http://www.duangden.com
สมจศ 529 สัมมนาจริยศาสตร์
[ SHES 529 Seminar on Ethics ]

What is Ethics?
 
 


***

… ใช้กระบวนการประเมิน การอ้างเหตุผลได้ครบถ้วน, ครบวิธี ซึ่งอันนี้จะเป็นแบบอย่างให้เราต่อไปได้ เพราะฉะนั้นส่วนนี้เรากก็จะไปช้าหน่อยและหวังว่าผู้เรียนจะเรียนรู้อะไรบางอย่างขึ้นมาด้วยในการทำงาน วันนี้ให้ทำต่อไปเลย "WHY THERE IS LESS DISAGREEMENT THAN IT SEEMS" ทำไปทีละย่อ ทำหน้าจบจบ

VALID, INVALID, ARGUMENT, SOUND คำเหล่านี้เป็นศัพท์เทคนิค เพราะฉะนั้น ถ้าสมมติเวลาใช้ภาษาไทยให้วงเล็บใส่ไว้ด้วย คือก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้คำไหน คำว่า SOUND อาจารย์ไม่เคยเห็นใครพูดถึงเลยในหนังสือภาษาไทย แต่ปกติคำว่า

- VALID หมายถึง ถูกต้องตามหลักนิรนัย (ถูกต้องตามหลักนิรนัย คือ ถ้าข้ออ้างจริง ข้อสรุปต้องจริง [ PREMISE แปลว่าข้ออ้าง ไม่ใช่ข้อความ ] คือจริง ๆ แล้วไม่รู้ข้ออ้างจริงรึเปล่า แต่ถ้ามันจริงข้อสรุปต้องจริง เช่น ถ้าฝนตกหนัก ฝนก็ต้องตก อย่างนี้ถ้าข้ออ้างจริง คือถ้าฝนตกหนักจริง ฝนตกต้องจริงตลอดไป อันนี้ VALID แต่ถ้าบอกว่า อย่างที่ Cultural Relativism ใช้ คนไม่เห็นด้วย, คนมีความเห็นไม่คล้องกันเกี่ยวกับเกณฑ์ทางศีลธรรม เพราะฉะนั้นเกณฑ์ทางศีลธรรมไม่มีเกณฑ์กลาง อย่างนี้ไม่ Invalid เพราะว่าถ้าคนไม่เห็นสอดคล้องกันมันก็ยังมีเกณฑ์กลางได้ เช่น คนไม่เห็นร่วมกันว่าโลกกลม แต่โลกมันก็ยังกลมอยู่ อันนี้ Invalid

- INVALID หมายถึง ผิดหลักนิรนัย

- SOUND คือ จริง และ Valid ถึงจะ SOUND (ที่จริงเราจะไม่ค่อนพบคำว่า SOUND เพราะนักปรัชญากลัวคำว่า "จริง" ไม่ค่อยกล้าใช้คำว่า "จริง หรือ TRUE" ก็เลยไม่ค่อนเจอคำว่า SOUND)

- ARGUMENT หมายถึง การอ้างเหตุผล ซึ่งเคยบอกไว้แล้วหลายครั้ง แต่คนก็ยังใช้ตามอำเภอใจ ซึ่งไม่ได้นะจ๊ะ ต้องบอกว่า เพราะ ARGUE คือ อ้างเหตุผล และ ARGUMENT คือ การอ้างเหตุผล ไม่ใช่การโต้แย้ง ถ้าแปลว่าการโต้แย้งก็ผิด คือมันเป็นศัพท์เทคนิคไปแล้ว เพราะฉะนั้นในพจนานุกรมก็จะหมายความอย่างหนึ่ง แต่ว่าใน LOGIC ก็หมายความอีกอย่างหนึ่ง และเรากำลังใช้ LOGIC อยู่

อย่างพวกคำเหล่านี้เวลาฟังคุณสุทธิชัย หยุ่น สัมภาษณ์ฝรั่งก็ใช้อยู่ ความคิดคุณ Valid หรือเปล่า, ความคิดคุณ Sound รึเปล่า แต่อันนั้นที่ใช้ ไม่ได้ใช้แบบศัพท์เทคนิค แต่เรากำลังใช้ศัพท์เทคนิคนอยู่

ทีนี้คราวหน้าอย่าผิดนะจ๊ะ เพราะมีคนผิดมาทั้ง ๆ ที่บอกไปแล้ว แล้วอีกประเด็นหนึ่งอันนี้เจอมาตั้งแต่ครั้งที่แล้ว คือมีหลายคนเขียนมาในรูป Argument แต่คือมีแค่รูปแต่ไม่มีความสำคัญต่อ Argument คือ Argument คือข้ออ้าง มันต้องสัมพันธ์กันเพื่อสนับสนุนข้อสรุป มันไม่ใช่เขียนเป็นประโยคมาต่อ ๆ กันในรูปแบบนี้ ข้ออ้างคืออะไร - คือเหตุผลสนับสนุนข้อสรุป เพราะฉะนั้น อย่างพึ่งเขียนถ้ายังไม่เข้าใจว่าอะไรคือ Argument ขอให้ระวังด้วย

Paraphrase : คือความหมายเดิม แต่ประโยคใหม่ อย่างเช่นประโยคที่ว่า "The strategy used by cultural relativists is to argue from facts about the differences between cultural outlooks to a conclusion about the status of morality." สมมติประโยคนี้จะ Paraphrase อย่างไรถ้าเป็นภาษาอังกฤษ คือ Paraphrase ก็ได้หลายอย่าง อย่างภาษาไทย Paraphrase เช่น "ผมรักคุณ" ก็ Paraphrase ได้ เป็นว่า "ความรักของผมมีให้คุณ" หรือว่า "คุณคือคนที่ผมรัก" นี่คือ Paraphrase แต่ความหมายก็ยังเหมือนเดิมคือ "ผมรักคุณ"

จากประโยคเมื่อกี่นี้ อาจารย์จะลองทำ Paraphrase ให้ดูจากประโยค "The strategy used by cultural relativists is to argue from facts about the differences between cultural outlooks to a conclusion about the status of morality." ก็ Paraphrase ได้ว่า Cultural Relativist infer the nature of morality from the facts about Cultural differences. ก็ความหมายเดิมแต่ว่าประโยคใหม่ เมื่อ Paraphrase นี่ก็จะคง Key word ไว้ ถ้าใคร Paraphrase ได้ก็จะแปลว่าเข้าใจความหมายแล้ว เพราะมี Key word

ถ้าใครปกติเวลานั่งอยู่กับบ้านนั่งเขียนภาษาอังกฤษจะเห็นว่า Paraphrase เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะบางทีเขียนภาษาไทยออกมาเป็นประโยคนี้ แต่ว่าถ้าเราจะเขียนภาษาไทยตรง ๆ อย่างที่เราคิดนั้นจะเป็นการลำบากมากเลย เพราะว่าต้องอาศัยความรู้มากมายเพื่อที่จะเขียนภาษาอังกฤษให้ตรงกับภาษาไทย วิธีเลี่ยงก็คือ Paraphrase มันซะเลย คือ ความหมายเดิมแต่ประโยคใหม่

