อ.ปกรณ์ เดี๋ยวจะพูดเรื่องวิพากษ์สักหน่อย การวิพากษ์คือการใช้เหตุผลนั่นเอง คือการใช้เหตุผลไปประเมินนั่นเอง เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะรู้จักมัน เราต้องรู้จักว่าอะไรคือการใช้เหตุผล และก็รู้จักว่าอะไรคือการประเมิน ขั้นตอนการให้เหตุผลก็มี 2 ขั้นตอน
ขั้นตอนแรก คือขั้นตอนการทำความเข้าใจ ซึ่งคงเห็นแล้วว่ามันเป็นขั้นตอนที่ฟังดูแล้วเหมือนง่าย ถึงแม้คุณอ่านเห็นภาษาไทย ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลายาวที่สุด ในขั้นตอนการทำความเข้าใจ ก็คือต้องหาให้ได้ว่าผู้เขียน หรือผู้พูดมีข้อสรุปหลักอะไร เขากำลังบอกว่าอะไร และก็หาเหตุผลให้ได้ว่า ทำไมเขาจึงบอกว่าอย่างนั้น เราก็หาอยู่สองอย่างเท่านั้น คือ เขาบอกว่าอะไร และทำไมเขาจึงบอกอย่างนั้น
ซึ่งในที่สุด คำตอบที่ได้จากการตอบคำถามนี้ว่า เขาบอกว่าอะไร ทำไมเขาจึงบอกว่าอย่างนั้น ก็จะได้เป็นชุดการอ้างเหตุผล ก็คือ Argument นั่นเอง ซึ่งชุดการอ้างเหตุผลก็จะประกอบด้วยสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลสนับสนุน หรือข้ออ้าง กับข้อสรุป เพราะฉะนั้น เวลาเขียน คือคุณจะเขียนมาในลักษณะ 1 - 2 สรุป อย่าง เนียะ เวลาเขียนให้ระวัง ให้ดูว่า ข้ออ้าง หรือเหตุผลสนับสนุนมันเกี่ยวกับข้อสรุปจริง ๆ คือสองอันนี้มันต้องสนับสนุนอันนี้ เพราะฉะนั้นเขียนแบบ ต้องเขียนให้มันเกี่ยวกัน โยงกันได้ว่า ทำไม่จากสองอันนี้แล้วจึงมาเป็นอันนี้ได้ อันนี้คือการอ้างเหตุผล แต่ว่ามันมีข้อเตือนใจอยู่ว่า บางที่การหาอย่างนี้ บางอย่างมันจะซ่อนอยู่ เช่น ข้ออ้างหนึ่งหายไปก็มี บางที่มันก็ไม่ปรากฏออกมาชัด ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องเติมให้ได้ เอางานครั้งที่แล้วมาส่งก่อน เดี๋ยวจะยกตัวอย่างในนั้น ยกตัวอย่าง พวก Cultural relativism ให้ข้อสรุปว่า
อะไร คือเขาบอกว่าอะไร
ข้อสรุป ไม่มีความจริงทางศีลธรรมที่เป็นวัตถุวิสัย
เพราะ แต่ละวัฒนธรรมมีศีลธรรมต่างกัน
สิ่งที่ควรจำเอาไว้ การวิพากษ์ต้องหาข้อสรุปก่อน
การอ้างเหตุผล (Argument)
ข้ออ้าง |
------------------------------l |
ต้องสนับสนุนกัน |
| ข้ออ้าง |
------------------------------l |
| สรุป |
<-----------------------------l |
|
ที่จริงในการอ่านขั้นตอนการทำความเข้าใจ เขาก็จับแค่สองส่วนนี้ ว่าเขาบอกว่าอะไร ทำไมเขาจึงบอกว่าอย่างนั้น แล้วพอเราจับได้ ก็เอามาใส่การอ้างเหตุผล สมมติว่า อันนี้เราสรุปมาจากย่อหน้าในนั้นนะครับ จากนั้นเราก็ลองมาตั้งเป็นการอ้างเหตุผลก็ได้ พอตอนนี้ก็เริ่มเข้าการวิเคราะห์วิพากษ์ เพราะว่าพอเราเริ่มที่จะทำอะไรกับเหตุผลดิบหรือข้อมูลที่เราย่อยมาก่อนแล้ว เราก็เริ่มวิพากษ์
จากแต่ละวัฒนธรรมมีศีลธรรมที่ต่างกันทำไมเราถึงบอกว่า ไม่มีความจริงทางศีลธรรมที่เป็นวัตถุวิสัย ทำไมจากข้างล่างขึ้นไปสรุปข้างบนได้
นิสิต เพราะว่าการตัดสินทางจริยธรรมก็แตกต่างกันไปด้วย
