รายงาน
เรื่อง
A PHENOMENOLOGICAL APPROACH TOWARD THE MORAL PERSON
ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่นำพาให้บุคคลเป็นผู้มีศีลธรรม
Willim F. Kraft
บทความดังต่อไปนี้ในหนังสือเล่มนี้ ได้นำเสนอลักษณะต่าง ๆ กันหลาย ๆ ด้านของการพัฒนาทางด้านศีลธรรม เพื่อที่จะได้คำอธิบายอย่างลงตัว เปรียบอย่างเช่นการให้ความสำคัญกับสิ่งที่มองเห็นด้วยตา ซึ่งเปรียบเสมือนกับความรู้ความเข้าใจในด้านการพัฒนาการ เกี่ยวกับความประพฤติด้านสังคม อาการของสัตว์ การอยู่เป็นหมู่ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และ เกี่ยวกับการใช้จิตวิเคราะห์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มีการวิจัย และนำมาอภิปรายกัน การศึกษาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเรื่องเหล่านี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะบอกและส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอย่างกระจ่างชัดของการพัฒนาทางด้านศีลธรรมกว้างขึ้น
ผู้เขียนหลายคนเสนอค่านิยมและข้อจำกัดของของสิ่งที่เรามองเห็นรอบข้างมากมาย ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่การเข้าถึงเกี่ยวกับการพัฒนาด้านความรู้และความเข้าใจ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับความเข้าใจในเรื่องคตวามสามารถในการเรียนรู้ศีลธรรมในหลาย ๆ ด้าน อย่างเช่น อารมณ์ความรู้สึก การปรับตัวในเรื่องความเข้าใจทางเพศ การสร้างอุปนิสัย อิทธิพลจากส่วนตัวและจากสังคม ศาสนา และการศึกษาที่เป็นทางการ และการศึกษาที่ไม่เป็นทางการก็มีบทบาทสำคัญในชีวิตทางศีลธรรมของคนเราเหมือนกัน นอกเหนือจากความคาดหวังในรายละเอียดมากมากของจิตวิทยาเฉพาะสาขาใด ๆ (ตย. การพัฒนาทางด้านความคิด การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา ด้านพฤติกรรม ด้านสังคม ด้านมนุษยศาสตร์ เป็นต้น) ก็มีลักษณะสำคัญต่อคำถามทั้งหมด ความคิดที่จะค้นหาความจริงว่า สิ่งที่มองเห็นทั้งหมดเหล่านี้ ได้เป็นตัวนำเสนอในเรื่องจิตวิทยาของการสั่งสอนศีลธรรม
บทนี้จะนำเสนอการเข้าถึงสิ่งที่ปรากฏตามธรรมชาติ เนื่องจาก จิตวิทยาตามอาการที่ปรากฏตามธรรมชาตินั้นเป็นทฤษฎีพื้นฐานในตัวเอง ก็จะคุ้นเคยกับสูตรทฤษฎีของการรวบรมจิตวิทยาของการรวมศีลธรรม ซึ่งศูนย์กลางของความนึกคิดที่ก่อขึ้นจะเป็นการรักตัวเอง วิธีการนี้คือเพื่อให้เป็นวิธีของช่วงวัยของคนที่มีศีลธรรมของทฤษฎีที่เป็นการพรรณนาและพื้นฐานอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะนำเสอนความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่มองเห็นของกระบวนการศีลธรรมและเพื่อจะนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจิตวิทยาและทฤษฎีต่าง ๆ ของการพัฒนาศีลธรรม
ปรากฏการณ์วิทยา(การศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์)บุคลิกลักษณะ
ตามทฤษฎีทางจิตวิทยาของช่วงชีวิตคนคือ เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติและหน้าที่ของการเป็นคนคนหนึ่งให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะเป็นตัวแทนทางศีลธรรม เพื่อจะบรรลุจุดประสงค์อันนี้ ก็จะใช้โครงสร้างทางจิตวิทยาบางอย่างเพื่อที่ปรับโครงสร้างและหน้าที่ของวัยชีวิตคน ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้มาจากการทดลองหรือการสังเกต แต่ได้มาจากตรรกวิทยาและทฤษฎีที่ประกอบด้วยเหตุผล เนื่องจากหน้าที่ต่าง ๆ จะมีอยู่ไม่ได้โดยปราศจากโครงสร้าง และโครงสร้างก็ได้รับการวิเคราะห์ สรุปก็คือ โครงสร้างทางจิตวิทยา และหน้าที่ เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย
บุคลิกลักษณะ หรือตัวบุคคล
ลักษณะสำคัญของบทนี้ก็คือ มนุษย์มีปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ที่เด่นชัดและสัมพันธ์กันและกันสามประการ คือ ก่อนรู้จักเหตุผล, รู้จักเหตุผล และหลังการใช้เหตุผล กระบวนการเหล่านี้ต้องการทั้งความสอดคล้องกันตามทฤษฎี และการอ้างพื้นฐานด้านประสบการณ์ มันเป็นวัตถุประสงค์ของตอนนี้ที่จะกำหนดสูตรโครงสร้างที่รวบรวมช่วงเปลี่ยนแปลงการใช้เหตุผล(ตัวเอง) การใช้เหตุผล (เห็นแก่ตัว ทุกอย่างเพื่อตัวเอง)และก่อนการใช้เหตุผล (วัยเด็ก) ของประสบการณ์มนุษย์ในทฤษฎีที่สำคัญและสอดคล้องกันของบุคคลิกลักษณะมนุษย์ บัญญัติสูงสุดของโครงสร้างนี้คือบุคคลิกลักษณะหรือตัวบุคคล
นอกจากการวิเคราะห์ในเชิงปรากฏการณ์วิทยาแล้ว โครงสร้างบุคคลิกลักษณะของเราจะอยู่บนฐานความคิดของ Martin Heideger บางส่วน ในบที่เกี่ยวกับ Sebastian Samay อารมณ์หรือความรู้สึกสะเทือนใจ พลังพื้นฐานการแสดงออกทางศีลธรรม และ ของ John D. Caputto ปรากฏการณ์วิทยาความละเอียดอ่อนในการรับรู้ทางศีลธรรม ในหนังสือเล่มก่อนในหนังสือชุดนี้ การกระทำและตัวแทน พื้นฐานทางปรัชญาการศึกษาศีลธรรม และพัฒนาการบุคคลิกภาพ (Ellroad $ Mclean, 1986)
แหล่งที่มาที่สำคัญอันหนึ่งก็คือการวิเคราะห์ ของ Dasein Heideger ในเรื่อง สัตต์และเวลา หน้า 312 คำถามของ บุคคลซึ่ง ได้รับการตอบด้วยการแสดงความรู้สึกของ ตัวเอง สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งในโครงสร้างของเรา เซเมย์ได้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ขั้นเริ่มต้นของคนเราเป็นอย่างไร ซึ่งความจริงก็คือ เป็นคำสั่งทางอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการโต้ตอบปฏิกิริยา เขาได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดเป็นอย่างไร ในขณะที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความมีศีลธรรมซึ่งเปรียบเสมือนกับการกระทำที่ออกมาจากใจโดยตรง ซึ่งได้รับมาจากการทำตามความพอใจขั้นพื้นฐานของชีวิต ซึ่งมีมาแต่กำเนิดที่เรียกว่า ความรู้สึกทางอารมณ์ การวิเคราะห์ความรู้สึกและความรักนี้ มีความแตกต่างจากความเข้าใจในเรื่องจิตวิทยาในการรวบรวมและการนำเสนอนอกเหนือจากความรู้สึก อารมณ์ และจิตสำนึก ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบส่วนที่สองของคนเรา
