วัฒนกร เรืองจินดาวลัย : ใน What is Ethics? นี้จะพูดอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน คือ
1. Ethics and Morality
2. วิธีการศึกษาทางจริยศาสตร์
3. Customary Morality and Reflective Morality
ผมจะพูดในหัวข้อแรก คือ Ethics and Morality ไม่เชิงแปลมา แต่เป็นการสรุปและก็วิเคราะห์มาตามที่ผมเข้าใจ Morality หรือว่าศีลธรรม หรืออาจจะแปลว่าจริยธรรม มันคลุมทั้งความหมายในที่นี้เขาจะบอกไว้ว่า Moral judgment of conduct, Standards of conduct, Rule of conduct นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าจรายธรรมมันคลุมถึงการตัดสินทางจริยธรรมของการกระทำ หรือมาตรฐานของการกระทำ หรือว่าหลักเกณฑ์ของการกระทำ ในส่วนนี้จะพูดถึง 3 ประเด็นว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง
Morality มันแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ Actual judgment กับ Ideal judgment, Actual standard กับ Ideal standard, Actual Rule กับ Ideal Rule แบ่งเป็น 6 ข้อด้วยกัน
Actual judgment คือ การตัดสินที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ที่เราพบเห็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวาน ผมไปดูเรื่อง American Pie เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ของคนอเมริกัน ลองคิดดูซิครับในการตัดสินความเป็นจริง เอาในสังคมไทย การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ถ้าเป็นวัฒนธรรมไทยเราก็บอกว่า มันไม่ดี เราก็ตัดสินว่า ทำผิด แต่ว่าในอุดมคติ บางคนอาจจะบอกว่าไม่ผิด มันก็เป็นการตัดสินเชิงอุดมคติตามที่ผมเข้าใจ สรุปว่า การตัดสิน เราตัดสินในกรณีว่า การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนมันเป็นสิ่งที่ผิด คือตามที่มันเป็นจริง มันเป็นการผิดศีลธรรม การผิดหลักจริยธรรมอะไรต่างๆ เราตัดสินว่า มันผิด อาจจะมีบางคนบอกว่า เรื่องนี้มันไม่ผิด มันทำได้
Ideal judgment หมายถึงว่า เป็นการตัดสินเชิงอุดมคติ ผมขอยกตัวอย่าง เรื่องของคานที คานทีตัดสินทุกอย่างว่า การใช้ความรุนแรงจะไม่ถูก ผิดหมด การใช้ความรุนแรงเป็นการกระทำที่ไม่ควรทำ
ส่วน Standard หรือว่า มาตรฐานที่มันเกิดขึ้นจริงๆคงจะไม่ของอธิบายเพราะตัวผมเองยังไม่เข้าใจ
Rule of conduct คือ หลักเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติที่เป็นจริง Actual Rule หรือหลักเกณฑ์ความประพฤติที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย อย่างเรื่องของการแก้ปัญหา Mob ที่มาประท้วง Mob ใช้วิธีการอย่างไรในการเรียกร้องรัฐบาล ผมเรียกว่า เป็นความไม่เรียบร้อย เป็นความรุนแรงก็ได้ นี่คือหลักเกณฑ์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่มันเกิดขึ้นทั่วโลก ทีนี้ Ideal Rule หลักเกณฑ์ที่เป็นอุดมคติ คือ อย่างคานที่บอกว่า การประท้วง อำนาจที่มีพลังมหาศาลมากกว่าความรุนแรงคือการไม่ใช้ความรุนแรง มันเป็นสิ่งที่ยากกว่าความรุนแรง เราสามารถที่จะแสดงความรุนแรงออกไปอย่างตรงๆ ได้ แต่ว่าเราทำสิ่งที่เราควบคุมไม่ให้ด่าใครมันเป็นสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือหลักเกณฑ์ในอุดมคติที่อยากให้คนในโลกใช้กัน นอกจากนี้ในส่วนนี้เขาพูดถึงเรื่องนี้ แล้เขาก็เชื่อมโยงต่อไปอีก Moral judgment หลักเกณฑ์ตัดสินเรื่องจริยธรรมมันเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง เป็นประเด็นที่สอง ผมขอย้ำว่า ประเด็นแรกผมดูดถึงว่า Morality เขาแบ่งเป็น Actual กับ Ideal และมันก็ครอบคลุมทั้ง 3 ประเด็นที่พูดมา
ประเด็นที่สอง ก็คือว่า Moral judgment มันเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง การตัดสินทางจริยธรรมนี้ เพื่อนๆ คิดว่าเกี่ยวกับอะไรบ้าง มันเกี่ยวกับการกระทำ การตัดสินมันตัดสินจากอะไร ดูจากอะไร มันมีวิธีดู 3 อย่าง คือ ดูที่การกระทำ (Action) ดูที่แรงจูงใจ (Motive) ดูที่เหตุผลทั้งหมด (All reasons) และก็เกี่ยวกับ Character traits ผมขอแปลว่าสันดาน บางคนอาจจะแปลว่า ลักษณะนิสัย แต่ว่าผมจะแปลว่า สันดาน เพราะมันให้ภาพที่ชัดเจน การตัดสินทางจริยธรรมนี้ มันก็เกี่ยวข้องกับที่บอกแล้ว คือ Action, Motive และก็ Character traits Action judgment, Motive judgment, Character traits judgment มันก็ต้องประยุกต์จาก Moral Norm ก็คือหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม และหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมมันมาจากไหน มันมีประเภท มันก็แบ่งแยกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ Rule of conduct and Standard of evaluation
Rule of conduct ก็คือหลักเกณฑ์ในการประพฤติ Standard of evaluation ก็คือมาตรฐานการประเมินทางจริยธรรม Rule of conduct มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของ Action ส่วน Standard of evaluation มันจะเกี่ยวข้องกับ Motive และก็ Character traits
