http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

รายงาน เรื่อง “LIFE LONG MORAL DEVELOPMENT”
 
 


***

คำนำ

เป็นที่ยอมรับกันว่า "พฤติกรรม" เป็นผลผลิตหนึ่งของกระบวนการขัดเกลาทางสังคม และเป็นผลผลิตจากการสั่งสมประสบการณ์ทีละน้อยในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งกลายเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในจิตใจของแต่ละปัจเจกบุคคลอันพร้อมที่จะแสดงออกมาได้ในโอกาสต่าง ๆ กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ที่เขานั้นเผชิญอยู่ อาจกล่าวได้ว่า คน ๆ หนึ่งจะมีพฤติกรรมดีเลวอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการกระบวนการต่าง ๆ ทางสังคมที่ได้รับการถ่ายทอดและซึมซับมา เพราะฉะนั้น กระบวนการขัดเกลาทางสังคมจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ควรให้ความสนใจ ทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมของแต่ละปัจเจกบุคคลย่อมมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวมด้วย และเป็นที่แน่นอนว่าสังคมไทยในปัจจุบันนี้จะเป็นสังคมที่จะน่าอยู่หรือไม่เพียงใดหรือจะพัฒนาไปในทิศทางใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสมาชิกในสังคมว่าสมาชิกเป็นบุคคลเช่นไร มีคุณภาพในการดำเนินชีวิตอย่างไร หรือมีลักษณะนิสัย พฤติกรรมเป็นแบบใด ดังจะเห็นได้ว่า การพัฒนาสังคมจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาทางจริยธรรมของสมาชิกในสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม ที่มิใช่เป็นเพียงแต่การพัฒนาทางวัตถุแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าวในข้างต้น จึงเป็นที่มาของกระบวนการศึกษาพฤติกรรมทางจิต-วิทยาของมนุษย์เพื่อให้ทราบเหตุปัจจัยแห่งพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์นั่นเอง อนึ่ง โดยทั่วไปแล้วงานเขียนทางด้านจิตวิทยาที่กล่าวถึงการพัฒนาทางด้านจริยธรรม (Moral Education Development) มักจะกล่าวถึงการพัฒนาทางจริยธรรมของมนุษย์ที่ช่วงอายุไม่เกินอายุสามสิบปี แต่ในบทความที่จะนำเสนอต่อไปนี้ คือ LIFE-LONG MORAL DEVELOPMENT อันเป็นผลงานการเขียนของ Margaret Gorman ซึ่งเพียงบทความตอนหนึ่งของหนังสือ Psychological Foundations of Moral Education and Character Development : An Integrated Theory of Moral Development. ซึ่งบทความดังกล่าวเป็นการอธิบายว่ามนุษย์นั้นสามารถพัฒนาไปได้ตลอดชั่วอายุขัยของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปจัดเงื่อนไขหรือจัดการให้พฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปในทิศทางอันน่าพึงปรารถนา

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์ (SHES 528) และเพื่อให้การศึกษาในรายวิชาดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ทางการศึกษาคณะผู้จัดทำจึงได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับ “การพัฒนาทางจริยธรรมที่มีตลอดชีวิต” ในการนี้คณะผู้จัดทำต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์พิเชฏฐ์ กาลามเกษตร์ ผู้ให้คำชี้แนะอย่างใกล้ชิด และเพื่อนร่วมชั้นที่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในหัวข้อรายงานดังกล่าวนี้ อนึ่ง ในการจัดทำรายงานฉบับนี้ย่อมมีความบกพร่องในหลายจุด หากท่านผู้อ่านได้ศึกษารายงานฉบับนี้แล้วพบจุดบกพร่องประการใดคณะผู้จัดทำขอน้อมรับคำชี้แนะเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขต่อไป

คณะผู้จัดทำ

31 มีนาคม 2543

***

LIFE-LONG MORAL DEVELOPMENT

“การพัฒนาทางจริยธรรมที่มีตลอดชีวิต”