แต่ถ้าเราลอกภาษาอังกฤษของเขามา อาจารย์ก็จะไม่รู้ว่าเราเข้าใจรึเปล่า เพราะว่าแม้แต่ภาษาไทยเองคำว่า "status" เราก็แปลเป็นภาษาไทยว่า สถานะ ปรากฏว่าก็ยังไม่เข้าใจว่า สถานะแปลว่าอะไรในภาษาไทย มีคนพูดผิดหลายแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้อาจารย์ก็ไม่แน่ใจว่าเข้าใจรึเปล่า และสำหรับคนที่เขียนภาษาไทยมา หลายคนแปลออกมาทั้งดุ้นเลย ซึ่งอาจารย์ก็ไม่แน่ใจว่าเขาแน่ใจที่ตัวเองเขียนรึเปล่า เพราะฉะนั้น ถ้าทำเป็นภาษาไทยก็ต้อง Paraphrase ไม่ใช่แปลตรง ๆ เพราะถ้าแปลตรง ๆ จะไม่เข้าใจเลย อย่างสถานะ บางคนไม่เข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร ก็เลยเขียนไปเรื่องอื่น ทำให้ตระหนักได้ว่าภาษาไทยเราก็ยังอ่านไม่ออก เพราะฉะนั้นขอให้ระวังด้วยอย่างแปลตรง ๆ

และยังมีอีกประเด็นหนึ่ง การดูความหมายขอให้ระวัง อย่างเช่น Certain form of argument คนแปลทุกคนแปลว่า รูปแบบการอ้างเหตุผลที่แน่นอน Certain ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าแน่นอน แต่ Certain ในที่นี้แปลว่าบางอย่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้เขาก็เลยจะบอกว่า Cultural Relativism มีรูปแบบการอ้างเหตุผลบางอย่าง ไม่ใช่มีรูปแบบการอ้างเหตุผลที่แน่นอน เพราะฉะนั้นขอให้ระวังความหมายด้วย

Paraphrase เป็นวิธีที่มีประโยชน์มาก และเป็นวิธีที่คนเวลาเราเรียนภาษาต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไร เป็นวิธีที่เราจะเอาตัวรอดได้ เพราะว่าเราเขียนภาษาไทยเป็นภาษานั้นตรง ๆ ไม่ได้เราต้อง Paraphrase เพราะภาษามันมีตรรกะไม่เหมือนกัน ภาษาไทยด้วย คนเขียนภาษาไทยด้วย ถึงแม้ว่าประโยคมันจะคนละภาษาแต่หลายคนตอบมาตรง ๆ นั้นไม่เอานะจ๊ะของให้ Paraphrase ด้วย และจับความคิดสำคัญมาก็พอ ไม่ต้องยกมาทั้งย่อหน้า

WHY THERE IS LESS DISAGREEMENT THAN IT SEEMS แปลว่า ทำไมจึงมีความสอดคล้องกันน้อยกว่าที่มันดูเหมือนจะมี, ดูเหมือนจะมีความไม่สอดคล้องกันมากใช่มั๊ย เช่น กรีกก็ไม่กินศพพ่อ แต่ชาวคาทาเที่ยนกิน คือ disagreement หรือ difference มันมีมาก แต่ต่อไปเขาจะอธิบายว่าทำไมมันจึงมีน้อยกว่าที่คิด คือไม่ได้มีมาก

จักรพงษ์ : อาจารย์ครับ Argument แปลอีกอย่างว่า วิพากษ์ ได้หรือเปล่าครับ

อาจารย์ : อืม ไม่ใช่นะครับ เพราะการวิพากษ์คือการมาทำอะไรกับตัวนี้ คือ Argument เราไปทำอะไรกับมันได้หลายอย่างเช่น หาออกมา วิเคราะห์มัน และวิพากษ์มัน

จักรพงษ์ : และถ้าผมใช้วิพากษ์ ผิดหรือเปล่าครับ อย่างเช่นในหัวข้อเรื่อง The cultural differences Argument ก็คือตรงนี้ ผมจะแปลว่า การวิพากษ์ความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม

อาจารย์ : ไม่ได้นะครับ มันเป็น Argument แล้วสิ่งที่ Rachels ทำ คือวิพากษ์ Argument นี้ เหมือนกับการมองอย่างนี้ มองมันต้องมีวัตถุของการมอง เช่นโต๊ะ โต๊ะเป็นวัตถุของการมอง การวิพากษ์ เหมือนกัน มันก็ต้องมีสิ่งที่ถูกวิพากษ์ สิ่งนั้นคือ Argument เพราะฉะนั้นการมองก็ไม่ใช่โต๊ะใช่มั๊ย การวิพากษ์ก็ไม่ใช่ Argument เพราะการวิพากษ์คือการไปทำอะไรกับ Argument …

จักรพงษ์ : อาจารย์ แต่ถ้าแปลตรงหัว

อาจารย์ : คนละความหมายกัน

จักรพงษ์ : คนละความหมาย แต่ว่าในเนื้อเรื่องผมแปลว่า การอ้างเหตุผล

อาจารย์ : คือมันต้องไปด้วยกันซิครับ

จักรพงษ์ : แต่ หัวข้อหลักใหญ่ ผมเขียนว่า การวิพากษ์ความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ในเนื้อเรื่องผมก็เขียนแบบอาจารย์ ใช้ศัพท์เฉพาะ แปลว่าการอ้างเหตุผล

อาจารย์ : คือถ้าจะเขียนใช้วิพากษ์ ก็บอกว่าการวิพากษ์ การอ้างเหตุผลเกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพราะว่าวิพากษ์นั้นต้องวิพากษ์อะไรบางอย่างใช่มั๊ย และสิ่งที่ถูกวิพากษ์คืออันนี้ เขียนต้องเขียนอะไรบางอย่าง การเขียนกับสิ่งที่ถูกเขียนไม่เหมือนกันใช่มั๊ย ถ้าวิพากษ์อะไรบางอย่าง การวิพากษ์กับสิ่งที่ถูกวิพากษ์ไม่เหมือนกัน

HOW ALL CULTURES HAVE SOME VALUES IN COMMON แปลว่า ทุก ๆ วัฒนธรรมมีคุณค่าบางอย่างร่วมกันได้อย่างไร ข้างล่างเขาก็อธิบายว่ามันเป็นไปได้อย่างไรว่าทุกวัฒนธรรมที่ต่างกันนั้น มันมีบางคุณค่าหรือยึดถือบางคุณค่าร่วมกัน