จริยธรรมมันจะคลุมทั้ง 3 ประเด็น คือ Moral judgment of conduct, Standards of conduct, Rule of conduct แล้วที่นี้ Morality มันก็แบ่งเป็น 2 ประเภท ก็คือ Actual คือที่มันเกิดขึ้นจริงๆ กับ Ideal ที่มันเป็นอุดมคติ แล้วก็เอา 2 ตัวนี้ไปจับอันนี้มา ก็คือ Actual Moral judgment การตัดสินที่มันเป็นจริงกับ Ideal Moral judgment และก็ Actual standard มาตรฐานที่เกิดขึ้นจริงๆ กับ Ideal standard of conduct แล้วก็ 3 ตัวนี้ มันก็ไปเกี่ยวกับ Moral Norm การตัดสินเขาก็เอามาเป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินของ Moral Norm และ Moral Norm แบ่งออกไปอีก 2 ประเภท คือ Rule of conduct และไปตัดสินเรื่องของ
การตัดสินทางจริยธรรมมันก็ตัดสินอยู่ 3 อย่าง ดูที่การกระทำ ดูที่แรงจูงใจ และก็ดูที่ลักษณะนิสัย (Character traits) Action มันจะเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ Rule of conducts แล้ว Motive หรือว่า Character traits มันจะเกี่ยวข้องในการประเมิน Standard of evaluation เรื่อง Rule of conducts จะบอกว่าในสถานการณ์หนึ่งๆ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ Standard of evaluation จะบอกว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด อะไรมีคุณค่าในการกระทำ อะไรไม่มีคุณค่าในการกระทำ อันนี้มันจะบอกเอาไว้ และก็บอกว่าบางอย่าง การกระทำที่เป็นประเภทเดี่ยวกัน (Same kind) ในสถานการณ์หนึ่งบางที่มันก็ถูก ในสถานการณ์หนึ่งบางที่มันก็ผิด ในตัวอย่างยกเอาไว้คือ การโกหก บางที่การโกหกมันก็ถูก บางที่การโกหกมันก็ผิด
ในส่วนที่สอง Descriptive, Normative, Analytic ผมจะสรุปสั้นๆ เลย ก็คือการศึกษาทางจริยศาสตร์เขาก็แบ่งเป็น 2 วิธีด้วยกัน ก็คือ การศึกษาในทางวิทยาศาสตร์ ก็เรียกว่า Descriptive Ethics และแบ่งเป็นวิธีการศึกษาทางปรัชญา เรียกว่า Normative Ethics และในทางปรัชญามันพูดถึง 2 เรื่อง คือ Analytic หรือจะเรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือ อภิจริยศาสตร์ (Metaethics) น็
ในส่วนที่สามของบทที่หนึ่ง เขาพูดเรื่อง Customary Morality and Reflective Morality ทีนี้ผมมีปัญหาในการแปล Customary ว่าจะใช้คำใดให้มันตรงกับมันดี อาจารย์ก็เลยให้ใช้คำว่า ประเพณี พอได้ Reflective คือว่า การกระทำทางจริยธรรมที่มันผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว ผ่านการคิดของเรามาแล้ว ว่ามันควรทำหรือไม่ควรทำอย่างไร หรือมันมีหลักเกณฑ์อะไรต่างๆ ในบทนี้เขาบอกว่า จุดหมายสุดท้ายของการศึกษา Motive หรือ Analytic นี้ ก็เพื่อให้สามารถเข้าถึงการวิพากษ์ หรือว่าการคิดเชิงจริยธรรมได้ จุดหมายสุดท้ายของ Motive and Analytic Ethics นี้ ก็คือการเข้าถึงการคิด วิพากษ์ วิจารณ์ และก็การเข้าถึงระบบความคิดเชิงจริยธรรม เขาบอกว่า มีเด็กเกิดเติบมาในสภาพแวดล้อม ในวัฒนธรรมหนึ่ง เขาจะมีความคิดในทางจริยธรรม หรือการตัดสินทางจริยธรรมตามสังคมที่เขาอยู่ แล้วเขาก็บอกว่า การเชื่อที่ไม่ได้ดูเหตุดูผล มันคล้ายกับว่าเป็น Dogmatic คือยึด เชื่อ คือยึดมั่นในคำสอน อีกคนหนึ่งซึ่งมีความเชื่อถือไม่แพ้กันเลย มีความคิดเชิงจริยธรรมเหมือนๆ กัน และก็เคร่งครัดเหมือนกัน ก็อาจจะเกิดความสงสัยได้ ก็กลายเป็น Skeptic เริ่มแรกมันเป็น Dogmatic ก่อน แต่ถ้าเกิดว่า เห็นคนที่เขามีความเชื่อถือเหมือนกับเรา เราก็อาจจะสงสัยในสิ่งที่เรายึดถือนี้ ก็อาจจะกลายมาเป็นพวก Skeptic คือเริ่มสงสัยในศีลธรรม จริยธรรม ว่า ความดี ความชั่ว มันมีจริงหรือเปล่า และพวก Skeptic นี้ต่อไปจะกลายเป็นพวก Amoral ได้ คือไม่เชื่ออะไรเลย ไม่มีศีลธรรม ไม่มีอะไรเลยในโลก (จบการบรรยายของวัฒนกร)
อ.กลุ่มอื่นคิดว่า ที่วัฒกรพูดมานี้มีข้อคิดเห็นอะไรไหมครับ กลุ่มท่านสาครซิครับ
ดวงเด่น อาจารย์คะ ที่พี่เขาอธิบายมาครั้งแรกก็เพื่อที่จะให้เข้าใจว่า Scope จริยศาสตร์อยู่ตรงไหน และก็ตอนหลัง ก็คือยกตัวอย่างประกอบ ทำให้เข้าใจว่านั่นคือการทำงานทางจริยศาสตร์ คือมีหน้าที่ในการตรวจสอบและก็วิพากษ์สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น อย่างเรื่อง American pie เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสังคมอเมริกันและสังคมไทย ว่าหนังเรื่องนี้ มันเป็นแค่เพียงหนังแต่มันสามารถ
ความคิดสังคมได้ (ไหนลองพูดอีกครั้งหนึ่งว่าอะไร) พระจะพูดแทน
เราเอง
ก็คือสิ่งที่คุณดวงเด่นพูดทั้งหมดก็หมายถึงว่า หน้าที่ของจริยศาสตร์ ก็คือมีหน้าที่ในการตรวจสอบ อย่างที่คุณวัฒกรยกตัวอย่างของหนังเรื่อง American pie หรือแม้กระทั่งหนังที่มีความรุนแรงอื่นๆ ผู้บริโภคคือเรานี้ดูจนเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งปกติ เพราะฉะนั้นจริยศาสตร์ก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบว่า มันถูกต้องหรือเปล่า
