http://www.duangden.com
สมจศ 530 พัฒนาการความคิดทางจริยศาสตร์
[ SHES 530 Development of Ethical Thoughts ]

บทที่ 16 จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยม
 


***

บทที่ 16
จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยม

G.E. Moore กล่าวว่านักปรัชญาทางศีลธรรม ผู้ที่พยายามจะให้ความหมายของคำว่า “ความดี” ในแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นความผิดพลาดของธรรมชาตินิยม เขาไม่เฉพาะแต่สร้างนิยามใหม่เท่านั้น แต่ว่าเขายังให้ชื่อลัทธิของ จริยศาสตร์ใหม่อีกด้วย จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมจะให้ความหมายชนิดตามทฤษฎี ซึ่งพยายามให้คำจำกัดความของความดีทางศีลธรรมในความหมายที่เป็นประสบการณ์ชีวิตที่เป็นปกติของเรา ในบทต่อไปเราจะเห็นว่า Moore ยืนยันด้วยตัวเขาเองว่า “ความดี” เป็นคุณสมบัติที่ไม่เป็นลักษณะของธรรมชาติหรือลักษณะพิเศษของกลุ่มอื่น Moore ยืนยันว่าความดีเป็นลักษณะธรรมชาติที่พิเศษที่เกิดขึ้นในจิตใจมนุษย์เอง Moore กล่าวว่า ลัทธิธรรมชาตินิยมนั้น ให้เหตุผลไม่หมดและให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล รวมถึงหลักสำคัญทางจริยศาสตร์อื่น ๆ ด้วย

Moore เขียนงานชิ้นนี้ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1903 นักปรัชญาจริยศาสตร์จำนวนมาก ไม่เห็นด้วยกับเขาในจุดนี้และนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงหลักการที่ผิดพลาดของธรรมชาตินิยม กล่าวโดยกว้าง ๆ ออกไปก็คือ จริยศาสตร์ธรรมชาติอื่น ๆ พยายามที่จะให้คำจำกัดความของความดีทางศีลธรรรมโดยพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นความเป็นอยู่ที่ดี ความเพลิดเพลิน การอยู่ในอำนาจของพระเจ้า ตรงกับลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ หรือกับหลักการสำคัญใด ๆ ที่มีมากกว่าความดีเอง ดังนั้น ถ้าจะขยายให้เข้าใจยิ่งขึ้น จริยศาสตร์ใดที่ไม่เหมือนของ Moore ก็เป็นธรรมชาตินิยมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม คำจำกัดความสำหรับลัทธิธรรมชาตินิยมในปรัชญาร่วมสมัยก็คือ การเน้นกฎที่ตั้งขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ไม่อ้างอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่อยู่ในอำนาจการควบคุมของตนเอง กล่าวอย่างง่าย ๆ คือว่าลัทธิธรรมชาตินิยมร่วมสมัยพยายามอธิบายว่าเขามีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกในแบบของเขา ถ้ามองให้แคบลงอีกจะเห็นว่า จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมมีลักษณะพิเศษอยู่ 4 ประการคือ ประการแรก เป็นการอธิบายถึงว่าจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมเป็นเรื่องของโลกนี้ มันตรงกันข้ามกับแนวความคิดหรือหลักการ อย่างเช่นเรื่องของพระเจ้า เป็นเรื่องของความสมบูรณ์แบบในอุดมคติ ประการที่สอง ข้อมูลของปรัชญาทางจริยศาสตร์ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการมีอยู่ของประสบการณ์ที่ธรรมดาเท่านั้น แต่รวมถึงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การให้ความหมายทางวิทยาศาสตร์โดยนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความเชี่ยวชาญ และนักสังคมศาสตร์ ประการที่สาม นักจริยศาสตร์ธรรมชาติให้ความสำคัญเกี่ยวกับความคิดที่ก้าวไกลไปข้างหน้า การพัฒนาของมนุษย์และการพัฒนาสถาบันต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น และประการที่สี่ ในทางตรงกันข้ามนักวิเคราะห์ทางปรัชญาและนักจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมต่างก็ยืนยันว่าลักษณะของจริยศาสตร์อาจจะเป็นความจริง และสามารถพิสูจน์ให้เห็นตามความเป็นจริงได้

อีกวิธีการหนึ่งที่จะระบุหรือพูดถึงลัทธิธรรมชาตินิยมทางจริยศาสตร์อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นไปได้ที่ได้รับสิ่งที่ควรจะเป็นจากสิ่งที่เป็นอยู่ หรือได้รับสิ่งที่มีคุณค่าจากความเป็นจริง พวกเราจะได้เห็นในบทต่อไปที่นักจริยศาสตร์ชาวอังกฤษหลายท่านในศตวรรคที่ 20 เขาสนใจว่าสิ่งเหล่านี้มีช่องโหว่ระหว่างการอธิบายตามความจริงและขัอกำหนดทางศีลธรรม เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักปรัชญาศีลธรรมชาวอเมริกัน มีแนวโน้มที่จะสันนิษฐานว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวปิดกั้นความต่อเนื่องระหว่างความรู้ที่ว่า อะไรเป็นปัญหา อะไรเป็นเงือนไขรอบๆ ตัวมัน อะไรที่ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์คิดเกี่ยวกับมัน และเริ่มสามารถที่จะค้นหาว่าอะไรที่มนุษย์ควรจะทำกับมัน วิธีตามธรรมชาตินิยมที่ใกล้เคียงก็คือ การเข้าใจความจริง การปรึกษาผู้มีความชำนาญ การตีความข้อมูลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเป็นไปได้ควรตัดสินใจว่าอะไรควรทำ โดยไม่คำนึงถึงพระเจ้า ชีวิตในอนาคต หรือการเลือกมาตรฐานสมบูรณ์ของชีวิตอุดมคติ

ในบทนี้เราจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับความคิดทางจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมของชาวอเมริกัน แต่จะสรุปรวมลงในประเภทของลัทธิธรรมชาตินิยมเพื่อให้เห็นว่ามันสนับสนุนแนวความคิดนี้อย่างไรบ้าง (เช่น ที่เกี่ยวกับการวิวัฒนาการ หรือจริยศาสตร์เกี่ยวกับจิตวิทยา) หรือการสัมผัสมัน (อย่างเช่น เรื่องกฎธรรมชาติทางจริยศาสตร์)

Charles Darwin (1909-1882) ได้พิมพ์ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาชื่อว่า ต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตโดยการเลือกสรรตามธรรมชาติ (Origin of Species by Means of Natural Selection) ทฤษฎีของเขาถูกตีความว่าเป็นการคาดเดาเอา แต่ทฤษฎีของเขามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และมีผลต่อศาสนาและจริยศาสตร์ ทฤษฎีของเขาก็ยังถูกกล่าวว่าเป็นการคาดเดาในทศวรรตที่ 20 นี้อยู่ ในทางจริยศาสตร์ ประเด็นนี้มีแนวโน้มที่จะแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทางจริยธรรมด้วยการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา ดังนั้น Darwin จึงกล่าวว่า “การสร้างมนุษย์แต่ละคนจำนวนมากให้มีความแข็งแรงและมีสุขภาพดีภายใต้เงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อเขา”

นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงทางด้านทฤษฎีวิวัฒนาการอีกคนคือ Herbert Spencer (1820-1903) จากข้อเขียนของเขาเรื่อง หลักการสำคัญทางจริยศาสตร์ สรุปว่าการพัฒนาของมนุษย์แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ดีขึ้น ตามทัศนะของ Spencer แล้วชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญ พฤติกรรมของมนุษย์ “ต้องพัฒนาปรับปรุงพฤติกรรมไปสู่จุดมุ่งหมาย เพื่อชีวิตที่ยืนยาวขึ้น” ดังนั้น มันเป็นสิ่งที่ดีที่จะรักษาความแข็งแรงของชีวิตของบุคคลและมนุษยชาติ ความถูกและความผิดมีความหมายเพียงแค่ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตของการรับรู้ถึงความเพลิดเพลินและความทุกข์ ถึงแม้ว่าเขาจะพูดถึงความเป็นไปได้ของความสมบูรณ์ทางศีลธรรมก็ตาม แต่ Spencer ก็ยืนยันว่าจริยศาสตร์ที่เรารู้จักในปัจจุบันนี้ว่ามันไม่เป็นความถูกต้องที่ดีที่สุดก็ตาม แต่ว่ามันก็เป็นความถูกต้องโดยสัมพัทธ์นั่นเอง จริยศาสตร์ (เหมือนกับกลศาสตร์) ซึ่งเป็นการพัฒนาจากการสอนโดยชาวกรีก ในช่วงระยะเวลาที่ยังเชื่อถือเทพเจ้าอยู่จนถึงปัจจุบันที่เรามีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นผลที่ตามมาคือ ความสมบูรณ์ทางศีลธรรมจะไม่ได้มาโดยบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมของสภาพที่เป็นอุดมคติอย่างแท้จริง

แต่น่าแปลกที่ Thomas Henry Huxley (1825-1895) มีความคิดที่ตรงกันข้ามออกไป เขายอมรับความสำคัญของข้อสมมติฐานเรื่องการวิวัฒนาการในทางชีวิวิทยาและในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง Huxley (ในการบันทึกคัมภีร์โรมันของเขา ปี 1893 เรื่องการวิวัฒนาการและจริยศาสตร์) กล่าววิพากษ์ว่ากฎของความอยู่รอดของความเหมาะสมไม่เป็นหลักสำคัญทางจริยศาสตร์ เขายืนยันว่า มนุษย์จะต้องทำในสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเอาชนะกฎแห่งความป่าเถือนและเพื่อจะสร้างอุดมคติทางจริยธรรมซึ่งไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการวิวัฒนาการ

การปฏิบัติที่เราเรียกว่าดีที่สุดทางจริยธรรมหรือสิ่งที่เราเรียกว่าความดีนั้น จะเกี่ยวข้องกับแนวคิดพฤติกรรมซึ่งมันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ ในสถานที่ซึ่งมีความรุนแรง การที่จะรักษาชีวิตอยู่โดยอ้างสิทธิ์ความเป็นตัวตนของเราจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมตนเองด้วย………,

และอีกเรื่องหนึ่งของจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการซึ่งพบในงานเขียนของชาวรัสเซีย ซึ่งร่วมสมัยกับ Spencer และHuxley ที่ชื่อ Prince Petr Alekseevich Kropotkin (1842-1921) ในหนังสือชื่อว่า การช่วยเหลือโดยรวม (Mutual Aid) ซึ่งเป็นปัจจัยของการวิวัฒนาการ Kropotkin ยืนยันว่า การวิวัฒนาการไม่ใช่เป็นการแข่งขัน แต่เป็นการช่วยเหลือโดยสมบูรณ์โดยรวม ซึ่งมันเป็นหลักการของความเจริญก้าวหน้าแบบวิวัฒนาการ เขาสนับสนุนแนวความคิดจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการของเขา โดยข้อเขียนของเขาเรื่อง ETIKA ซึ่งเขาได้สำรวจแนวความคิดทฤษฎีแบบกว้าง ๆ ของทฤษฎีจริยศาสตร์แบบคลาสิค และจริยศาสตร์แบบใหม่เพื่อที่จะสนับสนุนจริยศาสตร์ในแบบของเขาเอง จุดยืนของ Kropotkin คือจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยม ซึ่งได้ทำให้จริยศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาและเน้นที่การพัฒนาของจิตสำนึกของสังคมในมนุษยชาติ แต่ว่าเขาให้ความสนใจน้อยในเรื่องของการพัฒนาของชีวิวิทยา ดังนั้น จริยศาสตร์ของ Kropotkin ก็มีข้อสรุปที่เป็นรูปแบบของประโยชน์นิยมต่อสังคม

