http://www.duangden.com
สมจศ 530 พัฒนาการความคิดทางจริยศาสตร์
[ SHES 530 Development of Ethical Thoughts ]

บทที่ 13 จริยศาสตร์สังคม
 

ถอดความโดย : นางสาวดวงเด่น นุเรมรัมย์ 4236592 SHES/M


***

บทที่ 13
จริยศาสตร์สังคมในทวีปยุโรป

ในช่วงสามศตวรรษที่ผ่านมา คนเป็นจำนวนมากคิดว่าจะพบกฎเกณฑ์การตัดสินทาง จริยธรรมได้ในสังคมมนุษย์ เพราะมนุษย์มีวิวัฒนาการมายาวนาน คนเหล่านี้ส่วนมากเชื่อว่าวิวัฒนาการของมนุษย์มีหลายขั้นตอน และมีบางแบบบางชนิดที่สำคัญต่อช่วงลำดับต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์ บางคนคิดว่ามนุษยชาติโดยทั่วไปแล้วเป็นพวกที่เจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ศีลธรรมมีคุณค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะพวกเขาเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา คนพวกอื่น ๆ กลับรู้สึกว่าชนชั้นบางกลุ่มอย่างเช่น ชนชั้นสูง หรือชนชั้นต่ำ เป็นผู้นำแห่งอุดมการณ์อันพิเศษ ที่อาจก่อให้เกิดการชี้นำอันคำนึงถึงจริยธรรมของปวงชน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นชนชั้นสูงหรือไม่ก็ตาม ยังมีคนอีกพวกหนึ่งที่มีความคิดว่าชนบางเผ่า หรือชาติบางชาติ มีจิตวิญญาณร้อยเรียงกันดีที่นำเอาเมล็ดพันธุกรรมแม่แบบของมนุษย์ติดไปด้วย คนบางพวกยิ่งแน่ใจว่ามนุษย์บางเผ่าพันธุ์นั้นกำเนิดมาเพื่อนำมนุษยชาติไปสู่สิ่งที่สูงส่งกว่าและดีกว่า เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้มีโครงสร้างร่างกายที่ดีกว่าหรือมีสายเลือดที่บริสุทธิ์กว่าพวกอื่น ๆ และสุดท้ายคนบางพวกยังครุ่นคิดว่าจริยศาสตร์ต้องมีรากฐานอยู่ในประวัติศาสตร์นั่นเอง โดยมุ่งหมายเฉพาะไปเลยว่าอยู่ในความรู้ทางประวัติศาสตร์ อย่าสับสนทฤษฎีจริยศาสตร์แบบนี้กับลัทธิประโยชน์นิยม จริยศาสตร์สังคมไม่ได้พยายามอธิบายความประพฤติทั้งดีและชั่ว ในเงื่อนไขแห่งผลลัพธ์ของทัศนคติของบุคคลต่อความผาสุกของสังคม แน่นอนว่าจริยศาสตร์แบบนี้เกิดขึ้นมาจากความเชื่อที่ว่า ก่อนการมีความประพฤติที่ถูกต้องเป็นนิสัยหรือการมีศีลธรรมจรรยาในหมู่มนุษย์ได้มีเกณฑ์ตัดสินเรื่อง "ควร" อยู่แล้ว หมู่ชนที่ยึดถือจริย-ศาสตร์สังคมแบบนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนที่หลากหลายมักคิดว่า ความถูกต้องดีงามของหมู่ชนโดยรวมต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน การเข้าใจทัศนคติต่อจริยธรรมเช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าพวกที่มีความคิดสุดโต่งรู้สึกว่า พวกเขาถูกจริยธรรมตัดสินให้เสียสละความเป็นปัจจเกชนเพื่อประโยชน์สุขของสาธารณะชนซึ่งพวกเขาก็ทราบชัดเจนอยู่แล้ว

ต้นศตวรรษที่ 18 ครูสอนวาทศิลป์ในเมืองเนเพิ้ลคนหนึ่ง ได้เขียนผลงานเล่มแรกเป็นการนำร่องความคิดในสำนักนี้ "New Science" โดย Giambattista Vico (1668-1744) ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี 1725 ฉบับที่สองและฉบับสุดท้ายถูกตีพิมพ์ในปี 1744 สิ่งที่เขาพยายามทำคือค้นหาประวัติปัญญาของมนุษย์ Benedetto Croce หนึ่งในบรรดาผู้ที่นิยม Vico เป็นอย่างมาก ได้แสดงว่าแผนงานนี้ช่วยให้เรามีวิธีเข้าใจความคิดเช่นนั้น :

สำหรับ Vico แล้ว การเมือง, อำนาจ ซึ่งเป็นพลังสรรสร้างรัฐขึ้นมา ได้แกลายเป็นแง่หนึ่งของจิตวิญญาณมนุษย์และของชีวิตในสังคม ส่วนอีกแง่หนึ่งที่เป็นนิรันดร์คือ แง่ของความเที่ยงตรง ที่ตามมาตลอดเวลาของการพัฒนาแบบวิภาษวิธี โดยรูปของความสัตย์จริงของเหตุผลที่อธิบายได้อย่างเต็มที่ของความยุติธรรม และศีลธรรม หรือจริยศาสตร์