Virtue เป็นสิ่งที่อธิบายนิสัย สีแดงเป็นคุณสมบัติของโต๊ะได้ แต่ว่า คุณธรรมเป็นคุณสมบัติของ Character trait ถ้าแปลก็คือลักษณะนิสัย แต่อย่างที่บอกว่า ถ้านิสัยบางที่มันไม่เกี่ยวกับคุณธรรม เช่นมีนิสัยชอบเขย่าเหรียญในกางเกง ไม่เกี่ยวกับจริยธรรม ก็เลยมีคนเสนอว่า ก็แปลว่า สันดานเสียเลย เพราะพอพูดสันดาน จะนึกถึงจริยธรรมทันที แต่ว่าเราเอาสุภาพไว้ก่อน ว่านิสัย บุคลิกนิสัยว่าคนนี้ไม่ซื่อสัตย์ คนนี้ใจดี คนนี้โหดร้าย อันนี้คือคุณธรรมใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นประเด็นของคุณยุติพงษ์คือว่า
ตอนนี้เริ่มเข้ารายละเอียดแล้ว คือมีสองประเด็น เมื่อสักครู่นี้ยังแยกไม่ถูกและเมื่อสักครู่ที่คุณ วัฒกรพูดว่า Descriptive คือจริยศาสตร์ประยุกต์ก็ไม่ใช่นะครับ จริยศาสตร์ประยุกต์มันเป็นคู่ของ Normativeมันอยู่ฝั่งเดียวกัน Metaethics มันก็อยู่ฝั่งนี้ (ถ้าจะแยก Normative กับ Non-normative) คืออีกแบบหนึ่ง อันนี้ไม่ได้แยกบนพื้นฐานของ Taylor แต่แยกบนพื้นฐานหนึ่งนะ คือใช้ คำว่า Normative กับ Non-normative ถ้าใช้อย่างนั้น Metaethics จะอยู่ Non-normative แต่ว่ายังเป็นปรัชญาอยู่ ที่เป็น Non-normative เพราะศึกษา Semantic, Logic, Epistemology ของ Moral discos นั่นเอง เดี๋ยวกับมาที่ประเด็นก่อน ถ้าให้วิพากษ์ประเด็นแรกคือ ต้องบอกให้ได้ว่า สิ่งที่คุณวัฒกรพูดมันตอบสนองหัวข้อที่ตั้งไว้หรือเปล่า นั่นก็คือว่า สมมติว่าคุณไม่รู้จักการทำงานของนักจริยศาสตร์เลย พอคุณฟังคุณวัฒกรแล้วคุณเห็นภาพหรือยังว่า ตกลงนักจริยศาสตร์ทำงานกันอย่างไร อันนี้คือประเด็นแรกที่ต้องวิพากษ์ เพราะมันเป็นสมมติฐานที่ให้คุณวัฒกรมาพูดอยู่ข้างหน้านี้ คือถ้าไม่มีประเด็นนี้คุณวัฒกรก็จะนั่งอยู่ตรงนั้น อันนี้คือสิ่งแรกที่ต้องประเมิน ซึ่งท่านภาสกรณ์ก็บอกว่า คือตอนแรกกลุ่มนี้โยงเข้าประเด็นนี้ก่อน โยงเข้าหัวข้อนี้ก่อนว่า สิ่งที่คุณวัฒกรพูดเราต้องนึกถึงประเด็นว่า นักจริยศาสตร์ทำงานกันอย่างไร แล้วท่านภาสกรณ์ก็บอกว่า ท่านเห็นว่า ในส่วนที่คุณวัฒกรเสนอมานั้น ยังไม่ครบ เพราะมันยังมีอยู่แค่ส่วนที่ว่า จริยศาสตร์เป็นอย่างไรเท่านั้น แต่ยังไม่บอกว่า แล้วมันทำงานอย่างไร สมมติผมอยู่อย่างนี้แล้วตกลงผมต้องทำงานอย่างไร มันให้คำตอบไหมว่า ผมต้องทำงานอย่างไร คุณจักรพงษ์ คิดว่ามันให้คำตอบไหมว่า เราต้องทำงานอย่างไรเชิงจริยศาสตร์
ตกลงประเด็นก็คือว่า คุณวัฒกรตอบคำถามนี้ไหมครับว่า ทำให้เราเห็นภาพว่านักจริยศาสตร์ทำงานกันอย่างไร (ยังไม่เห็นภาพ) ทั้งนี้เพราะว่า (เพราะว่า คุณวัฒกรยังไม่ได้ให้คำจำกัดความว่าจริยศาสตร์มันคืออะไร) และพอไม่ให้คำจำกัดความของจริยศาสตร์แล้วทำไม ถึงสรุปว่า คุณวัฒกรยังไม่บรรลุจุดประสงค์ เพราะ
คืออันนี้รายละเอียดถูกต้องนะครับว่า ในการประยุกต์ใช้ Moral Norm จาก Conduct เราจะประยุกต์ใช้ในสองส่วนของ Conduct และในส่วนของ Consequence ของ Conduct ซึ่งอันนี้เป็นส่วนของ..of evaluation นั่นเอง
นักศึกษา ในเมื่อ Ethics มันเป็น Normative ทำไมมันต้องเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย
ชินวุฒ เพราะจริยศาสตร์ใช้หลักทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์
อ.ใครคิดว่า เท่าที่ตนเองทำมา สามารถตอบคำถามนี้ได้ ท่านอำพรถามว่า ถ้าจริยศาสตร์เป็น Normative แล้วทำไมเป็นวิทยาศาสตร์ได้
สันติ เพราะว่าวิทยาศาสตร์เป็นระบบของความรู้ที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งเราจะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์นี้มาพิสูจน์ให้กระจ่างชัดในเนื้อความทางจิตได้ (ตอบได้ยังไงว่ะ)
อ.ท่านอัมพรคิดว่าตอบไหมครับ
อัมพร ผมเข้าใจว่าถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงอย่างที่เพื่อนพูด เพราะฉะนั้น ถ้าจริยศาสตร์มันเป็นข้อเท็จจริงอย่างที่เพื่อนพูด จริยศาสตร์ก็คงเป็นวิทยาศาสตร์อย่างที่เขาว่า
อ.มีใครคิดอย่างอื่นบ้างไหมครับ
ยุติพงษ์ ผมว่ามันเป็นเรื่องจิตวิทยา คือศึกษากฎของพฤติกรรมในสังคม
อ. อันนี้ก็เป็นคำตอบส่วนหนึ่ง กลุ่มอื่นมีความเห็นอย่างไรครับ
นักศึกษา มันก็สามารถศึกษาจากประวัติศาสตร์ได้ เพราะเราศึกษาความเชื่อ ค่านิยมของใดสังคมหนึ่งได้ นั่นเป็นการศึกษาแบบเชิงพรรณนา และก็อีกอย่างหนึ่งคือศึกษาในเชิงปรัชญา
อ.เมื่อสักครู่ท่านอัมพรถามว่า Ethics เป็น Normative และทำไมเป็น วิทยาศาสตร์ได้ วิธีตอบก็คือมันอยู่คนละฝั่งอยู่แล้ว มันก็ไม่เป็น Ethics เป็น Normative แล้วทำไมเป็นวิทยาศาสตร์ได้ ก็นี้มันคนละฝั่งนะครับ มันก็คนละอย่างกัน เพราะฉะนั้น Ethics ที่เป็น Normative มันคือ Moral Philosophy, Ethics ที่วิทยาศาสตร์ศึกษาก็คือ Descriptive Ethics เพราะฉะนั้นคือตรงนี้จึงกำกวม มี 2 ความหมาย Descriptive Ethics เป็น Moral Philosophy ส่วนที่เป็น Moral Philosophy ก็เป็น Metaethics เป็น Normative Ethics และส่วนที่เป็น Descriptive Ethics ก็ใช้วิทยาศาสตร์เข้าไปศึกษา เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นคนละส่วนกัน ส่วนที่เป็น Normative Ethics ก็ไม่มีวันที่จะเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปศึกษาได้ เพราะมันอยู่ใน Moral Philosophy เป็นปรัชญา เพราะฉะนั้นส่วนที่หลายท่านตอบมามันก็จะอยู่ในตรงนี้ว่า Descriptive กับวิทยาศาสตร์สัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งก็ตอบถูกทุกคน แต่ประเด็นก็คือว่า อันนี้กับอันนี้มันไม่สัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้นวันหลังถามมาให้ดูคำถามด้วย
