http://www.duangden.com
สมจศ 530 พัฒนาการความคิดทางจริยศาสตร์
[ SHES 530 Development of Ethical Thoughts ]

บทที่ 17 จริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์
 


***

บทที่ 17
จริยศาสตร์แนววิเคราะห์

นักปรัชญาชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 20 ได้ย้ำถึงการวิเคราะห์ทางภาษา ในส่วนของการเริ่มต้นนี้ก็ได้มีปฏิกริยาเชิงต่อต้านต่ออุดมคตินิยม ของที. เอช. กรีน และเอฟ. เอช. แบรดลีย์ ซึ่งได้บรรยายด้วยศัพท์เทคนิคที่สวยงามและสอดแทรกด้วยข้อคิดเห็นที่ดีมากมาย ในขั้นต้นนั้นการวิเคราะห์ทางภาษามาจากความต้องการที่จะอธิบายถึงความหมาย ทัศนะที่เป็นจริงและที่มีต่อโลกนั้นได้รับการชี้แจงไว้ในยุคต้น ๆ แห่งศตวรรษ โดยจี.อี.มัวร์และคนอื่น ๆ ผู้มีความรู้สึกว่าปรัชญานั้นควรทำหน้าที่ในการอธิบายศัพท์เทคนิคให้เข้าใจง่าย ๆ คำถามหลาย ๆ คำถามเป็นเรื่องที่จะให้คำตอบเพราะหลาย ๆ คำถามไม่ชัดเจนในตัวเอง ในที่สุดแล้วนักปรัชญาชาวอังกฤษหลายท่านก็กลับมาคิดกันว่าสิ่งที่พูดกันนี้เป็นกิจกรรมหลักของนักปรัชญา การตรวจสอบด้วยการวิพากวิจารณ์ ซึ่งบทสนทนาอันเกี่ยวกับตรรกะทางภาษาและการพยายามอธิบายซึ่งวิธีการในการให้ความหมายต่าง ๆ นั้น ได้รับการชี้แจงไว้อย่างดีที่สุดในการสื่อสารด้วยภาษา โครงการนี้ได้รับการเพิ่มเติมโดยตรรกะสมัยใหม่ที่รวดเร็วและก้าวหน้าในการที่รูปแบบทางความคิดที่เคร่งครัดต่าง ๆ ถูกตรวจสอบได้ หลังจากที่หนังสือเรื่อง “หลักคณิตศาสตร์” (Principia Mathematica) ของรัสเซลล์ (Russell) และไวท์เฮด (Whitehead) ได้ถูกจัดพิมพ์ขึ้น ก็เกิดความคาดหวังที่สูงว่าวิธีการใหม่อันเกี่ยวกับการคิดทำปรัชญาทั้งหมดจะถูกค้นพบในไม่ช้า ความคิดบางอย่างที่ว่าในที่สุดแล้วปรัชญาก็จะถูกนำไปใช้ในทางภาษาที่มีสัญลักษณ์พิเศษ คนอื่น ๆ ก็มีความรู้สึกว่าการติดต่อสื่อสารกันด้วยภาษาธรรมดา ๆ ของมนุษย์ก็มีความเพียงพอแล้ว และจริง ๆ ก็คือว่ามันเป็นการก่อตัวด้วยการสั่งสมทางปัญญาแห่งยุคสมัย

เดวิด ฮิวม์ (David Hume) ได้วางลำดับขั้นไว้เพื่อการประยุกต์ซึ่งโครงการเพื่อการวิเคราะห์ทางภาษานี้ให้เป็นจริยศาสตร์ ในตอนที่เขาได้กล่าวเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติไว้ในการที่นักปรัชญาศีลธรรมได้เปลี่ยนจากข้อความที่ว่า “อะไรเป็นอยู่” (What is so) (พระเจ้าเป็นภาวะที่สมบูรณ์ หรือว่ามนุษย์มีเหตุผล หรืออมตภาวะ หรือว่าความมีอิสระ) เป็นข้อความว่า “ควร” (มนุษย์ควรมีข้อมั่นสัญญาต่อกัน เขาควรหลีกเลี่ยงการทำร้ายผู้อื่น) การเปลี่ยนแปลงจาก “ เป็น” (is) เป็น “ควร” (ought) นี้ตามทัศนะฮิ้วม์เป็นความต้องการที่จะทำให้เห็นว่าถูกต้องหรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถอธิบายบางประการ มีปัญหาเกี่ยวกับภาษาที่ปรากฎชัดอยู่อย่างหนึ่ง เพราะความยากอาจได้รับการแสดงให้เป็นการสับเปลี่ยนที่ไม่อาจอธิบายได้จากอารมณ์ซึ่งแสดงออกเดี่ยว ๆ เป็นอารมณ์ซึ่งต้องมีหลักเกณฑ์กราย ๆ บางประการไป ถามว่านักปรัชญาศีลธรรมเปลี่ยนจากอารมณ์ที่แสดงออก (ซึ่งขึ้นกับสภาวะความทางข้อเท็จจริง) ไปเป็นอารมณ์ซึ่งต้องขึ้นกับเงื่อนไข,ไปตามความปรารถนา, และการไปตามการบังคับ (ซึ่งแสดงถึงความปรารถนา, ความต้องการ, การส่งเสริม, การเลือกและการสั่งบังคับ)ได้อย่างไร?

ข้อตกลงทางจริยศาสตร์ของชาวอังกฤษที่สำคัญในศตวรรษนี้ได้ยกให้เป็นปัญหาของฮิ้วม์ ความเข้าใจที่สำคัญต่อการวิเคราะห์ทางภาษาซึ่งอยู่ในส่วนของชาวอังกฤษนั้นได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวยุโรปอื่น ๆ (ยกเว้นกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ผู้ได้วางระบบทางความคิดไว้ตั้งแต่สมัยกลางและได้มีส่วนร่วมกับความสนใจในการวิเคราะห์ทางภาษาอันนี้ด้วย) และมันก็ได้แยกนักจริยศาสตร์ชาวอังกฤษไว้ส่วนหนึ่งต่างหาก จากกระแสหลักของนักคิดแห่งทวีปที่เกี่ยวกับเรื่องจริยศาสตร์ประเทศอังกฤษไม่ได้มีปรัชญาในแนวทางที่ประเทศอื่น ๆ เขามีกัน ความรู้สึกที่แปลกแยกมีอยู่ร่วมกัน สมัยหนึ่งการที่แจ็คเควส มาริเทน (Jacques Maritain) ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับจริยศาสตร์โดยการอธิบายไว้ในบทที่ว่านี้คือ “Je la tiensens pour absurbe!”

ในส่วนของจริยศาสตร์แนววิเคราะห์โดยมาก มันกลายเป็นเรื่องปกติที่จะพูดถึงระดับของการสนทนาภาคปฏิบัติ 3 ระดับ สิ่งนี้ได้ช่วยให้บุคคลได้เข้าใจถึงประเด็นหลักของจริยศาสตร์ของชาวอังกฤษ ขั้นแรกสุด กล่าวถึงการคิดเชิงปฏิบัติการของผู้กระทำซึ่งจะพยายามที่จะแก้ปัญหาส่วนตัวของเขาเอง สิ่งนี้เป็นระดับของการสนทนาทางศีลธรรม นักจริยศาสตร์แนววิเคราะห์ไม่กี่คนได้เขียนถึงปัญหาระดับนี้ควรจะเป็นการแนะแก่คนที่อกหัก ในส่วนที่ สองกล่าวถึงการคิดในปรัชญาที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ รูปแบบและวิธีการกระทำการวินิจฉัยในการมองถึงปัญหาทางจริยธรรม การตรวจสอบอย่างไตร่ตรองเช่นนี้ ต่อการคิดเชิงปฏิบัติการเป็นระดับของการอภิปรายทางจริยศาสตร์ ในส่วนสุดท้ายกล่าวถึงการศึกษาถึงสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าตรรกวิทยาและทฤษฎีความรู้ทางจริยศาสตร์และการพิจารณาปัญหาทั่ว ๆ ไปมากมายหลายอย่างที่ไม่มีขอบเขตของเหตุผลทางจริยศาสตร์ (เช่นความแตกต่างระหว่างเกณฑ์การตัดสินทางจริยศาสตร์และไม่ใช่ทางจริยศาสตร์, ธรรมชาติและความสัมพันธ์ของเสรีภาพ (Freedom) ทางจริยศาสตร์ การเปรียบเทียบเชิงประจักทางวิทยาศาสตร์และจริยศาสต์) ระดับที่สามนี้เรียกว่าการอภิปรายทางจริยศาสตร์ จริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์ได้อยู่ในระดับที่สามเป็นหลักนั่นคืออภิจริยศาสตร์ อภิจริยศาสตร์ไม่ได้พยายามที่จะบอกถึงวิธีการมีชีวิตที่ดีแก่เรา แม้กระทั่งการเตรียมหลักเกณฑ์ โดยที่เราอาจจะกำหนดตัวเราเองได้ จริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์พยายามแสวงหาและอธิบายการอภิปรายทางจริยศาสตร์เชิงตรรกะ แต่บางครั้งมันก็เป็นทัศนะและเป็นปัญหาทางจริยศาสตร์ (ระดับที่สอง) เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของมันและแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน การแก้ปัญหาด้วยทฤษฎีทางจริยศาสตร์ที่ถูกต้องโดยปราศจากการคำนึงถึงปัญหาบางอย่างทางอภิจริยศาสตร์เป็นอันดับแรกนั้น ก็ควรจะมองว่าเป็นความฉลาดน้อยของผู้วิเคราะห์

ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จอร์ช เอ็ด เวิร์ด มัวร์ (G.E.Moore) ได้เริ่มนำเข้าสู่ปรัชญาด้วยวิธีการใหม่ ๆ ด้วยการพิมพ์หนังสือของเขาเรื่อง “ความไม่มีจริงของอุดมคตินิยม” (Refutation of Idealism) และหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องหลักจริยศาสตร์ มันเป็นบทแรงของส่วนหลังที่ได้เป็นสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงตามแบบโคเปอร์นิกัสในจริยศาสตร์ของอังกฤษ มัวได้เริ่มต้นด้วยการนิยามความหมายของจริยศาสตร์แบบธรรมดา ๆ ในฐานะที่เป็นการศึกษาถึงสิ่งที่ดีหรือเลว ในการกระทำของมนุษย์ในบทแรกเขาถามว่า คำว่า “ดี” (Good) ใช้ในความหมายเช่นไร มันไม่สามารถนิยามได้ เขาคิดเช่นนั้น เพราะถ้ากล่าวว่ามันเป็นอะไรสักอย่างมากกว่าความดีก็เมื่อตอนที่ความหมายของมันเปลี่ยนไป เพื่ออธิบายสิ่งนี้เขาจึงได้ยกตัวอย่าง “สีเหลือง” ว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นคุณภาพที่ไม่สามารถนิยามได้อย่างง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้ความดีอาจให้ความหมายว่าเป็นคุณลักษณะบางอย่างที่มีอยู่ในบางสิ่ง (คุณลักษณะต่าง ๆ ที่ได้รับการบรรยายให้เห็นจริงซึ่งความรู้สึกนี้ ได้รับการนิยามไว้ในเรื่อง “ความไม่มีอยู่จริงของอุดมคตินิยม” ของมัวร์) ซึ่งอยู่ในธรรมนองเดียวกันกับที่ว่าสีเหลืองนั้นรู้ได้ว่ามีอยู่ในของสิ่งหนึ่ง ความดีก็ไม่สามารถให้ความหมายได้ว่าคือสิ่งที่สนุกสนาน หรือว่าเป็นสิ่งส่งเสริมความสุข หรือเป็นคุณสมบัติทางธรรมชาติหรือว่าเป็นความซับซ้อนทางด้านคุณสมบัติ การทำ “ความดี” ให้เหมือนกับเป็นคุณสมบัติทางธรรมชาตินั้นเป็นการกระทำในลักษณะ “การทำให้เข้าใจผิดของการศึกษาธรรมชาติ” มัวร์ได้สรุปว่าในความสำนึกรู้ที่แท้จริงทางจริยศาสตร์ คำว่า “ดี” นั้นเป็นความรู้สึกทั่ว ๆ ไปคือเป็นคุณลักษณะที่ไม่สามารถนิยามได้ซึ่งมีลักษณะเฉพาะและไม่ขึ้นกับธรรมชาติและต้องรู้ได้โดยตรงด้วยตัวเอง มีความแตกต่างกันอยู่ระหว่าง “ความดีในตัวเอง” กับ “ความดีในฐานะที่เป็นวิธีการ” คือสิ่งแรกได้แก่ความดีอย่างแท้จริงและเป็นสิ่งที่มัวร์ค้นพบว่าน่าสนใจที่สุด


