อ.ปกรณ์ + disagreement หรือ differences มันมีมาก แต่ต่อไปก็จะอธิบายว่า ทำไม่มีน้อยกว่าที่คิด คือมันไม่ได้มีมาก มันมีความไม่สอดคล้องกันน้อยกว่าที่มันปรากฎ
(ท่านเพิ่งเปิด Dict ไม่ได้อ่านมาหรือไงท่าน ต้องอ่านมานะครับ มันก็ไม่ได้อะไรนะซิ) (พี่ตุ๊กกับไอ้พลอยไม่รู้อะไรกัน ฮั่นแน่ ! เสียงที่คุ้นเคยทุกวัน วันไหนไม่ได้ยินเป็นกินข้าวไม่ลง เสียงนั้นคือ โทรศัพท์พี่ตุ๊ก ฮัลโหล ค่ะ หวัดดีค้า
..เหรอคะ
อะะะะไรนะค่ะ..พูดใหม่ซิค่ะ กำลังทำไม่ได้อยู่ค่ะ ได้ค่ะ.. ) (ไอ้พลอยมันบ่นอีกแล้ว ต้องแปลศัพท์เอง เวรกรรม ง่วงฉิบผาย พี่บีเค้าไปซื้อ Com มาเค้าอยากให้หลวงพี่ภาสกรณ์พาไปซี้อให้ ไม่รู้ว่างหรือเปล่า วันหน้านะไม่ต้องคุยอัดใส่ไปให้เราฟังนะ ไม่อยากได้ยินหรอก เบื่อ ขี้เกียจแกะ)
จักรพงษ์ อาจารย์ครับ Argument แปลอีกอย่างว่า วิพากษ์ ได้หรือเปล่าครับ
อ.ปกรณ์ อืม ไม่ใช่นะครับ เพราะการวิพากษ์คือการมาทำอะไรกับตัวนี้ คือ Argument เราไปทำอะไรกับมันได้หลายอย่างเช่น หาออกมา วิเคราะห์มัน และวิพากษ์มัน
จักรพงษ์ และถ้าผมใช้วิพากษ์ ผิดหรือเปล่าครับ อย่างเช่นในหัวข้อเรื่อง The cultural differences Argument ก็คือตรงนี้ ผมจะแปลว่า การวิพากษ์ความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม
อ.ปกรณ์ ไม่ได้นะครับ มันเป็น Argument แล้วสิ่งที่ Rachels ทำ คือวิพากษ์ Argument นี้ เหมือนกับการมองอย่างนี้ มองมันต้องมีวัตถุของการมอง เช่นโต๊ะ เป็นวัตถุของการมอง การวิพากษ์ เหมือนกัน มันต้องมีสิ่งที่ถูกวิพากษ์ สิ่งนั้นคือ Argument เพราะฉะนั้นการมองก็ไม่ใช่โต๊ะ การวิพากษ์ ก็ไม่ใช่ Argument เพราะการวิพากษ์เป็นการไปทำอะไรกับ Argument
จักรพงษ์ แต่ถ้าแปลตรงหัว (อ.ปกรณ์ คนละความหมายกัน) คนละความหมายแต่ว่าในเนื้อเรื่อง ผมใช้ว่า การอ้างเหตุผล (อ.ปกรณ์ คือมันต้องไปด้วยกันซิครับ) แต่ หัวข้อหลักใหญ่ ผมเขียนว่า การวิพากษ์ความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ในเนื้อเรื่องผมก็เขียนแบบอาจารย์ คือการอ้างเหตุผล
อ.ปกรณ์ คือถ้าจะเขียนว่า วิพากษ์ ต้องเขียนว่าการวิพากษ์ การอ้างเหตุผลเกี่ยวกับความแตกต่างวัฒนธรรม เพราะว่า วิพากษ์มันต้องวิพากษ์อะไรบางอย่าง ใช่ไหมครับ และสิ่งที่ถูกวิพากษ์มันคืออันนี้ Argument เหมือนกับเขียน ต้องเขียนอะไรบางอย่าง การเขียนกับสิ่งที่ถูกเขียนไม่เหมือนกัน วิพากษ์ก็วิพากษ์อะไรบางอย่าง การวิพากษ์กับสิ่งที่ถูกวิพากษ์ไม่เหมือนกัน
คือทุกๆ วัฒนธรรมมีคุณค่าบางอย่างร่วมกันได้อย่างไร ข้างหน้าเขาก็อธิบายว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ทุกวัฒนธรรมที่ต่างกันเนี่ยะ จึงมีคุณค่าบางอย่างร่วมกัน
ย่อหน้าแรกเลยนะครับ ประเด็นก็คือว่า เขาจะอธิบายว่าทำไม มันมีความขัดแย้งกันน้อยกว่าที่มันดูจะมี คือทำไม ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรม มันไม่มากอย่างที่คิดนั้นเอง มาดูย่อหน้าแรกนะครับ ย่อหน้าแรกเขาบอกว่าอะไรนะครับ
สุวรรณี ???????? มีแต่เสียงไอของพระเป็นหวัด!!!!!!!!!!!!
