http://www.duangden.com
สมจศ 529 สัมมนาจริยศาสตร์
[ SHES 529 Seminar on Ethics ]

What is Ethics?
 
 


***

อ. เริ่มเรื่อง What is Ethics? ย่อหน้าแรก เขาบอกว่าอะไร จะเห็นว่าย่อหน้ามีคำ ๒ คำ คือ Ethics และ Morality คำว่า Ethics ภาษาไทยควรจะแปลว่าอย่างไรดี จริยศาสตร์นะครับ และ Morality แปลว่า ศีลธรรม หรือ จริยธรรม ทางปรัชญาไม่ถือว่าต่างกัน คือพอเราอ่านย่อหน้านี้ ขอให้ใช้อันนี้เป็นกรอบ คือต่อไปเวลาเราพูดถึงจริยศาสตร์ เราจะเข้าใจว่าอย่างนี้ พูดถึงจริยธรรมหรือศีลธรรมเราจะเข้าใจว่าอย่างนี้ แต่ว่าถ้าไปอ่านในหนังสือเล่มอื่นๆ อาจจะใช้สลับกัน คือใช้ Ethics ก็หมายถึง Morality ในย่อหน้านี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อการอ่านอันนี้ก็คือ ใช้กรอบความคิดนะครับ ไม่ใช่ได้ทำที่ทุกคนใช้เหมือนกัน ย่อหน้าแรกนี้ บอกว่าอะไร

จริยศาสตร์ คือ Ethics นี้อาจจะถูกนิยามได้ว่าเป็น Inquiry ซึ่งมีลักษณะเป็น Philosophical เพราะฉะนั้น จริยศาสตร์ ก็คือ การศึกษาค้นคว้าเชิงปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติและเหตุผลอันเป็นพื้นฐานให้กับศีลธรรมหรือจริยธรรม คือ Nature แปลตรงๆ ว่าธรรมชาติ แต่ว่าคำว่า “ธรรมชาติ” มีปัญหาแม้แต่ในภาษาไทยเอง ธรรมชาติก็หลอกเราได้ ถามว่าแล้วมันหมายถึง อะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นวิธีที่ปลอดภัยก็คือ “ธรรมชาติ ให้แปลว่า ลักษณะ”

นักศึกษา อาจารย์ครับ จริยศาสตร์ อาจารย์บอกว่าอะไรครับ

อ.มันเป็นการศึกษาลักษณะและเหตุผลพื้นฐานของจริยธรรมในเชิงปรัชญา

นักศึกษา อาจารย์ครับ แล้วอย่างศัพท์ทางจริยธรรม Moral กับ Morality

อ.โดยกว้างๆ แล้ว คำว่า Morality ครอบคลุมทั้งหมด และเราก็พูดสลับกันได้ระหว่าง จริยศาสตร์ กับ จริยธรรม ขอย้ำอีกครั้งว่า อันนี้ใช้เป็นกรอบความคิดนะครับ แต่ถ้าไปอ่านงานบางชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Apply Ethics จริยศาสตร์ประยุกต์บางที่ใช้สลับกันเลยระหว่าง Ethics กับ Morality โดยใช้ Ethics ในความหมายของ Morality แต่อันนี้ Ethics หมายถึง Philosophical Inquiry ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราจะเรียนนั้นเองนะครับ เราก็นิยาม Morality ว่าเป็นอะไร

กฎเกณฑ์ความประพฤติ มาตรฐานความประพฤติ และการตัดสินการประพฤติเชิงจริยธรรม และ Morality ก็แบ่งออกไปอีกคือ Actual Morality กับ Ideal Morality และมีต่างกันอย่างไร

Actual Morality พบเจอได้ในกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมของสังคมที่อยู่จริงๆ ยกตัวอย่าง กว้างๆ เช่น Eskimo ถ้ามีลูกสาวก็หักคอเสียเลย อันนี้เป็น Actual Morality หรือว่าบางเผ่า เช่น Callatians ถ้าพ่อตายต้องเอาศพมากิน คือความเชื่อหรือว่าศีลธรรมที่เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้กันจริงๆ ในสังคมหนึ่ง อย่างในกลุ่มเด็กติดยา ใครได้เงินมาซื้อยา ถ้าไม่แบ่งให้เพื่อนถือว่าเป็นคนที่ทำผิด ในทางอย่างนี้จะละเมิดอะไรก็ได้ อย่างนี้เป็น Actual Morality ของเขานั่นเอง ถ้า Actual Morality เป็นอย่างนี้ เช่นต้องช่วยคนตาบอดข้ามถนนอย่างนี้ มันก็เป็นไปได้ว่ามีในบางสังคมที่ Actual Morality ของเขาคือ ห้ามไปยุ่งกับคนตาบอด ก็อาจจะเป็นไปได้ และ

Ideal Morality (นักศึกษา เป็นลักษณะความคิดที่ว่า สิ่งไม่ดีของแต่ละสังคม) ถ้าบอกว่าสิ่งใดดี ไม่ดี มันก็เป็น Actual Morality (เป็นการปลูกฝังความคิดของแต่ละสังคม) ก็ยังเป็น Actual Morality Ideal Morality เช่นบอกว่า ไม่ควรฆ่า เพราะว่าเห็นชีวิตมนุษย์มีค่า Actual Morality คือกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่ใช้กันจริงๆ ในสังคม และกฎเกณฑ์นั้นก็บอกว่า สมาชิกควรทำหรือไม่ควรทำอะไร แต่ Actual Morality คือบอกว่า ไม่มีสังคมไหนบอกเลยว่า ศีลธรรมที่ควรจะเป็นนั้น มันควรจะเป็นอย่างไร อันนี้ทำให้นึกเรื่อง Moral congress ของ Rachels เพราะว่าเรามีความคิดเรื่อง Ideal Morality ได้ เราจึงวิพากย์ Actual Morality ได้ เช่น Morality ในสังคมไทยคือการใช้เส้น ใครไม่ใช้เส้นช่วยฝาก คนนั้นไม่มีงานทำ แต่เราก็มี Ideal Morality คือศีลธรรมควรจะเป็นอย่างไร เราก็เลยวิจารณ์ได้ว่า การใช้เส้นไม่ดี เพราะไม่ยุติธรรม หรือว่าในสมัยก่อนเห็นว่า การทำสงครามดี คือความคิดว่า การทำสงครามไม่ดีพึ่งมีมาไม่กี่สิบปีนี่เอง ปกติ มีความขัดแย้งอะไรก็ทำสงครามกัน อันนั้นก็คือ Actual Morality และก็มีคนไม่เห็นด้วย คนที่เขียนหนังสือที่ชื่อ ZORO ไม่ยอมเสียภาษี คือถ้าอยากรู้ว่า ZORO รวยขนาดไหน ให้ดูที่ก้นดินสอของตัวเอง B1,B2 ..เขารวยขนาดนั้น แต่เขาไม่ยอมเสียภาษี