"New Science" เป็นหนังสือเล่มแรกที่พยายามอธิบายถึงประวัติศาสตร์ยุคแรกของมนุษย์ มาโดยลำดับจากนั้นก็ดำเนินต่อไปถึงการสร้างหลักการที่ถือว่าเป็นความจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์ และระบบวิธีการในการตีความประวัติศาสตร์แห่งวิวัฒนาการของมนุษย์ กุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ทฤษฎีส่วนใหญ่ของเขาพบได้ใน Axiom XII ซึ่งเขาอธิบายว่าสามัญสำนึกของมนุษย์ทุกคนนั้นไม่เหมือนกัน แน่นอนว่ามนุษย์ทุกกลุ่มชน หรือมนุษย์ทุกชาติ หรือคนต่างก็มีอุดมคติและมาตรฐานของตนเองต่อความถูกผิดของตนเองแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม บางคนยังมีความคิดเห็นอย่างกว้าง ๆ เกี่ยวกับความยุติธรรมตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน และความคิดเหล่านี้ก็เป็นพื้นฐานแห่งกฎหมายของประชาชน พระเจ้าสอนเรื่องนี้แก่ทุกคน กฎธรรมชาติเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับ "ความจำเป็นของมนุษย์ หรืออรรถประโยชน์ของชีวิตทางสังคม" Vico ยังได้แสดงความรู้สึกอันแรงกล้าต่อวิวัฒนาการของอารยธรรมอีกด้วย ในประวัติศาสตร์โดยตัวของมันเองนั้นมีความเป็นจริงของตัวเองอยู่ และมีกฎเกณฑ์แห่งการพัฒนาการของตนเองด้วย ทฤษฎีนี้คือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยวัฏจักรของประวัติศาสตร์ (historicism) ในภาพรวม การที่จิตของมนุษย์มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจากความแน่นอนไปสู่ความไม่แน่นอน จากสิ่งที่สัมผัสได้ไปสู่อุดมคติ จากกิเลสตัณหาไปสู่ปัญญา นี่คือจุดมุ่งหมายแห่งปรัชญาที่ Vico สนใจใคร่รู้

Vico นั้นแตกต่างกับลัทธิคาร์ทิสัน (Cartesianism) แต่บางสิ่งบางอย่างที่เขากล่าวถึงเกี่ยวกับสติปัญญาในหนังสืเล่มที่สองของ "New Science" ทำให้นึกถึงความคิดเรื่องการใช้สติปัญญาของ เดส์การ์ต (Descartes) โดยปกติสติปัญญาเป็นพลังที่คอยควบคุมให้มีความต้องการสิ่งที่เป็นศิลปะและวิทยาการทั้งมวลที่สรรสร้างมนุษยชาติ สติปัญญาขั้นสูงสุดนั้นน่าจะเป็นสติปัญญาระดับอภิปรัชญา แต่ Vico มั่นใจว่ามนุษย์ยังไปไม่ถึงพัฒนาการระดับอภิปรัชญา ณ จุดนี้เองในประวัติศาสตร์เราก็คงต้องพอใจกับปัญญาของกวีนักเทววิทยา โฮเมอร์ (Homer) ผู้เป็นหัวใจสำคัญอันแท้จริง เขาได้บัญญัติอุดมคติแห่งความงาม ความดี และคุณธรรมซึ่งอารยธรรรมตะวันตกยังคงธำรงไว้ จากหีบแห่งสติปัญญาของกวี ก่อให้เกิดสาขาวิชาแขนงที่สำคัญคือตรรกะวิทยา จริยศาสตร์ การเมืองการปกครอง และเศรษฐศาสตร์ (ระเบียบวินัยทางสังคม) จากอีกด้านหนึ่งของหีบก็มีสาขาวิชาฟิสิกส์ และการศึกษาธรรมชาติ ในส่วนที่ Vico เกี่ยวข้องด้วยนั้น ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องสนใจที่จะพยายามศึกษาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสังคม ให้มากเท่ากับสาขาวิชาเรื่องธรรมชาติ เมื่อเรามองไปที่จริยศาสตร์ของ Croce (ในตอนท้ายของบทนี้) เป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ และสังคมเป็นสิ่งสำคัญเพียงใด