อ. ที่คุณเขียน เขียนอย่างนี้หรือเปล่า คือไม่ต้องแปลหมด เอาประเด็นที่สำคัญของมันพอ เกือบถูก คุณ.. อาาา..ท่านพระสมุห์ประทิปซิครับ เอาา..ประเด็นของมันเลย
พระสมุห์ประทิป การประเมินความสัมพันธ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่านักสัมพัทธนิยม
ความแตกต่างของวัฒนธรรมในสังคม
อ. ย่อหน้าแรกใช่ไหมครับ ผมลองแปลให้ฟัง
เออ. แรงผลักดันเบื้องที่ทำให้เกิด Cultural Relativism มาจากข้อสังเกตที่ว่า วัฒนธรรมมีความแตกต่างกันอย่างมากมายในแง่ของทัศนะเกี่ยวกับว่า อะไรผิด อะไรถูก แต่ว่าความแตกต่าง เนียะมันแตกต่างกันมากเท่าไร
เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่า เขากำลังตั้งคำถามกับแรงผลักดันที่ทำให้เกิด Cultural Relativism นั่นก็คือเขาตั้งคำถามว่า ความแตกต่างที่ Cultural Relativism มาสนับสนุนตนเองเนียะ มันแตกต่างกันมากอย่างนั้นเชียวหรือ ใช่ไหมครับ (อย่าเขียนด้วยประโยคคำถาม เพราะความคิดสำคัญต้องเขียนด้วยประโยคบอกเล่า) เพราะฉะนั้นย่อหน้าแรก ก็คือ เป็นเพียงบอกความสำคัญของความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม ว่ามันมีความสำคัญต่อ Cultural Relativism คือเป็น Original Impetus เลย และเขากำลังจะตีตรงจุดนี้ นี่คือประเด็นของย่อหน้าแรก
ย่อหน้าต่อไปซิครับ ท่านภาสกรณ์
ภาสกรณ์ ไม่มีคุณค่าที่แตกต่าง เพราะว่าความแตกต่างกันอยู่ในระบบความเชื่อของเรา ไม่ได้อยู่ในตัวคุณค่า
อ. อ้า..ใช่นะครับ เรื่อง..ย่อหน้าต่อไปเรื่องวัวใช่ไหมครับ ใครไม่เห็นด้วยอย่างนี้ไหมครับ ใครเห็นว่าอย่างไรครับย่อหน้านี้ เอ้า
คุณพัทธมนต์ Consider a culture เห็นด้วยกับท่านภาสกรณ์ไหมครับ เอ้าที่คุณเขียนมานะครับ
พัทธมนต์ ไม่อ่านนะ (ฮาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา)
คุณปิยะดา สุดสวย พิจารณาวัฒนธรรมในบุคคล ผู้เชื่อว่าการกินเนื้อวัวผิด เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าหลังจากตายไปแล้ว วิญญาณของมนุษย์จะไปอยู่ในร่างกายของสัตว์ โดยเฉพาะวัว ดังนั้นวัวอาจเป็นปู่ย่าตายายของพวกเขาก็ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราต้องการจะพูดว่า คุณค่าของพวกเขานั้นแตกต่างจากพวกเราอยู่หรือ คำตอบคือไม่ ความแตกต่างในระบบความเชื่อของเรา ไม่ใชาในคุณค่าของเรา เราเห็นด้วยที่เราไม่ควรจะกินปู่ย่าตายาย
อ. ความแตกต่างอยู่ทีระบบการเชื่อ ใช่ไหมครับ รู้สึกเขียนตกใช่ไหมครับ (ตกบ้าอะไรละ มันทำผิดจริงๆๆๆ) เอาอันนี้คือถูกนะครับ
ที่ท่านภาสกรณ์บอก ก็คือว่า เวลาบอกว่ามี แต่ละวัฒนธรรม ยึดถือเรื่องคุณค่า จริงๆ แล้วมันต่างกันที่คุณค่าจริงหรือไม่ อันนี้คือประเด็นของเขา ที่เมื่อกี้ อธิบายก็คือว่า มันไม่ได้ต่างที่คุณค่า คุณค่าเหมือนกัน แต่ว่าความเชื่อไม่เหมือนกัน คุณค่าเหมือนกันก็คือ ห้ามกินปู่ย่าของตนเอง ห้ามกินบรรพบุรุษของตนเอง อันนี้ก็เป็นคุณค่าที่ใครก็ยึดถือ แต่บังเอิญชนเผ่าหนึ่งเชื่อว่า ปู่ย่าต่ายายตายไปเกิดเป็นวัว เพราะฉะนั้นระบบความเชื่อของเขา ทำให้เขาถือว่า ห้ามกินวัว ความแตกต่างไม่ได้อยู่ทีคุณค่า ว่าห้ามกินญาติตนเอง หรือความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ ความคิดทางศีลธรรม ว่าห้ามกินญาติตนเอง แต่ความแตกต่างจะอยู่ตรงที่ว่า ความเชื่อเกียวกับโลกมันต่างออกไป ซึ่งเขาเชื่อว่าวัวเป็นปู่ย่าของเขา เขาเลยบอกว่าห้ามกินวัว อันนี้ก็คือประเด็นของย่อหน้านี้
ย่อหน้าต่อไป ท่านจู่ล้อม
จู่ล้อม คุณค่าทางจริยธรรมของแต่ละสังคมไม่ได้แตกต่างกันตามที่นักสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมคิด
อ. ย่อหน้าที่สาม งั้นลองท่านวัฒนาซิครับ คือที่ท่านจู่ล้อมพูดรู้สึกมันจะคลุมเนื้อความทั้งหมด เอาย่อหน้านี้ซิครับ
วัฒนา ประเพณีที่ต่างกัน คุณค่าทางจริยธรรมไม่ได้แตกต่างกัน
อ. มันก็ใช่แต่มันรวบลัดไปหน่อย
ประเด็นทั่วไปก็คือว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำงานร่วมกันในการทำให้เกิดประเพณีของสังคม และคุณค่าของสังคมก็เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในประเพณีนั้น ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่นความเชื่อเกี่ยวกับข้อเท็จจริง หรือความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา รวมถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสังคมก็มีความสำคัญด้วย ดังนั้นเราจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า ด้วยเหตุที่ว่า ประเพณีแตกต่างกัน จึงมีความแตกต่างกันเกี่ยวกับค่าทางศีลธรรม ความแตกต่างในวัฒนธรรมอาจจะมาจากแง่มุมของชีวิตทางสังคม
ก็คือว่า ถ้าวัฒนธรรมต่าง ก็สรุปไม่ได้ว่า คุรค่าต่างกัน เพราะความต่างกันอาจจะมาจากความเชื่อ ก็คือมาจาก Factual beliefs มาจาก Religion beliefs หรือมาจาก Physical circumstances ซึ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็น Factors ที่ทำให้เกิด Custom นั้นๆ ด้วย ต่อไปตัวอย่างเรื่อง Eskimos เขาเล่าว่าอะไร
ท่านสมชาย ????????