เพราะฉะนั้น ตอนนี้เรารู้แล้วว่า อะไรคือ Ethics, Morality และ Morality มีกี่ประเภท

นักศึกษา อาจารย์ให้คำจำกัดความ Actual Morality และ Ideal Morality

อ. Actual Morality ก็คือกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่สังคมหนึ่งกำลังใช้อยู่ เพื่อบอกแก่สมาชิกในสังคมว่า อะไรควรทำ ไม่ควรทำ

Ideal Morality คือ ความคิดที่ว่าศีลธรรม หรือ กฎเกณฑ์ทางศีลธรรมควรเป็นอย่างไร

ถ้าอ่านต่อไป จะพบว่า บางคนคิดว่า ศีลธรรมที่ควรจะเป็น คือ ไม่เป็นสากล คือต่างคนต่างเป็น เช่น Sophist จริงๆ แล้ว Ideal Morality มีความรู้ดี แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ดีก็ได้

ย่อหน้าต่อไปบอกว่าอะไร เดียวเราลองดูซิว่า ศีลธรรมเป็นเรื่องของกายกรรมเท่านั้นหรือเปล่า ในเรื่องของสิ่งที่ปรากฏออกมา มันรู้ผล…หรือเปล่า ประโยคหลังคือประโยคแรก

ไม่ว่าจะเป็น Actual หรือ Ideal ศีลธรรมก็เกี่ยวข้องการกระทำที่ถูกผิด และ Character บุคลิกและลักษณะนิสัย ที่ดีหรือไม่ดี เพราะฉะนั้น จะเห็นแล้วว่า สมมติเรื่องสี ไปขยายอะไรได้บ้าง ขยายโต๊ะได้ไหม สีขาว ไปขยายไมโครโฟนได้ไหม ไปขยายความฝันได้ไหม ไม่ได้ใช้ไหมครับ อันนี้ก็เหมือนกัน คำว่า Moral นี้ มันก็ขยายได้บางอย่าง มันขยายโต๊ะไม่ได้ เช่น โต๊ะนี้มีศีลธรรมไม่ได้ ที่มันขยายได้ก็คือว่า มันเป็น Character ต่อไปเขาบอกว่า การตัดสินทางจริยธรรม เราไม่ได้ตัดสินแต่เฉพาะการกระทำของคนเท่านั้น แต่ยังตัดสินที่แรงจูงใจ หรือเหตุผลในการทำสิ่งนั้นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังตัดสินเกี่ยวกับนิสัยทั่วไปของคนนั้นๆ เพราะฉะนั้น มันก็เลยไม่แค่กายกรรม ไม่เป็นแค่สิ่งที่มันปรากฎออกมาเป็นจริง มันสิ่งอื่นด้วย เช่น นาย ก จะโกงนาย ข แต่โกงไม่สำเร็จ ถ้าโกงไม่สำเร็จ เราก็ตัดสินไม่ได้ว่าเขาทำผิดศีลธรรม เพราะฉะนั้นเราจะต้องตัดสินที่การกระทำ ที่แรงจูใจของเขาด้วย (Motive) หรือภาษาไทยก็คือ เจตนา หรือว่า ใครจะทำดี จะช่วยเด็กตกน้ำ แต่ช่วยไม่ทัน แต่เราก็ยังชมเขาว่าเป็นคนดี และต่อไปตรงท้ายย่อหน้านี้ว่าอย่างไร

It one individual is consistently honest คำว่า consistently แปลว่า อะไร ตอนนี้เขากำลังใช้ Morality กับอะไร ใช้กับ Character traits คือนิสัยอะไรอย่างนี้ คือถ้าใคร consistently honest ซื่อสัตย์เป็นประจำ ถือว่าเป็นคนมีคุณธรรมนั้นเอง เพราะฉะนั้นเราได้ Ethics, Ideal Morality, Actual Morality ได้สิ่งที่ Morality ไปขยาย คือ Action, Motive, Character traits และอีกอันคือลักษณะของ Character traits คือ Virtue ยกตัวอย่าง Virtue ให้ฟังอีก เช่น เมตตา ซื่อสัตย์ต่อภรรยา กล้าหาญ อะไรทำนองนี้คือคุณธรรม

Honest เป็นคุณธรรมข้อหนึ่ง ถ้าเรียนกับอาจารย์สิวลีคงจำ Cardinal Virtue ได้ คือคุณธรรมหลักที่จะทอนคุณธรรมลงเหลือแค่นี้ คล้ายกับของ Kant เขาพยายามทอนการกระทำที่ถูกต้องทั้งหมดลงมาเป็น Categorical Imperative อย่าง Mill จะทอนการกระทำทั้งหมดมาเป็นหลักมหสุข