… WHY THERE IS LESS DISAGREEMENT THAN IT SEEMS คือว่าเขาจะอธิบายว่าทำไมมีความขัดแย้งกันน้อยกว่าที่มันดูจะมี คือถ้าทำไมความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมนั้นมันไม่ได้มากอย่างที่คิดนั่นเอง

ย่อหน้าแรก :

คุณสุวรรณี : …แรงผลักดันของ…ถ้าจะมองใน…

อาจารย์ : ที่คุณเขียนก็เขียนแบบนี้รึเปล่า (ตอบว่า ใช่) คือไม่ต้องแปลหมด เอาประเด็นสำคัญของมัน เกือบถูก ลองท่านสมุห์ประทิพย์ เอาประเด็นของมันเลย

สมุห์ประทิพย์ : การประเมินความสัมพันธ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่านักสัมพัทธนิยม…ความแตกต่างของวัฒนธรรมในสังคม

อาจารย์ : ย่อหน้าแรกใช่มั๊ยครับ อันนี้มันสั้น อาจารย์จะลองแปลให้ฟัง impetus คือแรงผลักดัน แรงผลักดันเบื้องต้นที่ทำให้เกิด Cultural Relativism มาจากข้อสังเกตที่ว่าวัฒนธรรมมีความแตกต่างกันอย่างมากมายในแง่ของทรรศนะเกี่ยวกับว่าอะไรผิดอะรไรถูก แต่ว่าความแตกต่างนี้มันแตกต่างกันมาเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ประเด็นก็คือว่า เขากำลังตั้งคำถามกับแรงผลักดันที่ทำให้เกิด Cultural Relativism นั่นก็คือเขาตั้งคำถามว่าความแตกต่างที่พวก Cultural Relativism ใช้มาสนับสนุนตัวเองนั้นมันแตกต่างกันมากอย่างนั้นเชียวหรือ พอเห็นคำถามแล้วนึกขึ้นได้ ครั้งที่แล้วมีคนเขียนเป็นประโยคคำถามมาเยอะ แต่อย่างลืมว่าคำสำคัญ, ความคิดสำคัญเขาเขียนเป็นประโยคบอกเล่า อย่าเขียนเป็นประโยคคำถาม เพราะฉะนั้นย่อหน้าแรก ก็คือเป็นเพียงบอกความสำคัญของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ว่ามันมีความสำคัญต่อ Cultural Relativism คือเป็น original impetus เลย และเขากำลังจะตีตรงจุดนี้ นี่คือประเด็นของย่อหน้าแรก

ย่อหน้าที่ 2 :

พระภาสกรณ์ : ไม่มีคุณค่าที่แตกต่างกันแน่นอน เพราะว่าความแตกต่างกันอยู่ในระบบความเชื่อของเรา ไม่ได้อยู่ในตัวคุณค่า

อาจารย์ : ใช่แล้วครับ ย่อหน้าต่อไปเรื่องวัวใช่มั๊ยครับ ใครไม่เห็นด้วยอย่างนี้มั๊ยครับ ใครเห็นว่าอย่างไรย่อหน้านี้ คุณภัทรมนต์ Consider a culture ประเด็นนี้เห็นด้วยกับท่านภาสกรณ์มั๊ย คุณเห็นว่าประเด็นคืออะไร

คุณภัทรมนต์ : ไม่ยอมปริปาก เพราะโกรธอาจารย์ อาจารย์เลยให้คุณปิยะดาตอบแทน

คุณปิยะดา : พิจารณาวัฒนธรรมในบุคคล ผู้เชื่อว่าการกินเนื้อวัวผิด เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าหลังจากตายไปแล้ว วิญญาณของมนุษย์จะไปอยู่ในร่างกายของสัตว์ โดยเฉพาะวัว ดังนั้นวัวอาจเป็นปู่ย่าตายายของพวกเขาก็ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราต้องการจะพูดว่า คุณค่าของพวกเขานั้นแตกต่างจากพวกเราอยู่หรือ คำตอบคือไม่ ความแตกต่างในระบบความเชื่อของเรา ไม่ใช่ในคุณค่าของเรา เราเห็นด้วยที่เราไม่ควรจะกินปู่ย่าตายาย

อาจารย์ : ความแตกต่างอยู่ที่ระบบความเชื่อใช่มั๊ย รู้สึกเขียนตกใช่มั๊ย อันนี้คือถูกนะครับ อย่างที่ท่านภาสกรณ์บอกก็คือว่า เวลาบอกว่ามี แต่ละวัฒนธรรมมีคุณค่ายึดถือเรื่องคุณค่าต่างกัน จริง ๆ แล้วมันต่างกันที่คุณค่าจริงหรือไม่ อันนี้คือประเด็นของเขา ซึ่งวิธีอธิบายก็คือว่า มันไม่ได้ต่างที่คุณค่า คุณค่าเหมือนกัน แต่ว่าความเชื่อไม่เหมือนกัน คุณค่าเหมือนกันก็คือห้ามกินปู่ย่าตัวเอง, ห้ามกินบรรพบุรุษของตัวเอง อันนี้ก็เป็นคุณค่าที่ใคร ๆ ก็ยึดถือ แต่บังเอิญชนเผ่าหนึ่งเชื่อว่าปู่ย่าตายายไปเกิดเป็นวัว เพราะฉะนั้นระบบความเชื่อของเขาทำให้เขาถือว่าห้ามกินวัว ความแตกต่างมันไม่ได้อยู่ที่คุณค่าใช่มั๊ยครับ ว่าห้ามกินย่าตัวเอง หรือความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ความคิดทางศีลธรรมว่าห้ามกินย่าตัวเอง แต่ความแตกต่างมันอยู่ตรงที่ว่าความเชื่อเกี่ยวกับโลยเนี้ยมันต่างออกไป คือเขาเชื่อว่าวัวเป็นปู่ย่าของเขา เขาเลยบอกว่าห้ามกินวัว เห็นมั๊ยครับ นี่ก็คือประเด็นของย่อหน้านี้

ย่อหน้าที่ 3 :

อาจารย์ : The general point…

ท่านจู่ล้อม : คุณค่าทางจริยธรรมของแต่ละสังคมไม่ได้แตกต่างกันตามที่นักสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมคิด

อาจารย์ : ย่อหน้าที่ 3 นะครับ คือที่ท่านจู่ล้อมพูดรู้สึกมันจะคลุมเนื้อความทั้งหมด เอาย่อหน้านี้ซิครับ ไม่เป็นไรครับงั้นลองดูท่านวัฒนาสิครับ