นักศึกษา เราจะเอาตัวอะไรไปประเมินอย่างไรว่ามันเป็นจริยศาสตร์ เพราะว่า เขาบอกว่าให้ไปดูที่กฎ ที่ไปตัดสิน ที่นี้ผลที่เกิดขึ้นมันขาดขั้นตอนการประเมิน ว่ามันเป็นศีลธรรม จริยธรรมอย่างไร คือว่าเราจะเอามาตรฐานหรือกฎเกณฑ์อะไรไปประเมินผล ว่าถ้าเอาตัวนี้ไปประเมิน ในจะเป็นจริยศาสตร์หรืออะไร
อ. คือถามว่า Standard of Evaluation ที่มาประเมิน Consequence ของการกระทำนี้ Standard มาจากไหน ถามอย่างนี้ใช่ไหมครับหรือถามว่า
นักศึกษา เราจะประเมินว่า ผลการกระทำว่ามันดีหรือไม่ดี
อ. ว่ามันดีหรือไม่ดี Kind of Action เป็นเรื่องของ Right and Wrong ใช่ไหมครับ consequence เป็นเรื่อง Good and Bad คุณวัฒกรตอบซิครับว่าเอาอะไรมาประเมินว่าดีหรือไม่ดี
นักศึกษา อันดับแรกใช้กฎเกณฑ์ในสังคม อันดับสองใช้แนวคิดของนักจริยศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว อันที่สาม เราสามารถที่จะนำเอาทฤษฎีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ได้
ถามต่อ ใช้กฎเกณฑ์ของสังคม ที่นี้สังคมมันมีวัฒนธรรมต่างกัน ถ้าเราใช้ทฤษฎีของนักจริยศาสตร์ แต่ละคนการทำงาน ทฤษฎีของเขาแตกต่างกันอยู่แล้ว ความขัดแย้งก็ย่อมมี ที่นี้เราจะไปประเมินอย่างไร
อ. เป็นคำถามที่ดี แต่ก่อนจะไปถึงคำถามนั้นขอถามว่า สำหรับคำตอบคุณมยุเรศจะมีใครเพิ่มเติมไหมครับ หรือมีใครจะออกความเห็นว่าอย่างไร
ตอบเพิ่มเติมคุณมยุเรศ และกฎที่ใช้ควรจะเป็นกฎสากล (ใช่นะครับ และมีใครจะเพิ่มเติมไหม)
นักศึกษา อาจารย์ครับ ถ้าใช้กฎเกณฑ์ทางสังคม อย่างข่าวที่ออกมาว่า ผู้ร้ายที่เมายาบ้าแล้วจับเด็กเป็นตัวประกันแล้วฆ่าเด็ก ตำรวจมาช่วย ก็คือ ถ้าสังคมบอกว่า คนเมายาบ้ามาฆ่ามันเป็นสิ่งที่ผิด ประเด็นคือว่า ถ้าเราเอากฎเกณฑ์ของสังคมมาตัดสินว่าคนนี้เป็นคนที่ผิด จากกรณีของสังคมไทย ถ้าผู้ร้ายเมายาบ้า แต่ว่าเรามาตัดสินว่าผิด ทั้งๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจฆ่า อาจจะเกิดการพลั้ง คนที่จะช่วยชีวิตเกิดช่วยไม่ทัน
อ. ผมขอวิพากย์คำตอบคุณมยุเรศนิดเดียว คือคุณมยุเรศบอกว่าเกณฑ์นี้มาจากของสังคม คือมาจาก Actual Morality อันนี้ถูกต้อง แล้วคุณอุทัยวรรณ เสริมว่า มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละวัฒนธรรม ถูกต้อง วัฒนธรรมหรือประเพณีเป็นรูปลักษณ์ที่ Actual Morality ปรากฏตัว และแน่นอนเกณฑ์ที่สองก็คือ Ideal Morality ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นักปรัชญาพูดถึงกันอยู่ เรื่องนี้จะเป็นการใช้เหตุผลประเมินล้วนๆ อันนี้ถูกต้องว่า Standard of Evaluation จะมาจากสองอันนี้และ Rule of Conduct ก็จะมาจากสองอันนี้ด้วยนะครับ แต่คุณมยุเรศพูดเกินนิดหนึ่ง ว่า มีการประยุกต์ คือว่าแน่นอนว่า ที่มันมาจากสองอันนี้มันมาประยุกต์ใช้ในสังคม เพราะฉะนั้นการประยุกต์เป็นส่วนหนึ่งของมันอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงก็ได้ เพราะว่าการบอกว่า consequence ดีหรือไม่ดี ก็คือการประยุกต์แล้วนั่นเอง แต่ว่าถือว่าเป็นคำตอบที่ใช้ได้ คำถามของท่าน สุริยัญก็คือว่า ของสังคมก็ต่างกัน ของนักปรัชญาก็มีกันต้องหลายคนจะทำกันอย่างไร
เพิ่มอีกประเด็นก็คือว่า กฎตรงนั้นมันต้องเป็น Universal (ที่มาจาก Ideal Morality จะใช้ได้กับทุ Moral Agent เป็นกฎสากล)
นักศึกษา ให้ดูที่เจตนา เพราะเจตนาจะนำไปสู่ผล
อ. ก็เป็น Kant ทำไมเลือก Kant
นักศึกษา เพราะว่า ถ้าการกระทำนั้นเกิดจากเจตนาที่ดี การกระทำนั้นย่อมจะต้องดี ถ้าการกระทำนั้นเกิดจากเจตนาที่ไม่ดี การกระทำนั้นก็ย่อมที่จะไม่ดี
นักศึกษา อยากถามว่า เจตนาดี การกระทำมันย่อมดี แต่ถ้าเจตนาดี แต่การกระทำมันไม่ดี อย่างเช่น ตำรวจเขาเจตนาดีที่จะไปช่วยเด็ก แต่ว่าบังเอิญ มีดมันไปปาดที่คอ ผลที่ออกมามันไม่ดี แต่ว่าเจตนาเขาดี ตรงนี้จะอธิบายอย่างไร
อ. ท่านสุริยัญเห็นคุณจักรพงษ์กับคุณโยธินวิพากษ์อย่างนี้คิดว่าได้คำตอบไหมครับ เห็นว่าอะไร คำตอบคืออะไรครับ ท่านถามว่ามีตั้งหลายอัน Actual Morality ก็มีตั้งหลายอัน เพราะมีหลายวัฒนธรรม Ideal Morality ก็มีตั้งหลายทฤษฎีเสนอมา และจะเลือกอย่างไร คิดว่าพอเห็นไหม
คำตอบก็คือ การวิพากษ์เอา นั่นคือหน้าที่ของนักจริยศาสตร์หน้าที่หนึ่งนั่นเอง เพราะฉะนั้นจะเห็นแล้วว่า อันนี้ก็คือการทำหน้าที่ของนักจริยศาสตร์ Actual Morality ก็มีคือสังคมเราเอง เราก็วิพากษ์มาตรฐานทางสังคมที่มีอยู่แล้ว การวิพากษ์ก็ใช้เหตุผล และก็เป็นหน้าที่ของนักจริยศาสตร์หน้าที่หนึ่ง ตรงนี้ถ้าทฤษฎีของ Kant ก็ไม่เพียงพอ แล้วก็วิพากษ์ก็คือหน้าที่หนึ่งของนักจริยศาสตร์ใช้ไหมครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ผมก็โยงมาวิพากษ์การนำเสนอของคุณวัฒกรได้ ยังทำไม่ได้ให้เห็นภาพของนักจริยศาสตร์ นี่ไง มันก็เป็นอย่างนี้ คิดว่าใครมีประเด็นอะไรเสนอไหมครับ