หลายคนอาจจะมองว่า การพัฒนาทางจริยธรรมของมนุษย์จะหยุดชะงักอยู่แค่บางช่วงของชีวิตเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ หากแต่จริยธรรมของคนจะถูกพัฒนาไปตลอดอายุขัย สำหรับในบทความนี้เป็นเสมือนการสรุปทั้งหมดของหนังสือ Psychological Foundations of Moral Education and Character Development ซึ่งโดยภาพรวมของบทความต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้จะมีการกล่าวถึงเรื่อง เสรีภาพ ทางเลือก อารมณ์และความรู้สึก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพื้นฐานของศีลธรรมทั้งสิ้น

นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังกล่าวถึงมุมมองทางจิตวิทยาซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับศีลธรรม อันประกอบด้วยการตัดสินทางศีลธรรม, รูปแบบของอารมณ์ ความรู้สึกและทางเลือก ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้จากข้อเขียนของ แมคโคบี้ (Maccoby) ที่ได้กล่าวถึงเรื่องการพัฒนาโครงสร้างทางอารมณ์ หรือว่าจะเป็นข้อเขียนของ เกวิน (Gavin) ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในอุดมคติของตัวตนในการก่อให้เกิดมโนธรรม รวมทั้งข้อเขียนของ บราเบ๊ค (Brabeck) ที่ได้นำเสนอแนวคิดของ กิลลิแกน (Gilligan) ที่ได้ท้าทายความคิดของ โคลเบอร์ก (Kohlberg) หรือการนำเสนอแง่มุมภายในของนักทฤษฎีทางด้านทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning)

เป็นที่น่าสังเกตว่าในบทนี้โดยส่วนใหญ่จะพูดถึงแนวคิดของ โนเวิลส์ (Knowles) ที่ได้นำเสนอกรอบความคิดของ อีริคสัน (Erikson) รวมทั้งบรรยายถึงการพัฒนาในอุดมคติของคน ที่มีต่อศีลธรรมซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทางเลือก ความรัก ความเอาใจใส่และสติปัญญาของบุคคล

ดังที่กล่าวมาในเบื้องต้นเรื่องการพัฒนาศีลธรรมตลอดชีวิต เป็นการพยายามที่จะสังเคราะห์เอาองค์ประกอบทั้งหลายที่เราได้ศึกษามาแล้วมาย่อยสรุป โดยเน้นที่ความคิดของ โนเวิลส์ เกี่ยวกับมิติ 3 มิติ โดยจะพูดถึงประเด็นหลัก ๆ 3 ประเด็นหลักดังต่อไปนี้
- แง่มุมทางชีวภาพ (the vital aspect-body)
- แง่มุมทางความคิด (the cognitive aspect-ego)
- ตัวตน (self)

นอกจากนี้แล้วยังมีการกล่าวถึงองค์ประกอบของทางด้านจิตวิทยา ที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ตามปกติแล้วนักจิตวิทยาส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องการพัฒนาที่ค่อยเป็นค่อยไปของบุคคล แต่อีกมุมหนึ่งนั้นนักปรัชญาจะเป็นผู้ที่อธิบายเป้าหมายหรือบรรทัดฐานของศีลธรรม อีกทั้งเป็นผู้ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงส่วนดีหรือสาระสำคัญของจริยธรรมได้ดีกว่านักจิตวิทยา สรุปง่าย ๆ ก็คือว่า นักจิตวิทยาจะเป็นผู้ที่บอกว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นอย่างไร แต่นักปรัชญาจะเป็นผู้บอกว่า พฤติกรรมของมนุษย์ควรเป็นอย่างไร

เพื่อให้ผู้ศึกษาได้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ทางการศึกษาการพัฒนาทางจริยธรรมที่มีตลอดชีวิตนั้น ในเบื้องต้นจำเป็นต้องทราบถึงองค์ประกอบทางจิตวิทยาที่สำคัญและมีผลต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์ ดังต่อไปนี้ คือ