ท่านสาคร สุดหล่อ ชาวเอสกิโมชอบฆ่าเด็ก (พูดเหน่อหน่อยเดียว ขำกันเข้าไป)
อ. เกือบถูก ความจริง เขาไม่ชอบฆ่าหรอกครับ ประเด็นคืออะไร ประเด็นเรื่อง เอสกิโม เขาพูดถึงเรื่องอะไร
สภาพแวดล้อมเขาเป็นอย่างไร Harsh environment where food is often in short supply คือมันถูกแล้ว แต่มันยังไม่ครบ คุณเบญจวรรณซิครับ
เบญจวรรณ ??
อ. เขาพูด Value เหมือนกัน คือเขาก็รักเหมือนกัน แต่ Factor ที่แตกต่างกันออกไป ที่ทำให้เกิด Custom ของการหักคอเด็ก ก็คือ Physical circumstances มาจากย่อหน้าข้างบน ในย่อหน้านี้ใช้ คำว่า Environment ซึ่ง harsh คือยากลำบาก อาหารขาดแคลน เลยต้องฆ่าเด็กเพราะอยู่ไปก็ตายอยู่ดี ไม่มีอะไรกิน ย่อหน้าต่อไป
มยุเรศ
.
ย่อหน้า As in many กับ Consider the Eskimos again สองย่อหน้านี้มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ชินวุฒิ แสดงให้เห็นว่า ในสังคมของชาว เอสกิโม มีสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย และทารุณ และการที่จะเลี้ยงเด็กหลายคน ทำไม่ได้
อ. ดังนั้นมันสัมพันธ์กันอย่างไร ของสองย่อหน้านี้
ชินวุฒิ เขาแสดงให้เห็นถึงผลของความขัดแย้งของสังคม
อ. คือมันยังไม่ขัดแย้ง คือ เป็นเรื่องที่ต้องเลี้ยงลูกถึง ๔ ปี ผลก็ได้ไม่เยอะ เพราะว่าเราเป็นสังคมเร่ร่อน ก็คือเพื่อมาขยายความว่า Physical circumstances หรือ Harsh Environment เป็นอย่างไร ซึ่งประเด็นมันก็ยังเป็นประเด็นเดิม คือ value เหมือนกัน แต่ว่า Physical circumstances ไม่อนุญาติให้มีลูกเยอะ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ต้องเลี่ยงไอ้ที่มันมี (ลูก) ให้ดีก่อน ไม่เช่นนั้นจะตายกันหมด เพราะฉะนั้นบทบาทของย่อหน้านี้ก็คือ เพื่อขยายความย่อหน้าที่ผ่านมา จะเห็นว่าประเด็นเดียวกัน ย่อหน้าต่อไป Infant girls are more readily disposed
จักรพงษ์ ชาวเอสกิโม ไเลือกสิ่งที่เหมาะสมภายใต้ความจำกัดสภาพแวดล้อมที่เขา ซึ่งชนเผ่าอื่นและเราไม่ต้องถูกบีบบังคับให้เลือก ดังนั้นในเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือ ชาวเอสกิโมมีหน้าที่
.จริยธรรมต่างกับพวกเราเลยแล้วเขาก็มีการเสริมให้ข้อสรุปนี้หนักขึ้น
อ. อันนี้ก็คือทั้งหมด คือเรื่องนี้เขาเล่าว่า ทำไม เลือกฆ่าเด็กผู้หญิง เพราะว่าคนหาอาหารเป็นเด็กผู้ชาย ผู้ชายเป็นคนหาอาหาร คนหาอาหารประสบปัญหาอะไรครับ ตายหรือบาดเจ็บง่าย เพราะฉะนั้น ถ้าฆ่าเด็กผู้ชายนี้ หมายความว่าอย่างไร ก็คือจำนวนคนหาอาหารมันก็จะน้อย ก็เลยต้องฆ่าเด็กหญิง
ภาสกรณ์ ก็จำนวนของผู้หญิงจะมีมากกว่า
อ. เมื่อจำนวนผู้หญิงมีมากกว่า คนกินก็มีมาก คนหามีน้อย คนหาคงหาไม่ไหว นี่ประเด็นในย่อหน้านี้ แล้วมันเกี่ยวกับย่อหน้าที่แล้วอย่างไร เมื่อก็เราดู Consider the Eskimos กับ As in many primitive societies สัมพันธ์กันคือ As in many primitive societies มันมาเป็นตัวอย่างขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับความยากลำบากทางสิ่งแวดล้อมของชาวเอสกิโม
ย่อหน้าที่ขึ้นด้วย Infant girls สัมพันธ์กับย่อหน้าก่อนอย่างไร คือเป็นตัวอย่างใช่ไหมครับ Infant girls ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความยากลำบากทางสิ่งแวดล้อม ดูย่อหน้าต่อไปซิครับ
สุริยัญ การฆ่าทารกของพวกเอสกิโม การฆ่าเด็กหญิง มันไม่ได้เป็นทางเลือกแรก มันเป้นทางเลือกสุสดท้านที่ต้องทำ เพราะว่าจำนวนประชากรหรือจำนวนเด็กมันจะไม่สมดุลกัน ถ้าเด็กผู้หญิงมาก คนกินเยอะ (อ.อันนั้นมันย่อหน้าที่สอง)