ย่อหน้าต่อไปพูดเรื่อง คือตอนแรกเขาพูดเรื่อง Moral Norm บรรทัดฐานทางจริยธรรม คือเวลาติดสินถือว่าเป็นการ… Moral Norm อันนี้ก็มีปัญหาอีกอย่างคำว่า สีเขียว Apply เข้ากับคำว่า ความฝันไม่ได้ แล้วมันก็มีปัญหาว่า Moral Norm จะ Apply เข้ากับอะไรได้บ้าง คำว่า Norm คิดว่าชัดแล้วหรือยัง Norm ก็คือมาตรฐานที่ใช้ประเมิน และอะไรบ้างที่จะถูกประเมิน กฎเกณฑ์ ก็คือ Norm แล้วเราประเมินอะไรต่อ Action…. Consequence และอีกอันหนึ่งคือ เราจะ Evaluate Consequence, Evaluate Action อีกอันหนึ่งคือ ลองหาตัวเอียงดู ยก Consequence ของกฎการกระทำ ลองยก Kind ของการกระทำดูซิครับ

Kind ของการกระทำของ Ross มีตั้งเยอะ ในนี้ก็มีการโกหก โกหกก็เป็น Kind ประเภทของการกระทำ คือคุณอาจจะโกหกฝ่ายดี แต่ทุกครั้งที่โกหก ก็เรียกว่า โกหก มันจัดประเภทโกหกใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะโกหกใคร โกหกด้วยเนื้อหาอะไร พูดในเวลาไหนก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน คือโกหก ไม่ว่าฆ่าคน ฆ่าคนไหน ฆ่าเพราะอะไร ฆ่าอย่างไร ก็คือฆ่า ก็เลยเรียกว่า Kind of Action อันนี้ก็คือสิ่งที่ Ross ใช้นั่นเอง อันนี้มันจะมีอะไรบางอย่างระหว่าง Kind กับ Consequence คือมันไม่ไปด้วยกันเสมอ ไหนลองยกตัวอย่างดูซิครับ มันมี Norm ใช่ไหมครับที่ตัดสินว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรถูก ผิด มันจำเป็นไหมว่าถ้า Norm บอกว่า Action เป็นของประเภทนี้ แล้ว Consequence มันจะไม่มีอยู่ด้วยทุกครั้ง เช่น โกหกอยู่ในข่ายที่ไม่ดี แต่พอดี คนโกหกคือหมอ ที่โกหกคนไข้ เพราะกลัวคนไข้ตายไปเสียก่อน Consequence มันจะดี จะเห็นได้ว่า Kind กับ Consequence ไม่ได้ไปด้วยกัน แล้วอันนี้ก็เป็นอย่างที่บอก เดี๋ยวอ่านไปก็จะเจอว่า จริยศาสตร์เริ่มต้นจาก Morality ที่อยู่ในสังคม เพราะฉะนั้น ถ้าไปดู Kant หรือ Ross เขาก็จะเน้นที่ Kind ถ้ามี Consequence คือเขาก็เริ่มจุดนี้ จากจุดเดียวกันว่า เวลาประเมินคนทั่วไปประเมิน Kind กับ Consequence แต่ว่าพอเขาออกทฤษฎี เขาเลือกทำอย่างไรเท่านั้นเอง ย่อหน้านี้ผ่านไหมครับ ย่อหน้าต่อไปซิครับ

ข้างบนบอกว่า Moral Norm ใช้กับ Action โดยดูทีประเภทกับผลของมัน พอมาย่อหน้านี้เพิ่มว่าอะไรครับ Moral Norm ใช้กับอะไร ใช้กับ Will ของ Action คือเจตจำนง เพราะฉะนั้น Action มันก็จะมี Will เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดว่า Moral Norm ก็คือ เราจะดูอย่างนี้ใช่ไหมครับ อันนี้จะให้ความชัดเจนเวลาให้ประเมินผลว่า พอไปประเมินเหตุผล เราไปประเมินที่ไหน ถ้าเรามาประเมินตรงนี้ เรากำลังดูเรื่องคุณธรรมใช่ไหม แต่ว่าถ้าเราดูสองอันนี้ เรากำลังดูเรื่องความถูกผิด คือเป็น Morality เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่านักการเมืองใช้บ่อย คือประเมินตรงนี้โดยอ้างไอ้ตรงนี้ คือมันคนละเรื่อง สมมติบอกว่า สิ่งที่ทำนี้ถูกต้องหรือไม่……..…นักการเมืองพูด แต่ว่าวิธีการที่ดูความถูกผิดของการกระทำโดยพิจารณาปัจจัยที่ใช้สำหรับพิจารณาคุณธรรม ไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้พิจารณาความถูกผิด เช่น คุณธารินทร์ไม่ลงโทษน้องชาย คือการกระทำใช่ไหมครับ แล้วก็อ้างมาว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน แต่ไม่ได้พิจารณาอันอื่นว่า มันมีกฎระเบียบอย่างไร ว่ามันจะมีผลอย่างไร คือไม่ได้ดูว่า อันนี้ถูกผิดอย่างไร แต่ดูแย้งไปที่ตัวบุคคลว่าเป็นน้องเลยไม่ทำ มันก็จะเป็นเรื่องคุณธรรมไป คือไม่ได้อ้างเนื้อหา แต่ว่าดูว่า การกระทำไหนถูกผิด ก็ต้องดูตรงนี้ แต่ว่าถ้ามาแย้งตรงนี้ถือว่ามาแย้งที่ตัวบุคคล ไม่ได้แย้งที่การกระทำ