งานเขียนที่โดดเด่นสมัยปัจจุบันนี้ในแง่ของจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการก็คือ ทฤษฎีจริยศาสตร์สมัยใหม่ ( A Modern Theory of Ethics) ซึ่งเขียนโดย Olaf Stapledon (1886-1950) โดยทั่วไปแล้ว Stapledon พยายามที่จะนำทฤษฎการเรียงลำดับเหตุผลนำกลับมาใช้ในการตีความกิจกรรมของมนุษย์ กิจกรรมของมนุษย์นั้นเป็นเหตุเป็นผลในแง่ที่ว่าเป็นแนวโน้มที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นจุดของความสมบูรณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ความดีนี้ก็จะช่วยทำให้แนวโน้มของกิจกรรมนั้น ๆ ประสบความสำเร็จโดยอิสระหรือว่าในฐานะที่เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการของจักรวาล เขาไม่ได้ลดทอนมนุษย์เป็นเหมือนเครื่องจักรกลบริสุทธิ์หรือเป็นกลไกขอธรรมชาติเชิงกายภาพล้วนธรรมชาติล้วน สำหรับ Stapledon แล้ว เขาคิดว่ามนุษย์สามารถที่จะเข้าไปสู่ระดับความชื่นชมยินดีซึ่งเป็นระดับประสบการณ์ทางจริยธรรมซึ่งอยู่ต่ำลงมากว่าการเข้าฌานเล็กน้อยเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม “ในการวิเคราะห์จริยธรรมครั้งสุดท้ายมันดูเหมือนว่าทุก ๆ การตัดสินคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์หรือความสำเร็จส่วนตัวของแต่ละคน หรือขององค์กร มักจะถูกตัดสินง่าย ๆ ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีและดีเพื่อตัวของมันเอง

สิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติทางจริยธรรมของนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักสังคมศาสตร์ และนักเขียนนวนิยายหลาย ๆ คน นั่นคือการสอนทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud (1856-1939) เขาใช้ชีวิตในวาระสุดท้ายที่กรุงลอนดอน เขาไม่ได้เป็นนักทฤษฎีทางจริยศาสตร์อย่างแท้จริง แต่ว่าในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าปราศจากเนื้อหาจากข้อเขียนทฤษฎีของ Freud และเขายอมรับว่าเป็นหนี้เพียงเล็กน้อยต่อนักปราชญ์รุ่นก่อน แต่ว่าเขาได้เรียนรู้โดยผ่าน Framz Brentano และก็เขามีความรู้เรื่องทั่ว ๆ ไปในเรื่องแนวคิดเชิงคุณค่าแบบออสเตเลียน (Austrian value school)

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud มีรูปแบบเริ่มแรกจากการรักษาทางจิตใจและพัฒนาไปสู่การรักษาความผิดปกติทางอารมณ์ และได้เติบโตขึ้นไปเป็นแนวคิดเชิงจิตวิทยาของมนุษย์และการทำหน้าที่ทางจิตของมนุษย์ โดยแรกเริ่มแล้วทัศนคติทางจริยธรรมในงานเขียนของ Freud แล้วมีเพียงเล็กน้อย แนวโน้มของเขามักจะเพิกเฉย และแม้กระทั่งการให้ความสนใจต่อจริยธรรมค่อนข้างต่ำ เพราะว่าเขาจะเน้นเรื่องการปฏิบัติทางคลีนิคมากกว่า ดังนั้น Freud มักจะถูกจัดกลุ่มอยู่ในกลุ่มของคนที่มีความสงสัยคำถามทางจริยธรรม (Ethical skeptic) อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทฤษฎีของเขาที่เกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่มีอยู่ในมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์ได้ขยายและเติบโตขึ้น Freud ก็มีจุดยืนในเรื่องของให้ความสำคัญต่อความสำคัญทางจริยธรรมอย่างลึกซึงและมีอิทธิพลมาก ยกตัวอย่างเช่น เขาได้ต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยแนวคิดทางเหตุผลนิยมของกลุ่มพวกฟื้นฟูและไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแบบจิตนิยมของชาวเยอรมันในทศวรรตที่ 19 เขายืนยันจากประสบการณ์ทางคลีนิคของเขาว่า มนุษย์เป็นคนไร้เหตุผลและชอบทำตามอำเภอใจ เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่เชื่อในหลักทฤษฎีเหตุผลนิยม และทฤษฎีอุดมคติ เรื่องการไร้เเหตุผลของมนุษย์ถูกหยิบยกมาขยายความโดยนักคิดลัทธิอัตถิภาวนิยมร่วมสมัย ยิ่งไปกว่านั้น จริยศาสตร์ที่เป็นงานเขียนของ Freud ในช่วงถัดมาจะพูดถึงสิ่งเหนือธรรมชาติและศาสนาแบบดั่งเดิม และระบบที่สร้างขึ้นโดยนักอุดมคติ เขายังยึดติดอยู่กับแนวคิดแบบธรรมชาติที่ธรรมดา (Simple naturalism) แนวคิดของเขาจะเห็นได้ชัดเจนโดยผ่านงานเขียนของเขาชื่อ (Civilization and Its Discontents) ซึ่งเป็นงานเขียนชิ้นสำคัญทางจริยศาสตร์ของ Freud

การวิเคราะห์โดยพื้นฐานของจิตใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ Freud ใช้อยู่กันเป็นประจำซึ่งก็เป็นที่รู้จักกันดี และ Freud ก็แยกออกเป็น 2 ส่วนคือ จิตไร้สำนึกกับจิตสำนึก จิตไร้สำนึกจะมีมากกว่าและอยู่ในระดับที่ต่ำ ส่วนจิตสำนึกจะมีอยู่น้อยแต่อยู่ในระดับที่สูงกว่า แรงกระตุ้นทางสัญชาตญาณหลาย ๆ อย่างคิดว่ามาจากจิตไร้สำนึก และพยายามหาทางที่จะออกมาเป็นการกระทำที่เป็นจิตมีสำนึก และแรงขับดันทางสัญชาตญาณที่หลัก ๆ ก็คือ เซ็กส์ และความก้าวร้าว การที่จะจัดการกับแรงกระตุ้นเหล่านี้ Freud ก็แสดงให้เห็นถึงการทำงานอยู่ 3 ระดับภายในจิตใจของมนุษย์ ประการแรกคือ “id” คือจิตไร้สำนึก ประการที่สองคือ “ego” เป็นระดับกลางอยู่ในส่วนของเหตุผล การตัดสินใจ และกิจกรรม ประการที่สามคือ “super-ego” เป็นส่วนที่มีการตัดสินใจในเรื่องสำคัญทางจริยธรรมและมีความรอบคอบ ชี้ขาดทางจริยธรรม ความมีเมตตา และการลงโทษตัวเอง

ทฤษฎีของ Freud มันมีบางส่วนที่คล้าย ๆ หรือเหมือนกับการแบ่งวิญญาณของมนุษย์ออกเป็น 3 ส่วนตามหลักของ Plato Freud ก็ได้ระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่เขาก็ไม่ได้ให้คำอธิบายว่า ทำไมถึงคล้าย ๆ กันหรือเหมือนกันเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม เขาก็ให้คำอธิบายแบบกลาง ๆ โดยอธิบายระหว่างสัญชาตญาณฝ่ายต่ำกับแนวโน้มของการควบคุมจิตใจให้สูงขึ้นโดยการยับยั้งชั่งใจ ไม่เหมือนกับ Plato Freud ปฏิเสธว่าแรงกระตุ้นฝ่ายต่ำควรจะถูกจำกัดในทุก ๆ ทาง คือหมายความว่า แท้ที่จริงแล้ว Freud เขารู้สึกว่าการจำกัดการเก็บกดแรงกระตุ้นฝ่ายต่ำเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดปกติทางบุคลิกภาพ และการควบคุมของ “spre-ego” คือการที่มี “supre-ego” มาก ๆ มันเป็นแนวโน้มที่ทำให้เกิดสังคมที่มีอารยธรรม และจะทำให้ไม่ต้องสอนตามหลักศาสนาเก่า ๆ และจริยธรรม แต่สิ่งที่ดีสำหรับมนุษย์ในทางจริยศาสตร์ก็คือความซื่อสัตย์ ซึ่งแต่ละคนก็ควรจะเป็นคนที่เปิดเผยจริงใจ และเป็นคนที่มีความยับยั้งชั่งใจในการพูดและการกระทำตามแรงกระตุ้นที่เป็นพื้นฐานของเขา และทุกอย่างที่เป็นความลับหรือเป็นเลห์กลหรือเป็นสิ่งหลอกลวง และความโศกเศร้า การเก็บกดเป็นสิ่งที่ไม่ดี มันเป็นสิ่งที่ดีที่จะเปิดเผยตัวตนของแต่ละคนออกมา แต่ว่าแต่ละคนจะต้องเรียนรู้ที่จะเคารพผู้อื่นด้วยเพื่อการมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติสุข

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ William James (1842-1910) ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการบำบัดโรคทางยา เรื่องการสอนจิตวิทยา และในที่สุดเขาก็หันมาสนใจปรัชญาในอเมริกา ท้ายสุดเขาก็ไปเป็นสมาชิกของภาควิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งในที่นั้นก็มีนักปรัชญาชื่อ G. H. Palmer, Rocyce, และ Santayana อยู่ด้วย ที่นั้น James ก็มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการศึกษาจิตวิทยาและจิตวิทยาเชิงประจักษ์ และเขาก็เป็นผู้หนึ่งในการบุกเบิกสร้างแนวความคิดแบบลัทธิปฏิบัตินิยมของอเมริกัน (American pragmatism” มีความคิดทางด้านธรรมชาตินิยมในแนวความคิดของ William James (สำหรับกรณีการให้รูปแบบอุปนิสัยของมนุษย์ เช่น การรับรู้โดยผ่านทางระบบประสาท) เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของความเชื่อต่อเทพเจ้า และความเชื่อต่อหลักศาสนาดั่งเดิม เช่นเดียวกันกับ Henri Bergson ซึ่ง James รู้สึกว่านักบวชของชาวคริสต์เป็นรูปแบบของความสมบูรณ์ทางจริยธรรม และมีงานเขียนหลาย ๆ ชิ้นที่สำคัญของ James แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบันทึกของเขาในเรื่องนักปรัชญาทางศีลธรรมและชีวิตทางศีลธรรม (The Moral Philosopher and the Moral Life)