อ. คือย่อหน้านี้ตอนต้นนั้นถูกตองแล้ว So among the Eskimos
สุริยัญ การฆ่าเด็กของเอสกิโมมันไม่ได้เป็น เอออออ ทัศนคติพื้นฐานที่มีต่อเด็ก ไม่แตกต่างจากสังคมอื่นมากนัก และก็ไม่มีสิ่งที่จะไปวัดได้ว่า การกระทำของเขานั้นถูกหรือผิด
อ. ที่จริงเขาแย้ง เขา Relativism อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นไปบอกว่าถูกหรือผิดก็เลย มันเลยไม่แย้งเขานะครับ มันยังไม่ใช่ คือที่ท่านพูดตอนต้นไม่ใช่ทางเลือกแรก เป็นประเด็น ก็คือว่าชาวเอสกิโม ไม่ได้รู้สึกว่าการฆ่าเด็ก คือไม่ได้มีทัศนะเกี่ยวกับเด็ก หรือคุณค่าเกี่ยวกับเด็กต่างไปจากสังคมอื่น แต่เขาต้องฆ่าเด็กเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว และทำไมถึงคิดว่า Attitude ของพวกเอสกิโมไม่ได้แตกต่างไป ยกตัวอย่างเช่น การฆ่าไม่ใช่ first option ไม่ใช่ทางเลือกแรก เช่นบางที่ไม่ฆ่าแต่ยกให้คนอื่นเลี้ยงก็มี อย่างตรงนี้ เขาก็เลยบอกว่า
จักรพงษ์ ชาวเอสกิโมได้เลือกสิ่งที่เหมาะสมภายใต้ความจำกัดของสภาพแวดล้อม ซึ่งคนเผ่าอื่นและเราไม่ได้ถูกบีบบังคับให้ต้องเลือก ดังนั้นในเรื่องชาวเอสกิโมมิได้มีคุณค่าทางจริยธรรมต่างจากพวกเราเลย
อ. ก็อย่างนั้นนะครับ ไปต่อเลยนะครับ คือเขาก็บอกว่า อย่าให้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมมาหลอกเราให้พิจารณาไปสู่ปัจจัยอื่นให้ลึกขึ้นไป ย่อหน้าต่อไป
จักรพงษ์ วัฒนธรรมเขาเกี่ยวกับว่า ทุกวัฒนธรรมมีคุณค่าบางอย่างร่วมกันได้อย่างไร ตรงนี้ก็คือ จุดที่เขาจะเน้นก็คือ บรรทัดฐาน (Norm) ให้ดูตัวเอียง ย่อหน้าสุดท้ายThere is a general theoretical point here, namely, that there are some moral rules that all societies will have in common, because those rules are necessary for society to exist . มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการควบคุมคนในสังคม เพื่อให้มีบรรทัดฐาน
อ.เกือบนะครับ ในย่อหน้าแรกนี้นะครับ ประเด็นก็คือว่า How could a group survive that did not value its young ? ประเด็นก็คือว่า จะบอกได้อย่างไรว่าชาวเอสกิโมไม่ให้ความสำคัญแก่เด็ก ก็เด็กมันมีความสำคัญนะ ต่อการดำรงชีวิตของกลุ่ม นี้ก็คือประเด็นของย่อหน้านี้ ย่อหน้าต่อไป เป็นการยกตัวอย่างการพูดความจริงว่า ถ้าสังคมไหนไม่พูดความจริง สังคมนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ Exit หรือ Survive ไม่ได้ แล้วอีกย่อหน้าหนึ่งก็คือ
สังคมจะ Exit หรือ Survive ไม่ได้ ถ้ายอมให้คนฆาตกรรมกัน แล้วเขาก็บอกว่า ถ้าสมมติว่า ในกลุ่มสังคมนั้นมีการรวมตัวกันโดยกำหนดว่า ไอ้กลุ่มเล็กที่รวมตัวกันจะไม่ฆ่ากันเนี่ยะ คือมันก็มีการกำหนดทางศีลธรรมเหมืนกับสังคมเรา ไม่ฆ่ากันเพื่อให้สังคมอยู่รอด เพราะฉะนั้นก็มาถึงจุดที่คุณจักรพงษ์พูด ก็คือว่า Moral rule ที่ทุกสังคมมีร่วมกัน มันมาจากความจำเป็นที่จะทำให้สังคมอยู่รอด คือทำให้สังคม Exit หรือ Survive นั่นเอง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ทำไมสังคมจึงมีคุณค่าร่วมกันได้ ทำไมครับ คุณทรงศักดิ์ ทำไมสังคมจึงมีคุณค่าร่วมกันได้ เพื่อให้สังคมอยู่รอดนะครับ
อ.เดี๋ยวจะสรุปภาพว่า ทำไมงานเขียนของ Rachels จึงเป็นตัวอย่างของการประเมินการอ้างเหตุผลที่ดี
๑.เขาหาการอ้างชุดเหตุผลให้เรา ดูที่หน้า 14 คอลัมน์ขวา
๑. Different cultures have different moral codes .
๒. Therefore, there is no objective truth in morality. Right and wrong are only matters of opinion, and opinions vary from culture to culture.