สิ่งแวดล้อม (Environment) สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ และในทางตรงกันข้าม มนุษย์ก็เป็นตัวกำหนดสิ่งแวดล้อม ดังนันจะเห็นว่าทั้งสองสิ่งมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือเป็นทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ จากแผนภูมิในหนังสือจะมีการนำเสนอด้วยลูกศร ซึ่งหัวลูกศรจะชี้ไปในทิศทางต่าง ๆ ซึ่งลูกศรเหล่านี้จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

แง่มุมทางชีวภาพ (Vital Aspect) ในบทที่ผ่านมานั้นโนเวิลส์ ได้บรรยายถึงแง่มุมทางชีวภาพไว้แล้ว ทำให้ทราบว่าวิธีการทางจิตวิทยามีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ความเข้าใจของมนุษย์ ซึ่งโนเวิลส์ได้ขยายวิธีการทางจิตวิทยาดังกล่าวมาสู่รูปแบบทางสังคม ซึ่งจะสามารถขยายแง่มุมทางความคิดของมนุษย์ให้กว้างขึ้น ว่าการพัฒนาของมนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เรื่องเพศแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่การพัฒนาทางด้านชีวภาพยังเป็นการพัฒนาการมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวของมนุษย์ออกไปด้วย

องค์ประกอบในด้านแนวความคิด (Cognitive Components) ซึ่งประกอบด้วย

1. สติปัญญา (Intellectual) เชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาสติปัญญาจากสิ่งที่เป็นนามธรรมไปสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือว่าสิ่งเป็นความจริงได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งมนุษย์มีความสามารถที่จะเข้าใจความคลุมเครือเกี่ยวกับศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ได้มากขึ้นด้วย และในขณะเดียวกันก็มีความสามารถที่จะเสาะแสวงหาหรือศึกษาสิ่งที่เร้นลับได้ โคลเบอร์กได้อธิบายว่า ความสามารถในการตัดสินใจบนพื้นฐานของศีลธรรม จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ego centric หรือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพื่อหลีกหนีการลงโทษหรือว่าสนองความต้องการของตัวเอง ซึ่งจะนำตนเองไปสู่มาตรฐานของสังคม หรือที่เราเรียกว่ากฎหมายนั่นเอง และเขายังอธิบายต่อไปว่า คนแต่ละคนสามารถที่จะไปสู่จุดนั้นได้มากกว่า โดยการยอมรับในหลักการที่เป็นอิสระจากการถูกบังคับโดยระบบกฎหมาย หรือว่าการอยู่ในกระบวนการที่สภาพความเป็นมนุษย์สามารถตอบสนองได้ ในการกระทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง นั่นก็คือมนุษย์สามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่าที่อยู่ในกรอบของกฎหมายเพื่อความอยู่รอดตนเอง แต่จะเห็นได้ว่าหลักการของโคลเบอร์ก ที่เป็นการพรรณนาอย่างมีเหตุผลถึงลักษณะของมนุษย์ในแต่ละช่วง เพื่อว่าผู้ปกครอง ครู หรือผู้ที่สนใจจะศึกษา จะได้รับรู้ว่าบุคคลใกล้ ๆ ตัว หรือบุคคลในปกครองของตนเองอยู่ในช่วงใด และสามารถช่วยพัฒนาอย่างช้า ๆ ได้

2. การเคารพตนเอง (Self-Esteem) จะมีเรื่องของมโนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะที่เป็นตัวชี้ว่า ในการตัดสินการกระทำหนึ่ง ๆ นั้นย่อมเป็นไปตามความเชื่อของบุคคล เพราะฉะนั้นในการเคารพตนเองจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจถึงพัฒนาการทางจริยธรรมได้