อันนี้คือผู้กระทำ อันนั้นคือการกระทำ คุณธรรมเป็นเรื่องของ Character trait คือเป็นเรื่องของผู้กระทำ ซึ่งไม่ได้มาจาก Will ส่วน Action เป็นผลที่เกิดมาแล้ว พิจารณาที่ Kind กับ Consequence แต่บางทีเห็นเขาขโมยไปอย่างนี้ เราไม่ต้องดูเจตนา ก็บอกได้เลยว่าผิด มันจะมีปนกันเรื่อย พิจารณาว่าถูกหรือเปล่าโดยไปดูตรงนี้ Will เช่นบอกว่า ขโมยถูกหรือผิด ก็ต้องดูสองอันนี้ แต่บอกว่าไม่ผิดเพราะขโมยไปเลี้ยงลูก ซึ่งอันนั้นเป็นคนละเรื่อง ขโมยไปเลี้ยงลูก คนทำ เราอาจจะพูดได้ว่า เขาเป็นคนดีหรือไม่ดี แตเราบอกได้ว่าเขาทำผิดแน่ๆ หรือว่าโสเภณีอย่างนี้ เขาบอกว่าเป็นโสเภณีไปลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ การเป็นโสเภณีก็เป็นผลเสียแก่สังคม ถือว่ามันอยู่ในประเภทที่ผิด ก็ถือว่าเมื่อทำผิด แต่ว่าเขามีเจตจำนงอะไรก็อีกเรื่องหนึ่ง เราจะชมว่าเขาเป็นคนกตัญญูก็ได้ แต่เราก็ต้องบอกว่าเขาทำผิด แต่จะเห็นได้ว่าคนในสังคมมันปนกัน พอบอกว่าเป็นคนดี ก็ควรทำ ซึ่งมันผิด คนละเรื่อง อันนี้พอเราได้กรอบความคิด ต่อไปเวลาเราพิจารณาปัญหาจริยธรรมเราก็จะไม่สับสน เหมือนอย่างที่คนในสังคมมักจะสับสนกัน

นักศึกษา อาจารย์ครับในทางศาลเขาพิจารณาคดีหนึ่งๆ เขามีหลีกเกณฑ์อะไรบ้าง เขาดูที่เจตนาหรือว่า ดูที่ผล

อ.พอดี ในกฎหมายเขากำหนดให้ดูที่เจตนา (มันก็เป็นคนละเรื่องกัน) คือมันเป็นคนละเรื่องกัน มันก็ คือเขาให้ดูที่เจตนาเพื่อดูว่าอันนั้นมันเป็น Action แล้วหรือยัง แล้วมาดูว่า Action ตามตัวบทกฎหมายหมายความว่าอย่างไร มีให้ลดหย่อนโดยการพิจารณาที่ Will คือคำเหล่านี้ก็จำไว้ก็ได้นะครับ คือ Morally admirable หรือพวก Virtue อะไรอย่างนี้ Human excellence อีกข้างหนึ่งคือ Vicious, Ignoble เป็นข้างคนไร้คุณธรรม ย่อหน้านี้ผ่าน ไปย่อหน้าต่อไป

สังคมมี Actual Morality อย่างหนึ่ง เราต้องมี Convention อย่างหนึ่ง เราต้องยอมรับ…หรือเปล่า ไม่จำเป็นใช่ไหมครับ เราอาจจะวิพากย์วิจารณ์ก็ได้ อันนั้นก็คือความหมายของย่อหน้านี้นั้นเอง อันนี้ทำให้การพัฒนาทางจริยธรรม…อีกอย่างไม่พัฒนา มันอาจจะถอยหน้าถอยหลัง อยากให้ดูอื่นๆ อีก Philosophy Of Life ปรัชญาชีวิต คือต่อไปก็จะเห็นได้ว่า ทำไมจริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาชีวิตทีสำคัญ ประเด็นของย่อหน้านี้ คือ

จริยธรรมหรือศีลธรรมที่มีในสังคม เราไม่จำเป็นต้องยอมรับเสมอไป เราอาจจะพิจารณาวิพากย์วิจารณ์ได้ ย่อหน้าต่อไปบอกว่า

Actual Morality เวลาปรากฏในสังคม มันอยู่ในรูปแบบไหน เขาบอกว่า Set of rules and standards governs the choices ก็คือมันกำหนดทางเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำอะไร และก็กำหนดพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคม และอันนี้ก็คือบทบาทของ Actual Morality แต่ Actual Morality มันปรากฏออกมาเป็น Customs Traditions and Laws. Embodied คือปรากฏออกมาในรูปนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะ…Morality ปรากฏอยู่ในรูปของประเพณี หรือกฎหมาย และประเพณีหรือกฎหมายนี้มันจะสะท้อนออกมาโดยปฏิกิริยาความรู้สึกของคนในสังคมที่มีต่อพฤติกรรมหนึ่งๆ ในความรู้สึกนั้นเป็นไปในทางที่ดี (Approval)หรือเป็นไปในทางที่ไม่ดี (Disapproval) สิ่งที่ไปพร้อมกันก็คือ การสนับสนุน (Sanctions) เป็นการสนับสนุนทางศีลธรรม Action ในทางบวก เช่นการให้รางวัล Action ในทางลบเช่น การลงโทษ ย่อหน้าต่อไป

Actual Morality จะให้อะไรกับเรา เวลาเราจะทำอะไรสักอย่าง มันจะให้ Action guides แนะแนวว่าควรจะทำอย่างไร และมันก็ให้ Moral reasons ก็คือถ้าทำอย่างนี้ มันจะให้เหตุผลว่า ทำไมจึงทำ ทำไมไม่ทำ อันนี้จะพบได้ทั่วไปว่า เวลาเราถามว่า ทำไมคุณจึงทำอย่างนี้ เหตุผลที่เขาให้มาก็คือ Moral reasons คือเป็นเหตุผลที่ทำให้เห็นว่า ทำไมเขาทำอย่างนั้น สมมติว่า หนังจีนอย่างนี่ สมมติว่าเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังแทงผู้ชายอีกคนหนึ่ง ก็เข้าไปถามว่า ทำไมจึงเลือกแทงคนนี้ เขาก็บอกว่า แก้แค้น จะเห็นได้ว่าคำว่า “แก้แค้น” มันอยู่ใน Actual Morality นั่นเอง และมันเป็น Action guides เช่นสมมติว่าเห็นพ่อถูกฆ่าตาย และต่อไปจะต้องแก้แค้น ย่อหน้าต่อไป