เขาหาให้เราเลย และเมื่อหาให้แล้ว หนึ่งเขาให้ สองเขาประเมินความสำพันธ์ระหว่างข้ออ้างกับข้อสรุป ก็คือประเมิน Validity ให้เรานั่นเอง ส่วนการประเมิน Validity อยู่ในหน้า 14 และสิ่งที่เขาทำต่อไปก็คือ เขาบอกว่า ถ้ายอมรับทั้งหมดนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น คือประเมินที่ตามมาจากการยอมรับ นี้ก็เป็นวิธีประเมินแบบวิธีเดิม และสี่ เขาประเมินข้ออ้างให้เขา ครบกระบวนการเลย ถ้าจำได้ที่เรียนไปตอน Summer ที่แล้ว การประเมินก็อย่างนี้
๑. หาชุดการอ้างเหตุผลให้ได้
๒. ประเมิน Validity คือความสัมพันธ์ระหว่างข้ออ้างข้อสรุปว่า มันมีความสัมพันธ์เชิงตรรกะกันหรือไม่ จริงหรือไม่ ถ้าข้ออ้างจริง ข้อสรุปต้องจริง ต้องใช้คำว่า ถ้า มันเป็นเรื่องโคลงสร้างเท่านั้น ถ้าข้ออ้างจริง ข้อสรุปต้องจริง ในการประเมิน Validity และ
๓. เป็นการประเมินว่าถ้ายอมรับ จะเกิดอะไรตามมา ถ้าบังเอิญมันเกิดผลเสียตามมา เราก็ปฏิเสธอันนี้ไป เช่นถ้ายอมรับ ข้อสรุปเนียะ ที่จริงคำว่า ทั้งหมด กับข้อสรุป ก็เป็นอันเดียวกัน เพราะว่าทั้งหมดมันมุ่งข้อสรุป เช่นถ้ายอมรับว่า ไม่มีเกณฑ์การทางศีลธรรม ก็มีปัญหาหลายอย่างเช่น ถ้าเราเห็นสังคมอื่น ทำสิ่งเราเห็นว่าทารุณโหดร้าย เราก็วิจารณ์เขาไม่ได้ เราจะปฎิรูปสังคมเราก็ไม่ได้ เป็นผลเสียที่ตามมา
๔.สิ่งที่เขาทำในวันนี้ เขาประเมินผลข้ออ้าง ข้ออ้างแรกใช่ไหมครับ Different cultures have different moral codes . เขาประเมินว่า ที่ Different มัน Different อย่างไร Different ที่ทำให้มาสูเรื่องของสถานทางศีลธรรมได้หรือไม่ เขาทำครบถ้วนแบบนี้นะครับ
ใครสงสัยอะไรไหมครับ Validity ก็คือ ถ้าข้ออ้างจริง ข้อสรุปต้องจริง
ภาสกรณ์ ตรงนี้ข้ออ้างมันคืออะไร เพราะว่ามันมีความแตกต่างกันทางความเชื่อทางวัฒนธรรมจริง ก็ยังสงสัยว่า แล้วทำไม่มันสมเหตุสมผล
อ. ข้ออ้างจริง คือ มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ถ้ามีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม เราอาจจะสรุปได้ว่า มีที่ถูกผิด กับสรุปได้ว่า ไม่มีใครถูกใครผิดเลย เราไปได้สองทาง แต่ทำไมคนที่ยึดถือสัมพัทธนิยมสรุปว่า ไม่มีใครถูกหรือใครผิด มันไม่มีเหตุผลใช่ไหมครับ ก็แปลว่า ข้อสรุปไม่ตามมาจากข้ออ้าง ตัวอย่าง Cultural example เช่นสังคมหนึ่งเชื่อว่า โลกกลม สังคมหนึ่งเชื่อว่าโลกแบน อันนี้เราจะสรุปว่า เพราะฉะนั้น ไม่มีสังคมใดเชื่อถูก เชื่อผิด หรือไม่ เราก็ไม่สรุปใช่ไหม เพราะเราเชื่ออยู่แล้วว่า โลกมันกลม โลกกลมเป็น Objective truth เช่นเดียวกัน เมื่อถามว่า จากข้ออ้างที่ว่า สังคมหนึ่งเชื่อว่า ฆ่าเด็กถูก อีกสังคมหนึ่งเชื่อว่าการฆ่าเด็กผิด แล้วมาสรุปว่า ไม่มีใครผิด ใครถูก ทำเขายอมรับ มันไม่มีเหตุผลนะ ทำไมเขาไม่ยอมรับเหมือนเรื่องโลกกลม โลกแบน ว่ามีสังคมหนึ่งเท่านั้นที่เชื่อถูก-ผิด แปลว่าข้อสรุปไม่ได้ตามมาจากข้ออ้าง เพราะเรายังเลือกได้อยู่ว่ามันเป็นอย่างนั้นหรือไม่
ภาสกรณ์ แล้วข้ออ้างที่สองคืออะไร
อ. คือในที่นี้เขาไม่ได้เขียนออกมา แล้วเราไม่ได้หาปกติจะมีอยู่ 3 อันผมก็เขียนให้มันครบสูตรเท่านั้นเอง