ท่านวัฒนา : ประเพณีที่ต่างกัน คุณค่าทางจริยธรรมไม่ได้แตกตางกัน

อาจารย์ : ใช่นะครับแต่มันรวบรัดไปหน่อย ย่อหน้านี้สั้นลองดูไปนะจ๊ะ เขาบอกว่าประเด็นทั่วไปก็คือว่า The general point is this. มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำงานร่วมกันในการทำให้เกิดประเพณีของสังคม และคุณค่าของสังคมก็เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในประเพณีนั้น ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับข้อเท็จจริง หรือความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา รวมถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสังคมก็มีความสำคัญด้วย ดังนั้น เราจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าด้วยเหตุที่ว่าประเพณีแตกต่างกันจึงมีความแตกต่างกันเกี่ยวกับค่าทางศีลธรรม ความแตกต่างในวัฒนธรรมอาจจะมาจากแง่มุมอื่นของชีวิตทางสังคม ฉะนั้นก็อย่างที่ท่านบอกว่า "ถ้าวัฒนธรรมต่างก็สรุปไม่ได้ว่าคุณค่าต่างกัน" เพราะความต่างกันนั้นอาจมาจากความเชื่อ คือมาจาก factual beliefs จาก religious beliefs หรือมาจาก physical circumstance ซึ่งเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็น factor ที่ทำให้เกิด custom นั้น ๆ ด้วย

ย่อหน้าที่ 4 : ต่อไปตัวอย่างเรื่องเอสกิโมนี่เขาเล่าว่า

ท่านสมชาย : ????????

ท่านสาคร : เอสกิโมชอบฆ่าเด็ก โดยเฉพาะผู้หญิง

อาจารย์ : เกือบถูก เขาไม่ได้ชอบหรอก ประเด็นคืออะไรครับ เอสกิโม เขาพูดถึงเรื่องอะไร

คุณประภาพรรณ : …

อาจารย์ : ประเด็นเรื่องเอสกิโมนี้เขาต้องการบอกว่าอะไรนะครับ

คุณประภาพรรณ : …

อาจารย์ : สภาพแวดล้อมเขาเป็นอย่างไรครับ harsh environment where food is often in short supply. สภาพแวดล้อมเขาเป็นอย่างไร คือมันถูกแล้ว แต่มันไม่ตรง คือในเกือบถูก คุณเบญจวรรณ เติมหน่อยครับว่าสภาพแวดล้อมเขาเป็นอย่างไร

คุณเบญจวรรณ :อากาศเย็นและอาหารหายาก

อาจารย์ : ใช่นะครับ เพราะฉะนั้นย่อหน้านี้เขาก็พูดว่า value เหมือนกัน เหมือนกับเรา คือเขาก็รักเด็กเหมือนกัน แต่ factor ที่ต่างออกไปที่ทำให้เกิด custom ของการหักคอเด็กที่พึ่งเกิด ก็คือ physical circumstance นั่นเอง physical circumstance มาจากย่อหน้าข้างบนใช่มั๊ยครับ ในย่อหน้านี้เค้าใช้คำว่า environment ซึ่ง harsh คือยากลำบาก อาหารขาดแคลนอยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นจึงฆ่าเด็ก เพราะอยู่ไปก็อดอยู่ดี ไม่มีอาหารมาเลี้ยง

ย่อหน้าที่ 5 :

คุณมยุเรศ : …

อาจารย์ : และเขาเล่าเรื่องพวกนี้มาทำไม่ครับ

คุณมยุเรศ : …

อาจารย์ : ท่านชินวุฒ ที่พูดมาเมื่อสักครู่มันเกี่ยวกับย่อหน้าข้างบนอย่างไร ย่อหน้า As in many "primitive" societies, กับ Consider the Eskimos again. สองย่อหน้านี้มันเกี่ยวกันยังงัย

ท่านชินวุฒ : เขาแสดงให้เห็นว่า ในสังคมของชาว เอสกิโม มีสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย และทารุณ และการที่จะเลี้ยงเด็กหลายคน ทำไม่ได้

อาจารย์ : ดังนั้นมันสัมพันธ์กันยังงัยสองย่อหน้านี้

ท่านชินวุฒิ : เขาแสดงให้เห็นถึงผลของความขัดแย้งของสังคม (ท่านพยายามตอบมาก)

อาจารย์ : คือมันยังไม่ขัดแย้ง ย่อหน้าแรก เป็นเรื่องว่าต้องเลี้ยงลูกถึง 4 ปี และขนลูกได้ไม่เยอะ เพราะจะเป็นสังคมเร่ร่อนอย่างนี้ ก็คือเพื่อมาขยายความว่า physical circumstance หรือ harsh environment ของเขาเป็นอย่างไร ซึ่งประเด็นมันก็ยังเป็นประเด็นเดิมคือ Value เหมือนกัน แต่ว่า physical circumstance ไม่อนุญาตให้มีลูกเยอะเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ก็เลยต้องเลี้ยงที่มีอยู่ให้ดีก่อน ไม่งั้นจะตายกันหมด เพราะฉะนั้นบทบาทของย่อหน้านี้เพื่อ ขยายความย่อหน้าที่มาก่อน จะเห็นว่าเป็นประเด็นเดียวกัน

ย่อหน้าที่ 6 :

คุณจักรพงษ์ : คือชาวเอสกิโมได้เลือกสิ่งที่เหมาะสม ตรงนี้ที่เขาอธิบายมาตรงนี้ ชาวเอสกิโมได้เลือกสิ่งที่เหมาะสมภายใต้ความจำกัดของสภาพแวดล้อมของเขานี้ ซึ่งคนเผ่าอื่นและเราไม่ถูกบีบบังคับให้ต้องเลือก ดังนั้น ในเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือ ชาวเอสกิโมมิได้มีคุณค่าทางจริยธรรมต่างกับพวกเราเลย และเขาก็มีการเสริมเพื่อให้ข้อสรุปนี้หนักแน่นขึ้น

อาจารย์ : อันนี้มันก็คือทั้งหมด คือเรื่องนี้เค้าเล่าว่า ทำไมเรื่องฆ่าเด็กผู้หญิง เพราะว่าคนหาอาหารเป็นเด็กผู้ชายคือผู้ชาย ผู้ชายทุกคนหาอาหาร แล้วคนหาอาหารนี้ประสบปัญหาตาย หรือบาดเจ็บง่าย เพราะฉะนั้น ถ้าฆ่าเด็กผู้ชายนี้แปลว่าก็คือจำนวนคนหาอาหารมันจะน้อย เลยต้องฆ่าเด็กหญิง แต่ถ้าไม่ฆ่าเด็กหญิง จำนวนของผู้หญิงจะมีมากกว่า พอผู้หญิงมีมากกว่าก็แปลว่า คนกินก็มีมาก คนหามีน้อย คนหาคงหาไม่ไหว สังคม… นี่คือประเด็นย่อหน้านี้ แล้วมันเกี่ยวกับย่อหน้าที่มาก่อนอย่างไร

