสือสมัยก่อนซึ่งได้รับความนับถืออย่างยิ่งคือ Plato, Cicero, Seneca และนักเขียนรุ่นเยาว์ที่มีชื่อได้แก่ macrobius และ Andronicus จริยศาสตร์สะสมในศตวรรษที่ 12 กลับแสดงการหันเหทางวิญญาณเรื่องของการรู้ตัวเอง แทนที่การเน้นหน้าที่ทางศีลธรรมโดยกฎหมาย พวกเขาปรึกษาการพัฒนาบุคลิกภาพทางศีลธรรมโดยการอบรมสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมะ (faith, hope, charity) และคุณธรรมหลัก (prudence, temperance, fortitude, and justice) คุณธรรมเหล่านี้ถูกแบ่งย่อยออกไปใน ส่วน หลาย ๆ ส่วนและผลก็คือการลงบัญชียืดยาวและบรรยายการประพฤติดีมากมาย (virtues) และไปด้วยเสียงวิจารณ์ของการประพฤติชั่วซึ่งด้านกัน (vices) บ่อย ๆ
กลุ่มที่มีชื่อเสียงกับทัศนะของลัทธิศาสนาอื่นปรากฏในศตวรรษที่ 12 และอาจจะมีอิทธิพลทางลบบ้างในศูนย์กลางปัจจุบันของจริยศาสตร์ชาวคริสต์สมัยกลางขบวนการกลุ่มหนึ่งนั้นคือ Cathari ในฝรั่งเศสตอนใต้ พวกเขามีศูนย์กลางอยู่ในเมืองที่เรียกว่า Albi และมาถูกรู้จักเป็นชื่อ albigensians ในประเทศอิตาลีกลุ่ม Cathari 2 กลุ่มก็พบในศตวรรษนี้ albanenses ในเขต Bergamo-Verona และ Concorenses (Garatcnses) ในพื้นที่ของ Concorezzo ลัทธิ Catharism เป็นการฟื้นฟู Manichaeism การสอนศาสนาซึ่งมีหลักอันติมะ 2 ประการ ประการแรกคือแห่งของสิ่งที่ดีทั้งปวงและเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างที่ 2 คือแหล่งของความชั่วทั้งปวง โดยปกติแล้วที่เหล่านี้เป็นฝักใฝ่ร่วมกันตลอดกาล และกำลังที่เท่ากันพระเจ้าในศตวรรษที่ลัทธิ Catharism สองฝ่ายเบื้องต้นของ Mani ถูกดัดแปลงทัศนะที่แตกต่างออกไปหลาย ๆ อย่างของชีวิตชาวคริสต์ผลสำเร็จ 2 อย่างของขบวนการนี้อาจจะเป็นที่สังเกตุในสมัยจริยศาสตร์ก่อนอื่นทั้งหมด Cathari ที่มีชื่อเสียงที่สุดได้รวมศาสนาจำนวนมากและสิ่งเฉพาะเจตคติมุ่งไปทางประพฤติทางศีลธรรม พวกเขาฝักใฝ่กิจกรรมทางเพศทั้งหมดเช่น ความชั่วทางศีลธรรม สำหรับตัวอย่างและต้องการให้ความเชื่อของเขาสมบูรณ์ ที่ละเว้นจากการสร้างก่อน แม้แต่การแต่งงานลัทธิ Extreme asceticism ก็ได้ถูกนับถือตรงกันข้ามตั้งแต่ลัทธิ Manichaeism อันเป้นต้นกำเนิด (of persian origin, Mani lived in the thirs century A.D.) ได้ยึดถือเอาว่าความชั่วเป็นจริงและเป็นสิ่งดีอย่างแน่นอน และนั่นก็เป็นเจตจำนง 2 อย่าง ในมนุษย์ทุกคน (ความชั่ว 1 และความดี 1) สาวกต่อมาหลาย ๆ คนถือว่าความไม่มีศีลธรรมเป็นการหนีไปไม่พ้น อย่างหนึ่งสามารถปฏิเสธได้ตามลำดับ สำหรับการกระทำชั่วโดยกล่าวว่า มันกั้นจากเจตจำนงที่ชั่วร้ายของเขาและไม่ใช่มาจากเจตจำนงที่ดี ซึ่งต่อมาเขาได้พิสูจน์ว่าเป็นอย่างเดียวกัน