สุดท้ายนี้ คาปูโต้อธิบายว่า ความตั้งใจด้านอารมณ์ และก่อนการโต้ตอบปฏิกิริยาเป็นอย่างไร และทำ จึงเป็นส่วนประกอบด้านอื่นของ จริยธรรมเบื้องต้น การโต้ตอบปฏิกิริยาทางศีลธรรมทั้งหมดก็เป็นพื้นฐานทางจริยธรรม เขาเสนอว่า กระบวนการที่เป็นอารมณ์ชองศีลธรรมในตัวเราจะเป็นกระบวนการชั้นหลักเบื้องต้น ซึ่งจะคอยรอการรวบรวมการตอบสนองทางความคิด การวิเคราะห์ก่อนการโต้ตอบปฏิกิริยาทางจิตใจเป็นเจตนาที่เกิดึ้นก่อนการใช้เหตุผลทางศีลธรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับทฤษฎีทางจิตวิทยาเช่นเดียวกัน
ตัวบุคคล ซึ่งก็คือการก่อตัวเกี่ยวกับทางปรัชญาที่เคยใช้อ้างถึงสิ่งที่เป็นเงื่อนไขของความจำเป็น และพอเพียงต่อการเป็นมนุษย์ ที่มีความสามารถและต้องการสิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาในโลก ทั้งตัวเองและผู้อื่น คนที่มีศีลธรรม ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีความรัก และคนที่รักตัวเอง (Scheler 1961) สำหรับอำนาจที่สำคัญที่สุดของกระบวนการทางศีลธรรม ก็คือ ความรู้สึกทางอารมณ์ (หรือความรัก) ของคนเป็นต้นกำเนิดของการกำหนดและเพื่อการรวมตัวในความรัก อยากลองให้พวกเราพิจารณาจากภาพลักษณ์ของปรากฏการณ์ที่มองเห็น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคนคนหนึ่ง บุคคลทั้งหลายจะได้รับการวางตัวอย่างมีระบบ และอย่างมีพลังต่อสิ่งต่าง ๆ เหตุการณ์ และคนอื่น ๆ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ได้เข้าหาความความจริงและสามารถเข้าถึงสถานการณ์ได้ ในการเปรียบเทียบกับสัตว์ การปรับตัวของมนุษย์มีความยืดหยุ่นมากกว่า และถูกจำกัดด้วยระบบต่าง ๆ ที่น้อยกว่าสัตว์ เพราะว่ามนุษย์คือตัวบุคคลซึ่งมีอิสระมากกว่าและสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่าสัตว์
แน่นอน อิสระภาพได้ถูกจำกัดโดยการรวบรวบของพวกเราในหลาย ๆ ด้าน อย่างเช่น ด้านส่วนตัว ด้านสังคม ประวัติศาสตร์ และด้านวัฒนธรรม โดยการเน้นลักษณะทางชีววิทยาของช่วงวัยชีวิต วิชาจิตวิเคราะห์ได้แสดงให้เห็นว่า คนได้รับอิทธิพลและแรงผลักดันด้วยการการแปลงรูปแบบของคน ทฤษฎีการเรียนรู้และการศึกษาจิตวิทยาทางสังคม ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อิสระภาพถูกกำหนดเงื่อนไขและมีอิทธิพลอย่างไร
เนื่องจากคนเป็นสิ่งแรกที่มีความสำคัญในโลก ทางเลือกทั้งหมดรวมทั้งศีลธรรมของคนเรา จะได้รับอิทธิพลสูงทีเดียวจากเงื่อนไขทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับหน้าที่ด้านการรับรู้และการพัฒนาด้านจิตใจ การอยู่รวมกับคนอื่น ๆ ในโลกนี้ อิสระภาพ หรือทางเลือกของคนเรามีขอบเขตจำกัด
การเป็นคนคนหนึ่ง จะมีให้คนเรานั้นได้รับความเป็นไปได้ซึ่งเป็นพื้นฐาน สำหรับความคิด ความรู้สึก การหยั่งรู้ การตัดสินใจ ความรัก หรือ การมีปฏิกิริยาในหลาย ๆ ด้านต่อโลกและคนอื่น ๆ รูปแบบของการรับรู้ล่วงหน้าทั้งหมด เป็นการพาดพึงถึงความเป็นจริง ความรู้สึกแบบนี้จะมีอยู่ในอารมณ์ระยะแรกของการเป็นคน ข้อวินิจฉัยหลักของบทความนี้ก็คือคนที่รักตัวเอง ซึ่งในทางตรงกันข้ามที่มีต่อความคิด ความรู้สึก เงื่อนไข แรงผลักดัน หรือสังคมของคน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่พิเศษ และไม่เปลี่ยนแปลงการพัฒนาทางด้านศีลธรรม
ช่วงชีวิตของคนก็คือโครงสร้างอย่างหนึ่ง ที่พูดถึงความเกี่ยวเนื่องกันด้านมูลฐาน และด้านความจำเป็นของคนเราทีมีต่อความเป็นจริง จากความคิดในช่วงการเกิด ผ่านช่วงวัยทรากและวัยเด็ก จากวัยรุ่นไปสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น จากการหล่อหลอมในวัยผู้ใหญ่ วัยกลางคน วัยผู้สูงอายุ และท้ายที่สุดคือวัยชรา ผู้คนจะเริ่มเช้าใจชัดเจน และมีการแสวงหาในเรื่องความเป็นจริงอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงชีวิตมีหลายอย่างที่จะให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คนทุกคนก็มีชะตากรรมร่วมกัน คือ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างเปิดเผย และส่งเสริมสิ่งที่ดีที่สุดของความเป็นจริงของคนเรา ข้อวินิจฉัยของเราคือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ดีที่สุดในคนคนหนึ่งก็คือ ความรัก ความดี ความรับรู้ ความเต็มใจ ด้านสังคมและหน้าที่อื่น ๆ ก็มีความจำเป็นต่อการพัฒนาบุคลิกภาพเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลและเป็นส่วนหนึ่งของความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ส่วนกลางของการพัฒนาด้านศีลธรรม
.
ต่อ น.23
น. 26 บุคคลผู้ที่ผ่านการใช้เหตุผลแล้ว : ตัวตน
จากสิ่งที่มองเห็นได้ตามปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ชีวิตแห่งตัวตนหมายถึงศิลปะแห่งการดำรงและสนับสนุนประสบการณ์ที่ดีและผ่านการใช้เหตุผลแล้ว ขอให้พิจารณาส่วนของ
โครงร่างนี้อย่างย่อ ๆ จุดสนใจแห่งตัวตนก็คือ โลกที่ยังมีอยู่ เกี่ยวกับรูปแบบแห่งประสบการณ์มากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรม โลกแห่งมโนคติตามทฤษฎี ตัวตนนี้จะต้องได้ถูกรักษาไว้และถูกป้องกันและได้รับการดูแลเลี้ยงดูเพื่อที่จะได้เติบโตต่อไป อีกประการหนึ่ง ตัวตนนั้นจะกระจัดกระจายไป การพัฒนาอุปนิสัยและแก่นแท้ของการพัฒนานี้ การพัฒนาคุณธรรมซึ่งจะเป็นหน้าที่เบื้องต้นของตัวเอง(ตัวตน) เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งของวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องมา