ในคำนำของเรื่องหลักทางจริยศาสตร์มีคำถามสองคำถามที่นักปรัชญาศีลธรรมได้ถามไว้ คือ 1. สิ่งใดที่มนุษย์ควรแสวงหาให้เป็นเป้าหมาย 2. การกระทำอันใดที่พวกเราควรปฏิบัติ ข้อแรก มัวร์ได้บรรยายไว้ในการอภิปรายเรื่อง “ความดี” ที่มีชื่อเสียงของเขา และสิ่งนี้ก็จัดเป็นส่วนจริยศาสตร์ของเขาที่ได้มีอิทธิพลทั้งทางบวกและทางลบมากที่สุด หลาย ๆ คน ได้พลาดการสังเกตในการตอบคำถามข้อที่สอง มัวร์ได้แสดงเหตุผลว่า คำถามเช่นนั้นตอบได้ด้วยการมีประสบการณ์ การชี้บ่งว่าการกระทำเช่นใดที่เราควรใส่ใจ เราอาจคิด ได้อย่างแน่นอนถึงผู้ที่จะทำความดีให้เกิดขึ้น ตราบเท่าที่เขายังมีความเกี่ยวข้องอยู่ กฎทางศีลธรรมทั้งหมด “ก็จะเป็นเพียงข้อความที่กล่าวถึงว่าการกระทำเช่นใดจะก่อให้เกิดผลที่ดีแน่นอน” ด้วยเหตุนี้ เมื่อกล่าวในเชิงรูปธรรม หน้าที่ทางศีลธรรมแต่ละอย่างก็จะเป็นการกระทำซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความดีต่อการมีชีวิตอยู่ในโลก มากกว่าที่จะเป็นทางเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

งานทางจริยศาสตร์ชุดเล็ก ๆ ของมัวร์ (1912) เป็นความพยายามที่ชัดเจนที่ทำให้ทรรศนะของเขาเป็นที่เข้าใจต่อผู้ฟังส่วนใหญ่ เขากล่าวถึงบทที่สองว่าเกี่ยวกับประโยชน์นิยม เมื่อเขาได้ให้เหตุผลว่าการวินิจฉัยทางศีลธรรมมีจุดประสงค์ให้เกิดความรู้สึกที่ว่า “ การกระทำอย่างหนึ่งหรือที่อยู่ในทำนองเดียวกันนั้น ไม่สามารถถูกหรือผิดทั้งสองอย่าง” ในตอนสุดท้าย เขาได้กล่าวถึงทรรศนะของเขาอีกที่ว่าด้วยเรื่องหน้าที่กับสิทธิและการกระทำที่ถูกหรือผิด ถึงตรงนี้ มัวร์ได้อธิบายอย่างแจ่มแจ้งทีเดียวว่า การกระทำใด ๆ ก็ตามที่ถูกหรือผิด “ ก็มักจะตั้งอยู่บนผลลัพธ์ทางข้อเท็จจริง” ขณะเดียวกันมัวร์ก็ยอมรับว่าความใส่ใจต่อหน้าที่ของคนเรา มีส่วนสำคัญต่อความรู้สึกเช่นเดียวกับการสำนึกรู้ทางปัญญา เขาจะไม่ใส่ใจต่อข้อเรียกร้องที่ว่า การกระทำอย่างหนึ่งจะถูกหรือผิด ก็เพราะ “ สังคมของเขาเองมีความรู้สึกร่วมกันบางอย่างที่มีต่อการกระทำทางสังคมนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะว่า คนบางคนได้ทำสิ่งนั้น” เกรณ์ตัดสินดังที่กล่าวมา (ในฐานะเป็นทัศนคติส่วนบุคคลไม่ว่าท่งสังคมหรือส่วนตัว) จะไม่ทำให้บุคคลมีความสามารถในการตัดสินทางศีลธรรมตามเป็นจริง หากว่าคำสอนของมัวร์ที่ว่าด้วยเรื่องความหมายของความดีทางศีลธรรม ได้รับความสนใจ จริยศาสตร์ต่าง ๆ ในปี 1912 ก็จะเปลียนแปลงจุดสำคัญจุดหนึ่งที่อยู่ในหนังสือหลักจริยศาสตร์ ถึงตรงนี้ เขาพร้อมที่จะยืนยันว่า ความสุข คือ “ความดีสูงสุด” และรีบที่จะทำความเข้าใจต่อไปว่า ความดีสูงสุดนั้นแตกต่างจากความดีที่ดีอย่างแท้จริง อันหลังนี้จะรวมอยู่ในภาพรวมกว้าง ๆ มากกว่าที่จะจำกัดอยู่เฉพาะความสุขสำราญ

มัวร์ได้ช่วยทำสองจุดสำคัญให้เกิดความกระจ่างไว้ในหนังสือ ปรัชญาของ จี. อี. มัวร์ (1942) ขั้นแรกสุด ในหนังสือของเขาเรื่อง “ คำตอบแนววิพากษ์ของข้าพเจ้า” มัวร์ได้กล่าวถึงข้อโต้แย้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อการให้ความหมายของความดีที่ขึ้นกับอารมณ์ของชาเลส สตีเวนสัน (Chales Stevenson) ( ซึ่งมัวร์ได้รู้จากหนังสือของสตีเวนสันในปี 1937 เกี่ยวกับปัญหาทางจิต) แรกสุดมันดูเหมือนว่ามัวร์จะยอมรับสภาวะทางอารมณ์ แต่ในที่สุดเขาก็ปฏิเสธมัน สิ่งที่กล่าวนี้อยู่ร่วมในข้อวินิจฉัยเริ่มแรกของเขาที่ว่า ความรู้สึกที่โดดเดี่ยวไม่สามารถทำให้เกิดจุดประสงค์ของการวินิจฉัยได้ ส่วนที่สอง มัวร์ได้พยายามปรับปรุงไว้ใน “คำตอบ” นี้ว่าเป็นความหมายที่ขึ้นกับธรรมชาติและไม่ขึ้นกับธรรมชาติ เพราะด้วยเหตุที่ทั้งสองประการนั้นเขียนไม่ชัดเจนในตอนแรกของเขา ถึงขณะนี้เขาก็ยังกล่าวว่า คุณลักษณะทางธรรมชาติ “ ต้องพรรณนาได้” ถึงความมุ่งหมายต่อสิ่งที่มันจะครอบคลุมถึง อย่างไรก็ตาม มัวร์ก็ยังดำเนินการต่อไปว่าคุณลักษณะที่ไม่ขึ้นกับธรรมชาติ (ความดี) ไม่ได้เป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ด้วยความรู้สึก และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพรรณนาถึงจุดหมาย

มีความยากและช่องว่างที่ปรากฏชัดอยู่ในงานเขียนที่กล่าวถึงความหมายของความดีและความถูกต้องของมัวร์อยู่ ดูเหมือนเขาต้องการที่รู้ด้วยตนเองถึงคุณลักษณะที่ไม่ขึ้นกับธรรมชาติ นั่นก็คือความดี ถึงกระนั้นก็ดี เขาก็ไม่เข้าใจทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่อง สัญชาติกญาณนิยมซิดวิกค์ ( Sidewick) ดีพอ สิ่งที่เป็นความดีที่แท้จริง เป็นคุณลักษณะที่ไม่เคยกระจ่างแจ้งไปทุกอย่าง ส่วนมากแล้วสภาวะทางจิตสำนึกหรือทัศนคติมัวร์ได้ให้ทรรศนะไว้แล้วในฐานะเป็นผู้เห็นด้วยกับคุณลักษณะทางสภาวะแห่งความดี แต่บทสุดท้ายของ “หลักทางจริยศษสตร์” ได้เสนอแนะไว้ว่า สิ่งที่เหมือนกับ “ศิลปะหรือธรรมชาติ” นั้นเป็นสิ่งที่ดีซึ่งอยู่ในความรู้สึกที่แท้จริงในบางสถานการณ์ หลังจากที่อ่านเอกสารภาษาอังกฤษที่บ่งถึงยุคสมัยแล้ว นักปรัชญาศีลธรรมก็ได้จำแนกเป็นนักการศึกษาทางธรรมชาติ กับนักปฏิเสธการศึกษาทางธรรมชาติ

ในปี 1910 เบอร์ทรัลด์ รัสเซลล์ (Bertrald Russell) (1872-) ได้เขียนเรื่องชุดเกี่ยวกับวารสารต่าง ๆ และเรื่องเหล่านั้นก็ได้ถูกรวบรวมไว้ภายไต้ชื่อ “สาระสำคัญทางจริยศาสตร์” ( The Element of Ethic) ถ้าใครมีความสงสัยบางอย่างที่เกี่ยวกับอิทธิพลขอลจี. อี. มัวร์ ก็ควรอ่านงานเขียนชิ้นเล็ก ๆนี้ของรัสเซลล์ เผื่อจะได้ข้อสรุปที่แน่นอนของหนังสือ “หลักทางจริยศาสตร์” ต่อมาไม่นานรัสเซลล์ได้เขียนบทความย่อไว้ในสิ่งที่เขายอมรับว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณต่อวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเขาได้พูดต่อไปว่าเขาได้สะสางความผิดของเขาอันเกี่ยวกับการไม่สามารถนิยามความหมายของความดีได้ รัสเซลล์กลับมาทบทวนว่า เพียงการปราศจากอคติที่ว่าความดีนั้นเป็นใหญ่ ก็ถือได้ว่าเป็นความเข้าใจที่ฉลาดซึ่งเขาต้องการที่จะได้เห็นในซานตายาน่า ( Santayana) ในบทบันทึกนี้รัสเซลล์ได้กล่าวต่อไปว่าเขาพบว่า มันยากที่จะแก้ปัญหาต่อทรรศนะที่น่าพอใจเกี่ยวกับจริยศาสตร์ และด้วยเหตุนี้ เขาก็ไม่เขียนงานภาคสนามอีกต่อไป

แน่นอนว่า การกระทำอย่างนี้ไม่ใช่นิสัยของรัสเซลล์ที่จะไม่สร้างงานทางจริยศาสตร์เพื่อเป็นการพักผ่อนทางชีวิตของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ผลิตงานเขียนชิ้นสำคัญอันเกี่ยวกับปรัชญาศีลธรรม เบอร์ทรัลล์ รัสเซลล์ ก็ได้เป็นสมาชิกวงดนตรีของวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในงานเขียนเรื่อง “ เสรีภาพในการนับถือตนเอง” ( A Freedom Man s Worship) (1903) เขาได้พิจารณาถึงศีลธรรมว่าเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ถูกกำหนดโดยความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม และเขาก็ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า “ โลกแห่งความเป็นจริง เบื้องหลังของทุกอย่าง เป็นความไม่ดี ” เสรีภาพในการนับถือตนเองของมนุษย์ต้องอยู่บนการยอมรับที่เป็นอิสระจากความปรารถนาส่วนตนและกำจัดความอยากที่ไม่จำกัด