ใน Action guides หรือ Moral reasons เป็นอย่างไร คือถึงแม้ว่ามันจะเป็น Moral reasons แต่เราสามารถถามได้เสมอว่า …และถามว่า เหตุผลที่ให้มาเป็นเหตุผลที่สมควรหรือไม่ เป็นเหตุผลที่ถูกหรือไม่ ก็คือ งานส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์นั่นเอง ต่อไปเขาก็ขึ้นเรื่องจริยศาสตร์ จริยศาสตร์เขาแบ่งเป็น 3 อย่าง คือ Descriptive, Normative and Analytic ที่จริงที่ต้องใช้คำว่า Analytic ก็เพื่อให้มันล้อกันกับ Descriptive, Normative ที่จริง Analytical Ethics นี้ส่วนเรียกว่า Metaethics ถ้าไปอ่านที่อื่นจะไม่เจอ Analytical Ethics

Descriptive Ethics ไปศึกษา Actual Morality อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ คือที่จริงในส่วน Descriptive Ethics คือส่วนที่เรียนใน...เดี๋ยวก็จะได้เรียน เช่น อารมณ์กับศีลธรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เช่นทำไมพอเรามี Mob ที่ไร...นักจิตวิทยาก็มาอธิบายว่าเป็นการกกระจายความรับผิดชอบ พอมากขึ้น ก็คิดว่าคนอื่นไม่เห็นตัวเอง เลยคิดว่า จะทำอะไรก็ได้ นี่ก็เป็นจิตวิทยา ซึ่งก็เป็นจิตวิทยา เป็นสังคมวิทยาอะไรอย่างนี้ หรือว่ามองว่า เด็กมีพัฒนาการทางศีลธรรมอย่างไร เด็กไปอยู่ในสังคมถึงมีการพัฒนาทางศีลธรรม เรื่องเหล่านี้จะเป็น Descriptive Ethics ทั้งหมด ซึ่งถ้าเราดูย่อหน้าที่สองนี้ ถ้ามองแบบเปรียบเทียบแล้ว นักปรัชญาจะตัดขาด ต่างจากพวกนักวิทยาศาสตร์สังคม นักปรัชญาเขาสนใจ Actual Morality แต่สนใจในฐานะอะไร นักปรัชญาเขาสนใจ Actual Morality เหมือนกันแต่เขาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการถกเถียง นักปรัชญาจะไม่ดูว่าอะไรมันเป็นอย่างไรแล้วก็จบ แต่ดูว่ามันควรจะเป็นอย่างไร สมมติผู้หญิงไปทำแท้ง ทำแท้งเสร็จก็มีความบังเอิญ คือเด็กที่ถูกทำแท้งไม่ตาย อันนี้คือข้อเท็จจริง ปัญหาก็คือว่า แพทย์ควรทำอย่างไรแก่เด็ก ปล่อยให้ตายหรือว่าช่วย ถ้าเป็น….ก็คือบอกว่าให้ตาย แล้วเขาก็มาพิจารณาว่า เพราะนิยามของการทำแท้งหมายถึงอะไรเป็นต้น อันนี้คือตัวอย่าง เพราะฉะนั้นเราก็ไม่บรรยายแค่ว่ามีผู้หญิงทำแท้งตอนลูกอายุ 5 เดือนทั่วสหรัฐ 30,000 คน ในจำนวนนี่เด็กที่ถูกคลอดออกมายังดิ้นอยู่ อันนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเป็นปรัชญาคือ เด็กที่มันดิ้นอยู่ข้างหน้า ควรทำอย่างไรกับเด็กอยู่ ปล่อยให้ตาย ให้พยาบาลบีบคอ

พวกคุณคงคุ้นกับ Normative Ethics แต่อยากให้ดูคำว่า Moral Agent หน้าที่ 6 คือผมจะพยายามให้ดู Key word ต่างๆ Moral Agent คืออะไร คือคนที่เลือกที่จะทำอะไรไม่ทำอะไรโดยอาศัยเหตุผลทางศีลธรรม คำว่า “เลือก” เป็นคำสำคัญสำหรับ Moral Agent คือเลือกได้ ถ้าจะเลือกได้ต้องคิดได้ และต้องใช้เหตุผลได้ ไม่งั้นก็คงไม่มีการเลือก อันนี้คือ Moral Agent มันมีความสำคัญกับ Normative Ethics อย่างไร ทำไมเขาพูด ด มาตั้งนาน ไม่พูดเรื่อง Moral agent พอมาพูดถึง Normative Ethics จึงพูดเรื่อง Moral Agent คือใน Descriptive Ethics สมมติเห็นชาวเอสกิโมฆ่าเด็กทารก เขาก็ Justified การฆ่าเด็กทารกของเขา ช่วย Actual Morality ที่เขามี เพราะฉะนั้น Justified มันใช้ได้ทั้ง Descriptive, Normative แล้วตรงนี้ Moral Agent กับ Justified กับ Normative Ethics มันสัมพันธ์กันอย่างไร จะมีใครในสหรัฐใช้ Actual Morality ของเอสกิโมเป็น Action Guide หรือเป็น Moral ..ที่ใช้ในการ Justified การกระทำของตน คงไม่มี แล้ว Normative Ethics

นักศึกษา Moral Agent ใช้ Normative Ethics เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ

อ. คืออย่างสมมติ ผมเป็นคนทำคลอดอย่างนี้ จะฆ่าเด็กก็ฆ่าเลย ก็เป็น Moral Agent เพราะใช้ Actual Morality ของเอสกิโม แต่ว่า Moral Agent ตรงนี้กับ Normative Ethics มันสัมพันธ์กัน ทำไมอยู่ดีต้องพูดออกมา

นักศึกษา Normative Ethics หมายถึงว่า กฎเกณฑ์ที่ได้มาตรฐานที่เขาวางไว้แล้ว ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้…