3. ทรรศนะที่มีต่อผู้อื่น (Awareness of Others) มีนักจิตวิทยาคนหนึ่งได้นำเสนอโมเดลเรื่อง Personal Development และทฤษฎีสัมพันธภาพทางวัตถุ เขามีความเห็นว่าคนเราจะพัฒนาตนเองจากมุมมองของตนเอง และขณะเดียวกันเขาก็จะถูกครอบงำจากผู้อื่นด้วย หลังจากนั้นเขาก็จะเริ่มแยกตัวเองและพัฒนาตนเองอย่างมีสติ การพัฒนาของเขาไม่เป็นแค่การทำให้แตกต่างเท่านั้น แต่เป็นการเสริมสร้างตนเองด้วย ประเด็นของทางแก้ทำให้เราเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาการของมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในวัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงที่เรียกว่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าตนเองคิดถูกหมด วัยรุ่นจะมีการเผชิญหน้ากับกลุ่มวัยรุ่นด้วยกัน จะมีภาวะอารมณ์ที่ไม่มั่นคง หรือว่าในวัยผู้ใหญ่ก็จะต้องมีการปรับตัวเพื่อที่จะให้สัมพันธ์กับบทบาทของสังคมที่ตนเองดำรงอยู่ นอกจากนี้แล้วโนเวิลส์ได้ให้ทรรศนะว่า การกระทำความดีและมีศีลธรรมสามารถช่วยแก้ปัญหาระหว่างตัวตนของตนเองกับการสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ เพราะเมื่อคนกระทำสิ่งที่ดีมีศีลธรรมไปไม่ใช่แค่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาความเป็นมนุษย์ของตนเองด้วย

4. ทรรศนะที่มีต่อสิ่งสูงสุด (Awareness of the Ultimate) นักคิดคนหนึ่งชื่อ ฟอว์เลอร์ (Fowlor) เชื่อว่าคนเราพัฒนาจากสัญชาตญาณภายในตนเอง เพื่อไปสู่ความรู้สึกที่เรียกว่า ความซื่อสัตย์ โดยไม่ต้องมีการวิเคราะห์ และปราศจากการยึดติดจากมุมมองของกลุ่ม ในช่วงแรกวัยหนุ่มสาวจะมีการพัฒนาตนเองที่เป็นธรรมชาติไปสู่การค้นหาตนเอง จะทำให้เขาเสาะแสวงหาในสิ่งที่ยังไม่รู้คำตอบ อาจจะเป็นเรื่องเป้าหมายของชีวิตหรือเรื่องของความเชื่อหรือศาสนา

ตัวตน (The Self) อีริคสันได้อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วการพัฒนาตนเองก็คือ ทิศทางของคนผู้ซึ่งสามารถหวัง คิด และผูกพันกับความรัก ถ้ามนุษย์สามารถเข้าถึงตรงจุดนี้ได้ ก็สามารถพัฒนาสติปัญญาได้

แต่เดิมมานั้นเมื่อกล่าวถึงเรื่องของการพัฒนาทางจริยธรรมของมนุษย์นั้นมักจะกล่าวถึงแต่ในช่วงอายุ 30 ปีลงมาเท่านั้น แต่ในบทความนี้เป็นความพยายามที่จะขยายขอบเขตออกไป เพื่อให้เราได้ทราบถึงการพัฒนาทางจริยธรรมของมนุษย์ในทุกช่วงวัย กล่าวคือ

ประการที่หนึ่ง โลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงและมีสิ่งใหม่ ๆ ที่จะต้องให้คำตอบ อันเป็นสิ่งซึ่งไม่เคยมีคำตอบมาก่อน

ประการที่สอง คนที่เป็นผู้ใหญ่ยังคงมีการพัฒนาเติบโตในด้านอารมณ์ สติปัญญา และศีลธรรม เพราะฉะนั้นถ้าจำกัดอายุ ก็ยังไม่พอที่จะอธิบายคนได้

ประการที่สาม ขณะนี้มีค่านิยมของคนที่เกี่ยวข้องกันในสังคมใหญ่ ๆ ในโลก และในระหว่างพ่อแม่กับลูก เหมือนกับเขาบอกว่ามีช่องว่างระหว่างกลุ่มความคิด ช่องว่างนี้เป็นข้อขัดแย้ง ซึ่งมีผลให้ผู้ใหญ่ต้องตรวจสอบ ทบทวนความเชื่อเดิม ๆ