ปี 1935 ในบทที่ 9 อันว่าด้วยเรื่องศาสนาและสังคม รัสเซลล์กล่าวว่า คำถามที่เกี่ยวกับ “ ความดี” และ “คุณค่า” นั้น สังคมไม่สามารถเข้าถึงได้ และจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้ว่า “ อยู่นอกเหนือขอบเขตของความรู้” ด้วยเหตุนี้ คำกล่าวของข้าพเจ้าที่ว่าบางสิ่งบางอย่างมีค่านั้น เป็นการแสดงถึงอารมณ์ส่วนตัวของข้าพเจ้าเท่านั้น ในความคิดที่อยู่ในสมัยของรัสเซลล์ จริยศาสตร์เป็นความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะหลีกเลี่ยงลักษณะทางอัตตวิสัยที่มีต่อการใช้อำนาจทางอารมณ์ มันเป็นประเภทความสงสัยทางจริยศาสตร์ซึ่งมักจะถูกเอาไปรวมกับทรรศนะอันหลังของรัสเซลล์

นักคิดคนอื่น ๆ ของเคมบริดจ์ เช่น ลุดวิค วิทท์เจนสไตน์ ( Ludwig Wittgenstein) (1889-1951) ก็ได้ช่วยให้ทฤษฎีทางจริยศาสตร์นั้นมีความยากในการประเมินค่าเช่นกัน ถึงกระนั้นก็ดี เขาก็ยังได้รับผลกระทบในภาคสนาม แรกสุด วิทท์เจนสไตน์ ซึ่งเป็นชาวเวียนนาได้ศึกษาวิชาวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ เขาเป็นคนแรกที่ได้อ่านงานเขียนชุด หลักทางคณิตศาสตร์ และได้ไปศึกษาปรัชญากับรัสเซลล์ที่เคมบริดจ์ สมัยแรก ๆ แห่งศตวรรษที่ 20 ก็ได้สถาปนาเขาไว้ในกรุงเวียนนา ( ช่วงเวลาหนึ่งที่เขาอาศัยอยู่ในบริเวณวัดเบนดิกติน และตัดสินใจเข้าสังคมศาสนาแคทอลิก ) ซึ่งเป็นที่ ๆ เขาได้ติดต่อกับมอริทซ์ ชลิกค์ และสมาชิกคนอื่นๆ ของคณะผู้เชื่อถือในปฏิฐานนิยมแห่งเวียนนา แต่ก็ไม่เคยเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มที่มีชื่อเสียงของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ เขาก็ได้จัดพิมพ์ข้อเขียนเป็นภาษาเยอรมันเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นที่รู้จักในภายหลังว่า (1922) บทความพิเศษทางปรัชญาตรรกะ เมื่อกลับไปยังเคมบริดจ์ ในปี 1929 ในฐานะนักเรียนชั้นสูงในวิชาปรัชญา ในไม่ช้า วิทท์เจนสไตน์ก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกแล้วเริ่มทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ บางสิ่งมีอยู่มากมาย อย่างเช่นการนับถือบุคคลสำคัญ ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นให้เกี่ยวเนื่องกับตัวเรา ในสิ่งที่ จี. อี. มัวร์ ได้มีส่วนร่วมด้วยและความลี้ลับอันนี้ก็ยังคงอยู่ แม้ว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว มันเป็นความจำเป็นที่ต้องเข้าใจต่อสิ่งนี้ ที่ว่าผู้คนมากมายมีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ทางปัญญา ก่อนที่ใครจะเข้าใจถึงผลกระทบที่ว่า เขาอยู่ในวงการปรัชญาอังกฤษ ในปี 1929 วิทท์เจนสไตน์ ก็ได้เป็นโปรเฟสเซอร์ ทางปัญญาที่เคมบริดจ์ต่อจากมัวร์

งานเขียนต่าง ๆ ของวิทท์เจนสไตน์ ( คล้ายกับของจอห์น วิสดั้มที่เคมบริดจ์ ) เป็นศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับงานวิเคราะห์ทางภาษาทุกอย่าง ไม่เหมือนกับคนอื่น ( รวมทั้งมัวร์ด้วย ) วิทท์เจนสไตน์ก็ไม่เห็นด้วยกับที่คำพูดต่าง ๆ ทำหน้าที่เบื้องต้น โดยเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งต่าง ๆ หรือเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกของจิตรู้สำนึกภายใน สำหรับเขาแล้ว คำพูดต่าง ๆ เป็นเหมือนการเล่นโดมิโน่มากกว่าที่คนจะเล่นเกมส์ต่าง ๆ ( เขายังมีความรับผิดชอบต่อแนวคิดใหม่ที่ได้รับการทำให้แพร่หลาย โดยมาแชลล์ แม็คลูแฮน ( Mashall McLuhan) ที่อาจทำให้เกิดผลกระทบคือ “ ทฤษฎีทางการสื่อสาร” จะมีผลต่อการจัดสื่อ ) เมื่อกล่าวถึงผลลัพธ์ วิทท์เจนสไตน์ ก็ได้ทำให้นักปรัชญาชาวอังกฤษหลายคนเกิดความมั่นใจว่า งาน หลักทางปรัชญาก็คือความเข้าใจง่าย ๆ ต่อสิ่งที่ขึ้นกับการให้ความสำคัญกับการใช้ภาษา จากความแน่นอนทางตรรกะทำให้เขาได้จัดการกับทฤษฎีที่ว่าญัตติสามารถพิสูจน์ได้ เพียงแต่ว่าถ้าญัตติเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พูดถึงบ่อย ๆ หรือถ้าญัตติเหล่านั้นไปสอดคล้องกับข้อแสดงทางการกำหนดรู้ด้วยความรู้สึกโดยตรง สิ่งนี้ไม่มีประโยชน์ทางอภิปรัชญา และทางศาสนาในฐานะที่เป็นสถาบันและทางทฤษฎีจริยศาสตร์

ในบทความพิเศษของวิทท์เจนสไตน์ เขาได้ตีกรอบทฤษฎีทางจริยศาสตร์ ขณะนี้ (1921)เขายอมรับว่าใคร ๆ สามารถพูดถึงความดีและความชั่วร้ายให้อยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรมได้ แต่เขาทักท้วงต่อคำว่า “ควร” ว่าปราศจากความหมาย ดังนั้น บทความพิเศษนี้จึงแนะนำไว้ว่า เราอาจจะแสดงให้เห็นถึงการตัดสินคุณค่าให้ขึ้นกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ให้เกิดความสำนึกว่าควรกระทำอย่างไร แต่สำหรับวิทท์เจนสไตน์แล้ว สิ่งนี้ไม่ได้ชี้ให้เห็นเลยว่าจริยศาสตร์ควรได้รับการปฏิบัติให้เท่ากับสังคมศาสตร์ จริง ๆแล้ว ในปี 1942 เขาก็ได้พูดว่า เขาไม่ใส่ใจต่อการพรรณนาถึง “ วิถีชีวิตและประเพณีของกลุ่มชนต่าง ๆ” ว่าเป็นจริยศาสตร์

บัดนี้ (1965) เราก็ได้แจกจ่าย “ งานบรรยายเรื่องจริยศาสตร์” ที่ได้เขียนและบรรยายเป็นภาษาอังกฤษโดยวิทท์เจนสไตน์ (เขามักจะพักอยู่ที่บ้านในเยอรมันมากกว่า) ให้แก่คนบางกลุ่มที่เคมบริดจ์ ในบางครั้งระหว่างเดือนกันยายนปี 1929 และเดือนธันวาคมปี1930 การบรรยาย เริ่มต้นด้วยการนิยามความหมายศัพท์ของมัวร์ที่ว่า “ จริยศาสตร์เป็นการถามทั่ว ๆ ไปที่ว่า อะไรคือความดี” สำหรับการกำหนดกรอบความหมายของจริยศาสตร์ที่ประกอนกันขึ้นนั้น วิทท์เจนสไตน์ได้เสนอไว้เป็นชุดของ “ การแสดงออกที่มีความหมายเหมือนกัน” ต่อไป ดังนั้นจริยศาสตร์จึงเป็นการถามว่า สิ่งใดที่สามารถประเมินค่าได้ สิ่งใดเป็นสาระสำคัญที่แท้จริง เป็นการถามถึงความหมายของชีวิต เป็นการถามว่าอะไรที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า และกล่าวถึงสิทธิแห่งการดำเนินชีวิต วิทท์เจนสไตน์ได้อธิบายต่อว่า “ถ้าพิจรณาดูที่คำวลีเหล่านี้แล้ว ก็จะพบว่าเป็นไอเดียที่ดูดี เพราะเป็นสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์”

ลักษณะสองประการที่ว่า คำว่า “ดี” หรือคำว่า “ คุณค่า” อาจถูกนำมาใช้นั้น จะต้องแยกจากกัน การใช้อย่างธรรมดาและสัมพันธ์กันมีความหมายง่าย ๆ คือว่า บางอย่างเป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ( เช่น คน ๆ นี้เป็นนักเปียโนที่ดี ทางสายนี้เป็นทางที่ถูกต้อง) การปฏิบัติต่อกันทางจริยศาสตร์ หรือแบบเด็ดขาด มีความแตกต่างกัน และสามารถที่จะยกตัวอย่างได้ดังนี้ เช่น ข้าพเจ้าพูดโกหกเหลือเชื่อ คนฟังก็พูดกับข้าพเจ้าว่า “ คุณกำลังกระทำอย่างคนโหดร้าย” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ ข้าพเจ้าทราบดี แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องการกระทำในสิ่งที่ดีกว่านี้” เขาตอบว่า “ เป็นสิ่งที่ดีถ้าคุณต้องทำสิ่งที่ดีกว่านี้” วิทท์เจนสไตน์สรุปถึงการสนทนากันอย่างนี้พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “ ณ ตรงนี้คุณก็มีเกณฑ์ตัดสินคุณค่าแบบเด็ดขาด”

เกณฑ์ตัดสินคุณค่าเชิงสัมพัทธ์ทุกอย่างเป็นเพียงข้อความที่กล่าวถึงข้อเท็จจริงรวมทั้งการบรรยายด้วย แต่ไม่มีวิธีใดจัดว่าเป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าแบบสมบูณ์ที่สามารถถูกทำให้ยึดติดอยู่กับข้อความที่กล่าวถึงข้อเท็จจริง แม้แต่จิตที่รู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่างจะบอกถึงเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริงโดยสมบูรณ์อันเกี่ยวกับจักรวาลทั้งหมดและมนุษย์ทั้งหมด ตลอดถึงสภาวะทางจิตของมนุษย์ “ ก็จะควบคุมอะไรไม่ได้เลย ซึ่งเราเรียกว่าการตัดสินหรือการกระทำอะไรสักอย่างทางจริยศาสตร์ ซึ่งเมื่อว่าโดยเหตุและผลแล้วหมายถึงเกณฑ์ตัดสินนั่นเอง” ถ้าสิ่งที่กล่าวมานี้ให้ข้อเสนอแนะว่าไม่ใช่หลักจริยศาสตร์ แต่สำหรับวิทท์เจนสไตน์แล้ว สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความหมาย โดยลักษณะสำคัญแล้ว เขาได้เสนอแนะต่อว่า ถ้าใครก็ตามสามารถกล่าวถึงหลักจริยศาสตร์ให้ “ เป็นสิ่งที่เป็นคัมภีร์ทางจริยศาสตร์อย่างแท้จริงแล้ว” การกระทำอย่างนี้เท่ากับเป็นการทำลายหรือทำให้หนังสืออื่น ๆ อีกมากมายในโลกหมดค่าลง หลักจริยศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และภาษาของจริยศาสตร์ก็จะแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ส่วนที่เหลือของคำกล่าวของวิทท์เจนสไตน์ถูกยกให้เป็นหลักเกณฑ์การตัดสินทางจริยศาสตร์ที่ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนสุดท้ายเขาได้สรุปว่า