ในยุคเดียวกันนั้น ประเทศฝรั่งเศสได้ให้ตัสอย่างอันดีของจริยศาสตร์สังคมแก่เราทั่งสองด้าน ทั้งด้านตรงกันข้ามและด้านที่เข้ากัน Dom Leger-Marie Deschamps (1716-1774) พระสงฆ์ในศาสนาคริสต์นิกายเบเนดีคทิน ได้นำเสนอความคิดเห็นที่แปลกประหลาดในเรื่องนี้ ทรรศนะของท่านจะพบได้ในผลงาน 2 เล่มที่ท่านเขียนขึ้นในปี 1770 ชื่อหนังสือ "The Voice of Reason" (1770) และ "The True System, the Metaphysical and Moral Enigma" (ตีพิมพ์ในปี 1939) โดยสรุปแล้ว ท่านคิดว่า มาตรฐานทางจริยธรรมเป็นแค่ผลผลิตของสังคมมนุษย์ แต่พวกเราล้มล้างสังคมเพื่อที่จะเอาหลักการที่แท้จริงของศีลธรรมกลับคืนมา Deschamps เป็นผู้ที่ต้องการล้มล้างกฎหมายและการปกครองทางสังคม ท่านไม่ได้เป็นนักจริยศาสตร์สังคมอย่างแน่นอน เพราะท่านไม่ได้คิดว่าสังคมนั้นได้ทำให้พวกเรามีศีลธรรมเพียงพอ ขณะนี้พวกเรากำลังอยู่ในช่วงที่กฎหมายมีความเที่ยงธรรม เราตั้งตาคอยรัฐชาติแห่งอนาคตเช่นนั้น ที่กฎหมายถูกแทนที่โดยศีลธรรม ท่านพบว่าลักษณะการนี้เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปตามเหตุผล พร้อมกับมีการพัฒนาทางจริยธรรมที่แท้จริงเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในช่วงเวลาที่ท่านกำลังเขียนงานอยู่นี้ มนุษยชาติขาดจิตสำนึกทางศีลธรรม, ไม่มีสำนึกตามธรรมชาติเกี่ยวกับความถูกผิด และไม่รู้ว่าอะไรคือความยุติธรรมและความอยุติธรรม ในทรรศนะของท่าน Deschamps แล้วความคิดทั้งปวงเกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว เป็นเพียงแต่เกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติขึ้นมาตามกฎหมายของรัฐชาติ Deschamps ดูเหมือนจะมีความคิดที่สุดโต่ง และนักคิดท่านอื่น ๆ ที่มีความเห็นสอดคล้องกับท่านเช่น Rousseau และ Diderot

ณ จุดนี้ขอกล่าวถึงสถานภาพของ มาควิซ เดอ เซด (Marquis de Sade :1740-1814) เขาไม่ใช่คนที่เชื่อตามเหตุผลทางจริยศาสตร์ เพียงแต่เป็นบุคคลหนึ่งที่เคยแต่งหนังสือหลายเล่มที่แสดงการคัดค้านหลักศีลธรรมที่สังคมยุโรปในยุคนั้นได้ตั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับขอบเขตความประพฤติทางเพศ ถ้าเราย้อนกลับไปพิจารณาทฤษฎีของรุสโซ เรื่องที่มาจองความแตกต่างกันทางด้านศีลธรรมในความหมายกว้าง ๆ นั้น แท้ที่จริงก็เป็นรูปแบบของจริยศาสตร์สังคม ทำให้คาดเดาได้ว่า Marquis de Sade แสดงตัวว่าเป็นผู้ที่ต่อต้าน ดังคำตำหนิของเขาที่ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Histoire de Juliette ดังนี้ :

ยิ่งไปกว่านั้น เกือบจะตลอดเวลาที่ผ่านมา กฎหมายของรัฐบาลก็คือเข็มทิศนำทางเราเพื่อการทำความยุติธรรมและอยุติธรรมให้ปรากฏชัด เราจะพูดว่ากฎหมายห้ามเราทำอย่างนั้น ดังนั้นมันจึงไม่ยุติธรรม ไม่มีอะไรเป็นเรื่องลวงโลกมากไปกว่าวิธีการตัดสินเช่นนี้อีกแล้ว เพราะกฎหมายนั้นมุ่งไปที่ผลประโยชน์ของส่วนรวม ตอนนี้ไม่มีอะไรขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้มากไปกว่าประโยชน์ส่วนตัวอีกแล้ว และ ณ เวลาเดียวกัยนั้นก็ไม่มีอะไรที่ยุติธรรมถูกต้องเกินกว่าประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ยุติธรรมน้อยกว่ากฎหมาย ที่ยอมให้สละประโยชน์ส่วนตนให้กับประโยชน์ส่วนรวม