อ. ก็คืออันล่างหรือเปล่าครับ (ความเชื่อต่างกัน) แล้วทำไมมาสรุปว่าไม่มีความจริงทางศีลธรรมที่เป็นวัตถุวิสัย (ความจริงทางศีลธรรมก็แตกต่างกันไปด้วย) ก็คือข้อสรุปใช่ไหมครับ มันสรุปออกมาได้อย่างไร (วัฒนธรรมแตกต่างกัน) วัฒนธรรมแตกต่างกัน ก็เลยมีศีลธรรมที่ต่างกัน ก็คือข้ออ้าง (ความเชื่อต่างกัน ก็เลยตั้งกฎเกณฑ์ต่างกันหรือเปล่าอาจารย์) ก็คือข้ออ้าง ปัญหาคือ ตรงนี้มันมาตรงนี้ได้อย่างไร มันหายอะไปอันหนึ่ง นี่คือข้อสรุป เราได้ข้อสรุปแล้ว และเราได้ข้ออ้างมาข้อหนึ่งแล้ว ยังหายไปข้อหนึ่ง อะไรนะครับการยอมรับแตกต่างกัน คือตรงนี้เริ่มวิพากษ์อ่อนๆ แล้ว เพราะมีการดึงสมมติฐาน (เพราะว่าสถานะทางศีลธรรมของแต่ละสังคมต่างกัน) คำว่า สถานะทางศีลธรรม แปลว่าอะไร (สถานะทางศีลธรรมก็คือ ระดับการวัดของแต่ละสังคมในด้านศีลธรรมที่ต่างกัน) มาตรฐานก็อันนั้นไงครับ มาตรฐานของแต่ละสังคมต่างกัน ก็เป็นข้ออ้างครับ
นิสิต ก็ในชีทเขาไม่ได้บอกข้ออ้างที่สองเลย ก็เขาไม่แสดงข้ออ้างที่สองเลย
อ. เราก็เลยต้องหาเอง และการหาเอง นี่คือส่วนหนึ่งของการวิพากษ์ เดี๋ยวผมยกตัวอย่างการวิพากษ์ง่าย ๆ เช่น
ทำไมไปถ่ายภาพโป๊ ก็ตอบว่า มันเป็นสิทธิ์อย่ายุ่ง แต่ไปถามคนอื่นที่เขาไม่ได้ไปถ่าย เขาก็บอกว่ามันเป็นสิทธิ์ของเขาอย่าไปยุ่ง ลองวิพากษ์อันนี้ซิครับ เริ่มขั้นตอนซิ ตอนนี้ได้เหตุการณ์มาแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งไปถ่ายภาพโป๊ เราเลยไปถาม ทำไมไปถ่ายภาพโป๊ เขาตอบว่า มันเป็นสิทธิ์ของฉัน พอได้ยินอย่างนี้แล้วควรทำอย่างไร วิพากษ์ดูซิครับ
สมมติว่ามีนางแบบภาพโป๊มาใส่บาตรท่าน ท่านเลยบอกว่า ทำไมถ่ายภาพโป๊ เขาตอบว่า อย่ามายุ่ง ในฐานะที่ท่านเป็นนักศึกษาจริยศาสตร์ ท่านต้องทำอย่างไรก่อน ขั้นตอนนะครับ ขั้นตอนที่มันเป๊ะๆ นะ
นิสิต หาข้อสรุปก่อน
อ. หาข้อสรุปก่อน อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ว่าต้องหาข้อสรุปก่อน คงจำได้นะครับ เพราะการวิพากษ์ต้องหาข้อสรุปก่อน ใครยังไม่ได้ยินบ้างว่า การวิพากษ์ต้องหาข้อสรุปก่อน ได้ยินนะครับ (ได้ยินครับ) ได้ยินแล้ว นำไปทำด้วยนะครับ ข้อสรุปมันควรจะเป็นอย่างไร
ข้อสรุป การถ่ายภาพไม่ผิดศีลธรรม
พอหาข้อสรุปว่ามันคืออะไร ขั้นตอนต่อไปคือ หาเหตุผลสนับสนุน ว่าทำไมเขาจึงบอกว่าอย่างนั้น
เพราะการถ่ายถาพมันเป็นสิทธิ์ (อันนี้เป็นข้ออ้างที่ ๑ สิ่งจะหาต่อไป คือข้ออ้างที่ ๒ )
อ. หายไปอันหนึ่ง
นิสิต คนอื่นไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายสิทธิของแต่ละคน
อ.สมมตินะครับ ห้ามก้าวก่ายสิทธิ แล้วตรงนี้จะสรุปว่าอย่างไร (ข้อสรุป) ห้ามก้าวก่ายสิทธิ การถ่ายภาพโป๊เป็นสิทธิ สรุปว่า เอาใหม่ซิ การถ่ายเป็นสิทธ์ ห้ามก้าวก่ายสิทธิ มันจะสรุปว่าอย่างไร สรุปว่า
นิสิต ห้ามก้าวก่ายการถ่าย
อ. ห้ามก้าวก่ายการถ่ายภาพโป๊ แล้วอันนี้มันควรจะอยู่ตรงนี้ไหม ในเมื่อข้อสรุปไม่ตรงกับสิ่งที่ช่วยให้มันสรุปได้ เข้าใจไหมครับ เมื่อกี้มีคนพูดถูกแล้ว แต่ผมอยู่ตรงนี้ก่อน ถามว่า เข้าใจไหมครับ ว่า ทำไม่อันที่สองมันจึงใช้ไม่ได้ เพราะว่าถ้าใช้อันที่สองข้อสรุปมันจะเป็นอันอื่น แต่สิ่งที่เรากำลังหา คือหาว่าอะไรมันจะทำไห้สรุปอย่างนี้ได้ เราจะเอาข้อสรุปนี้ ตรงนี้เลยยังไม่ใช่ เข้าใจไหมครับ คือว่า ถ้าเอาอันนี้ อันนี้มัอนอยู่ไม่ได้ แต่เราต้องการอันนี้ เอาใหม่ซิครับ ว่าอะไร