ในบริบทนี้ คำว่า ดี กล่าวถึง ประสบการณ์ที่สอดคล้องกัน และกระตุ้นให้เกิดความรักสุขภาพ นั่นก็คือ เพื่อที่จะดำเนินการกระตุ้นให้มีความสมบูรณ์ทั้งทางสุขภาพและเป็นคนดีตามหลักจริยธรรม คำว่า ความดี กล่าวถึงการงอกงามทั้งหมดและสุดท้ายกล่าวถึงการรวมกันที่เกี่ยวกับชุมชนและอำนาจแห่งความรัก คำว่า มีความคิดสร้างสรรค์ หมายความว่า คนเราสามารถอยู่นอกเหนือตัวเองอย่างมั่นคง เข้าใกล้โชคชะตาสุดท้ายของพวกเขา คือ เพื่อที่จะรัก และถูกรัก นี้เป็นพลังที่ได้รับแรงกระตุ้นกลาง ๆ ในความดี เหมือนในตัวตนที่ผ่านการใช้เหตุผล ประสบการณ์ที่ดีคือสิ่งที่พร้อมเพรียงกัน ช่วยสนับสนุน ความรักแท้ นักจิตวิทยาอย่างเช่น Jame Junge, Maslow Frankl, Rogers Adler และ Allport แสดงให้เห็นหรือกล่าวอย่างชัดเจนถึงกระบวนที่ผ่านการใช้เหตุผลของความรักนี้
ในทางตรงข้ามกับความไม่สมเหตุสมผลที่เป็นไปได้ของร่างกายและความสมเหตุสมผลของ ego ตัวตนก็มีอยู่และเปิดเผยความเป็นจริงตามวิธีการที่ผ่านการใช้เหตุผล ความมีอยู่ของตัวตนซึ่งมีการสะท้อนกลับเหมือนกับเป็นสัญชาตญาณ เป็นรูปธรรมและเป็นสากล แทนที่จะตั้งคำถามที่มีเหตุผลของทั้งสองอย่าง ประเด็นสำหรับคนที่ฝ่านการใช้เหตุผลก็ยังขัดแย้งกัน ทั้งสองทาง การยึดถือว่าตัวเองสำคัญยังได้รวมถึงความลี้ลับ บ่อเกิดแห่งความรู้ที่ไม่หมดสิ้น คำบรรยายเรื่องประสบการณ์ที่อ่อนแอของ Maslow การวิเคราะห์คนผู้มีสุขภาพดีของ James Adler และ Allport ได้แสดงให้เห็นแรงผลักดันของตัวตนเช่นนั้น
ประสบการณ์ที่ผ่านการใช้เหตุผลแล้ว ยังได้รวมการเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วย นี้ไม่เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะนำไปสู่ความคิดฟุ้งซ่าน หรือเป็นแบบฝึกในการคิดเรื่องเวทย์มนต์คาถา แต่เป็นวิธีที่ดีกว่าของการประสบความเป็นจริง มันหมายถึงการเคลื่อนออกจากแบบตามปกติของร่างกายและปฏิกิริยาของ ego ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ถ้าใครบางคนอาจจะปัญหาหลายอย่าง พวกเขาสามารถที่จะรวมอยู่กับความเป็นจริงที่ชักจูงพวกเขาออกจากตัวเอง ดังนั้นชีวิตจึงมีประสบการณ์อย่างไม่มีขอบเขตมากกว่าปัญหาของพวกเขาทั้งหมด ในฐานะที่เป็นประสบการณ์ของสิ่งที่รวมอันเป็นพื้นฐานและเป็นรากฐานของชีวิต การเรียนรู้ด้วยตนเองสามารถทำให้คนอยู่เหนือข้อจำกัดของตัวเอง
เมื่อผ่านการใช้เหตุผลแล้ว คนเราไม่เพียงสามารถคิดได้เท่านั้น แต่ยังประสบกับข้อจำกัดสุดท้ายของตัวเองด้วย ได้แก่ความตาย คล้ายกันกับ ชีวิต ความตาย และความตายระยะสั้น ยืนยันว่า คนเราสุดท้ายแล้วก็สิ้นหวังและต้องพึ่งพาอาศัย ตรงข้ามกับวิธีการหลอกล่อของทฤษฎีเหตุผลนิยมซึ่งเป็นที่รู้จักกัน มันไม่เป็นจริงว่า ท้ายที่สุดแล้วชีวิตก็อยู่ในมือเรา การวิเคราะห์ก็เป็นไปได้ หรือว่า ที่ใดมีความพยายาม ที่นั่นก็มักจะมีหนทางเสมอ ถึงแม้การทำความเข้าใจและการยอมที่เต็มไปด้วยความหวัง จะไม่ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมด หรือทั้งสองอย่างนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องทำชีวิตให้มีความหมาย จริง ๆ แล้ว ถึงแม้ความเป็นจริงจะถูกควบคุมอยู่ภายในปัจจัยที่กำหนดบางอย่าง ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ก็ช่วยอะไรไม่ได้
เหมือนกับร่างกาย และ ตัวตน อัตตายังเป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและได้รับอิทธิพลโดยองค์ประกอบทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เป็น อัตตา คนเรามีความเคารพอย่างยิ่งต่อคนอีกคนหนึ่ง มีแนวโน้มที่รู้จักการให้ เสียสละ และอยู่กับคนอื่น ๆ ได้ พวกเขาไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือครอบงำคนอื่น ๆ หรือพวกเขาไม่ต้องชักจูงคนอื่น ๆ เพื่อที่จะสนองความต้องการของตนเอง พวกเขาสามารถคำนึงถึงหรือใช้การวิธีการมองคนทั้งหมด พฤติการณ์เมื่อบุคคลมีการรู้ความเป็นจริงของตัวเองของ Maslow และความห่วงใยต่อสังคมของ Adler ช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของอัตตา
แรงผลักดันที่ได้ถูกกระตุ้นที่สำคัญของบุคคลที่มีสุขภาพดีและเป็นคนดี ความรักรวมความสำคัญของช่วงวัยบุคคลต่าง ๆ เข้าด้วย ความรักสามารถทำให้คนและช่วยกระตุ้นคนให้เจริญงอกงามขึ้นด้วยกันได้ ไม่แตกต่างกันกับความห่วงใยต่อสังคมของ Adler และความสัมพันธ์เชิงบวกของ Roger ความเชื่อที่มีอยู่ทั่วไปเป็นสากลของ Fowler หรือ การเอาใจใส่ของ Erikson ความรักอยู่เหนือความเห็นแก่ตัว ความห่วงใย และก่อให้เกิดความดีงามและความแข็งแรงทางสุขภาพ โดยปราศจากความรัก คนก็จะเหินห่างจากความชอบดั้งเดิมของผู้ที่อยู่ร่วมด้วย และอยู่เพื่อคนอื่น ๆ โดยพื้นฐานและโดยที่สุดแล้ว ศีลธรรมเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองทำให้เข้าที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความรัก การกำจัดหรือทำลายชุมชนเป็นพื้นฐานของความไร้ศีลธรรม
เพื่อให้แน่นอน ร่างกาย ตัวตน และอัตตา เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของช่วงอายุคนทั้งหมด แต่อัตตาเป็นการแสดงออกที่ละเอียดและอยู่เหนือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ผู้คนจะเป็นมนุษย์และมีคุณธรรมมากที่สุดก็ต่อเมื่อพวกเขากระทำด้วยความรัก
โครงสร้างของอัตตาคำนึงถึงการเลือกที่เป็นพื้นฐานและมีระยะยาวมากที่สุด มันสามารถทำให้คนเปิดรับหรือปิดประสบการณ์ที่สำคัญได้ เมื่อคุณค่าสูงสุดของคนและแรงจูงใจที่สำคัญมาจากอัตตาที่ผ่านการใช้เหตุผลแล้ว คนเราก็อยู่ในการปรับตัวแห่งความเปิดเผยและความรัก การตัดสินใจด้วยตนเองไม่ใช่กระบวนการทางเหตุผลทั้งหมด แต่เป็นกระบวนการที่ผ่านการใช้เหตุผลมาแล้ว การกำจัดความขัดแย้งในการช่วยให้เกิดความยุติธรรมมีความสสสสสสสสllll
สำคัญอย่างแท้จริง แต่ทางเลือกที่ผ่านการใช้เหตุผลต่อความรักเป็นส่วนสำคัญและเป็นที่มาแห่งความยุติธรรม
เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างความประสงค์ขั้นพื้นฐานและอัตตาแล้ว Boelen ย้ำว่า ความประสงค์ที่แท้จริงจะก่อให้เกิดอัตตาที่แท้จริง โดยวิธีนี้ เขาหมายถึงว่าเพื่อที่จะให้น่าเชื่อถือ บุคคลเปิดใจต่อความเป็นจริงอย่างที่มันเปิดเผยกับตัวมันเอง มากกว่าที่จะกลั่นกรองความเป็นจริงโดยการปกป้องวิธีการ Boelen ยังได้ชี้ให้เห็นอีกว่าเมื่ออัตตาถูกทำให้เป็นจริง ความประสงค์ต่อการเปิดเผย ยังรวมการตัดสินใจและการมอบความไว้วางใจ โดยข้อเท็จจริงแล้ว
วิธีการนำไปสู่ทฤษฎีความเชื่อแห่งบุคคลที่มีศีลธรรม(น.32)
บนพื้นฐานของบทสองบทอันก่อน ทฤษฎีความเชื่อของการพัฒนาศีลธรรม เกิดจากการรวบรวมของทฤษฎีต่าง ๆ มากมายของการพัฒนาตัวเอง และยังอยู่ในทฤษของความเป็นจริงในช่วงชีวิตคน การนำเสนอที่มีมาก่อนก็คือ แต่ละทฤษฎีแสดงถึงความจริงทางจิตวิทยาเกี่ยวกับการเป็นแบบอย่างของผู้มีศีลธรรม การวิเคราะห์รายละเอียดได้แสดงไว้ในบทความต่อไปนี้ บทความนี้เกี่ยวกับการกำหนดทฤษฎีข้อเท็จจริง ซึ่งได้รวบรวมลักษณะการพัฒนาทางด้านศีลธรรมไว้หลาย ๆ ประการ
ได้มีการเสนอบทความนี้ว่าบุคคลมีพลังวัตต์ มีความหลากหลาย และอยู่รวมกันเป็นกลุ่มมนุษย์เป็นกระบวนการของการมาเป็นตัวเอง( ร่างกาย จิตใจ และตัวเอง) ตลอดจนการใช้เหตุผล การตัดสิน อารมณ์ สภาพแวดล้อม การเลือก และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ลักษณะการพัฒนา โครงสร้างของร่างกาย จิตใจ ตัวตน(อัตตา) และการงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นในโลก ได้ถูกเสนอว่าเป็นทฤษฎีที่รวบรวมความหลากหลาย(อย่างเช่น ด้านการรับรู้ ด้านความรู้สึก ทางความพฤติกรรม สังคม มนุษย์ศาสตร์ และจิตวิเคราะห์ ในการเข้าถึงการเป็นผู้มีศีลธรรม
ตัวอย่าง
ให้พิจารณาสถานการณ์ดังต่อไปนี้ว่าเป็นวิธีที่แสดงให้เห็นถึงทฤษฎีความเชื่อเหมือนกับการเปรียบเทียบส่วนประกอบมากมายของจิตวิทยา ที่ทำให้เกิดการตัดสินเชิงจริยธรรม(ศีลธรรม) นี้เป็นปัญหาทางจริยธรรม คนงานเหล็ก เป็นคุณพ่อลูกสาม ตกงานมา 18 เดือน และภริยาก็ไม่มีงานทำ เผอิญเจอกระเป๋าเงินมีเงินสดอยู่ 900 $ เขารู้ว่ากระเป๋าเงินใบนั้นเป็นของประธานใหญ่ของบริษัท ปัญหาทางจริยธรรมก็คือเขาควรจะคืนเงินให้ดีหรือไม่ ขอให้พิจารณาแรงผลักดักบางที่เป็นไปได้ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางจริยธรรมของชายผู้นี้
เมื่อเขาเจอกระเป๋าเงิน เริ่มแรกเขามีความรู้สึกพอใจ และคิดถึงอนาคตที่ดี เขาคิดถึงตัวเขาเองว่า ในที่สุด สิ่งที่ดีบางอย่างก็เกิดขึ้นกับเราแล้ว บางทีพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตอบสนองการอ้อนวอนของเราแล้ว ตอนนี้ เราก็จะสามารถให้เงินซื้อของขวัญวันคริสต์มาสที่จะมีเร็วนี้ให้ลูกและภรรยาได้
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกขัดแย้งก็เกิดขึ้นควบคู่ไปความความคิดเช่นนี้ว่า เงินจำนวนนี้เป็นของใครบางคน จะผิดไหมที่จะเก็บเงินจำนวนนี้ไว้? จะผิดไหมที่จะนำเงินไปคืนเจ้าของ? มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะนำเงินไปคืน จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าทุกคนเก็บสิ่งที่ตนเองพบเอาไว้ เมื่อพิจารณาแล้ว ความวุ่นวายของสังคมก็มีขึ้นได้
ภาวะที่เป็นปัญหาทางจริยธรรมนี้สามารถพิจารณาได้จากหลาย ๆ มุมมอง ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกแรกเริ่มของชายคนนี้ สามารถตีความได้ว่าเป็นการช่วยให้เกิดความพอใจ และลดความต้องการลง หรือช่วยทำให้ความอยากหรือความปรารถนาของคนเราสมประสงค์ การตีความและการอธิบายในทำนองเดียวกันนี้จะเป็นหน้าที่ขั้นต้นของบุคคลผู้มีกำลัง และก่อนการมีเหตุผล ความขัดแย้งกันต่อมาอาจจะเห็นได้ว่าเนื่องมาจากความขัดแย้งของสิ่งที่อยู่เหนืออัตตา ความไม่สอดคล้องกันระหว่าง มโนทัศน์ของตัวเองกับประสบการณ์
นักจิตวิทยาคนอื่น ๆ อาจจะเน้นคุณค่าที่มีเงื่อนไขทางสังคม หรือตัวแปรตามสถานการณ์ที่ขัดขวาง หรือทำให้มีข้อเลือกอิสระมากขึ้น การเข้าถึงเช่นนี้จะรวมถึงความสำคัญทางสังคมและทางเหตุผลของการเป็นบุคคล นักจิตวิทยาทางด้านความคิดนี้อาจจะชี้ให้เห็นว่า การให้เหตุผลทางจริยธรรมของบุคคลผู้นี้อยู่ในระดับ 3 หรือ 4 ของ Kohlberg.
ประเด็นก็คือว่า มีวิธีการมองหลายวิธี (ตย. โดยการเน้นหรือสนใจลักษณะบางประการ) และ เพื่อที่จะอธิบายสถานการณ์ทางจริยธรรมอย่างเดียวกัน ความท้าทายก็เพื่อที่จะประสานกันและเป็นประโยชน์จากภาพที่มองเห็นทั้งหมด มากกว่าการใช้อะไรบางอย่างที่ความสูญเสียของผู้อื่น
เมื่อกลับมาที่ชายที่ตกงานอีกครั้ง เขาได้ปรึกษากับคนหลาย ๆ คน ภรรยาของเขาเป็นคนทะเยอทะยาน เธอได้บอกเขาว่า พวกเขาสามารถใช้เงินจำนวนนี้อย่างแน่นอน (ความขาดแคลนได้ถูกกระตุ้นไหม?) และนอกจากนี้ ประธานบริษัทก็เป็นผู้ที่ร่ำรวย (สมเหตุสมผลไหม? เป็นการตัดสินทีดีไหม?) อีกประการหนึ่ง เธอก็ให้เหตุผลว่า ประธานบริษัทก็เป็นมนุษย์ย่อมมีสิทธิ์ในเงินของเขา (ระดับที่ 5 ของทฤษฎี Kohlberg) เธอก็ยังเป็นห่วงครอบครัวมากกว่าประธานบริษัท (เป็นความสำคัญชนิดหนึ่งไหม? เป็นจริยธรรมว่าด้วยความห่วงใยของ Gilligan ? เป็นการอ้างอิงฝ่ายบวกของ Roger?
เพื่อนคนหนึ่งบอกเขาว่า เขาจะเป็นโง่ที่จะคืนเงิน เพราะเขาต้องมองดูตัวเอง (เป็นเรื่องที่เล่า ๆ ต่อกันมาทางวัฒนธรรม? ) อย่างไรก็ตาม เขาได้เตือนตัวเขาเองว่า เขาต้องระวังไม่ให้ถูกจับได้ (เป็นทฤษฎีอันดับแรกของ Kohlberg?) อย่างไรก็ตาม พระที่ปรึกษาเข้าใจความขัดแย้งของเขา แต่ก็สนับสนุนให้เขาคืนเงิน โดยให้เหตุผลว่า การเป็นคนซื่อสัตย์นั้นเป็นกฏสากลที่ทุกคนทุกคนควรปฏิบัติตาม (ทฤษฎีของ Kohlberg อันดับที่ 6) นอกจากนี้ พระซึ่งเป็นที่ปรึกษาก็ถามเขาว่า เธอคิดว่าพระเป็นเจ้าประสงค์ให้เธอทำอะไรละ?
สถานการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ รวมถึงอิทธิพลทางสังคมและพลังวัตต์ระหว่างบุคคล ภรรยาของเขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความสำคัญของชีวิตของพวกเขา(ตย.ความต้องการและความรู้สึกเบื้องต้น) และเพื่อนของเขาก็ชี้ให้เห็นความพอใจที่จำเป็นของบุคคลตามธรรมชาติแตกต่างออกไป ภรรยาของเขาก็คิดถึง(ความสำคัญทางเหตุผล) สิทธิของมนุษย์เหมือนกันความห่วงใยที่เธอมีต่อครอบครัว (ความสำคัญของตัวเอง) อาจจะเป็นไปได้ที่ พระที่ปรึกษาได้แสดงการให้เหตุผลทางจริยธรรมลำดับที่ 6 และยังเรียกร้องถึงความเป็นจริงที่ดีเยี่ยม วิธีการทั้งหมดเหล่านี้ สามารถสอดคล้องกับจริยธรรมแห่งความรัก (ความสำคัญแห่งเหตุผลที่สืบต่อกันมา)
ชายที่ตกงานคิดถึง (อัตตา บุคคลที่มีเหตุผล)สิ่งที่ทุกคนพูด (ความสำคัญของช่วงวัยอายุคน ทางด้านสังคมและภายในตัวเอง) คำนึงถึงความรู้สึกและความต้องการของเขา (ร่างกาย บุคคลที่มีมาก่อนการใช้เหตุผล) เขารู้ว่า การคืนเงินอาจจะดูเหมือนว่าโง่สำหรับคนหลาย ๆ คน แม้กระนั้นก็ตาม เขาก็ตกลงใจ(ตัวเอง และอุปนิสัย) ที่จะให้ตัวเขานั้นคืนเงิน (ทฤษฎีลำดับที่ 7 ของ Kohlberg และ ทฤษฎีลำดับที่ 6 ของ Fowler)
การเข้าถึงการพัฒนาการ วิธีอีกอันหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตามธรรมชาติซึ่งรวมกันอยู่ ก็คือการวางแผนการระดับการพัฒนาเชิงจริยธรรมตลอดวงจรชีวิต ถึงแม้ว่า ระดับการพัฒนาการทางจริยธรรมของผู้ใหญ่จะถูกต้องน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในวัยเด็ก และบางทีอยู่ในช่วงหนุ่มสาว ช่วงเวลาที่สามารถวิเคราะห์เป็น ช่วงเวลาดัดแปลงปรับปรุง ช่วงเวลาแห่งการเผชิญหน้าก็สามารถบรรยายในเชิงปทัฏฐานได้ (บทที่ 12 ของ Gorman ข้างล่าง เกี่ยวกับหัวข้อนี้เป็นพิเศษ) ถึงแม้ว่าเราจะถึงยอดแห่งเหตุผลในการเหตุผลทางจริยธรรม ก็จะเป็นการเสนอข้อคิดเห็นว่า คนเราไม่เคยต้องการที่จะอ่อนแอในการพัฒนาความเจริญเติบโตของตัวเองและอุปนิสัย
บุคคลแต่ละคนได้เริ่มปรากฏออกมาตลอดวงจรชีวิตในวิธีต่าง ๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น บุคคลผู้หนึ่ง แรกเริ่มเข้าใจในร่างกายก่อนมีการให้เหตุผลเป็นอย่างดี และไม่นานหลังจากกระบวนการตัวตนที่มีเหตุผล ความถือตัวเองเป็นสำคัญ ก็ยังมีปรากฏอยู่จากตอนแรกเริ่ม แต่แน่นอนกว่า ทฤษฎีการยึดมั่นถือมั่นของ Bowlby (1969) และ การวิเคราะห์คุณธรรมในวัยเด็กของ Erikson (1964) ช่วยสนับสนุนข้อสมมติฐานนี้ ความสำคัญทางกายและทางเหตุผลของการเป็นคนถูกจำกัดและถือว่าเป็นอิทธิพลต่อการพัฒนาการถือตัวเองเป็นสำคัญ ข้าพเจ้าได้โต้แย้งว่า ร่างกายและตัวตน ช่วย (ถึงแม้ว่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของร่างกายและตัวตนนั้นเท่านั้น) ในฐานะที่เป็นโครงสร้างที่อยู่ภายใต้เพื่อโครงสร้างที่อยู่สูงขึ้นไปของการวิวัฒนาการของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่า เด็กจะไม่ใช่บุคคลที่ได้รับการสืบทอดการเหตุผลอย่างเดียวกันกับผู้ใหญ่ เด็กที่ได้รับการศึกษาอบรมอย่างดีจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาต่อไปอย่างไร เพื่อที่จะแสดงให้เห็นทฤษฎีว่าด้วยการรักบุคคล (ตัวเอง) ว่าเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทางจริยธรรม ก็ขอให้พิจารณาระดับพัฒนาการทางจริยธรรมอย่างย่อ ๆ
เริ่มแรกนั้น บุคคลคนหนึ่งเติบโตขึ้นในวิถีชีวิตที่มีปรากฏ ก่อนมีการใช้เหตุผล จุดเริ่มต้นของการเลือกทางจริยธรรมขึ้นอยู่กับจิตวิทยาที่แตกต่างกันที่คนเรายึดถือ ยกตัวอย่าง นักทฤษฎีทางความคิดจะพูดว่าการพัฒนาจริยธรรมในระดับสูง เกี่ยวพันกับการพัฒนาของกระบวนการมีเหตุผลในตัวเอง ขบวนการทางจริยธรรมได้เริ่มขึ้นในบางช่วงของ 1-2 ปีแรกของชีวิต ไม่ใช่ในทางก่อนมีวัฒนธรรม (ก่อนมีศีลธรรม) เด็กเล็กไม่ได้ใช้เหตุผลมากนัก หรือไม่ได้พิจารณาการยึดถือกฏเกณฑ์ แต่ก็จะเกี่ยวข้องกับความพอใจความต้องการพื้นฐานและ หรือผลทางร่างกายที่เกิดขึ้น (Hohlbeg 1981) มันสำคัญมากที่จะเข้าใจถึงพลังความคิดในรูปแบบการมีเหตุผลของการอบรมและการสั่งสอน ยกตัวอย่างเช่น การให้เด็กทำในสิ่งที่เกินความสามารถในการประเมินผล หรือถามปัญหาที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเด็ก ไม่ได้ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าทางจริยธรรม
ทฤษฎีอื่น ๆ เป็นที่สนใจกว่าในการแสดงออกในช่วงก่อนมีเหตุผลของคน ทฤษฎีพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อเลือกทางจริยธรรมของเด็ก แต่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลทางจริยธรรมของเด็กมากกว่า ซึ่งเริ่มตั้งแต่เกิด และบางทีอาจจะเริ่มตั้งแต่คิดได้ การยึดมั่นถือมั่นตั้งแต่ต้นอย่างนี้ สภาพแวดล้อมก่อนเข้าโรงเรียน รูปแบบทางจริยธรรม อิทธิพลทางวัฒนธรรมและการสื่อสาร ความสัมพันธ์กันภายในระหว่างบุคคล การเล่านิทาน การกำหนดเงื่อนไขทางเพศ ข้อมูลทางจริยธรรมและศาสนา และปัจจัยด้านอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาด้านจริยธรรมในปัจจุบันและในอนาคตของเด็ก ยกตัวอย่างเช่น การยึดมั่นอยู่ในวัยทารก จะทำความแตกต่างกันต่อการพัฒนาที่เปิดเผยต่อไปของตัวตนของเด็ก และชีวิตทางจริยธรรม ผู้ที่เป็นทารก(ก่อนการรู้จักใช้เหตุผล)จะยึดมั่นการปรนนิบัติว่าเป็นพื้นฐานสำหรับการวิวัฒนาการของตัวเอง
การวิเคราะห์คุณธรรมของ Erikson ในความสัมพันธ์กับการพัฒนาทางจิตวิทยา ยังสามารถมีความเกี่ยวข้องกันทางจริยธรรมด้วย ยกตัวอย่างเช่น Erikson เสนอสิ่งที่ปรารถนาไว้ว่าเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่สุดที่ได้ถูกพัฒนาในปีแรกของชีวิตเหมือนกับว่าเป็นพื้นฐานคุณธรรมอื่น ๆ ทั้งหมด ในบริบทของบทนี้ เช่นกับ บทที่ 10 ของ Knowles ข้างล่างของ Erikson ความปรารถนา (และคุณธรรมขั้นตนที่ได้ถูกพัฒนาแล้ว) สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการปรากฏเป็นนัย ๆ ของอัตตา ความปรารถนาที่จะทำให้เป็นจริงในช่วงก่อนการมีเหตุผลและวิธีแรกในการพักผ่อนและเปิดเผยตัวเองต่อโลกและผู้อื่น ในทางตรงกันข้ามกับความกลัวและความไม่ไว้วางใจ การเปิดเผยซึ่งช่วยให้หายกังวลเช่นนี้สามารถทำให้บุคคลนั้นเจริญเติบโตตามลำดับและตามความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่มีความเสี่ยง โดยวิธีนี้ การพัฒนาการในช่วงก่อนการมีเหตุผลของความหวัง จะมีผลต่อการพัฒนาการทางด้านจริยธรรมในภายหลังอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ดีกว่าน็น็น
ที่จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกของความเป็นไปได้ที่ถูกจำกัด ผู้ที่ยังมีความหวังประสบกับความเป็นจริงในฐานะที่เป็นการชักจูงเพื่อที่จะคลี่คลายความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด
ขณะที่เด็กดำเนินการต่อไปเพื่อที่จะพัฒนาในวิธีที่มีความหวัง หรือไร้ความหวัง มีเหตุผล การปรากฏตัวตนออกมาของช่วงอายุคน เริ่มต้นที่จะแสดงความเป็นตัวของเขาเองอย่างแจ่มชัด เด็กเริ่มที่จะควบคุมและได้รับความรู้เข้าใจตามเหตุผลขั้นพื้นฐานกับตัวเอง คนอื่น และชาวโลก Erikson พูดถึงคุณธรรมแห่งเจตจำนงค์(ตัวเอง)ในการกระบวนการปฏิบัติตามต่อสิ่งที่คนรู้เข้าใจได้ การที่คนจะเข้าใจก่อนการมีเหตุผลและมีเหตุผลแล้วอย่างไรและอะไรนั้น โดยมากอาศัยคุณธรรมแห่งความปรารถนา หรือสิ่งที่คนเราสามารถเปิดใจรับได้ อย่างไรก็ตามการพัฒนาในช่วงปีแรกของชีวิตเป็นระยะที่สำคัญของการพัฒนาในด้านจริยธรรม สิ่งที่คนเราเปิดใจรับและสามารถปฏิบัติตามได้นั้น จะมีผลต่อกระบวนการพิจารณาในภายหลังของการให้เหตุผลทางจริยธรรม เหมือนกับกระบวนการที่ผ่านการใช้เหตุผลของความเปิดเผยและการตัดสินใจอันเป็นพื้นฐาน
การสร้างที่มีมาก่อนการใช้เหตุผลและผ่านการใช้เหตุผลก็เหมือนกับการใช้เหตุผล มีความสำคัญในระยะแรก ๆ ของการพัฒนาทางด้านจริยธรรมนี้ ยกตัวอย่าง การยึดมั่นที่มีมาก่อนและรูปแบบกฏเกณฑ์ซึ่งสอดคล้องกับกิริยาท่าทางของบุคคลต่อความรัก มีความสำคัญต่อพื้นฐานและการพัฒนาศีลธรรมหลังสุด รูปแบบ และความยึดมั่นในความสิเนหาก็เหมือนกับสิ่งที่ถูกป้อนเข้าไปชนิดอื่น ๆ อย่างเช่น อิทธิพลทางครอบครัว และการนำเสนอของสื่อก็ยังช่วยสร้างเหตุผลที่อยู่ข้างใต้ของศีลธรรม บทที่ 8 ข้างล่างการเล่านิทาน และทฤษฎีระดับที่ 2 ของ Fowler เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องที่เล่าสืบ ๆ กันมาทางวรรณคดี แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อน
เมื่อบุคคลมีวิวัฒนาการ กระบวนการทางด้านความคิดก็กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้น เด็กสามารถที่จะเอาอย่างและเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น การใส่กฏเกณฑ์เข้าไปก็มีมากขึ้นและการใช้เหตุผลขั้นต้นก็สามารถบรรลุจุดประสงค์ได้ ยกตัวอย่าง จากความทรงจำอาจจะไม่เป็นแค่ความมีหวังในการควบคุมพฤติกรรมโดยตรงเท่านั้น แต่ยังอาจจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาทางด้านจริยธรรมในอนาคตด้วย
นอกจากกระบวนทางความคิดและหรือที่ทำให้เกิดความรู้แล้ว กระบวนการที่เป็นรูปแบบ อย่างเช่นการพัฒนาบุคคลิกลักษณะ การเล่านิทาน การกำหนดเงื่อนไขทางเพศ อิทธิพลทางวัฒนาและทางสังคม สิ่งที่ถูกใส่เข้าไปทางด้านการเล่าเรียนศึกษาและจากพ่อแม่ก็มีความสำคัญทุกช่วงอายุ รวมทั้งระยะนี้ด้วย ยกตัวอย่าง เมื่อเด็กถูกล้อมรอบในทางปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากขึ้น การพัฒนาการทางด้านความคิดและการสร้างแบบของกฏจะมีผลกระทบมากกว่าเมื่อก่อน ทีวีและภาพยนต์สามารถแสดงให้เห็นไม่เฉพาะแต่เรื่องราวต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นค่านิยมและบรรทัดฐานด้วย นอกจากนั้น (ในทำนองเดียวกัน) การเล่านิทาน (เมื่อถูกพัฒนาในบทของ Kilpatrick ข้างล่าง) ไม่ได้ให้ความเข้าใจลึกซึ้งระหว่างบุคคลมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้ให้ข้อมูลและการสร้างด้วย หนังเรื่องที่ยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นปัญหาทางจริยธรรมขั้นพื้นฐานทำให้เด็กประทับใจทั้งโดยการพิจารณาและโดยความคิด และมักจะทิ้งอิทธิพลที่มั่นคงไป นิทานชาดกและเรื่องตำนานที่เล่าสืบ ๆ กันมาเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์เหมือนการมีเหตุผล ดังนั้นพวกเด็ก ๆ สามารถบรรลุนอกเหนือจากความสามารถในการใช้เหตุผล โดยได้รับอิทธิพลทางสัญลักษณ์ กระบวนการที่เป็นรูปแบบเช่นนี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางด้านบุคคลิกลักษณะในระยะเวลาการพัฒนาความรู้สึกว่ามีคุณธรรมและมีศีลธรรม
วัยหนุ่มสาวก็ยังเป็นช่วงเวลาเกี่ยวกับการวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาทางด้านจริยธรรม เพราะไม่ใช่เฉพาะแต่ลักษณะทางเพศและกระบวนการรับรู้เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปในความเป็นหน่มสาวทางสมุฏฐาน แต่ยังได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการก่อนการใช้เหตุผลอีกด้วย ยกตัวอย่าง ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นหนุ่มสาวส่วนมาก หรือมีอายุน้อยกว่า 15 โดยทางสมุฏฐานและโดยการวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ถามปัญหาเกี่ยวกับชีวิต มันเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการทิ้งวัยเด็กและความพยายามมุ่งมันเพื่อระยะที่มั่นคงถาวรมากขึ้น ส่วนหนึ่งของกระบวนนี้ก็คือ การตั้งคำถามเกี่ยวกับประเพณีที่สืบทอดกันมาของคนจากช่วงวัยเด็ก ขณะที่ยังไม่มีความเชื่อมั่นภายในตัวเอง โดยทางขัดแย้งกัน ระยะเชิงลบเท่าที่ปรากฏมาจากความหมายเชิงบวก นอกจากประสบการณ์ของวัยรุ่นหนุ่มสาวตามที่ปรากฏออกมาชัดเจนกว่า และอย่างมีไหวพริบในฐานะที่เป็นการปรากฏทางจริยธรรมต่อความเป็นจริง ซึ่งมีมาก่อนการใช้เหตุผล (ตัวเอง)
จิตนิยมสามารถปรากฏและนำมาซึ่งแนวโน้มที่จะตัดสินความจริงในระยะแห่งความสมบูรณ์ จิตนิยมเรื่องวัยรุ่นหนุ่มสาวเช่นนี้ ยังมีอิทธิพลต่อการเข้าใจและการตัดสินทางด้านจริยธรรมด้วย โดยข้อเท็จจริงแล้ว คนบางคนไม่เคยบรรลุถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับความเป็นหนุ่มสาว พวกเขายืนยันในการตัดสินความจริงในทั้งสองทาง
ความรัก เป็นพลังวัตต์ที่สำคัญของตัวเราเองเหมือนกับแรงผลักดันทางจริยธรรมข้อหลักของช่วงวัยอายุคน ก็ยังเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ตอนนี้ ก็มีการรวบรวมคุณสมบัติที่ถูกพัฒนามากขึ้น อย่างเช่น ความรับผิดชอบ การเคารพ และการให้คำมั่นสัญญา(การมอบหมาย) วัยรุ่นหนุ่มสาวที่อยู่ในช่วงกลางและช่วงปลาย เริ่มที่จะคิดถึงระยะของชีวิต การพัวพันในเรื่องความรัก และเวลาว่าง ประสบการณ์อันใหม่ในเรื่องความรักเช่นนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาในด้านจริยธรรม
นอกจากความไร้ค่าของวัยรุ่นหนุ่มสาวตามที่ปรากฏการแล้วยังทำให้มีความเข้าใจศีลธรรมแบบใหม่ด้วย การทำให้สัมพันธ์เป็นอันดีกับช่วงอายุที่มีมาก่อนประเพณีวัฒนธรรมของวิวัฒนาการทางจริยธรรมด้านความคิด การสร้างรูปแบบที่ผ่านการใช้เหตุผลก็ยังมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านจริยธรรมด้วย ร่วมด้วยกับการคิดแตกต่างกันไป วัยรุ่นหนุ่มสาวก็ประสบความเป็นจริงแตกต่างกันไปด้วย พวกเขาได้เปิดใจกว้างมากขึ้นกว่าที่เป็นไปได้อย่างชัดเจน