นักปรัชญาอีกท่านหนึ่งในยุคเดียวกันกับ Marquis de Sade ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดจากครอบครัวที่มีภูมิหลังว่าทำแต่คุณงานความดีพอ ๆ กันคือ มาร์ควิส เดอ คอนดอเซ็ด (Marquis de Condorcet :1743-1794) ได้แต่งหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งชื่อ Sketch of a Historical Table on the Progress of the Human Mind (1794) ซึ่งในอารัมภบทของหลังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงเรื่องการศึกษาอภิปรัชญาเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านความสามารถของจิตใจมนุษย์ และด้วยการร่ำเรียนศึกษาประวัติศาสตร์ปรัชญาเกี่ยวกับสิ่งนี้ ซึ่งได้เกิดขึ้นผู้อาศัยอยู่ในท้องที่แห่งหนึ่งในช่วงระยะเวลานั้น เห็นได้ชัดว่า Condorcet มีความใกล้ชิดกันกับทฤษฎีที่ว่าด้วยวัฏจักรของประวัติศาสตร์ของ Vico เขาได้ศึกษาประวัติศาสตร์พัฒนาการของสังคมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา ด้วยต้องการจะค้นพบกฎทั่ว ๆ ไปที่ก้าวหน้า โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขของมนุษยชาติ ในฐานที่เป็นนักคณิตศาสตร์คนหนึ่ง Condorcet ได้แบ่งประวัติศาสตร์ของอารยธรรมออกเป็น 10 ยุคสมัย โดยสมัยที่ 9 เริ่มนับจากเดส์การ์ตจนถึงช่วงการก่อตั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งพอจะสรุปความหมายสิทธิมนุษยชนจากสัจพจน์ที่ว่า “มนุษย์คือคนที่รู้ผิดชอบ สามารถหาเหตุผล และความคิดทางด้านศีลธรรม” จึงเชื่อได้ว่าความผิดพลาดทางด้านการเมืองและศีลธรรมมีสาเหตุเกิดจากข้อผิดพลาดในด้านปรัชญาและวิทยาศาสตร์ โดย Condorcet ได้ตั้งตาคอยประวัติยุคสุดท้าย ส่วนยุคสมัยที่ 10 ของมนุษยชาติเริ่มจากสังคมแห่งอนาคตที่ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ โดยที่มนุษย์ทุกคนจะได้ประสบกับอารยธรรมที่มีเชื้อสายเดียวกับฝรั่งเศส และแอนโกร่า-อเมริกัน ซึ่งหลักศีลธรรมจะปลอดจากความเห็นแก่ตัว และความเชื่อทางไสยศาสตร์

สมาชิกอีกท่านหนึ่ง ผู้มีเชื้อสายขุนนางฝรั่งเศสชื่อว่า Count Claude Henri de Saint-Simon (1760-1825) ยืนยันว่าจริยศาสตร์คือศาสตร์หนึ่งอันมีเป้าหมายที่จะสรางความดีงามสูงสุดให้กับคนจำนวนมากที่สุด นักคิดทางยุโรปในยุคนั้นจึงได้ศึกษาค้นคว้าลักษณะของปรัตถนิยม และหลักประโยชน์นิยมโดยทั่วไปของชาวอังกฤษ มีสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความก้าวหน้าซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วในหมู่มนุษยชาติ คือการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความมุ่งหมายของศาสนาคริสต์ยุคใหม่คือการส่งเสริมสวัสดิภาพทางสังคมของมนุษยชาติ ศาสตร์แห่งจริยศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับสังคมชุมชนยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ ในบทสนทนาระหว่างนักอนุรักษ์นิยมและนักปฏิรูป Saint-Simon ได้รวบรวมจริยศาสตร์เข้ากับคำสอนของพระเยซูคริสต์เอาไว้ดังนี้ :

กว่า 18 ศตวรรษ นับตั้งแต่กี่ก่อตั้งหลักการที่เป็นฐานรากมา ยังไม่มีงานค้นคว้าของมนุษยชาติที่ปราดเปรื่องคนใดสามารถที่จะค้นพบหลักการอันสูงสุดที่เป็นสากล หรือเที่ยงแท้เท่ากับกฎจากพระผู้ให้กำเนิดศาสนาคริสต์ได้เลย

นักปฏิรูปสังคมชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งเชื่อมั่นว่าศีลธรรมของสังคมมนุษย์จะเจริญได้ก็ต่อเมื่อได้ขยายองค์กรทางสังคมต่าง ๆ ที่ชีวิตมนุษย์สามารถพึ่งได้มากที่สุด ท่านผู้นี้ก็คือ Francois Marie Charles Fourier (1772-1837) ทรรศนะทางด้านจริยศาสตร์ของท่านถูกค้นพบในตำราที่ชื่อ The New World of Industry and Society (1829-1830) ท่านได้วางแผนและมีส่วนช่วยในการสรางสังคมชนกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้น (ประมาณ 1,800 คน) ที่ซึ่งมนุษย์ได้ใช้อยู่อาศัยกันอย่างเรียบง่ายเยี่ยงสามัญชนตามอุดมคติภายใต้หลักแห่งการอยู่ร่วมกัน มีการก่อตั้งศาลาประชาคมเพียงแห่งเดียวที่ประเทศฝรั่งเศส แต่ในขณะที่อีกหลายแห่งได้เริ่มต้นอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ลูกศิษย์และสาวกที่มีความศรัทธารายหนึ่งชื่อ Victor Considerant (1808-1893) ได้ก่อตั้งสมาคมชุมชนแห่งหนึ่งขึ้นที่รัฐเท็กซัส (ใกล้เมืองดัลลัส) อีกแห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ Brook Farm ในรัฐแมสซาจูเสทส์ ระหว่างศตวรรษที่ 19 มีชาวอเมริกันชื่อ Albert Brisbane Charles A. Dana, Nathaniel Hawthorne, บาทหลวง Thomas Hecker และ Orestes Brownson ได้มาอยู่ภายใต้องค์กรศีลธรรมทางสังคมแห่ง Fourier ด้วย