ขบวนการศาสนาอื่น ๆ เริ่มมีเสียงเหนือกว่าทางจริยศาสตร์ในทัศนะของ Joachim แห่ง Flora (1145-1202) เจ้าอาวาสชาว Cistercian ในตอนเหนือของอิตาลี เขาสนันสนุนใฟ้กลับไปสู่ความเรียบง่ายและรุนแรงในตอนต้นปีคริสตศักราช ค่อนข้างที่จะเป็นที่แน่ใจว่าเขารู่สึกว่าสถานที่ศึกษาทั้งหมด หรือจริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับธรรมะเป็นเรื่องนอกศาสนาไร้สาระ ดังนั้น Joachim จึงต้องการแสดงการเพิ่มชนิดของนักกังขาคติทางจริยศาสตร์ การวิจารณ์การกระทำทางปรัชญาไม่ตรงกันกับการหลุดพ้นวิญญาณของตน งานเขียนทางเทววิทยาและทางคัมภีร์ของเขาได้ชี้แนะ apocalyptic view of history ซึ่งถูกผลักดันไปสู่ขั้นสูงในตำราที่ให้ชื่อว่า Eternal Gospel ซึ่งเขียนใน ค.ศ. 1254 โดย Gerardus de Borgo san Domino ในจำนวนตำราเหล่านี้ตำราของ Joachim ได้สนับสนุนการปฏิรูปอย่างสมบูรณ์ของการปฏิรูปทางศีลธรรมชาวคริสต์ และเน้นถึงหลักของการปฏิบัติ ดังพรตที่ว่าออกไปจากอุดมคติแห่งความเฉยเมยของสโตอิค ผลลัพธ์ของงานนี้ทำให้รู้สึกถึงการดำรงอยู่ของการติดต่อสื่อสารกันทางศาสนา (particularly the Franciscans) ในศตวรรษที่ 13 มันไม่ใช่การผลิตจริยศาสตร์ธรรมดา แต่ลัทธิ Joachimism เป็นพวกที่รับผิดชอบเจตคติบั้นปลายโลกหน้าในบางเรื่องของจริยศาสตร์สมัยกลางต่อมา
เป็นที่ชัดเจนว่าการคาดคะเนทางจริยศาสตร์จำนวนมากอยู่ในงานเขียนชาวคริสต์เล่มนี้ก่อนศตวรรษที่ 13 เป็นคำแยกมาจากการบันทึกครึ่งหนึ่งที่ถูกค้นพบคัมถีร์ไบเบิล และในโรงเรียนจริยศาสตร์กรีกของ platonic และ Stoic อย่างไรก็ตาม การเน้นสิ่งใหม่ที่สำคัญ 2 ประการเป็นการนำมาสู่จิตวิสัยในระยะนี้ ก่อนอื่นทั้งหมดความเห็นที่ว่าเจตจำนงของพระเจ้าหรือกฎตลอดกาลเป็นอันติมะ และบรรทัดฐานสัมบูรณ์ของการตัดสินจริยศาสตร์ทั้งหมด ตอนนี้ก็มาถึงตอนหน้าใน patristic เหล่านี้และศีลธรรมสมัยกลาง บรรทัดฐานนี้เป็นการเน้นอย่างเสมอกัน เราจะเห็นได้ในบทต่อไปโดยนักจริยศาสตร์ theistic ใน Jewish สมัยกลางและธรรมเนียม Moslem จนกระทั่งเรียบร้อย หลังจากสมัยของ Kant ในศตวรรษที่ 18 ความเชื่อมั่นนี้เองที่เป็นแหล่งการหยั่งรู้หน้าที่จริยศาสตร์ที่สมบูรณ์ซึ่งเหลืออยู่ เกือบจะไม่ท้าทายในประวัติศาสตร์ของจริยศาสตร์
ในตำแหน่งที่ 2 มโนภาพแรงจูงใจทางจริยศาสตร์ มโนภาพเจตคติส่วนบุคคลไปทางเหตุการณ์ภายนอกซึ่งคนหนึ่งถูกทำตามใจ เปลี่ยนมาเป็นจุดรวมการอธิบายศีลธรรมในระหว่างสมัยของจริยศาสตร์สมัยกลางนี้ เราจะเห็นได้หลายคนเหมือนกับ Augustine, Anselm และ Abelard เป็นพวกที่ทันสมัยที่เดียวในการอ้างจริยศาสตร์ของพวกเขาว่า สิ่งสำคัญที่แท้จริงไม่ใช่ลักษณะทางสสารของการกระทำของใคร แต่ออกจะเป็นแรงจูงใจข้างในของการทำตามใจบุคคล บางที่อาจจะมากกว่าที่เรารู้โดยทั่วไป ความสำคัญใหม่ ๆ นี้สมควรที่จะเป็นสิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่ชาวคริสต์ในสมัยกลางให้ความสำสำคัญต่อมนุษย์เหมือนสิ่งประดิษฐ์ของพระเจ้า ใจความที่สำคัญทางศีลธรรมสูงสุดของการรักพระเจ้าของออกัสตินก็เป็นแต่วิธีอื่นของการกล่าวนี้ เป็นตัวอย่างจริยศาสตร์ชาวคริสต์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 และผ่านพ้นไปด้วยดีแน่นอน
***