นักศึกษา เคยไม่มีข้อสรุปไหมครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่ง แล้วก็วิพากษ์ และหาข้อสรุปไม่ได้
อ. ประจำเลย (และทำอย่างไร) ก็ไม่รู้ ที่จริงคำถามนี้คำตอบอยู่ใน Harris ประเด็นก็คือมันจริงที่ว่า จริยศาสตร์มันตอบคำถามบางอย่างไม่ได้ แต่มันก็ตอบได้หลายคำถามเหมือนกัน คำถามที่ตอบได้ก็เอามาแก้ปัญหาสังคมได้ แต่ประเด็นบางที่ตอนนี้มันเกินจริยศาสตร์แล้ว เช่น ถ้าตอบได้ ไม่มีคนทำก็มี แล้วจะทำอย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาใหญ่
นักศึกษา อาจารย์ครับ อาจารย์สิวลีเคยพูดว่า จริยศาสตร์ตัดสินได้แค่เพียงว่า อะไรถูก อะไรผิด ควร หรือไม่ควร
อ. ใช่ ก็คือ นั่นคือการวิพากษ์นั่นเอง คือว่า จริยธรรมง่ายๆ ในสังคม เช่น เราเดินไปกลางถนน แล้วเราเห็นเถียงพ่ออยู่ เราก็ อุทาน และก็จบ แต่ถ้าเป็นจริยศาสตร์คือต้องใช้การวิพากษ์เช่น ถ้าเราเห็นเด็กเถียงพ่อ แล้วเราบอกว่าผิด เราต้องเสนอเหตุผลมาสนับสนุน แล้วเหตุผลที่สนับสนุนอาจจะต้องประเมินอีกว่า มันใช้ไม่ได้ มันก็เป็นกระบวนการไป ไม่เหมือนกับจริยธรรมในสังคมที่สังคมพอพูดถูก จบไปเลย คือว่าอันนี้มันมีความกำกวมระหว่างคำว่า วิจารณ์ กับ วิพากษ์ ความกำกวมของคำว่า ตัดสิน คำว่าตัดสินทางปรัชญาก็คือการเสนอเหตุผลนั่นเอง แต่ว่าที่จริยศาสตร์หลีกเลี่ยงคำว่า ตัดสินเพราะว่า จะเปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์เสมอ ตัดสินมันเหมือนจบ ที่จริงเราก็ตัดสินจริงๆ แต่พอดี เราเปิดโอกาสให้วิพากษ์เสมอมันเลยไม่จบ อันนี้คือมันเป็นความยากลำบากที่จะหาศัพท์มาใช้
นักศึกษา จริยศาสตร์ ไม่ตัดสินเด็ดขาดออกไป ก็คือการให้แนวทางให้เสนอเหตุผลว่า การทำอย่างนี้ดีเพราะอะไร
อ. คือตัดสินแต่ละครั้ง คือคนที่เสนอเหตุผลสนับสนุนนะครับ เขาคิดว่าเด็ดขาดทั้งนั้น แต่ประเด็นก็คือว่า เขาไม่ผูกขาด เขายอมให้เปลี่ยนถ้ามี Reflection หรือมีการประเมินที่ดีกว่า ถ้ามีการวิพากษ์ที่ดีกว่านั่นเอง ก็ถูกต้องนะครับ
ประภาพรรณ ที่เข้าใจนะคะ ก็อย่างที่มีการวิพากษ์ อย่างถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น อย่างแรกคือนักจริยศาสตร์ การโต้แย้งกันคือเขาจะต้องรู้ทฤษฎีของจริยศาสตร์ทั้งหมด และก็ต้องรู้ Actual Morality and Ideal Morality แล้วนักจริยศาสตร์ก็จะนำทฤษฎีแต่ละทฤษฎีที่เขาคิดว่า ตรงกับปัญหาที่พูดกัน ถกเถียงกัน โดยนักจริยศาสตร์เป็น Moral Agent เป็นผู้ใช้ (ตรงนี้ ! เราว่าไม่ถูกนะ) หลักจริยธรรมต่างๆ หลักเกณฑ์ทาง จริยศาสตร์ต่างๆ มาถกเถียงกัน โดยหลักเกณฑ์เหล่านี้ก็คือ Normative Ethics ก็คือ Moral Agent นำ Normative Ethics มาวิพากษ์ มาโต้แย้งกันเพื่อดูปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ใช้หลักเกณฑ์อย่างที่คุณวัฒกรบอกมาทั้งหมดคือ Moral judgment ในเรื่องของ Consequence ในเรื่องของ Character trait ก็คือที่คุณวัฒกรบอกมาตอนแรก และก็จะดูพิจารณา 3 อย่าง ก็คือพิจารณารูปธรรมที่ทำให้เกิดปัญหานั้น พิจารณาการกระทำที่เกิดขึ้น และก็พิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ
อ. ผมขอถามอีกครั้ง ตกลงนักจริยศาสตร์ทำงานกันอย่างไรครับ
ประภาพรรณ ใช้การวิพากษ์โดยใช้หลัก Normative Ethics
อ. วิพากษ์บนพื้นฐาน Normative Ethics รู้สึกว่า ไม่มีใครอ่าน Harris เลย ที่จริงเขามีตัวอย่างนะสนุกด้วย เมื่อสักครู่บอกว่า วิพากษ์บนพื้นฐานของ Normative Ethics และตอนนี้พูดถึง กฎเกณฑ์ทางสังคม ผมใช้ Actual Morality แล้วกัน กฎเกณฑ์ทางสังคมอยู่ตรงไหน เมื่อสักครู่เพิ่มการวิพากษ์อีกครั้งหนึ่งว่า เป็นการใช้เหตุผล แล้ว Actual Morality มันอยู่ตรงไหน ที่เสนอมาเมื่อสักครู่มันอยู่ตรงไหน (เกณฑ์ตัดสินแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ Actual กับ Ideal) แล้ว Ideal มันอยู่ตรงไหน Actual อยู่นี่ Ideal อยู่ตรงไหน (Morality ก็คือแยกเป็น Actual กับ Ideal) ถ้าเช่นนั้น Morality อยู่ตรงไหน แล้วมันสัมพันธ์กับที่คุณเสนอเมื่อสักครู่อย่างไร ตกลงนักจริยศาสตร์ทำงานอย่างไร ว่าอย่างไรนะครับ
นักศึกษา กลุ่มประภาพรรณ ก็คือไม่ได้บอกว่า Normative Ethics คืออะไร ทำไมมันถึงไปเกี่ยวโยงกับจริยศาสตร์ได้
อ. วิพากษ์ว่าไม่ได้ให้รายละเอียด ไม่ได้ให้นิยามของคำว่า Normative Ethics และพูด Morality มาแล้วไม่ให้ความสัมพันธ์ ว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร ที่จริงประเด็นที่ผมบอกให้ควรจะถามก็คือว่า นักจริยศาสตร์ทำงานกันอย่างไร คำถามที่เราต้องถามก็คือสิ่งที่กลุ่มนี้เสนอมาให้คำตอบกับเราหรือไม่ อย่างไร นี่คือประเด็นที่ต้องวิพากษ์ คือตั้งสมมติฐานขึ้นมาแล้วถาม คิดว่าเพียงพอไหม พอใจหรือยัง ถ้าสมมติว่ามีใครก็ไม่รู้เดินผ่านมาตรงนี้ แล้วเราเล่าให้ฟังอย่างนี้ เขาจะเข้าใจไหมว่า นักจริยศาสตร์ทำงานกันอย่างไร คิดว่าอย่างไรครับ คิดว่าอันนี้ตอบคำถามที่ว่า นักจริยศาสตร์ทำงานอย่างไร เพียงพอไหม ถ้าเขาเน้นเฉพาะ Normative อันนี้จะตอบสนองต่อหัวข้อไหมครับ ว่าทำให้เรารู้ว่า นักจริยศาสตร์ทำงานกันอย่างไร