ออกุส ก็องต์ (Auguste Comte : 1798-1857) คือบุคคลที่นำเอาจริยศาสตร์สังคมไปรวมเข้ากับศาสนา โดยได้แสดงข้อคิดเห็นไว้ในหนังสือ 6 เล่มที่เขาได้แต่งเอาไว้ Course of Positivism Philosophy (1830-1842) ซึ่งบรรยายความรู้ทั่วไปของลัทธิปรัชญาของเขาอย่างตรงไปตรงมา ภายหลัง Harriet Martinau ได้รวบรวมตีพิมพ์เป็นชุดในภาคภาษาอังกฤษ (1853) ต่อมาในปี 1848 Comte ได้ตีพิมพ์หนังสือ Discourse on the General View of Positivism ตามมาด้วยหนังสือ Catechism of Positive Religion (ประมาณปี 1852) ผลงานของเขาในระยะหลังปี 1848 แสดงว่านักคอดเช่นเขาได้เปลี่ยนความเชื่อแต่เดิมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มาเป็นศาสตร์แนวใหม่อันเกี่ยวกับมนุษยชาติ ซึ่งตัวเขาเองเป็นผู้สถาปนา

กล่าวได้ว่า Comte คือบิดาแห่งสังคมศาสตร์ ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเขาได้รับเอาความเห็นต่าง ๆ มาปรับปรุงไว้ในหน้าต้น ๆ ของหนังสือบทนี้ : การศึกษาพัฒนาการของสังคมช่วยให้เราเข้าใจมนุษย์และกฎหมายที่จะใช้ควบคุมพฤติกรรม ดังที่เขากล่าวไว้ในตอนต้นของหนังสือ Course de philosophy positive ไม่มีแนวความคิดเห็นใดที่จะรู้ซึ่งมากไปกว่าการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ Comte ก็เหมือนกับ Condorcet และนักปรัชญาฝรั่งเศสคนอื่น ๆ ที่คิดว่ามีรูปแบบต่าง ๆ ในวิวัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ความรู้เริ่มต้นจากแนวความคิดแบบเทววิทยา (โดยการอธิบายสิ่งที่ไม่มีตัวตน) แล้วมาถึงยุคที่ถือว่าเป็นขีดสุดของวิทยาศาสตร์ นี่คือกฎสามประการที่มีชื่อเสียง

การแบ่งแยกงานทางด้านวิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรของการพัฒนา โดย Comte อาศัย คณิตศาสตร์ (ต้นตอของความเที่ยงตรง), ดาราศาสตร์, กายภาพ, เคมี, สรีระวิทยา และสังคมกายภาพ สังคมศาสตร์กลายเป็นวิชาที่สูงสุดที่ใช้เป็นแนวทางของปรัชญาอันทรงคุณค่า หนังสือชุดที่สองได้แบ่งงานทางด้านสังคมศาสตร์ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการวิภาคหรือโครงสร้างระเบียบของสังคม (วิชาสังคมสถิติ) และการศึกษาความก้าวหน้าของสังคม (วิชาสังคมกายภาพ) ในบทความยุคแรก ๆ ได้อธิบายถึงศีลธรรมโดยการพิจารณาความนึกคิดต่อหน้าที่ของมนุษย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากอารมณ์ความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน ในยุคเทววิทยาจากที่มีการเน้นผลประโยชน์ส่วนตัว ในยุคอภิปรัชญาจนถึงยุคแห่งการเห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้อื่นอย่างแท้จริง ดังจะได้อธิบายดังต่อไปนี้ :

ความสามารถของมนุษย์ที่ต้องใช้สติปัญญา สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกหัดจนเป็นนิสัย และการปฏิบัติตามศีลธรรมศีลธรรมที่สอนไว้ในใจให้ประพฤติตัวดีซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเมตากรุณาโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นหลักวิชาการที่ดีที่สุด ดีกว่าการกระทำที่เกิดจากการเสียสละเพื่อคนอื่น

หนังสือที่แสดงความคิดเห็นโดยทั่วไปต่อลัทธิปรัชญาของ Comte ที่ชื่อ General Views of Positivism ที่แต่งขึ้นในปี 1848 Comte ได้ให้ความสำคัญต่อจริยศาสตร์ ที่แตกต่างไปจากทรรศนะของ Fourier ที่อาศัยหลักวิชาทางวิทยาศาสตร์ที่พูดกันอยู่ในเวลานี้มุ่งไปทางอำนาจของศีลธรรมที่ปรากฏขึ้นในประเทศฝรั่งเศส ที่มีจุดประสงค์ก็เพื่อรวมกันเป็นองค์กรทางสังคม หลังจากนั้นอีก 2-3 ปี Comte ได้แยกสังคมศาสตร์ออกจากจริยศาสตร์ โดยถือหลักว่า “การศีกษาวิชาสังคมก็คือการได้เรียนรู้โครงสร้างและวิวัฒนาการของมนุาย์” ต่างกับการเรียนจริยศาสตร์ที่มุ่งเน้นความประพฤติที่ใช้ปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกัน เช่นครอบครัว ประเทศชาติ และมนุษยชาติ