คุณฐิตินันท์ : …

อาจารย์ : เรื่องฆ่าเด็ก มันเกี่ยวกับย่อหน้าที่มาก่อนอย่างไร คือเกี่ยวกับ As in many "primitive" societies, คืออันนี้ดูความสัมพันธ์ เมื่อสักครู่นี้เราดูความสัมพันธ์ระหว่าง As in many "primitive" societies, กับ Consider the Eskimos again. สองอันนี้สัมพันธ์กันคือ As in many "primitive" societies, มันมาเป็นตัวอย่างขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับความยากลำบากทางสิ่งแวดล้อมของชาวเอสกิโม และย่อหน้าที่ขึ้นด้วย Infant girls สัมพันธ์กับย่อหน้าที่มาก่อนอย่างไร คือเป็นตัวอย่างเพิ่มใช่มั๊ยครับ As in many "primitive" societies, ก็เป็นตัวอย่าง Infant girls are more readily disposed ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ของความยากลำบากทางสิ่งแวดล้อม

ย่อหน้าที่ 7 :

พระสุริยัน : การฆ่าทารกของพวกเอสกิโม การฆ่าเด็กผู้หญิงนี้ไม่ได้เป็นทางเลือกแรก คือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะต้องทำ เพราะว่าจำนวนประชากรหรือว่าจำนวนเด็กมันจะไม่สมดุลกัน มันจะโยงไปถึงว่า ถ้าเด็กผู้หญิงมาก คนกินเยอะ แต่ถ้าเด็กผู้หญิงมาก คนกินเยอะ

อาจารย์ : อันนั้นมันย่อหน้าก่อน ไม่เอา เอาย่อหน้านี้สิครับ คือย่อหน้านี้ตอนต้นท่านถูกแล้ว แล้วท่านก็ออกไปเรื่อง… So among the Eskimos, ยังงัยนะครับ

พระสุริยัน : การฆ่าเด็กของพวกเอสกิโม มันไม่ได้เป็นทัศนคติพื้นฐานที่ดีต่อเด็ก

อาจารย์ : แล้วยังงัยต่อครับ

พระสุริยัน : ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากสังคมอื่นมากนัก เพราะไม่มีสิ่งที่จะไปวัดได้ว่าการกระทำของเขานั้นจะถูกหรือผิด

อาจารย์ : ที่จริงเขาแย้ง Cultural Relativism อยู่ เพราะฉะนั้น ไปบอกไม่ได้ว่าเขาถูกหรือผิดมันก็เลยไม่แย้งเขา มันยังไม่ใช่ คือที่ท่านพูดตอนต้นว่าไม่ใช่ทางเลือกแรก มันเป็นประเด็น ก็คือว่า ชาวเอสกิโมไม่ได้ถือว่าการฆ่าเด็ก คือไม่ได้มีทรรศนะเกี่ยวกับเด็ก หรือคุณค่าเกี่ยวกับเด็กที่ต่างไปจากสังคมอื่น แต่เขาต้องฆ่าเด็กเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว และทำไมถึงคิดว่าไอ้ที่ถูกของพวกเอสกิโมเนี่ยไม่ต่างไป เขาก็ยกตัวอย่างเช่น การฆ่าไม่ใช่ first option, ไม่ใช่ทางเลือกแรก หรือว่าเช่นบางทีไม่ฆ่าแต่ยกให้คนอื่นไปเลี้ยงก็มี จากตรงนี้ เขาเลยบอกว่า สิ่งที่คุณจักรพงษ์พูดเมื่อสักครู่นี้ พูดใหม่สิครับ

คุณจักรพงษ์ : ชาวเอสกิโมได้เลือกสิ่งที่เหมาะสมภายใต้ความจำกัดของสภาพแวดล้อม ซึ่งคนเผ่าอื่นและเราไม่ถูกบีบบังคับให้ต้องเลือก ดังนั้น ในเรื่องนี้ชาวเอสกิโมมิได้มีคุณค่าทางจริยธรรมต่างจากพวกเราเลย

อาจารย์ : เอ่อครับ อย่างนั้นนะครับ ไปต่อเลยนะครับ คือในที่สุดเขาก็บอกว่า เพราะฉะนั้นอย่าให้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมมาหลอกเรา ให้พิจารณาไปสู่ปัจจัยอื่น ๆ ให้ลึกขึ้นไป ใช่มั๊ยครับ

 

HOW ALL CULTURES HAVE SOME VALUES IN COMMON

          ย่อหน้าที่ 1 :

อาจารย์ : คุณนิพนธ์ครับ It should not be surprising that, นี้มีประเด็นอะไรบ้าง

คุณนิพนธ์ : …

อาจารย์ : ยังไม่ถึงหรือครับ เอาคุณยุติพงษ์

คุณยุติพงษ์ : …

อาจารย์ : ใครถึงแล้วมั่งครับ

คุณจักรพงษ์ : ทุกวัฒนธรรม ก็คือนี่เขาจะพูดเกี่ยวกับว่า ทุกวัฒนธรรมมีคุณค่าบางอย่างร่วมกันได้อย่างไรตรงนี้ก็คือ จุดที่เขาจะเน้นก็คือ rules ก็คือบรรทัดฐาน ตรงตัวเอียงให้ดูตัวเอียงตรงย่อหน้าสุดท้าย มันจะสรุป นี่ก็คือการยกตัวอย่างของเขาเพื่อเสริมข้อสรุปของเขา ตัวเอียงเขาจะบอกตรงย่อหน้าสุดท้ายว่า There is a general theoretical point here, namely, that there are some moral rules that all societies ตรงนี้เขาก็จะบอกว่า because เพราะบรรทัดฐานของสังคมนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อ ที่จะคล้าย ๆ control ควบคุมคนในสังคมเนี่ย เพื่อให้มีบรรทัดฐาน อะไรประมาณนี้แหละอาจารย์

อาจารย์ : เกือบ ๆ นะครับ ในย่อหน้าแรกนี้ประเด็นก็คือว่าตรงนี้ How could a group survive that did not value its young ? ประเด็นก็คือว่า จะบอกได้อย่างไรว่า ชาวเอสกิโมไม่ให้ความสำคัญกับเด็ก ก็เด็กมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของกลุ่มอันนี้ก็คือประเด็นของย่อหน้านี้นี่เอง

           ย่อหน้าที่ 2 :