อ. ถ้าอะไรเป็นสิทธิ์ สิ่งนั้น ไม่ผิดศีลธรรม อันนี้ผมเขียนย่อนะครับ คิดว่า ข้อตอบช่วยให้สรุปลงมาได้ไหมครับ ตอบ ได้ อันนี้เป็นการวิพากษ์ไปในจุดหนึ่งแล้ว คือเราหาตรงนี้ออกมาได้
สรุป
ข้ออ้างที่ ๑ การถ่ายภาพมันเป็นสิทธิ์
ข้ออ้างที่ ๒ ถ้าอะไรเป็นสิทธิ์ สิ่งนั้น ไม่ผิดศีลธรรม
ข้อสรุป การถ่ายภาพไม่ผิดศีลธรรม
ขั้นตอนต่อไปก็คือดู Validity ซึ่งอย่างที่เคยบอกนะครับว่า Charity Principle บางทีเราต้องช่วยมัน Validity อันนี้มันเลย Validity สมมติอันนี้เป็น P อันนี้เป็น Q ถ้า P ก็ Q และ P สรุป Q ก็ Validity ถ้าฝนตก รถก็ติด ฝนตก รถติด ถ้าอะไรเป็นสิ่งนั้นไม่ผิดศีลธรรม การถ่ายถ้าเป็นสิทธิ์ สิ่งนั้นไม่ผิดศีลธรรม Validity ใช่ไหมครับ อันนี้คือขั้นตอนการประเมินขั้นที่ ๑
ขั้นที่ ๒ คือการประเมินแต่ละข้ออ้าง ท่านดู Rachels ก็เห็น ข้อหนึ่งยอมรับได้ไหมว่า การถ่ายเป็นสิทธิ การถ่ายภาพโป๊เป็นสิทธิหรือเปล่า เป็นสิทธินะครับ ข้ออ้าง ๒ จริงหรือเปล่า ที่อะไรเป็นสิทธิไม่ผิดศีลธรรม อา..ไม่จริง เช่น ยกตัวอย่างมาสนับสนุน ตอนนี้ท่านเสนอข้อสรุปว่า ข้อที่ ๒ ไม่จริง เพราะว่า
ลองให้เหตุผลมาซิครับ เราอาจจะให้เหตุผลเป็นตัวอย่างก็ได้ ตัวอย่างที่มาแย้ง ที่มันเป็นสิทธิ์ แต่มันผิดศีลธรรม
ตัวอย่าง เจอคนรถคว่ำแล้วไม่ช่วย มันเป็นสิทธิ์แต่ผิดศีลธรรม
เพราะถ้าข้ออ้าง ๒ มันหายไป ข้อสรุปนี้จะอยู่ได้ไหมครับ ถ้าเหตุสนับสนุนมันหายไป ข้อสรุปจะอยู่ได้ไหม ไม่ได้นะครับ อันนี้แปลการประเมินขั้นที่ ๒ มันไม่ผ่านนั่นเอง นี่ก็คือวิพากษ์คำพูดนี้เสร็จไปแล้ว อย่างเมื่อสักครู่ พูดเรื่องเมียน้อยขึ้นมา อ้อย บี เอ็ม บอกว่าเมียน้อยเป็นสิทธิ์ เพราะฉะนั้นเป็นได้ เราก็แย้งเขาได้ นี่คือการวิพากษ์ง่าย ๆ อันนี้วิพากษ์จบไปแล้ว จะเห็นได้ว่า จบอย่างน่าใจหาย แป๊บเดียวก็จบแล้ว คือว่าวิพากษ์มันจะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสิ่งที่เราวิพากษ์ อย่างบางท่านทำวิทยานิพนธ์ชิงคุณภาพ คือคุณวิพากษ์บทที่ ๑ ถึงบทที่ ๔ คุณวิพากษ์มันทั้งเล่มเลย เพราะสิ่งที่คุณทำมันซับซ้อน แต่พอดี ตัวอย่างที่ยกมานี้มันไม่ซับซ้อน ก็วิพากษ์จบแล้ว ก็คือแค่นี้เอง มันเริ่มตั้งแต่ตอนการทำความเข้าใจหาสมมติฐานให้เขาก่อน แล้วก็ประเมิน Validity สักหน่อย ประเมินข้ออ้างสักหน่อย
ความจริง วิธีการประเมินมีมากกว่านี้ ท่านนึกถึง Rachels เช่น ถ้ายอมรับสิ่งนี้อะไรจะเกิดตามมา เช่น (คุณพูดเป็นข้อสรุปใช่ไหมครับ คุณต้องให้เหตุผลด้วย ถ้าคุณไม่ให้เหตุผล ถือว่าคุณไม่ได้พูดอะไรเลย คือมันเป็นอย่างนี้ การวิพากษ์ ถ้าไม่ให้เหตุผลสนับสนุน นอกเสียจาก มันเป็น Self evidence คุณก็ถือว่าคุณไม่ได้พูดอะไร) ถ้าอันนี้ถูกต้องผลที่ตามมา ก็คือ สังคมไม่สงบสุขเพราะ
นิสิต ถ้าใครก็ตามถ่ายภาพโป๊ แล้วไม่ผิดศีลธรรม