James ไม่ได้แสดงถึงความสนใจมากนักในทฤษฎีทางจริยศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว เขกล่าวว่า “มันไม่มีความจริงสุดท้ายใดในจริยศาสตร์ที่จริงมากไปกว่าในฟิสิกส์ จนกระทั่งมนุษย์คนสุดท้ายได้มีประสบการณ์ และได้พูดประสบการณ์นั้นออกมา” ในรูปแบบการปฏิบัติที่แท้จริงของเขา James มองจริยศาสตร์สัจจนิยมด้วย 3 คำถาม คำถามแรกเป็นคำถามเชิงจิตวิทยาว่า อะไรคือจุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ของแนวคิดทางศีลธรรมของเรา เขาพยายามทบทวนที่จะตอบคำถามเหล่านี้ แต่ก็ไม่มีคำตอบอะไรที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ คำถามที่สองของ James ในเรื่องของจริยศาสตร์ที่เป็นอภิปรัชญาคือว่า อะไรเป็นคำหลักสำคัญในทางจริยศาสตร์ เช่นคำว่า ดี ชั่ว และการห้ามการบังคับ สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร ในการพิจารณาสิ่งเหล่านี้ James ก็ปฏิเสธแนวคิดแบบสมบูรณ์นิยม และเสนอแนะว่า จิรยศาสตร์มีพื้นฐานมาจากอภิปรัชญา ในฐานะที่มีการสร้างแนวคิดอย่างมีระบบ ดังนั้น เขาก็มองว่า ความดีและการบังคับเป็นอารมณ์และเป็นความปรารถนา James สรุปว่า อารมณ์และความปรารถนามันไม่มีรากฐานมาจากอภิปรัชญา และคำถามที่สามของเขาก็คือ “ตามหลักธรรม” อะไรเป็นสิ่งตัววัดหรือมาตรวัดความดีออกจากความชั่ว ในการตอบคำถามนี้ เขาก็เสนอแนะว่า ความดีทางจริยธรรมเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รับความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นความพอใจอะไรก็แล้วแต่ “ซึ่งการกระทำนั้นจะต้องเป็นการกระทำที่ดีที่สุด เพื่อที่ว่าจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยรวมดีที่สุดด้วย หรือมองอีกแง่หนึ่งก็คือการกระทำให้มีความไม่พอใจน้อยที่สุดนั่นเอง

ในกลุ่มคนที่ประทับใจทฤษฎีปฏิบัตินิยมของ James มีอยู่คนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีซึ่งเป็นชาวอเมริกันนั่นคือ John Dewey (1859-1952) เขาเริ่มอาชีพของเขาในฐานะเป็นนักปรัชญาเชิงอุดมคติ ได้รับอิทธิพลจากเยอรมัน และงานเขียนแรก ๆ ของเขาในจริยศาสตร์ แสดงถึงความชอบแนวคิดแบบการมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม Dewey ก็ได้ยอมรับวิธีการทางธรรมชาติและวิธีการทางปฏิบัติมาสู่ปรัชญาเชิงจริยธรรมของเขาเข้าไปด้วย ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาที่ชื่อว่า Texbook Ethics ซึ่งเขาได้เขียนโดยความร่วมมือของ J. H. Tufts ในส่วนที่สองของเล่ม Dewey ได้เขียนเองทั้งหมด และเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ถูกแยกออกมาพิมพ์เป็นอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Theory of the Moral Life เล่มนี้เป็นหลักฐานที่สำคัญในงานเขียนของเขาว่า ตั้งแต่ก่อนปี 1910 แล้ว ที่ Dewey มีแนวคิดเรื่องการสร้างของปฏิบัติการทางจริยศาสตร์ ทฤษฎีจริยธรรมมักจะถูกเรียกร้องเมื่อมีปัญหาทางจริยธรรมเกิดขึ้นเท่านั้นเอง โดยเฉพาะปัญหาที่ขัดแย้งทางปฏิบัติของมาตรฐานของพฤติกรรมของมนุษย์ ดังนั้น จริยศาสตร์แบบปฏิบัติการนิยม (instrumentalist ethics) พยายามที่จะตอบปัญหาของมนุษย์นั่นเองและเพื่อที่จะทำดังกล่าวนี้ Dewey จึงได้ทบทวนทฤษฎีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับเป้าหมายสุงสุดของมนุษย์ และก็สรุปว่า เป้าหมายเหล่านั้นก็มีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุดมคติเชิงปฏิบัติ แต่ว่าเขาปฏิเสธที่จะจัดระเบียบของคุณค่าทางจริยธรรมเหล่านั้นออกมา และเขาก็แนะนำให้สนใจเรื่องความสำคัญของการสร้างนิสัยโดยการใช้ความรู้ และการใช้การตัดสินในทางจริยศาสตร์แทน และท้ายสุดเขาก็นำเสนอความคิดที่มีความสมดุลระหว่าง อัตตนิยมและประโยชน์นิยมว่าเขาให้ความชอบแก่ประโยชน์นิยมมากกว่า เพราะว่าผลประโยชน์ทางสังคมสำคัญกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว

งานเขียนทางจริยธรรมที่สำคัญของ Dewey คือบทที่ 7 ในเรื่อง Reconstruction in Philosophy ซึ่งก็ได้สะท้อนแนวความคิดของเขาออกมาและแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ในงานเขียนเรื่องนี้ Dewey ได้แสดงภาพที่อยู่ตรงกันข้ามกับจุดยืนของคนที่มีจุดยืนทางจริยศาสตร์บนหน้าที่ซึ่งได้รับมาจากกฎสูงสุด เขาได้ใช้ทฤษฎีจริยศาสตร์ที่ค้นหาความดีทางจริยธรรมในตัวตนของคน ความสุข หรือว่าอาจจะเป็นเป้าหมายในอุดมคติอย่างอื่น และเขายืนยันว่า สถานการณ์ทางจริยธรรมทุก ๆ สถานการณ์มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เหมือนกับสถานการณ์อื่นๆ และไม่สามารถที่จะมาตัดสินโดยกฎซึ่งสร้างขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าปัญหาทางจริยธรรมแต่ละปัญหาจะต้องถูกเผชิญหน้าปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์ ความฉลาดและการใช้ความรอบรู้การสอบถามก็จำเป็นในการที่จะตัดสิน ในการที่จะเลือกว่าจะทำอย่างไรในสถานการณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถทำนายผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำได้

ในงานเขียนของ Dewey เรื่อง Human Nature and Conduct เขาได้ตอบโต้กับทฤษฎีไร้จิตสำนึกของ Freud เท่าที่ Dewey สนใจคือมันไม่มีหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นเด่นชัดถึงขอบเขตสัญชาตญาณของจิต และเขาก็ไม่ยอมรับความคิดเรื่องจิตสำนึกดั่งเดิมของแต่ละบุคคลด้วย นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบมากต่อทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud Dewey ได้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาในอเมริกา Dewey เป็นคนที่แก้ไขและเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการตัดสินทางจริยศาสตร์ เขาหันไปสนใจศึกษาทางด้านเป้าหมายในความคิด และพยายามที่จะอธิบายว่าเป้าหมายของมนุษย์เกิดขึ้นและทำงานในการกระทำของมนุษย์ มันไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่ว่าการทำงานของมนุษย์มันเป็นจุดเปลี่ยนของมนุษย์ และจริยศาสตร์จะต้องเสียสละให้ความสนใจในผลการกระทำของมนุษย์ด้วย แม้กระทั่งลัทธิกรณียธรรม (Deontologists) ก็ทำสิ่งนี้ภายใต้หน้ากากของ “ความหมายของคำว่าดี” หรือการถูกกระตุ้นอย่างเหมาะสมเพื่อที่จะตัดสินใจทางจริยธรรม เป้าหมายในความคิดทุกเป้าหมายสามารถที่จะกลายเป็นวิธีการของเป้าหมายอื่น ๆ อีก

งานเขียนของ Dewey ในปี 1929 เรื่อง The Quest foe Certainty ได้แสดงให้เห็นถึงความสนใจของเขาต่อทฤษฎีทางคุณค่า ในงานเขียนนี้ เขาได้อธิบายแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างความมีคุณค่ากับตัวคุณค่า หมายความว่า คุณค่าทุกอย่างอาจถูกชอบหรือพอใจ (เป็นคำถามทางจิตวิทยา) แต่ไม่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง เพราะว่าการตัดสินคุณค่ามักจะมุ่งเน้นไปที่วัตถุหรือประสบการณ์ของเรา และการตัดสินคุณค่ามักจะมาจากกฎเกณฑ์ความคิดที่ว่า “ความปรารถนาของเรา ความชอบของเรา และความสนุกสนานของเรา” รายงานทางจิตวิทยาและรายงานทางวิทยาศาสตร์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับความชอบของมนุษย์ก็กล่าวแต่เพียงว่า “ประโยชน์ของเครื่องมือ” ในการค้นหาการตัดสินทางคุณค่า งานเขียนนี้เป็นเรื่องใหม่แสดงจุดยืนของเขา และมันเป็นการแยก Dewey ออกจากพวกปฏิฐานนิยม ( Positivist) ซึ่งเป็นนักคิดที่ยอมรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ว่าเป็นคำตอบสุดท้ายในคำถามทางจริยศาสตร์ ในส่วนนี้ Dewey ยืนยันเสมอว่ามีความจำเป็นในการที่จะตีความวัตถุเชิงประจักษ์ไม่ว่าจะมาจากทางด้านวิทยาศาสตร์หรือมาจากประสบการณ์ธรรมดาของเราเองก็ตาม

ต่อไปจะอธิบายถึงความสำคัญของความแตกต่างระหว่างการกระทำของการตีค่า “Prizing” และคุณค่าว่าเป็นวัตถุประสงค์ของการกระทำเช่นนั้น เป็นการนำเสนอโดย Dewey ในเรื่อง Theory of Valuation (1939) ขณะนี้ เขาระวังเกี่ยวกับการยืนยันของพวกปฏิฐานนิยมที่ว่าการตัดสินที่มีคุณค่าเป็นการพิสูจน์ความจริงไม่ได้ ถ้าปราศจากความหมายทางปรัชญา เพื่อสนับสนุนข้อยืนยันของเขาที่ว่าการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงเช่นนั้นย่อมเป็นไปได้ Dewey กลับมาสนใจประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการปฏิบัติทางการแพทย์ วิธีการต่าง ๆ เป็นการให้ความหมายอย่างกระจ่างในแง่ของเขาต่อการได้รับตามความต้องการตามวัตถุประสงค์ ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น เขาแย้งว่า การตัดสินที่มีคุณค่าเป็นความเหมาะสมต่อเหตุการณ์และเป้าหมายที่วางไว้ และพวกเขาให้เหตุผลถึงสัมพันธ์ระหว่างวิธีการและเป้าหมาย พวกเขาสามารถทดสอบอย่างเคร่งครัดโดยสำรวจผลที่เป็นจริงในการเปรียบเทียบถึงความตั้งใจพวกเขาต่อผลที่ตามมา

จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมมีความสำคัญมากต่อระบบความคิดของชาวอเมริกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยนิยมเหมือนที่เกิดขึ้นในทศวรรตที่ 20 และ 30 แต่ก็มิอิทธิพลต่อ Dewey มากในการตัดสินทางศีลธรรมของสังคมศาสตร์ และทำให้เกิดความชำนาญในการศึกษาทางทฤษฎี ที่ควรจดจำคือการมีสมาชิกมากขึ้นเนื่องจากผู้ศึกษามีความเห็นด้วยกับจริยศาสตร์ของ Dewey ซึ่งเขียนโดยนักปรัชญาชาวคาทอลิกประเทศอเมริกาใน 2 ทศวรรตที่ผ่านมา