ยังมีการก้าวก้าวกระโดดซึ่งพื้นฐานที่จะนำไปสู่ค่านิยมของชาวโลก เด็กถูกสอนให้รู้จักค่านิยมทั้งโดยทางการ และไม่เป็นทางการ และพวกเขามีจำนวนมากหรือน้อยที่ปฏิบัติตามค่านิยมเหล่านั้น วัยรุ่นหนุ่มสาวผู้ที่เป็นห่วงและคำนึงถึงคุณค่าก็จะมุ่งมั่นที่จะค้นหาและทำให้คุณค่าที่ดีที่สุดเหล่านั้นอยู่ได้ วิธีการต่าง ๆ อย่างเช่น ความชัดเจนในเรื่องค่านิยม (Simon 1973) ช่วยให้เข้าใจว่าค่านิยมที่คนยึดถือนั้นคืออะไร ไม่จำเป็นว่าค่านิยมที่คนควรยึดถือ ปฏิบัติ หรือสนับโดยทางจริยธรรมคืออะไร
ในช่วงวัยรุ่นหนุ่มตอนปลาย หรือในความเป็นวัยรุ่นแรกนั้น ๆ คนเรามักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักศีลธรรมจริยธรรมของพวกเขาเสมอ ในทางตรงกันข้ามกับการทำให้สอดคล้องกันกับกฏเกณฑ์และความคาดหวังของของสังคม เนื่องจากหลักจริยธรรมเหล่านี้อยู่ในประเพณีวัฒนธรรม ผู้ที่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวก็จะระมัดระวังเกี่ยวกับสิทธิและค่าส่วนตัว (Kohlbeg 1981 และ Folwer 1980) ซึ่งมีมาก่อนระบบทางสังคม และความยึดมั่นส่วนตัวด้วย ความนิยมที่มีมาก่อนการมีวัฒนธรรมต่อศีลธรรมนี้ เป็นทั้งกระบวนการทางความคิด (ego) และเป็นทั้งกระบวนการแห่งตัวตน ในบางประเด็น หลักจริยธรรมแห่งความห่วงใยและความรับผิดชอบของ Gilligan สามารถเห็นได้ว่าเป็นหน้าที่ของตัวเองมากกว่าของ ego ความท้าทายของความเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวนี้ก็เพื่อที่จะเสนอศีลธรรมแห่งความสัมพันธ์กันของคนหนึ่งกับศีลธรรมว่าด้วยสิทธิของคน
ถึงแม้คนรุ่นหนุ่มสาวส่วนมากจะตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักศีลธรรมของพวกเขา หลาย ๆ คนยังปฏิบัติตามกฏหมายตามวัฒนธรรมประเพณีมากกว่าการฟังข้อความที่ผ่านการใช้เหตุผลแล้ว คนอื่น ยึดถึงหลักศีลธรรมที่ว่าด้วยการช่วยเหลือตัวเอง แห่งการกระทำที่ความรู้สึกบอกว่าเป็นสิ่งที่ดี วิธีการอีกอันหนึ่งก็มีเพื่อถอยกลับมาสู่ระดับของศีลธรรมตอนต้น เมื่อมันอยู่ภายใต้ความกดดันหรือประสบกับความรับผิดชอบ ยกตัวอย่าง คนวัยหนุ่มสาวผู้ที่กลายมาเป็นพ่อคนแม่คนมักจะถอยกลับมาสู่สิ่งที่พวกเขาซึ่งเมื่อก่อนนี้ได้วิพากษณ์วิจารณ์ไว้ นั่นก็คือคิดว่าพ่อแม่ของพวกเขา ล้าสมัย ยึดถือหลักจริยธรรมตามวัฒนธรรมประเพณี
การพัฒนาทางด้านจริยธรรมก็ดำเนินต่อไป ยกตัวอย่าง ผู้ใหญ่ที่อยู่ในช่วงอายุ 30 มักจะมีความรับผิดชอบการมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางด้านจริยธรรมของเด็ก ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามกับมาตรฐานของตัวเขาเอง ถึงแม้ผู้ใหญ่ผู้มีความแตกต่างกันทางจริยธรรม มักจะสงสัยว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขาเองและคนอื่น ๆ ดังนั้นพวกเขาอาจจะแสวงหาเพื่อที่จะหลีกหนีจากความรู้สึกเหล่านี้ คนอื่น ๆ ได้พัฒนาระบบทางจริยธรรมซึ่งเหมาะสม ที่สามารถสนับสนุนความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางของตนเองได้ ผู้ที่มีระบบทางจริยธรรมที่เข้มงวด อาจจะถูกท้าทายโดยความเปลี่ยนแปลงส่วนตัวและทางสังคมจนสามารถเปลี่ยนแปลงได้และมีความเข้าใจมากขึ้น นี้เป็นระยะเวลาที่ความท้าทายระบบทางจริยธรรมของคน ไม่ว่าจะเป็นอย่างใดก็ตาม
ถึงแม้เมื่อเร็ว ๆนี้ ความเป็นผู้ใหญ่ช่วงวัยกลางคนได้กลายมาเป็นหัวข้อที่นิยมกันจากประเด็นความคิดทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ การพัฒนาทางด้านจริยธรรมในช่วงวัยกลางคนจะมีนาน ๆ ครั้ง ถ้าได้ถูกศึกษาอย่างชัดเจน ในรูปแบบนี้ ช่วงวัยกลางคนเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและวัยกลางคน หรือระหว่างอายุ 39 และ 49
มันเป็นระยะที่ทุกข์ทรมาน แต่ก็เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของวัยกลางคนเพื่อที่จะประสบกับการหลงตัวเองและความโง่เขลาของตัวเอง ผู้ที่ละทิ้งวัยกลางคน เป็นที่ทีคนทั่วไปสวมหน้ากาก ไม่มีการให้เกียรติ ถูกเปิดเผย ผู้คนมักจะมาพบหน้ากันโดยวิธีที่พวกเขาหลอกลวงตัวเองและผู้อื่น มันมักจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาถูกกดดันเพื่อที่จะรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นอยู่สอดคล้องกับค่านิยมที่พวกยอมรับอย่างไร พวกเขาได้พูดถึงสิ่งหนึ่งและได้ทำอีกสิ่งหนึ่งอย่างไร หรือ พวกเขามั่นใจต่อตัวเขาเองที่จะเชื่อว่าอะไรไม่ได้เป็นเช่นนั้น
หนึ่งในประเด็นที่พบประจำก็คือว่า ความตายเกิดจากความทุกข์พิสูจน์ตัวมันเองได้ ในทางขัดแย้งกัน การยอมรับความสิ้นหวังสุดท้ายคนเราว่าความสิ้นหวังนี้ได้ถูกพิสูจน์อย่างชัดเจนโดยความตายจะนำไปสู่ความรู้ตัวและการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความตายสามารถให้ความกระจ่างและท้าทายทัศนะของศีลธรรมของคนเรา ความตายยังสามารถทำนายชีวิตทางจริยธรรมของคนเราได้
ศีลธรรมใช้การเปลี่ยนแปลงหลังการใช้เหตุผลอีกอันหนึ่งเมื่อคนเราสนับสนุนความรักที่อยู่เหนือธรรมชาติ ว่าอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงชีวิตในแต่ละวันต่อพื้นฐานธรรมดาของประสบการณ์ทั้งหมด ศีลธรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานอย่างเช่นความรักช่วยให้คนเอาชนะความแตกต่างกันโดยมองเห็นคุณค่าว่าคนทุกคนเป็นส่วนของกลุ่มคนเดียวกัน มันเป็นไปได้ที่จะเล็งเห็นคุณค่าในความรักที่ไม่สามารถอธิบายได้ที่อยู่ภายใต้และอยู่นอกเหนือจากปัญหาอย่างไม่สิ้นสุด
เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คนเราสามารถเข้าใจมากขึ้นกว่าที่เคยว่าชะตากรรมทางจริยธรรมไม่ได้อยู่ในมือเขาเท่านั้น ความก้าวหน้าทางด้านจริยธรรมซึ่งดำเนินสืบมา รวมทั้งการยืนยันอีกครั้งและการทำอิสระภาพขั้นพื้นฐานของคนให้ลึกยิ่งขึ้น หรือความเพียงพอพื้นฐานในการทำความเข้าใจต่อเงื่อนไขของมนุษย์ ในที่สุด คนเราก็จะสามารถทำได้เล็กน้อย มันเป็นการช่วยเหลือที่ยังมีความหวังเพื่อที่จะยกเลิกการพยายามที่จะควบคุมโชคชะตาของคนเราอย่างสมบูรณ์สิ้นเชิง ดีกว่าจะเปล่าประโยชน์ในการพยายามช่วยเหลือตัวเอง คนเราก็ยอมแพ้ต่อความรัก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นท้ายของการเป็นคน ศีลธรรม ครอบคลุมและอยู่นอกเหนือปัจเจกบุคคลกับแหล่งที่มาที่รวามพวกเขาเข้าด้วยกัน และทำพวกเขาให้เป็นคนดี
ถ้าความก้าวหน้าทางจริยธรรมเป็นกระบวนการที่กำลังเป็นไปอยู่ กระบวนการนี้ควรจะถึงขั้นสุดท้ายระหว่างปีที่อยู่ในระหว่างวัยกลางคนกับวัยชรา อย่างไรก็ตาม ข้อสมมติฐานที่เป็นที่รู้กันก็คือว่า ช่วงอายุระหว่างวัยกลางคนกับวัยชราทำการสรุปได้ดีกว่าจุดสิ้นท้ายของชีวิต ในทางตรงกันข้าม การโต้แย้งกันของวิธีนี้ก็คือว่า บุคคลสามารถเข้าใจอย่างยิ่งและอย่างสมบูรณ์ในช่วงอายุเหล่านี้