อ.เพราะคนก็จะไปถ่ายภาพโป๊กันหมด อันนี้ก็เป็นการประเมินข้อสรุปอีกวิธีหนึ่ง คือถ้าการถ่านภาพโป๊ไม่ผิดศีลธรรม ผลที่ตามมาก็คือ คุณก็ไปถ่ายเสียซิ หรือว่า คนก็จะถ่ายภาพโป๊กันหมด แล้วแต่ผลที่ตามมา อันนี้ก็คือข้อเท็จจริงในสังคมมาแล้ว คนดูไทยรัฐปกหน้าแรก หลานเดินผ่านมา เลยข่มขืนหลานเสียเลย ผลที่ตามมาซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในสังคม เพราะฉะนั้นมันไม่ผ่าน ๒ ข้อนี้ นี่คือวิพากษ์ที่ว่าจับกรอบใหญ่มันไว้ วิพากษ์มันมีแค่นี้ แต่ที่มันซับซ้อนที่ผ่านมาเพราะว่า เนื้อหาที่วิพากษ์มันซับซ้อน เช่นบางที่การหาสมมติฐาน ก็ไปหาในระดับอภิปรัชญาก็มี คือชีวิตเป็นอย่างไร อะไรเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ก็มี มันจะลำบากตรงหาสมมติฐาน การหาสมมติฐานไม่ได้มีระดับนี้ มันมีข้ออ้างมาข้อเดียวแล้วมีข้อสรุป เลยต้องหาข้ออ้างอีกอันหนึ่ง มันอาจจะมีอีกว่า ข้ออ้างที่ปรากฏเบื้องหลังมันมีอะไรอยู่ อันนี้ข้อเท็จจริงอย่างกว้างเกี่ยวกับการวิพากษ์
นิสิต อย่างนี้ข้อที่ ๒ ก็คือ สมมติฐาน
อ. คือเป็นสมมติฐานของเขา แต่ที่จริงเป็นข้ออ้าง สมมติฐานคือสิ่งที่ใช้โดยไม่บอก คือพอเราไปถามเขา เขาบอกมาแค่นี้ เราไปถามว่า ทำไมถ่ายภาพโป๊ เขาก็ตอบว่า การถ่ายภาพโป๊ไม่ผิด เพราะมันเป็นสิทธิ์ แล้วเขานส็น็
ก็วิ่งหนีไปเลย
สมมติฐานจะมีหลายที่ อันนี้เป็นตัวอย่าง คิดว่าตัวอย่างนี้ให้ภาพการวิพากษ์ ตกลงมันก็มีแค่นี้เอง ความซับซ้อนอยู่ที่เนื้อหา ไม่ใช่อยู่ทีวิธีการ วิธีการมันจะซับซ้อนไปตามเนื้อหา อย่างที่บอกแล้วว่า เนื้อหาจะมาเป็นตัวขับเคลื่อนวิธีการ ตกลงเห็นภาพแล้วนะครับ วิพากษ์มันก็มีแค่นี้ พอดีทำจบเร็วไปหน่อยเพราะ มันพื้นไปหน่อย สำหรับเหตุผลนี้
หาอันนั้นซิครับ ขั้นตอนเดิม ที่จริงสิ่งที่เราข้าคือตรงนี้ใช่ไหม ว่ามันได้มาอย่างไร แต่น่าจะทราบว่ามันได้มาอย่างไร เพราะทำมา ๓ ชั่วโมงแล้ว ก็คืออ่านแล้วได้มา ได้มาแล้วทำอย่างไรต่อ ควรจะ Paraphrase มันไหม เพื่อให้เข้ากับล๊อคความคิดของเรา ความหมายเดิม แต่ประโยคใหม่ หรือว่าอย่างไร เราได้ข้อสรุปแล้ว ได้ข้ออ้างแล้ว อะไรหายไป ต้อง Paraphrase ไหม คือคนเขียนเขาก็รู้สึกลำบากที่จะต้องสรุปให้ เขาก็ Paraphrase เหมือนกัน เขาเขียนเองก็ Paraphrase เอง เอา Rachels มาไหม ลองอ่านหน้า ๑๔ คอลัมน์ขวา ลองดูซิครับ แล้วลองเขียนมาว่าอะไรมันหายไป
คอลัมน์ขวา ลองดูเรื่องโลก โลกกลม โลกแบน แล้วก็ Paraphrase ครับ ลองคิดดูซิครับว่า จากเหตุนี้ มันสรุปลงในข้อสรุปได้อย่างไร ลองคิดดู ให้พูดเป็นประโยค ถ้าสมมติว่า subjective truth มันจะอยู่ในนี้หรือเปล่า จะเป็นข้อสรุปหรือเปล่า ถ้าเป็นข้อสรุป มันก็แปลว่าเจอแล้วไง เราหาที่ยังไม่เจอ
นิสิต มันเป็นศีลธรรมแบบอัตตวิสัยหรือเปล่า
อ. คืออัตตวิสัย ต้องระวังใช่ไหมครับ อัตตวิสัยมี ๒ ระดับ คือพวก Subjectivism โดย Concept มันนะครับ มี ๒ ระดับ แบบ Sophist คือใครพูดถูกหมด กับอัตตวิสัยระดับสังคม คือแต่ละสังคม แต่ละวัฒน-ธรรมก็ถูกของเขาเอง อันนี้ก็เป็น Cultural Relativism ถ้าสมมติมันเป็นอย่างนั้นมันก็คือข้อสรุปใช่ไหม ที่คุณพูดมันคือข้อสรุป แต่ที่ขาดหายไปคือตรงกลาง