ทัศนะที่ว่าความจริงที่ดำเนินไปภายใต้ในฐานะทางปรัชญาทั่ว ๆ ไปของ Dewey และความคิดทำนองเดียวกันนี้ก็เป็นแรงผลักดันต่อความคิดของ Alfred North whitehead (1861-1947) ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีการพัฒนารายละเอียดของทฤษฎีของจริยศาสตร์ เขาก็ควรได้รับการจดจำเพราะมีอิทธิพลโดยอ้อมต่อจริยศาสตร์ร่วมสมัย เช่นเดียวกับนักเขียนอื่น (Bertrand Russell) ที่เขาเขียนเรื่องหลักคณิตศาสตร์ (Principia Mathematica) ในปี 1910-1913 Whitehead นำการพัฒนาเกี่ยวกับความคิดทางปรัชญาทางตรรกศาสตร์และระเบียบวิธีการคิด นักเรียนจำนวนมากมีความเชื่อต่องานเขียนชินนี้ในรูปแบบของความสมบูรณ์ทางปรัชญา ในส่วนอื่นมันมีอิทธิพลโดยอ้อมต่อทฤษฎีของ Whitehead ในเรื่องพระเจ้า การยึดเอาความคิดร่วมสมัยเกี่ยวกับกฎของพระเจ้าในทางศีลธรรม โดยเฉพาะในความคิดของนักจริยศาสตร์ชาวคริสต์นิกายโปรแทสแต็นส์ ที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ พวกเราจะเห็นในบทที่ว่าด้วยเรื่องจริยศาสตร์คริสต์ ซึ่งเป็นเรื่องของอุดมคติและความสมบูรณ์โดยเฉพาะ เป็นการวางหลักเกี่ยวกับลัทธิสัจจนิยม ซึ่งเป็นสาขาของจริยศาสตร์โปรเแทสแต็นส์ ดังนั้น มันจึงเป็นเช่นเดียวกับลัทธิเหตุการณ์นิยม คำอธิบายทางปรัชญาของ Whitehead ต่อพระเจ้า ก็เช่นเดียวกับ Charles Hartshorne และ Henry Nelson Wieman ซึ่งเป็นการอธิบายอย่างฉลาดของนักจริยศาสตร์คริตส์

ในตอนแรกพวกเราจะเห็นว่า จริยศาสตร์ที่มีคุณค่าเป็นสาขาของลัทธิธรรมชาตินิยม Ralph Barton Perry ผู้ที่วางเงื่อนไขทั่ว ๆ ไปของคุณค่าซึ่งต่อมานักจริยศาสตร์ธรรมชาตินิยมก็นำเอาจุดนี้มาเริ่มต้นของพวกเขา ในเรื่องทฤษฎีทั่วไปของคุณค่า (General Theory of Value) Perry ให้คำจำกัดความของคุณค่าเหมือนกับ “สิ่งใด ๆ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ” ดังนั้น ความสนใจ “เป็นการจัดระเบียบที่เหมาะต่อการกระทำสำหรับการดำรงไว้” ที่ความดีทางศีลธรรมประกอบด้วยความปรารถนาของการจัดระเบียบความสนใจ หน้าที่ประกอบด้วยความจำได้หมายรู้ของความดี สำหรับระดับของคุณค่า Perry วางหลักเกณฑ์ไว้ 4 ประการคือ ความถูกต้อง การเพิ่มขึ้น ความโน้มเอียง และการอยู่ร่วมกัน แน่นอน สามประการหลังมีการกระทำที่เป็นระดับของคุณค่า ด้วยเหตุที่ประการแรกเป็นการทดสอบว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าหรือไม่ ในการวิพากษ์ครั้งสุดท้าย ความจำเป็นทางศีลธรรมพื้นฐานของ Perry กลายเป็นว่า “สติปัญญาที่เป็นชนิดของเจตจำนงค์ที่มีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับของสากล

นักปรัชญาศีลธรรมบางคนก็ทำต่อไปบนพื้นฐานของทัศนะของเขาในรูปแบบหลาย ๆ อย่างของทฤษฎีทั่วไปของการวิวัฒนาการ ผลงานทางชีววิทยาของ Samuel Jackson Holmes เป็นการพิจารณาความดีทางศีลธรรมซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการรักษาชีวิตของบุคคลหรือของเผ่าพันธุ์ ในทางกลับกัน Julian Huxley ที่เป็นหลานของ Thomas Huxley ได้กล่าวถึงคัมภีร์ชื่อโรมันที่บันทึกในปี 1943 และนำไปในคราวที่ไปเยี่ยมปูของเขาเพื่อให้ปู่เขาแนะนำ จริยศาสตร์วิวัฒนาการของ Julian ยืนยันว่าการพัฒนาของวิญญาณทางศีลธรรมเป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าโดยทั่วไปของการวิวัฒนาการ และเขากังวลในเรื่องความไม่รู้คุณค่าของศีลธรรมของบุคคลอันเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ แนวความคิดของ Julian มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานขององค์การ UNESCO (United Nations Educational, Scientific, and Cultural Organisation) เป็นอย่างมาก ฯ

ในยุโรป ธรรมชาตินิยม ก็มีผู้ที่สนับสนุนแนวความคิดนี้ ในศตวรรษที่ 20 เช่นกัน คนที่สำคัญก็คือ ทิแอร์ เดอร์ ชาร์ดแดน์( Pierre Teilhard de Chardin : 1881 – 1955) ซึ่งเป็นนักบวชในนิกายเยซูอิตของโรมันแคธอลิก : เดอร์ ชาร์ดแดน์ ก็มีความคิดหลายอย่างเกี่ยวกับธรรมชาตินิยมรวมกับ จูลเลียน์ ฮันลี (Julian Hunley) แต่ว่า เดอร์ ชาร์แดน์ นี้จะเอาทรรศนะทางธรรมชาตินิยมเหล่านั้นมาหล่อมรวมเข้ากับคำอธิบายเกี่ยวกับมนุษย์และธรรมชาติเชิงเทวนิยม หนังสือเรื่อง ปรากฎการณ์ของมนุษย์ (Phenomenon of Man) (ซึ่งพิมพ์หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว เป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1956 เป็นภาษาอังกฤษในปี 1959) ในหนังสือเล่มนี้ได้ให้ภาพของวิวัฒนาการของมนุษย์จากธรรมชาติเชิงปรัชญา ในฐานะที่เป็นกระบวนที่มีความต่อเนื่องเกิดขึ้นมาจากการปรากฏอยู่ของพลังงานทางจิตในระดับที่ต่ำลงไปกว่าธรรมชาติทางร่างกาย เมื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีวิวัฒนาการไป พวกมันก็มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นตอนนี้เราอยู่ในระดับของ “noosphere" ซึ่งเป็นระดับที่มีจิตเกิดขึ้นมา ทิแอร์ จะมีทรรศนะในแง่บวก ก็คือเห็นว่ากระบวนการวิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่พัฒนาขึ้นไปสู่สิ่งที่ดีกว่า การพัฒนาทั้งระบบนั้นมุ่งตรงไปสู่ขั้นตอนสูงสุดที่เรียกว่า "omega point" (ภาวะสูงสุด) ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของพัฒนาการของระดับ noosphere ถึงแม้ว่า omega point จะไม่มีความสิ้นสุด และก็อยู่เหนือไปจากความเป็นจริง แต่มันก็มีความต่อเนื่องกับกระบวนการที่กำลังดำเนินไปตามธรรมชาตินี้

ก็มีนัยยะทางจริยศาสตร์และทางศาสนา ในหนังสือ ปรากฎการณ์ของมนุษย์ (Phenomenon of Man) แต่สิ่งที่หน้าสนใจที่สุด งานเขียนที่น่าสนใจที่สุดของ ทิแอร์ จากแง่มุนของนักจริยศาสตร์นั้นก็คือในหนังสือเรื่อง ภาวะแวดล้อมนักบวช (The Divine Milieu) (1960) ซึ่ง ทิแอร์ เป็นงานที่มีความโด่นเด่นฐานะที่เป็นในการบรรยายสภาพความแวดล้อมทางธรรมชาติ(สภาวะแวดล้อม)ของมนุษย์ในระดับจิตวิญญาณ ซึ่งสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเต็มไปด้วยความเอื้อเฟือยและความรักจากพระเจ้า ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่มั่งคงแน่นอนกับธรรมชาติและพลังอำนาจ ก็ ด้วยความช่วยเหลือของพระคริสต์ มนุษยชาติก็จะมีลักษณะของพระเจ้าด้วยการรักพระเจ้า เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นเอกภาพของจิตวิญญาณของมนุษย์ทั้งปวง ที่ต่างก็มุ่งไปหาพระเจ้าในฐานะที่เป็นจุดสูงสุดที่ความเป็นจริงทุกอย่างจะเข้าไปหล่อมรวมกันในที่สุด มีความคล้ายคลึงระหว่างความคิดเชิงวิวัฒนาการของ ทิแอร์ เดอร์ ชาร์ดแดน์ และจริยศาสตร์ของ จูลเลียน์ ฮันลี ซึ่งทั้งสองคนนี้มีความเห็นพ้องต้องกันดี แต่มีคนหลายคนเห็นว่า ทิแอร์ เดอร์ ชาร์ดแดน์ มีความคิดใกล้เคียงกับ Bergson มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหนังสือเรื่อง สองแหล่งกำเนิดจากศีลธรรมและศาสนา (Two Sources of Morality and Religion) ก็มีการเสนอกันว่าความคิดของ ทิแอร์ เดอร์ ชาร์ดแดน์ ในเรื่องจริยศาสตร์ของความรักของพระเจ้า ช่วยให้เราทราบไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเกินกว่าสิ่งที่นักอัตถิภาวนิยมให้กันไว้

ในประเทศอังกฤษนั้นก็พยายามที่ขึ้นชื่อที่สุด ในการที่จะนำเอาแหล่งข้อมูลทางมนุษยวิทยาและทางชาติพันธ์วิทยามาใช้สนับสนุนจริยศาสตร์ เป็นความพยายามของ อะเล็กซานเดอร์ มาช์บีท (Alexander Macberath) .(1888-1964) ในหนังสือเรื่อง การทดสอบแห่งชีวิต (Experiments in Living) (1952) ในหนังสือเรื่องนี้จะเป็นการพยายามที่จะตรวจสอบคำยืนยันของพวกอัชฌัตติกญาณนิยมทางจริยศาสตร์ อย่างเช่น จี อี มัวร์ (G.E. Moorn) และ เฮนรี่ ไซตวิค (Henry Sidgwick) พวกเขาแน่ใจที่ว่า “มีการทำงานจิตสำนึกทางศีลธรรมบางประการที่มีความชัดเจน” อยู่ในตัวเองและกับมนุษย์ทุกคน มีสิ่งหนึ่งที่ มาช์บีท กล่าวไว้ในการบรรยายบทที่หนึ่ง สิ่งหนึ่งในหลายๆสิ่งที่กล่าวในการบรรยายาบทที่หนึ่ง คือการหาความชัดเจนแน่นอน และความกำกวนของข้อความที่มักจะเสนอว่ามีความชัดเจนในตัวเองในทางจริยศาสตร์เป็นข้อความที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอน และมีความกำกวน และเขาก็ยังชี้ให้เห็นถึงการขาดความเห็นพ้องต้องกันระหว่างในหมู่คนอย่าง ไซตวิค, มัวร์, และ รอส ในเรื่องของลักษณะที่แน่นอนของการตัดสินเบื้องตนของพวกจริยศาสตร์เชิงอัชฌัตติกญาณนิยมแต่ว่า ส่วนที่สำคัญของหนังสือ การทดสอบแห่งชีวิต เกี่ยวกับความเชื่อทางศีลธรรมของคนสมัยดึกดำบรรพ์ ที่ไม่พัฒนาในมวลมนุษย์นี้ ซึ่งในที่สุด มาช์บีท ได้เสนอข้อสรุปมา 5 ข้อสรุป ข้อสรุปแรกก็คือว่าเขาพบว่าคนดึกดำบรรพ์น้อยคนนักที่จะถือว่ากฎทางศีลธรรมใช้ได้กับมนุษย์ทั้งหมด ข้อสองว่า ถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงในเรื่องของกฎทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตในชนเผ่าหลายๆ ชนเผ่าการตีความกฎเกณฑ์เหล่านี้ที่เป็นรูปธรรมจะมีความแตกต่างหลากหลายไปในแต่ละชนเผ่า ข้อสรุปที่สามก็คือ หน้าที่เบื้องต้นอย่างที่นักอัชฌัตติกญาณนิยมในอังกฤษ เชื่อว่าเป็นหน้าที่เบื้อนต้นจะเป็นสิ่งที่พวกชนเผ่าคนดึกดำบรรพ์ไม่รู้จักกันเลย ข้อสรุปที่สี่และก็มีหลายชนเผ่าที่คิดว่ากฎเกณฑ์การดำเนินชีวิตของตนนั้นใช้ได้กับหรือจำกัดอยู่แต่ในเงื่อนไขการดำรงชีวิตของพวกตนเท่านั้น ข้อสรุปที่ห้า มีกฎบางกฎที่พวกคนดึกดำบรรพ์รับรู้ว่าเป็นกฎทางศีลธรรมแต่ว่าเราจะไม่ยอมรับว่าเป็นเรื่องทางจริยธรรมเลย เขาบอกว่า มันจะเป็นการยุติธรรมที่จะบอกว่าการค้นพบในแง่ลบของ มาช์บีท นี้ ส่วนหนึ่งจะถูกความขัดแย้งโดยนักมนุษยวิทยาที่เป็นที่เชื่อถือได้ ซึ่งนักมนุษยวิทยาเหล่านี้มีความสนใจในแง่มุนทางศีลธรรมในการทำงานของพวกเขา