อาจารย์ : ก็เป็นการยกตัวอย่าง เขายกตัวอย่างเรื่องการพูดความจริงว่า ถ้าสังคมไหนไม่พูดความจริงสังคมนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ exists ไม่ได้ หรือ survive ไม่ได้ และพอไปอีกย่อหน้าหนึ่งก็คือ บอกว่าสังคมจะ exists หรือ survive ไม่ได้ ยอมให้คนฆาตกรรมกันเล่นเขาก็บอกว่า สมมติว่าในกลุ่มสังคมนั้นมีการรวมตัวกันโดยกำหนดว่า ไอ้กลุ่มเล็กที่รวมตัวกันเนี่ยจะไม่ฆ่ากัน มันก็หมายความอย่างเดิมคือมันก็มีการกำหนดคุณค่าทางศีลธรรมที่เหมือนกับสังคมของเรา คือไม่ฆ่ากันเพื่อให้สังคมอยู่รอด เพราะฉะนั้นก็จะมาถึงที่คุณจักรพงษ์พูดคือว่า moral rules ที่ทุก ๆ สังคมมีร่วมกันมันมาจากความจำเป็นที่จะทำให้สังคมอยู่รอด ทำให้สังคม survive หรือ exists นั่นเอง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าทำไมสังคมถึงมีคุณค่าร่วมกันได้ ทำไมครับ ตกลงทำไมสังคมถึงมีคุณค่าร่วมกันได้ทั้ง ๆ ที่ต่างกัน เช่น เอสกิโม อเมริกา

คุณทรงศักดิ์ : เพื่อให้สังคมอยู่รอด

เดี๋ยวจะสรุปภาพว่า ทำไมงานเขียนของ James Rachels จึงเป็นตัวอย่างของการประเมินการอ้างเหตุผลที่ดี

1.) เขาหาชุดการอ้างเหตุผลให้เรา ถ้าดูที่หน้า 14 คอลัมภ์ขวาที่ (1.) Different cultures have different moral codes. (2.) Therefore, there is no objective "truth" in morality. … เขาหาให้เราเลยและเมื่อหาให้แล้ว

2.) เขาประเมินความสัมพันธ์ระหว่างข้ออ้าง-ข้อสรุป เขาจะประเมิน Validity ให้นั่นเอง ก็คือส่วนการประเมิน Validity ก็อยู่ในหน้า 14 และสิ่งที่เขาทำต่อไปก็คือ

3.) เขาบอกว่า ถ้ายอมรับทั้งหมดนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น คือประเมินผลที่ตามมาจากการยอมรับ เพื่อเป็นวิธีประเมินอีกวิธีหนึ่ง

4.) เขาประเมินข้ออ้างให้เรา

ครบกระบวนการเลยใช่มั๊ย ถ้าจำได้ที่เรียนไปตอนซัมเมอร์ที่แล้ว การประเมินก็อย่างนี้คือ

1.) หาชุดการอ้างเหตุผลให้ได้

2.) ประเมิน Validity คือความสัมพันธ์ระหว่างข้ออ้าง-ข้อสรุป ว่ามันมีความสัมพันธ์เชิงตรรกะกันหรือไม่ จริงหรือไม่ว่าถ้าข้ออ้างจริงแล้ว ข้อสรุปต้องจริง ต้องใช้คำว่า "ถ้า" เพราะมันเป็นเรื่องโครงสร้างเท่านั้น ถ้าข้ออ้างจริง ข้อสรุปต้องจริง เป็นการประเมิน Validity

3.) เป็นการประเมินว่าถ้ายอมรับทั้งหมดจะเกิดอะไรตามมา ถ้าบังเอิญมันเกิดผลเสียตามมาก็ต้องปฏิเสธอันนี้ไป เช่น ถ้ายอมรับข้อสรุป ที่จริงคำว่าทั้งหมดกับข้อสรุปก็คืออันเดียวกัน เพราะว่าทั้งหมดมันมุ่งมาสู่ข้อสรุป เช่น ถ้ายอมรับว่าไม่มีเกณฑ์กลางทางศีลธรรมก็มีปัญหาหลายอย่าง เช่น ถ้าเราเห็นสังคมอื่นทำสิ่งที่เราเห็นว่าทารุณโหดร้าย เราก็วิจารณ์เขาไม่ได้ เราจะปฏิรูปสังคมเราก็ไม่ได้ อะไรอย่างนี้ เป็นกฎเกณฑ์ที่ตามมา

4.) เขาสิ่งที่ทำวันนี้คือเขาประเมินผลข้ออ้าง ข้ออ้างแรก Different cultures have different moral codes. เขาประเมินว่า Different เนี่ยมัน different อย่างไร เป็น different ที่ทำให้สรุปมาสู่เรื่องของสถานะทางศีลธรรมได้หรือไม่ ทำครบถ้วนอย่างนี้

สงสัยอะไรมั๊ยครับ Validity นี้ก็คือ ถ้าข้ออ้างจริง ข้อสรุปต้องจริง,

พระภาสกรณ์ : ตรงนี้ข้ออ้างมันคืออะไร เพราะว่ามันมีความแตกต่างกันทางความเชื่อทางวัฒนธรรมจริง ก็ยังสงสัยว่า แล้วทำไม่มันสมเหตุสมผล

อาจารย์ : ข้ออ้างจริงคือ มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมจริง แต่ถ้ามีความแตกต่างทางวัฒนธรรม เราอาจจะสรุปได้ว่า มีที่ถูกผิด กับสรุปได้ว่าไม่มีใครถูกใครผิดเลย เราไปได้สองทาง แต่ทำไมคนที่ยึดถือสัมพัทธนิยมสรุปว่าไม่มีถูกไม่มีผิด มันไม่มีเหตุผลใช่มั๊ย ก็แปลว่าข้อสรุปไม่ได้ตามมาจากข้ออ้าง

อย่างดู example ที่เขายกมาง่าย ๆ ว่า เช่น สังคมหนึ่งเชื่อว่าโลกกลม สังคมหนึ่งเชื่อว่าโลกแบน อันนี้เราจะสรุปว่าเพราะฉะนั้นไม่มีสังคมใดเชื่อถูกเชื่อผิดหรือไม่ เราก็ไม่สรุป เพราะเราเชื่ออยู่แล้วว่าโลกมันกลม โลกกลมนี้เป็น objective truth เช่นเดียวกัน เมื่อถามว่า จากข้ออ้างที่ว่า สังคมหนึ่งเชื่อว่าฆ่าเด็กถูก อีกสังคมหนึ่งเชื่อว่าฆ่าเด็กผิด แล้วเอามาสรุปว่าไม่มีใครผิดใครถูก ทำไมเขายอมรับ มันไม่มีเหตุผล ทำไมเขาไม่ยอมรับเหมือนเรื่องโลกกลมโลกแบนว่ามีสังคมหนึ่งเท่านั้นที่เชื่อถูก อีกสังคมหนึ่งเชื่อผิด แต่ว่าข้อสรุปไม่ได้ตามมาจากข้ออ้าง เพราะเรายังเลือกได้อยู่ว่ามันเป็นอย่างนั้นหรือไม่

พระภาสกรณ์ : แล้วข้ออ้างที่สองคืออะไร

อาจารย์ : คือในที่นี้เขาไม่ได้เขียนออกมา และเราก็ไม่ได้หา แต่ปกติมันจะมีอยู่ 3 อัน อาจารย์ก็เขียนให้มันครบสูตรเท่านั้นเอง

พระภาสกรณ์ : จากที่ดูมีข้ออ้างเดียวแล้วก็เค้าสรุปเลย พวกทฤษฎีสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมแล้วสรุปเลย