จนถึงบัดนี้ จริยศาสตร์แม้มันจะก้าวจากความปรารถนาที่กล่าวถึงบางสิ่ง บางอย่างอันเกี่ยวกับความหมายสูงสุดของชีวิตหรือว่าความดีที่สมบูรณ์ สิ่งที่ประเมินค่าได้โดยสมบูรณ์เหล่านี้ แต่ไม่สามารถที่จะเป็นวิทยาศาสตร์ ได้ สิ่งที่จริยศาสตร์พูดถึง ไม่ได้รวมเป็นความรู้ที่อยู่ในความรู้สึกอย่างใด อย่างหนึ่งของเรา แต่มันก็เป็นข้อมูลสำคัญของความเห็นด้วยที่อยู่ในจิตมนุษย์ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าเองก็ไม่สามารถช่วยให้เกิดการยอมรับอย่างลึกซึ้ง ได้ และข้าพเจ้าก็จะไม่ให้ชีวิตข้าพเจ้าละเลยมันได้

จุดหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาที่ควรจะจดจำไว้ก่อนที่เราจะไม่พูดถึงวิทท์เจนสไตน์อีก คือ ใน “ ข้อบันทึกการพูดกับวิทท์เจนสไตน์” ของเขา เฟร็ดดริช เวสมันน์ ( Freddrice Wesmann) ได้บันทึกข้ออธิบายบางอย่างที่ว่า วิทท์เจนสไตน์เกิดสนใจในจริยศาสตร์ของมอริทซ์ ชลิกซ์ ระหว่างสิ่งทั้งหลายอื่น ๆ ที่ถูกพูดถึง นั่นคือ ข้อความที่บ่งถึงความคิดทางจริยศาสตร์ 2 ประการของชลิกซ์ คือ 1. ความดีเป็นความดีก็เพราะพระเจ้าประสงค์ให้เป็น และ 2. พระเจ้าประสงค์ความดีก็เพราะมันเป็นความดี ทีนั้น วิทท์เจนสไตน์ก็ได้กล่าวว่า เขาให้ข้อเสนอต่อทรรศนะข้อแรกว่า “ ความดีเป็นสิ่งที่พระเจ้าจัดไว้” ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่าในการวิเคราะห์ขั้นสูงสุด วิทท์เจนสไตน์ได้เลือกให้มันเป็นเจตนารมณ์แห่งสวรรค์ การอธิบายของเขาด้วยความคิดที่เห็นชอบนี้ เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับความพยายามที่ต้องใช้เหตุผลในการอธิบายว่า ทำไมบางสิ่งบางอย่างจึงดีเมื่อพูดในแง่จริยศาสตร์ “ ทฤษฎีที่ไม่ได้ให้อะไรแก่ข้าพเจ้า”จะไม่ใช่หลักจริยศาสตร์ก็เป็นศาสนา อันใดอันหนึ่งนั้น ได้รวมไปถึงแนวคิดของวิทท์เจนสไตน์ด้วย และสิ่งนี้บางทีก็ดูเป็นคำพูดสุดท้ายที่อยู่ในเรื่องราวของเขา

สิ่งที่วิทท์เจนสไตน์ได้กำลังพูดถึง ไม่ใช่เป็นการค้นพบส่วนตัวครั้งล่าสุดที่เขาได้ทำขึ้นแต่อย่างใด มันเป็นการสอนที่มีมาตรฐานในกลุ่มชาวเวียนนา วิธีการพูดหลัก ๆวิธีหนึ่งในกลุ่มนี้ รูดอร์ฟ คาร์แนบ ( Rudorf Carnap) (1891-) ได้เขียนงานชิ้นเล็ก ๆ เกี่ยวกับจริยศาสตร์ไว้มากมาย แต่ในปรัชญาและความสัมพันธ์ระหว่างประโยคทางตรรกะ (1935) เขาได้รวมบทความหนึ่งซึ่งมีลักษณะตายตัวที่ว่าทฤษฎีทางจริยศาสตร์เชิงพรรณนาไม่มี “ความหมายในทางทฤษฎี” และไม่ได้เป็นทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ ( เช่นสามารถพิสูจน์ได้) ในความหมายอื่น ๆ คาร์แนปอธิบายว่า ข้อความทางจริยศาสตร์อาจทำให้อยู่ในลักษณะเป็นการแสดงซึ่งอารมณ์ต่าง ๆ หรือความปรารถนาของผู้พูด ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกเหล่านี้ อาจถูกตรวจสอบทางประสบการณ์ในทางปรัชญา หรือถ้าปรารถนาให้อยู่ในหลักจริยศาสตร์ทางจิตวิทยา มอร์ลิทซ์ ชลิกซ์ เป็นสมาชิกของกลุ่มเวียนนาคนหนึ่งที่ช่วยให้มันเป็นทรรศนะที่เหมือนกันเหล่านี้ มันเป็นคำบรรยายถึงความหมายทางอารมณ์อันเกี่ยวกับข้อความทางจริยศาสตร์ในยุคต้น ๆ

ไม่ใช่นักปรัชญาทุกคนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดรู้สึกตกเป็นเหยื่ออิทธิพลของวิทท์เจนสเตียน(Wittgenstein) อัลเฟรด ซีริล อีวิง (Alfred Cyril Ewing 1899) ได้ปกป้องจริยศาสตร์อัชฌัตติกนิยมอย่างแข็งขันต่อผู้คัดค้านทุกคน และผลงานของเขาที่ชื่อ “คำจำกัดความเกี่ยวกับความดี” (The Definition of Good 1947) เป็นไปได้ว่าเป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องอัชฌัตติกญาณนิยมที่เด่นชัดเล่มหนึ่งในจริยศาสตร์สมัยใหม่ อีวิงปฏิเสธ (ในงานเขียนเล่มนี้) ทั้งธรรมชาตินิยมและอัตตนิยม และยังแยกตัวเขาเองออกจากนักประโยชน์นิยมตามอุดมคติ(ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาอีกฝ่ายหนึ่ง) ที่ว่า ความดีที่มีคุณค่าภายในของมอร์นั้นเป็นพื้นฐานของทฤษฎีจริยศาสตร์ทุกสาขา และที่ว่า ความดีนี้เรารู้ได้ในตัวมันเอง โดยปรนัย โดยผู้ที่มีจิตใจเที่ยงธรรม ทุกอย่างอีวิงสันนิษฐานเองเองทั้งนั้น เมื่อกล่าวถึงการตัดสินสิ่งที่ควรทำ อีวิงก็เป็นนักกรณีธรรมที่มีการขยายความเกี่ยวกับทฤษฎี การที่จะกล่าวว่า “การกระทำเอ ควรถูก (หรือเราควรทำการกระทำเอ) นั้น ก็พอ ๆ กับการที่จะกล่าวว่า เอได้รับคำสั่งโดยพระผู้เป็นเจ้า กระนั้นก็ดี อิวิงก็ไม่ได้เห็นด้วยกับ วิทท์เจนสเตียนว่า นี้เป็นจุดสุดท้ายของเนื้อหา อีวิงคิดว่า สิ่งที่พระเจ้ารับสั่งนั้นเป็นข้อผูกพันธ์ เพราะว่าพระเจ้าเป็นองค์ความดี มันเป็นความดีในความรู้สึกเชิงปรนัยและเชิงอภิปรัชญา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับข้อเรียกร้องทางจริยศาสตร์ เป็นระยะเวลาหลายปีทีเดียวที่อีวิงเกือบจะยืนยันในหลักการนี้คนเดียวในประเทศอังกฤษในการให้การสนับสนุนทัศนคติเช่นนี้ เอ เจ เอเยอร์ (A.J. Ayer) โจมตีทัศนะนี้อย่างแข็งขัน (เราจะพิจารณาข้อสันนิษฐานของเขาย่อ ๆ) เขาได้รับอิทธิพลให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดทางจริยศาสตร์ตั้งแต่ปี 1958 หนังสือเรื่อง “ความคิดอีกประการหนึ่งในปรัชญาศีลธรรม (1959) แสดงให้เห็นว่า อีวิงเปิดประเด็นการให้เหตุผลชนิดหนึ่ง เกี่ยวกับหน้าที่และความดีซึ่งนักคิดชาวอังกฤษที่หนุ่มกว่าได้ดำเนินการต่อมาในสำนักปรัชญา “เหตุผลที่ดี” นอกจากนี้แล้ว ในบทความที่เสนอในปี 1958 อีวิงได้จัดธรรมชาตินิยม อธรรมชาตินิยมเบื้องต้น และอัตตนิยมว่าเป็นการแบ่งที่สำคัญของจริยศาสตร์ร่วมสมัย และดังนั้นจึงให้ข้อแนะนำว่า เขาสามารถมองความเป็นไปได้ที่จะทำให้จริยศาสตร์ทั้งสามสาขานั้นรวมกันเป็นสถานะอันเดียว ตอนนี้ เมื่อต้องการที่จะละทิ้งความสามารถในการให้คำจำกัดความ เรื่อง “ความดี” โดยไม่มีกำหนด อีวิงก็ยังคงยืนยันว่า คำว่า “ควร” อยู่นอกเหนือการให้คำจำกัดความ เขาเห็นด้วยที่ว่า การตัดสินว่าสิ่งไหนควรทำนั้น แสดงความรู้สึกเชิงอัตตนัยสำหรับหรือต่ออะไรบางอย่าง อย่างไรก็ดี สิ่งที่เขาเน้นตอนนี้ก็คือว่า การตัดสินเชิงจริยศาสตร์นั้นจะต้องถูกพิสูจน์ว่ามีความชอบธรรมด้วยเหตุผล และถูกกำหนดเกี่ยวกับตัวเราจริง ๆ โดยสถานการณ์ที่เป็นปรนัย การพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นมีความชอบธรรมสูงสุดนั้น จะสามารถบรรลุถึงได้ก็โดยการเรียกร้องหาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์อย่างเดียว แต่เขาก็ยังคิดว่า แนวคิดหลัก ของจริยศาสตร์เป็นอธรรมชาตินิยม จริยศาสตร์ของอีวิง แสดงให้เห็นความยุ่งยากหลาย ๆ อย่าง แม้แต่ต่อผู้มีแนวโน้มจะเห็นด้วยกับการสันนิษฐานเบื้องต้นของเขา

นักปรัชญาที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดก็ได้สนใจการวิเคราะห์เชิงภาษาและก็ได้ทำวิชานี้ให้เป็นของพวกเขาเอง ผู้ที่เป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวนี้ก็คือ จอห์น อัสติน(1911-1960) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์สอนวิชาปรัชญาศีลธรรม ณ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดในปี 1952 เขาไม่ได้ตีพิมพ์หนังสือเลยระหว่างที่เขามีชีวิตอยู่ และหนังสือสองเล่มที่ได้ถูกตีพิมพ์หลังมรณกรรมของเขา (คือเรื่อง งานเขียนเกี่ยวกับปรัชญาในปี 1961 และเรื่อง วิธีการที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยคำพูดในปี 1962) ก็เกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์โดยอ้อมเท่านั้น เกี่ยวกับฉบับพิมพ์เรื่องที่บรรยายสองเรื่อง งานเขียนสองเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า อัสตินได้ทำการศึกษาเรื่องคำและความหมายให้เป็นเรื่องสำคัญต่องานของเขาที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด หนึ่งในบรรดาบรรณาธิการของเขา เจมส์ โอ อูร์มสัน (1905-) ได้เขียนหนังสือเรื่อง “การวิเคราะห์เชิงปรัชญา”( 1956) ซึ่งเป็นการศึกษาที่มีประโยชน์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทั้งหมด เรื่องที่เขียนเพื่อส่งไปตีพิมพ์เกี่ยวกับจริยศาสตร์ที่ได้รับการอภิปรายกันมากของอูร์มสัน ก็เป็นงานเขียนชิ้นเล็ก ๆ คือเรื่อง “ว่าด้วยเรื่องลำดับขั้น”(On Grading) ซึ่งเขาพูดถึงการประเมินที่ฉลาดเกี่ยวกับระดับความสัมพันธ์ของเรื่องต่าง ๆ (อย่างเช่นเรื่องลูกแอปเปิ้ล) ในความหมายของ “ลำดับขั้น” ในการอภิปรายตัวอย่างต่าง ๆ ของลำดับขั้น รวมถึงสารบัญเชิงวิชาการเกี่ยวกับสิ่งที่ดีเยี่ยม ดีมาก ดี และ พอใช้ เป็นต้น อูร์มสันเรียกสิ่งเหล่านี้เป็นการจัดลำดับขั้น เป็นสัญลักษณ์ลำดับขั้นว่าอันนี้สูงกว่าและอันนี้ต่ำกว่า ธรรมชาตินิยมทางจริยศาสตร์(Naturalism) อัชฌัตติกญาณนิยม(Intuitionism และอารมณ์นิยม(Emotivism)(อาเวคนิยม) (และอัตตวิสัยนิยม และประโยชน์นิยม) ทุกสาขาที่กล่าวมามีอะไรบางอย่างเพื่อให้การสนับสนุน ตามความคิดเห็นของอูร์มสัน ก็คือเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดลำดับทางจริยศาสตร์ อย่างน้อย ตอนนี้เราก็รู้ว่า การที่จะพรรณนาก็เป็นสิ่งหนึ่ง การที่จะจัดลำดับจริง ๆ แล้ว ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง การเลือกทางศีลธรรมใกล้ชิดกันกับการจัดลำดับเรื่องการตัดสินมากกว่าการพรรณนา แต่ไม่มีชุดการกำหนดมาตรวัดการจัดลำดับขั้นสำหรับจริยศาสตร์กำหนดตัวมันเองได้ อูร์มสันจบลงด้วยการให้ข้อแนะนำว่า เราอาจจะจัดลำดับเกณ์ทางจริยศาสตร์จากความคิดเห็นเกี่ยวกับลำดับขั้นสูงสุด “ระดับที่เข้าใจกระจ่างแจ้ง และระดับที่ยังไม่เข้าใจกระจ่างแจ้ง” นี้เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของการวิเคราะห์ประเภทหนึ่งซึ่งนักวิเคราะห์แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดทำจากวิธีการเข้าถึงจริยศาสตร์ด้วยภาษาพื้น ๆ