ทฤษฎีการปรับตัวทางสังคม (social adjustment theory) ของ สเทพ์เฮน ซี. เพเพอร์(Stephen C. Papper: 1891- )เป็นความพยายามที่สำคัญที่สุดของอเมริกันในสมัยใหม่นี้ในอันที่จะพัฒนาวิธีการเชิง อรรฆวิทยา เกี่ยวกับคุณค่าที่จะนำไปใช้กับจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยม ในหนังสือ แหล่งกำเนิดของคุณค่า (Sources of Value) (1958) เป็นการศึกษาที่ดีที่สุดของเขานับตั้งแต่หนังสือเรื่อง ทฤษฎีทั่วไป (General Theory).ในหนังสือ จริยศาสตร์นั้น(1960) เพเพอร์ ได้เขียนถึง 12 บท เพื่อที่จะสำรวจทฤษฎีเกี่ยวกับจริยศาสตร์เชิงประจักษ์ที่สำคัญทุก ๆ ทฤษฎีอย่างครบถ้วน ในที่สุดเขาก็ได้เสนอว่า ทฤษฎีเหล่านี้แต่ละทฤษฎีใช้ “ระบบการคัดสรร” ในการสั่งสอนคุณค่าทางศีลธรรมหรือค่านิยมทางศีลธรรม หลายทฤษฎีนั้นจะถูกจำกัดอยู่ในแง่มุมเฉพาะหนึ่ง ๆ เพเพอร์ ได้ให้ รายการ ของระบบคัดสรรที่จริยศาสตร์ที่มีพื้นฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญเหล่านี้ใช้ : ระบบคุณค่าส่วนบุคคล (พวกสุขนิยมจะใช้โครงสร้างของความมีจุดมุ่งหมายและเน้นย้ำการใช้ความรอบคอบระมัดระวัง พวกจริยศาสตร์ที่เน้นการพัฒนาตนจะใช้โครงสร้างของบุคลิกภาพและการผสมผสานกลมกลืนในตัวบุคคล); ระบบของคุณค่าเชิงสังคม (พวกปฏิบัตินิยมจะใช้เหตุการณ์ทางสังคมและคดีจุดมุ่งหมายที่จะลดความขัดแย้งทางสังคม พวกสัมพันธนิยมทางวัฒนธรรม จะเน้นย้ำที่รูปแบบของวัฒนธรรมและเน้นการทำการวัฒนธรรมเหล่านี้); ระบบคุณค่าเชิงชีววิทยา (พวกนักจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการจะเน้นย้ำความก้าวหน้าตามกระบวนการทรรศนะทางธรรมชาติ) การสำรวจคุณค่าเชิงธรรมชาตินิยมเหล่านี้ ทำให้ เพเพอร์ สรุปได้ว่า บรรทัดฐานทางจริยธรรมทางธรรมชาติมีอยู่ ทฤษฎีการปรับตนทางสังคมของเขามีความสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ เมื่อไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวทางสังคมที่สำคัญ บรรทัดฐานทางธรรมชาติที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็จะถูกนำมาใช้ แต่เมื่อมีกรณีของความขัดแย้ง ของการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับระดับของความกดดันทางสังคมในสังคมนั้น ๆ สำหรับ เพเพอร์ แล้ว “จริยศาสตร์คือการศึกษาโครงสร้างและทำงานของระบบการคัดสรรที่มีผลต่อกิจกรรของมนุษย์และแนวทางในการออกฏกหมายที่อาศัยระบบเหล่านี้”

ความหมายกว้าง ๆ ของ “ธรรมชาตินิยม” นั้น จริยศาสตร์ส่วนใหญ่ที่พัฒนาขึ้นมาโดยนักคิดที่เป็นโรมันแคธอลิก ในปัจจุบันนี้ จะเป็นธรรมชาตินิยมทั้งหมด นั้นก็คือว่า พวกเขาจะรู้สึกว่า เราสามารถที่จะอนุมาน “สิ่งที่ควร” ออกมาจาก “สิ่งที่เป็น”ได้ มันเป็นเรื่องปกติในงานเขียนของ แคธอลิก ที่จะแบ่งแยกระหว่างเทววิทยาเชิงศีลธรรม (ซึ่งเป็นการศึกษาปัญหาจริยศาสตร์แบบดั่งเดิมส่วนใหญ่ จากข้อมูลของการเปิดเผยความจริงของพระเจ้า คำสอนของไบเบิล จารีตของ แคธอลิก หรือกฎของบาทหลวง) แบบแยกอันนี้ออกจากจริยปรัชญาหรือจริยศาสตร์ (ซึ่งจำกัดอยู่กับศึกษาข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ทั่วไปและนำมาตีความในเชิงปรัชญา) ในทางปฏิบัติแล้วทรรศนะและจุดยืนที่นักจริยศาสตร์ แคธอลิก บางคนใช้ อาจจะได้รับอิทธิพลโดยอ้อมจากศาสนาของพวกเขา ซึ่งมันก็คล้าย ๆ กับกรณีที่นักคิดทั้งหลายอาจจะมีความคิดที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อศาสนาดั่งเดิม

นักปรัชญาแคธอลิก ที่มีเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคนหนึ่งใน ศตวรรษที่ 20 คือ แจคเคว มาริเทนท์ (Jacques Mariatin 1882- ) ความพยายามที่จะทำให้ลัทธิคอมมินิสวต์ ลัทธิของ โทมัส (Thomism ) เป็นที่รู้จักและเคารพในแวดวงปัจจุบันนั้น เป็นที่รู้จักกันทั่วไป หนังสือเล่มหนึ่งของเขาชื่อ วิทยาศาสตร์และสติปัญญา (Science and Wisdom :1935) มีจุดยืนที่ต่างออกไปในเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทววิทยาเชิงศีลธรรมและจริยศาสตร์ (ก็คือที่กล่าวต่างออกไปจากข้างบน) ในหนังสือเล่มนี้ มาริเทนท์ ได้เสนอว่า นักคิดชาวคริสต์ อาจจะหรือสามารถ ที่จะยืมข้อมูลบางอย่างมาจากสิ่งที่เขาเชื่อได้ เพื่อที่จะนำมาสร้างระบบจริยศาสตร์ที่มีความเพียงพอมากกว่า นั้นก็คือว่าถ้าเราเชื่อในเรื่องบาปกำเนิด หรือเชื่อในผลของบาปกำเนิดที่มีต่อมนุษยชาติ หรือถ้าว่าเราเชื่อว่ามนุษย์ได้รับการดูแลจากพระเมตตาของพิเศษของพระเจ้า เพื่อมนุษย์จะได้ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ต่อไป มนุษย์ทำตัวดีบนโลก จริยศาสตร์ของเราก็อาจจะมีความสมบูรณ์หรือว่านำไปปฏิบัติได้ดีกว่า จริยศาสตร์ของคริสเตียนที่มีความเชื่อเหล่านี้จะดีกว่าแล้วก็นำไปปฏิบัติได้ดีกว่าจริยาศาสตร์ของปรัชญาที่มีความเป็นนามธรรมสูง เมื่อมีความคิดเช่นนี้ จริยศาสตร์ของ มาริเทนท์ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งให้เลือกนอกเหนือไปจากเทววิทยาเชิงศีลธรรม วิธีการศึกษาจริยศาสตร์ของคริสต์แคธอลิกแบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติในสายตาของนักจริยศาสตร์แคธอลิก ดังที่ปรากฏว่าจะมีการวิพากษ์วิจารอย่างรุนแรงมากมายที่มมริเทนท์ ได้รับโดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก เจ. เอ็ม. รามิเรนส์ (J.M. Ramirex) และจากคนอื่น

ในหนังสือเรื่อง เก้าบทบรรยายบนสิ่งแรกของความคิด ในปรัชญาทางศีลธรรม (The Nine Lecturs on the First notions of Moral Philosophy 1951) ซึ่งยังไม่ได้ถูกแปลมาเป็นภาษาอังกฤษ นี้ ถึงแม้ว่าในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นความพยายามที่มีชื่อเสียงที่สุดของ มาริเทนท์ ในอันที่จะพิจารณาปัญหาที่สำคัญบางปัญหาในจริยศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ดีและคุณค่า จุดหมายสูงสุดของมนุษย์ มโนทัศน์เกี่ยวกับหน้าที่ทางศีลธรรม บทบาทของการควบคุมทางศีลธรรมเป็นสิ่งที่กล่าวในหนังสือเล่ม สิ่งที่มีความโดนเด่นในหนังสือเล่มนี้และเล่มต่อ ๆ ไปของ มาริเทนท์ ก็คือทฤษฎี เรื่อง “ความรู้ที่เป็นธรรมชาติ” (connatural knowledgew.) ซึ่งมันมีความหมายว่า ในขอบเขตของปรัชญาเชิงปฏิบัติหรือจริยศาสตร์ของการติดสินเบื้อนต้นของมนุษย์เป็นการติดสินที่มีมาก่อนมโนทัศน์จึงไม่ถูกกำหนดด้วยมโนทัศน์ และเป็นการตัดสินที่มีการชี้นำหรือถูกชี้นำด้วยแนวโน้มทางความรู้สึกบางอย่าง ดังนั้น ข้อความทางจริยศาสตร์จึงไม่ใช่ข้อความที่เป็นเรื่องของความรู้คิดหรือทางสติปัญญาล้วน ๆ แต่จะมีความเกี่ยวเนื่องกับแนวโน้นทางธรรมชาติบางอย่างที่มาจากความต้องการความปรารถนาของมนุษย์ มาริเทนท์ สามารถค้นหาพื้นฐานเพื่อสนับสนุนคำสอนนี้ของ ทอมัส อเควนัส (Thomas Aquinas) เสนอให้กับความคิดนี้โดยอาศัยทฤษฎีที่เกี่ยวกับความปรารถนาตามธรรมชาติของมนุษย์ที่จะพบพระเจ้า ก็มีนักอ่านหลายคนที่คิดว่าการ์เบอร์ มาเร็นส์ (Gabriel Marcel) ซึ่งเป็นนักอัตถิภาวนิยม ของ แคธอลิก ได้รับอิทธิพลจาก มาริเทนท์ ในเรื่องนี้ เขาจึงได้เน้นย้ำความสัมพันธ์ของอารมณ์ในเนื้อหาของข้อความของการตัดสินทางจริยธรรม