อาจารย์ : วัฒนธรรมที่ต่างกันมีบรรทัดฐานทางศีลธรรมที่ต่างกัน และเขาสรุปว่า เพราะฉะนั้นไม่มีบรรทัดฐานทางศีลธรรมที่ถูกแบบเป็นวัตถุวิสัย ไอ้ตัวที่หายไปมันคืออะไร ก็ลองดู เหมือนกับที่บอกว่า ถ้าฝนตก รถก็ติด เราบอกรถติด ที่หายไปคือฝนตก เนี่ยลองหาที่หายไปดู ก็จะเห็นได้ว่าเราสามารถจะแย้งเขาได้กระชับกว่านี้ ลองที่หายไปดู ว่าอะไรมันหายไป อะไรที่ทำให้ข้อ 1. กระโดดมาข้อ 2 ได้

ท่านสันติ : อ.ครับอธิบาย sound ให้ฟังอีกครั้งได้ม๊ยครับ

อาจารย์ : อธิบายเรื่อง SOUND ประกอบด้วย TRUTH กับ VALIDITY มันต้อง TRUTH และ VALIDITY ถึงจะ SOUND

- TRUTH ก็คือข้ออ้างจริง เพราะความจริงเป็นคุณสมบัติของข้อความเท่านั้น

- VALIDITY ก็คือ ข้ออ้างและข้อสรุปสัมพันธ์กันในลักษณะที่ว่า ถ้าข้ออ้างจริงข้อสรุปต้องจริง และถ้าข้ออ้างก็จริงหมด และถ้าข้ออ้างจริงข้อสรุปก็จริง ก็ถือว่า SOUND

อันนี้ข้ออ้างจริง แต่ว่ามีปัญหาที่ว่าจากข้ออ้างเนี่ยไม่มีความสัมพันธ์เชิงตรรกะกับข้อสรุป คือจะบอกว่าข้อสรุปไม่จริงไม่ได้เพราะเป็นประเด็นที่บทความนันแสดงอยู่ คือเราจะรู้ว่าข้อสรุปใช้ได้หรือไม่ได้ต้องดูที่ข้ออ้าง เพราะฉะนั้นคำว่า truth ก็คือดูที่ข้ออ้างว่าข้ออ้างจริง ถึงบอกว่า "ถ้า" …นึกไม่ออก

จะยกที่ invalid ให้ดู

ถ้าฝนตกรถก็ติด R -----> C
และถ้าบอกฝนตก C
สรุป-รถติด C

กับ

ถ้าฝนตกรถก็ติด R -----> C
รถติด C
สรุป-ฝนตกรถติด R

เรามาดู Validity กัน ถ้าสมมติอันนี้จริง (รถติด) อันนี้จะต้องจริงมั๊ย (ฝนตก) - ไม่จริง เพราะว่ามันอาจจะ R หรือ Not R มันไม่ Valid คือ

- ถ้าฝนตกรถก็ติด ฝนตก รถมันก็ต้องติด เพราะว่ารถติดเป็นผลของฝนตก

- ถ้าฝนตกรถก็ติด รถติด สรุปไม่ได้ว่าในฝนตก ฝนมันอาจจะตกหรือไม่ตกก็ได้ เพราะว่ารถติดอาจจะเป็นผลของสิ่งอื่นมากไปกว่าฝนตก นี่เป็นผลของอุบัติเหตุก็ได้ นี่ก็เหมือนกันถ้า

สมมติถ้ามีความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็มีทรรศนะเกี่ยวกับศีลธรรมที่ต่างออกไป และบอกว่ามันต้องมีอะไรอีกอันหนึ่งที่ทำให้สรุปว่าไม่มี objective validity เราลองมาดูโลกกลมโลกแบนก่อน สมมติบอกว่า สังคมหนึ่งเชื่อว่าโลกกลมอีกสังคมหนึ่งเชื่อว่าโลกไม่กลม เลยสรุปว่าโลกกลมหรือโลกไม่กลมก็ได้ อย่างนี้ไม่มีใครเชื่อ เพราะว่าเราคิดว่า มี object truth ว่าโลกกลม อันนี้ก็เหมือนกัน (เรื่องรถติด) เพราะฉะนั้นเราก็จะได้สรุปอย่างนี้

อันนี้ก็เหมือนกัน บอกว่าคนนึงเชื่อว่าฆ่าเด็กได้ และอีกคนนึงเชื่อว่าฆ่าเด็กไม่ได้ ทำไมเขาถึงสรุปว่า เชื่อยังงัยก็ได้ ทำไมเขาไม่สรุปเหมือนเรื่องโลกกลมว่าต้องเชื่อว่าโลกกลมอย่างเดียว มันมีเหตุผลมั๊ย เพราะรับไว้ก่อนว่ามันเป็น objective ใช่มั๊ย ก็แปลว่ามันไม่มีเหตุผลให้สรุปงัย เหมือนโลกกลมโลกแบน อันนี้ก็เหมือนกันทำไมถึงเชื่อว่า แล้วจึงสรุปว่าฝนตก ทั้ง ๆ ที่รถติด แล้วจะสรุปว่าฝนตกหรือฝนไม่ตกก็ได้ เขาเอาอะไรมาบอก มันสรุปไม่ได้ นี้ก็เหมือนกันทำไมเชื่อว่าฆ่าเด็กได้ กับเชื่อว่าฆ่าเด็กไม่ได้แล้วสรุปว่าไม่มีใครผิดใครถูก เอาอะไรมาสรุป ทำไมไม่สรุปเหมือนโลกกลมโลกแบนว่า โลกกลมเท่านั้น ต้องมีคนนึงผิดคนนึงถูก คือตรงนี้บอกไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ valid นั่นเอง ข้อสรุปไม่ได้ตามมาจากข้ออ้างเหมือนกับ ข้อสรุปที่ว่าฝนตก ไม่ได้ตามมาจากข้ออ้างว่าเพราะรถติด เพราะรถติดมันไม่ได้จำเป็นต้องฝนตกเสมอไป ไม่ได้ตามมา นี่ก็เลยบอกว่าไม่ valid และอีกอันนึงที่ทำคือดูที่ผลของมันแล้วก็สรุป และอีกอันนึงคือดูที่การประเมินข้ออ้างที่เราดูกันในวันนี้