ในที่สุด ก็มีนักปรัชญาคนหนึ่งซึ่งมาจากประเทศสหรัฐฯได้ร่วมกับนักวิเคราะห์อีกหลาย ๆ คน ท่านผู้นี้ก็คือ ชาส์ล แอล สตีเวนสัน(1908-) ซึ่งได้ศึกษาทั้งที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี 1937 ท่านได้จัดพิมพ์บทความเกี่ยวกับเรื่องจิตซึ่งได้ตั้งชื่อว่า ความหมายเชิงอารมณ์แห่งคำศัพท์ทางจริยศาสตร์” คำนี้เป็นข้อความสำคัญแห่งทฤษฎีอารมณ์นิยมของจริยศาสตร์, ในทฤษฎีนี้ สตีเวนสันได้จัดความประสงค์ 3 ประการสำหรับให้ความหมายของความดี ซึ่งมีความสำคัญในจริยศาสตร์ คือ (1) จะต้องเปิดให้มีการโต้แย้งกันด้วยสติปัญญา (2) จะต้องมีการส่งผลต่อแรงจูงใจ ซึ่งเปรียบเสมือนแม่เหล็ก (การอ้างอิงตามที่อ้างมาจากของสตีเวนสัน) และ (3) ไม่ใช่ว่าจะสามารถค้นพบได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียวเท่านั้น สตีเวนสันได้แยกแยะการใช้ภาษาออกเป็น 2 ประการใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ หนึ่ง เพื่อถ่ายทอดความเชื่อ และเพื่อแสดงความรู้สึกของเรา หรือสร้างสรรค์อารมณ์(อย่างเช่นในบทกวี) หรือ สอง เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนแสดงการกระทำออกมา(อย่างเช่นในการกล่าวสุนทรพจน์) การใช้แบบแรกเป็นแบบเชิงพรรณนา และการใช้แบบที่สองเป็นแบบเกี่ยวกับอำนาจหรือแรงผลักดันให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความหมายเชิงอารมณ์(เช่นอย่างที่ C.K. Ogden และ I.A. Richard ใช้ในสมุดบันทึกที่ว่าด้วยเรื่องความหมายตามตัวอักษร หรือเชิงวรรณคดี) ปรากฏต่อสตีเวนสันว่าการระบุถึงการใช้ประเภทที่สองนี้ว่าเป็นจุดประสงค์ของคำเพื่อที่จะก่อให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ในตัวคน ดังนั้น การโต้แย้งโดยทั่วไปของเขาจึงออกมาในลักษณะที่ว่า ประโยคทางจริยศาสตร์นั้นเข้าใจได้ดีที่สุดในคำศัพท์ของความหมายเชิงอารมณ์เช่นนี้

หนังสือเล่มแรกของสตีเวนสัน ชื่อเรื่อง จริยศาสตร์กับภาษา(1944) เพิ่มสาระสำคัญเบื้องต้นเช่นเดียวกันนี้ แต่ตอนนี้เขายินยันว่า ความหมายเชิงอารมณ์นั้นไม่ได้เป็นอุปกรณ์สนับสนุนต่อจริยศาสตร์กับการพิจารณาที่สำคัญของนักปรัชญา แต่เป็นสิ่งที่นักจริยศาสตร์จะต้องตรวจสอบอย่างพิถีพิถัน สำหรับสตีเวนสันแล้ว มีความสำคัญมากที่จะทำความเห็นไม่ตรงกันทั้งสองอย่างนี้ให้กระจ่าง คือ 1 ในทัศนคติ 2 ในความเชื่อ เนื่องจากความเชื่อเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอาจจะมีอิทธิพลต่อทัศนคติ มีความหมายในข้อความทางจริยศาสตร์อาจจะเป็นจริงหรือเท็จก็ได้ ถ้าคนเราจะยอมให้มีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นอันหนึ่งต่อสตีเวนสัน(ว่า ความเห็นไม่ตรงกันทั้งหมดในทัศนคตินั้นมีสาเหตุหรือบ่อเกิดมาจากความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องความเชื่อ) ดังนั้น เขาจึงรู้สึกว่า เขาอาจจะตรวจสอบเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินเชิงจริยศาสตร์ การอภิปรายเกี่ยวกับการโต้แย้งนี้ได้นำมาสู่เรื่องราวที่เป็นปัจจุบันมากขึ้นเกี่ยวกับจริยศาสตร์ที่ใช้เหตุผลที่ดี อย่างที่เราจะได้พูดถึงในเร็ว ๆ นี้

ข้อเท็จจริง และคุณค่า การศึกษาในการวิเคราะห์เชิงจริยศาสตร์(1963)ไม่ได้แสดงให้เห็นการคิดแบบใหม่เกี่ยวกับจริยศาสตร์ของสตีเวนสันเลย แต่มันก็เป็นการรวบรวมที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับบทความซึ่งมีการตีพิมพ์ตามกำหนดเวลาและคำปราศัยที่ว่าด้วยเรื่องจริยศาสตร์เชิงอารมณ์ และทฤษฎีอื่น ๆ อย่างเช่นของ จอห์น ดิวอี้ (เริ่มด้วยบทความว่าด้วยเรื่องจิตแห่งปี 1937) มีความสำคัญที่จะชี้ว่านักปรัชญาชาวอเมริกันสองคนผู้ที่อิทธิพลต่อสตีเวนสันมากคือ R.B. Perry และ Dewey. แนวคิดของเพอรี่เกี่ยวกับคุณค่าในฐานะเป็นเรื่องของความสนใจประการใดประการหนึ่ง มักจะเป็นประเด็นที่แยกออกไปสำหรับการแสดงทฤษฎีในเชิงอารมณ์ อย่างที่สตีเวนสันเข้าใจ จากแนวคิดของดิวอี้ เขา(สตีเวนสัน)เชื่อหรือยอมรับความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคำพรรณนาในเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับวิถีทางที่มีการตัดสินเชิงจริยศาสตร์ และการศึกษาเชิงจริยศาสตร์จริง ๆ ว่าเราควรจะดำเนินการอย่างไร คำนำของสตีเวนสัน(ในปี1962) ย้ำคำถามประการคือ คำถามแรกถามหาชนิดของเหตุผลที่สามารถให้ข้อสรุปเชิงปทัฏฐานได้ และคำถามที่สองถามว่าปัญหาของจริยศาสตร์เชิงปทัฏฐานนั้นแตกต่างกันจากปัญหาของวิทยาศาสตร์อย่างไร และคำถามที่สามถามว่า คำสำคัญที่ใช้ในจริยศาสตร์มีความหมายสำคัญแตกต่างกันจากคำทางวิทยาศาสตร์อย่างไร ในข้อนี้ตามที่เขาเข้าใจสถานการณ์ จริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์ว่ามีความเกี่ยวกับข้องปัญหาสามข้อนี้

ผู้ที่ร่วมสมัยกับสตีเวนสันเป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษชื่อ อัลเฟรด จูลส์ เอเยอร์(Alfred Jules Ayer) (1910-) ซึ่งก็เป็นผู้ริเริ่มจริยศาสตร์เชิงอารมณ์คนหนึ่งเช่นกัน เอเยอร์รู้และมีความคิดเห็นร่วมในการพูดถึงคนที่ก่อตั้งกลุ่มนักปรัชญาแห่งเวียนนาขึ้น นอกจากชลิกและคาร์แนบ แล้ว กลุ่มของนักปฏิฐานนิยมนี้ยังรวมเฮอร์เบิร์ต ฟีเกิล ฟิลลิป แฟรงค์ และคุร์ต กูเดิลเข้าด้วย ท่านเหล่านี้สนใจในการที่จะประยุกต์ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาใช้กับปรัชญา พวกเขาจึงพยายามที่จะหาเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีนี้สักอันหนึ่งซึ่งเหมาะสมสำหรับทุกส่วนของงานทางปรัชญา นอกจากนี้แล้ว พวกเขาก็ยืนยันในเรื่องหลักที่ใช้พิสูจน์ความจริงว่า ประพจน์ซึ่งมีความหมายในเชิงวิทยาศาสตร์ทุกประพจน์ต้องเป็นประพจน์คำซ้อนคือประโยคที่ถูกต้องตลอด หรือ ถูกตรวจสอบโดยหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อที่จะเข้าใจข้อมูล เอเยอร์เห็นด้วยกับทัศนคติเหล่านี้เช่นกัน ในบทที่ 6 ของหนังสือเรื่อง ภาษา ความจริง และตรรกศาสตร์(1936) เขาได้อธิบายว่า นักปรัชญาศีลธรรมได้เพิ่มประพจน์ 4 อย่างเข้าในงานเขียนของพวกเขา คือ (1) คำจำกัดความเกี่ยวกับคำทางจริยศาสตร์ (2) คำพรรณนาเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจริยธรรมและสาเหตุของประสบการณ์เหล่านั้น (3) การแนะนำให้เป็นอยู่อย่างมีคุณธรรม และ (4) มีการตัดสินทางจริยธรรมที่เป็นจริงบางอย่าง เอเยอร์รู้สึกว่า เฉพาะประพจน์ชนิดแรกเท่านั้นเกี่ยวข้องกับปรัชญาเชิงจริยศาสตร์จริง ๆ อย่างที่เขาเข้าใจ ประพจน์ประเภทที่สองก็เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาและสังคมวิทยา ประเภทที่สามไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสตร์ใด ๆ เลย และประเภทที่ 4 ก็ขัดกับการจัดประเภท ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์เลย ข้อสรุปหลักของเอเยอร์ก็คือว่า จริยศาสตร์ไม่ควรให้ข้อคิดเห็นในเชิงจริยศาสตร์ แต่ควรให้การวิเคราะห์คำศัพท์ทางจริยศาสตร์