สุดท้าย ศีลธรรมเป็นประเด็นในเรื่องชีวิตและความตาย และไม่มีเวลาอื่นใดที่จะมีความตายอย่างแน่นอนเหมือนกับช่วงอายุที่อยู่ในระหว่างวัยกลางคนกับวัยชรานี้ ความตายได้ตั้งคำถามกับเราอย่างมั่นคง ชีวิตได้รับการรับรอง การดูแล การปฏิบัติตามหรือไม่ หรือชีวิตถูกปฏิเสธหรือถูกห้ามหรือไม่ ในช่วงอายุวัยกลางคนกับวัยชรานี้ ผู้คนจะเรียกหาทางเลือกที่มีชีวิตหรือความตาย จิตวิญญาณแห่งชีวิต ความรัก เรียกร้องให้พวกเขาเป็นอยู่อย่างคนดีมีศีลธรรมและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีความหมายโดยสม่ำเสมอ
ชะตากรรมทางจริยธรรมของคนก็คือการที่จะรัก และถูกรัก จากทัศนคติทางศาสนา ความรักมักจะช่วยรักษาความงดงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีมนุษย์คนใดเลยที่จะรักพวกเราโดยตรงและจริงจัง สิ่งพึ่งพาสุดท้ายของคนอยู่บนความเป็นจริงที่อยู่เหนือธรรมชาติได้ถึงที่สุดในช่วงอายุระหว่างวัยกลางคนกับวัยชรา ไม่สำคัญว่า เงื่อนไขทางกาย ทางสังคม หรือเงื่อนไขทางจิตวิทยาของคนเราจะเป็นอะไร จะเป็นอำนาจที่มีมากกว่าของตัวเอง (พระเจ้าเป็นศัพท์ทางตะวันตกที่หมายถึงความเป็นจริง) ที่ให้ชีวิต การเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในความรัก สามารถทำให้คนเราพึ่งพาและยินดีกับแหล่งที่มาของชีวิตได้ การปฏิบัติตามสัญญาทางจริยธรรมอยู่ในการกลายเป็นสิ่งเปรียบเทียบกับความเป็นจริงที่ว่า นั่นเป็นสาเหตุที่ช่วยสนับสนุนของศักดิ์ศรีและการยึดหลักคุณธรรมของคนเรา
เมื่อไม่มีประสบการณ์ด้วยตัวเอง อย่างดีที่สุด ชีวิตก็กลายเป็นความหมดหวัง และอย่างเลวร้ายที่สุดก็กลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย ถ้าความหมายขั้นพื้นฐานมาจากการมีสุขภาพทางกายที่แข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีความรู้สึกพึงพอใจ ดังนั้นในท้ายที่สุด ชีวิตจึงกลายเป็นว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในวัยชรา เมื่อความเจ็บป่วยทางร่างกายและทางสังคมน่าจะเป็นไปได้ที่จะมีความทุกข์ทรมานและไม่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ชีวิตก็จะไร้สาระ โดยปราศจากวิสัยทัศน์ที่ผ่านการใช้เหตุผลแล้ว
โดยย่อ ได้มีการเสนอความคิดเห็นว่า เราไม่เคยอ่อนแอ หรือหยุดความก้าวหน้าทางจริยธรรม ความก้าวหน้าทางจริยธรรมคล้ายกันกับความก้าวหน้าของตัวเอง เป็นกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นว่าจุดสุดท้ายก็คือความตายเท่านั้น ในหลาย ๆ ทาง คนเราจะอ่อนแอทางด้านร่างกายและส่วนมากจะอ่อนแอในแนวทางบางอย่างทางความคิด แต่โดยทางศีลธรรม และโดยการผ่านการใช้เหตุผลแล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องอ่อนแอ ถึงแม้ว่า การทำช่วงวัยอายุคนให้เป็นจริงขึ้นมาอาจจะถูกจำกัดทั้งทางกายและโดยการใช้เหตุผล การสร้างรูปแบบที่ผ่านการใช้เหตุมาแล้วก็สามารถดำเนินต่อไปได้
แนวทางการศึกษา
ในวิธีการพัฒนาการของความสำคัญของช่วงวัยบุคคล ข้อแนะนำเหล่านี้ได้พัฒนาจนกลายมาเป็นรูปแบบการศึกษาอย่างหนึ่ง
1) การศึกษาศีลธรรมสามารถแบ่งออกได้หลายอย่าง รวมไปถึงความมีเหตุผล ความรู้ความเข้าใจ การตรามใจตัวเอง ความพอใจ ความเป็นคนมีศีลธรรม สังคม พฤติกรรม การวางตัว การมีเหตุผลและถือธรรมที่มีอยู่ในตัวบุคคลทั้งหมด ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ควรนำไปใช้ในทางที่เสียหาย
2) ความเจริญทางศีลธรรม มีทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ทฤษฎีและกระบวนการปฏิบัติเกี่ยวข้องกับวิชาตรรกวิทยา เพื่อที่จะเข้าถึงศีลธรรมก่อนปฏิบัติ ช่วงปฏิบัติ และหลังปฏิบัติ เป็นสิ่งที่จำเป็น ช่วงก่อนที่จะเหตุผลและหลังจากการมีเหตุผล กระบวนการเหล่านี้จะต้องนำไปใช้ในการพัฒนาทางด้านจริยธรรม
3) เพื่อที่จะรู้ถึงข้อวินิจฉัยและทฤษฎีต่าง ๆ ในเรื่องความรู้ความเข้าใจและการพัฒนาจริยธรรมทางด้านสังคม เป็นสิ่งที่สำคัญในการศึกษาที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีการรวบรวมด้วยกระบวนการทางด้านประสบการณ์และการกระทำเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากนั้น ยังมีสิ่งที่สำคัญอีกก็คือเนื้อหาและกระบวนการสอนว่ามีความสำคัญในเรื่องอะไรและอย่างไร
4) การศึกษาศีลธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับก่อนการใช้เหตุผล การใช้เหตุผล และหลังจากการใช้เหตุผลจะอยู่ในสังคมโดยรวม การศึกษาศีลธรรมอาจจะเริ่มต้น ในช่วงก่อนการใช้เหตุผล คือในช่วงทารกนั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น การยึดติดความสบายเหมือนกับการมีประสบการณ์ เช่นความเชื่อและความหวังที่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึคงการพัฒนาด้านจริยธรรมในเวลาต่อมา การคิดและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเป็นสิ่งที่สำคัญ เฉกเช่นเดียวกันกับ การพูดอย่างมีเหตุผล ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพทางด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในการเล่านิทานซึ่งผลต่อการพัฒนาด้านจริยธรรม
5) ในช่วงที่จะเข้าสู่การเกิดความรู้ความเข้าใจ จะมีในช่วงวัยหนุ่มสาว ตัวอย่างเช่น การใช้วิธีอธิบายถึงคุณค่าของจริยธรรม อาจจะช่วยให้คนเรานั้นได้รู้โดยอัตโนมัติ ถึงจุดของจริยธรรม และช่วยให้พวกเขาได้ใช้พื้นฐานทางจริยธรรมในการใช้ชีวิตร่วมกัน การปกครองอย่างมีเหตุผล
6) การพัฒนาทางด้านจริยธรรม คือ กระบวนการอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนเรา ซึ่งมันไม่ได้สิ้นสุดในช่วงวัยหนุ่มสาว แต่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวงจรชีวิต การเรียนรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สามารถทำได้ง่ายหรือเป็นอุปสรรคในการพัฒนาทางด้านจริยธรรมในวัยผู้ใหญ่ ตัวอย่างเช่น ช่วงเวลาที่กระทำและช่วงที่จะละเว้น สามารถที่จะก่อให้เกิดผลสะท้อนทางจริยธรรม และในด้านประสบการณ์ว่าเป็นตัวช่วยยืนยันและสนับสนุนการพัฒนาทางด้านจริยธรร
7) จุดประสงค์ของการเข้าถึงการพัฒนาทางด้านจริยธรรมควรได้รับการปรับปรุงและส่งเสริม ตลอดจนทัศนวิสัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะเป็นไปได้ในการเพิ่มข้อมูล เพื่อให้เกิดจริยธรรมอันดีงามขึ้นในตัวบุคคล
***
ประเด็นสำหรับอภิปราย โดยกลุ่มที่ 1 (30/12/42)
หัวข้อ
.PHENOMENOLOGICAL APPROACH TOWARD THE MORAL PERSON
ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่นำพาให้บุคคลเป็นผู้มีจริยธรรม
1. ความหมายของคำว่า Phenomenological ตามความหมายของ William F Kraft พร้อมตัวอย่าง ฯ
2. อธิบายคำต่าง ๆ ที่ใช้ในลักษณะของปรากฏการตามธรรมชาติ ตามทัศนะของ William F Kraft