ก็กำลังจะบอกว่า มันปนกันระหว่าง Ideal กับ Actual แปลว่าไม่ได้แยกแยะให้ชัดเจน คุณอิงอรครับระหว่าง Ideal กับ Actual ต่างกันอย่างไร คือกลุ่มคุณเสนอว่า วิธีการทำงานของนักจริยศาสตร์ คือการวิพากษ์บนพื้นฐานของ Normative Ethics และก็มีเรื่อง Ideal Morality and Actual Morality ด้วย และก็จบ คุณอิงอรมีอะไรจะเสริมเพื่อนไหม หัวข้อคือนักจริยศาสตร์ทำงานอย่างไร แล้วกลุ่มนี้บอกว่าทำงานแบบนี้
นักศึกษา อาจารย์ถ้าเราไม่วิพากษ์บนพื้นฐานของ Normative แต่วิพากษ์บนพื้นฐานอื่นได้หรือไม่
เต้ย การทำงานของนักจริยศาสตร์ ผมบอกได้ว่าเขาทำงานอยู่ได้ 3 ด้านด้วยกัน คืออย่างแรก นักจริยศาสตร์จะทำงานในเรื่องของมาตรฐานของความประพฤติ และก็การตัดสินทางจริยธรรม อย่างที่สองศึกษาในเรื่องของการวิจัยเกี่ยวกับจริยธรรม และเรื่องที่สาม ก็คือ ศึกษาในเรื่องของระบบหรือว่าเกณฑ์ทางจริยธรรมในทางของปรัชญา ทางของศาสนา หรือว่า กลุ่มหรือว่า อะไรก็แล้วแต่ คือผมสรุปอย่างนี้ครับอาจารย์ 3 อย่างคือศึกษาในเรื่องของมาตรฐานความประพฤติทางจริยธรรมและการตัดสินทางจริยธรรม
อ. กลุ่มอื่นเห็นด้วยไหม ถ้าไม่เห็นด้วยคิดว่าอย่างไรครับ คุณวัฒกรบอกว่า อันนี้คือสิ่งที่นักจริยศาสตร์ กลุ่มอื่น ท่านอื่นคิดว่าอย่างไรกับความเห็นที่เสนอมานี้
น.ไม่เห็นด้วย เพราะว่าการวิพากษ์ ถ้าอยู่กับพื้นฐานของ Normative Ethics ผมว่าถ้าสังคมนั้นเป็นอย่างนั้น เราก็ถือว่า สังคมนั้นถูกต้อง
อ.ตกลงท่านวิจารณ์ตรงหรือครับ ว่าไม่ใช่การทำงานของนักจริยศาสตร์ (ไม่ไม่) เอาเป็นว่าตรงนี้ใครคิดว่าอย่างไร ถ้าถามว่าอันนี้มันชัดแล้วไหม Standard กับ Judgment แปลว่าอะไร เพราะมันกว้างมากเลย คือถ้าผมถามก็จะถามว่ามันยังไม่ชัดเลย
น. คืออย่างประเด็นที่ 3 ที่ผมบอกว่า นักจริยศาสตร์เขาศึกษาเกี่ยวกับระบบความเชื่อทางศีลธรรมว่า คือศึกษาในเชิงที่ว่าอะไรถูกอะไรผิด เขาเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัด เป็นการศึกษาเกี่ยวกับจริยธรรมที่นักทฤษฎีเขาศึกษาไว้ ในลักษณะเชิงวิพากษ์
อ. คำว่า Research หรือว่าวิจัย มันหมายถึงไปดูว่าสังคมเขาคิดอย่างไร เป็น Descriptive Ethics ก็ได้ วิธีการที่คุณวัฒกรดูเหมือนจะเสนอความคิดใหม่ เราอาศัย Concept ที่มีอยู่ในเอกสารไม่ได้ อย่างเช่น ถามว่าอันนี้เกี่ยวกับ Ideal กับ Actual น็น
Morality ที่คุณเสนอตอนต้นอย่างไร อันนี้ผมก็ถามได้นะครับ เพราะว่าอันนี้อยู่ดีก็โผล่มาเลย ก็เลยจะต้องถาม เพราะไม่รู้ว่าโยงกับของเก่าอย่างไร แต่ไม่เป็นไร เสนอได้แต่ต้องเอาไปขัดเกลาบนพื้นฐานของเอกสารที่มี
อ. ถ้าผมเป็น Research คือหา คือเป็นเชิง Empirical เป็น Study of Morality วิธีการของผมจะเป็นอะไรนะครับ วิพากษ์หรือเปล่า หรืออะไร
อันนั้นจะเป็น Scientific method เก็บสถิติใช่ไหมครับ ใครมีอะไรจะเพิ่มไหมครับ
นักจริยศาสตร์ทำงานอย่างไร
นักศึกษา อันแรกคือ Factual เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสังคม อันที่สองเป็นเรื่องของ Concept จะเป็นการนำเอาแนวคิดของนักปรัชญาแต่ละคนมาจับ อันที่สามเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ Moral เป็นศีลธรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคม ตรงนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นศาสนานะคะ เพราะว่ามันเป็นความจริงที่เห็นได้ในที่เห็นได้ในทุกสังคม ศาสนาทำให้คนเป็นคนดีในระดับหนึ่ง และถ้าเป็นด้านจริยธรรม เห็นว่าเอาจริยธรรมกับสังคมมานี่มันไม่ใช่กฎสากลที่จะนำมาจับได้
อ. ตกลงนักจริยศาสตร์ทำงานอย่างไร (ก็เอาประเด็นมาจับ) คือ Factual, Conceptual, และก็ Moral แล้วอันนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับ Taylor
นักศึกษา อาจารย์ครับเมื่อกี้ที่บอกว่า ศาสนาทำให้ทุกคนเป็นคนดี แล้วที่มีข่าวอาชญากรรม คนก็นับถือศาสนาแบบเดียวกัน แต่ทำไมแตกต่างทั้งคนดี คนชั่ว และประเด็นที่สอง Factual เกิดจากข้อเท็จจริงที่เห็นได้ในทุกคน แล้วถ้าสิ่งที่เราไม่เห็นได้ล่ะ เราจะนำมาเป็นกฎเกณฑ์ตัดสินได้หรือเปล่า เช่น ความเชื่อ เราจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสิน
อ. จับประเด็นได้แล้ว ประเด็นเรื่อง Factual เมื่อสักครู่นี้ วิพากษ์ว่าอย่างไร
เต้ย คือประเด็นที่ถามมา ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่ว่าทำไม่มีคนทำไม่ดีเกิดขึ้นในสังคม คือเราต้องยอมรับว่า มนุษย์ทุกคนมีหลายประเภท มีทั้งดี ไม่ดี มีทั้งคนมีศีลธรรม ไม่มีศีลธรรม ศาสนาไม่สามารถสอนให้ทุกคนเป็นคนดีได้ (สรุปว่ามันเป็นเรื่องของแต่ละคน) คือศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี แต่ว่าในความเป็นจริง แต่ละคนจะเอาคำสอนไปปฏิบัตินั้นมันขึ้นอยู่กับนิสัย (Character trait) ของแต่ละคน เหมือนกับที่อาจารย์สอนนี่ นักศึกษาในห้องนี้บางคนรู้บางคนไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะให้ทุกคนรู้เหมือนกับที่อาจารย์สอนทุกคนเป็นไปไม่ได้ มันเป็นการผิดธรรมชาติมนุษย์อย่างหนึ่งเหมือนกัน