อ. แล้วมันจะต่างจาก Descriptive Ethics อย่างไร อย่างประโยชน์นิยมเขาให้ใครใช้บ้าง ให้ชาวเอสกิโมเท่านั้น เหตุที่ต้องพูดถึง Moral agent Normative Ethics เป็นสิ่งที่ชื่อว่า เป็นสิ่งที่ให้ Moral agent ของทุกคนในสังคม Moral agent เป็นสิ่งที่ทุกคนใช้ได้ โดยไม่ขึ้นกับว่า สังคมไหน คือเชื่อว่า เป็น Norm ที่เป็นสากล คือใช้ได้ทั่วไป อันนี้คือความสำคัญของ Moral agent ใครก็ตามที่เป็น Moral agent คือ คิดได้ ให้เหตุผลได้ ตัดสินใจเลือกที่จะกระทำตามกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมได้ คนเหล่านี้คือเป้าหมายของ Normative Ethics คือคนเหล่านี้คือคนที่พวก นักจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐานเชื่อว่าจะเอาเกณฑ์ทางจริยศาสตร์ที่เขาเสนอไปใช้ได้ ไม่เหมือนกับ Actual Morality ของเอสกิโม ที่คนเอสกิโมเท่านั้นที่ใช้ได้ คือเราคงไม่อยากใช้

ลักษณะอีกอันหนึ่งของ Normative Ethics คืออะไร

นักศึกษา อยากให้อาจารย์เขียนเป็นรูปกราฟ เขียนแบบลักษณะโครงสร้าง

อ. มันจะไปเขียนอย่างไร เพราะมันมีอยู่สองคำเท่านั้นเอง ภาพกว้างๆ มันก็มีแค่นี้ Morality จะเป็น Action Guide หรือเป็นตัวให้ Moral season หรือ ให้มัน Justification กับการกระทำ ประเด็นก็คือว่า ของ Descriptive Ethics เป็นเรื่องของสังคมสังคมหนึ่ง หรือว่าจะเป็นเรื่องของจิตวิทยา เช่นถ้าจิตวิทยาก็จะดูตรงนี้ว่า อันนี้มันสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องของมนุษยวิทยา ก็คือว่า มันมีเนื้อหาอย่างไร แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องของ Normative Ethics ประเด็นก็คือว่า สิ่งนี้มันใช้ได้กับทุก Moral agent มันเป็นสากล แต่ว่า ถ้าเป็นของ Descriptive สมมติว่า มีเอสกิโม มันก็เอสกิโม ของ Normative ตรงนี้มัน Universal คือว่า ศีลธรรมใดๆ ก็มีอยู่แค่นี้ สมมติศีลธรรมที่ดูง่ายที่สุดก็มีระบบศีลธรรม หน้าที่ของระบบศีลธรรมมี 2 อันนี้ และก็มี Moral agent คือคนที่ทำตามระบบศีลธรรมนั้น และก็มีความสัมพันธ์ระหว่าง 2 อันนี้

มันมีอยู่แค่นี้ ประเด็นก็คือว่า Descriptive Ethics เก็บข้อมูลมาแล้วก็วิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นของเอสกิโมเป็นอย่างไร เป็นต้น หรือว่า จิตวิทยาอาจจะบอกว่า ผู้ทำ การทำ ศีลธรรมสัมพันธ์กับจริยธรรมของสังคมได้อย่างไร ทำไมเลี้ยงเด็กขึ้นมา บางคนก็เป็นคนดี บางคนก็เป็นไม่ดี และอันนี้มันก็ใช้กับ Moral agent คือเช่น ชาวเอสกิโมเท่านั้น แต่ถ้าเป็นของ Normative Ethics มันก็ชุดเดียวกัน เพียงแต่ว่าชุดเดียวกันนี้ คือเขาก็ตอบทฤษฎีมาเลย และทฤษฎีนี้เชื่อว่า ใครก็ตามมีความคิดใช้เหตุผลได้ พูดภาษารู้เรื่อง สามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไรได้ ไม่เป็นโรคจิตอย่างนี้ ก็ถือว่า ใช้ทฤษฎีของเขาได้แล้ว

พูดง่ายๆ ว่า Descriptive Ethics มันเป็น Actual Morality คือสังคมสังคมนี้มีความคิดทางศีลธรรมอย่างไร คือเป็นข้อเท็จจริง หรือว่า พฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลนี้เป็นอย่างไร พัฒนาอย่างไร เมื่ออยู่ในสถานการณ์หนึ่ง ทำไมถึงทำอย่างนั้น ทำไมถึงทำอย่างนี้ ซึ่งเป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ แต่ว่าถ้าเป็นการศึกษา Normative Ethics ก็คือดูท้ายหน้า 5 คือคำถามที่ผมถามเมื่อสักครู่ และย่อหน้าที่สอง นับจากบรรทัดท้ายขึ้นมาบรรทัดที่ 4 คือสิ่งที่นักปรัชญาทำ นักปรัชญาจะตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงตรรกะระหว่างการตัดสินทางจริยธรรมต่างๆ และก็จะสร้างระบบที่มีความสอดคล้องกลมกลืนภายใน คือไม่มีความขัดแย้งกัน โดยอาศัยหลักเกณฑ์พื้นฐานบางอย่างเช่น ประโยชน์นิยมอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอันนี้ของ Normative Ethics จะเป็นทฤษฎีที่ออกมาโดยการเสนอ Argument นั่นเอง จะเป็นระบบทฤษฎีที่ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนกับเหตุผลภายใน ก็คือเป็นเหตุผลที่ออกมานั่นเอง ไม่ต้องไปดูสังคมว่า สังคมคิดอย่างไร ก็ออกเหตุผลนี้ออกมาได้

Descriptive Ethics ไปหาจากสังคม ส่วน Normative Ethics คือนั่งคิดขึ้นมาแล้วใช้เหตุผลขัดเกลา แน่นอนคงไม่มีใครคิดแบบอากาสธาตุนะครับ จุดเริ่มต้นในการคิดก็คือ ศีลธรรมในสังคมนั่นเอง และในของ Descriptive Ethics นี้ เช่นถ้าเราได้ Actual Morality ของสังคมนี้ มันก็เป็นของสังคมนี้ สมมติ เราอธิบายระบบของจริยธรรมในสังคมนี้ได้เป็นระบบเลย ก็ใช้ในสังคมนี้พอ แต่ว่าถ้าเป็น Normative Ethics ถ้าคุณคิดทฤษฎีที่เป็นระบบที่มีความสอดคล้องกลมกลืนออกมาได้ ก็ถือว่าให้คนทั่วโลกใช้ ทีมีทุกวันนี้ก็คือ ทฤษฎีสิทธินั่นเอง ไม่ว่าจะสังคมไหนก็จะให้เป็นสิทธิหมด