ความเป็นไปของมนุษยชาติโดยเอาลัทธิและพิธีบูชาที่รวมเข้าอยู่ในสถาบันศาสนา ซึ่งดึงเอาวิชาสังคมศาสตร์มารวมเข้าไว้โดยมี Comte ทำหน้าที่เป็นบาทหลวงชั้นสูง อารมณ์ความรู้สึกทางสังคมถูกจัดไว้ในฐานะที่เป็นหลักการของศาสนาใหม่ของจริยศาสตร์แห่งมนุษยชาติ โดยใช้หลักจริยศาสตร์ของ Comte ที่ว่า “ให้รักและถือระเบียบกฎเกณฑ์เป็นชีวิตจิตใจจนถึงที่สุด” จะไม่มีเหตุผลทั้งทางทฤษฎีและระบบงานของจริยศาสตร์ให้ ที่กล่าวมาแล้วนั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้ดูเป็นเพียงอภิปรัชญาที่เป็นแค่นามธรรม

ยังมีบทความเกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์สังคมที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน กล่าวคือช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ในทวีปยุโรป นักคิดรายหนึ่งที่ศึกษาประวัติศาสตร์แห่งปรัชญาได้ชี้ว่าลัทธิคอมมิวนิสต์, ศาสนาคริสต์นิกายคาทอริค และปรัชญาอัตถิภาวนิยมได้แผ่ขยายไปทั่ว เปรียบได้กับเหมือนมีโรงเรียนสำคัญ ๆ 3 แห่ง ทำให้ผู้คนที่ไม่เคยชินกับปรัชญานี้โดยตรงรู้สึกแปลกใจ มีเพียงจำนวน 2-3 ประเทศเท่านั้นซึ่งใช้ภาษาอังกฤษที่ยอมเลือกเอาลัทธิคอมมัวนิสต์เป็นวิชาหลัก ถึงแม้ในปัจจุบันลัทธิคอมมิวนิสต์ยังคงมีอิทธิพลต่อประชาชนจำนวนมาก เป็นผลมาจากข้ออ้างอิงที่เคยสำรวจวิธีการคิดตามจริยศาสตร์ของมากซ์และสาวกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเราพอจะเห็นข้อแตกต่างนานาประการจากความเคลื่อนไหวทางสังคมของลัทธินี้ ซึ่งน่าจะนำมาพิจารณาให้ถ่องแท้

คาร์ล มากซ์ (Karl Marx : 1818-1883) มีอายุอ่อนกว่า Comte 20 ปี เขาได้ศึกษาความรู้จากผลงานของนักประพันธ์ที่เขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ เช่นเดียวกับผู้ก่อตั้งลัทธิปรัชญาของ Comte มากซ์ดูจะรู้จักกับนักอุดมคติชาวเยอรมัน ที่ได้แต่งหนังสือไว้หลายเล่ม หนังสือหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับการศึกษาลัทธิเฮเกล (Hegelian) ชื่อหนังสือ Philosophy of Rights (1843) แรกทีเดียวมากซ์ดูจะเคลือบแคลงสงสัยพวกนักอุดมการณ์ที่รู้อภิปรัชญาและระบบการสรางตามนามธรรมของเฮเกล แต่ก็ยังประทับใจกับความคิดเห็นต่อแบบอย่างของการขยายตัวของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ หนังสือของมากซ์ชื่อ The Communist Manifesto, 1848 ; and Capital, 1867-1894 ซึ่งมีข้อความที่ง่ายแก่การเข้าใจได้ ในยุคของเขานักปรัชญามักจะสนใจแต่ศีลธรรมและการเมืองจนไม่ได้ใส่ใจกับวิชาเศรษฐศาสตร์ มากซ์มองเห็นว่าในยุคกลางของศตวรรษที่ 19 ยุโรปได้ใช้ลัทธิปฏิรูปในการปกครอง และเริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประชาชนพลเมืองก็ยังมีฐานะความเป็นอยู่แย่กว่าที่เคยเป็น มีเพียงแต่ชนชั้นกรรมกรเท่านั้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคนของสถานะทางเศรษฐกิจ

เฮเกลคิดว่าความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองของศีลธรรมเกิดรูปแบบกระบวนการแห่งทฤษฎีปฏิพัฒนาการ อันได้แก่ภาวะพื้นฐาน, ภาวะแย้ง และภาวะสังเคราะห์ เมื่อมากซ์ยังเป็นหนุ่ม เรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยในกรุงบอนน์, เบอร์ลิน และเยนะ ความนึกคิดเรื่องวิวัฒนาการของกระบวนการแห่งปฏิพัฒนาการดูเหมือนยังเป็นเพียงความฝัน แต่มากซ์ก็ยอมในส่วนนี้ เขาไม่เห็นด้วยกับเฮเกลที่ถือว่าความจริงทั้งหมดเป็นอุดมคติ เขาสนใจกระบวนการแห่งปฏิพัฒนาการทั้ง 3 ภาวะ ในฐานที่เป็นหลักแห่งการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามมากซ์รู้สึกว่าที่เฮเกลอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการแห่งปฏิพัฒนาการต้องเริ่มจากจุดต่ำและเรียบง่ายกว่าภาวะพื้นฐาน ไปสู่ขั้นสูงกว่าและยุ่งยากกว่าภาวะสังเคราะห์นั้นเป็นความคิดที่ผิด เฮเกลเป็นผู้วางหลักกระบวนการแห่งปฏิพัฒนาการเอาไว้ และมากซ์ก็ยอมรับมัน แต่มากซ์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมันจากที่มีความซับซ้อนของภาวะสังเคราะห์ไปสู่ความเรียบง่ายอันเป็นขั้นสุดท้ายของภาวะพื้นฐาน สิ่งสำคัญที่สุดของข้อเรียกร้องที่ตรงกันข้ามกันของเฮเกลนั้น สำหรับมากซ์แล้วเขาใช้ในหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเขาได้เห็นชนชั้นกลางที่เป็นเจ้าของกิจการที่ได้มาถึงจุดสูงสุดในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นระบบที่เกินจริง และเป็นภาวะสังเคราะห์ที่น่ารังเกียจ นับเป็นความล้มเหลวและถูกคัดค้านโดยที่ไม่สามารถจะหลีกพ้นได้ในขันตอนแห่งพัฒนาการซึ่งมันคือภาวะแย้ง

ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงจะมาเป็นภาวะพื้นฐานใหม่ในชีวิตของมนุษย์ภายใต้เงื่อนไขซึ่งเรียบง่ายกว่า นั่นก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์

ความเป็นจริงสูงสุดที่มากซ์พบเห็นคือมนุษย์อยู่ในสภาพที่ยึดติดอยู่กับกระบวนการแห่งปฏิพัฒนาการ ลัทธิของเฮเกลเป็นพวกที่ฝักใฝ่ฝ่ายซ้าย ในประเทศเยอรมันช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงจิตนิยมแบบเฮเกลให้เป็นวัตถุนิยม Ludwig Feuerbach (1804-1872) ได้แสดงทรรศนะความเป็นพวกฝ่ายซ้ายเล็ก ๆ ในโรงเรียนแห่งนี้ สำหรับเขาแล้วยืนยันว่าอะไรที่เป็นจริงนั้นประจักษ์ได้ด้วยตัวของมนุษย์เอง ความคิดนี้มีอิทธิพลต่อมากซ์ แม้ว่าเขาจะไม่เห้นด้วยกับสมมติฐานดังกล่าวที่ว่าสิ่งแวดล้อมของมนุษย์คือสิ่งที่เป็นกายภาพเพียงอย่างเดียว และมนุษย์จะถูกกำหนดโดยอำนาจของวัตถุทางธรรมชาติ ทรรศนะของมากซ์ต่อมนุษยชาติดังกล่าวนั้นถูกเรียกว่า “วัตถุนิยม”

สิ่งสำคัญที่สุดในคำสอนของมากซ์มาจากความเห็นทางจริยศาสตร์ นั่นคือ "อัญภาวะ" (alienation) เพราะมากซ์เชื่อว่าพวกชนชั้นกรรมาชีพซึ่งเป็นชนชั้นส่วนใหญ่ถูกพวกชนชั้นนายทุนเอารัดเอาเปรียบแทนที่จะเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน แต่ถ้าหันมาพิจารณาระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยุคสมัยนี้ กรรมกรจะถูกแยกออกจากผลผลิตที่ตนเองผลิตออกมา เป็นเรื่องจริงที่เห็นได้ชัดเจนว่ากรรมวิธีการผลิตไม่ได้ใช้กรรมกรมาควบคุม ทุกอย่างดูจะแยกออกจากกัน ความเป็นมนุษย์และงานถูกควบคุมเบ็ดเสร็จ มากซ์จึงเน้นว่าเพื่อชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์ จะต้องขจัดระบบเศรษฐกิจเช่นนี้ให้หมดไป เพื่อให้สังคมนี้จะได้มีแค่ชนชั้นกรรมาชีพเพียงชนชั้นเดียว (ชนชั้นล่างสุดของสังคม) และสมาชิกก็สามารถที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์แบบได้