ในปี 1960 มาริเทนท์ ได้พิมพ์หนังสือรุ่นแรกในชื่อว่า ปรัชญาทางศีลธรรม “Moral Philosophy” (ในหนังสือเล่มที่สองชื่อ “หลักการเกี่ยวกับการพิจารณาหลักใหญ่ๆของปัญหา” “Doctrinal Examination of the Great problems” ปรากฎว่าไม่ได้พิมพ์ออกมา) ใน หนังสือ รุ่นแรกนี้ก็ได้มีการสำรวจทฤษฎีที่สำคัญหลายทฤษฎีในประวัติศาสตร์จริยศาสตร์ ตั้งแต่ โสกราตีส ไปจนถึง แบร์กซอง(Bergson) แต่ว่ามันได้แสดงถึงช่องว่างที่สำคัญ 2 ช่องว่าง นั้นก็คือว่าไม่มีความพยายาม ที่จะศึกษาจริยศาสตร์ในยุคปลาย และแล้วจริยศาสตร์ของอังกฤษก็ถูกมองข้ามไปอย่างโดยสิ้นเชิง ก็นอกจากของเรื่องการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจหรือว่าการให้คำวิพากษ์วิจารณ์หลายๆอย่างของ มารีเทนท์นั้นแล้ว ในหนังสือ ปรัชญทางศีลธรรมเล่มนี้ก็ไม่ได้ขยายอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับจริยศาสตร์เลย

มีการเปิดรับคือที่ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์(และดังนั้น มีความเป็นธรรมชาตินิยมในทางแคบ) ซึ่งนักจริยศาสตร์ของแคธอลิกชาวออสเตีย ชื่อ โจเฮนเนอร์ แมร์สเนอร์ (Johannes Messner: 1891-) ในหนังสือ จริยศาสตร์และข้อเท็จจริง (Ethics and Fact:1952) ได้อภิปรายถึงปัญหาหรือว่าแนวโน้น พื้นฐาน 5 ประการของชีวิตของมนุษย์ นั้นก็คือแรงกระตุ้นที่นำมนุษย์ไปสู่การตอบสนองทางเพศ แรงกระตุ้นที่นำไปสู่การแสวงหาความสุขทั่วไป แรงกระตุ้นที่นำไปสู่การแสวงหาเสรีภาพในการเลือกและการกระทำและแรงกระตุ้นที่นำไปสู่สังคม และก็นำไปสู่การตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นทางสติปัญญา ความเปิดกว้างของ แมร์สเนอร์ ต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และจริยศาสตร์รวมสมัยทุก ๆ ประเภทเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ แมร์สเนอร์ ได้พูดถึงวิธีแก้ปัญหา ความแตกต่างเข้ากันไม่ได้ของข้อเท็จจริงและคุณค่า หรือสิ่งที่เป็นเกณฑ์ตัดสินที่ควรระวัง โดยย่อ แมร์สเนอร์ ไม่ได้คิดว่าการตัดสินทางจริยธรรมจะสามารถยืนยันความจริงได้ โดยการอาศัยข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส แต่สิ่งที่เขายืนยันก็คือว่า “ผลของหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม” สามารถตรวจสอบได้ในชีวิตของมนุษย์แต่ละคน และในสังคม สำหรับคนที่ต้องการจะรู้ในจริยศาสตร์แบบคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน หมายถึงอะไรการอ่านหนังสือของ แมร์สเนอร์ ที่จะให้ช่วยสร้างความสมดุลย์ให้กับแนวคิดของ มารีเทนท์ ที่มีแนวโน้มไปทางเทววิทยา ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ แมร์สเนอร์ เป็นพระ แต่ มารีเทนท์ ไม่ได้เป็นพระ

จริยศาสตร์กฎธรรมชาตินี้ยังเป็นที่ความสนใจสำหรับนักคิดชาวแคธอลิก ในปัจจุบัน และยังเป็นที่สนใจแก่หลายคนที่ไม่ใช่แคธอลิก แน่นอนว่าอาจจะมีความแตกต่างหลากหลายในการอธิบายว่ากฎธรรมชาติคืออะไรและมันกำหนดอะไรบ้าง ก็มีนักเขียนที่เป็นแคธอลิก ชาวเบลเยียมที่มีความโดนเด่นคนหนึ่งชื่อ แจคเคอว เลอร์แคร์ (Jaccques Leclereq) ก็ได้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “กฎธรรมชาติไม่เคยมีการศึกษาอย่างเป็นระบบกันเลย” ในการศึกษาเกี่ยวกับกฎธรรมชาติในสังคมวิทยาในภาษาฝรั่งเศส(1960) เลอร์แคร์ ได้อาศัยทรรศนะที่เกี่ยวกับศีลธรรมที่เป็นสัมพัทธนิยมและธรรมชาตินิยม อย่างน่าแปลกใจ ยกตัวอย่างเช่น เขายอมรับว่าเด็กจน ๆ ที่โตขึ้นมาในบริเวณที่ยากจนในที่สุดแล้วก็หลีกเล้นไม่ได้ที่จะเป็นอาชญากร คือในการที่จะพูดเกี่ยวกับว่า เด็กเหล่านี้ “ควรจะทำอะไร” เป็นเรื่องที่แทบจะไร้สาระ เพราะว่าเสรีภาพทางศีลธรรมของพวกเรานั้นถูกจำกัดโดยเงื่อนไขของชีวิตเป็นอย่างมาก ยังมีการพูดเกี่ยวกับนักจริยศาสตร์แบบ กฎธรรมชาติ ได้มีการพูดคุยอย่างมากมายเกี่ยวกับหน้าที่ของธรรมชาติของมนุษย์ หน้าที่ที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความจำเป็นที่จะต้องมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายที่สูงสุด และความสำคัญของหลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างจะมีความเป็นนามธรรม แต่ว่านักจริยศาสตร์ธรรมชาตินิยมเป็นจำนวนน้อยที่จะบอกว่า กฎเกณฑ์ของจริยศาสตร์แบบนี้มีความสมบูรณ์แน่นอนตายตัวและไม่มีวันเปลี่ยนแปลแล้ว (นอกเสียจากกฎเกณฑ์บางอย่างที่มีความเป็นโครงสร้างหรือรูปแบบมากเช่น “กฎเกณฑ์ที่ว่าควรจะทำความดีและหลีกเลี่ยงความชั่ว”) ไม่มีนักคิดแบบธรรมชาตินิยมกฎธรรมชาติคนไหนในปัจจุบันที่จะบอกว่ามีกฎศีลธรรมธรรมชาติที่สำเร็จรูปอยู่แล้ว

ธรรมชาตินิยมในรูปแบบอื่น ๆ จะไปศึกษาจิตวิทยาเพื่อหาแนวทาง จิตวิเคราะห์ จิตบำบัด หรือว่าวิทยาคลินิค ต่างก็เป็นแหล่งข้อมูลและปัญหาให้แก่จริยศาสตร์ในปัจจุบัน ในฝรั่งเศส ชื่อ เอช. บาร์รุก (H. Baruk :1897- ) ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวสวิส ก็ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเบี่ยงเบนออกนอกลู่นอกทาง และระดับของการตัดสินทางจริยธรรม เขาเป็นบรรณาธิการของหนังสือนิตยาสารในภาษาสวิสเล่มใหม่ ซึ่งหนังสือนี้จะเจาะจงพูดถึงความสัมพันธ์กันระหว่างวิทยาศาสตร์และจริยศาสตร์ คนที่เป็นที่รู้จักกันดีในสาขาจิตวิทยาและจริยศาสตร์คือ อีริค ฟอร์เมอร์ (Erich Fromm :1900- ) แต่การสันนิษฐานของเขา นั้น มีความยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้นเพราะว่าเขาสนใจใน ลัทธิมาร์กซิสต์ ซึ่งทำให้ต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่สาม เสนอปัจจัยที่สามเข้ามาในความสัมพันธ์ที่มีความยุ่งยากอยู่แล้ว มันมีความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และจริยศาสตร์ ในหนังสือของ ฟอร์เมอร์ ชื่อ การเลี่ยงความจริงจากเสรีภาพ (Escape from Freedom :1941) ได้แสดงความสามารถของเขาในการที่จะให้ภาพรวมและในการที่จะให้ข้อสรุปที่เข้าใจได้ในหมู่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับผลของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อศีลธรรม ยกตัวอย่างเช่น การมองเสรีภาพในแง่ลบ อย่างเช่นมองว่ามันเป็นการแยกตัวออกไปจากแม่ เป็นการตัดขาดไปจากสังคมหรือชุมชน ตัดขาดออกไปจากโบสก์ หรือตัดขาดออกไปจากวรรณนะ ต่อไปเขาเสนอว่า คริสต์แบบ โปเตสเตสและการเติบโตของทุนนิยมทำให้เกิดการพัฒนาเสรีภาพในแง่บวกขึ้น ในบุคคลที่มีศีลธรรม ในการพูดเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัวนั้น ฟอร์เมอร์ บอกว่า “ในการจะรักคนอื่นเป็นคุณธรรม การรักตัวเองเป็นบาป” มันไม่ชัดเจนว่าเขาอาศัยข้อมูลจากจิตวิทยามาเป็นพื้นฐานแห่งความคิดนี้อย่างไร

ในหนังสือเรื่อง มนุษย์จากตัวเขาเอง (Man for Himself:1947) ความพยายามที่สำคัญที่สุดของ ฟอร์เมอร์ ก็คือการแสดงถึงทรรศนะทางจริยศาสตร์ ในบทที่ 4 นั้น เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีชื่อเสียง “มโนสำนึกเชิงอำนาจนิยม"ในฐานะที่เป็นเสียงของอำนาจจากภายนอก เช่น (พ่อแม่ รัฐ หรือผู้มีอำนาจสูงสุด) ชื่อเสียงเหล่านี้จะถูกสะท้อนภายในอารมณ์ของผู้กระทำทางศีลธรรม ก็มโนธรรมในแง่มุมนี้จะเปรียบได้กับซุปเปอร์อีโก้ของ ฟรอยด์ ถึงแม้ว่า มันจะถูกทำให้กลายเป็นอารมณ์ของบุคคลนั้นแล้ว (ที่ปรากฎอยู่ภายในความรู้สึกถึงกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมภายในตัวบุคคล) มโนธรรมเชิงอำนาจนิยมก็ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ว่า ตัวผู้กระทำเองรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกด้วยตัวของเขาเอง ถ้ามันเกิดขึ้นเพราะความกลัวที่มีต่อผู้ที่มีอำนาจ มโนสำนึกเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เลว แต่ถ้ามันเกิดจากความตระหนักที่จะต้องเอาใจผู้มีอำนาจก็ถือว่าดี การบำบัดทางจิตวิเคราะห์จะสามารถรักษาบุคคลที่มีความรู้สึกผิดหรือความรู้สึกชื่นชมตัวเองเหล่านั้นได้ และจริยศาสตร์ของฟอร์เมอร์ นั้น คนจะเป็นผู้กระทำการในลักษณะที่ต่างออกไปจากที่ทฤษฎีการวิเคราะห์จิตของ ฟรอยด์ คิด เขาบอกว่าความแตกต่างที่สำคัญมาจากการที่ ฟอร์เมอร์ ให้หรือเขาขยายบทบาทความรักของมนุษย์