ตอนท้ายของบทนี้ เอเยอร์เสนอให้ให้คำกัดความธรรมชาติของการสอบถามในเชิงจริยศาสตร์ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นแล้ว เราก็ต้องสังเกตเห็นว่า แนวคิดทุกแนวคิดในจริยศาสตร์เป็น แนวคิดหลอก ๆ และขัดกับการวิเคราะห์ เพราะข้อความทางจริยศาสตร์ก็เพียงแค่แสดงความรู้สึกของผู้พูดเท่านั้น ข้อความเหล่านี้เป็นอัตวิสัยโดยสมบูรณ์ และมันก็ไม่มีความหมายอะไรที่จะถามว่า ข้อความเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ เรื่องของจริยศาสตร์เชิงอารมณ์นี้แตกต่างจากของสตีเวนสันในการแยกจริยศาสตร์ออกไปจากประเภทของศาสตร์ทางปรัชญา จะป่วยกล่าวไปใยว่า อัตวิสัยนิยมของเอเยอร์ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดย C.E.M. Joad(ซี อี เอ็ม โจด) ซึ่งสรุปข้อคัดค้านของเขาในคำพูดดังต่อไปนี้

ถ้าข้าพเจ้าเชื่ออย่างไม่คลอนแคลนกับคำกล่าวที่ว่า “การขโมยเป็นสิ่งผิด” ไม่ได้มีอะไรมากกว่าการแสดงอารมณ์กลัวการขโมย คำกล่าวนี้ก็จะหยุดที่จะแสดงอารมณ์กลัวไว้ชั่วครู่ เมื่อไม่ให้ความสำคัญกับคำกล่าวนั้น ข้าพเจ้าก็จะเลิกที่จะเชื่อว่า การขโมยเป็นสิ่งผิด

อีกนัยหนึ่ง มารี่ วาร์นอก์ค เขียนไว้ในการสำรวจจริยศาสตร์ร่วมสมัยของเธอว่า การกำหนดกฏเกณฑ์เกี่ยวทฤษฎีเชิงอารมณ์ของเอเยอร์ มีความน่าเชื่อถือมากและเป็นที่สนใจสำหรับนักประจักษ์นิยม

สำหรับการพิมพ์ครั้งสองของหนังสือของเขา เอเยอร์เขียนขึ้นในปี 1946 มีบทนำที่มีความยาวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาป้องกันทัศนะเกี่ยวกับจริยศาสตร์ในช่วงต้น ๆ ของเขา ตอนนี้เขาก็ย้ำว่า เมื่อเราเรียกการกระทำต่าง ๆ ว่าถูกต้อง หรือ ผิดในจริยศาสตร์ ประเภทของการกระทำ และไม่ใช่การเฉพาะเฉพาะอย่างเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ภายใต้การอภิปราย นี้เป็นประเด็นที่สำคัญประการหนึ่ง เพราะประเด็นนี้เปิดเผยการคิดของเอเยอร์ต่อความเป็นไปได้ของการตัดสินทางจริยศาสตร์อันเป็นสากล ถึงแม้เมื่อพิจารณาถึงการให้เหตุผลของมอร์ที่ว่า อัตวิสัยนิยมทางจริยศาสตร์ย่อมจะทำให้การเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับข้อความทางจริยศาสตร์เป็นไปไม่ได้ ตอนนี้เอเยอร์ก็กล่าวว่า คำโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องของข้อเท็จจริงมักจะเป็นไปได้เสมอ(และตอนนี้เขาก็ยอมรับว่า ข้อความทางจริยศาสตร์บางข้อความรวมองค์ประกอบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเข้าด้วย) แต่การเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับปัญหาเรื่องคุณค่าเป็นไปไม่ได้ ขณะที่เอเยอร์ยังคงปฏิเสธความหมายเชิงทฤษฎีกับประพจน์ทางจริยศาสตร์ เขายอมรับว่า ประพจน์เหล่านี้อาจจะมีประโยชน์บางอย่างในฐานะเป็นแนวทางที่จะมีอิทธิพลต่อความประพฤติของคนอื่น ๆ แต่เอเยอร์ก็ยังคงยืนกรานต่อไปว่า การแสดงออกทางจริยศาสตร์นั้นไม่ได้จริงหรือเท็จ ลักษณะเหล่านี้ก็เพียงแค่แสดงความรู้สึกของคนเราเองออกมาเท่านั้น

ได้มีการเห็นไม่ตรงกันที่ไม่รุนแรงบางอย่างในระหว่างนักวิจารณ์ชาวอังกฤษและชาวอเมริกันในฐานะเป็นผู้แรกเริ่มในสาขาของจริยศาสตร์เชิงอารมณ์ จริง ๆ แล้ว ทั้ง เอเยอร์หรือสตีเวนสันก็ไม่ได้เรียกร้องหาเกียรติยศอันนี้ ในปี 1911 นักปรัชญาชาวสวีเดน ชื่อ แอกเซล ฮาเกอร์สตรูม (1868-1939) ตอนแรกให้ข้อแนะนำว่า บรรทัดฐานทางจริยศาสตร์ไม่ใช่ประพจน์ แต่เป็นการแสดงออกมาของความรู้สึก และให้ข้อแนะนำว่า การแสดงออกเหล่านี้ไม่สามารถถูกพิสูจน์ เพื่อยืนยันความจริงได้ และดังนั้น จึงไม่จริงหรือเท็จ พวกเรามีผลงานรวมเกี่ยวกับการค้นคว้าของอาเกอร์สตรูม ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย ดี ซี บรอด ภายใต้ชื่อที่ว่า การค้นคว้าธรรมชาติแห่งกฏและศีลธรรม(1953) งานเขียนสั้นชิ้นที่สอง ระบุว่าเขียนในปี 1916 ก็เกี่ยวกับ กฏในฐานะเป็นการแสดงของเจตจำนงหรือความปรารถนา และ งานเขียนชิ้นที่สาม จากปี 1917 ก็เกี่ยวกับ “ความคิดเห็นเกี่ยวกับกฏ” ในการค้นคว้าในช่วงต้น ๆ ของงานเขียนสองชิ้นนี้ ฮาเกอร์สตรูมใช้การสันนิษฐานเชิงอารมณ์ เขาอธิบายว่า หน้าที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกของภาวะที่ถูกบังคับคล้ายกับสิ่งที่พบในตัวบุคคลซึ่งได้รับคำสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง สำหรับฮาเกอร์สตรูม การคัดค้านเกี่ยวกับคุณค่า หรือหน้าที่สัมพันธ์กับรูปแบบของการแสดงที่ได้รับการชี้แนะ เพื่อความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันซึ่งมีอยู่ ขณะที่การแสดงออกในเรื่องคุณค่าและหน้าที่ เบื้องต้นอ้างถึงเบื้องหลังหรือพื้นฐานของความรู้สึก กฏเกณฑ์ทางศีลธรรมก็มาจากอารมณ์ซึ่งมักจะแสดงออกในรูปแบบที่ว่า ต้องทำเช่นนั้น หรือต้องไม่ทำเช่นนั้น คำสั่งเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการอธิบายในตัวเอง

ฮาเกอร์สตรูม ไม่ได้เป็นชาวสวีเดนคนเดียวเท่านั้นที่ยึดถือทัศนะเช่นนี้ อาล์ฟ รอส ก็เป็นนักปรัชญากฏหมายชาวสวีเดนอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็ใช้วิธีการที่เด็ดขาดกับบรรทัดฐานทางจริยศาสตร์ในตอนต้นโดยแท้จริง ในปี 1945 รอสกล่าวว่า การยืนยันที่ว่า บรรทัดฐานทางจริยศาสตร์สมเหตุสมผลโดยไม่มีข้อคัดค้านนั้น หมายถึงว่า บรรทัดฐานนั้นสามารถถูกตรวจสอบได้ โดย (1) การสังเกตที่ใกล้ชิด หรือ (2) โดยสอดคล้องกันกับประสบการณ์ที่มีมาก ซึ่งไม่ได้ถูกผู้ที่สังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดควบคุม ตามทัศนะของรอส ข้อความเกี่ยวกับคุณค่าไม่สามารถผลการทดสอบนี้ไปได้ ดังนั้นเขาจึงสรุปว่า ประพจน์เกี่ยวกับคุณค่า และความควร ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงหรือยืนยันได้ และไม่มีความหมายในเชิงตรรกะ ในหนังสือของเขา เรื่อง กฏหมายและความยุติธรรม(ต้นฉบับถูกตีพิมพ์ในปี 1953) รอสกล่าวว่า การเรียกร้องหาความยุติธรรม ก็เป็นเหมือนกันกับการเคลื่อนไหวอยู่บนโต๊ะ นั่นก็คือ การแสดงออกเกี่ยวกับอารมณ์ ซึ่งกลับความต้องการของคนเราให้เป็นการขอร้องอย่างแท้จริง เมื่อพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับคุณค่า ความดี และหน้าที่ อาล์ฟ รอส ก็เป็นนักปฏิฐานนิยมโดยสมบูรณ์

หนังสือเล่มหนึ่งที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ซึ่ง พี เอช โอเวล สมิธผู้ได้ทำการค้นคว้าที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด(1914) เขียนจากมุมมองในเชิงวิเคราะห์ที่มีการดัดแปลง ก็คือ จริยศาสตร์(1954) จุดนี้ เขายึดถือข้อสันนิษฐานที่ว่า พวกนักอัชฌัตติกนิยมได้บิดเบือนสถานการณ์ทาง จริยศาสตร์โดยพิจารณาการอภิปรายในเชิงศีลธรรมว่ามันเป็นการบรรยายเชิงพรรณนาหรือไม่ การสนทนาที่ต่อเนื่องของพวกเขาเกี่ยวกับคุณลักษณะทางจริยศาสตร์ก็คือ เป็นการเข้าใจแบบผิด ๆ ถ้าพวกเขาพูดถูก (วิลเลี่ยม เดวิด รอส ก็เป็นนักอัชฌัตติกนิยมที่เขาใส่ใจหรือให้ความสนใจเป็นพิเศษ) ดังนั้น จริยศาสตร์ก็ย่อมจะเป็นจิตวิทยาเชิงประจักษ์ที่ไม่น่าเชื่อถือประเภทหนี่ง

หลังจากบทวิจารณ์ของเขาเกี่ยวกับอัชฌัตติกนิยมแล้ว โนเวล สมิธ ก็ดำเนินการตรวจสอบภาษาซึ่งได้แสดงไว้ในการตัดสินเชิงจริยศาสตร์ ท่านยืนยันความแตกต่างสำคัญ ๆ ระหว่างการแสดงออกมาเป็นคำพูดในเชิงภาษาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งที่มันเป็น และการแสดงสิ่งที่มองหาหรือรู้สึกในกรณีบางอย่าง ในเรื่องเนื้อหาทางศีลธรรมนั้น มันมีความสำคัญที่จะเข้าใจว่า สิ่งที่ถูกต้องอาจจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะถูกต้อง เราต้องสังเกตว่า คำคุณศัพท์มีความหลากหลายในการใช้อย่างไร เครื่องแต่งกายอาจจะเป็นสีแดงแจ๊ด สวมใส่สบาย และไม่เหมาะสม แดง ก็คือคำว่า “ด” เป็นเพียงแค่การพรรณนาเท่านั้น คำว่า สวมใส่สบายก็คือคำในเชิงนามธรรม แสดงความโน้มเอียงที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์บางอย่างต่อผู้ที่เห็นด้วย หรือคัดค้าน ความเหมาะสมก็เป็นคำที่แสดงถึงอาการนาม เป็นการใช้แสดงถึงอาการนาม ซึ่งสามารถกระตุ้นการกระทำได้ ไม่เฉพาะแต่คำโดด ๆ เท่านั้น แต่ประโยคก็ถูกใช้ในสามลักษณะนี้เช่นเดียวกัน บ่อยครั้ง การใช้นั้นก็รู้ได้โดยบริบทในเรื่องอะไรบางอย่างที่คนเราพูดมาก่อน ดังนั้น กฏสามข้อของสิ่งที่เกี่ยวข้องในคำอธิบายตอนต้นหรือตอนต่อไปก็จำเป็นต้องมี อันดับแรก เมื่อผู้พูดย้ำอะไรบางอย่างในประโยคหนึ่ง โดยอาศัยคำที่อยู่ตอนหน้า ประโยคนั้นก็แสดงให้เห็นเป็นนัยว่า ผู้พูดเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นจริง ประการที่สอง โดยอาศัยคำที่อยู่ข้างหน้าหรือข้างหลัง ประโยคนั้นก็บ่งชี้ให้เห็นนัยว่า ผู้พูดมีเหตุผลที่ดีสำหรับคำกล่าวของเขา ประการที่สามสิ่งที่ผู้พูดพูดได้ถูกสันนิษฐานว่าสอดคล้องกับประโยชน์ของผู้ฟังของเขา ความสำคัญของกฏพื้นฐานตามที่ปรากฏเหล่านี้มีอยู่ในการโต้แย้งของ โนเวล สมิธที่ว่า งานของนักจริยศาสตร์ก็คือ “การทำแผนที่ความสัมพันธ์กันและกันของคำ ประโยค และการให้เหตุผลทางศีลธรรม”