Paraphrase ข้ออ้างให้แล้วกันว่า แต่ละวัฒนธรรมมีความเห็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับศีลธรรม สรุป ไม่มีความจริงทางศีลธรรมแบบวัตถุวิสัย อะไรหายไป
นิสิต ข้อสมมติฐาน
อ. ใช่
นิสิต พลอย เดานะอาจารย์ ถ้าแต่ละวัฒนธรรมมีความเห็นขัดแย้งกัน จะไม่มีความจริงที่เป็นวัตถุวิสัย จะไม่มีความเป็นจริงทางศีลธรรมที่เป็นวัตถุวิสัย
อ. คือใช่นะครับ แต่ตรงไปหน่อย เอาใหม่นะครับ ถ้าเรื่องใดคนมีความเห็นแย้งกัน เรื่องนั้นไม่มีความจริงที่เป็นวัตถุวิสัย
ครั้งที่แล้วว่า ถ้าคุณหาสมมติฐานตรงนี้ออกมาได้ ที่เหลือข้างหลังแทบจะไม่ต้องทำ ข้อสองมันฟังดูอย่างไรนะครับ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็ไม่จริงเลย ก็คงไม่มีอะไรจริง เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าได้ชุดการอ้างเหตุผลแล้วนะครับ ขั้นต่อไปทำอะไรนะครับ
ตรวจสอบ Validity ผ่านไหมครับ เอาขั้นแรกก่อนว่า Validity ไหม อันนี้ถ้า P ก็ Q สรุป Q Validity ไหม อันนี้ Q หรือเปล่า คือเวลาที่ผมพูด PQ จะดูอย่างไร คือดูที่คำหลักอย่างนี้นะครับ บอกว่าไม่ Validity ทำไมไม่ Validity ถ้า P ก็ Q แล้วสรุปว่า Q ใช่ไหม ใช้ได้ไหม ถ้าฝนตกรถก็ติด ฝนตก รถติด คือถ้าเข้าฟอร์มนี้ Validity หมด ที่จริงเคยให้ไปท่องแล้วใช่ไหมว่า เข้าฟอร์มไหน Validity และถ้าไม่เหมือนอันนั้นก็ไม่ Validity
นิสิตพลอย คราวก่อนหนูถามอาจารย์ อาจารย์บอกว่าไม่ผ่าน จำได้ไหมคะ ทำไมคราวนี้ผ่าน
อ.คืออันนั้นเป็นการตีจากว่า อันนี้เป็น Is แล้วมา Ought ถ้าอย่างนี้ต้องตั้งอีกอันหนึ่ง เดี๋ยวลองตั้งมันดูก็ได้ แต่มาดูอันนี้ก่อน
นิสิต อาจารย์ครับ ที่อาจารย์บอกว่าผ่าน ตรงจะบอกว่า แต่ละวัฒนธรรมมีความเห็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับศีลธรรม ถ้าเรื่องคนมีความเห็นขัดแย้งกัน เรื่องนั้นไม่มีความจริงกลาง ดังนั้นไม่มีความจริงทางศีลธรรมแบบวัตถุวิสัย แล้วถ้าเราไม่มีเกณฑ์วัดมาตรฐานตรงนี้ แล้วมันจะได้อย่างไร
อ.มาตรฐานอะไร คือยังไม่ได้ดูเนื้อหา ดูแต่ฟอร์มของมันก่อน คือเรื่อง Is, Ought เดี๋ยวจะเห็นว่ามันซับซ้อน คือการแย้งว่าคืออันนี้เรียกว่า Naturalistic Fallacy คำนี้กำกวมนะครับ เพราะ Moore ใช้คำนี้ ซึ่งเขาใช้ในอีกความหมายหนึ่ง เรื่อง Is, Ought จะเห็นตรงนี้ และมันจะซับซ้อนลงไปอีกหน่อย สมมติตรงนี้อนุโลมให้ผ่าน เพราะเราสร้างเท็จขึ้นมา
ข้อสอง สมมติเราประเมิน Validity แล้ว เราจะประเมินอะไรต่อ ประเมินข้ออ้าง ข้ออ้าง ๑ เห็นด้วยไหมครับ ทำไมเห็นด้วย เพราะมันเป็นข้อเท็จจริง นักมนุษยวิทยาเจอมาอย่างนี้ เป็นข้อเท็จจริงต้องเห็นด้วย ข้อสอง เห็นด้วยไหม ถ้าคนไม่เห็นด้วยกันเรื่องอะไร สิ่งนั้นไม่มีความจริงกลาง ไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะว่ามันแปลกนะ ลองยกตัวอย่างที่เห็นแย้งซิครับ เพื่อเป็นเหตุผลให้อันนี้