ภาสกรณ์ จากที่ดูมีข้ออ้างเดียวแล้วก็เค้าสรุปเลย พวกทฤษฎีสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมแล้วสรุปเลย
อ. คือดูนะครับ วัฒนธรรมที่ต่างกันมีบรรทัดฐานทางศีลธรรมที่ต่างกัน แล้วเค้าสรุปว่าเพราะฉะนั้นไม่มีบรรทัดฐานทางศีลธรรมที่ถูกแบบเป็นวัตถุวิสัย ไอ้ตัวที่หายไปเป็นอะไรก็ลองดูเหมือนกับที่บอกว่า ถ้าฝนตกรถก็ติด แล้วบอกรถติด ที่หายไปคือฝนตกใช่มั๊ยครับ เนี่ยลองหาที่หายไปดู ก็จะเห็นได้ว่าเราสามารถแย้งเค้าได้กระชับกว่านี้ ลองหาที่หายไปดูซิครับว่าอะไรหายไป อะไรทำให้ข้อ 1 กระโดดมาข้อ 2 ได้
ท่านสันติ อ.ครับอธิบาย sound ให้ฟังอีกครั้งได้ม๊ยครับ
อ. sound ประกอบด้วย Truth และ Validity ใช่ม๊ยครับ คือมันต้อง Truth และ Validity ถึงจะ sound truth ก็คือข้ออ้างจริง เพราะความจริงเป็นคุณสมบัติของข้อความเท่านั้น Validity ก็คือข้ออ้างและข้อสรุปสัมพันธ์กันในลักษณะที่ว่าถ้าข้ออ้างจริงข้อสรุปต้องจริง ถ้าข้ออ้างก็จริงหมดและถ้าข้ออ้างจริงข้อสรุปก็จริงก็ถือว่า sound
ท่านภาสกรณ์ ถามแต่เรื่องนี้ข้ออ้างก็เป็นจริงแต่ข้อสรุปไม่เป็นจริง ?
.(เปลี่ยนเทปพอดี)
..อ. จากข้ออ้างเนี่ยะไม่มีความสัมพันธ์เชิงตรรกกับข้อสรุป คือจะบอกว่าข้อสรุปไม่จริงไม่ได้เพราะมันเป็นประเด็นที่บทความกำลังแสดงอยู่ใช่มั๊ยครับ คือเราจะรู้ว่าข้อสรุปใช้ได้หรือไม่ได้ มันต้องดูที่ข้ออ้างเพราะฉะนั้นคำว่า Truth ก็คือดูที่ข้ออ้าง ว่าข้ออ้างจริง เหมือนกับบอกว่าถ้าอะไร ถ้าสัตว์ตัวไหน โอ๊ยไม่รู้คิดไม่ออก คือผมจะยกไอ้ที่ไม่ valid ให้ดู เอาอย่างนี้แล้วกันเอาตัวอย่างเดิมละกัน ถ้าฝนตกรถก็ติดใช่มั๊ยครับ แล้วบอกว่าฝนตก สรุปรถติดนะครับ กับอีกอันหนึ่ง ถ้าฝนตกรถก็ติด รถติดนะครับ สรุปฝนตก ลองมาดู Validity กันนะครับ ถ้าสมมติอันนี้จริง (ถ้าฝนตกแล้วรถติด)และสมมติอันนี้จริง(ฝนตก) อันนี้ (รถติด)จะต้องจริงมั๊ยครับ ตอบ จริง , ถ้าสมมติอันนี้จริง(ถ้าฝนตกแล้วรถติด)และสมมติอันนี้จริง(รถติด) อันนี้ (ฝนตก)จะต้องจริงมั๊ยครับ ตอบ ไม่จริง ทำไม เพราะอะไร เพราะว่าอันอาจจะ R หรือ not R ใช่มั๊ยครับ มันไม่ valid คือว่าถ้าฝนตกรถก็ติด ฝนตก รถมันก็ต้องติดใช่มั๊ยครับ เพราะว่า รถติดเป็นผลของ ฝนตก ถ้าฝนตกรถก็ติด รถติด สรุปไม่ได้ว่าฝนตก ฝนมันอาจจะตกหรือไม่ตกก็ได้ เพราะว่ารถติดอาจจะเป็นผลของสิ่งอื่นมากไปกว่าฝนตก เช่นเป็นผลของอุบัติเหตุก็ได้ อันนี้ก็เหมือนกันว่า สมมติถ้ามีความแตกต่างทางวัฒธรรมก็มีทัศนะเกี่ยวกับศีลธรรมที่ต่างออกไปใช่มั๊ยครับ แล้วบอกว่ามันต้องมีอะไรอีกอันที่ทำให้สรุปว่าเพราะฉะนั้นไม่มี objective morality แต่เราลองมาดูโลกกลมโลกแบนก่อนนะครับ สมมติบอกว่า อีกสังคมหนึ่งเชื่อว่าโลกกลม อีกสังคมหนึ่งเชื่อว่าโลกไม่กลม เลยสรุปว่าโลกกลมหรือโลกไม่กลมก็ได้ อย่างนี้ไม่มีใครเชื่อใช่มั๊ยเพราะว่าเราคิดว่ามันมี objective truth ว่าโลกกลม อันนี้ก็เหมือนกันเพราะฉะนั้นเราก็จะไม่สรุปอย่างนี้ใช่ม๊ยครับ อันนี้ก็เหมือนกัน บอกว่าคนหนึ่งเชื่อว่าฆ่าเด็กได้ และคนหนึ่งเชื่อว่าฆ่าเด็กไม่ได้ ทำไมเค้าถึงสรุปว่าเชื่ออย่างไรก็ได้ ทำไมเค้าไม่สรุปเหมือนเรื่องโลกกลมว่าต้องเชื่อว่าโลกกลมอย่างเดียว มันมีเหตุผลมั๊ยครับ แปลว่าเค้ารับว่าไม่เป็น * objective ใช่มั๊ย ก็แปลว่ามันไม่มีเหตุผลให้สรุปไงครับ เหมือนโลกกลมโลกแบน อันนี้ก็เหมือนกันทำไมเชื่อว่ารถติดแล้วจึงสรุปว่าฝนตก ทั้งๆ ที่รถติดแล้วจะสรุปว่าฝนตกหรือฝนไม่ตกก็ได้ เค้าเอาอะไรมาบอกใช่มั๊ยครับ มันสรุปไม่ได้ อันนี้ก็เหมือนกันทำไมเชื่อว่าฆ่าเด็กได้กับเชื่อว่าฆ่าเด็กไม่ได้ แล้วสรุปว่าไม่มีใครผิดใครถูก เอาอะไรมาสรุป ทำไมไม่สรุปเหมือนโลกกลมโลกแบนว่าโลกกลมเท่านั้น ต้องมีคนหนึ่งผิดคนหนึ่งถูก คือตรงนี้บอกไม่ได้ ที่บอกไม่ได้เพราะว่ามันไม่ Valid นั่นเอง ข้อสรุปไม่ได้ตามมาจากอ้าง เหมือนกับข้อสรุปเรื่องฝนตกไม่ได้ตามมาจากข้ออ้างว่ารถติด เพราะรถติดมันไม่จำเป็นต้องฝนตกเสมอไปไม่ได้ตามมาใช่มั๊ยครับ นี้ก็เลยบอกว่าไม่ Valid และอีกอันหนึ่งที่ทำคือดูที่ผลของการรับข้อสรุปใช่มั๊ยครับ และอีกอันคือดูที่การประเมินข้างอ้างซึ่งเราดูกันในวันนี้ นี้ก็คือขั้นตอนต่างๆของการประเมินการอ้างเหตุผลนั่นเอง ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นการทบทวนด้วย อย่างแรกก็คือขั้นตอนการทำความเข้าใจใช่มั๊ยครับ ก็คือหาชุดการอ้างเหตุผลออกมาให้ได้ ซึ่งลองกลับไปหาเป็นการบ้านนะดูครับว่าไอ้ข้อ 2 ที่หายไปมันน่าจะเป็นอะไร แล้วก็จะเห็นว่าถ้าหาได้เราจะประเมินได้รวบรัดกว่านี้ สมมติหาได้ปุ๊บขั้นตอนต่อไปคือดู Validity แล้วก็ดู อาจจะดูconsequence คือการดูผลที่ตามมาจากการยอมรับข้อสรุปนี่ไม่ใช่ทุกกรณีที่เราจะดูได้นะครับ แต่กรณีนี้มันดูได้ครบพอดีผมเลยยกมานะครับ และอีกอันคือประเมินที่ข้ออ้างตรงๆ เลย ประเมินเลยว่าข้ออ้างนี้มันน่าเชื่อถือหรือไม่ บางทีการประเมินที่ข้ออ้างนี้ง่ายมากเช่น ไปดู ไปเปิดสถิติดูแล้วก็ประเมิน หรือไปเอารูปถ่ายมาแล้วประเมินอะไรอย่างนี้ บางทีมันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงน่ะแต่บางทีก็เป็นเรื่องของเหตุผลอย่างที่ทำกันในวันนี้ว่า เค้าสามารถหาหลักเกณฑ์ที่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมต่างๆ จะมีร่วมกันได้คือไปลดน้ำหนักของข้ออ้างลงนะครับ
คิดว่ามีปัญหามั๊ยครับ อย่างคำว่า objective truth นี่ตกลงเข้าใจมั๊ยความจริงที่เป็นวัตถุวิสัย ความจริงที่เป็นสากล
ท่านสันติ not possible หมายความว่าอย่างไร เริ่มแรกเลย
อ. คำว่า possible เนี่ยเป็นคำธรรมดา แต่บางทีคนจะใช้แทนกับอันนี้ เพราะสมัยนี้คนไม่ค่อยเชื่อในความจริง คือไม่แน่ใจว่ามันจะหาได้หรือเปล่า แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่เห็นว่าตนเองทำอะไรเกี่ยวกับความจริง ก็เลยเรียก possible คือน่าเชื่อถือ ถ้า impossible ใส่ im เข้าไปข้างหน้าก็แปลว่าไม่เชื่อถือนั่นเอง เป็นคำกลางๆ นะครับ อย่างบอกว่า cultural relativism ไม่ possible ก็แปลว่ามันไม่น่าเชื่อถือเท่านั้นเอง แล้วทำไมมันไม่น่าเชื่อถือก็คือเค้าประเมิน 3 อย่างใช่มั๊ยครับ validity ก็ไม่ผ่าน consequence ก็ไม่ผ่าน ประเมินข้ออ้างคืออันเลข 4 ก็ไม่ผ่าน ก็เลย impossible ไม่น่าเชื่อถือนั่นเอง คิดว่าเข้าใจมั๊ยครับ