บทที่สำคัญบทหนึ่งซึ่ง โนเอล สมิธเอาใจใส่เป็นพิเศษ ก็คือ เหตุผลสำหรับใช้เพื่อเลือก ส่วนนี้ได้ช่วยกระตุ้นการกำหนดหลักเกณฑ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกี่ยวกับเหตุผลที่ดีในจริยศาสตร์ ตรงจุดนี้ โนเอล สมิธเห็นตรงกันกับนักอัตนิยมที่บอกว่า ทัศนะคติของพวกที่เห็นด้วย และพวกที่คัดค้านนั้นเป็นแรงจูงใจเบื้องต้นสำหรับการตัดสินใจ ข้อยกเว้นที่เด่นชัดอันหนึ่งก็คือการเลือกอะไรบางอย่างในฐานะเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่จุดหมาย เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า(อีกนัยหนึ่ง เพราะพวกเรามีทัศนะคติมาก่อนต่อเครื่องมือหรือแนวทางนั่นเอง) บางครั้งข้อความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงก็ทำหน้าที่ในฐานะเป็นเครื่องจูงใจ ดังนั้นถ้าใครคนใดถามข้าพเจ้าว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงช่วยผู้ชายคนหนึ่งข้ามถนน ข้าพเจ้าก็สามารถตอบได้ว่า ก็เพราะเขาตาบอด นอกจากนี้แล้ว ประโยคที่เหมาะในทำนองเดียวกันอาจจะทำหน้าที่แทนแรงจูงใจ โนเวลมองปัญหาทั้งหมดเกี่ยวกับแรงจูงใจว่ามันมีความยุ่งยากซับซ้อนทางภาษาศาสตร์ นี้ไม่ใช่จะเป็นเพียงปัญหาของจิตวิทยาเท่านั้น เพราะเขาอ้างว่า แรงจูงใจไม่ใช่สถานการณ์หรือพลังอำนาจภายในตัวคุณ ที่ทำหน้าที่ในฐานะเป็นเหตุที่มีมาก่อน แต่มันเป็นความโน้มน้าวหรือแนวโน้มที่จะกระทำการในวิธีการบางอย่างเมื่อเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ตรงจุดนี้เช่นเดียวกัน โนเอล สมิธ ย้ำความสัมพันธ์ของบริบทของปัญหา และเนื่องจากการเน้นอันนี้นี่เอง จริยศาสตร์ของเขาบางทีก็ถูกเรียกว่า บริบทนิยม ส่วนหลังของหนังสือเขาส่วนมาก ประกอบด้วยปัญหาภาคปฏิบัติที่เชื่อมโยงช่องว่างระหว่างคำถามที่ว่า ทำอะไรจึงจะเป็นสิ่งที่ที่ดีที่สุด? กับคำถามทางศีลธรรมที่เพิ่มมาอีกว่า “แล้วข้าพเจ้าจะทำอะไรดีละ?”

เป็นที่ชัดเจนว่า โนเอล สมิธ รู้ข้อตกลงที่ดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของจริยศาตร์ ยกตัวอย่างเช่น ทฤษฎีของอริสโตเติ้ลเกี่ยวกับการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาสรุป(แสดงให้เห็นรูปแบบ)ไว้ในหนังสือของเขาอย่างเด่นชัด ตรงประเด็นหนึ่ง หลังจากมีการพูดกันเกี่ยวกับจริยศาสตร์ของนักปรัชญาคนสำคัญหลาย ๆ คนแล้ว โนเอล สมิธ ยอมรับมาตรฐานที่มีมานานเกือบทุกอย่าง ที่ว่าด้วยเรื่องความสำคัญของธรรมชาติของมนุษย์ เขากล่าวว่า นักปรัชญาคนสำคัญหลาย ๆ ท่านเหล่านี้ ไม่ได้ดูเหมือนว่ามีความผิดพลาดในข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของพวกเขาว่า ภาษาที่พูดเกี่ยวกับหน้าที่สามารถเข้าใจได้เฉพาะเมื่อมีการเชื่อมโยงกับภาษาที่การเลือกและมีวัตถุประสงค์ ที่ว่า คนเราเลือกที่จะทำสิ่งที่พวกเขาเลือก เพราะว่า พวกเขาเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็น และที่ว่า ทฤษฎีทางจริยธรรมซึ่งพยายามที่จะแยกการพิจารณาทุกอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่ได้ริเริ่มที่จะเป็นทฤษฎีทางจริยธรรม

กลุ่มของนักปรัชญาศีลธรรมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังใช้วิธีการเดียวกันจากบางส่วนที่เราได้เห็นแล้วในทฤษฎีของโนเอล สมิธ เห็นสิ่งที่ตอนนี้ถูกเรียกว่าแนวทางเหตุผลที่ดี มีความเกี่ยวข้องกับคำถามทางจริยศาสตร์ เมื่อพวกเขายอมรับว่า การยืนยันความจริงตามรูปแบบของการตัดสินเชิงคุณค่า เป็นไปไม่ได้ พวกเขาจึงอ้างว่า วิธีการที่ถูกต้องที่สุดเช่นนี้ไม่มีความจำเป็น พวกเขาคิดว่า มันเพียงพอที่จะตัดสินชี้ขาดหรือกำหนดการมีเหตุผลอันควรในเชิงปฏิบัติที่สามารถยอมรับได้บางอย่างสำหรับการเลือกหรือการกระทำของคนเรา อัตฌัตติกญาณธรรมดาได้ถูกปฏิเสธโดยกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่แล้ว เพราะว่า พวกเขาไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือสำหรับข้อเท็จจริงภายนอกเกี่ยวกับคุณสมบัติทางศีลธรรมอย่างเช่น ความดี หรือ ความถ่อมตัวว่าง่าย หรือความถูกต้อง หรือนักจริยศาสตร์ก็ไม่เห็นด้วยว่าเหตุผลที่ดีสอดคล้องกับการวิเคราะห์ทางอารมณ์เกี่ยวกับประพจน์ทางจริยศาสตร์ เพราะถ้าถ้อยคำทางศีลธรรมก็แค่แสดงอารมณ์และแสดงการให้กำลังใจแก่คนอื่น ๆ มันจึงเป็นการยากมากที่จะอธิบายว่าทำไมเวลาและงานเขียนที่มากมายเช่นนั้นจึงได้ถูกอุทิศเพื่อการอภิปรายกันทางจริยศาสตร์ ในความหมายเชิงบวก สิ่งที่ระบบการศึกษาได้สร้างเหตุผลที่ดี ก็เพื่อหันเหความสนใจของนักปรัชญาศีลธรรมจากภาระเรื่องการแยกแยะ และการพรรณนาคุณลักษณะที่ไม่ใช่ธรรมชาติมาเป็นภาระที่เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นเกี่ยวกับการอธิบายว่า คนเราคิดโดยอาศัยการกระทำที่ดีในทางจริยธรรมอย่างไร ภาระดังกล่าวนี้บางส่วนเกี่ยวกับปัญหาชนิดเดียวกันอย่างที่อริสโตเติ้ลได้ใช้ในทฤษฎีของเขาเกี่ยวกับตรรกบทเด็ดขาดภาคปฏิบัต ิโดยมีการกล่าวไว้ในข้อสรุปว่า นั่นไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง

ผู้นำการสนับสนุนทัศนะเรื่องเหตุผลที่ดี ก็คือ สต๊วจ แฮมบ์ไชร(1914-) ซึ่งก็เหมือนกับนักคิดหลาย ๆ คนในกลุ่มนี้ส่วนมาก เป็นตัวแทนแสดงการวิเคราะห์ทางภาษาทั่ว ๆ ไป ในแบบของอ๊อกฟอร์ด บทความของแฮมไชร เรื่อง “การอ้างเหตุผลแบบผิด ๆ ในปรัชญาศีลธรรม” เป็นอารัมภบทที่ดีบทหนึ่งต่อการสันนิษฐานนี้ ในบทความนี้ เขาได้ย้ำปัญหาที่แตกต่างกันอย่างมาก 2 อย่าง คำถามประเภทแรก มีคำถามทางอภิปรัชญาที่ว่า “อะไรเป็นลักษณะที่เด่น ๆ ของประโยคซึ่งแสดงการสรรเสริญหรือการตำหนิทางจริยธรรม/ศีลธรรม?” (นี้เป็นบางส่วนที่คล้ายกันกับผลของการวิเคราะห์งานด้านศิลปะในเมื่อมีการตัดสินผลงานของนักศิลปะ) คำถามประเภทที่สอง มีคำถามทางศีลธรรมว่า อะไรเป็นลักษณะที่แตกต่างกันของปัญหาทางจริยธรรมอย่างที่ปัญหาเหล่านี้แสดงตัวมันเองต่อพวกเราในฐานะตัวผู้กระทำทางศีลธรรม? (นี้เป็นบางส่วนซึ่งเหมือนกับปัญหาของศิลปินซึ่งประสบกับงานที่เขาวางแผนที่จะทำ) ตอนนี้

สต๊วจ แฮมบ์ไชรให้เหตุผลว่า ภาระของจริยศาสตร์สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปัญหาข้อสองมากกว่าปัญหาข้อแรก ดังนั้น ปัญหาสำคัญของจริยศาสตร์จึงกลายเป็นการกำหนดความแน่นอนของวิธีการเกี่ยวกับความรอบคอบในเชิงปฏิบัติ ตามคำกล่าวของแฮมไชร ไม่จำเป็นว่าการให้เหตุผลในเชิงปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นข้อสรุปเชิงตรรกะในความหมายที่แสดงไว้อย่างรอบคอบ อย่างที่เขาเข้าใจความหมายนี้ ก็คือว่า การให้เหตุผลสนับสนุนทุกอย่าง ไม่ใช่การนิรนัย และการให้เหตุผลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจหรือข้อความก็ไม่มีความจำเป็น หรือโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว การให้เหตุผลสรุปในทางตรรกะก็ไม่จำเป็น ดังนั้น หนังสือของแฮมบ์ไชร ชื่อ ความคิดและการกระทำ เป็นการอธิบายขยายความเกี่ยวกับการแสดง จริยศาสตร์ที่มีเหตุผลดี