นักศึกษา โลกกลม โลกแบน
อ.โลกกลมโลกแบน คนเห็นแย้งเรื่องโลกกลม โลกแบน แต่คงไม่มีใครมาสรุปว่า มันไม่มีความจริง จริงๆ ว่าจริงๆ แล้วมันกลมหรือมันแบน คือไม่มีความจริงกลาง ลองยกตัวอย่างอื่นได้ไหมครับ
นักศึกษา วัดพระธรรมกาย
อ. คือถ้าคนเห็นแย้งกันว่า แต่อย่าลืมนะครับว่าปัญหาเรื่องการทำแท้ง หรือวัดพระธรรมกายมันมีปัญหาเรื่องตรงนี้หน่อยคือ จริง กับ ควร วัดพระธรรมอาจจะลงได้คือ ถ้าคนเห็นแย้งกันว่า วัดธรรมกายทุจริตจริงหรือไม่ เราสรุปไม่ได้ว่า พูดเรื่องทุจริตจริงหรือไม่จริง เราสรุปไม่ได้ว่า จะพูดไม่ได้ว่า เรื่องวัดธรรมกาย จริงหรือไม่จริง เพราะเราตรวจธนาคาร ตรวจโฉนดที่ดินได้ ตรวจการถ่านโอนเงินก็ได้ เพราะฉะนั้นให้ความจริงกลางได้หมด เพราะฉะนั้น ข้อสองไม่ผ่าน
ข้อสาม ที่จริงสองอันนี้มันอันเดียวกัน คือเป็นการประเมินเนื้อหาของข้อความ เอาละผมแยกให้เห็นชัดลงไป ข้อสามนี้ คือการทำอะไร คือ การประเมินผลที่ตามมา หากรับข้อสรุปเป็นจริง ถ้าอันนี้เป็นจริงอะไรจะตามมา แล้วยอมรับได้หรือไม่ คือถ้าสมมติว่า ไม่มีความจริงทางศีลธรรมที่เป็นวัตถุวิสัย อะไรจะตามมา
ถ้าเปรียบเทียบไม่ได้ แล้วมีปัญหาอะไรที่
..ได้ เปรียบเทียบไม่ได้แล้ว อย่างไรต่อ คือ จะปฏิรูปไม่ได้ จะบอกว่า ให้เขาเปลี่ยนไม่ได้ สมมติสังคมนี้เอาเด็กมาฆ่าเล่นอย่างนี้ ก็บอกให้เขาเปลี่ยนไม่ได้ ผลที่ตามมาใช่ไหมครับ หรือในสังคมเราเอง เราจะพัฒนาศีลธรรมไม่ได้ ที่จริงข้อสามมันไม่ผ่าน หรือเรามีสมมติฐานว่าไม่ผ่านก่อนก็ได้ ถ้าเราอ่าน Rachels เพราะเขาแย้งมาตั้งสามข้อ คือในส่วนของหน้า 15 หัวข้อใหญ่ Consequence ก็คือเขาแย้งตรงนี้ทั้งหมด นี่ก็วิพากษ์ครบแล้ว เดี๋ยวกลับมาประเด็นที่ว่าไม่ Valid (ที่พลอยถามตั้งแต่ต้นจำได้ไหม) คือที่บอกว่าไม่ Valid นั้น คือการสรุปว่าถ้าเป็นอย่างไร สิ่งนั้นก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าอย่างนั้นต้องเขียนข้ออ้างใหม่ คือเขียนให้ชัดเลยว่า ข้อเท็จจริงก็คือว่า
ข้อเสนอ วัฒนธรรมมีความเห็นแย้งกันในเรื่องศีลธรรม
ข้อเสนอ ถ้าอะไรเป็นอย่างไร มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น
ข้อสรุป เพราะฉะนั้น ศีลธรรมไม่ควรมีความจริงกลาง เพราะฉะนั้นศีลธรรมควรแตกต่างไปตาม วัฒนธรรม
อันนี้บอก แต่ละวัฒนธรรมมีศีลธรรมเป็นของตนเอง อะไรเป็นอย่างไรก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสรุปว่า แต่ละวัฒนธรรมควรมีศีลธรรมเป็นของตนเอง แต่ว่าไอ้ตรงนั้น Is, Ought มันแย้งตั้งแต่ข้ออ้างเลย คือทั้งหมด Valid ถ้าเรากลายเป็นตัว P Q เนี่ยะ Valid หมด มันจะมีปัญหาตรงนี้ คือจากว่าอะไรเป็นอย่างไร มันควรจะเป็นอย่างนั้น เอามาจากไหน สรุปได้อย่างไร คือจากการที่เป็น สรุป ควร ไม่ได้ คือจากการที่อะไรเป็นอย่างไร สรุปว่ามันเป็นอย่างนั้น มันสรุปไม่ได้ แต่ว่าถ้าเรื่องของความสัมพันธ์ทางตรรกะ แล้วมันไม่ได้