ต่อไปดูเรื่อง Mataethics เพราะฉะนั้น Descriptive Ethics มันก็จะแยกออกเป็นอีกอันหนึ่งเลย ไปเน้นทางสังคมวิทยา ทางมนุษยวิทยาอะไรทำนองนี้ อาจจะไม่เกี่ยวกับเราโดยตรง เพราะถ้าเกี่ยวเราคงจะต้องเรียนการวิจัยหนักกว่านี้ ของเราจะเรียนมาทาง Normative Ethics และก็แน่นอนต้องขึ้น Mataethics ด้วย Mataethicsนี้ทำอะไรครับ ลองดูท้ายหน้า 6 ซิครับ

: to obtain a clear and complete understanding of the semantical,logical,and epistemological structure of moral discourse. นี้คือการทำความเข้าใจโครงสร้างของวรรณกรรมหรือภาษาของภาษาเชิงศีลธรรม ภาษาเชิงจริยธรรมก็ง่ายๆ เช่นทำอย่างนั้นมันผิด ฆ่าคนเป็นบาป หรือว่าช่วยเหลือคนเป็นสิ่งที่ดี ความกล้าหาญเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง คือ Moral discourse ก็คือศึกษาภาษาของการใช้ภาษาเชิงศีลธรรมใน 3 ระดับ คือระดับ คือ

อรรถศาสตร์ (Semantical) หมายถึง การศึกษาความหมายของคำ เช่น ควรไม่ควร ถูก-ผิด หน้าที่ แปลว่าอะไร ดี แปลว่าอะไร ชั่ว แปลว่าอะไร การลงโทษ การให้รางวัล แปลว่าอะไร

ตรรกวิทยา (Logical) คือ ความสัมพันธ์ทางตรรกะนั่นเองซึ่งเราคงคุ้นเคยกันแล้วเช่น การตรวจสอบ Validity แต่ว่าของ Mataethics จะไปดูว่ามันต้องใช้เหตุผลอย่างไรในการใช้เหตุผลเชิงจริยศาสตร์

ญาณวิทยา (Epistemological) เป็นเรื่องของญาณวิทยา คือเป็นเรื่องของความรู้ เช่นเรามีความรู้เกี่ยวกับ กฎเกณฑ์ทางที่เป็นวัตถุวิสัยได้หรือไม่

ทั้งหมดนี้คือ แง่มุมต่างๆ ของ Mataethics ถ้าดูหน้า 8 เขาจะสรุปไว้ให้ มีวิธีการที่ใช้ เป็นความถูก-ผิดของความเชื่อทางศีลธรรมหรือไม่ ประโยคข้อความทางจริยธรรมเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความจริงได้หรือไม่ หรือว่าความรู้เกี่ยวกับความถูก-ผิด เราควรใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมในการให้เหตุผลสนับสนุนการ Justified ข้อสรุปทางจริยธรรมอย่างไร มีวิธีการของมันเองหรือเปล่า หรือไม่มี เราบอกได้ไหมว่า เหตุผลทางศีลธรรม มัน Sound มัน Valid อันนี้ก็คือเป็นเรื่องของ Metaethics เราจะเห็นได้ว่า Descriptive Ethics ศึกษา Actual Morality ที่คนมีกันอยู่แล้ว Normative Ethics เป็นหารเสนอ Ideal Morality บนพื้นฐานของเหตุผล และมัน Ideal ก็คือใช้ได้ทุก Moral agent ส่วน Metaethics ศึกษา Ideal Morality ว่าเนื้อหาของมันและกิจกรรมของคนที่ออก Ideal Morality มันเป็นอย่างไร มันจะซ้อนกันอยู่ในนี้

Actual Morality จะถูก Descriptive Ethics ศึกษา Ideal Morality ก็ถูก Metaethics ศึกษา ซึ่งอย่างที่ Taylor บอกว่า Metaethics มันเพิ่งงอกมาใหม่ คือมันเพิ่งแยกออกมาในศตวรรษที่ 20 นี่เอง เพราะว่าศตวรรษนี้เป็นศตวรรษของปรัชญาภาษา และอย่างที่บอก Metaethics มันศึกษา Moral discourse ก็คือภาษาทางจริยธรรม มีประเด็นหนึ่งว่า ถ้าคนไปอ่าน Metaethics บางที่อาจจะไม่กลับมาตรงนี้ คือบางที่คล้ายกับศึกษาตรงนี้อยู่ (ตรงไหนฟ่ะ) เพราะว่าศตวรรษที่ 20 มันแยกออกมาเองเลย เพราะฉะนั้น Normative Ethics จึงมี Actual Morality เป็นจุดเริ่มต้น และเขาก็หนีออกไป โดยใช้เหตุผลขัดเกลาสร้างระบบใหม่ บางที Metaethics ไปเริ่มตรงนั้นเลย เริ่มที่ Actual Morality และก็สร้างระบบออกมาอธิบาย แต่ประเด็นที่ผู้เขียนเตือนก็คือว่า ก่อนศตวรรษที่ 20 นักปรัชญาหลายคนก็พูดในเชิง Metaethics เพียงแต่ว่า เขาไม่แยกออกมาให้เห็นชัดเท่านั้นเอง ในส่วนนี้ถ้าสมมติไม่มีปัญหา กลับไปบ้านเขียนชาร์ตทออกมาใช้ได้เลย แต่ว่ามันอาจจะแยกออกจากกัน หรือรวม คือต้องจัดกลุ่มไปหา เช่น Ethics เป็น Philosophical inquiry, Morality แบ่งเป็น Ideal และอีกอันก็มีคำว่า Moral ที่จะ Apply กับอะไรก็ได้