ผู้สนับสนุนจริยศาสตร์ที่มีเหตุผลดีอีกคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันสอนหนังสืออยู่ในสหรัฐฯก็คือ เคร์ต แบเออร์ (1917-) ในปาฐกถาครั้งสำคัญเรื่อง “ความหมายของชีวิต” ซึ่งแสดงเมื่อปี 1957 ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย แบเออร์ได้เปรียบเทียบทัศนะของศาสนาที่นับถือกันมานานในเรื่องความหมาย และเป้าประสงค์ของชีวิตมนุษย์กับหลักฐานของศาสตร์สมัยใหม่ในเรื่องเดียวกันและให้ข้อแนะนำว่า ทัศนะคติเกี่ยวกับโลกหน้าของหลักคำสอนทางศาสนาที่มีมากมายนั้นนำมาปฏิบัติไม่ได้ในสมัยทุกวันนี้ สำหรับเบเออร์แล้ว ตรงประเด็นนี้ มาตรฐานเรื่องความสมบูรณ์ของคริสศาสนา ดูเหมือนพิสูจน์ไม่ได้ว่าถูกต้อง ดังนั้น สิ่งที่คนเราจำเป็นต้องทำก็คือ การแสดงให้เห็นหรือการหามาตรฐานที่เราใช้กันอยู่ทุกวันบางอย่างเพื่อจะได้นำไปใช้ในการตัดสินใจทางจริยธรรมในโลกมนุษย์ หนังสือของเบเออร์เรื่อง “มุมมองทางด้านศีลธรรม” (1958) เป็นความพยายามอันหนึ่งที่จะทำความต้องการนี้ให้สมบูรณ์ และหนังสือเรื่องนี้ก็ได้มีการอภิปรายกันมากและได้ถูกอ้างถึงในงานเขียนทางจริยศาสตร์สมัยปัจจุบัน ในหนังสือเล่มนี้ เขาวิเคราะห์อารมณ์นิยมหรืออาเวคนิยม(ซึ่งเขาให้ชื่อว่า “ทฤษฎีผลกระทบ”) เพราะว่าเขารู้สึกว่า ทฤษฎีที่ว่านี้แสดงนัยว่า ไม่มีคำถามเกี่ยวกับศีลธรรมจริง ๆ เบเออร์ให้ความสนใจน้อยกว่าแฮมบ์ไชรในการมุ่งความสนใจทางจริยศาสตร์มาที่ปัญหาภาคปฏิบัติล้วน ๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการคิดดีมาเป็นการกระทำ เบเออร์สนับสนุนความคิดที่ว่านี้อย่างเต็มที่ว่า เหตุผลทางศีลธรรมไม่จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ ที่ดีไปกว่านั้น เหตุผลเหล่านี้ก็เกี่ยวข้องกับการแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงซึ่งจะขับเคลื่อนให้บุคคลแสดงการกระทำออกมาในวิถีทางบางอย่าง

อย่างที่พวกเราได้เห็นแล้ว ส่วนหนึ่งของการแสดงเหตุผลที่ดีในจริยศาสตร์รวมถึงการปฏิเสธคุณลักษณะทางศีลธรรมเชิงวัตถุวิสัยและไม่ใช่ธรรมชาติ การวิเคราะห์ประเภทนี้ ปีเตอร์ เอฟ สตรอสัน(1919-) ได้แสดงเป็นตัวอย่างไว้ในบทความชื่อ “อัตฌัตติกญาณทางจริยศาสตร์”(1949-) ซึ่งเพียงแค่ปฏิเสธว่าไม่มีภาววิสัย/เรื่องราว/สิ่งที่เข้าใจได้เช่นนั้น อาร์ เอ็ม แฮร์(1919-) ใช้วิธีการที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน ในหนังสือเล่มแรกของเขา ชื่อ “ภาษาแห่งหลักศีลธรรม”(1952) ซึ่งเขาชี้นำการอภิปรายทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง การใช้ภาษาในเชิงพรรณนาและเชิงแนะนำ สำหรับแฮร์แล้ว การตัดสินคุณค่าเป็นแบบเชิงแนะนำ และถ้าการตัดสินเหล่านี้ถือว่าหรือเข้าใจว่ามีอิทธิพลต่อการกระทำ การตัดสินเหล่านี้ก็ต้องมีกฏเกณฑ์บางอย่าง ในทางกลับกัน การตัดสินเชิงศีลธรรมก็เป็นการตัดสินเชิงคุณค่าประเภทหนึ่ง ในวิธีการที่เป็นนามธรรมยิ่งกว่า ดังนั้น แฮร์จึงพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ในเชิงตรรกะต่าง ๆ ของสิ่งที่เกี่ยวข้อง ภาวะที่ถูกทำให้เกี่ยวข้อง ความสอดคล้อง และเป็นต้น ว่ามีอยู่จริงในระหว่างกฏเกณฑ์ต่าง ๆ

ในหนังสือที่เขียนฉบับใหม่กว่านั้น คือเรื่อง อิสรภาพและเหตุผล(1963) แฮร์ย้ำประเด็นหลักสามประเด็นที่เขาปรารถนาจะสร้างขึ้นในเรื่อง ภาษาแห่งหลักศีลธรรม ข้อเรียกร้องประการแรกก็คือว่า การตัดสินทางจริยธรรมเป็นการตัดสินเชิงแนะนำประเภทหนึ่ง ข้อเรียกร้องประการที่สอง การตัดสินเชิง

จริยธรรมแตกต่างจากการตัดสินเชิงแนะนำอื่น ๆ เมื่อเป็นการตัดสินที่สามารถทำให้เป็นสากลได้ ประการที่สาม อย่างที่เราพึ่งได้เห็น มีความสัมพันธ์กันในเชิงตรรกะระหว่างการตัดสินเชิงแนะนำรวมอยู่ในหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เนื้อหาส่วนมากของหนังสือเล่มที่สองของแฮร์แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีของเขานำไปใช้ในเชิงปฏิบัติได้และเหมาะสมกับปัญหาของการกระทำ ดังนั้น ประโยคแรกในคำนำของเขาจึงย้ำว่า หน้าที่ของจริยศาสตร์ ก็คือมีหน้าที่ในการช่วยเหลือให้เราคิดให้ดียิ่งขึ้นไปเกี่ยวกับคำถามทางจริยธรรม โดยการแสดงให้เห็นโครงสร้างทางตรรกะของภาษา ซึ่งมีการแสดงความคิดอันนี้ออกมา ถึงแม้จะใจความสำคัญอันใหม่ของเขาอยู่ที่ “การทำการภาคปฏิบัติ”ในจริยศาสตร์ ก็เป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า แฮร์ไม่ได้ให้ความสนใจในการพิจารณาในเชิงศีลธรรมจริง ๆ เหมือนอย่างแฮมป์ไชร ส่วนที่สองของหนังสือเรื่อง อิสรภาพและเหตุผลให้ความสำคัญในเรื่อง การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม แต่การแสดงก็ยังเป็นแบบนามธรรมมากกว่า

นักศึกษาจริยศาสตร์ร่วมสมัยหลายคนถือว่างานเขียนเรื่อง “การตรวจสอบสถานะของเหตุผลในจริยศาสตร์(1950) ซึ่งเขียนโดย สตีเฟ่น อี เทามิน(1922-)เป็นการแสดงจริยศาสตร์ที่มีเหตุผลที่สำคัญที่สุด บางทีการสนับสนุนที่สำคัญของเขาก็พบได้ในบทที่ 7 ซึ่งทัลมินพรรณนาการให้เหตุผลเชิงจริยธรรม 2 ประเภท ประเภทแรกเพียงแค่ใช้กฏเกณฑ์ทางจริยธรรมซึ่งถูกยอมรับ ถามว่า การกระทำที่อยู่ในคำถาม อยู่ภายใต้หนึ่งในบทบัญญัติต่าง ๆ ของกฏเกณฑ์นี้หรือไม่ และดังนั้นจึงตัดสินว่า การกระทำนั้นถูกหรือผิด ข้อนี้ให้เหตุผลที่ดีสำหรับการลงมือทำหรือการหลีกเลี่ยงการกระทำหลาย ๆ อย่าง อย่างไรก็ดี มีการให้เหตุผลในเชิงปฏิบัติประเภทที่สองที่ถูกใช้ในกรณีที่การให้เหตุผลประเภทแรกไม่เหมาะสมหรือใช้ไม่ได้ ในบางกรณี คนเราต้องทำการประเมินคุณค่าทางสังคมของผลพวงของการกระทำที่เราวางแผนไว้ (ในที่นี้ ทัลมินก็ไม่ได้ไปเกินกว่าทฤษฎีเครื่องมือนิยม ของดิวอี้ การให้เหตุผลประเภทนี้ก็ไม่ได้ให้การอธิบายบางประการอย่างแท้จริงได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดประการหนึ่งที่คนเราสามารถใช้ได้ในกรณีเกี่ยวกับความขัดแย้งของหน้าที่ และในการวิเคราะห์ชั้นสุดท้าย ความปรองดองกันในสังคมเป็นอุดมคติที่การคิดเช่นนี้อาศัยเป็นฐาน เพราะเป็นคนถ่อมตัว ทัลมินจึงไม่ได้เรียกร้องว่า โดยอาศัยวิธีนั้น เขาจึงค้นพบแนวทางการกระทำที่ถูกต้อง เขาเพียงแค่พบเหตุผลที่ดีสำหรับการกระทำเช่นนั้นเท่านั้น ผลพวงที่ตามมาก็มักจะไม่ชัดเจนว่า วิธีการให้เหตุผลที่ดีนั้น เป็นวิธีการทางจริยศาสตร์ หรือเป็นทฤษฎีแห่งการสอนให้มีศีลธรรมใช่หรือไม่

โดยส่วนใหญ่แล้ว จริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์ได้เป็นปรากฏการณ์(เหตุการณ์ที่ปรากฏให้รู้ได้)ในประเทศอังกฤษ แต่ก็กำลังแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในสหรัฐฯ ซึ่งมีนักปรัชญาศีลธรรมหลายที่ได้เอ่ยนามมาแล้วกำลังสอนหนังสือ หรือได้ทำการสอนบนพื้นฐานแนวคิดร่วมสมัย นักปรัชญาชาวอเมริกันโดยกำเนิดไม่กี่คน คนอื่นนอกจากสตีเวนสัน ได้กลายเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในจริยศาสตร์ประเภทนี้ เป็นไปได้ว่า จอห์น รอพ์ลส (1921-) ซึ่งได้ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดเป็นผู้นำการคัดค้าน พวล เอ็ดเวิร์ดมีความคิดเห็นหลายอย่างร่วมกับนักวิเคราะห์ แต่โดยกำเนิดแล้ว เขาเป็นชาวออสเตรีย ซึ่งได้สร้างส่วนที่ดีเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าทางปรัชญาในประเทศออสเตรเลีย ที่ซึ่งทฤษฎีการวิเคราะห์เชิงภาษาได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก แคนาดาก็ไม่ได้แสดงความสนในทฤษฎีนี้มากนัก เอฟ อี สปาร์ชอร์ต (โตรอนโต) ได้ตีพิมพ์หนังสือว่าด้วยเรื่อง การค้นหาความดี (1958) แต่แน่นอน เขาเป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด และเป็นผลผลิตของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด

มันเป็นการยากมากที่จะแสดงให้เห็นการประเมินคุณค่าใด ๆ และความคาดหมายในอนาคตเกี่ยวกับจริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์ เนื่องจาก ระยะเวลาหลายปีที่ล่วงมา ความพยายามของการศึกษาเกี่ยวกับภาษาพื้น ๆ ได้แตกแยกออกเป็นสาขาเป็นหลายลักษณะ บางทีสิ่งที่ให้ความช่วยเหลือมากที่สุดที่คนเราสามารถพูดได้ ก็คือว่า จริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์ให้ผลผลิตเป็นหนังสือและบทความมากกว่าเป็นปรัชญาศีลธรรมประเภทอื่น ซึ่งกำลังได้รับการพัฒนาในประเทศอังกฤษ ข้อนี้หมายความว่า อิทธิพลของจริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์นั้นได้แพร่หลายไปในหลาย ๆ ส่วนของโลกเป็นอย่างมาก ถึงแม้จริยศาสตร์ประเภทนี้ไม่มีความสำคัญในดินแดนแถบประเทศยุโรป ยกเว้นประเทศแถบสแกนดิเนเวียน จากมุมมองเกี่ยวกับเนื้อหา จริยศาสตร์เชิงวิเคราะห์ได้สนับสนุนเป็นอย่างมาก โดยอาศัยการยืนหยัดในเรื่องความชัดเจน นักคิดชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 20 เหล่านี้ ได้เน้นความสำคัญสูงสุดของความเข้าใจความหมายของข้อความทางจริยศาสตร์ และความชัดเจนสำหรับข้อความทางจริยศาสตร์ อย่างไม่ต้องสงสัย นี้เป็นบทเรียนที่มีประโยชน์มากสำหรับนักจริยศาสตร์ไม่ว่าสาขาไหน

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 17 October, 2006 3:58 PM