Valid นั่นเอง ฉะนั้น Valid ที่คุณปิยะดาพูดมันเลยซับซ้อนไปหน่อย คือมันอยู่แค้ข้ออ้างเดียว เป็นการพิจารณาข้ออ้าง แต่อันนี้เป็นธรรมชาติของ Fallacy เช่นอีกอันหนึ่ง Genetics Fallacy คือการอ้างผู้พูด สมมติผู้พูดมาบอกว่า ไม่ควรขโมยเงิน ไม่ดี แล้วเราก็แย้งว่า วันนั้นคนพูดถ่มน้ำลายลงพื้น เพราะฉะนั้นการพูดนั้นใช้ไม่ได้ เพราะตนเองก็ทำไม่ดี อันนั้นมันก็จะมาอยู่ข้อนี้ว่า ถ้าผู้พูดทำอะไรไม่ดี ก็ถือว่า สิ่งที่เขาพูดไม่จริง แต่ว่าอันนั้นมัน Invalid เพราะว่าถ้าผู้พูดทำอะไรไม่ดี มันไม่เกี่ยวไม่เกี่ยวว่า สิ่งที่เขาพูดมันจะจริงหรือไม่จริง ถ้าในกรณีนั้น มันก็อยู่ในข้ออ้างเดียวเท่านั้น ดังตัวอย่างที่ยก มันคือความซับซ้อนอีกอันเรื่อง Valid แต่เราดูใหญ่ๆ ส่วนเรื่องนั้นมาประเมินความคิดเห็นว่า มันเป็น Fallacy หรืออะไร
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในหน้า 15 นี้ THE CONSEQUENCES OF TAKING CULTLRAL RELATIVISM SERIOUSLY ประเด็นหลักของมันก็คือว่า ถ้ายอมรับว่า อันนี้จริงแล้วมันจะเกิดผลเสียตามมา สามข้อ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรยอมรับว่ามันจริง มันก็คือแค่นี้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ลงไป อยู่ดีๆ พูดออกมาเฉยๆว่า ข้อหนึ่งบอกว่าอย่างนี้ ข้อสองบอกว่าอย่างนี้ จะถือว่าไม่ครบใช่ไหม เพราะว่า ไม่ได้บอกว่า ที่เขาบอก เขาบอกมาทำไม เขาบอกว่า ที่เขาบอกมาเพื่อแสดงว่า ถ้ายอมรับว่า Culture Relativism จริงๆแล้วมันจะเกิดสิ่งที่ไม่ดี ที่ยอมรับไม่ได้ตามมา เพราะฉะนั้นต้องสรุปว่า มันไม่จริง
และเราลองมาดูอีกนิดนะครับ สองส่วนนี้ ก็คือ Sound
นั่นเอง ตัวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความจริง ตัวนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Validity เพราะฉะนั้นคำว่า Sound ที่ Rachels ใช้ ก็คือครอบคลุมทั้งสองขั้นตอนของการประเมิน คือขั้นตอนของ Validity กับขั้นตอนของการประเมินความจริง หรือความน่าเชื่อถือ แต่อย่าลืมนะครับว่า อันนี้เป็นการทำฝ่ายรับ เพราะอย่างเมื่อสักครู่ที่ชี้ว่า ถ้าคุณพูดเอง คุณก็ต้องให้ลง Form ด้วย และการพูดให้ลง Form คุณจะได้ตรวจสอบตนเองได้ว่า คุณทำสมควรแล้วหรือไม่ บางที่คุณพูดมานี้ คุณเช็คข้ออ้าง แล้วข้ออ้างไม่น่าพอใจ แล้วจะบอกมันตรงๆว่า ไม่น่าพอใจ นี่คือการวิพากษ์ เพราะฉะนั้น ตรงนี้มันมีตรงที่ว่า แสดงให้เห็นระหว่างการวิพากษ์เป็น
. สมมติ การวิพากษ์ ผมก็จะบอกว่า ผมไม่ยอมรับ Culture Relativism หรือผมอาจจะบอกว่า Culture Relativism เป็นความคิดที่ไม่ควรยอมรับ เพราะว่า ชุดการอ้างเหตุผลของมัน มันข้ออ้างที่ยอมรับไม่ได้ข้ออ้างหนึ่ง ข้ออ้างนั้นมีเนื้อหาว่าอย่างนี้ และที่ยอมรับข้ออ้างนั้นไม่ได้เพราะอย่างนี้ และนอกจากนี้ ชุดการอ้างเหตุผลของมันยังมีข้อสรุปที่ยอมรับไม่ได้ ทั้งนี้เพราะว่าถ้ายอมรับข้อสรุปนั้นแล้ว มันจะส่งผลที่ยอมรับไม่ได้แบบนี้ เราจึงยอมรับข้อสรุปนั้นไม่ได้ จบ นี้คือการวิพากษ์ของเรา แต่การวิจารณ์ก็คือ ไม่เห็นด้วย แล้วก็จบ อันนี้เวลาผมวิพากษ์วิจารณ์ต่างกันอย่างไร ต่างกันอย่างนี้นะครับ คือบางที เจอปัญหาว่า เขียนมาตั้งนานแต่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ให้เหตุผลเลยว่าทำไม ไม่เห็นด้วย และไม่วิพากษ์เขาเลย อย่างนี้ก็จะให้คะแนนลำบาก คือมันให้ไม่ได้ นี่คือวิพากษ์ ใครไม่เขาใจวิพากษ์ ก็ถามเลยนะครับ