นี่ก็คือขั้นตอนต่าง ๆ ของการประเมินการอ้างเหตุผลนั่นเอง ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นการทบทวนด้วย อย่างแรกก็คือขั้นตอนทำความเข้าใจ ก็คือ หาชุดการอ้างเหตุผลออกมาให้ได้ ซึ่งเรากลับไปหาเป็นการบ้านดูว่าข้อ 2 ที่หายไปมันน่าจะเป็นอะไร และจะเห็นได้ว่าถ้าหาได้เราจะประเมินได้รวบรัดกว่านี้ สมมติว่าหาได้ ขั้นตอนต่อไปคือดู validity แล้วก็ดู อาจจะดู consequence คือการดูผลที่ตามมาจากการยอมรับข้อสรุปนี่ไม่ใช้ทุกกรณีที่เราจะดูได้ แต่กรณีนี่เราดูได้ครบพอดี อาจารย์เลยยกมา แล้วอีกอันนึงคือประเมินที่ข้ออ้างตรง ๆ เลย ประเมินเลยว่าข้ออ้างนี้มันน่าเชื่อถือหรือไม่ บางทีการประเมินที่ข้ออ้างนี้ง่ายมาก เช่น ไปเปิดสถิติดูแล้วก็ประเมิน หรือไปเอารูปถ่ายมาแล้วประเมิน บางทีมันเป็นเรื่องข้อเท็จจริง แต่บางทีก็เป็นเรื่องของเหตุผลอย่างที่ทำกันในวันนี้ว่า เขาสามารถหากลักเกณฑ์ที่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมต่าง ๆ จะมีร่วมกันได้ จึงไปลดไปน้ำหนักของข้ออ้างลง

คำว่า object truth เข้าใจมั๊ย??? ความเป็นจริงที่เป็นวัตถุวิสัย

คำว่า (im) plausible นี้เป็นคำธรรมดา แต่บางทีคนจะใช้แทนกับอันนี้ เพราะสมัยนี้คนไม่ค่อยเชื่อในความจริง คือไม่แน่ใจว่าจะหาได้ แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่เห็นว่าตัวเองทำอะไรเกี่ยวกับความจริง เพราะฉะนั้นเลยเลี่ยง เพราะฉะนั้น plausible คือ น่าเชื่อถือ ถ้า implausible ก็แปลว่าไม่น่าเชื่อถือนั่นเอง เป็นคำกลาง ๆ การบอกว่า Cultural Relativism ไม่ plausible ก็แปลว่ามันไม่น่าเชื่อถือนั่นเอง และทำไมมันไม่น่าเชื่อถือ ก็คือเขาประเมิน 3 อย่าง - validity ก็ไม่ผ่าน, consequence ก็ไม่ผ่าน, ประเมินข้ออ้างคืออันเลข 4 ก็ไม่ผ่าน มันก็เลย implausible ไม่น่าเชื่อถือนั่นเอง

…คือโลกกลมโลกแบน หรือเชื่อว่าเด็กได้ เชื่อว่าฆ่าเด็กไม่ได้ มีความสัมพันธ์กันในลักษณะเป็น counterexample คือตัวอย่างแย้งซึ่งกันและกัน สิ่งที่เป็นตัวอย่างแย้งซึ่งกันและกันมีอยู่ 2 ประเภท แต่ประเภทที่เราพูดถึงก็คือ มันมีโครงสร้างการอ้างเหตุผลเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าอาจารย์หาข้ออ้างที่ 2 ของโลกกลมโลกแบนให้ก็จะเห็นข้ออ้างที่ 2 ของที่อาจารย์ให้กลับไปหา เพราฉะนั้นมันมีโครงสร้างเดียวกัน ถ้าให้ให้ก็เสร็จก็เลยยังไม่หา ให้ไปหาเอง

ครั้งที่แล้วที่ให้เขียนเป็น CONCEPT MAP มันคือความสัมพันธ์ระหว่างย่อหน้า คือปกติถ้าเขียน อยู่กับบ้านแล้วเขียนอย่างนั้นออกมาได้จะเป็นประโยชน์มาก เช่นเขียนไว้ข้างหลังเวลาเราจะมาอ่านทบทวนก็อ่านข้างหลังก่อน แล้วค่อยมาอ่านข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครทำวิทยานิพนธ์แล้วทำอย่างนี้ได้จะย่นระยะเวลาได้มาก อันนั้นก็เป็นแบบนึง แต่พอเราได้ CONCEPT MAP แบบนั้นแล้วเราถึงจะมาเห็นแบบนี้ได้ชัดเจน เพราะว่าเราจะจับกลุ่มสิ่งต่าง ๆ ได้ เราก็เห็นได้ว่าในหน้า 14 มันมี 2 อัน พอไปหน้า 15 ก็เป็นข้อ 3 แล้วพอขึ้นหน้า 16 เป็นต้นไปก็คือข้อ 4 มีอยู่แค่นี้เองมันเป็นกลุ่มอย่างนี้ อย่าลืมว่า validity คือถ้าข้ออ้างจริงข้อสรุปต้องจริง แต่จริง ๆ แล้วข้ออ้างจริงรึเปล่าไม่รู้ คือให้ใช้ "ถ้า, สมมติว่า" ข้ออ้างจริงข้อสรุปต้องจริง แต่จริง ๆ มันจะจริงรึเปล่าไม่รู้ เช่น ถ้าฝนตกหนักฝนก็ตก ฝนตกหนัก เพราะฉะนั้นฝนตก แต่ตอนนี้ฝนไม่ตกเลย อาจารย์ก็บอกว่าสมมติว่าถ้าฝนตกหนักฝนมันก็ต้องตก และสมมติว่าฝนกำลังตกหนักอยู่ เพราะฉะนั้นสรุป จำเป็นต้องสรุปอยู่เสมอมั๊ยว่าฝนตก คำตอบคือจำเป็น สมมติว่าข้ออ้างทั้งหมดจริง ข้อสรุปมันก็ต้องจริงไปด้วย แต่ในความเป็นจริง, ในข้อเท็จจริงแล้วบางทีข้ออ้างมันยังไม่จริง เพราะฝนมันยังไม่ตก คือ validity เป็นเรื่องสมมติ "ถ้า" ก็อย่างนี้ ถ้าเข้าใจแล้วก็ให้การบ้านคือให้ไปทำอันนี้มา แล้วก็เวลาส่งให้ส่งงานที่ทำวันนี้ในห้องด้วย ให้เอากลับไปหาเวลาทำเพื่อเทียบแล้วก็เขียนมา (เพื่อให้คุณคุ้นเคยกับกระบวนการประเมินด้วยเหตุผล ทำเป็นขั้นเป็นตอน ว่าตอบแรกเสนอชุดการอ้างเหตุผลของสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมอย่างไร แล้วประเมินขั้นแรกคือประเมิน Validity ประเมินอย่างไรด้วยหลักการอย่างไร, ประเมินขั้นที่สองคือประเมินเรื่อง consequence เขาประเมินอย่างไรด้วยหลักการอะไร อย่างที่การบ้านที่ส่งมาวันนี้ยังไม่เขียนหลักการการประเมินมาให้, และข้อสี่ เขาประเมินข้ออ้างอย่างไร) และทำอันนี้หมด เชื่อว่าถ้าเห็นภาพกว้างของการใช้เหตุผล หรือการประเมินชุดการอ้างเหตุผล.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 7:26 PM