ฟอร์เมอร์ เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “การศึกษามนุษย์” เพราะว่าเขาให้มนุษย์เพียงผู้เดีวยให้เป็นผู้ตัดสินเกี่ยวกับความดีเลวทางจริยธรรมของตน และก็ถือว่าการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์เป็นเกณฑ์มาตราฐานในการตัดสินทางจริยธรรม สำหรับ ฟอร์เมอร์ แล้ว ผลประโยชน์ส่วนตนไม่ได้จ) แยกปรัตถนิยม และผลประโยชน์ส่วนตนก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกับความเห็นแก่ตัว สิ่งที่โดนเด่นในจริยศาสตร์เชิงจิตวิทยาของ ฟอร์เมอร์ นี้ก็คือ การเน้นย้ำที่เป็น “ภววิสัย” ของกระบวนการทางจริยศาสตร์ ทั้งนี้เพราะว่า นักจริตศาสตร์ที่อาศัยจิตวิทยาส่วนใหญ่ถือว่า การตัดสินทางจริยศาสตร์เป็นเรื่องส่วนบุคคล ก็คืออัตวิสัย แล้วก็เป็นสัมพันธนิยม แต่ ฟอร์เมอร์ นั้นจะเน้นย้ำเสมอว่า จริยศาสตร์ของเขาให้บรรทัดฐานที่เป็นปรนัย และเป็นวัตถุวิสัยสามารถนำไปตรวจสอบความจริงได้โดยสาธารณะชน โดยอาศัยการศึกษาผลที่เกิดตามมาในการยอมรับบรรทัดฐานนี้ และอาศัยการใช้เหตุผลแบบนรินัย

ในหนังสือเรื่อง ความมีสติดีทางสังคม (The Sane Society :1955) ก็มีแนวคิดสำคัญที่เกี่ยวกับจิตวิเคราะห์แบบมนุษย์นิยม ธรรมชาตินิยมของ ฟอร์เมอร์ นั้น มีความชัดเจนเมื่อเขาอภิปรายถึงมนุษย์ในฐานะที่เป็นสัตว์ และในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิวัฒนาการ แต่มนุษย์อยู่เหนือ “ธรรมชาติ” และดังนั้นมนุษย์จึงแยกตัวออกมาจากธรรมชาติ มนุษย์แสดงถึงความสามารถทางเหตุผล การมีความสำนึกรู้ในตัวเองและมโนธรรม ความจำเป็นของมนุษย์และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพฤติกรรมจึงต่างออกไปจากของสัตว์ นี้เป็นแนวคิดหลักเกี่ยวกับ “สถานการณ์ของมนุษย์” ตอนนี้ ฟอร์เมอร์ ก็ได้ใช้มโนทัศน์เรื่อง “ความจำเป็นโดยรวมของมนุษย์” ในฐานะที่เป็นเกณฑ์ในการตัดสินค่าทางศีลธรรมของเขา เมื่อพบปัญหาทางศีลธรรมมนุษย์ก็จะพบว่า “จะมีคำตอบอยู่คำตอบหนึ่งที่มีความสอดคล้องมากกว่าคำตอบอื่น คือมีสอดคล้องจำเป็นโดยรวมของมนุษย์ และถ้ามันมีความสอดคล้องกับความจำเป็นโดยรวมของมนุษย์มันก็จะนำไปสู่การพัฒนาศัยกภาพและความสุขมากกว่าคำตอบอื่น ๆ” ในจุดนี้ ฟอร์เมอร์พูดคล้าย ๆ กับนักจริยศาสตร์เชิงกฎธรรมชาติ เพราะเขาบอกว่าการตัดสินทางจริยธรรมจะต้องมีพื้นฐานอยู่บนความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และกฎที่ควบคุมการเติบโตของมนุษย์ ในหนังสือเล่มนี้ ฟอร์เมอร์ ได้แสดงให้เห็นถึงความเติบโตหรือการพัฒนาของ “ความรักเชิงสร้างสรร” ว่าเป็นอุดมคติของความปรารถนาของมนุษย์อย่างสูง

วิธีการเดียวกันนี้ก็ยังใช้ในหนังสือ ศีลธรรมของความสนใจส่วนตัว (The Morality of Self Interest :1965) โดย โรเบอร์ จี. โอสันต์ (Robert G. Olson :19244 - ). เขียน โอสันต์ จะเน้นย้ำในเรื่องของสวัสดิภาพของสังคมมากกว่าฟอร์เมอร์ เขาบอกว่าสวัสดิภาพของสังคมจะเป็นบรรทัดฐานของการตัดสิน โอสันต์ ได้ประนามว่า “ทรรศนะทางศาสนาที่กำลังมีอิทธิพล” อยู่นี้ได้เป็นตัวปั่นทอนความมีศีลธรรม สิ่งที่ โอสันต์ สนับสนุนก็คือ “ธรรมชาตินิยมเชิงศาสนา” ซึ่งเป็นทรรศนะที่ประสานธรรมาชาตินิยมหัวเอียงซ้ายของ เบอร์ทราด์ รุสเซลล์ (Bertrand Rusell) ซึ่งปรากฎในหนังสือ มนุษย์มีอิสระในการนับถือ (A Free Man's Worship) เข้ากับทรรศนะที่มองศาสนาในแง่ดี ในทางที่เป็นหัวเอียงขวาของ จอห์น เดอร์เวีย (John Dewey's) ในหนังสือ ความศรัทธาร่วมกัน (A Common Faith :1934). โดยธรรมชาตินิยามเชิงศาสนาแบบของ โอสันต์ นี้จะอยู่กึ่งกลางระหว่างทรรศนะเกี่ยวกับศาสนาในแง่ร้ายของ รุสเซลล์ และทรรศนะในแง่ดีของ เดอร์เวีย

ผู้นำเกี่ยวกับจริยศาสตร์เชิง “มนุษยนิยม” อีกผู้หนึ่งก็คือ คอร์ลิส ลามอนท์ (Corliss Lamon :1902- ) พยายามที่จะวิพากษ์วิจารณ์ทรรศนะความเชื่อทางศาสนาดั้งเดิม (เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นอมตะของมนุษย์) คือจะเน้นวิจารณ์ทรรศนะทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อจริยศาสตร์และการดำรงชีวิต ดังนั้นในหนังสือของลามอนท์ เรื่อง มนุษยนิยมในฐานะที่เป็นปรัชญา (Humanism as a Philosophy : 1949) ก็จะมีอยู่ส่วนหนึ่งที่จะพูดถึงจริยศาสตร์ที่มีลักษณะนี้ ก็จริยศาสตร์แบบมนุษยนิยมนั้นจะเป็นสิ่งที่เสนอมาให้ประชาชนส่วนใหญ่ใช้แทนศาสนาดั้งเดิมมากกว่าที่จะเป็นจริยศาสตร์ที่ถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ

จริยศาสตร์ธรรมชาตินิยมของอเมริการได้รับการนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างกันตั้งแต่ผลกระทบเบื้อนต้น ซึ่งจริยศาสตร์ของ จอห์น เดอร์เวีย เป็นแบบ จริยศาสตร์แบบอุปกรณ์นิยมซึ่งมีในสหรํฐอเมริกา เวลเลี่ยม อาร์. ดินเนอร์ (William R. Dennes :1898- ) ยกตัวอย่างเช่น ดินเนอร์ ได้ให้ความสนใจไปที่ความคล้ายคลึงพื้นฐานในการปรากฎออกมาของแรงผลัดดันที่มีในมนุษย์ แรงผลัดดันและความจำเป็นที่มีในมนุษย์ที่ปรากฎใน วัฒนธรรมต่าง ๆ ในหนังสือ สถานการณ์ที่ถูกบังคับต้องเลือกของลัทธิธรรมชาติ (Dilemmas of Naturalism :1960) ของดินเนอร์ ก็พยายามที่จะยืนยันว่ามีคุณค่าที่เป็นปรนัยบางอย่างที่เป็นพื้นฐานให้กับ “ความควร” ในจริยศาสตร์เชิงธรรมชาตินิยม มีความคิดเช่นเดียวกันของ อีริสสัน วีวาร์ (Eliseo Vivas : 1901 - ) เริ่มต้นการทำงานในฐานะที่เป็นนักธรรมชาตินิยมและเขาได้เปลี่ยนทรรศนะไปและหลังจากนั้นก็หันมาวิพากษ์วิจารณ์จริยศาสตร์ธรรมชาตินิยม ในหนังสือเรื่อง ศีลธรรมที่สูงขึ้นและจริยศาสตร์ที่สูงขึ้น (The Moral Life and the Ethical Life : 1950). เขาเรียกทรรศนะของเขาว่าเป็น “สัจนิยมสามัญในเชิงอรรฆวิทยา” (ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลมากจาก นิโคลไลท์ ฮาร์แมนส์: Nicolai Hartrmann). วีวาร์ ได้บ่นว่า พวกธรรมชาตินิยม ไม่ค่อยใส่ใจกับชีวิตในด้านที่เป็นสุขนาฎกรรม ในศตวรรษที่ 20 เท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วีวาร์ ชี้ให้เห็นว่าความผิดพลาด 3 ประการ ของธรรมชาตินิยม ความผิดพลาดแรกก็คือ ความเชื่อที่ว่าข้อมูลจากจิตวิทยานั้นถือว่าต้องมาก่อนในเชิงตรรกวิทยาก่อนให้คำนิยามของคุณค่า ข้อ.2 แนวคิดการสร้างแนวคิดเกี่ยวกับมนุษย์ของพวกมนุษยนิยมเป็นนามธรรม อย่างตื่นเขินและมีความเป็นวิทยาศาสตร์เพียงคำพูดแต่จริง ๆ แล้วไม่เป็น ข้อ.3 มีความเป็น “วิทยาศาสตร์นิยม” ซึ่ง หมายความว่าวิธีการของพวกนักฟิสิปส์นั้นต้องเป็นวิธีที่ต้องนำมาใช้ในปรัชญา พวกจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมตามความคิดของวีวาร์ นั้นได้ละเลยที่จะพูดหรือให้ “ความสำคัญกับตัวบุคคลเป็นอันดับแรก” คำวิจารณ์ของเขาทำให้นักธรรมชาตินิยมหลายคนไม่พอใจและก็ทำให้เกิดความพยายามที่จะให้ความกระจ่างของจุดยืนแบบธรรมชาตินิยมของจริยศาสตร์

การกลับมาพิจารณาจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมครั้งใหม่ที่สำคัญก็คือในหนังสือ ความรู้ของความดี และความเลว (On The Knowledge of Good and Evil : 1955), ของ ฟิลิปป์ บาร์ ริส (Philip Blair Rice :1904- ). สี่บทแรกนั้นก็ได้ทบทวนทฤษฎีจริยศาสตร์ที่สำคัญในศตวรรษที่ 20 ของ อังกฤษและ อเมริกา แต่ช่วงอื่น ๆ ของหนังสือเป็นการพัฒนาความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาตินิยมและอารมณ์นิยม ตลอดทั้งบทนั้น ริส ได้ยืนยันว่าการตัดสินเชิงคุณค่ามีทั้งแง่มุมที่เป็นการบรรยายและเป็นการสั่ง และเมื่อเราบอกว่าเรา “ควรจะทำ” อะไร สิ่งนี้ก็จะแสดงให้เห็น “ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการเลือกแล้ว และมันก็เป็นตัวที่ให้สัญญาให้มีการกระทำนั้นๆ” ถึงแม้ว่าจะไม่มีเนื้อหาเชิงความรู้ที่บุคคลต้องมีการให้แนวคิดทางของเหตุผลการตัดสินเชิงจริยธรรม ถ้าไม่มีเนื้อหาเชิงนึกคิดการติดสินเชิงจริยศาสตร์ก็ถือว่า “ว่างเปล่าและมืดบอด" ดังนั้นคุณลักษณะบางอย่างจึงมีความจำเป็นและ “คุณลักษณะที่นำมาบ่งชี้” ความป็นการตัดสินทางจริยธรรมนั้นก็น่าจะเป็นคุณลักษณะเชิงธรรมชาติมากกว่าสิ่งที่เป็นอธรรมชาติ ดังนั้นความคิดพื้นฐานของ ริส จึงจำกัดการตัดสินเชิงจริยธรรมของบุคคลไว้กับสถานการณ์ที่แน่ชัดหนึ่ง ๆ อย่างเช่น การบอกว่า “สิ่งนี้ดี” ก็หมายถึงว่ามันมีคุณลักษณะที่ระบุถึงความดีได้ และมันหมายถึงว่าให้ทำ ให้แสดงออกสิ่งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่าดี การอธิบายสนับสนุนหลักเกณฑ์ทางจริยศาสตร์เช่นนี้ต้องอาศัย ความสนใจหลักศีลธรรม “อย่างที่เป็นมาตราฐาน” (Normativeness) คือความมีบรรทัดฐานในธรรมชาติของมนุษย์ และต้องอาศัยความคิดเรื่องการแสวงหาจุดหมายของมนุษย์ คือการที่มนุษย์มีคุณค่าในการแสวงหาจุดมุงหมายด้วย ริส ยอมรับว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับโดยไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ ในเชิงประจักษ์แล้ว ริส ได้พูดถึงการพัฒนาการที่สังเกตการได้ที่มีในมนุษย์ ซึ่งในการพัฒนาการนั้นยังได้พัฒนา “ธรรมชาติอันที่สอง” ซึ่งธรรมชาตินี้จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนมีชีวิตที่ดีและมันเป็นธรรมชาติที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับมโนธรรม บางที ริส ก็เรียกสิ่งนี้ว่า “สำนึกทางเหตุผลที่ใช้งานอยู่”(an operative sense of rationality) ในงานเช่นนี้เราจะเห็นความคล้ายคลึงกันอีกของจริยศาสตร์แบบกฎธรรมชาติที่ไม่อิงอยู่กับศาสนา

ความพยายามอย่างกล้าหาญที่จะทำ โดย ฮาร์เบอร์ เอดเดินส์ (Abraham Edel :1908 ) ได้พยายามที่จะพัฒนาวิธีการพิเศษที่จะช่วยให้นักจริยศาสตร์เชิงธรรมชาตินิยมเปลี่ยนแปลงข้อมูลของสังคมศาสตร์ให้มาเป็นสิ่งที่มีประโยชน ์หรือใช้ได้ในเชิงศีลธรรม ในหนังสือเรื่อง การตัดสินทางจริยศาสตร์ (His Ethical Judgment) การใช้วิทยาศาสตร์ในจริยศาสตร์ (The Use of Science in Ethics :1955) และ วิธีการในทฤษฎีจริยศาสตร์ (Method in Ethical Theory :1963) ก็ได้มีการทบทวนวิธีการต่าง ๆที่มีอยู่ในสาขาของตรรกวิทยาและการตีความเชิงสถิติ เวล (Well) ตระหนักดีถึงความยากลำบากในการอนุมานถึงสิ่งที่ควรจากสิ่งที่เป็น ในการสำรวจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมนั้น เอดเดินส์ ได้เสนอว่า นักจริยศาสตร์ควรที่จะนำเอา “ความต้องการหรือความจำเป็นที่มนุษย์ทั่วไปมี” โดยนำมาเป็นแนวทาง อย่างเช่น ความต้องการความสงบ หรือว่าการเพิ่มผลผลิตของโลก หรือว่าอิสระภาพแห่งมนุษย์ทุกคน สิ่งเหล่านี้ เอคเดินส์ เชื่อว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วย หลักทางตรรกวิทยาหรือทางวิทยาศาสตร์ เว้นเสียแต่ว่ามันจะมีความชัดเจนพอ ๆ กับการบอกว่าสุขภาพนั้นดีกว่าความเจ็บป่วย

การอาศัยวิธีการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่า ของ พาร์ทริช์ โรมาเนอร์ (Patrick Romanell :1912) เขาเขียนหนังสือที่สำคัญ ซึ่งหนังสือสำคัญนั้นพัฒนาจริยศาสตร์เชิงธรรมชาตินิยม ในหนังสือ การในไปสู่การวิพากวิจารณ์ธรรมชาตินิยม (Toward a Critical Naturalism :1958).เขาคิดว่า เดอร์เวีย ผิดและเรียกร้องให้จริยศาสตร์ใช้วิธีการเดียวกับวิทยาศาสตร์กายภาพ การตรวจสอบความจริงด้วยการทดลองนั้นใช้ได้เฉพาะกับปัญหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเท่านั้น “ว่ามันไม่ดีหรือมันไม่เหมาะสมสำหรับจริยศาสตร์ เพราะว่าจริยศาสตร์นั้นพิจารณาปัญหาเรื่องบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นปัญหาว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร” เป็นที่ยอมรับกันว่า การให้เหตุผลสนับสนุนหรือการพิสูจน์บรรทัดฐานทาง จริยธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก ถูกต้องประโยชน์นิยมแบบเก่ามีเหตุผลพอควรในการศึกษาผลที่ตามมาแต่ว่า โรมาเนอร์ ไม่ได้เห็นว่าประโยชน์นิยมแบบเก่านั้นจะเป็น “จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมที่พัฒนาแล้ว” เช่นเดียวกับ วิเวีย โรมาเนอร์ คิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องตระหนักถึงแง่มุมที่เป็น “โศกนาฎกรรม” ของชีวิตในสมัยปัจจุบัน และต้องให้ความสนใจกับความหมายของมนุษย์มากยิ่งขึ้น ความคิดเหล่านี้จะปรากฏเป็นแนวคิดสำคัญที่ปรากฎอยู่เสมอในงานเขียนเชิงบุคคล คือ ให้ความสำคัญกับบุคคลหรือมนุษย์ และงานเขียนที่มีลักษณะกึ่งอัตถิภาวนิยมของนักปรัชญาชาวสเปน และชาวอิตาลี ซึ่งงานเขียนเหล่านี้ วิเวีย และ โรมาเนอร์ ก็มีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ก็ในปัจจุบันมีแนวโน้นที่จะประสานจุดยืนของจริยศาสตร์แบบ noncognitive ethics (emotivsim) แบบอังกฤษ เขาเชื่อมอารมณ์นิยมรวมเข้ากับธรรมชาตินิยมที่ปรับปรุงแล้ว นางฟิสิปป์ปาร์ อาร์. ฟุตร์ (Mrs. Philippa R. Foot) ได้ตีพิมพ์บทความอยู่ชุดหนึ่งในวารสารของอังกฤษ ซึ่งบทความเหล่านั้นได้ยืนยันว่า จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมมีความถูกต้องมากกว่าที่คิดกันในประเทศอังกฤษในปัจจุบัน ในบทความชิ้นหนึ่งของ ฟุตร์ ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าการปฏิเสธธรรมชาตินิยมไปใน จริยศาสตร์แบบอังกฤษตั้งแต่สมัย จี. อี. มัวร์ เป็นเรื่องที่ไม่ได้อาศัยเหตุผลแต่อาศัยความเชื่อที่เล่าต่อกันมา ความเชื่องมงายที่ติดต่อกันมา ในการอนุมานจากข้อเท็จจริงไปสู่คุณค่า มันมีบางสิ่งที่ทำให้ “มันเป็นข้อสรุปหรือการตัดสินทางจริยธรรม” ได้ ฟุตร์ ได้ตัดคำถามกับการยืนยันที่ว่า ข้อสรุปเชิงคุณค่าหรือเชิงการประเมินต้องการเหตุผลหรือข้อห้ามเชิงคุณค่าหรือเชิงการประเมินและได้ถามว่า ความคิดหรือการยืนยันนี้ พิสูจน์ได้อย่างไร สิ่งที่ ฟุตร์ พูดนี้ก็มีลักษณะเป็นแบบของ Humean ที่ต่างออกไป แต่ว่า ฟุตร์ บอกว่าจริยศาสตร์ในปัจจุบันจะต้องพิจารณากฎเกณฑ์เกี่ยวกับหลักฐานให้ระมัดระวังยิ่งขึ้น และควรหลีกเลี่ยงสมมุติฐานที่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ข้อพิสูจน์กับข้อสรุปทาง จริยศาสตร์

ธรรมชาตินิยมที่ได้รับการปรับปรุงแล้วที่มาประสมประสานกับจริยศาสตร์ แบบอารมณ์นิยม อีกอันหนึ่งก็คือ พอล เอ็ดร์เวิร์ด (Paul Edwards' : 1923) ในหนังสือ ตรรกวิทยาของการอภิปรายทางศีลธรรม (The Logic of Moral Discourse : 1955) เอ็ดร์เวิร์ด เห็นด้วยกับพวกอารมณ์นิยมว่า การตัดสินเชิงจริยธรรมนั้นเป็นการแสดงทัศนคติของความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เขาก็ไม่ได้จำกัดว่าการตัดสินเชิงจริยธรรมจะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลหรืออัตวิสัยเท่านั้น มันจะมีแง่มุนที่เป็นวัตถุวิสัยในการชี้ทางศีลธรรมด้วยและการถกเถียงทางศีลธรรมก็สามารถหาทางออกได้ ในข้อจำกัดบางอย่างโดยอาศัยข้อเท็จจริงของกรณีนั้น ๆ เขารู้สึกว่ามันเป็นการผิดที่จะไม่ให้นำข้อเท็จจริงที่สามารถสังเกตได้มาใช้ ข้อเท็จจริงที่สามารถสังเกตุได้ของเหตุกราณ์ทางจริยธรรมมาใช้ในการพิจารณาปัญหาเพื่อที่จะหาข้อสรุปทางจริยธรรม ดังนั้นการไม่ลงลอยกันในเชิงจริยธรรมก็จะเป็นมากไปกว่าการไม่เห็นพ้องกันในเรื่องของการใช้ด้านภาษา หรือว่าเป็นการยอมแพ้สำหรับพวกอารมณ์นิยมดังที่เราจะเห็นได้ในบทต่อไป

ถึงแม้ว่ามาตราฐานการติดสินเชิงจริยศาสตร์ที่นำไปปฏิบัติใช้ได้ถึงจะไม่มีความชัดเจนมากนั้นและมันยังเสี่ยงต่อการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย (อย่างเช่นเห็นได้จากงานเขียน อี. ดับบลิว. อเด็มร์ :E. W. Adams) จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมก็เป็นวิธีการที่น่าจะให้ผลสำเร็จมาที่สุดในเรื่องนี้ เพราะว่ามันไม่ได้จำกัดอยู่กับวิธีการที่คับแคบที่พวกนักจริยศาสตร์แบบที่เขานิยมในอังกฤษใช้กัน และมันก็ไม่ได้เป็นแนวคิดที่ต่อต้านทฤษฎีการมีทฤษฎีจริยศาสตร์ของอัตภวนิยม เขาบอกว่าไม่น่าสงสัยว่าทรรศนะทางจริยศาสตร์ที่เชิงชูวิทยาศาสตร์และมองแคบ ๆ อย่างนี้ มันเป็นทรรศนะจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมในตอนต้นของศตวรรษนี้มีกันมันเป็นทรรศนะเกินไปที่จะทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาได้ แต่ในปัจจุบันความคาดหวังว่าในอนาคตต่อไปก็จะมีการพัฒนาวิธีของธรรมชาตินิยมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 17 October, 2006 3:56 PM