ยุติพงษ์ อ.ลองหาข้ออ้างที่ 2 จากตัวเองโลกกลมก็ได้ครับ
อ. คือ
..คือโลกกลมโลกแบน หรือเชื่อว่าฆ่าเด็กได้ เชื่อว่าฆ่าเด็กไม่ได้มีความสัมพันธ์กันในลักษณะเป็น counterexample คือเป็นตัวอย่างแย้งซึ่งกันและกัน ซึ่งที่เป็นตัวอย่างแย้งซึ่งกันและกันมันมีอยู่ 2 ประเภทแต่ประเภทที่เราพูดถึงก็คือว่า มันมีโครงสร้างการอ้างเหตุผลเหมือนกัน งั้นถ้าผมหาข้ออ้างที่สองของโลกกลมโลกแบนได้ก็จะเห็นข้ออ้างที่ 2 ของสิ่งที่ผมให้กลับไปหานะครับ มันมีโครงสร้างเดียวกันถ้าหาให้ก็จะเห็น ก็เลยยังไม่หาจะได้มาหาเองนะครับ คือเอาแค่ตรงนี้ก่อนตกลงเข้าใจมั๊ยครับ อย่างครั้งที่แล้วที่ให้เขียนเป็น concept map เนี่ย มันคือความสัมพันธ์ระหว่างย่อหน้าใช่มั๊ยครับ คือปกติถ้าเขียนอยู่กับบ้านแล้วเขียนอย่างนั้นออกมาได้จะเป็นประโยชน์มาก เขียนไว้ข้างหลังเวลาเราจะอ่านทบทวนก็อ่านข้างหลังก่อนแล้วค่อยมาอ่านข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครทำวิทยานิพนธ์แล้วทำอย่างนี้ได้ จะย่นระยะเวลาได้มากนะครับ อันนั้นก็เป็นแบบหนึ่งนะ แต่พอเราได้มาถึง concept map แบบนั้นแล้วนะครับเราถึงจะมาเขียนแบบนี้ได้ชัดเจน เพราะว่าเราจะจับกลุ่มสิ่งต่างๆ ได้ เราก็เห็นว่าในหน้า 14 มันมี 2 อัน พอไปหน้า 15 ก็เป็นข้อ 3 แล้วพอขึ้นหน้า 16 เป็นต้นไปก็คือข้อ 4 ก็มีอยู่แค่นี้เอง มันเป็นกลุ่มอย่างนี้นี่ครับ คือในส่วนนี้มีปัญหาตรงไหนมั๊ยครับ อย่าลืมนะครับ validity คือถ้าข้ออ้างจริงข้อสรุปต้องจริง แต่จริงๆ แล้วข้ออ้างจริงหรือเปล่าไม่รู้ คือให้ใช้ค่า หรือใช้คำว่าสมมติว่าข้ออ้างจริงข้อสรุปต้องจริง แต่จริงๆ มันจะจริงหรือเปล่านี่ไม่รู้นะครับ เช่น ถ้าฝนตกหนัก ฝนก็ตก ฝนตกหนักเพราะฉะนั้นฝนก็ตก แต่ตอนนี้ฝนไม่ตกเลยใช่มั๊ยครับ ผมก็บอกสมมติว่าถ้าฝนตกหนัก ฝนมันก็ต้องตก และสมมติว่าฝนกำลังตกหนักอยู่ เพราะฉะนั้น สรุปจำเป็นต้องสรุปเสมอมั๊ยว่า ฝนตก คำตอบคือจำเป็น ก็แปลว่าสมมติว่าข้ออ้างทั้งหมดจริง ข้อสรุปมันก็ต้องจริงไปด้วย แต่ในความเป็นจริง คือในข้อเท็จจริงแล้วบางทีข้ออ้างมันยังไม่จริง เพราะฝนยังไม่ตกใช่มั๊ยครับ คือเรื่อง validity เป็นเรื่องสมมติว่าถ้า
.ก็อย่างนี้
.. เอาล่ะถ้าเข้าใจแล้วก็ให้การบ้านคือไปทำอันนี้มา แล้วก็เวลาส่งให้ส่งงานที่ทำวันนี้ในห้องด้วยให้เอากลับไปอ่านเพื่อเทียบเวลาทำข้อที่ 4 แล้วก็เขียนมาทำอันนี้มา
การบ้าน
.ที่ให้เป็นการทวนซ้ำกระบวนการของเค้าเพื่อคุณคุ้นเคยกับกระบวนการประเมินด้วยเหตุผล ทำเป็นขั้นเป็นตอนนะครับ ทำเป็นขั้นว่าตอนแรก เสนอชุดการอ้างเหตุผลของสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมอย่างไร และประเมินขั้นแรกคือประเมิน validity ประเมินอย่างไร ด้วยหลักการอะไร ประเมินขั้นที่ 2 คือประเมินเรื่อง consequence เค้าประเมินอย่างไรด้วยหลักการอะไร อย่างที่อ่านการบ้านวันนี้ยังไม่เขียนหลักการการประเมินมาให้ และข้อ 4 เค้าประเมินข้ออ้างอย่างไร และพอทำอันนี้หมดก็เชื่อว่าน่าจะเห็นภาพกว้างของการใช้เหตุผล หรือการประเมินชุดการอ้างเหตุผลนะครับ และแน่นอนได้ขึ้นเรื่องประโยชน์นิยม.