CUSTOMARY MORALITY AND REFLECTIVE MORALITY เขากำลังพูดประเด็นอะไร อะไรคือประโยชน์ของ Reflective Morality เขาเริ่มจากบอกว่า สมมติว่ามีคนคนหนึ่งยึดมั่นใน Custom อย่างแน่นแฟ้น ประเพณีที่เกี่ยวกับศีลธรรมของสังคมอย่างเหนียวแน่น แล้วเขาก็ไม่ได้ยึดถือกฎศีลธรรมนี้ด้วยปากเท่านั้น คือทำด้วย คือยึดมั่นอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งคนแบบนี้ เขาบอกว่าเป็นคนที่ดี แต่ว่าจะมีปัญหาอะไรกับเขา เขาจริงใจกับกฎริยธรรมแค่นี้ ไปเจออะไรเลยมีปัญหา คือไปเจอระบบความคิดทางจริยธรรมที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คนเหล่านี้จะมีปัญหาเพราะ (ลองดูหน้า 10 ) เขาจะไม่สามารถให้เหตุผลสนับสนุน Justification แปลว่าเหตุผลสนับสนุน นี่คือการขาดการตรวจสอบด้วยเหตุผลมาอย่างดีแล้วคือ Reason แล้วอันที่จริงเป็นวัตถุวิสัย คือเป็นกลาง ตรงนี้แปลได้ว่า เป็นกลาง ถ้าเขาไปเจอคนที่เชื่อต่างจากเขา เขาจะอธิบายจุดยืนไม่ได้ คือถ้าเขาอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้ มันก็หมายความว่า เขาไม่เข้าใจเองเหมือนกัน ถ้าเกิดอย่างนี้ขึ้นแปลว่า คนคนนี้จะกลายเป็น Dogmatic คือคนที่ยึดถือความเชื่ออย่างหนึ่ง โดยไม่คิดจะยอมเปลี่ยนแปลง บางคนแปลว่างมงาย อย่างเช่น เอาอะไรมาถูโต๊ะแล้วเห็นเป็นเลขอย่างนี้ ก็เลยไปซื้อแต่ไม่ถูก ก็เลยไปถูใหม่อย่างนี้ ก็ไม่เชื่อว่าไม่มี ก็เป็น Dogmatic แต่บางที่เราไม่อยากจะพูดว่างมงาย เช่นพวกมิชชันนารีเข้าไปอยู่ในป่า ทิ้งอะไรหมดเลย เพราะเขา Dogmatic เชื่อมั่นศาสนาเขา เขาจะกลายเป็น Dogmatic คือคนที่เชื่อมั่นอย่างลึกซึ้ง อย่างมั่นคงในประเพณีเกี่ยวกับศีลธรรมในสังคมของเขา ไปเป็น Skepticism คือ คนที่สงสัย ไม่ยอมปักใจเชื่อ ในที่นี้ก็คือ Moral Skepticism สงสัยเกี่ยวกับความมีอยู่ของศีลธรรม ว่า ตกลงแล้วมันมีจริงหรือเปล่า และในที่ก็อาจจะเป็นอะไร คือ Immoral สังเกตว่าในตรงนี้เขาใส่เครื่องหมายคำพูดไว้ว่า ปรัชญาเชิง Moral มีหลายความหมาย นี่ก็ความหมายหนึ่ง อีกอย่างคือคนที่ใช้ชีวิตโดยไม่คำนึงถึงกฏเกณฑ์ที่ใช้ทางศีลธรรมอะไรเลย แต่คนอย่างนี้ไม่ต้องเป็นคนเลว เช่นญี่ปุ่นอย่างนี้ ไม่ต้องมีศาสนา ไม่มีศีลธรรมในหลายส่วนของชีวิต โดยยึดถือกฎหมายเท่านั้น อย่าง CNN ไปทำสารคดีก็ตกใจว่า ไปสัมภาษณ์คนที่พาเด็กมัธยมไปนอน และก็ไปสัมภาษณ์เด็ก ไปสัมภาษณ์คนอื่นในสังคม ปรากฏว่าคนเหล่านี้คิดไม่ออกว่ามันเป็นเรื่องผิด เขาตอบแต่เพียงว่ามันไม่ผิดกฎหมายเท่านี้ คนญี่ปุ่นคิดได้แค่นี้ Dogmatic เห็นได้ง่ายๆในสังคมไทย เช่นเรื่องโสเภณีอย่างนี้ คือรู้สึกจะไม่มีใครเชื่อได้เลยว่า ในประเทศที่ไม่มีโสเภณีก็มีได้ แล้วถึงไม่มี เราก็มี Ideal Morality เราก็ทำให้มันไม่มีก็ได้ ถ้ามันมี เราก็ทำให้มันไม่มีก็ได้ เพราะว่าเรา Dogmatic เราก็เลยคิดว่าไม่มีวันที่จะไม่มี พวก Skepticism จะเห็นอยู่ประจำคือมีอะไรก็จะไม่ตัดสิน คนนี้ก็ถูก คนนั้นก็ถูก ถูกไปหมดเลย แต่ว่าอย่ามายุ่งกับฉันก็แล้วกัน

เขาบอก Descriptive Ethics จะช่วยไม่ให้เราเป็นตกเป็นพวกนี้ ทำไมจึงไม่เป็น Dogmatic ทำไมถ้าเรามี Reflection on Morality นี้ เราจะไม่รับมาเฉยๆ เราจะพิจารณา เราเลยไม่ Dogmatic เราเลยไม่งมงาย เราไม่ Skepticism เพราะ… ถ้าเรามี Reflection เราไม่เป็น Skepticism เพราะถ้าเราบอกเหตุผลได้ พิจารณาใคร่ครวญได้ ก็แปลว่าก็มีบางเรื่องที่เราตัดสินได้ แล้วเราก็จะไม่เป็น Amoral ก็คือเรายังคิดถึงเรื่องจริยธรรมได้ เพราะฉะนั้น คำว่า Reflection ก็เหมือนเดิม คือคิดอย่างมีเหตุมีผล การประเมินชุดการอ้างเหตุผลการพูดอย่างมีความสอดคล้องภายใน. Moral agent คือ ผู้กระทำเท่านั้นเอง Moral code เป็นหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 7:21 PM