นักศึกษา ทบทวนการวิพากษ์คำว่า ไม่เห็นด้วยอีกครั้งหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งอาจารย์
อ. คือที่จริงจดไว้เป็นขั้นๆ เลยก็ได้ ว่า วิพากษ์มีขั้นตอนการทำความเข้าใจ ขั้นตอนการประเมิน
นักศึกษา ถ้าเราว่าไม่เห็นด้วย เราจะอ้างเหตุผลอย่างไร
อ. สมมตินะครับว่า ผมไม่เห็นด้วยกับทัศนะแบบ Culture Relativism เพราะว่าถึงแม้ว่า เมื่อผมประเมินชุดการอ้างเหตุผล ออกมาดังนี้ ผมพบว่ามันมี Validity แต่พบว่า ข้ออ้างหนึ่งในนั้น ยอมรับไม่ได้ ข้ออ้างนั้นก็คือว่า ผมก็บอกมา และข้ออ้างนี้ยอมรับไม่ได้ เพราะว่า การสรุป Is จาก Ought ไม่ได้ พอผมให้เหตุผลเสร็จแล้ว ผมก็บอกว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมยอมรับเหตุนี้ไม่ได้ก็เพราะว่า ถ้าเรายอมรับให้ข้อสรุปการอ้างเหตุผลนี้เป็นจริงแล้ว มันจะเกิดสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ตามมาอย่างนี้ 1 2 3 นี้ก็เสร็จแล้ว ก็สรุปว่า อันนี้ยอมรับไม่ได้ มันต่างจากการวิจารณ์ตรงที่ว่า การวิจารณ์คือ ไม่ดี และก็จบ ไม่เห็นด้วย จบ ซึ่งเจอกันประจำเลย คือการวิจารณ์ คือการให้ข้อสรุปแล้วไม่วิจารณ์ต่อ วิพากษ์ต้องให้เหตุผล แสดงแจกแจงให้ดู คิดว่าคงเห็นแล้วนะครับ คือสมมติเราไปหาเรื่องที่ซับซ้อนมานี้ อย่างที่บอกว่าวิพากษ์มันจนเป็น
คือบางที่กว่าจะดึงตรงนี้ออกมาได้ ต้องพิจารณาเลยว่า ยาวบทหนึ่งเลยอะไรอย่างนี้ และประโยชน์อีกอย่างหนึ่งเช่น สมมติว่าอันนี้เป็นชุดการอ้างเหตุผลที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่อันหนึ่งขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง อันนี้ข้อหนึ่งขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ตรงนี้คือ
.เชิงปริมาณได้ ไปดูว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นส่วนหนึ่งของการอ้างเหตุผล มันยังคงยอมรับกันได้อยู่หรือเปล่าในปัจจุบันนี้ ว่ามันยังยอมรับได้ในสังคมไทยหรือไม่ การลงปริมาณส่วนหนึ่ง ก็มาตรวจสอบพวกนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า รู้แค่นี้ การใช้เหตุผลก็รู้หมด ถ้าไม่มีพื้นปัญญา ต้องรู้อันนี้ไว้ก่อน แล้วไปหาอ่านเพิ่มเติมทีหลัง
นักศึกษา อันเดียวกันกับตรรกศาสตร์หรือเปล่าครับ
อ.คืออย่างนี้นะครับ ผมแบ่งตามวิชาในปริญญาตรี เขาจะแบ่งวิชาการใช้เหตุผลเบื้องต้น วิชาตรรกวิทยา และก็วิชาตรรกวิทยาเหมือนกับตรรกสัญลักษณ์ (นี่มันรวมหมดเลยกับปรัชญา) คือมันต้องใช้หมดนะครับ แต่ว่าหลักที่สำคัญที่สุด คือการใช้เหตุผลเบื้องต้น คือถ้าคนใช้เหตุผลเบื้องไม่เป็น
.คนที่ไม่ได้เรียนนะครับ เป็นแค่เครื่องเมือเท่านั้น สิ่งที่ช่วยคิดคือการใช้เหตุผลเบื้องต้น
หนังสือ..ถ้าให้ผมแนะนำ ผมแนะนำหนังสือภาษาไทยของจุฬาฯ.