 

การแบ่งช่วงวัยเพื่อศึกษาการพัฒนาเชิงจริยธรรมตลอดชีวิต สามารถแบ่งออกเป็น 7 ช่วงชีวิต ดังต่อไปนี้ คือ

1. ช่วงก่อนวัยเรียน (Pre-School) : อายุ 3-6 ขวบ

จุดสำคัญของการพัฒนาจริยธรรมของเด็กวัยนี้คือการพัฒนาที่ลึกซึ้งขององค์ประกอบทางด้านความรู้ และสภาวะแวดล้อมที่จะสนับสนุนประสบการณ์ พัฒนาความหวัง และจินตนาการของเด็ก ซึ่งเด็กในช่วงก่อนวัยเรียนนี้สามารถพัฒนาและถูกล้อมรอบด้วยความรัก และการสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอจากผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นกระจกเงาที่สะท้อนกลับไปว่าพวกเขาเป็นคนดี แต่ยังสื่อถึงอุดมคติและรูปแบบว่าพวกเขาควรเป็นอย่างไร นั้นก็คือการเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนที่เชื่อมั่นในมุมมองของตนเอง รับรู้และตระหนักถึงความสัมพันธ์ของทั้งครอบครัว

2. ช่วงเด็กวัยต้น (Elementary School Children) : 6 – 13 ปี

เด็กในวัยนี้อยู่ในช่วงของการชอบสังคม, กิจกรรม และมีการเจริญเติบโตในการรับรู้ที่จะสามารถควบคุมงาน และเป็นที่ยอมรับนับถือของกลุ่มเพื่อนอย่างมีคุณค่าและอย่างอุทิศตนถึงแม้ว่าจะยังไม่ค่อยมีความเข้าใจนักก็ตาม

3. ช่วงวัยรุ่น (Adolescence) : อายุ 13 –17 ปี

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ถือว่ามีความเจริญทางด้านจิตวิทยาและทางจริยธรรมมาก เพราะความสามารถทางสติปัญญาก็ได้รับการพัฒนาเพียงพอที่จะยอมรับกฏเกณฑ์ที่เป็นนามธรรมและความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้, อีกทั้งความสามารถในการแสดงบทบาทก็สามารถพัฒนามาเพียงพอที่จะยอมรับความรู้สึกของคนอื่น และเอกลักษณ์ก็กำลังปรากฏขึ้นจากการถูกเลือกด้วยตนเองมากกว่าที่จะถูกกำหนดหรือบังคับ, วัยรุ่นก็จะสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นผู้กระทำทางจริยธรรมที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองในเรื่องหลักศีลธรรมได้ และมีความเป็นห่วงคนอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ

4. ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย (YOUTH) : 18-25 ปี

วัยรุ่นช่วงปลายจะแตกต่างจากวัยรุ่นช่วงต้นตรงที่ว่า คนหนุ่มสาวที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายมีความคิดเป็นลบน้อยในปฏิกริยาของตัวเอง และกำลังค้นหาเพื่อที่จะพัฒนาเอกลักษณ์ของตัวเอง ขณะเดียวกันก็มีทางเลือกทางด้านอาชีพด้วย จะมีการเตรียมตัวสำหรับข้อผูกมัดในการงาน และในด้านการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งระยะวัยนี้เข้ามาใกล้ที่จะเป็นผู้กระทำทางจริยธรรมที่สมบูรณ์แล้ว

5. ช่วงผู้ใหญ่ตอนต้น (YOUNG ADULT) : อายุ 25-40 ปี

ช่วงผู้ใหญ่ตอนต้นนี้จะเป็นช่วงที่เข้าใจสมรรถภาพและความสามารถของตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่วิถีทางและการดำเนินชีวิต และจะถูกจำกัดจากสภาพแวดล้อมโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากความเปลี่ยนแปลงของการงานที่ทำอยู่ประจำอาจจะทำให้ความมั่นใจของตนเองเริ่มสั่นคลอน แต่ก็มีความหวังและมั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับชีวิตของตนและดำเนินชีวิตตามความฝันได้