นักศึกษา ถ้าเป็นเรื่องของแต่ละคนที่ขึ้นอยู่กับนิสัยว่า คนเราจะรู้หรือไม่รู้ตรงนี้ ถ้าเราไม่มีมาตรวัดการสอบเราจะมานั่งเรียนกันทำไม
สันติ ใช้กฎเกณฑ์ของแต่ละศาสนาตัดสิน เพราะตัวศาสนามันดีอยู่แล้ว และกฎเกณฑ์ดีอยู่แล้ว คนนี้ที่ไม่ประพฤติแสดงว่า เขาไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของศาสนาที่วางไว้ อย่างเช่น ฆ่าคน ทำอย่างนั้น ก็หมายถึงเขาผิดกฎเกณฑ์ของศาสนา ก็ใช้กฎเกณฑ์นี้ตัดสิน และที่ว่าศาสนาไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดีนั้น ไม่ใช่ ศาสนาสามารถทำให้คนเป็นคนดีได้ถ้าใครปฏิบัติตาม
น. อยากทราบว่าความเชื่อที่มองไม่เห็น มันเป็นจริยศาสตร์หรือไม่ แล้วเอาอะไรไปตัดสินความเชื่อที่มองไม่เห็น แต่ผมคิดว่าความเชื่อที่มองไม่เห็นนั้น เราไปตัดสินไม่ได้เพราะเรามองไม่เห็น ถ้าเรามองเห็นโดยการแสดงออกมา เราจึงจะตัดสินว่า การกระทำนั้นดีหรือไม่ดี แต่ว่าความเชื่อที่เราไม่เห็นนั้นเราไม่สามารถที่จะตัดสินได้ เพราะมองไม่เห็น
ตอบ ความเชื่อก็แสดงออกมาในลักษณะของพฤติกรรม นั่นก็คือการตัดสินความเชื่อทางพฤติกรรม ความเชื่อไม่มีผล มีผลที่การปฏิบัติ ความเชื่อก็คือตัวความเชื่อ
อ. ประเด็นที่สามตอบตรงกันนะครับว่า ในที่สุดความเชื่อจะปรากฎออกมาในสิ่งที่เป็นรูปธรรม ความเชื่อถ้ายังไม่ทำก็ยังไม่เป็น Factual ถ้าความเชื่อที่ทำแล้ว มันก็เป็น Factual ตัดสินได้แล้ว
อ. ความเชื่อก็ดูในสิ่งที่มันปรากฏ เหมือนที่บอกว่า Actual Morality
และ Custom, Culture ก็มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ เป็น Action Guide ก็ปรากฏออกมาเป็น Fact แต่ก็ตอบอีกแบบก็ได้ เช่น ถ้าความเชื่อไม่อยู่ใน Fact ก็อยู่ใน Conceptual ก็ได้ คือถ้าจริยศาสตร์ไม่อยู่ในสามอันนี้ ไม่อยู่นี่ ก็อยู่นี่ (อยู่นี่นะ มันที่ไหน) แต่ว่า ประเด็นก็คือว่า 3 อันนี้มันคืออะไรกันแน่ ถ้าเรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราก็ไม่รู้ว่านักจริยศาสตร์ทำงานกันอย่างไร อย่างที่บอกว่าจริยศาสตร์เกิดจาก มันคงไม่ใช่เกิดจากพวกนี้หรอกครับ คือควรจะบอกว่า 3 อันนี้มันทำงานอย่างไร คืออะไร มันน่าจะไปสัมพันธ์กับ Taylor อย่างไร อันนี้ผมก็วิพากษ์อย่างนี้
น. ก็คือ 3 ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่นักจริยศาสตร์พูดถึง
อ. ท่านบอกว่า 3 ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่นักจริยศาสตร์พูดถึง มันก็ถูกต้อง แต่เราลองมาดูในรายละเอียดนะครับ เรื่อง Fact นี่ Harris ยกตัวอย่างอะไรไว้บ้าง เรื่องของโอ๊ต ลองเล่าเรื่องของโอ๊ตมา เรื่องของโอ๊ตคือเขาเดินทางที่ขั้วโลดใต้ แล้วหลงทางกำลังจะไปอีกที่หนึ่ง และโอ๊ตบาดเจ็บ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นตัวถ่วงถ้าทำให้เพื่อนเดินทางช้า วันหนึ่งเขาก็เลยบอกเพื่อนว่า เดี๋ยวจะไงว่ะหนึ่ง แล้วก็ไม่กลับมาเลย เหมือนกับฆ่าตัวตายเพื่อให้เพื่อนรอด แต่ที่จริงไม่รอด ปัญหาที่ถามก็คือ มันเกี่ยวกับตรงนี้อย่างไร มันเกี่ยวกับ Factual, Moral, Conceptual อย่างไร ทำไมเขาจึงฆ่าตัวตาย มันเกี่ยวกับ Factual, Moral, Conceptual ครับ ทำไมเขาจึงฆ่าตัวตาย ตอบ เพื่อให้เพื่อนรอด มันอยู่ตรงไหน
อยู่ตรง Fact
อ. อยู่ตรง Fact เช่น แรงจูงใจ (เพราะว่าเขาต้องการที่จะให้เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งมีชีวิตรอด) ว่าจริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร อะไรคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในใจเขา แล้วอย่างไรต่อ เรื่องของโอ๊ตเกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้อย่างไรอีก
น. คือที่โอ๊ตหนีไปอย่างนั้นมันถูกหรือผิด
อ. มันถูกหรือมันผิด อยู่ในไหนครับ (Moral) ใช่อยู่ใน Moral ควรทำหรือไม่ควรทำ ทำไมแรงจูงใจน่าจะอยู่ Conceptual ที่จริง Motive มันอยู่ตรงนี้ก็ได้ แต่ว่ามันคนละอย่างกัน อันนี้คือจริงๆ แล้วเขามี Motive นี้หรือไม่ แต่อันนี้เป็น Motive ที่เขามี ควรหรือไม่ควรที่จะกระทำตาม Motive อยู่ตรงนี้ได้ไหม คือแน่นอนในแง่จิตวิทยา Motive กับ Concept มันอยู่คล้ายกัน ที่จริงมันอยู่ในเรื่องจิตวิทยาเหมือนกัน แต่ว่าอันนั้นคือใน Dictionary แต่ว่าในของ Harris มันอยู่ด้วยกันได้ไหม เมื่อสักครู่ถามว่า เรื่องของโอ๊ตเกี่ยวข้องกับเรื่องอย่างนี้อย่างไร จะตอบว่า เกี่ยวกับ Fact ในเรื่องของ Motive เกี่ยวกับ Moral คือโอ๊ตทำถูกหรือไม่ เรื่องของโอ๊ตมันเกี่ยวกับอันนี้อย่างไร ลองยกตัวอย่าง Conceptual ได้ไหม ไม่ต้องโอ๊ตก็ได้
น. อย่างเรื่องของ Kant กับ Mill เกี่ยวหรือเปล่าครับ
อ. Kant กับ Mill อยู่ตรงไหนดีครับ ตรง Factual
น. คือเขาตัดสินว่า ควรทำอย่างนี้หรือไม่
อ. ควรหรือไม่ควร ถ้าควร ก็เป็น Moral ควรหรือไม่ควร Moral เป็นอย่างไร Factual คือเป็นการเสียสละ เขาคิดหรือไม่ ถ้าเขาคิดหรือไม่ก็ Fact ครับ
น. ใช้หลักเกณฑ์อะไรตัดสิน