จริยศาสตร์ของคาร์ล มากซ์ไม่สามารถถือว่าเป็นทฤษฎีในระบบศีลธรรมได้ แน่นอนทีเดียวจริยศาสตร์ของลัทธิมากซ์ในอนาคตจะต้องมีข้อจำกัดที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับเรื่องข้อปฏิบัติทางศีลธรรม เกี่ยวกับการแสดงออกความประพฤติที่แท้จริงของชีวิตของคนงานที่อยู่ภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ ดังนั้นจริยศาสตร์ของลัทธิมากซ์จึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะก้าวหน้าขึ้นจากทฤษฎีปฏิพัฒนาการของมนุษย์ในสังคม สำหรับมากซ์ในฐานที่เป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาดได้ผู้กล่าวไว้ว่า "ประสาทสัมผัสเท่านั้นที่จะแสดงว่าสิ่งไหนดีหรือเลว ผิดหรือถูก ก็โดยการพิสูจน์ว่ามันสอดคล้องหรือไม่กับขบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหรือไม่ หรือว่าสิ่งนั้นมันช่วยเหลือหรือขัดขวาง หรือมันจะคงอยู่ต่อไปหรือสุดท้ายต้องสูญสิ้นไป" จริยศาสตร์นี้คือ "ธรรมชาตินิยม" ซึ่งพรรณนาศีลธรรมในแง่ที่เห็นความสำคัญของความเป็นอยู่ และในแง่ลบตรงที่มันเป็นการคัดค้านในภาระต่อพระผู้เป็นเจ้า รวมทั้งการได้ขึ้นสู่สวรรค์หรือการถูกลงโทษให้ตกนรก ยิ่งกว่านี้แล้วจริยศาสตร์ของมากซ์นับว่าเป็นทฤษฎีเชิงปทัสถาน บางครั้งมากซ์มองว่ามาตรฐานทางศีลธรรมในปัจจุบันยังไม่ดีพอ แต่เขากลับยกย่องสังคมของกรรมาชีพในอนาคตที่จะเป็นแบบอย่างอันเป็นมาตรฐานสำหรับการตัดสินทางจริยธรรมและความประพฤติของมนุษยชาติ

ฟรีดริช เอ็นเกล (Friedrish Engel : 1820-1895) เป็นนักธุรกิจอีกผู้หนึ่งที่ช่วยเหลือมากซ์แต่งหนังสือออกมาหลายเล่ม หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Anti-Duhring (1878) เอ็นเกลได้เพิ่มเติมความคิดสำคัญประการหนึ่งเข้าไปในต้นร่างของจริยศาสตร์ลิทธิมากซ์ นี่คือความคิดซึ่งไม่ใช่ศีลธรรมที่มีความสมบูรณ์ในเหตุผล ระบบจริยศาสตร์ทั้งหมดในอดีตที่ผ่านมาถูกสร้างโดยระบบเศรษฐกิจและสังคม ในสังคมยุคนั้นแบ่งแยกออกเป็น 3 ชนชั้น คือระบบศักดินาพวกชนชั้นปกครอง, ชนชั้นกลาง และชนชั้นกรรมาชีพ ก็ใช้ศีลธรรมที่มีหลักการเฉพาะและจำกัดในตัวศีลธรรม แม้แต่จริยศาสตร์ของชนชั้นกรรมาชีพก็ไม่นิรันดร วิชาคณิตศาสตร์และกายภาพเท่านั้นที่จะยืนหยัดคู่กับความเป็นจริง แต่ไม่ใช่ขอบเขตของประวัติศาสตร์สังคม ศีลธรรมของมนุษยชาติต้องคอยจากชนชั้นล่างสุดของสังคม ซึ่งมันจะบรรจุไปด้วยสิ่งอันยืนยงอย่างสูงสุด ตามความรู้สึกของเอ็นเกลแล้ว อย่างไรก็ตามศีลธรรมของชนชั้นกรรมาชีพก็มิใช่สิ่งที่เป็นนิรันดร์

หนึ่งในจำนวนของผู้ที่นับถือคาร์ล มากซ์ ที่ได้ใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวง ในการที่จะให้คำสอนทางจริยศาสตร์เป็นรูปร่างขึ้นมานั่นคือ คาร์ล คุสกี้ (Karl Kautsky) ผลงานของเขาที่ชื่อ Ethics and the Materialist Conception of History (1927) ได้เปรียบเทียบจริยศาสตร์ของลัทธิมากซ์กับคนอื่น ๆ สรุปได้ว่าความต้องการด้านศีลธรรมนั้นมาจากแรงกระตุ้นของสังคม เคยมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับ "วัตถุนิยมปฏิพัฒนาการ" (dialectical materialism) คัดลอกมาจากมากซ์ สำหรับคุสกี้แล้วเขายอมรับว่าเขาเป็นคนที่เคร่งในลัทธิมากซ์ดังเช่นที่คนทั้งหลายนับถือ นั่นก็คือคือทฤษฎีของลัทธิคอมมิวนิสต์ และแน่นอนว่าจริยศาสตร์ของมันย่อมอยู่ภายใต้หลักแห่งวัตถุนิยมปฏิพัฒนาการ เขาเป็นพวกหัวรุนแรงที่ต่อต้านนักปฏิรูปซึ่งชอบเปลี่ยนแปลงแก้ไขความคิดของมากซ์ โดยการรวมมันเข้ากับความคิดของนักปรัชญาคนอื่น ๆ Kautsky มองว่าความเจริญของสังคมเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ และยอมรับจริยศาสตร์ในฐานะที่มีส่วนสร้างความคิดของมนุษย์ให้ปรากฏออกมาจากกฎหมายแห่งกระบวนการผลิต มันเป็นวิธีการซึ่งมวลมนุษยชาติสามารถนำเอามาใช้ได้ในอนาคต.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 17 October, 2006 3:48 PM