6. ช่วงวัยกลางคน (MIDDLE AGE) : อายุ 40-60 ปี

ในวัยนี้เป็นช่วงที่มีการพัฒนาทางด้านจริยธรรมที่สูง แต่ก็มีการพัฒนาจิตใจที่บีบคั้น อาจไม่ยอมรับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะยึดติดกับวัฒนธรรมประเพณีเก่า ๆ แต่ในวัยนี้ก็จะได้รับความยำเกรงอยู่บ้าง นอกจากนี้แล้ววัยกลางคน จะเป็นวัยที่ละเว้นการสนิทสนมจากบุคคลอื่น มีความสัมพันธ์อย่างผิวเผิน ไม่ลึกซึ้ง แต่เปิดใจรับทรรศนะคติของผู้อื่นมากขึ้นถ้ามีความเหงาและความว้าเหว่

7. ช่วงวัยชรา (LATE ADULTHOOD) : 60 ปีขึ้นไป

กลุ่มผู้สูงอายุนับว่าจะมีปริมาณมากขึ้น และจะพบกับความหลากหลายระหว่างผู้สูงอายุ ในเรื่องที่เกี่ยวกับปัจจัยทางด้านสติปัญญา แนวความคิดตัวเอง และความตระหนักในผู้อื่น ตลอดจนระดับของความศรัทธาเช่นเดียวกับทุกช่วงอายุของชีวิต คนสูงอายุก็เหมือนคนวัยอื่น ผู้สูงอายุบางเป็นคนที่มีความอดทนและเป็นที่รวมกันของความเข็มข้นของภูมิปัญญา การเคลื่อนย้ายที่พักและความสำคัญสิ่งแวดล้อมที่มีผลโดยตรงต่อความสามารถของผู้สูงอายุ ด้วยสภาพร่างกายของเขาจะจำกัดสิ่งแวดล้อมไปโดยปริยาย ไม่สามารถจะไปไหนมาไหนได้สะดวกอย่างเดิม นั่นคือแรงกดดันให้เกิดภาวะเครียดได้ นี้เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาในการเรียนรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ นอกจากนี้แล้วการตัดสินเกี่ยวกับจริยธรรมอาจจะน้อยลงในช่วงที่มีอายุมากขึ้น

 

บทสรุป

“การพัฒนาทางจริยธรรมที่มีตลอดชีวิต”

บทความนี้พยายามที่จะอธิบายภาพรวมของการพัฒนาการด้านจริยธรรมจากวัยเด็กไปยังวัยผู้สูงอายุ ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น ส่วนประกอบที่พิจารณาให้เห็นถึงประโยขน์สูงสุดที่จะช่วยให้เราเข้าใจถึงการพัฒนาจริยธรรมของผู้คน ซึ่งได้นำมาเป็น องค์ประกอบทางกายภาพ ตัวตน หรือทางด้านสติปัญญา รวมถึงการพัฒนาด้านสติปัญญา การมีแนวความคิดของตนเอง การตระหนักรู้ในผู้อื่น การตระหนักรู้ในสิ่งสูงสุด รายละเอียดของแต่ละช่วงชีวิตมีความหมาย อีกทั้งเป็นรายละเอียดของบุคลิกภาพทั่วไปของคนในแต่ละช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นแผนภูมิหรือรายละเอียดที่ปรากฏโดยทั่วไปในบทความนี้ ได้นำเสนอหนทางเพื่อเป็นแนวทางให้พ่อแม่ ผู้อยู่ในวงการศึกษา และเพื่อน ได้เล็งเห็นแนวทางที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาของมนุษย์ในขั้นตอนต่าง ๆ ของช่วงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และสามารถที่จะช่วยทำให้การพัฒนาทางจริยธรรมของปัจเจกบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล

***

หนังสืออ้างอิง

Psychological Foundations of Moral Education and Character Development : An Integrated Theory of Moral Development.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 6:56 PM