อ. อันนี้กำกวม มันอาจจะอยู่ได้ สองอัน เอาชัดๆ เลย เรื่องเสียสละ คือดูว่ามันจะเป็นปัจจัยอะไรบ้าง ก็คือ Factual ก็ต้องกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ดูว่า มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเขาถึงทำอย่างนี้ มันจริงหรือเปล่าที่เขาออกไปเอง หรือว่ามีคนแอบไปรัดคอเขา แล้วก็มาเล่าเรื่องใหม่ เป็นเรื่อง Factual, อย่างเมื่อครู่ยกเรื่องเสียสละ ที่จริงอันนี้มันไม่กำกวม Factual เป็นเรื่องความหมาย การทำอย่างนี้ มันเป็นการเสียสละหรือไม่ แต่พอดีการเสียสละความหมายมันค่อนข้างชัด สิ่งที่ Harris ถามก็คือ สิ่งที่โอ๊ตทำ เป็นการฆ่าตัวตายหรือไม่ อะไรคือความหมายของการฆ่าตัวตาย เดินไปเฉย แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ แล้วก็ตายไปเอง เป็นการฆ่าตัวตายหรือเปล่า หรือว่าต้องเดินไปแล้วไปหาเหวกระโดด ถึงจะเป็นการฆ่าตัวตาย อันนี้คือถ้าโอ๊ตเดินไปเรื่อยๆ เดินหนีไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปตายอย่างนี้ นี้คือข้อเท็จจริง ปัญหาก็คือเดินหนีไปเรื่อยๆ แล้วไปตาย เป็นการฆ่าตัวตายหรือเปล่า หรือว่าหมออย่างนี้ การบอกไม่ให้หมอช่วยตัวเอง เพราะการไม่ให้หมอช่วยรักษาตนเอง เป็นการฆ่าตัวตายหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องของความหมายว่า การฆ่าตัวตาย หมายความว่าอะไร แล้วเราได้ 3 อันแล้ว แล้วตกลงมันเกี่ยวกับเรื่องของโอ๊ตอย่างไร
การพิจารณาปัญหาทางจริยธรรม ก็สามารถพิจารณาได้ใน 3 แง่มุมคือ Factual, Conceptual, Moral ถ้าไปเปิดดู เขาก็บอกว่า Moral Argument จะประกอบด้วย Claim 3 แบบ คือ Claim แบบ Factual, Claim แบบ Conceptual, Claim แบบ Moral, Claim ก็คือ Premise นั่นเอง Premise ที่ปรากฏใน Moral Argument มี 3 ประเภท เป็น Factual ก็ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์บ้าง อาศัยการสืบค้นข้อเท็จจริงบ้าง Premise บางอัน เป็น Conceptual ต้องอาศัยการถกเถียงในเชิงความหมาย เช่น เด็กที่อยู่ในท้องยังไม่คลอดเป็นคนหรือเปล่า ภาษาอังกฤษมันคือ Fetus แต่คือ Person หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ Person ก็ทำแท้งได้ เพราะ Moral คือถ้าฆ่า Person ผิด แต่ถ้า Fetus ไม่ใช่ Person ก็ฆ่าได้
แต่ถ้าเข้าในศาสนา 2 อันนี้จะสับสนนิดหนึ่ง เพราะว่าในศาสนา Fact กับ Concept มันคล้ายกัน ที่ปนกันไม่ใช่เพราะศาสนาผิด ที่ปนเพราะปัจจุบันเราเอา Fact มาปนกับวิทยาศาสตร์ ศาสนาไม่ได้อยู่กับวิทยาศาสตร์นั่นเอง ถ้าอยู่กับวิทยาศาสตร์คงไม่ต้องถามว่าเป็นวิทยาศาสตร์หรือเปล่า อันนี้มันเป็นประเด็นที่ซับซ้อนเกินไปหน่อย เพราะว่าไปเข้ากับ Religious Ethics ด้วย เอาแค่นี้ก่อนนะครับว่า การพิจารณาจะพิจารณาใน 3 แง่นี้ พอเรารู้อย่างนี้แล้วทำให้เรารู้การทำงานของนักจริยศาสตร์มากขึ้นไหมครับ วันนี้เรารู้อะไรบ้าง สิ่งที่เรารู้ทำให้การทำงานของนักจริยศาสตร์ชัดขึ้นอย่างไร ที่จริงการวิพากษ์มันจะต้องไปเจอ 3 ประเด็นนี้ คือไม่ใช่ใช้ 3 ประเด็นนี้ในการวิพากษ์ แต่การวิพากษ์มันจะต้องเจอ 3 ประเด็นนี้ (เพราะ 3 ประการนี้เป็นองค์ประกอบของการวิพากษ์) ใช่ เพราะมันเป็น Claim หรือ Premise ที่ปรากฏใน Argument และการไปทำอะไรกับ Argument คือการวิพากษ์ เพราะฉะนั้นการวิพากษ์ต้องไปเจอกับ 3 ประเด็นนี้แน่ๆ แต่ว่าถ้าเป็น Fact ตัดสินอย่างไร Conceptual ตัดสินอย่างไร Moral ตัดสินอย่างไร
น. อย่างปัญหาเรื่องการทำแท้ง ถ้าคนอ้างมี 2 คน คนหนึ่งอ้างเรื่อง Conceptual ถือว่า Fetus ไม่ใช่คนก็ถูก เขาเรื่องถึงเรื่อง Moral หรือศาสนามันก็ถูก มันผิดมันบาปมันก็ถูก คือมันถูกทั้ง 2 อย่าง แล้วเราจะแก้อย่างไร
อ. เรื่องการทำแท้งในการทำแท้งในส่วน Moral Claim มักจะตรงกัน คือทุกคนเห็นด้วยกันว่า การฆ่าผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นคนก็ไม่เถียงตรงนี้ ปัญหาก็คือว่า Fetus ตัวอ่อนในครรภ์นี้เป็นผู้บริสุทธิ์หรือเปล่า คือเป็น Innocent Person หรือเปล่า บางคนก็บอกว่า ถ้าอสุจิมาผสมกับไข่แล้ว ก็เป็น Person เลย เพราะว่า
บอกว่า Person มีมาก่อนอสุจิผสมกับไข่ เพราะมาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าใครทำแท้ง ก็ถือว่าฆ่าคน แต่บางคนบอกว่า ถ้ายังไม่คลอดออกมา ก็ยังไม่เป็น Person เพราะไม่มีใครเรียกสิ่งที่อยู่ในท้องว่า Person เลย ไม่มีใครถามว่าบุคคลที่อยู่ในท้องคุณสบายดีหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นเรายอมรับว่า ฆ่าคนผิด แต่พอดีว่าตัวอ่อนไม่ใช่คนก็เลยทำแท้งได้คือฆ่าได้นั่นเอง ถ้าหมายถึงหยุดการพัฒนาการเชิงชีวภาพตรงนั้นได้ อันนี้การถกเถียงก็หยุดตรงนี้ แต่ว่าถ้าตรงนี้เห็นว่าเป็นการฆ่าคน ก็คือการห้ามทำแท้ง คือมันต้องไปด้วยกัน ปัญหาอาจถามว่าที่ท้องนั้น ท้องจริงหรือเปล่า
คือที่มันไม่ครอบคลุมคือ Concept ตอนนี้มันยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นคราวหน้า หลายเห็นว่ายังไม่ได้อ่านของ Harris ก็กลับไปอ่าน 2 อันนี้อีกที แล้วคราวหน้าก็จะให้เสนออีก.